Successfully reported this slideshow.
We use your LinkedIn profile and activity data to personalize ads and to show you more relevant ads. You can change your ad preferences anytime.

บทที่ 2 ทฤษฎีพื้นฐานเกี่ยวกับการจัดเก็บและค้นคืนสารสนเทศ

  • Be the first to comment

บทที่ 2 ทฤษฎีพื้นฐานเกี่ยวกับการจัดเก็บและค้นคืนสารสนเทศ

  1. 1. หากพิจารณาเชิงระบบ การจัดเก็บและค้นคืนสารสนเทศเป็นการเชือมโยง ่ ระหว่างทรัพยากรสารสนเทศกับผู้ใช้ซึ่งมีความต้องการสารสนเทศ โดยมีฐานข้อมูล ในฐานะเป็นแหล่งที่รวบรวมสารสนเทศประเภทใดหนึ่ง  1. ทรัพยากรสารสนเทศ (information resources)  2. ฐานข้อมูล (database)  3. ผู้ใช้ (user)
  2. 2. 1. ทรัพยากรสารสนเทศ 2. ฐานข้อมูล สารสนเทศที่ผู้ใช้ต้องการ 3. ผู้ใช้ ความต้องการของผู้ใช้
  3. 3.  1. ทรัพยากรสารสนเทศ (information resources) - คือ วัสดุที่บันทึกสารสนเทศ มีหลากหลายชนิด เช่น หนังสือ เอกสารเทปเสียง สารานุกรมบนแผ่นซีดี e-Journal สารสนเทศบน WWW ฯลฯ วัสดุเหล่านั้นถูก จัดเก็บและให้บริการในห้องสมุด เพื่อสนองความต้องการด้านต่าง ๆ ของผู้ใช้ - การแบ่งประเภทของ IR ทาได้หลายวิธี ขึ้นอยู่กับเกณฑ์ที่ใช้ในการแบ่ง 1) แบ่งตามรูปลักษณ์ของสื่อที่ใช้จัดเก็บ คือ สื่อสิ่งพิมพ์ สื่อโสตทัศน์ และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ 2) แบ่งตามสาขาวิชา เป็น มนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี 3) แบ่งตามการจัดการด้วยคอมพิวเตอร์ คือ แอนะล็อก และดิจิทัล
  4. 4. 4) แบ่งตามแหล่งสารสนเทศ หรือ แหล่งที่มา/การผลิต หรือ ตามความใหม่ เก่าของตัวเนื้อหา แบ่งออกเป็นแหล่งปฐมภูมิ แหล่งทุติยภูมิ และแหล่งตติยภูมิ 1. แหล่งข้อมูลปฐมภูมิ (Primary Sources) = งานที่เขียนขึ้นเป็นครั้งแรก ข้อเขียนใหม่เฉพาะเรื่อง รายงานการค้นพบใหม่ๆ ไม่เคยตีพิมพ์ที่ใดมาก่อน เช่น รายงานการวิจัย/ทดลอง วิทยานิพนธ์ งานวิจัย บทความในวารสาร สิทธิบตร ั มาตรฐาน ฯลฯ 2. แหล่งข้อมูลทุติยภูมิ (Secondary Sources) = งานที่ผ่านกระบวนการคัดเลือก ขัดเกลา ย่อ/สรุป วิจารณ์ -------> เรียบเรียงใหม่ จัดอยู่ในรูปแบบใหม่ เช่น บทความในวารสาร บทคัดย่อ พจนานุกรม สารานุกรม ดรรชนีและสาระสังเขป ฯลฯ 3. แหล่งข้อมูลตติยภูมิ (Tertiary Sources) = งานเขียนที่กลั่นกรอง และรวบรวมจาก 1 + 2 เช่น หนังสือตาราวิชาการ เป็นต้น
  5. 5.  2. ฐานข้อมูล (database) คือ แหล่งสะสมข้อเท็จจริงต่าง ๆ โดยมีการรวบรวมข้อมูลที่มีความสัมพันธ์ กันไว้ด้วยกัน และมีโปรแกรมระบบจัดการฐานข้อมูล (DBMS -- Database Management System) มาช่วยในการจัดเก็บ จัดเรียง และสืบค้นได้ ในระบบสารสนเทศและห้องสมุด ฐานข้อมูลเป็นที่รวมของระเบียนทรัพยากร สารสนเทศต่าง ๆ ที่มีในห้องสมุด ซึ่งก็คือ “ฐานข้อมูลทรัพยากรสารสนเทศของ ห้องสมุด” และหมายรวมถึง “ฐานข้อมูลเฉพาะสาขาวิชาที่ห้องสมุดพัฒนาขึ้นเอง” “ฐานข้อมูลซีดีรอม” และ”ฐานข้อมูลออนไลน์” ด้วย
  6. 6. ฐานข้อมูลทรัพยากรสารสนเทศของห้องสมุด UTCC
  7. 7. ฐานข้อมูลที่ห้องสมุด UTCC พัฒนาขึ้นเอง
  8. 8. ฐานข้อมูลออนไลน์ที่ห้องสมุด UTCC บอกรับ
  9. 9. ฐานข้อมูลทีห้องสมุด ่ UTCC เป็นสมาชิก
  10. 10.  3. ผู้ใช้ (User) ประเภทของผู้ใช้สามารถแบ่งได้หลายประเภท ขึ้นอยู่กับเกณฑ์ที่ใช้ในการแบ่ง โดยทั่วไปแบ่งผู้ใช้ออกเป็นดังนี้ 3.1 แบ่งตามหน้าที่ในหน่วยงานบริการสารสนเทศ 3.2 แบ่งตามความชานาญ หรือประสบการณ์ในการค้นหาสารสนเทศ
  11. 11.  3. ผู้ใช้ (User) (ต่อ) 3.1 แบ่งตามหน้าที่ในหน่วยงานบริการสารสนเทศ คือ 3.1.1 ผู้ใช้ที่เป็นตัวกลาง (intermediary/ mediator) หมายถึง ผู้ให้บริการค้นคืนสารสนเทศ อาทิ บรรณารักษ์ นักเอกสารสนเทศ เป็นต้น ซึ่ง ทาหน้าที่ค้นคืนสารสนเทศให้แก่ผู้ใช้ 3.1.2 ผู้ใช้ปลายทาง (end user) ได้แก่ ผู้ใช้ที่มีความต้องการ สารสนเทศของตนเอง อาจเป็นนักวิจัย ผู้บริหาร นักศึกษา อาจารย์ หรือ ประชาชนทั่วไป โดยมีการแสวงหาสารสนเทศด้วยตนเอง หรือขอความช่วยเหลือ จากผู้ให้บริการสารสนเทศ
  12. 12.  3. ผู้ใช้ (User) (ต่อ) 3.2 แบ่งตามความชานาญ หรือประสบการณ์ในการค้นหาสารสนเทศ เป็นการแบ่งผู้ใช้ที่เป็นตัวกลางและผู้ใช้ปลายทางออกเป็น 1) ผู้ใช้ที่มีความชานาญเป็นอย่างดี 2) ผู้ใช้ที่มีความชานาญระดับปานกลาง 3) ผู้ที่ไม่เคยใช้ระบบมาก่อน
  13. 13.  เป็นกระบวนการในการจับคูระหว่างทรัพยากรสารสนเทศที่มีอยู่กับความต้องการ ่ สารสนเทศของผู้ใช้ หากจับคู่ได้ตรงกัน ย่อมได้ผลการค้นคืน หากจับคู่ไม่ตรงกัน ผลจะเป็นศูนย์  องค์ประกอบของตัวแบบพื้นฐาน  1. เอกสารที่ได้คัดเลือก หรือเรียกว่า “เอกสาร (document)”  2. ตัวแทนเอกสาร (document surrogate/ representation)  3. ความต้องการสารสนเทศ (information need)  4. ตัวแทนความต้องการสารสนเทศ  5. การจับคู่ระหว่างตัวแทนความต้องการสารสนเทศกับตัวแทนเอกสาร (matching process)
  14. 14. 1. เอกสารที่ได้คัดเลือก หรือเรียกว่า “เอกสาร (document)” คือ ทรัพยากรสารสนเทศ ที่ได้รับการคัดเลือก หรือคัดสรรตามนโยบายของหน่วยงานบริการ สารสนเทศแห่งนั้น 2. ตัวแทนเอกสาร (document surrogate/ representation) คือ การสร้างตัวแทนเอกสารในรูปแบบต่าง ๆ อย่างมีมาตรฐาน แล้วจัดเก็บในรูปของฐานข้อมูล เช่น - การสร้างข้อมูลบรรณานุกรม เพื่อเป็นตัวแทนโครงสร้างเอกสาร เช่น ถ้าเป็น หนังสือ จะมีโครงสร้างของตัวแทนหนังสือ ประกอบด้วย ชื่อผู้แต่ง ชื่อเรื่อง สถานที่พิมพ์ สานักพิมพ์ ปีพิมพ์ หัวเรื่อง คาสาคัญ เป็นต้น - การกาหนดตัวแทนสาระ หรือดรรชนี - การสรุปย่อเนื้อหาสาคัญในรูปของสาระสังเขป ฯลฯ
  15. 15. 3. ความต้องการสารสนเทศ (information need) หรือบางครั้งเรียกว่า “ความต้องการของผู้ใช้” สารสนเทศที่ผู้ใช้ต้องการมีหลากหลายแตกต่างกันไป และเปลี่ยนแปลงไปตามปัจจัย และเวลา ไม่คงที่แน่นอน 4. ตัวแทนความต้องการสารสนเทศ หมายถึงการสร้าง หรือกาหนดตัวแทนความต้องการสารสนเทศในรูปแบบของ “คาศัพท์” หรือคาค้นที่คิดว่าสามารถแทนความต้องการสารสนเทศได้ตรงและถูกต้อง ที่สุด
  16. 16. 5. การจับคู่ระหว่างตัวแทนความต้องการสารสนเทศกับตัวแทนเอกสาร (matching process) กล่าวคือ กระบวนการจับคู่เป็นกลไกสาคัญในการค้นคืนสารสนเทศ หากจับคู่ได้อย่างดีและมีประสิทธิภาพ ผู้ใช้จะได้ผลการค้นคืนที่เข้าเรื่อง (relevant) หรือ ตรงกับความต้องการสารสนเทศของตน (pertinent) “จานวนรายการที่ค้นคืนได้ (retrieved item)” เป็นประเด็นสาคัญที่ต้องพิจารณา เช่นกัน ดังนั้นจึงควรมีการจัดอันดับรายการที่ค้นคืนได้ (ranking) เพื่อให้เอกสารที่คาดว่า เข้าเรื่องที่สุดอยู่ในอันดับต้น และเอกสารเข้าเรื่องน้อยกว่าอยู่ในอันดับรองลง มาตามลาดับ
  17. 17.  เป็นกระบวนการในการจับคูระหว่างทรัพยากรสารสนเทศที่มีอยู่กับความต้องการ ่ สารสนเทศของผู้ใช้  เพื่อ  ได้ผลการสืบค้นที่เข้าเรื่อง (ถูกต้องตรงตามความต้องการของผู้ใช้)  สามารถจัดอันดับรายการที่ค้นคืนได้ (เอกสารที่เข้าเรื่องที่สุดอยู่ในอันดับต้น)  สามารถค้นคืนได้อย่างรวดเร็ว  ซึ่งการที่ระบบค้นคืนสารสนเทศจะมีประสิทธิภาพต้องมีการดาเนินการการจัดเก็บ เอกสาร (document) การจัดทาระเบียนเอกสาร (โครงสร้างของเอกสาร) และ การจัดทาดรรชนี (เพื่อใช้เป็นตัวแทนเนื้อหาสาระของเอกสาร) อย่างมี ประสิทธิภาพเช่นกัน  หมายรวมถึงผู้ใช้เองก็ต้องมีความสามารถในการกาหนดคาค้นได้ด้วยตนเอง
  18. 18.  ระบบค้นคืนสารสนเทศมีองค์ประกอบที่สาคัญ คือ 1. ข้อมูลนาเข้า (Input) 2. การประมวลผล (Processing) 3. ผลลัพธ์ (Output) 4. ผลป้อนกลับ (Feedback)
  19. 19. ข้อมูล การ ผลลัพธ์ นาเข้า ประมวล หรือ ผล ผล ผลการค้น ป้อนกลับ • เอกสาร หรือ • การจัด คืน • ความ ตัวแทน หมวดหมู่ คิดเห็น เอกสาร • การแยก • เอกสาร หรือ ของผู้ใช้ • ข้อคาถามของ ประเภท ตัวแทนเอกสาร ต่อผลการ ผู้ใช้ • จัดเรียง ที่เข้าเรื่อง ค้นคืน ฯลฯ และปัญหา ที่พบ ฯลฯ
  20. 20. ตามแนวคิดของรองศาสตราจารย์ ดร. สมพร พุทธาพิทักษ์ผล (2545:1: 44) กล่าวว่าระบบ ค้นคืนสารสนเทศมีหน้าที่สาคัญ 3 ประการ คือ  1. การวิเคราะห์เนื้อหา หรือสาระของเอกสารที่ได้คัดเลือกมา  2. การวิเคราะห์ข้อคาถาม หรือความต้องการสารสนเทศของผู้ใช้  3. การจับคูระหว่างข้อคาถาม หรือตัวแทนความต้องการสารสนเทศของผู้ใช้ กับเอกสาร ่ และ/หรือตัวแทนเอกสาร
  21. 21.  1. การวิเคราะห์เนื้อหา หรือสาระของเอกสารที่ได้คัดเลือกมา เพื่อสร้างตัวแทนเอกสาร และ คาแทนสาระของเอกสาร บางระบบอาจมีสาระสังเขปของเอกสาร หรือเอกสารฉบับเต็มด้วย  2. การวิเคราะห์ข้อคาถาม หรือความต้องการสารสนเทศของผู้ใช้ คือ การสร้างกลยุทธ์การสืบค้นเพื่อค้นหาสารสนเทศที่ต้องการ โดยการใช้ - คาค้นเพียงคาเดียว - ใช้คาสั่งระบุเขตข้อมูล (ให้ไปค้นหาคาค้นที่เขตข้อมูลหัวเรื่อง ผู้แต่ง ฯลฯ) - ใช้ตรรกบูลเชื่อมคาค้นหลาย ๆ คา - ระบุภาษา หรือ ปีค.ศ. ของเอกสาร โดยระบบค้นคืนสารสนเทศจะแปลงคาสั่งการสืบค้นของผู้ใช้ให้เป็นคาสั่ง หรือ ภาษาที่ระบบนั้น ๆ เข้าใจเพื่อดาเนินการสืบค้นต่อไป
  22. 22.  3. การจับคูระหว่างข้อคาถาม หรือตัวแทนความต้องการสารสนเทศของผู้ใช้ กับเอกสาร ่ และ/หรือตัวแทนเอกสาร เพื่อดึงสารสนเทศเฉพาะรายการที่เข้าเรื่อง หรือตรงกับข้อคาถามของผู้ใช้ออกมา เป็นผลการค้นคืน
  23. 23.  จากหนังสือการค้นคืนสารสนเทศ (Information Retrieval) ของอาจารย์เดชา นันทพิชัย (2546: 22-23) ได้อธิบายภารกิจและหน้าทีของระบบค้นคืนสารสนเทศว่าสรุป ่ ได้ ดังนี้  1. การวิเคราะห์เอกสารและการจัดระบบสารสนเทศ คือ การสร้างฐานข้อมูลเอกสาร ได้แก่ การจัดทาโครงสร้างเอกสาร การวิเคราะห์เนื้อหา การจัดทาดรรชนี  2. การวิเคราะห์ความต้องการของผู้ใช้ และเตรียมกลยุทธ์การสืบค้น  3. การสืบค้น (Searching) และการเปรียบเทียบความต้องการผูใช้กับฐานข้อมูล ้  4. การประเมินผลลัพธ์ที่ได้
  24. 24. (เดชา นันทพิชัย, 2546: 23) Information Analysis and Organized Sources Representation Information Retrieval Matching Information Users Query Analyzed Analysis Queries (search statement)
  25. 25.  จากภาพข้างต้นอาจารย์เดชา นันทพิชัย (2546: 23) สรุปว่าถ้าแบ่งภาระงาน (Task) ของ ระบบการค้นคืนสารสนเทศก็สามารถจาแนกออกเป็น 2 ลักษณะใหญ่ ๆ คือ 1. งานที่เกี่ยวกับการวิเคราะห์เนื้อหา และหัวเรื่อง ได้แก่ งานวิเคราะห์ จัดระบบ และจัดเก็บสารสนเทศที่เกี่ยวข้อง 2. งานที่เกี่ยวกับการสืบค้น และค้นคืน ได้แก่ งานเกี่ยวกับกระบวนการค้นหา และค้นคืน รวมถึงงานวิเคราะห์คาร้อง ของผู้ใช้ และสร้างสูตรการค้นคืน
  26. 26.  Lancaster (อ้างถึงในสมพร พุทธาพิทักษ์ผล, 2545: 1: 44-47) อธิบายระบบค้น คืนสารสนเทศว่าประกอบด้วยระบบย่อย 6 ระบบ ได้แก่ 1. ระบบย่อยการคัดเลือกเอกสาร (Document Selection Subsystem) 2. ระบบย่อยการจัดทาดรรชนี (Indexing Subsystem) 3. ระบบย่อยคาศัพท์ (Vocabulary Subsystem) 4. ระบบย่อยการสืบค้น (Searching Subsystem) 5. ระบบย่อยการปฏิสัมพันธ์ระหว่างระบบค้นคืนสารสนเทศกับผู้ใช้ (Subsystem of Interaction Between the User and the System) 6. ระบบย่อยการจับคู่ (Matching Subsystem)
  27. 27.  1. ระบบย่อยการคัดเลือกเอกสาร (Document Selection Subsystem) ทาหน้าที่ในการคัดเลือกเอกสารตามนโยบายของหน่วยงานบริการสารสนเทศนั้น ๆ  2. ระบบย่อยการจัดทาดรรชนี (Indexing Subsystem) ทาหน้าทีวิเคราะห์เนื้อหาของเอกสาร และกาหนดคาศัพท์ที่เรียกว่า “ดรรชนี” ขึ้น ่ แทนเนื้อหาสาระของเอกสาร รวมถึงทาดรรชนีของคาที่ปรากฏใน สาระสังเขป หรือเอกสารฉบับเต็มเพื่อให้สามารถค้นคืนได้ดวย  ้ ระเบียน (record) หรือ ตัวแทนเอกสาร ตัวแทนเอกสาร หรือ ระเบียน (record) เหล่านี้จะถูกจัดเก็บไว้ในฐานข้อมูล ซึ่ง จานวนระเบียนจะใช้เป็นเกณฑ์ในการบอกขนาดของฐานข้อมูล
  28. 28.  3. ระบบย่อยคาศัพท์ (Vocabulary Subsystem) ทาหน้าทีเ่ ป็นคลังศัพท์ดรรชนี หรือศัพท์สาคัญที่ใช้ในการจัดทาดรรชนี ระบบย่อยนี้มีประโยชน์ทั้งในการจัดทาดรรชนี และการค้น เพราะหากผู้ใช้ กาหนดคาศัพท์ที่จะค้นได้ตรงกับศัพท์ที่ใช้ในการทาดรรชนี ย่อมได้ผล การค้นคืนที่เข้าเรื่อง  4. ระบบย่อยการสืบค้น (Searching Subsystem) เป็นการวิเคราะห์ความต้องการสารสนเทศของผู้ใช้ และกาหนดกลยุทธ์การค้น รวมถึงการแปลงกลยุทธ์การค้นให้อยู่ในรูปของคาสั่ง หรือภาษาที่ใช้ใน ระบบค้นคืนสารสนเทศนั้น ๆ (มีการใช้เทคนิคการค้นคืนที่แตกต่างกัน) อาจใช้คลังศัพท์ดรรชนี หรือศัพท์สาคัญของระบบฯ นั้นช่วยในการค้นก็ได้
  29. 29.  5. ระบบย่อยการปฏิสัมพันธ์ระหว่างระบบค้นคืนสารสนเทศกับผู้ใช้ (Subsystem of Interaction Between the User and the System) เป็นการสื่อสารระหว่างผู้ใช้กับระบบค้นคืนสารสนเทศในขณะทาการค้น การปฏิสัมพันธ์อาจอยู่ในรูปแบบของการออกแบบหน้าจอ (Screen Design) เพื่อให้ผู้ใช้สามารถใช้งานได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว มีข้อความที่ช่วยแนะนาผู้ใช้หากกระทาผิดพลาด (Error Message) มีสารสนเทศที่ช่วยเหลือในด้านต่าง ๆ (Help Information) มีทางเลือกให้ผู้ใช้สามารถออกคาสั่งได้ตามสะดวกด้วยตนเอง หรือด้วยการเลือก ตัวเลือกที่หน้าจอ
  30. 30.  6. ระบบย่อยการจับคู่ (Matching Subsystem) คือ การจับคู่ระหว่างตัวแทนเอกสารกับตัวแทนความต้องการสารสนเทศของผู้ใช้ โดยการจับคู่ย่อมขึ้นอยู่กับซอฟต์แวร์ที่ใช้กับโครงสร้างระบบฐานข้อมูลเป็นสาคัญ ผู้ใช้จะไม่เห็นการทางานของระบบย่อยนี้  การทางานของระบบย่อยทั้ง 6 ในระบบค้นคืนสารสนเทศจะสัมพันธ์กับหน้าที่ของระบบ ค้นคืนสารสนเทศทั้ง 3 ประการคือ 1) การวิเคราะห์เนื้อหาของเอกสาร 2) การวิเคราะห์ ข้อคาถามของผู้ใช้ และ 3) การจับคู่ระหว่างข้อคาถามกับเอกสาร หรือตัวแทนเอกสาร
  31. 31. จงวิเคราะห์ ความสัมพันธ์ระหว่างระบบย่อยของระบบค้นคืนสารสนเทศ ทั้ง 6 ระบบย่อยกับหน้าที่ของระบบค้นคืนสารสนเทศ โดยเขียนเป็นแผนภาพและมีคาอธิบายประกอบ
  32. 32. การวิเคราะห์เนื้อหา หรือสาระ การจับคู่ระหว่างข้อคาถามกับ การวิเคราะห์ข้อคาถาม ของเอกสารที่ได้คัดเลือกมา เอกสาร หรือตัวแทนเอกสาร หรือ ความต้องการผู้ใช้ ระบบย่อยการคัดเลือกเอกสาร ระบบย่อยการสืบค้น ระบบย่อยการจัดทาดรรชนี ระบบย่อยคาศัพท์ ระบบย่อยการปฏิสัมพันธ์ ระบบย่อยการจับคู่
  33. 33.  ความหมายของพฤติกรรมสารสนเทศ  ความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมสารสนเทศกับพฤติกรรมที่เกี่ยวข้อง  ตัวแบบพฤติกรรมสารสนเทศ  ตัวแบบทั่วไปของพฤติกรรมสารสนเทศ  แนวคิดเกี่ยวกับพฤติกรรมการแสวงหาสารสนเทศ
  34. 34.  คือ พฤติกรรมทั้งมวลของบุคคลหนึ่ง ซึ่งเชือมโยงบุคคลผู้นั้นให้เข้าถึงแหล่งสารสนเทศ ่ ต่างๆ โดยใช้ช่องทางในการเผยแพร่และในการได้สารสนเทศมาโดยตรง หรือ ทางอ้อม พฤติกรรมสารสนเทศเป็นคาที่มีความหมายกว้าง ครอบคลุมพฤติกรรมการแสวงหา สารสนเทศ และพฤติกรรมการค้นหาสารสนเทศ โดยลาดับ
  35. 35.  1. พฤติกรรมการแสวงหาสารสนเทศ (Information-seeking Behavior) แตกต่างจาก พฤติกรรมการค้นหาสารสนเทศ (Information Search Behavior) อย่างไร  2. จงอธิบายแผนภาพตัวแบบพฤติกรรมสารสนเทศในหน้า 54  3. ตัวแบบทั่วไปของพฤติกรรมสารสนเทศ (หน้า55-57) มีลักษณะแตกต่างจากตัวแบบ พฤติกรรมสารสนเทศ (หน้า 53-54) อย่างไร  4. สมมุติว่าท่านกาลังท่องเว็บเพื่อค้นหาสารสนเทศเกี่ยวกับ Google Desktop Search ให้ท่านใช้ตัวแบบพฤติกรรมการแสวงหาสารสนเทศของวิลสันอธิบายขั้นตอนที่ท่านใช้ใน การแสวงหาสารสนเทศ (ดูที่ขอ 3 ของหน้า 59-60) ้
  36. 36.  1. พฤติกรรมการแสวงหาสารสนเทศ (Information-seeking Behavior) แตกต่างจาก พฤติกรรมการค้นหาสารสนเทศ (Information Search Behavior) อย่างไร  พฤติกรรมการแสวงหาสารสนเทศ (Information-seeking Behavior) เป็นพฤติกรรมที่ เกิดจากผู้ใช้มีความต้องการสารสนเทศในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง จึงเกิดการแสวงหา สารสนเทศอย่างมีวัตถุประสงค์ขึ้น ซึ่งพฤติกรรมข้างต้นกว้างกว่าและครอบคลุม พฤติกรรมการค้นหาสารสนเทศด้วย เช่น...  พฤติกรรมการค้นหาสารสนเทศ (Information Search Behavior) เป็นพฤติกรรมที่ผู้ใช้ มีปฏิสัมพันธ์กับระบบสารสนเทศ ไม่ว่าจะเป็นในระดับปฏิบัติ (เช่น การใช้เม้าส์) หรือ ในระดับการใช้ความคิด สติปัญญาและความรู้ (เช่น การใช้ตรรกบูล) หรือ การ ตัดสินใจเลือกสารสนเทศที่ดีที่สุด หรือการพิจารณาว่าสารสนเทศที่ได้มาตรงกับความ ต้องการของตนหรือไม่ อย่างไร
  37. 37.  2. จงอธิบายแผนภาพตัวแบบพฤติกรรมสารสนเทศในหน้า 54 เป็นตัวแบบแรกทีวิลสันพัฒนาขึ้นเพื่อใช้อธิบายพฤติกรรมสารสนเทศ (ดูหน้า 53 ่ และแผนภาพหน้า 54) ต่อมาได้ศึกษาวิจัยและปรับปรุงจนได้ตัวแบบที่สองซึ่งเรียกว่า “ตัวแบบทั่วไปของ พฤติกรรมสารสนเทศ”
  38. 38.  3. ตัวแบบทั่วไปของพฤติกรรมสารสนเทศ (หน้า55-57) มีลักษณะแตกต่างจากตัวแบบ พฤติกรรมสารสนเทศ (หน้า 53-54) อย่างไร ตัวแบบพฤติกรรมสารสนเทศ อธิบายพฤติกรรมสารสนเทศในด้านต่าง ๆ คือ ความต้องการ สารสนเทศ และกิจกรรมต่าง ๆ อันเป็นผลจากความต้องการนั้น โดยแสดงขั้นตอนของ กิจกรรมต่าง ๆ ทั้งในการค้นหา และการแลกเปลี่ยนสารสนเทศ และการใช้สารสนเทศ ด้วย ตัวแบบทั่วไปของพฤติกรรมสารสนเทศ อธิบาย พฤติกรรมสารสนเทศในเชิงมหภาค พฤติกรรมสารสนเทศเป็นผลมาจากความต้องการสารสนเทศ กลไก หรือภาวะที่ สนับสนุน หรือเป็นอุปสรรคต่อการแสวงหาสารสนเทศ การแสวงหาสารสนเทศทั้งที่ ผู้ใช้ริเริ่มด้วยตนเอง หรือมิได้ริเริ่มด้วยตนเอง และการประมวล และการใช้สารสนเทศ
  39. 39. ครูต้องการสารสนเทศ เรื่อง ISAR กลไก หรือตัวแปรที่กระตุ้นให้เกิดการแสวงหาสารสนเทศ คือ - เป็นครู จบปริญญาโท - มีความสามารถในการสืบค้นสารสนเทศในขั้นสูง - รู้จักแหล่งสารสนเทศทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ - ต้องหาสารสนเทศเพื่อใช้ในการสอน - ต้องการให้นักศึกษาเข้าใจเนื้อหาที่เรียน เกิดพฤติกรรมการแสวงหาสารสนเทศซึ่งริเริ่มด้วยตนเอง พบสารสนเทศที่ต้องการก็คัดเลือก รวบรวม เรียบเรียงเป็น PPT ใช้สอน
  40. 40. 4. ตัวแบบพฤติกรรมการแสวงหาสารสนเทศของวิลสันอธิบายขั้นตอนในการแสวงหา สารสนเทศด้วยการท่องเว็บเพื่อค้นหาสารสนเทศเกี่ยวกับ Google Desktop Search ได้ดังนี้ 1. การเริ่มต้น ด้วยการตัดสินใจท่อง WWW 2. การสารวจเลือกดู โดยการใช้เครื่องมือช่วยค้นประเภท Search Tools เพื่อค้นหา เว็บไซต์ที่มีสารสนเทศที่เกี่ยวกับ Google Desktop Search 3. การแยกแยะ ด้วยการพิจารณาว่าแหล่งใดจะมีความน่าเชื่อถือมากกว่า (โดยใช้ เกณฑ์การประเมินค่า Internet Resources ช่วย) 4. การดึงสารสนเทศที่สามารถนาไปใช้ได้ทันทีออกมาจากตัวเอกสาร เช่น ความหมาย ลักษณะ ขั้นตอนการใช้ Google Desktop Search เป็นต้น 5. การตรวจสอบความถูกต้องของเอกสาร โดยเปรียบเทียบกับเว็บไซต์ที่มีเนื้อหา เหมือนกัน หรือจากหนังสือวิชาการ หรือจากการสอบถามผู้รู้ 6. การจบ เป็นการเก็บรวบรวมสารสนเทศที่แสวงหาทั้งหมดเข้าด้วยกัน เพราะแน่ใจ ว่าได้สารสนเทศในระดับทีต้องการแล้ว ่
  41. 41.  ตัวแบบพื้นฐานในการจัดเก็บและค้นคืนสารสนเทศมุ่งเน้นไปที่การจับคู่ระหว่าง ทรัพยากรสารสนเทศที่มีอยู่กับความต้องการสารสนเทศของผู้ใช้ เพื่อบรรลุ วัตถุประสงค์ คือการค้นคืนสารสนเทศให้ได้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้มากที่สุด  แต่ตัวแบบทั่วไปของพฤติกรรมสารสนเทศอธิบายพฤติกรรมการแสวงหาและการใช้ สารสนเทศโดยเน้นที่ผู้ใช้เป็นสาคัญ เพราะผู้ใช้มีพฤติกรรมสารสนเทศที่หลากหลาย ซึ่งขึ้นอยู่กับสภาวะ หรือกลไกที่มีผลต่อพฤติกรรมการแสวงหาสารสนเทศ เช่น สภาวะทางอารมณ์- - ทางสติปัญญา ตัวแปรทางสังคมที่มีการแข่งขันในที่ทางานสูง หน้าที่การงาน ความสามารถในการสืบค้นสารสนเทศ ฯลฯ  ดังนั้นระบบค้นคืนสารสนเทศควรให้ความสาคัญกับสภาวะ หรือกลไกที่มีผลต่อ พฤติกรรมการแสวงหาสารสนเทศของผู้ใช้ด้วย เพื่อช่วยให้ผู้ใช้ได้สารสนเทศตามที่ ต้องการอย่างแท้จริง
  42. 42. เดชา นันทพิชัย. 2546. การค้นคืนสารสนเทศ (Information Retrieval). พิมพ์ครั้งที่ 2. นครศรีธรรมราช: หลักสูตรการจัดการสารสนเทศ สานักวิชา สารสนเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์. มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. 2545. แนวการศึกษาชุดวิชาการจัดเก็บและการค้นคืน สารสนเทศ (Information Storage and Retrieval) หน่วยที่ 1-15. นนทบุรี: สาขาวิชาศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. สมพร พุทธาพิทักษ์ผล. 2545. “ทฤษฎีพนฐานเกี่ยวกับการจัดเก็บและการค้นคืน ื้ สารสนเทศ.” ใน ประมวลสาระชุดวิชาการจัดเก็บและการค้นคืนสารสนเทศ (Information Storage and Retrieval), หน่วยที่ 1-4, หน้า 31-62. นนทบุรี: สาขาวิชาศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.

    Be the first to comment

    Login to see the comments

  • berkfah

    Oct. 11, 2015

Views

Total views

18,977

On Slideshare

0

From embeds

0

Number of embeds

2

Actions

Downloads

283

Shares

0

Comments

0

Likes

1

×