บทที่ 2 สถาปัตยกรรม

3,075 views

Published on

Published in: Education
0 Comments
1 Like
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

No Downloads
Views
Total views
3,075
On SlideShare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
2
Actions
Shares
0
Downloads
25
Comments
0
Likes
1
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

บทที่ 2 สถาปัตยกรรม

  1. 1. บทที่ 2 สถาปัตยกรรมของฐานข้อมูล สถาปัตยกรรมของฐานข้อมูลแบบ ANSI SPARC (American National Standard Institute -Standards Planning and RequirementsCommittee) เป็นการแบ่งระดับของข้อมูลในระบบฐานข้อมูล ซึ่งข้อมูลถูกมองจากผู้ใช้ในรูปแบบที่แตกต่างกัน ตามวัตถุประสงค์ของการใช้งาน แบ่งได้3 ระดับ 1. ระดับภายนอก(External level / View)เป็นระดับที่ประกอบด้วยภาพของข้อมูลที่ผู้ใช้แต่ละคนมอง ตามความต้องการใช้ข้อมูล ซึ่งประกอบด้วยentities , attributes และ relationships ของแต่ละคน เช่น นักศึกษาต้องการข้อมูลคะแนนและเกรดของ Db02-1
  2. 2. ข้อมูลที่จดเก็บในฐานข้อมูล ั รหัสนักศึกษา ชือ-นามสกุล ่ คะแนนเก็บ ปลายภาค คะแนนรวม เกรด 4583170141 นางสาววรลักษณ์ เทพอักษร 28 23 51 C 4583170144 นางสาวนนท์ภัทรา ทองเลิศ 37 31 68 B 4583170148 นายบัณฑิต สุขโข 31 32 63 C+ 4583170151 นายปริญญา อรชร 31 37 68 B 4583170153 นายวสกร ชื่นอารมย์ 25 32 57 C+ มุมมองของนักศึกษาแต่ละ มุมมองของอาจารย์ที่ปรึกษา คน 4583170144 นายบัณฑิต สุขโข 68 B C+ 4583170151 นายปริญญา อรชร 68 B B นายวสกร ชื่นอารมย์ C+ Db02-2
  3. 3. สถาปัตยกรรมของฐานข้อมูล 2. ระดับแนวความคิด(Conceptual/Logical level) เป็นระดับการกำาหนดรูปแบบข้อมูล ขนาดของข้อมูล และความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูล ได้แก่ การกำาหนดเอนติตี้ แอตตริบิว ความสัมพันธ์ และกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับข้อมูล ซึง ่ เป็นระดับการออกแบบฐานข้อมูล การนำาเสนอโครงสร้างของข้อมูล เรียกว่า เค้าร่างเชิง แนวคิด(Conceptual Schema) ซึงจะเกี่ยวข้องกับกฎควบคุมความถูกต้องของข้อมูล ่ความปลอดภัยของข้อมูล ความสัมพันธ์ของข้อมูล และผูมี ้ สิทธิใช้ขอมูลในส่วนต่างๆ ้ Db02-3
  4. 4. รายละเอียดแฟ้มข้อมูล รายละเอียดแฟ้มข้อมูลคะแนน นักศึกษาชื่อลักษณะประจำา ∝ 1ประเภท ขนาด ชื่อลักษณะประจำารหัสนักศึกษา 1 ประเภท ขนาดChar 11 รหัสนักศึกษารหัสวิชา Char Char 11 6 ชื่อ-นามสกุลคะแนนเก็บ Char 40Num 2 วิชาเอก Charปลายภาค50 รายละเอียดแฟ้มข้อมูล 30Num 2 ทีอ า วิชยู่ ่ Charรวม 100 Num 1 30 ชื่อลักษณะประจำา 3 เบอร์โทรฯ ประเภท ขนาดเกรด Char Char 11 รหัสวิชา Char 1 ชื่อผู้ปกครอง 6 Char 40 ชื่อวิชา Char 40 หน่วยกิต Num 2 Db02-4
  5. 5. สถาปัตยกรรมของฐานข้อมูล 3. ระดับภายใน ( Internal level / Storageview /physical level) เป็นระดับ การจัดเก็บข้อมูลในฐานข้อมูล ณ ตำาแหน่งใดๆ ในดิสก์ ซึงรวมถึง รูปแบบเรคอร์ท เช่น Indexes , ่Hashing algorithm , block size , pointer , สื่อข้อมูล ,Data structure , File organizations , Interface กับOperating System ,วิธีการ access ข้อมูล , การจัดเก็บข้อมูลลงใน storage device , การสร้าง Index ,การเรียกค้นข้อมูล เป็นต้น Db02-5
  6. 6. สถาปัตยกรรมของฐานข้อมูลExternal ของนักศึกษา External ของอาจารย์ที่ปรึกษานายยิ่งยศ ได้ GPA = 3.29 1. นายยิ่งยศ 2. นายดำา 3. นายแดงConceptual Levelรายละเอียด การลงทะเบียน / ประวัตนศ./ วิชา/ ิอาจารย์Internal Levelid : integer; name string[40]; Addr : string[50]; Db02-6
  7. 7. Mapping คือกระบวนการแปลง requests และ resultsระหว่าง schema 3 ระดับ สังเกตได้วา 3 schemas เป็นการอธิบายถึง ่ข้อมูล ที่ถูกจัดเก็บจริงๆ ใน physical level แต่DBMS จะทำาให้ผู้ใช้มองเห็นข้อมูลที่ใช้เท่านั้น(External level) โดย DBMS จะทำาการแปลงความต้องการของผู้ใช้ (external schema) ด้วยการค้นหาข้อมูลที่เก็บในหน่วยความจำา(internal schema) ซึงตรงกับข้อมูล ่ที่อยู่ในระดับ conceptual schema โดย - แปลง external schema เป็นconceptual schema Db02-7
  8. 8. Mapping External viewConceptu al levelStruct STAFF { Internalint staff_No; int Branch_No; char levelFname[15];char Lname[15]; char Department[15];struct date Date_of_birth; Float Salary;struct STAFF * next; /* pointer to next record */ Db02-8
  9. 9. เหตุผลของการกำาหนดสถาปัตยกรรม เนื่องจากการอ้างถึงโครงสร้างข้อมูลในระดับภายในโดยตรง จะมีความเสี่ยงต่อความปลอดภัยและกฎการควบคุมความถูกต้องของข้อมูล จึงนิยมใช้การแปลงรูปซึง ่เป็นการแปลงมุมมองของผูใช้ในระดับสถาปัตยกรรมที่สูง ้กว่ามาใช้มองโครงสร้างของข้อมูลในระดับที่ตำ่ากว่า โดยเริ่มทำาการแบ่ง schema ออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้ • Schema (System view) • Subschema (user view) Db02-9
  10. 10. เหตุผลของการกำาหนดสถาปัตยกรรมต่อมาพัฒนาทำาการแบ่งเป็น 3 ระดับ ด้วยเหตุผล ดังนี้ 1. แต่ละ user สามารถที่จะ access ข้อมูลเดียวกันแต่แตกต่างกันที่ view ซึง user สามารถ ่เปลี่ยนแปลง view ของตนเองได้ โดยไม่กระทบต่อการใช้งานของผูใช้อื่น ้ 2. Users ไม่สามารถที่จะเข้าถึงในส่วนของหน่วยความจำา ได้ 3. DBA สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของหน่วยความจำาจะไม่กระทบต่อ user view 4. การเปลี่ยนแปลงในส่วนกายภาพของหน่วยความจำา จะไม่มีผลกระทบต่อโครงสร้างภายในของฐานข้อมูล Db02-10
  11. 11. ความเป็นอิสระของข้อมูลความอิสระของข้อมูล แบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ 1. ความอิสระของข้อมูลเชิงตรรกะ(Logical Data Independence) : การเปลี่ยนแปลงแก้ไขโครงสร้าง ข้อมูลในระดับแนวคิด จะไม่มผลกระทบโครงสร้าง ีข้อมูลในระดับภายนอก เช่น การเปลียนขนาดของแอตตริ ่ บิวไม่ตองแก้ไขโปรแกรมที่เรียกใช้แอตตริบิวนั้น ้ 2. ความอิสระของข้อมูลเชิงกายภาพ (Physical Data Independence) : การแก้ไขโครงสร้างข้อมูลใน ระดับภายใน จะไม่มผลกระทบต่อโครงสร้างข้อมูล ี ระดับแนวคิดหรือระดับภายนอก เช่น การเปลี่ยนวิธีจัด เก็บข้อมูลจาก Sequential ไปเป็น Indexed ในระดับแนวคิด โดยโปรแกรมประยุกต์ที่เขียนในระดับภายนอกก็ไม่ Db02-11
  12. 12. Data Model แบบจำาลองข้อมูล หมายถึงสถาปัตยกรรมฐานข้อมูลระดับแนวความคิด(logical level) ที่นำาเสนอแบบข้อมูล (data type) ความสัมพันธ์ (Relation) และกฎเกณฑ์(constraints) ให้ผู้ใช้เห็นเข้าใจได้ เช่น • ข้อมูลภายในฐานข้อมูล • ความสัมพันธ์กันของแต่ละข้อมูล • โครงสร้างข้อมูล • กฎควบคุมความถูกต้อง ของโครงสร้างข้อมูล • กลุ่มคำาสั่งปฏิบัติงานพื้นฐานสำาหรับ เรียกค้น จัด เก็บ และปรับปรุงข้อมูลในฐานข้อมูล Db02-12
  13. 13. ประเภทของ Data Model 1. Conceptual (High level data model)เป็นแบบจำาลองทีเน้นมุมมอง(view)ในการรับรู้ข้อมูลของ ่ผูใช้ และการออกแบบฐานข้อมูล เพื่ออธิบายส่วน ้ประกอบและความสัมพันธ์ของข้อมูล ซึงได้แก่ E-R ่Model และ Object-oriented Model 2. Physical (Low-level data model) เป็นแบบจำาลองที่แสดงการอธิบายรายละเอียดของวิธีการที่ข้อมูลถูกจัดเก็บลงในหน่วยความจำา 3. Representational (Implementationdata model) เป็นแบบจำาลองที่อธิบายรายละเอียดของโครงสร้างข้อมูลที่ทำาการสร้างว่าใช้แบบจำาลองข้อมูลแบบใด เช่น Hierarchical Database Model ,Network Database Model หรือ Relational Db02-13
  14. 14. Hierarchical data model 1. Hierarchical data model ประกอบด้วย records ที่ถกจัดเก็บในโครงสร้างข้อมูลแบบต้นไม้ จะ ู ประกอบด้วยโหนด(node) และ กิ่ง(arc หรือ edge) ที่ทำาการเชือมระหว่างโหนดซึงในโครงสร้างจะประกอบ ่ ่ ด้วย root node (โหนดบนสุด) และ child nodes ro o t n o d e a rc /e d g e ro o t o f s u b tre ec h ild n o d e s s u b tre e Db02-14
  15. 15. Hierarchical data model การเข้าถึงข้อมูลของโครงสร้าง มีดงนี้ ั 1. Pre-order traversal วิธีการนี้เริ่มต้นจาก Top down โดยเริ่มจาก root node และ access subtrees ตาม ลำาดับจากซ้ายไปขวา ตามลำาดับ (root/left/right) 2. Post-order traversal วิธีการนี้เริ่มต้นจาก bottom up และ access subtrees จาก ซ้ายไปขวา ขึนไปตาม ้ B 3 ลำาดับ(left/right/root)S G 5 S G 1 4 S G 2 3 S G 3 7 P G 4 P G 1 6 P G 2 1 P G 3 6 C R 7 6 C R 5 6 C R 5 6 B3 , SG5 , SG14 , SG23 , SG37 , PG4 , CR76 , CR56 , PG16 , PG21 , PG36 , CR56 (Pre-order) SG5 , Sg14 , SG23 , SG37, CR76, CR56, PG4 , PG16 , PG21 , Db02-15
  16. 16. ข้อดีของ Hierarchical data model1. ระบบ DBMS ช่วยให้การใช้งานข้อมูลร่วมกัน มีความปลอดภัย2. DBMS ให้อิสระในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างข้อมูลหรือหน่วยเก็บ โดยไม่กระทบต่อโปรแกรม ทำาให้สามารถเขียนโปรแกรมบำารุงรักษาภายหลังได้อย่างอิสระ3. ความสัมพันธ์แบบแม่ลูก (parent /childrelationship) ทำาให้เกิดความคงสภาพของข้อมูล(data integrity) เพราะ child จะปรากฏเมื่อมี parent ดังนั้นโครงสร้างของข้อมูลจึงเป็นแบบการขึ้นต่อกัน เช่น ในกรณีที่ทำาการลบ root ทิ้ง child nodes ที่ขนกับ root ก็ ึ้จะถูกลบไปด้วย Db02-16
  17. 17. ข้อเสียของ Hierarchical data model1. ขาดความอิสระของข้อมูล เนื่องจาก การเปลี่ยนแปลงใดที่เกิดขึ้นกับโครงสร้างข้อมูล เช่น มีการจัดวางตำาแหน่งใหม่ของโหนด ยังคงต้องเปลี่ยนแปลงโปรแกรมที่มีการเข้าถึงข้อมูลนั้น ทำาให้การออกแบบซับซ้อนมากขึน ้2. แบบจำาลองนียากในการจัดการ ขาดความยืดหยุ่น ้เมื่อมีการเปลี่ยนแปลง เช่น มีความสัมพันธ์ใหม่หรือโหนดใหม่ หรือลบโหนด จะทำาให้เกิดงานที่ซบซ้อนในการจัดการ ัโหนดที่เกี่ยวข้อง3. การเขียนโปรแกรมประยุกต์มีความซับซ้อนเนื่องจากการเข้าถึงโหนดจะต้องเริ่มจากโหนดแม่ไปถึงลูกดังนั้นการเปลี่ยนโครงสร้างฐานข้อมูล จึงอาจนำาไปสู่การเปลี่ยนโปรแกรมประยุกต์ได้ ดังนั้นความอิสระข้อมูลจึงถูกDb02-17
  18. 18. Network data model สร้างขึ้นเพื่อที่จัดการกับปัญหา ความซับซ้อนของความสัมพันธ์ที่เกิดจาก Hierarchical data model มาตรฐานฐานข้อมูล กำาหนดโดย CODASYL(COnference on Data SYstems Languages) ซึงเป็นก ่ลุ่มผูใช้ และผูประกอบการทางด้านอุตสาหกรรม ้ ้computer ได้ทำาการกำาหนดการดำาเนินการที่เกิดในฐานข้อมูล และ ทำาการสร้าง DBTG(DataBaseTask Group) เพื่อใช้เป็นข้อกำาหนดมาตรฐาน ที่ชวยใน ่การอำานวยความสะดวกในการสร้าง และการจัดการข้อมูลในฐานข้อมูล Db02-18
  19. 19. Network data model ประกอบด้วย records , data items และ ความสัมพันธ์ระหว่าง records แบบ one to many (1:M)ใน network data model จะประกอบด้วย set และในแต่ละ set จะประกอบด้วย record 2 ประเภทด้วยกันคือ 1. Owner record ซึงเทียบเท่ากับ parent ใน ่hierarchical data model 2. Member record ซึงเทียบเท่ากับ child ใน ่hierarchical data model แต่ Hierarchical datamodel มีความสัมพันธ์ระหว่าง members กับ ownerเป็นแบบ M:N ได้ Db02-19
  20. 20. Network data model S a le s R e p ตัวแทนขาย C u s t o m e r 1 :M 1 :M 1 :M c o m m is s io n s e t S a le s s e t P aym ent set P ro d u c t In v o ic e Paym ent 1 :M 1 :MIn v e n to ry s e t L in e s e t IN V _ L IN E รายการสั่งซื้อ network data model Db02-20
  21. 21. ข้อดีของ Network data model 1. ติดตังง่ายกว่าแบบ Hierarchical ้ 2. ชนิดของการเข้าถึงข้อมูลและความยืดหยุ่นมีมากขึน งานประยุกต์สามารถเขียนโปรแกรมเข้าถึงข้อ ้มูลเรคอร์ทแม่และลูกในเซ็ตได้และเชือมโยงไปยังเร ่คอร์ทที่เกียวข้องได้ ่ 3. มีความคงสภาพข้อมูล(Data Integrity)เนื่องจากต้องกำาหนด เรคอร์ทแม่ก่อนกำาหนดเรคอร์ทลูก 4. มีความอิสระข้อมูลอย่างเพียงพอ เพื่อที่จะแยกโปรแกรมออกจากหน่วยเก็บข้อมูลทางกายภาพที่ซับซ้อน นั่นคือเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงลักษณะข้อมูล ก็ Db02-21
  22. 22. ข้อเสียของ Network data model 1. การออกแบบและการใช้งานยาก ผู้ใช้จึงต้องมีความรู้ความเข้าใจในโครงสร้างฐานข้อมูลอย่างดีเพื่อนำาประสิทธิภาพของฐานข้อมูลมาใช้ประโยชน์ 2. การเปลี่ยนแปลงฐานข้อมูลทำาได้ยาก เช่นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างฐานข้อมูล ข้อกำาหนดในภาพย่อย(Subschema Definition)ทั้งหมด จะต้องมีการตรวจสอบอีกครั้ง แม้ว่าแบบจำาลองโครงข่ายจะให้ความอิสระ ของข้อมูล(Data Independence) แต่ไม่ให้ความอิสระของโครงสร้าง (Structural dependence) 3. แบบจำาลองโครงข่าย มีโครงสร้างที่ซับซ้อนมาก ดังนั้นนักเขียนโปรแกรมต้องมีความคุ้นเคยอย่างดีเพื่อที่จะเข้าถึงฐานข้อมูลได้อย่างให้ประสิทธิผล 4. เป็นแบบจำาลองที่ใช้งานยากสำาหรับผู้ใช้ Db02-22
  23. 23. Relation Data Model • มีตัวสนับสนุนในด้านการค้นหาแบบทันทีทันใดได้(Ad hoc query) • E.F. Codd (of IBM,1970) ทำาการคิดค้น datamodel แบบ relational data modelโดยมี RDBMS(Relational Database management system) เป็นตัวกลางในการจัดการกับ relational data model • โครงสร้างของ relational data model เป็นโครงสร้างแบบตาราง (Table) หรืออาจเรียกว่าrelation ซึงในแต่ละตารางจะประกอบด้วย row และ ่column Db02-23
  24. 24. ข้อดีของ Relation Data Model 1. Structural independence การเปลี่ยนแปลงใดๆ ที่เกิดขึ้นในโครงสร้างของ relational datamodel จะไม่มีผลกระทบต่อการเข้าถึงข้อมูลของDBMS 2. พัฒนาและออกแบบง่าย 3. การออกแบบฐานข้อมูล ติดตัง จัดการและใช้ ้งานง่าย 4. มีความสามารถในการสืบค้นเร่งด่วน(Ad hocquery) โดยมีภาษา SQL ค้นหาแบบทันทีทันใด 5. ระบบ DBMS ทำางานได้อย่างมีประสิทธิภาพ Db02-24
  25. 25. ข้อเสียของ Relation Data Model 1. มีค่าใช้จ่ายทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์สูง 2. การออกแบบและการติดตั้งทำาได้ง่ายอาจทำาให้ผดพลาดได้ง่ายเช่นกัน ิ 3. เนื่องจากง่ายต่อการใช้ ดังนั้น ผู้ใช้งานจึงง่ายต่อการสร้างฐานข้อมูล และโปรแกรมที่ใช้งานของตนเอง ซึงอาจเกิดปัญหาคล้ายๆ กับ File-based ่system Db02-25
  26. 26. Object Oriented Data Model Data model ที่ชื่อว่า SDM (Semantic datamodel) ที่พัฒนาโดย M.Hammer และ D.McLeodในปี 1981 ใช้แสดงข้อมูลออกมาในรูปของข้อมูลที่เป็นจริง (Real world) ในรูปของ Object และเรียกว่าObject-Oriented data model (OODM) Db02-26
  27. 27. Object Oriented Data Model• OODM จะกำาหนด entity ขอบเขตและความสัมพันธ์ระหว่าง object• โครงสร้างของ OODM ประกอบด้วย class ที่มี object• class เป็นแบบสำาหรับสร้าง object และมีคุณลักษณะของ object เช่น ชนิดข้อมูล (Attributes) methodต่างๆ สำาหรับการเข้าถึงข้อมูลและใช้งานร่วมกับ class อืน ่ได้ ตัวอย่างเช่น • class person ประกอบด้วย รหัส ชือนามสกุล ที่อยู่ ่ เบอร์โทร • class customer ประกอบด้วย person รหัสสมาชิก เป็นต้น Db02-27
  28. 28. Object Oriented Data Model• Object คือชินส่วนที่ประกอบขึ้นเป็น class ซึงสามารถ ้ ่ปรับปรุงชินส่วนบางชิ้นได้โดยไม่กระทบกับภาพรวม ้ทั้งหมด เช่น• class เครื่องคอมพิวเตอร์ ประกอบด้วย object ชิน ้ส่วนต่างๆ• class person ประกอบด้วย object พนักงานขายobject พนักงานพิมพ์ดีด Db02-28
  29. 29. Object Oriented Data Model Object of Animal class Obj Obj Obj ect ect ect Obj Obj Obj ect ect ect class Db02-29
  30. 30. Object Oriented Data Model• method เป็น procedure แสดงพฤติกรรมของObject เช่น การค้นหาชือพนักงาน การพิมพ์รายงาน ่เป็นต้น• Instance variable เป็นตัวแปรของ Object ที่ใช้กำาหนด attribute หรือกำาหนดสถานะ สำาหรับกำาหนดค่าให้ Object• attribute จะเป็นตัวแปรที่อธิบายถึงคุณสมบัติของ Attribute รหัสObject Person ชือนามสกุล ที่ ่ อยู่ เบอร์โทร Method Employee Customer Sale getname ตำาแหน่ง ยอดซือ,รหัสสมาชิก ้ Db02-30
  31. 31. Object Oriented Data Model นอกจากนั้น OODM ยังมีคณสมบัติ inheritance ุในการสืบทอดคุณสมบัติ (attributes และ methods)ของ class ไปยัง class ที่ลำาดับถัดไปได้ เช่น พนักงานประจำา และ พนักงานชัวคราว มาจาก พนักงาน ่ข้อเสีย 1. OODM ยังขาดมาตรฐานในการใช้งาน 2. โปรแกรมระบบมีขนาดใหญ่ทำาให้ทำางานช้า Person Employee Customer Sale ตำาแหน่ง ยอดซือ,รหัสสมาชิก ้ Db02-31
  32. 32. Database Schemaคือ การอธิบายถึงฐานข้อมูล ในส่วนของการออกแบบฐานข้อมูลประกอบด้วย กลุ่มของ occurrence หรือinstances คือ กลุ่มข้อมูลที่อยู่ในฐานข้อมูล เช่นstudent (name,studentid,class,major) - meta-data คือการอธิบายการสร้างและกฎเกณฑ์ของ Schemas Schema diagram for the Database Db02-32
  33. 33. บุคลากรใน DBMS• DBA (Database Administrators) มีหน้าที่ • จัดระดับผูใช้ในการเข้าถึงข้อมูล ้ • ประสานและตรวจสอบการใช้งานข้อมูล • จัดการในส่วนของ software และ hardware ของ ระบบงานที่ต้องการ • แก้ปัญหาในระบบงาน เช่น ความปลอดภัย response time• Database Designers • กำาหนดข้อมูลที่จัดเก็บในฐานข้อมูล • การเลือกโครงสร้างของข้อมูลที่เหมาะสม ในการ จัดเก็บและแสดงข้อมูล ก่อนที่จะมีการ implement ฐานข้อมูลขึ้น • สำารวจความต้องการของผูใช้ และออกแบบ ให้ตรง ้ ตามความต้องการของผู้ใช้งาน Db02-33
  34. 34. ภาษาฐานข้อมูล 1. DDL (data definition language) ใช้โดย DBA และ Database Designers ในการกำาหนด schemas (external schemas และconceptual schema) ใน DBMS มี DDL compiler ซึง ่เป็น function ในการประมวลคำาสั่งใน DDL เพื่อสร้างและทำาการจัดเก็บ schemas ในฐานข้อมูล 2. Storage definition language (SDL)ใช้ในการกำาหนด internal schema 3. Data Manipulation language (DML) เป็นภาษาที่ใช้ในการปฏิบัตงานกับข้อมูล ในฐาน ิข้อมูล เช่น การเพิมข้อมูล (Insertion), การเรียกข้อมูล ่(retrieval), การลบข้อมูล (deletion) และการเปลี่ยนแปลงข้อมูล (modification) Db02-34
  35. 35. งานบทที่ 2• จงอธิบายสถาปัตยกรรมของฐานข้อมูล 3 ระดับ• จงบอกเหตุผลของการกำาหนดสถาปัตยกรรม• จงบอกหลักการ mapping• ความอิสระของข้อมูล มีกี่ลักษณะอะไรบ้าง• จงยกตัวอย่าง data model มา 2 ชนิด• จงบอก database schema ของระบบคลังสินค้า Db02-35

×