Successfully reported this slideshow.
We use your LinkedIn profile and activity data to personalize ads and to show you more relevant ads. You can change your ad preferences anytime.
ใบงานที่ 2 เรื่อง ความหมายและความสาคัญของโครงงาน                           -----------------------------------------------...
ประวัติ      ช็อกโกแลตถูกค้นพบมาตั้งแต่สองพันปี ที่แล้ว หลังสมัยพระนางคลีโอพัตราแห่งอียปต์ เป็ นผลผลิตที่ได้              ...
ช็อกโกแลตในยุโรป      ก่อนหน้าคริ สต์ศตวรรษที่ 15 คนยุโรปยังไม่มีใครรู ้จกเครื่ องดื่มชนิ ดนี้ สเปนเป็ นประเทศแรกที่ออก   ...
เนื่องจากสเปนยึดครองอเมริ กาเป็ นอาณานิคมในยุคแรก ทาให้สเปนผูกขาดค้าขายช็อกโกแลตอยูเ่ พียงลาพังหลายปี จะมีก็แต่ชาวสเปนที่ร...
ชนิดของช็อกโกแลต      ช็อกโกแลตเป็ นส่ วนผสมที่นิยมมาก และมีให้เลือกในหลากหลายรู ปแบบ รู ปแบบและรสชาติของช็อกโกแลตนั้นแตกต...
ช็อกโกแลตกึ่งหวาน (semi-sweet) อยูในรู ปของเหลวแล้วเพิ่มความหวานและใส่ เนยโกโก้ลงไปด้วย สี                                ...
ประโยชน์ ของช็อกโกแลต       ช็อกโกแลตเป็ นอาหารที่มีสารเคมีที่ส่งผลต่อระบบประสาท เล่ากันว่า นักรักชื่ อกระฉ่อนโลกอย่างจิอา...
ช็อกโกแลตช่วยกระตุนการหลังสารเอ็นดอร์ ฟิน สารที่คล้ายกับที่ได้จากฝิ่ นที่ผลิตขึ้นเองในร่ างกาย เมื่อ                      ...
Upcoming SlideShare
Loading in …5
×

K2 (2)

510 views

Published on

  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

K2 (2)

  1. 1. ใบงานที่ 2 เรื่อง ความหมายและความสาคัญของโครงงาน ---------------------------------------------------------------------------- ให้ นกเรี ยนเปิ ดเครื่ องคอมพิวเตอร์ แล้ วค้ นหาความหมายและความสาคัญ ของโครงงานจาก ัแหล่งข้ อมูล (ห้ องสมุด / อินเทอร์ เน็ต) แล้ วบันทึกลงกระดาษขนาด A4 ที่เตรี ยมมาพร้ อมเขียน แหล่งที่มา หรื อAddress ของ website ที่นกเรี ยนค้ นหาข้ อมูลเหล่านันด้ วย ั ้ ช็อกโกแลต ช็อกโกแลต หรื อ ช็อกโกเลต (อังกฤษ: chocolate) คือผลิตผลที่ได้มาจากเมล็ดของต้นโกโก้เขตร้อน ่ช็อกโกแลตเป็ นส่ วนผสมของของหวานหลายชนิดไม่วาจะเป็ นไอศกรี ม ลูกอม คุกกี้ เค้ก หรื อว่า ่พาย ช็อกโกแลตถือได้วาเป็ นของหวานอย่างหนึ่งที่ถูกใจคนทัวโลก ่ ช็อกโกแลตทาจากการหมัก คัว และบดอย่างละเอียดของเมล็ดโกโก้ซ่ ึ งได้มาจากต้นโกโก้เขตร้อน ่(tropical cacao tree) ซึ่ งมีตนกาเนิดจากอเมริ กากลางและเม็กซิโก ต้นโกโก้น้ นถูกค้นพบโดยชาวอินเดียนแดง ้ ัและชาวอัซเตก (Aztecs) แต่ในปั จจุบนได้แพร่ กระจายและปลูกไปทัวเขตร้อน เมล็ดของต้นโกโก้น้ นมีรสฝาดที่ ั ่ ัเข้มข้นมาก ผลผลิตของเมล็ดโกโก้รู้จกกันในนาม "ช็อกโกแลต" หรื อบางส่ วนของโลกในนาม "โกโก้" ั ผลิตภัณฑ์จากเมล็ดโกโก้รู้จกภายใต้หลายชื่อแตกต่างกันไปในส่ วนต่าง ๆ ของโลก ใน ัอเมริ กา อุตสาหกรรมช็อกโกแลตได้จากัดความไว้วา ่  โกโก้ (cocoa) คือเมล็ดของต้นโกโก้  เนยโกโก้ (cocoa butter) คือไขมันของเมล็ดโกโก้  ช็อกโกแลต (chocolate) คือส่ วนผสมระหว่างเมล็ดของต้นโกโก้และเนยโกโก้ ช็อกโกแลตคือส่ วนผสมระหว่างเมล็ดของฝักถัวโกโก้และเนยโกโก้ ซึ่ งได้ผสมน้ าตาลและส่ วนผสมอื่น ่ ่ๆ และถูกทาให้อยูในรู ปของแท่งและรู ปอื่น ๆ เมล็ดของต้นโกโก้นอกจากทาเป็ นช็อกโกแลตได้แล้วยังสามารถทาเป็ นเครื่ องดื่มได้ดวย เช่น ช็อกโกแลต ้ร้อน เครื่ องดื่มช็อกโกแลตนั้นได้ถูกคิดค้นขึ้นโดยชาวอัซเตก (Aztecs) หลังจากนั้นโดยชนเผ่าอินเดียนแดงและชาวยุโรป บ่อยครั้งที่ช็อกโกแลตมักจะถูกทาให้อยูในรู ปของสัตว์ต่าง ๆ คน หรื อวัตถุในจินตนาการ เพื่อร่ วมในงาน ่เฉลิมฉลองต่าง ๆ ทัวโลก เช่น รู ปกระต่าย รู ปทรงไข่ในเทศกาลอีสเตอร์ รู ปของเหรี ยญหรื อซานตาคลอสใน ่เทศกาลคริ สต์มาส และรู ปทรงหัวใจในเทศกาลวาเลนไทน์
  2. 2. ประวัติ ช็อกโกแลตถูกค้นพบมาตั้งแต่สองพันปี ที่แล้ว หลังสมัยพระนางคลีโอพัตราแห่งอียปต์ เป็ นผลผลิตที่ได้ ิ ่จากเมล็ดของต้นคาเคา (cacao) ในป่ าร้อนชื้นของทวีปอเมริ กา จัดอยูในตระกูล Theobroma cacao แปลว่า"อาหารแห่งทวยเทพ" ชนกลุ่มแรกที่รู้จกทาช็อกโกแลตเป็ นอารยธรรมโบราณที่อยูในเม็กซิโก และอเมริ กากลาง ชนกลุ่มนี้ ั ่ได้แก่ชาวมายา และชาวแอซเทค แห่งอารยธรรมเมโสอเมริ กา คนเหล่านี้ เอาเมล็ดคาเคามาบดแล้วผสมกับเครื่ องปรุ งหลายชนิ ดเพื่อทาเป็ นเครื่ องดื่มที่มีรสขมเฝื่ อน นอกจากใช้ประกอบอาหารแล้วช็อกโกแลตยังเกี่ยวข้องกับวิถีชีวตเชิงศาสนาและสังคมด้วย ิ ชาวมายา (ค.ศ. 250-900) เป็ นชนชาติแรกที่มีหลักฐานชัดเจนว่าได้คนพบความลับของต้นคาเคา โดยพวก ้เขาได้นาต้นคาเคามาจากป่ าฝนและปลูกไว้ที่สวนหลังบ้าน พอออกฝักก็เก็บเอาเมล็ดมาหมักบ้าง คัวบ้าง และยัง ่บดเป็ นเนื้อเหนียว อยากชงเป็ นเครื่ องดื่มก็เอามาผสมน้ า โรยพริ กไท แป้ งข้าวโพด ก็จะได้เครื่ องดื่มช็อกโกแลตรสซาบซ่ามีฟองฟ่ อง ต่อมาราวคริ สต์ศตวรรษที่ 14 อาณาจักรของชาวแอซเทคครอบครองพื้นที่ส่วนใหญ่ของอารยธรรมเมโส ่อเมริ กา โดยมีเมืองหลวงตั้งอยูที่เมืองปั จจุบนเรี ยกว่า เม็กซิ โก ซิ ต้ ี ชาวแอซเทคได้ซ้ื อขายเมล็ดคาเคากับชาวมายา ัและชนชาติอื่น และยังเรี ยกเก็บค่าบรรณาการจากพลเมืองของตนและเชลยเป็ นเมล็ดคาเคา โดยใช้แทนค่าเงิน ชาวแอซเทคนิยมดื่มช็อกโกแลตขมเช่นเดียวกับชาวมายายุคแรก โดยปรุ งรสชาติให้ซู่ซ่าขึ้นด้วยเครื่ องเทศชาวเมโสอเมริ กาสมัยนั้นยังไม่มีใครปลูกอ้อยก็เลยไม่มีใครใส่ น้ าตาลกัน เล่ากันว่า คนมายายุคคลาสสิ กชอบดื่มช็อกโกแลตกันในวาระพิเศษ ขณะที่บรรดาเชื้ อพระวงศ์จะนิยมดื่มกันมาก ส่ วนชาวแอซเทค บรรดาผูปกครองระดับสู ง พระ ทหารยศสู ง และพ่อค้าที่มีหน้ามีตาเท่านั้นที่มีสิทธิ ลิ้ม ้รสเครื่ องดื่มศักดิ์สิทธิ์ น้ ี ช็อกโกแลตมีบทบาทสาคัญในพิธีของราชวงศ์และศาสนา เพราะใช้เมล็ดคาเคาเป็ นเครื่ องสักการะเทพเจ้า และดื่มในพิธีสาคัญ สาหรับที่มาของชื่ อช็อกโกแลตนั้นยังไม่มีใครอธิ บายได้แจ่มชัด แต่มีความเป็ นไปได้สองทาง ทางแรกเป็ นคาที่ผนมาจากคาว่า "ช็อคโกลัจ" ในภาษามายา ซึ่ งหมายถึง มาดื่มช็อกโกแลตด้วยกัน อีกทางหนึ่งอธิ บายว่า ัน่าจะมาจากภาษามายาเช่นกัน คือ " chocol" แปลว่า ร้อน ผสมกับคาว่า "atl" ของแอซเทคที่แปลว่า น้ า พอมารวมกันจึงกลายเป็ นคาว่า chocolatl และมาเป็ น chocolate ต่อมาในยุโรป โดยความเชื่อของชาวแอชเต็คส์ ประเทศเม็กซิโก "เมล็ดโกโก้เป็ นอาหารที่เทพเจ้ามอบให้เพื่อเป็ นใบเบิกทางไปสู่ สวรรค์" เมื่อประมาณ 4,000 ปี มาแล้ว ซึ่ งทาให้พวกเขานาเมล็ดโกโก้มาทาเป็ นเครื่ องดื่มนันก็คือ ่"น้ าช็อกโกแลต" ต่อมานายเออร์ นัน คอร์ เตช นักสารวจชาวสเปนแล่นเรื อมาพบกับชาวแอชเต็คส์ ซึ่ งเขาได้อาศัย ่ ัอยูกบชาวแอชเต็คส์และร่ วมดื่มน้ าช็อกโกแลตด้วยกัน และนายคอร์ เตชได้นาเมล็ดโกโก้กลับประเทศเพื่อลองทาเครื่ องดื่มดูบาง และแต่งเติมรสให้หวานขึ้นจนเป็ นเครื่ องดื่มที่นิยมกันในสเปน จนในมี่สุด นายคอนราด เจ ้แวนฮูเตนท์ ชาวดัชได้คนพบการทาช็อกโกแลตแบบแท่ง เม็ด และผง [ต้องการอ้างอิง] ้
  3. 3. ช็อกโกแลตในยุโรป ก่อนหน้าคริ สต์ศตวรรษที่ 15 คนยุโรปยังไม่มีใครรู ้จกเครื่ องดื่มชนิ ดนี้ สเปนเป็ นประเทศแรกที่ออก ัเดินทางแสวงหาความมังคังสู่ ทวีปอเมริ กา และได้พบกับเครื่ องดื่มที่มีรสชาติอมตะของช็อกโกแลต ่ ่ หลังจากสเปนมีชยเหนือชาวแอซเทคแล้ว พวกเขาได้นาเอาช็อกโกแลตกลับประเทศด้วย และกลายเป็ นที่ ันิยมชมชอบในราชสานักอย่างรวดเร็ ว ภายในช่วงเวลา 100 ปี ความหลงใหลที่มีต่อช็อกโกแลตได้ขยายตัวลุกลามไปทัวยุโรป ่ ก่อนหน้าที่เฮอร์ นาน คอร์ เตส ขุนพลของสเปนจะมีชยเหนือเม็กซิโกในปี ค.ศ. 1521 อาจเคยมีนกสารวจ ั ัยุคแรกเคยเห็นต้นคาเคาในอเมริ กากันมาบ้างแล้ว แต่สเปนกลับเป็ นชาติแรกของยุโรปที่คนพบรสชาติที่เลิศล้ า ้ของช็อกโกแลต การติดต่อกันระหว่างชาวสเปนและชาวแอซเทคได้เปิ ดประตูให้สองชาติได้แลกเปลี่ยนความคิด ัและเทคโนโลยีแก่กน และตลาดยุโรปก็ได้รู้จกกับอาหารชนิดใหม่อย่างจากต้นคาเคา ั สงครามในปี ค.ศ. 1521 คอร์ เตสนาทหารเข้าสู ้รบกับทหารของมอนเตซูมาจนได้รับชัยชนะ ทหารสเปนได้บงคับให้ขนนางชาวแอซเทคนาทรัพย์สมบัติมาให้พวกตน ถ้ายังอยากมีชีวตอยู่ คาเคา ซึ่ งถือเป็ นทรัพย์ และมี ั ุ ิค่าใช้แทนเงินตราจึงกลายมาเป็ นทรัพย์ที่ยดจากเชลยศึก ทหารสเปนได้อางสิ ทธิ ครอบครองไร่ คาเคาของชาว ึ ้แอซเทค และรี ดเอาจากประชาชนที่ส่งบรรณาการให้ชาวแอซเทค ในเวลาไม่นาน คาเคาและช็อกโกแลตได้ถูกส่ งไปยังสเปน ที่สเปน เครื่ องดื่มช็อกโกแลตเป็ นที่นิยมอย่างรวดเร็ วจนไม่พอกับความต้องการ จึงต้องใช้แรงงานจานวนนับล้านลงแรงเพาะปลูก เก็บเกี่ยว และแปรรู ปน้ าตาลและคาเคา นับตั้งแต่ตนศตวรรษที่ 16 จนถึงปลายศตวรรษ ้ที่ 18 แรงงานส่ วนใหญ่ที่มีราคาถูกแสนถูกที่ทาไร่ คาเคาเป็ นพวกทาส และชนกลุ่มแรกที่ถูกใช้เป็ นแรงงานทาสทาช็อกโกแลตคือชาวเมโสอเมริ กา คนสเปนไม่ชอบรสชาติขมของช็อกโกแลต ทีแรกนายพลคอร์ เตสกับเหล่าทหารของพวกเขาไม่ชอบรสชาติของช็อกโกแลตเลย แต่เพื่อให้ได้รสชาติถึงใจมากขึ้น พวกเขาเริ่ มเอาช็อกโกแลตไปต้ม และใส่ ส่วนผสมต่างๆ ลงไป ครั้นเมื่อช็อกโกแลตเข้ามายังยุโรป มีใครบางคนเกิดไอเดียที่จะเติมน้ าตาลลงไป ใส่ ชินเนมอน และเครื่ องเทศลงไป ในที่สุดเครื่ องดื่มช็อกโกแลตร้อนรสหอมหวานก็ถือกาเนิ ดขึ้นมา อย่างไรก็ดี ชาวสเปนยังคงวิธีการเตรี ยมและกระบวนการทาช็อกโกแลตไว้เหมือนเดิม และยังคงใช้ชาวพื้นเมืองเก็บฝักและหมัก ตาก ทาความสะอาด และคัวเมล็ดคาเคา สเปนยังได้ประดิษฐ์เครื่ องมือชนิดใหม่สาหรับใช้ทาช็อกโกแลตด้วย ซึ่ งก็คือ ่ไม้คนที่เรี ยกว่า โมลินีโอ เอาไว้คนให้ช็อกโกแลตเป็ นโฟมละเอียดง่ายขึ้น เครื่ องดื่มช็อกโกแลตนี้ จะมีก็แต่ชาวสเปนผูมงคัง และบาทหลวงเท่านั้นที่หาซื้ อมาดื่มได้ พระสเปนได้ ้ ั่ ่ ัแนะนาเครื่ องดื่มช็อกโกแลตให้ราชสานักได้ลิ้มลอง มีเรื่ องเล่ากันว่า พระนิกายโดมินิกนนาคนพื้นเมืองเข้าเฝ้ าเจ้าชายฟิ ลิปแห่งสเปน เชลยเหล่านี้ได้ปรุ งเครื่ องดื่มช็อกโกแลตให้เจ้าชายเสวย และในเวลาไม่นาน ชาวสานักราชวังพากันเห่ อดื่มช็อกโกแลตกันเป็ นบ้าเป็ นหลัง
  4. 4. เนื่องจากสเปนยึดครองอเมริ กาเป็ นอาณานิคมในยุคแรก ทาให้สเปนผูกขาดค้าขายช็อกโกแลตอยูเ่ พียงลาพังหลายปี จะมีก็แต่ชาวสเปนที่ร่ ารวยมหาศาลกับคนที่มีเส้นสายดีเท่านั้นที่มีเงินซื้ อช็อกโกแลตที่แสนแพงนี้ได้ ชาวสเปนยอมรับว่าช็อกโกแลตช่วยให้กระปรี้ กระเปร่ า และมีคุณค่าทางโภชนาการ คาเคามีแคลอรี สูงตามธรรมชาติ และยังมีกาเฟอีน และสารเคมีที่มีคุณสมบัติคล้ายกันเรี ยกว่า ธี โอโบรไมนด้วย ต่อมาในศตวรรษที่ 16 ช็อกโกแลตเริ่ มเป็ นเครื่ องดื่มสาหรับพระที่ถือศีลอด และหลังจากถกเถียงกันมานาน ศาสนจักรคาทอลิกได้อนุญาตให้ประชาชนดื่มช็อกโกแลตเป็ นอาหารทดแทนระหว่างถือศีลอด ซึ่ งเป็ นช่วงห้ามรับประทานอาหาร แต่ประเทศอื่นในยุโรปยังไม่มีโอกาสลิ้มรสช็อกโกแลตจนอีกร้อยปี ต่อมา จะเป็ นเพราะชาวสเปนพยายามเก็บช็อกโกแลตไว้แต่เพียงประเทศเดียวหรื อไม่ และข่าวคราวเกี่ยวกับช็อกโกแลตแพร่ งพรายออกไปได้อย่างไร ไม่มีใครรู ้ชด รู ้กนแต่วาในที่สุดแล้ว ความลับเกี่ยวกับช็อกโกแลตได้แพร่ งพรายออกไป และ ั ั ่เริ่ มเป็ นที่นิยมในราชสานักยุโรปอย่างรวดเร็ ว และยืนยาวมาจนถึงยุคปฏิวติอุตสาหกรรม ั ่ หลายประเทศยุโรปเริ่ มนาเอาพันธุ์พืชคาเคาไปปลูกในประเทศอาณานิ คม ไม่วาจะเป็ นสหราชอาณาจักร เนเธอร์ แลนด์ และฝรั่งเศส ต่างยึดเมืองแถบเส้นศูนย์สูตรเป็ นอาณานิคม อังกฤษนาต้นคาเคามาปลูกบนเกาะซีลอน หรื อศรี ลงกา เนเธอร์แลนด์นาไปเพาะปลูกที่เวเนซุเอลา ชวา และสุ มาตรา ส่ วนฝรั่งเศสปลูกที่ ัเวสท์อินดีส ผลผลิตจากต้นคาเคาใช้เวลาไม่นานก็สามารถออกฝักและเมล็ดส่ งกลับมายังเจ้าอาณานิคมเหล่านี้จนยุโรปกลายเป็ นทวีปแห่งช็อกโกแลต ชาวยุโรปบดเมล็ดคาเคาด้วยเครื่ องโม่ทาให้บดได้คราวละจานวนมาก เริ่ มจากสมัยแรกใช้ครกตาแต่ต่อมา ัใช้กงหันลม บ้างก็ใช้โม่ที่อาศัยแรงงานม้าหมุนเครื่ องบด คนยุโรปนิยมดื่มช็อกโกแลตกับน้ าตาล ซึ่ งเป็ นสิ นค้าราคาแพงอีกชนิ ดที่ตองนาเข้ามาจากต่างประเทศ ช่วงปลายศตวรรษ 1600 เซอร์ ฮันส์ สโลน จากราชวิทยาลัย ้แพทย์เสนอช็อกโกแลตสู ตรใหม่เป็ นช็อกโกแลตใส่ นมที่ให้รสชาติละเมียดขึ้น ในฝรั่งเศส ช็อกโกแลตเป็ นสิ นค้าผูกขาด มีตานานเล่าว่า พระราชินีแอนแห่งออสเตรี ยชอบดื่มช็อกโกแลตเข้าขั้นเสพติด จนราชสานักฝรั่งเศสต้องปิ ดเรื่ องนี้ไว้ ช็อกโกแลตเริ่ มกลายเป็ นสัญลักษณ์แห่งชนชั้นและมีพระราชบัญญัติหามไม่ให้ผใด ยกเว้นสมาชิกของขุนนางฝรั่งเศสเท่านั้นที่ดื่มช็อกโกแลตได้ ต่างจาก ้ ู้อังกฤษ ใครมีเงินซื้ อก็ดื่มได้ ร้านช็อกโกแลตแห่งแรกเปิ ดบริ การในลอนดอนเมื่อปี ค.ศ. 1657 คล้ายกับร้านกาแฟ ซึ่งเป็ นเครื่ องดื่มที่ได้รับความนิยมมากกว่าในเวลาต่อมา ร้านช็อกโกแลตเป็ นสถานที่ดื่มเครื่ องดื่มร้อนเพื่อพักผ่อนหย่อนใจ ถกเรื่ องการเมือง พบปะผูคน และเล่นพนัน บางแห่งรับเฉพาะผูชาย แต่ก็หลายแห่งที่เปิ ดรับทุกเพศที่มีเงินจ่าย ้ ้ ขั้นตอนการทาช็อกโกแลตไม่เปลี่ยนแปลงมาหลายร้อยปี จนกลายศตวรรษ 1700 ซึ่งเป็ นยุคปฏิวติ ัอุตสาหกรรมอนาคตของช็อกโกแลตก็ถึงเวลาปฏิวติเปลี่ยนแปลงเช่นกัน ั ก่อนหน้ายุคปฏิวติอุตสาหกรรม ขั้นตอนการผลิตช็อกโกแลตต้องอาศัยแรงงานคนอย่างเดียว ซึ่ งใช้ ัเวลานาน และค่าใช้จ่ายสู ง ทาให้ช็อกโกแลตหาซื้ อได้เฉพาะคนร่ ารวยเท่านั้น เมื่อนักประดิษฐ์ได้สร้างเครื่ องจักรไอน้ าสาเร็ จการผลิตช็อกโกแลตจานวนมากด้วยเวลาที่ส้ ันลงทาให้เส้นทางของช็อกโกแลตไม่อยูเ่ ฉพาะเครื่ องดื่มเท่านั้นแต่ยงวิวฒนาการกลายเป็ นขนมหวานที่ได้รับความนิยมกันทัวโลกด้วย ั ั ่
  5. 5. ชนิดของช็อกโกแลต ช็อกโกแลตเป็ นส่ วนผสมที่นิยมมาก และมีให้เลือกในหลากหลายรู ปแบบ รู ปแบบและรสชาติของช็อกโกแลตนั้นแตกต่างกันได้โดยส่ วนผสมและปริ มาณของส่ วนผสมในช็อกโกแลต นอกจากส่ วนผสมแล้วรสชาติยงแตกต่างกันโดยระยะเวลาและอุณหภูมิของการคัวเมล็ดโกโก้ดวย ั ่ ้ช็อกโกแลตทีไม่ ได้ เพิมความหวาน ่ ่ ช็อกโกแลตที่ไม่ได้เพิ่มความหวาน (unsweetened chocolate) คือ ช็อกโกแลตเหลวบริ สุทธิ์ หรื อที่รู้จกกัน ัในนาม ช็อกโกแลตฝาด ใช้ในการอบอาหาร และเป็ นช็อกโกแลตที่ไม่มีการเจือปนใด ๆ ทั้งสิ้ น ช็อกโกแลตชนิ ดนี้จะมีรสชาติเข้มข้มและลุ่มลึกของช็อกโกแลตบริ สุทธิ์ แต่อย่างไรก็ดีเมื่อมีการเพิ่มน้ าตาลเข้าไป ช็อกโกแลตชนิดนี้จะใช้เป็ นส่ วนผสมหลักในการทาบราวนี เค้ก ลูกกวาด และคุกกี้ช็อกโกแลตดา ช็อกโกแลตดา (dark chocolate) คือช็อกโกแลตที่ไม่ได้เพิ่มนมเป็ นส่ วนประกอบ ซึ่ งบางครั้งก็ถูกเรี ยกเป็ นช็อกโกแลตธรรมดา แต่วาทางรัฐบาลสหรัฐฯ เรี ยกเป็ นช็อกโกแลตหวาน และกาหนดให้มีส่วนผสมของ ่ช็อกโกแลตเหลวบริ สุทธิ์ เข้มข้น 15% แต่ทางยุโรปได้กาหนดให้มีส่วนผสมของเมล็ดโกโก้อย่างน้อย 35%ช็อกโกแลตดามีสารฟลาโวนอยด์ ซึ่งเป็ นสารแอนติออกซิ แดนท์ป้องกันมิให้เกิดคราบไขมันสะสมที่ผนังหลอดเลือดหัวใจ สาเหตุของโรคหัวใจเลือดตีบ และช่วยป้ องกันไม่ให้เกล็ดเลือดแข็งตัว สาเหตุของการอุดตันในหลอดเลือด และป้ องกันความดันโลหิ ตสู ง [1]ช็อกโกแลตนม ช็อกโกแลตนม (milk chocolate) คือช็อกโกแลตที่ผสมนมหรื อนมข้นหวาน รัฐบาลสหรัฐฯ กาหนดว่าหากจะเรี ยกว่าช็อกโกแลตนม ต้องมีส่วนผสมของช็อกโกแลตเหลวบริ สุทธิ์ เข้มข้น 10% แต่ทางยุโรปได้กาหนดให้มีส่วนผสมของเมล็ดโกโก้อย่างน้อย 25% ช็อกโกแลตชนิดนี้มีส่วนผสมของเนยโกโก้ (cocoa butter) นม และยังเพิ่มความหวานและรสชาติลงไปด้วย ช็อกโกแลตนมนี้ใช้สาหรับแต่งหน้าขนมได้เป็ นอย่างดี ช็อกโกแลตนมที่ทาในประเทศสหรัฐฯ ต้องประกอบด้วยน้ าช็อกโกแลตอย่างน้อย 10% และนมที่ไม่ได้เอามันเนยออก 12%Chocolate Liquor เป็ นผลผลิตจากเมล็ดโกโก้นามาบดละเอียด แล้วนามาคั้นเอาแต่น้ า น้ าช็อกโกแลตนี้สามารถทาให้เย็นและทาให้แข็งตัวโดยใส่ พิมพ์ไว้ แต่ช็อกโกแลตที่ได้เป็ นชนิดที่ไม่หวาน น้ าช็อกโกแลตนี้จะมีส่วนผสมของโกโก้บตเตอร์ ประมาณ 53% กลมกล่อม อร่ อยมากๆเลยด้วยน่ะ ัช็อกโกแลตกึงหวาน ่
  6. 6. ช็อกโกแลตกึ่งหวาน (semi-sweet) อยูในรู ปของเหลวแล้วเพิ่มความหวานและใส่ เนยโกโก้ลงไปด้วย สี ่ของช็อกโกแลตชนิดนี้สีจะเข้ม ตามมาตรฐานของสหรัฐฯ จะมีส่วนผสมของน้ าช็อกโกแลตประมาณ 35% และมีไขมันประมาณ 27% ช็อกโกแลตชนิดนี้ จะมีรสชาติความหวานเล็กน้อย และกลมกล่อมลิ้นอย่างมากกช็อกโกแลตหวาน ช็อกโกแลตหวาน (sweet chocolate) ช็อกโกแลตชนิดนี้จะเพิ่มความหวานลงไปมากกว่าช็อกโกแลตแบบหวานน้อย และมีส่วนผสมของน้ าช็อกโกแลตอย่างน้อย 15 % ช็อกโกแลตชนิดนี้ใช้เป็ นส่ วนประกอบสาคัญในการทาขนมและตกแต่งขนม และยังมีไขมันเท่า ๆ กับช็อกโกแลตแบบหวานน้อย NA KAช็อกโกแลตขาว ช็อกโกแลตขาว (white chocolate) ชนิดนี้มีส่วนผสมของเนยโกโก้ แต่ไม่มีโกโก้ที่อยูในรู ปของไขมัน แต่ ่จะประกอบไปด้วยน้ าตาล เนยโกโก้ นมสด และใส่ กลิ่นวานิลลาลงไปด้วย ช็อกโกแลตขาวนี้จะแตกหักง่าย หากเป็ นของปลอมจะทามาจากน้ ามันพืชมากกว่าเนยโกโก้Liquid Chocolate เป็ นช็อกโกแลตที่ไม่หวาน ส่ วนใหญ่จะบรรจุขายเป็ นขวด ขวดละ 1 ออนซ์ และเนื่องจากมันไม่ละลายจึงสะดวกในการใช้มาก โดยพัฒนาขึ้นมาสาหรับใช้ทาขนมอบ อย่างไรก็ดีเนื่ องจากมีส่วนผสมของน้ ามันพืชมากกว่าเนยโกโก้ ซึ่ งเนื้ อช็อกโกแลตจะแตกต่างกัน ปกติแล้วช็อกโกแลตชนิดนี้ จะมีรสไม่หวานกูแวร์ ตูร์ ช็อกโกแลตชนิดกูแวร์ตูร์ (couverture) เป็ นชนิดที่มีลกษณะพิเศษเฉพาะตัวคือจะเป็ นมันเงา โดยปกติจะมี ั ่ส่ วนผสมของเนยโกโก้อย่างน้อยที่สุด 32% ทาให้มนสามารถคงตัวอยูในรู ปของไขได้ดีกว่าชนิดเคลือบ ปกติ ั ่ ่แล้วจะใช้เฉพาะในร้านที่ทาขนมหวานเท่านั้น ส่ วนใหญ่จะพบอยูในรู ปของส่ วนที่เคลือบอยูภายนอกผลไม้หรื อหุ มไส้ช็อกโกแลตอยู่ มีรสเผ็ด ้Ganache ช็อกโกแลตชนิดนี้จะมีลกษณะข้นมาก เป็ นที่นิยมนาไปทาเค้กช็อกโกแลต Ganache ทาโดยการเทวิปปิ ง ัครี มที่นาไปอุ่นลงไปในชอคโกแลตสับในปริ มาณที่เท่ากัน ทิงไว้สักครู่ จนชอคโกแลตเริ่ มละลายและคนให้เข้า ้กัน จะได้ส่วนผสมที่ขนขึ้น อาจเติมเนยในปริ มาณเล็กน้อยเพื่อเพิ่มความเงาให้กบกานาชด้วย ้ ัConfectionery Coating เป็ นช็อกโกแลตที่ใช้เคลือบลูกกวาด โดยนาไปผสมกับน้ าตาล นมผง น้ ามันพืช และสารปรุ งแต่งรสชาติต่าง ๆ มีสีสนหลากหลาย ลูกกวาดที่ได้น้ ีผงโกโก้จะมีไขมันต่า แต่จะไม่มีส่วนผสมของเนยโกโก้ เหมือนชนิ ด ัอื่น ๆ จึงแยกออกมาเป็ นอีกประเภทหนึ่งได้
  7. 7. ประโยชน์ ของช็อกโกแลต ช็อกโกแลตเป็ นอาหารที่มีสารเคมีที่ส่งผลต่อระบบประสาท เล่ากันว่า นักรักชื่ อกระฉ่อนโลกอย่างจิอาโคโม คาสซาโนวา (1725-1795) กินช็อกโกแลตก่อนขึ้นเตียงกับผูหญิงที่หลงเสน่ห์ ด้วยช็อกโกแลตขึ้นชื่อว่า ้เป็ นอาหารกระตุนอารมณ์ใคร่ [ต้องการอ้างอิง] และผูหญิงร้อยละ 50 สารภาพว่ากินช็อกโกแลตก่อนเมคเลิฟ[ต้องการอ้างอิง] ้ ้ มีงานวิจยที่ศึกษากับเพศชายจานวน 8000 คนที่สาเร็ จการศึกษาจากฮาร์ วาร์ ด พบว่า คนที่รับประทาน ัช็อกโกแลตเป็ นประจามีอายุยนกว่าคนที่ไม่เคยรับประทานช็อกโกแลต[ต้องการอ้างอิง] สาเหตุที่กินช็อกโกแลตแล้ว ือายุยนอาจเกี่ยวข้องกับ สารโพลีฟีนอลที่มีอยูจานวนมากในช็อกโกแลต โพลีฟีนอลเป็ นสารที่ช่วยลดอนุมูล ื ่อิสระของไลโปโปรตีนความแน่นต่า และช่วยป้ องกันโรคหัวใจ แต่ความเชื่ อดังกล่าวยังเป็ นเรื่ องถกเถียงกันอยู่ นักวิทยาศาสตร์ ได้ทดลองเปรี ยบเทียบกลุ่มที่รับประทานช็อกโกแลตเปรี ยบเทียบกับกลุ่มที่ให้รับประทานช็อกโกแลตเทียม เพื่อทดสอบความจาพบว่า กลุ่มที่กินช็อกโกแลตสามารถจดจาคาพูดและภาพได้ดีกว่า และยังเคลื่อนไหวตอบสนองได้คล่องแคล่วกว่า ปั จจุบนนักวิจยกาลังทดลองซ้ าเพื่อเปรี ยบเทียบผลอยู่ ั ั[ต้ องการอ้ างอิง] การทดลองเหล่านั้นสอดคล้องกับชีวตของคนที่มีอายุเกินร้อยปี หลายคน ยกตัวอย่าง ฌอง คลามงต์ ิ(1875-1997) และ ซาร่ าห์ เคลาส์ (1880-1999) ทั้งสองคลังไคล้ช็อกโกแลตมาก คลามงต์ มีนิสัยติดกิน ่ช็อกโกแลตอาทิตย์ละสองปอนด์จนกระทังแพทย์ตองแนะนาให้เธอเลิกกินเมื่ออายุได้ 119 ปี สามปี ก่อนที่เธอจะ ่ ้ลาโลกไปด้วยอายุ 122 ปี ผูเ้ ชี่ ยวชาญด้านอายุยนมักแนะนาให้กินช็อกโกแลตดาแทนขนมหวานมีแคลอรี สูงและ ืนิยมกันมากในอเมริ กา ั ้ ในอังกฤษ ช็อกโกแลตแท่งสอดใส้คานาบิสนิยมใช้กบผูป่วยโรค multiple sclerosis หรื อโรคปลอกหุม ้เส้นประสาทอักเสบ หรื อเอ็มเอส เป็ นโรคเรื้ อรังที่เกิดกับระบบประสาทส่ วนกลางแบบฉับพลัน โรคดังกล่าวมีพัฒนาการอย่างช้าๆ ส่ งผลให้เกิดความผิดปกติทางสายตา การพูด เมื่อรักษาเฉพาะอาการแล้วอาจเกิดขึ้นอีกได้และร้ายแรงถึงขั้นอัมพาต ตาบอด และเสี ยชีวต [ต้องการอ้างอิง] ิ ในช็อกโกแลตมีส่วนประกอบมากกว่า 300 ชนิดที่ต่างกัน เช่นอนันดาไมด์ และเอ็นโดจีนส คานาบินอยด์ ัที่พบได้ในระบบประสาท คนที่ไม่เชื่อแย้งว่า หากกินช็อกโกแลตให้ออกฤทธิ์ ต่อประสาทได้จริ งคงต้องกินกันที ่ละหลายปอนด์มากถึงเห็นผล และกินมากๆ ยังเสี่ ยงเป็ นนิ่วด้วย ถึงกระนั้น มีขอมูลน่าสนใจอยูอย่างหนึ่งคือ สาร ้ ่สองชนิดของอนันดาไมด์พบอยูในช็อกโกแลต ซึ่ งเชื่อกันว่ามีผลช่วยยืดความรู ้สึกสุ ขสบายให้ยาวนาน ช็อกโกแลตยังมีกาเฟอีน แต่ไม่มากนักและยังสามารถหาได้จากแหล่งอื่นที่มีมากกว่า ยิงไปกว่านั้น ่ช็อกโกแลตนมมีกาเฟอีนน้อยกว่าดื่มกาแฟชนิดกาเฟอีนต่าเสี ยด้วยซ้ า นอกจากนี้ ช็อกโกแลตมีสารทริ พโทฟานซึ่ งเป็ นกรดอะมิโนสาคัญ ทาหน้าที่ควบคุมเซโรโทนิน สารสื่ อประสาทที่ควบคุมอารมณ์ เมื่อร่ างกายขับเซโรโท ่นินออกมาช่วยให้ผอนคลายความวิตกกังวลได้
  8. 8. ช็อกโกแลตช่วยกระตุนการหลังสารเอ็นดอร์ ฟิน สารที่คล้ายกับที่ได้จากฝิ่ นที่ผลิตขึ้นเองในร่ างกาย เมื่อ ้ ่ร่ างกายหลังสารเอ็นดอร์ ฟินจะช่วยลดความเจ็บปวดได้ บางครั้งเชื่ อว่า เอ็นดอร์ ฟินมีส่วนช่วยให้ร่างกายอบอุ่น ่และสงสัยกันว่าเป็ นตัวที่ทาให้คนบางคนถึงขนาดติดช็อกโกแลตงอมแงมข้ อแนะนา ช็อกโกแลตที่ได้รับความนิยมต้องเป็ นช็อกโกแลตของประเทศเบลเยียม และเวลาไปร้านขายช็อกโกแลตหากเห็นช็อกโกแลตที่ทาท่าจะละลายในมือถือว่าเป็ นช็อกโกแลตที่ดี เพราะแสดงว่ามีเนยโกโก้ผสมอยูใน ่ ัปริ มาณสู ง ควรมองหาชิ้นที่มีผวมันเรี ยบ ถ้าลองชิมได้อย่าซื้ อที่กดแล้วร่ วงกราวเป็ นเศษเล็กเศษน้อยหรื อนิ่ม ิเหลว แหล่งอ้างอิงhttp://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%8A%E0%B9%87%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B9%82%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%95^ http://www.manager.co.th/Travel/ViewNews.aspx?NewsID=9510000017760

×