Pegagogy-based Hybrid Learning : จากแนวคิดสู่การปฏิบัติ

1,521 views

Published on

Pegagogy-based Hybrid Learning : จากแนวคิดสู่การปฏิบัติ

Published in: Education
0 Comments
0 Likes
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

No Downloads
Views
Total views
1,521
On SlideShare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
232
Actions
Shares
0
Downloads
74
Comments
0
Likes
0
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

Pegagogy-based Hybrid Learning : จากแนวคิดสู่การปฏิบัติ

  1. 1. 1บทความนีได้ ตพมพ์ เผยแพร่ ในวารสารครุ ศาสตร์ จึงขอให้ ท่านอ้ างอิงการนาไปใช้ ดงนีค่ะ ้ ี ิ ั ้จินตวีร์ คล้ายสังข์ และ ประกอบ กรณี กิจ. (2552). Pedagogy-based Hybrid Learning: จากแนวคิดสู่ การ ปฏิบัต.ิ วารสารครุ ศาสตร์ ปี ที่ 38 ฉบับที่ 1 (กรกฎาคม-ตุลาคม 2552). หน้า 93-108. **************************************** PEDAGOGY-BASED HYBRID LEARNING: จากแนวคิดสู่ การปฏิบัติ จินตวีร์ คล้ ายสั งข์ ประกอบ กรณีกจ ิบทคัดย่ อ การจัดการเรี ยนรู ้แบบผสมผสานมีองค์ประกอบที่ สาคัญ ๔ ส่ วน คือ ๑) บทเรี ยนอิเล็กทรอนิ กส์ ๒)ระบบจัดการการเรี ยนรู ้ ๓) การติดต่อสื่ อสาร และ ๔) การประเมินผลการเรี ยน ซึ่ งเมื่อนาองค์ประกอบทั้งสี่ มาประกอบเข้าด้วยกันแล้ว ระบบจะทางานประสานกันได้อย่างลงตัว ทั้งนี้ ผออกแบบการเรี ยนการสอนจะต้อง ู้คานึงถึงศาสตร์ดานการศึกษาแล้วนาคุณสมบัติและแนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้องมาบูรณาการเพื่อการจัดการเรี ยนรู ้ ้ที่เหมาะสม เช่น การจัดการเรี ยนรู ้ที่เน้นให้ผเู ้ รี ยนเป็ นผูสร้างความรู ้ดวยตนเอง ไม่ว่าจะเป็ นการเรี ยนรู ้โดยใช้ ้ ้โครงการเป็ นหลัก และการเรี ยนรู ้โดยใช้ปัญหาเป็ นหลัก เป็ นต้น สุ ดท้ายจะกล่าวถึงหลักการพื้นฐานที่สาคัญสาหรับการเรี ยนการสอนแบบผสมผสานในปั จจุบนและแนวโน้มในอนาคตซึ่ งประกอบด้วย ๕ ส่ วนหลักคือ ั๑) ทฤษฎีการเรี ยนการสอน ๒) ทฤษฎีระบบ ๓) ทฤษฎีการติดต่อสื่ อสาร ๔) รู ปแบบการเรี ยนการสอน และ ๕)หลักการศึกษาทางไกล ซึ่ งล้วนมีความสาคัญต่อการเรี ยนการสอนรู ปแบบนี้Abstract Hybrid Learning has four core elements including 1) Courseware 2) Learning Management System3) Communication and 4) Evaluation. The four elements will fulfill each other and lead to the effectivenessof hybrid learning system. In addition, the teaching and learning pedagogy, such as the instructionemphasizing in learners’ construction of their own knowledge, needs to take into consideration. Theexamples of such instructions are a project-based learning and a problem-based learning. Lastly, the articlefocuses on the current and trends of 5 fundamental principles needed to consider when designing hybridlearning. The five fundamental principles are 1) learning theory 2) system theory 3) communication theory4) instructional design model and 5) principle of a distance education.
  2. 2. 2ความเป็ นมา แนวคิ ดของการสอนผ่านเว็บ (Web-based instruction) การเรี ยนแบบผสมผสาน (Hybrid/BlendedLearning) และการเรี ยนอิเล็กทรอนิ กส์ (E-learning) นั้น ถื อว่าเป็ นการจัดการเรี ยนรู ้ รูปแบบต่ างๆ ภายใต้การศึกษาทางไกล (Distance Education) ซึ่ งส่ งเสริ มให้ผเู ้ รี ยนได้มีโอกาสศึกษาหาความรู ้ที่ไม่มีขอจากัดใน ้เรื่ องของเวลาและสถานที่ (Anyone, from Anywhere, and at Anytime) โดยการศึกษาทางไกลสามารถจาแนกออกได้เป็ น ๓ ประเภทคือ ๑) การศึกษาที่ผเู ้ รี ยนอยูต่างสถานที่และเข้าเรี ยนต่างเวลา ดังนั้นอีเมล์และกระดาน ่สนทนาจึ งถูกใช้เ ป็ นเครื่ องมื อหลักในการติ ด ต่ อสื่ อสาร ๒) ในบางกรณี ของการศึ กษาทางไกลที่ การติดต่อสื่ อสารระหว่างผูเ้ รี ยนและผูสอนเกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน (Synchronous communication) แต่ต่างสถานที่ ้เช่น การเรี ยนผ่านทางระบบ teleconference จึงใช้แช็ทเพื่อการสนทนาโต้ตอบ และ ๓) การศึ กษาที่ ผเู ้ รี ยนและผูสอนอยู่สถานที่เดียวกัน แต่เข้าร่ วมการเรี ยนต่างเวลากัน จึงใช้การติ ดต่อสื่ อสารแบบไม่ประสานเวลา ้(Asynchronous) (Davidson & Shiver, 2005) ทั้งนี้ แนวโน้มของการศึ กษาทางไกลนั้นยังเน้นในเรื่ องของเทคโนโลยีเว็บ ๒.๐ ที่เน้นการปฏิสมพันธ์ระหว่างกันมากขึ้น ซึ่ งนาไปสู่ การแลกเปลี่ยนเรี ยนรู ้และสังคมแห่ ง ัการเรี ยนรู ้ออนไลน์ (Online learning community) และเป็ นการส่ งเสริ มการเรี ยนรู ้ตลอดชี วิต (Lifelonglearning) อีกด้วย (Monsakul, 2008).การจัดการเรียนรู้ แบบผสมผสานที่เน้ นศาสตร์ ด้านการศึกษา(Pedagogy-based hybrid learning) Bonk and Graham (2006) ให้ความหมายของการเรี ยนแบบผสมผสาน (Blended/Hybrid Learning) ว่าเป็ นระบบการเรี ยนรู ้ที่ผสมผสานการเรี ยนในชั้นเรี ยนและการเรี ยนด้วยเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ โดยนาข้อดีของการเรี ยนทั้ง ๒ รู ปแบบนั้นมาผสมผสานกันเพื่อให้การจัดการเรี ยนรู ้เกิ ดประสิ ทธิ ภาพสู งสุ ด ด้าน SloanConsortium Foundation (2005) ให้ความหมายของการเรี ยนแบบผสมผสานโดยพิจารณาจากสัดส่ วนของเนื้ อหาที่ นาเสนอทางอิ นเทอร์ เน็ตดังที่ ได้กล่าวมาแล้วคื อการเรี ยนในรู ปแบบนี้ จะนาเสนอเนื้ อหาวิช าโดยผสมผสานวิธีออนไลน์และวิธีพบปะในชั้นเรี ยน ส่ วนมากของเนื้ อหา (ร้ อยละ ๓๐ - ๗๙) นาเสนอผ่านอินเทอร์เน็ต เช่น กระดานสนทนา และบางส่ วนนาเสนอในชั้นเรี ยน ทั้งนี้ การเรี ยนแบบผสมผสานนั้นจะเป็ นการดึงคุณสมบัติเด่นของการเรี ยนในชั้นเรี ยนและการเรี ยนออนไลน์โดยคานึงถึงความเหมาะสมและคุณสมบัติของผูเ้ รี ยนเป็ นสาคัญ องค์ประกอบที่สาคัญที่ทาให้การเรี ยนในรู ปแบบนี้ เป็ นที่นิยมอย่างแพร่ หลายคือ ๑) ช่วยให้การจัดการเรี ยนรู ้มีประสิ ทธิ ภาพมากยิ่งขึ้น (Improve Pedagogy) ซึ่ ง Collis, Bruijstens, & Van der Veen,2003; Hartman, Dziuban, & Moskal, 1999; Morgan, 2002; Smelser, 2002 อ้างถึงใน Bonk & Graham (2006)กล่าวว่าการเรี ยนแบบผสมผสานจะเพิ่มกลยุทธ์การจัดการเรี ยนรู ้โดยยึดผูเ้ รี ยนเป็ นศูนย์กลางและมีส่วนร่ วมในการเรี ยน รวมทั้งการแลกเปลี่ยนความรู ้ความคิดระหว่างผูเ้ รี ยน นอกจากนี้ Cottrell & Robison (2003) อ้างถึงใน Bonk & Graham (2006) ได้ช้ ี แจงถึงข้อดีของการเรี ยนออนไลน์ว่าได้ใช้สาหรับให้ผเู ้ รี ยนศึกษาข้อมูลและเนื้อหาการเรี ยน ตลอดจนการฝึ กทักษะต่างๆ ที่จาเป็ น และใช้เวลาที่มีค่าในชั้นเรี ยนเพื่อพัฒนาผูเ้ รี ยนในเรื่ องของการพัฒนาทักษะการคิด การตัดสิ นใจ การแก้ปัญหา เช่น กิจกรรมกรณี ศึกษา เป็ นต้น ๒) ช่วยเพิ่มประสิ ทธิ ภาพในการเข้าถึงข้อมูล (Increase Assess and Flexibility) เนื่ องจากการเรี ยนแบบผสมผสานได้เอื้อประโยชน์ต่อผูเ้ รี ยนที่มีภาระความรับผิดชอบในหน้าที่การงานและครอบครัว แต่ยงต้องการที่จะมีปฏิสัมพันธ์ ักับเพื่อนร่ วมชั้นและผูสอน และ ๓) ช่วยเพิ่มประสิ ทธิ ภาพในการจัดการค่าใช้จ่ายให้มีประสิ ทธิ ภาพมากยิ่งขึ้น ้
  3. 3. 3(Increase Cost Effectiveness) เนื่ องจากการจัดการเรี ยนรู ้ ในรู ปแบบนี้ จะทาให้มีกลุ่มเป้ าหมายที่ กว้างขวางยิ่งขึ้นในเวลาอันรวดเร็ ว โดยยังคงคุณภาพของการเรี ยนรู ้ไว้ได้ การเรี ยนแบบผสมผสานมีองค์ประกอบที่สาคัญ ๔ ส่ วน คือ ๑) บทเรี ยนอิเล็กทรอนิ กส์ (Courseware)๒) ระบบจัดการการเรี ยนรู ้ (Learning Management System ๓) การติดต่อสื่ อสาร (Communication) และ ๔)การประเมินผลการเรี ยน (Evaluation) ซึ่ งเมื่อนาองค์ประกอบทั้ง ๔ มาประกอบเข้าด้วยกันแล้วระบบจะท างานประสานกัน ได้อ ย่ า งลงตัว ทั้ง นี้ ผูออกแบบการสอนจะต้องค านึ ง ถึ งความสามารถและบริ ก ารที่ ้หลากหลายของอินเทอร์เน็ต ตลอดจนศาสตร์ดานการศึกษา แล้วนาคุณสมบัติและแนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้องมา ้บูรณาการเพื่อการจัดการเรี ยนรู ้ที่เหมาะสม ๑. บทเรียนอิเล็กทรอนิกส์ (courseware) เป็ นเนื้อหาสาระที่นาเสนอในรู ปแบบอิเล็กทรอนิ กส์ ซึ่ งส่ วนใหญ่มีลกษณะเป็ นสื่ อประสม โดยเน้น ัการออกแบบที่ใช้วิธีการ กลยุทธ์ และการให้ขอมูลป้ อนกลับแก่ผเู ้ รี ยนโดยทันทีในการนาเสนอ ที่กระตุนให้ ้ ้ผูเ้ รี ยนเกิ ดการเรี ยนรู ้ ตามวัตถุประสงค์ที่กาหนดไว้ ซึ่ งผูเ้ รี ยนสามารถเข้าถึ งเนื้ อหาได้ต ามความต้องการตลอดจนอาจมี แบบฝึ กหัด หรื อแบบทดสอบเพื่ อให้ผูเ้ รี ย นสามารถตรวจสอบความเข้า ใจได้ (ถนอมพรเลาหจรัสแสง, ๒๕๔๕; ใจทิพย์ ณ สงขลา, ๒๕๕๐) ๒. ระบบจัดการการเรียนรู้ (LMS : Learning Management System) ระบบจัดการการเรี ยนรู ้ คือ โปรแกรมบริ หารจัดการการเรี ยนรู ้ที่ทาหน้าที่เป็ นศูนย์กลางการจัดการและสนับสนุนการจัดการเรี ยนรู ้ ซึ่ งใช้เทคโนโลยีอินเทอร์ เน็ตมาจัดการให้เกิดปฏิสมพันธ์ระหว่างผูสอนและ ั ้ผูเ้ รี ยน ผูเ้ รี ยนกับผูเ้ รี ยน และผูเ้ รี ยนกับแหล่งข้อมูล ทั้งนี้จะช่วยให้ผเู ้ รี ยนและผูสอนสามารถเข้าถึงเนื้ อหาและ ้ใช้งานได้ง่าย โดยมีเครื่ องมือทางด้านการจัดการ การปรับปรุ ง การควบคุม การสารองข้อมูล การสนับสนุนข้อมูล การบันทึ กสถิ ติผเู ้ รี ยน และการประเมิ นผล ตลอดจนการตรวจให้คะแนนผูเ้ รี ยน ซึ่ งผูใช้สามารถ ้ ่เรี ยกใช้เครื่ องมือเหล่านี้ผานโปรแกรมเว็บบราวเซอร์ (ถนอมพร เลาหจรัสแสง, ๒๕๔๕; ใจทิพย์ ณ สงขลา,๒๕๕๐; Nichani, 2001; Rosenberg, 2001) ในปั จจุบนระบบจัดการการเรี ยนรู ้แบ่งได้เป็ น ๒ ลักษณะ ได้แก่ ัระบบจัดการการเรี ยนรู ้ที่อยู่ในรู ปแบบเชิ งพาณิ ชย์ (Proprietary Software) เช่น ระบบบริ หารจัดการเรี ยนรู ้Blackboard , WebCT และ Education Sphere และระบบจัดการการเรี ยนรู ้ที่อยู่ในรู ปแบบฟรี ซอฟต์แวร์ (FreeSoftware) หรื อโอเพนซอร์ ส (Open Source) เช่น ATutor และ Moodle เป็ นต้น (ถนอมพร เลาหจรัสแสง,๒๕๔๘) Western Cooperative for Educational Telecommunications: WCET (2009) ได้แบ่งเครื่ องมือของระบบจัดการการเรี ยนรู ้เป็ น ๖ กลุ่มดังนี้ ๑. เครื่ องมื อสื่ อสาร (Communication tools) ประกอบด้วย การอภิ ปราย การแลกเปลี่ยนไฟล์อีเมล์ วารสาร/บันทึกออนไลน์ การสนทนา การบริ การวิดีโอ และไวท์บอร์ด ๒. เครื่ องมืออานวยประโยชน์ (Productivity tools) ประกอบด้วย บุ๊กมาร์ ค ปฏิทินการเรี ยน การสื บค้นภายในรายวิชา และการแนะนาการเรี ยน ๓. เครื่ องมือสนับสนุนผูเ้ รี ยน (Student involvement tools) ประกอบด้วย การจัดกลุ่ม การประเมินตนเอง การสร้างชุมชนของผูเ้ รี ยน และแฟ้ มสะสมงานผูเ้ รี ยน
  4. 4. 4 ๔. เครื่ องมือบริ หารรายวิชา (Administration tools) ประกอบด้วย การระบุตวตนของผูเ้ รี ยน การ ักาหนดสิ ทธิ์ การเข้าใช้รายวิชา และการลงทะเบียนเรี ยน ๕. เครื่ องมื อส่ งผ่านรายวิชา (Course delivery tools) ประกอบด้วย การจัดการรายวิชา การช่วยเหลือผูสอน การประเมินผลออนไลน์ การติดตามผูเ้ รี ยน และการทดสอบและให้คะแนนอัตโนมัติ ้ ๖. การออกแบบหลักสู ตร (Curriculum design) ประกอบด้วย การเข้าถึงระบบ เทมเพลตรายวิชาการจัดการหลักสู ตร การปรับแต่งมุมมองของหน้าจอ การออกแบบการสอน การยินยอมตามมาตรฐานการสอน และการใช้เนื้อหาร่ วมและการใช้ซ้ า ๓. การติดต่ อสื่ อสาร (Communication) เครื่ องมื อในการติ ดต่ อสื่ อสารเป็ นเครื่ องมื อที่ ช่วยให้ผูเ้ รี ยนได้ติดต่ อสอบถาม ปรึ กษาหารื อและแลกเปลี่ ยนความคิ ดเห็ นระหว่างผูเ้ รี ยนและผูสอน และระหว่างผูเ้ รี ยนกับเพื่ อนร่ วมชั้นเรี ยนคนอื่ นๆ โดย ้เครื่ องมือที่ ใช้ในการติ ดต่อสื่ อสารอาจแยกได้เป็ น ๒ ประเภท คื อ แบบประสานเวลา (Synchronous) และแบบไม่ประสานเวลา (Asynchronous) โดย ใจทิพย์ ณ สงขลา (๒๕๕๐) ได้เสนอเครื่ องมือที่ ช่วยในการติดต่อสื่ อสารและสามารถใช้ในการจัดการเรี ยนรู ้บนออนไลน์ ได้แก่ แช็ท ไปรษณี ยอิเล็กทรอนิ กส์ กลุ่มข่าว ์กระดานอภิปรายและกระดานประกาศ บล็อก และวิกิ เป็ นต้น ซึ่ งมีรายละเอียดดังนี้ แช็ ท (Chat) เป็ นการสื่ อสารแบบประสานเวลา ซึ่ งเหมาะกับการแลกเปลี่ ยนสารสนเทศในกลุ่มเดียวกัน และสามารถทบทวนไฟล์การสนทนาของกลุ่มได้ ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ (e-mail) เป็ นการสื่ อสารแบบไม่ประสานเวลา ซึ่ งเป็ นเครื่ องมือที่ ช่วยให้ผูเ้ รี ยนสามารถติดต่อสื่ อสารกับผูสอนหรื อเพื่อนร่ วมชั้นเรี ยนได้โดยส่ งข้อความในรู ปจดหมาย พร้อมทั้งแนบ ้ไฟล์ไปยังพื้นที่ส่วนตัวของผูรับ จึงสามารถนาไปประยุกต์ใช้ได้กบการปรึ กษารายบุคคล การส่ งงานและการ ้ ัให้ขอมูลป้ อนกลับแก่ผเู ้ รี ยน ้ กลุ่มข่ าว (Listserv) เป็ นการสื่ อสารแบบไม่ประสานเวลา โดยใช้ไปรษณี ยอิเล็กทรอนิ กส์ในการ ์สร้างกลุ่มความสนใจที่ ตรงกัน และแลกเปลี่ ยนความคิ ดเห็นกัน โดยซอฟต์แวร์ Listserv จะช่ วยทาสาเนาจดหมายไว้ทาให้สามารถสื บค้นย้อนหลังได้ กระดานอภิปรายและกระดานประกาศ (Discussion Board and Bulletin Board) เป็ นการสื่ อสารแบบไม่ประสานเวลา ซึ่ งสนับสนุ นให้ผสอนและผูเ้ รี ยนประกาศข้อความ ไฟล์ และสารสนเทศ ในพื้นที่ ที่ ู้ผูสอนเตรี ยมไว้ให้ และผูสอนและผูเ้ รี ยนสามารถโต้ตอบหรื อดาวน์โหลดไฟล์เหล่านั้นได้ ซึ่ งผูเ้ รี ยนสามารถ ้ ้ติดตามการสนทนาโต้ตอบในประเด็นที่ตองการได้ ้ บล็อก (Blog) เป็ นการสื่ อสารแบบไม่ประสานเวลา ซึ่ งสนับสนุ นให้ผูเ้ รี ยนเขียนบันทึ กการเรี ยนรู ้ประจาวัน และเปิ ดโอกาสให้ผสอนและเพื่อนร่ วมชั้นเรี ยนสามารถให้ขอมูลป้ อนกลับ เสนอข้อคิดเห็นหรื อ ู้ ้คาแนะนาแนบไปกับบันทึกนั้นได้ วิกิ (Wiki) เป็ นการสื่ อสารแบบไม่ประสานเวลา โดยสนับสนุนให้ผเู ้ รี ยนและกลุ่มสามารถสร้างและแก้ไขเอกสารร่ วมกัน ซึ่ งสนับสนุนการเรี ยนแบบร่ วมมือ ทั้งนี้กลุ่มผูเ้ รี ยนสามารถบันทึกและร่ วมกันทางานในพื้นที่ส่วนกลางร่ วมกัน โดยผูสอนอาจใช้เครื่ องมือการติดต่อสื่ อสารอื่นร่ วมด้วย เพื่อให้สมาชิ กในกลุ่มได้ร่วม ้อภิปรายและตกผลึกความคิดได้
  5. 5. 5 จากเครื่ องมือในการติดต่อสื่ อสารดังกล่าวข้างต้น Watkins (2005) ได้นาเสนอกิ จกรรมการจัดการเรี ยนรู ้บนออนไลน์ที่ผูสอนสามารถนามาออกแบบกิ จกรรมการจัดการเรี ยนรู ้บนออนไลน์ได้หลายรู ปแบบ ้ ัเพื่อช่ วยให้ผเู ้ รี ยนได้พฒนาทักษะการสื่ อสารและการมีปฏิ สัมพันธ์กบเพื่อนบนออนไลน์ ซึ่ งจะช่ วยให้การ ัจัดการเรี ยนรู ้แบบผสมผสานประสบความสาเร็ จมากยิ่งขึ้น ดังตัวอย่างกิจกรรมการแนะนาตัวเองและกิจกรรมล่าแหล่งข้อมูล ดังนี้ตัวอย่ างที่ ๑: กิจกรรมการแนะนาตัวเอง๑. ภาพรวมของ เป็ นการใช้กระบวนการสัมภาษณ์ของเพื่อนในออนไลน์คอร์ ส และแบ่งปั นผลการสัมภาษณ์ กิจกรรม กับเพื่อนร่ วมชั้น๒. เป้ าหมาย ๒.๑ กระตุนให้ผเู ้ รี ยนทาความรู ้จกกับเพื่อนร่ วมชั้นคนอื่น ้ ั ๒.๒ พัฒนาผูเ้ รี ยนให้มีทกษะการสื่ อสารอย่างมีประสิ ทธิภาพบนออนไลน์ ั ั ั ั ๒.๓ พัฒนาผูเ้ รี ยนให้มีทกษะการสื่ อสารสาหรับการปฏิสมพันธ์กบเพื่อน กับเครื่ องมือการสื่ อสารที่ตองใช้ในรายวิชา ้๓. ระยะเวลา ๒ - ๓ วัน๔. เครื่ องมือ กระดานอภิปราย ห้องสนทนา หรื อไปรษณี ยอิเล็กทรอนิกส์ ์๕. การตรี ยมการ ๕.๑ จับคู่ผเู ้ รี ยนสาหรับทากิจกรรมร่ วมกัน ๕.๒ สร้างหัวข้อ ๒ เรื่ อง ในกระดานอภิปราย โดยหัวข้อแรกสาหรับการสัมภาษณ์ และหัวข้อ ที่สองสาหรับการแนะนาตัวเอง๖. ก า ร จั ด ๖.๑ ให้ผเู ้ รี ยนแต่ละคนเตรี ยมคาถามอย่างน้อย ๕ คาถาม เพื่อใช้ถามเพื่อนของตนเอง โดยเป็ น กิจกรรม ค าถามที่ จ ะน ามาให้ไ ด้ซ่ ึ ง การแนะน าตนเองของเพื่ อ นต่ อ เพื่ อ นร่ ว มชั้น คนอื่ น เช่ น ประสบการณ์ในการเรี ยนอิเล็กทรอนิกส์ หรื อ เว็บไซต์ที่คุณชื่นชอบ เป็ นต้น ๖.๒ ให้ผูเ้ รี ย นสัม ภาษณ์ เ พื่ อ นผ่า นทางกระดานอภิ ป รายหรื อ ห้อ งสนทนาหรื อ ไปรษณี ย ์ อิเล็กทรอนิกส์ ๖.๓ ให้ผเู ้ รี ยนเขียนข้อความแนะนาเพื่อนจานวน ๒ – ๓ ย่อหน้า เพื่อนาเสนอต่อเพื่อนร่ วมชั้น ๖.๔ โพสต์ขอความในข้อ ๖.๓ ในกระดานอภิปรายที่ได้เตรี ยมไว้ ้ ๖.๕ เมื่อมีเพื่อนร่ วมชั้นมาอ่านข้อความ เพื่อนร่ วมชั้นสามารถโต้ตอบและมีปฏิสัมพันธ์ โดย การถามคาถามเพิ่มเติมหรื อแบ่งปั นความสนใจที่มีร่วมกันตัวอย่ างที่ ๒: กิจกรรมล่ าแหล่ งข้ อมูล๑. ภาพรวมของ กิ จกรรมนี้ สนับสนุ นให้ผูเ้ รี ยนสารวจแหล่งข้อมูลบนออนไลน์ และตอบคาถามที่ อาจารย์ กิจกรรม ผูสอนได้เตรี ยมไว้ ซึ่ งจะชี้ นาผูเ้ รี ยนไปยังแหล่งข้อมูลที่ เป็ นประโยชน์ และมีความสนุ กกับ ้ การทาแบบฝึ กหัดไปในขณะเดียวกัน๒. เป้ าหมาย ๒.๑ กระตุนให้ผเู ้ รี ยนระบุและค้นหาแหล่งข้อมูลบนออนไลน์ ซึ่ งจะมีประโยชน์ต่อการเรี ยน ้ ในรายวิชานี้ ๒.๒ กระตุนให้ผเู ้ รี ยนค้นหาแหล่งข้อมูลบนออนไลน์ตามคาถามที่อาจารย์ได้ต้ งไว้ ้ ั ๒.๓ กระตุนให้ผเู ้ รี ยนใช้แหล่งข้อมูลบนออนไลน์ที่มีประสิ ทธิภาพตลอดการเรี ยนในรายวิชา ้
  6. 6. 6๓. ระยะเวลา ระยะเวลา ๓๐ - ๔๐ นาที ต่อ คาถาม ๑๐ - ๑๕ ข้อ๔. เครื่ องมือ เวิลด์ ไวด์ เว็บ และไปรษณี ยอิเล็กทรอนิกส์ ์๕. การเตรี ยมการ ๕.๑ ระบุเว็บไซต์ที่มีประโยชน์ต่อผูเ้ รี ยน ๕.๒ ระบุขอเท็จจริ งหรื อคาสาคัญอย่างน้อย ๑ คา ในแต่ละแหล่งข้อมูล ที่จะเป็ นประโยชน์ต่อ ้ ผูเ้ รี ยนในการค้นหาข้อมูล ั ๕.๓ สร้างคาถามที่สมพันธ์กบข้อเท็จจริ งหรื อคาสาคัญที่ระบุไว้ ั๖. ก า ร จั ด ๖.๑ ส่งไปรษณี ยอิเล็กทรอนิกส์ถึงผูเ้ รี ยนพร้อมกับคาถามที่ได้เตรี ยมไว้ ์ กิจกรรม ๖.๒ ให้ผเู ้ รี ยนค้นหาคาตอบจากแหล่งข้อมูลบนออนไลน์ ๖.๓ ให้ผเู ้ รี ยนตอบคาถามและส่งไปรษณี ยอิเล็กทรอนิกส์กลับมายังผูสอน ์ ้ ๖.๔ ผูสอนให้ขอมูลป้ อนกลับแก่ผเู ้ รี ยนอย่างเฉพาะเจาะจงเป็ นรายบุคคล ้ ้ ๔. การประเมินผลการเรียน (Assessment and Evaluation) ในการเรี ยนแบบผสมผสานบางรายวิชาจาเป็ นต้องวัดระดับความรู ้ก่อนเรี ยน (Pre-test) เพื่อให้ผเู ้ รี ยนได้เลือกเรี ยนในบทเรี ยนหรื อหลักสูตรที่เหมาะสมมากที่สุด ซึ่ งจะทาให้การเรี ยนเกิดประสิ ทธิ ภาพสู งสุ ด เมื่อเข้าสู่ บทเรี ยนในแต่ละหลักสู ตรก็จะมีการสอบย่อยท้ายบท (Quiz) และการสอบใหญ่ก่อนที่จะจบหลักสู ตร(Final Examination) ระบบจัดการการเรี ยนรู ้จะเรี ยกข้อสอบที่ จะใช้มาจากระบบบริ หารคลังข้อสอบซึ่ งเป็ นส่ วนย่อยที่ รวมอยู่ในระบบจักการการเรี ยนรู ้ (ปราวีณยา สุ วรรณณัฐโชติ และ จิ นตวีร์ มันสกุล, ๒๕๕๐; ่ศรี ศกดิ์ จามรมาน อุทุมพร จามรมาน และ จินตวีร์ มันสกุล, ๒๕๔๙) โดยมีขอสอบหลายรู ปแบบให้ผสอน ั ่ ้ ู้เลือกใช้ ทั้งนี้โดยส่ วนใหญ่แล้วระบบจัดการการเรี ยนรู ้จะสามารถสร้างข้อสอบได้อย่างน้อย ๔ รู ปแบบ ได้แก่แบบเลือกตอบ แบบถูกผิด แบบเติมคาตอบ และแบบจับคู่ นอกจากนี้ ยงมีองค์ประกอบอื่นๆ ที่ ผสอนควรนามาพิจารณาผลการเรี ยนรู ้ของผูเ้ รี ยนประกอบการ ั ู้ประเมินด้วยดังนี้ ๑) จานวนครั้งการเข้าเรี ยนในห้องเรี ยน หรื อในบทเรี ยนออนไลน์ หรื อการเข้าร่ วมกิจกรรมบนออนไลน์ ๒) เวลาที่เข้าใช้ในแต่ละบทเรี ยน ๓) ความถี่ในการแสดงความคิดเห็นหรื อการอภิปราย เช่นความถี่ในการอภิปรายในห้องเรี ยนหรื อในกระดานอภิปราย เป็ นต้น ๔) คุณภาพของการแสดงความคิดเห็นหรื อการอภิปราย ๕) การบ้านและงานที่ได้รับมอบหมาย ซึ่ งรวมถึงโครงงานต่างๆ ด้วย ๖) คุณภาพของการเขียนบันทึกการเรี ยนรู ้ประจาวัน และ ๗) แฟ้ มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ สิ่ งสาคัญสาหรับการจัดการเรี ยนรู ้และการประเมินผลก็คือ การให้ขอมูลป้ อนกลับแก่ผเู ้ รี ยน ซึ่ งจาก ้งานวิจยของ ประกอบ กรณี กิจ (๒๕๕๒) ที่พบว่า มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างระดับความสามารถทางการเรี ยนรู ้ ัและแบบการให้ขอมูลป้ อนกลับในแฟ้ มสะสมงานอิเล็กทรอนิ กส์ที่ มีต่อผลสัมฤทธิ์ ทางการเรี ยนของผูเ้ รี ยนใน ้วิชาการผลิ ต สื่ ออิ เ ล็กทรอนิ กส์ เพื่ อการศึ กษาอย่า งมี นย สาคัญทางสถิ ติ ที่ระดับ .๐๕ ทั้งนี้ เ นื่ องจากผูเ้ รี ย น ัต้องการข้อมูลป้ อนกลับที่ เฉพาะเจาะจงกับตนเอง มี การบอกจุดเด่ นและจุ ดด้อย หรื อระบุขอผิดพลาด ซึ่ ง ้ ัข้อมูลลักษณะนี้จะมีประโยชน์กบผูเ้ รี ยนมากกว่าการให้ขอมูลป้ อนกลับแบบคลุมเครื อ ้ นอกจากนี้ผสอนยังสามารถจัดการเรี ยนรู ้แบบผสมผสานที่บูรณาการการจัดการเรี ยนรู ้ที่เน้นให้ผเู ้ รี ยน ู้เป็ นผูสร้างความรู ้ดวยตนเอง เช่น การเรี ยนรู ้โดยใช้โครงการเป็ นหลัก (Project-Based Learning) และการ ้ ้เรี ยนรู ้โดยใช้ปัญหาเป็ นหลัก (Problem-Based Learning) เป็ นต้น
  7. 7. 7การเรียนรู้ โดยใช้ โครงการเป็ นหลัก การเรี ยนรู ้ โดยใช้โครงการเป็ นหลักเป็ นการเรี ยนรู ้ ที่ส่งเสริ มให้ผูเ้ รี ยนได้ศึกษาค้นคว้าและลงมื อปฏิบติดวยตนเองตามความสนใจ ความถนัด และความสามารถของผูเ้ รี ย น ภายใต้การดูแลและให้คาแนะนา ั ้จากผูสอน เพื่อให้ได้คาตอบหรื อผลงานที่มีคุณค่า ทั้งนี้ Jung, Jun and Gruenwald (2001) ได้นาเสนอ ้รู ปแบบการจัดการเรี ยนรู ้แบบโครงการโดยใช้เว็บเป็ นฐาน ซึ่ งผูเ้ ขียนได้นามาประยุกต์เป็ นการจัดการเรี ยนรู ้แบบโครงการโดยใช้การเรี ยนแบบผสมผสานดังตารางที่ ๑ตารางที่ ๑ รู ปแบบการจัดการเรี ยนรู ้แบบโครงการโดยใช้เว็บเป็ นฐาน และการเรี ยนแบบผสมผสานการจัดการเรียนรู้ แบบโครงการ การจัดการเรียนรู้ แบบโครงการโดยใช้ เว็บเป็ นฐาน โดยใช้ การเรียนแบบผสมผสาน๑. เตรียมความพร้ อม ๑. เตรียมความพร้ อม (ในชั้ นเรี ยน)ผู ้ส อนจั ด เตรี ยมขอบเขตของโครงการ ซึ่ งเป็ น ผู ้ส อนชี้ แจงขอบเขตของโครงการ และวิ ธี ก ารเรี ยนสารสนเทศที่ จาเป็ นสาหรับผูเ้ รี ยนที่ จะจัดทาโครงการ ตลอดจนเครื่ องมื อ ที่ ใ ช้ ใ นการเรี ยนรู ้ และวิ ธี ก ารภายใต้ขอบเขตที่ กาหนด ตลอดจนเตรี ยมแหล่งข้อมูล ประเมินผลในชั้นเรี ยน ตลอดจนจัดเตรี ยมแหล่งข้อมูลและคาถามนา โดยนาเสนอไว้บนเว็บไซต์รายวิชา และคาถามนา โดยนาเสนอไว้บนเว็บไซต์รายวิชา๒. กาหนดหัวข้ อ ๒. กาหนดหัวข้ อ (บนเว็บ)ผู ้ เ รี ยนศึ กษาขอบเขตโครงการบนเว็ บ ค้ น หา ผูเ้ รี ยนศึ ก ษาขอบเขตโครงการ ค้น หาแหล่ง ข้อ มูล จากแหล่งข้อมูลจากเว็บไซต์ต่างๆ และแลกเปลี่ยนข้อมูล เว็บไซต์ต่างๆ และแลกเปลี่ ยนข้อมูลกับสมาชิ กในกลุ่มกับ สมาชิ กในกลุ่ม แล้วก าหนดหัว ข้อ โครงการของ โดยใช้ ไ ปรษณี ย ์อิ เ ล็ ก ทรอนิ ก ส์ ห้ อ งสนทนา หรื อกลุ่ม กระดานอภิปราย แล้วกาหนดหัวข้อโครงการของกลุ่ม๓. วางแผนโครงการ ๓. วางแผนโครงการ (ในชั้ นเรี ยน)ผูเ้ รี ยนวางแผนการจัดทาโครงการ โดยระบุกิจกรรม ผู ้เ รี ยนวางแผนการจัด ท าโครงการโดยระบุ กิ จ กรรมสถานที่ ในแต่ ละขั้น ตอน และตารางการด าเนิ น การ สถานที่ ใ นแต่ ล ะขั้น ตอน และตารางการด าเนิ น การตลอดจนก าหนดบทบาทหน้า ที่ ข องสมาชิ ก ในกลุ่ ม ตลอดจนกาหนดบทบาทหน้าที่ของสมาชิกในกลุ่มร่ วมกันแล้วนาเสนอบนเว็บไซต์ของรายวิชา ในชั้นเรี ยน แล้วนาเสนอบนเว็บไซต์ของรายวิชา๔. ค้ นคว้ าและเตรียมการนาเสนอ ๔. ค้ นคว้ าและเตรียมการนาเสนอ (บนเว็บ)ผูเ้ รี ย นค้น คว้าเพื่ อ ให้ไ ด้ค วามรู ้ เช่ น การสัม ภาษณ์ ผู ้เ รี ยนค้น คว้า เพื่ อ ให้ ไ ด้ค วามรู ้ เช่ น การสั ม ภาษณ์ผูเ้ ชี่ ย วชาญผ่า นอี เมล์ การค้น คว้า ข้อ มู ลบนเว็บไซต์ ผูเ้ ชี่ยวชาญผ่านอีเมล์ การค้นคว้าข้อมูลบนเว็บไซต์ การการสั ง เกต การทดลอง การลงพื้ น ที่ และท าแบบ สังเกต การทดลอง การลงพื้นที่ และทาแบบสารวจบนสารวจบนเว็บ ตลอดจนแลกเปลี่ยนประสบการณ์และ เว็บ ตลอดจนแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และความรู ้ ใหม่ ัความรู ้ใหม่กบเพื่อน ในการอภิปรายสามารถทาได้ท้ ง ั กับเพื่อน ในการอภิปรายสามารถทาได้ท้ งแบบประสาน ัแบบประสานเวลา และไม่ประสานเวลา เช่ น แช็ท เวลา และไม่ ป ระสานเวลา เช่ น แช็ ท หรื อ กระดานหรื อกระดานอภิ ป ราย เป็ นต้ น จากนั้ นผู ้ เ รี ยน อภิปราย เป็ นต้น จากนั้นผูเ้ รี ยนเตรี ยมการนาเสนอโดยใช้เตรี ยมการนาเสนอโดยใช้การวาดภาพ การระบายสี การวาดภาพ การระบายสี การเขียน การใช้ไดอะแกรมการเขียน การใช้ไดอะแกรม แผนภูมิ แผนภาพ และ แผนภูมิ แผนภาพ และแผนที่ ซึ่ งแสดงให้เห็นถึงความรู ้แผนที่ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความรู ้ใหม่ที่ได้รับ ใหม่ที่ได้รับ
  8. 8. 8การจัดการเรียนรู้ แบบโครงการ การจัดการเรียนรู้ แบบโครงการโดยใช้ เว็บเป็ นฐาน โดยใช้ การเรียนแบบผสมผสาน๕. นาเสนอผลงาน ๕. นาเสนอผลงาน (ในชั้ นเรี ยนและบนเว็บ)ผู ้เ รี ยนจัด ท ารายงาน การน าเสนอ เว็บ เพจ และ ผูเ้ รี ยนจัดทารายงาน การนาเสนอ เว็บเพจ และรู ปภาพรู ปภาพ ที่ แ สดงให้ เ ห็ น ถึ ง ผลของกิ จ กรรมของ ที่แสดงให้เห็นถึงผลของกิจกรรมของโครงการ ตลอดจนโครงการ ตลอดจนการสะท้อ นความคิ ด เกี่ ย วกั บ การสะท้อ นความคิ ด เกี่ ย วกับ ผลงานของตนเอง แล้วผลงานของตนเอง แล้วนาเสนอบนเว็บ นาเสนอในชั้นเรี ยนและบนเว็บ๖. ประเมินผล ๖. ประเมินผล (ในชั้ นเรี ยน)ผูสอนประเมินกระบวนการของโครงการ และตัดสิ น ้ ผูสอนประเมินกระบวนการของโครงการ และตัดสิ นผล ้ผลบนพื้ น ฐานของการมี ส่ ว นร่ ว มของผู ้เ รี ยนและ ในห้องเรี ยนบนพื้นฐานของการมีส่วนร่ วมของผูเ้ รี ยนและผลงาน ตลอดจนการให้ขอมูลป้ อนกลับแก่ผเู ้ รี ยนโดย ้ ผลงานใช้ไปรษณี ยอิเล็กทรอนิกส์ ห้องสนทนา หรื อกระดาน ์อภิปรายการเรียนรู้ โดยใช้ ปัญหาเป็ นหลัก การเรี ยนรู ้โดยใช้ปัญหาเป็ นหลักเป็ นการเรี ยนที่ใช้ปัญหาเป็ นพื้นฐานในการเข้าถึงจุดมุ่งหมายของการเรี ยน โดยผูสอนเสนอสถานการณ์ปัญหาให้ผูเ้ รี ยนค้นคว้าหาวิธีการแก้ไขปั ญหาหรื อสร้ างความรู ้ ข้ ึ นด้วย ้ตนเอง โดยเน้นให้ผูเ้ รี ยนเกิดความต้องการที่จะแสวงหาความรู ้เพื่อแก้ปัญหาและทางานร่ วมกันเป็ นทีม โดยผูสอนเป็ นผูอานวยความสะดวกในการเรี ยน ซึ่ งมีข้ นตอน ๕ ขั้นตอน ได้แก่ ๑) นาเสนอปั ญหา ๒) ระบุ ้ ้ ัและวิเคราะห์ปัญหา ๓) สร้างประเด็นการเรี ยนรู ้และค้นคว้าข้อมูล ๔) สังเคราะห์และทดสอบข้อมูล ๕)สรุ ปหลักการและแนวคิดจากการแก้ปัญหา ซึ่ งสามารถประยุกต์เป็ นการจัดการเรี ยนรู ้โดยใช้ปัญหาเป็ นหลักบนเว็บ และการจัดการเรี ยนรู ้โดยใช้ปัญหาเป็ นหลักแบบผสมผสาน โดยเพิ่มขั้นตอนการเตรี ยมความพร้อมและการประเมินผล รวมเป็ น ๗ ขั้นตอน ดังตารางที่ ๒ตารางที่ ๒ รู ปแบบการจัดการเรี ยนรู ้โดยใช้ปัญหาเป็ นหลักบนเว็บ และแบบผสมผสานการจัดการเรียนรู้ โดยใช้ ปัญหาเป็ นหลักบนเว็บ การจัดการเรียนรู้ โดยใช้ ปัญหาเป็ นหลัก แบบผสมผสาน๑. เตรียมความพร้ อม ๑. เตรียมความพร้ อม (ในชั้นเรี ยน)ผูสอนอธิบายขั้นตอนการเรี ยน การประเมินผล และ ผู ้ส อนอธิ บ ายขั้น ตอนการเรี ยน การประเมิ น ผล และ ้เครื่ องมือการสื่ อสารบนออนไลน์ต่างๆ บนเว็บไซต์ เครื่ องมือการสื่ อสารบนออนไลน์ต่างๆ ที่ใช้ในการเรี ยนรายวิชา๒. นาเสนอปัญหา ๒. นาเสนอปัญหา (บนเว็บ)ผูเ้ รี ยนศึกษาสถานการณ์ปัญหา และคาถามนาบนเว็บ ผูเ้ รี ยนศึกษาสถานการณ์ปัญหา และคาถามนาบนเว็บ เพื่อเ พื่ อ เ ป็ น แ น ว ท าง ใ น การ วิ เ ค ร าะ ห์ ปั ญ ห าใ น เป็ นแนวทางในการวิเคราะห์ปัญหาในสถานการณ์ที่ผสอน ู้สถานการณ์ที่ผสอนนาเสนอไว้ ู้ นาเสนอไว้๓. ระบุและวิเคราะห์ ปัญหา ๓. ระบุและวิเคราะห์ ปัญหา (บนเว็บ)ผูเ้ รี ยนประชุมกลุ่มในห้องสนทนา (Chat room) เพื่อ ผูเ้ รี ยนประชุมกลุ่มในห้องสนทนา (Chat room) เพื่อระบุ
  9. 9. 9การจัดการเรียนรู้ โดยใช้ ปัญหาเป็ นหลักบนเว็บ การจัดการเรียนรู้ โดยใช้ ปัญหาเป็ นหลัก แบบผสมผสานระบุปัญหา สาเหตุของปั ญหา วิเคราะห์ปัญหา และ ปั ญหา สาเหตุของปั ญหา วิเคราะห์ ปัญหา และกาหนดกาหนดสมมติฐาน แล้วส่งให้ผสอนทางอีเมล์ ู้ สมมติฐาน แล้วส่งให้ผสอนทางอีเมล์ ู้๔. สร้ างประเด็นการเรียนรู้ และค้ นคว้ าข้ อมูล ๔. สร้ างประเด็นการเรียนรู้ และค้ นคว้ าข้ อมูล (ในชั้นเรี ยนผู ้เ รี ยนร่ ว มกั น ก าหนดประเด็ น ในการเรี ยน โดย และบนเว็บ) ผูเ้ รี ย นร่ ว มกันก าหนดประเด็น ในการเรี ย นวิ เ ค ร าะ ห์ ว่ า ต้ อ ง ศึ กษ าค วาม รู ้ ใ ด เ พิ่ ม เ ติ ม ทั้ ง ่ โดยวิเคราะห์วาต้องศึกษาความรู ้ใดเพิ่มเติมในชั้นเรี ยน ซึ่ งแหล่ ง ข้อ มู ล ที่ เ ป็ นเอกสาร และแหล่ ง ข้อ มู ล บน สามารถศึ ก ษาได้ ท้ ั งแหล่ ง ข้อ มู ล ที่ เ ป็ นเอกสาร และเว็บไซต์ที่ผสอนจัดเตรี ยมไว้ให้ ู้ แหล่งข้อมูลบนเว็บไซต์ที่ผสอนจัดเตรี ยมไว้ให้ ู้๕. สังเคราะห์ และทดสอบข้ อมูล ๕. สังเคราะห์ และทดสอบข้ อมูล (บนเว็บ)ผูเ้ รี ย นร่ ว มกัน วิเ คราะห์ ข ้อ มู ล ที่ ไ ด้ค ้น คว้า มา เพื่ อ ผูเ้ รี ยนร่ วมกันวิเคราะห์ขอมูลที่ ได้คนคว้ามา เพื่อทดสอบ ้ ้ทดสอบสมมติฐานที่ได้ต้ งไว้ โดยศึกษาจากคาถามที่ ั สมมติ ฐ านที่ ไ ด้ต้ ัง ไว้โ ดยใช้ห้อ งสนทนา หรื อ กระดานผูสอนกาหนดไว้ในกระดานอภิปราย ้ อภิ ป ราย โดยศึ ก ษาจากค าถามที่ ผู ้ส อนก าหนดไว้ใ น กระดานอภิปราย๖. สรุปหลักการและแนวคิดจากการแก้ ปัญหา ๖. สรุปหลักการและแนวคิดจากการแก้ ปัญหา (ในชั้ นเรี ยน)ผูเ้ รี ยนร่ วมกันสรุ ปหลักการ ความรู ้ และแนวคิดจาก ผูเ้ รี ยนร่ วมกันสรุ ปหลักการ ความรู ้ และแนวคิดจากการการแก้ ปั ญหาโดยใช้ ห้ อ งสนทนาหรื อกระดาน แก้ปัญหาในชั้นเรี ยนอ ภิ ป ร า ย แ ล้ ว ส่ ง ใ ห้ ผู ้ ส อ น ท า ง ไ ป ร ษ ณี ย์อิเล็กทรอนิกส์๗. ประเมินผล ๗. ประเมินผล (ในชั้ นเรี ยน)ผูสอนประเมินผลงานของผูเ้ รี ยน โดยตัดสิ นผลบน ้ ผูสอนประเมินผลงานของผูเ้ รี ยน โดยตัดสิ นผลบนพื้นฐาน ้พื้ น ฐานของการมี ส่ ว นร่ ว มของผู ้เ รี ย นและผลงาน ของการมีส่วนร่ วมของผูเ้ รี ยนและผลงาน ตลอดจนการให้ตลอดจนการให้ ข ้อ มู ล ป้ อนกลับ แก่ ผู ้เ รี ยนโดยใช้ ข้อมูลป้ อนกลับแก่ผเู ้ รี ยนในชั้นเรี ยนไปรษณี ยอิเล็กทรอนิ กส์ ห้องสนทนา หรื อกระดาน ์อภิปรายหลักการพืนฐานสาหรับการเรียนแบบผสมผสาน ้ หลั ก การพื้ นฐานที่ ส าคั ญ ส าหรั บ การเรี ยนแบบผสมผสานประกอบด้ ว ย ๕ ส่ วนหลั ก คื อ๑) ทฤษฎีการเรี ยนรู ้ (Learning Theories) ๒) ทฤษฎีระบบ (Systems Theory) ๓) ทฤษฎี การติ ดต่อสื่ อสาร(Communication Theory) ๔) รู ปแบบการเรี ยนการสอน (ID Models) และ ๕) หลักการศึ กษาทางไกล(Distance Education) ซึ่ งล้วนมีความสาคัญต่อการเรี ยนในรู ปแบบนี้ (Davidson-Shivers & Rasmussen, 2006) ๑) ทฤษฎีการเรี ยนรู้ (Learning Theories) ประกอบด้วย ๑) พฤติกรรมนิ ยม (Behaviorism) เชื่ อในเรื่ องของการฝึ กปฏิบติ การเสริ มแรงและการลงโทษ การมีส่วนร่ วมในการเรี ยนและการตอบสนอง การปรับ ัพฤติกรรม และการเลียนแบบ ๒) พุทธิ ปัญญา (Cognitivism) เน้นเรื่ องการเรี ยนรู ้ที่ผเู ้ รี ยนเป็ นศูนย์กลาง การเรี ยนรู ้อย่างมีความหมายและเป็ นระบบ โดยคานึงถึงพื้นฐานความรู ้เดิม และการเชื่ อมโยงไปสู่ ความรู ้ใหม่ ๓)
  10. 10. 10คอนสตรัคติวิสต์ (Constructivism) เน้นเรื่ องของการสร้างองค์ความรู ้ดวยตนเอง โดยที่ผสอนเป็ นผูช่วยเหลือ ้ ู้ ้แนะนา และจัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะต่อการเรี ยน และบริ บทของสังคมที่เอื้อต่อการเรี ยนรู ้ ๒) ทฤษฎีระบบ (Systems Theory) ประกอบด้วยองค์ประกอบ ๒ ส่ วนคือ Systemic เชื่ อว่าผูเ้ รี ยนสามารถเรี ยนรู ้ได้ดีที่สุดผ่านการออกแบบการสอนอย่างเป็ นระบบ (organized approach) นาไปสู่ นวัตกรรมการสอน (instruction innovation) ซึ่ งอาจอยู่ในรู ปแบบของผลงานในภาพรวมหรื อกระบวนการ ในขณะที่ ่Systematic พิจารณาแนวคิดจากนวัตกรรมซึ่ งอาจอยูในรู ปของผลงาน กฎเกณฑ์ หรื อกระบวนการที่ได้นาไปเผยแพร่ หรื อปรับใช้ในองค์กร โดยเน้นที่ผลลัพธ์ที่ได้จากนวัตกรรมนั้นๆ ๓) ทฤษฎีการติดต่ อสื่ อสาร (Communication Theory) ถือเป็ นองค์ประกอบสาคัญองค์ประกอบหนึ่งซึ่ งจะเน้นในเรื่ องของกระบวนการส่ งผ่านและถ่ายโอนข้อมูล (Message) ให้มีประสิ ทธิ ภาพสู งสุ ดจากผูส่ง ้สาร (Sender) ไปยังผูรับสาร (Receiver) และผลย้อนกลับ (Feedback) จากผูรับสารมายังผูส่งสาร และการลด ้ ้ ้สิ่ งแทรกแซง (noise) ให้ได้มากที่ สุด เพื่ อให้ผูรับสารได้รับข้อมูล ที่ กระจ่ างและถูกต้องที่ สุด ดังนั้นการ ้ออกแบบสาร (Message Design) จึงถือเป็ นองค์ประกอบสาคัญในการออกแบบการสอนแบบออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็ นในเรื่ องของการออกแบบหน้า เว็บที่เหมาะสม (webpage layout) การประยุกต์ใช้หลักการติดต่อสื่ อสาร(Communication principle) เพื่อสร้างระบบนาทางที่เหมาะสม (Navigation) ด้วยการใช้ปุ่ม (buttons) สัญรู ป(icon) และการเชื่ อมโยง (hypermedia) ด้วยข้อความ (text) และสื่ อรู ปแบบต่างๆ เช่น เสี ยง (audio) วีดิทศน์ ั(video) และสื่ อประสม (multimedia) โดยแนวคิดการออกแบบสารต่างๆ เหล่านี้ จะช่วยเพิ่มการส่ งสารและการแลกเปลี่ยนข้อมูลให้มีประสิ ทธิ ภาพยิ่งขึ้น ๔) รู ปแบบการเรี ยนการสอน (ID Models) แบบจาลองการออกแบบการสอน ADDIE ซึ่ งถือว่าเป็ นแบบจาลองแรกเริ่ มและเป็ นรากฐานที่สาคัญ (Generic Model) ซึ่ งนาไปสู่ แบบจาลองอื่นๆ ที่นิยมในปั จจุบน ัเช่น Dick and Carey Model, Kemp Model, Gagne Model เป็ นต้น แบบจาลอง ADDIE ย่อมาจาก Analysis,Design, Development, Implementation, Evaluation โดยหลักการนาไปใช้คือผลลัพธ์ที่ได้ในแต่ละขั้นจะนาไปสู่การดาเนิ นงานในขั้นต่อๆไป โดยขั้นตอนของการวิเคราะห์ (Analysis) จะเน้นที่วตถุประสงค์ของกลุ่ม ัผูชม/เป้ าหมาย และเนื้ อหา การออกแบบ (Design) จะเน้นที่ ความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของกลุ่มผูชม/ ้ ้เป้ าหมาย พื้นฐานของผูเ้ รี ยน วัตถุประสงค์ของบทเรี ยนและเนื้อหา การพัฒนา (Development) เป็ นการกาหนดแผนการดาเนินงานผลิตอย่างเป็ นขั้นตอนเพื่อตอบสนองวัตถุประสงค์ของเนื้ อหา บทเรี ยนและการประเมินผลและรู ปแบบที่ ได้ออกแบบไว้ การนาไปใช้ (Implementation) คื อการนาผลงานไปใช้งานจริ งหลังจากที่ ได้มีการทดลองน าไปใช้กับ กลุ่ ม เป้ าหมายและได้ป รั บ แก้ต ามข้อเสนอแนะแล้ว นอกจากนี้ อาจรวมถึ ง การตรวจสอบและขอคาแนะนาจากผูเ้ ชี่ ยวชาญด้านการออกแบบบทเรี ยน สุ ดท้ายคือการวัดผลและการประเมิน(Evaluation) ที่ จะต้อ งทาอย่า งมี ร ะบบ โดยการประเมิ นประกอบด้วย ๒ ส่ วนที่ ส าคัญคื อ การประเมิ นผลระหว่างขั้นตอนพัฒนา (Formative Evaluation) เพื่อนาไปปรับปรุ งแก้ไขในการดาเนิ นงานขั้นต่อๆ ไป และการประเมินผลเมื่อพัฒนาบทเรี ยนเรี ยบร้อยแล้ว (Summative Evaluation) เพื่อเป็ นการเปิ ดโอกาสสาหรับความคิดเห็นจากผูใช้งาน และการประเมินจากผลสัมฤทธิ์ ของผูเ้ รี ยน ้ ๕) การศึกษาทางไกล (Distance Education) เป็ นการศึกษาซึ่ งส่ งเสริ มให้ผเู ้ รี ยนที่มีขอจากัดในเรื่ อง ้ของเวลาและสถานที่ได้มีโอกาสศึกษาเล่าเรี ยน โดยการศึกษาทางไกลสามารถจาแนกออกได้เป็ น ๓ ประเภทคือ ๑) การเรี ยนที่ผูเ้ รี ยนอยู่ต่างสถานที่และเข้าเรี ยนต่างเวลา ๒) การเรี ยนที่ การติดต่อสื่ อสารระหว่างผูเ้ รี ยน
  11. 11. 11และผูสอนเกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน และ ๓) การเรี ยนแบบไม่ประสานเวลา (Asynchronous) ที่ผเู ้ รี ยนและผูสอน ้ ้เข้าร่ วมการเรี ยนการสอนต่างเวลากัน ปัจจัยพื้นฐานที่สาคัญสาหรับการจัดการเรี ยนรู ้แบบผสมผสานทั้ง ๕ ส่ วนนี้ ลวนมีความสาคัญอย่างยิ่ง ้ซึ่ งถ้าผูสอนหรื อผูออกแบบบทเรี ยนสามารถออกแบบได้ครอบคลุมทั้ง ๕ ส่ วน จะทาให้การจัดการเรี ยนรู ้ใน ้ ้รู ปแบบนี้ ประสบผลสาเร็ จยิ่งขึ้ น ข้อดี ของการจัดการเรี ยนรู ้ในรู ปแบบผสมผสานคื อการใช้ประโยชน์ของสารสนเทศบนฐานข้อมูลอินเทอร์ เน็ต และการสร้างโอกาสในการศึ กษา อย่างไรก็ตามการจัดการเรี ยนรู ้ ในปั จจุ บนนี้ ยงเป็ นการเน้นที่ ปฏิ สัมพันธ์ระหว่างผูเ้ รี ยนกับบทเรี ย น และผูเ้ รี ยนกับผูส อนเป็ นส่ วนใหญ่ โดย ั ั ้ปฏิสมพันธ์ระหว่างผูเ้ รี ยนด้วยกันเองยังมีขอจากัด อีกทั้งเครื่ องมือที่ใช้ในการปฏิสัมพันธ์ระหว่างการเรี ยนทั้ง ั ้แบบประสานเวลาและไม่ประสานเวลาก็ยงเป็ นปั ญหาอยู่ ดังนั้นจะเห็นได้ว่าแนวโน้มในอนาคตจะมีการนา ัเทคโนโลยี เว็บ ๒.๐ มาช่ วยเสริ มและตอบโจทย์ในเรื่ องของข้อจากัดของเครื่ องมื อที่ ใช้ในการปฏิ สัมพันธ์ระหว่างการเรี ยน เช่น บล็อก (Blog) สารานุกรมเสรี (Wikipedia) และ การสัมมนาออนไลน์ (Webinar) จะเห็ น ได้ว่ า เครื่ อ งมื อ ดัง กล่ า วจะเริ่ มเข้า มามี บ ทบาทและเป็ นเครื่ องมื อ ส าคัญ ที่ ท าให้ก ารจัด การเรี ย นรู ้ มีประสิ ทธิ ภาพและประสบความสาเร็ จยิ่งขึ้ น โดยเฉพาะในเรื่ องของการเรี ยนรู ้ การใฝ่ รู ้ และการแลกเปลี่ย นเรี ยนรู ้ในสังคมออนไลน์ (Online Learning Community) โดยสรุ ปการจัดการเรี ยนรู ้แบบผสมผสาน ผูสอนควรให้ความสาคัญกับศาสตร์ ดานการศึกษา โดย ้ ้เน้นการจัดการเรี ยนรู ้ ที่อาศัยทฤษฎี การเรี ยนรู ้ ทฤษฎี การติ ดต่ อสื่ อสาร และรู ปแบบการจัดการเรี ยนรู ้ ที่ส่ งเสริ มให้ผเู ้ รี ยนสร้างความรู ้ โดยการค้นคว้าและลงมือปฏิ บติดวยตนเองตามความสนใจ ความถนัด และ ั ้ความสามารถของผูเ้ รี ยน โดยใช้เครื่ องมือการติดต่อสื่ อสารบนออนไลน์ช่วยในการจัดกิจกรรม ซึ่ งนอกจากจะช่วยให้ผเู ้ รี ยนได้พฒนาตนเองตามวัตถุประสงค์การเรี ยนรู ้ที่กาหนดไว้แล้ว ยังช่วยพัฒนาการคิด และทักษะ ั ั ัการสื่ อสารและการมีปฏิสมพันธ์กบเพื่อนและผูสอนบนออนไลน์ดวย ้ ้
  12. 12. 12บรรณานุกรมภาษาไทยจิ นตวีร์ มันสกุล. ๒๕๕๑. “อี เ ลิ ร์นนิ่ งกั บการศึ กษาไทยในยุค ICT: การประยุกต์ ใช้ กระดานสนทนา ่ อิเล็กทรอนิ กส์ ร่วมกับแนวคิ ดหมวกความคิ ดหกใบ”. ในพิมพันธ์ เดชะคุปต์ รัชนี กร หงส์พนัส ปราวีณ ยา สุ ว รรณณั ฐ โชติ บรรณาธิ ก าร, ประมวลบทความกลยุท ธ์ พ ัฒ นาการคิ ด : ภู มิ คุ ้ม กันตนเอง. ๑๔๑ - ๑๕๘. กรุ งเทพมหานคร: สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ. จัดจาหน่ายทัวไป ่____________. ๒๕๕๑. เอกสารประกอบการบรรยายเรื่ อง “บทบาทของ E-Learning กับการศึ กษาไทยยุค ICT” จัดโดยโครงการอบรมเชิ งปฏิ บติการการเรี ยนการสอนรู ปแบบ Hybrid Learning หลักสู ตร ั เส้นทางสู่ความเป็ นเลิศทางการสอน ศูนย์ความเป็ นเลิศทางการสอนร่ วมกับฝ่ ายวิชาการ มหาวิทยาลัย หอการค้าไทย ในวันที่ ๑๕ - ๑๖ ธันวาคม ๒๕๕๑.ใจทิพย์ ณ สงขลา. ๒๕๕๐. E-Instructional Design วิธีวิทยาการออกแบบการเรี ยนการสอนอิ เล็กทรอนิ กส์ . กรุ งเทพฯ : ศูนย์ตาราและเอกสารทางวิชาการ คณะครุ ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.ถนอมพร เลาหจรัสแสง. ๒๕๔๕. หลักการออกแบบและการสร้ างเวบเพื่ อการเรี ยนการสอน. กรุ งเทพฯ : อรุ ณการพิมพ์__________________. ๒๕๔๘. ระบบบริ หารจัดการการเรี ยนรู้ (LMS : Learning Management System). [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก : http://www.it.chiangmai.ac.th/issuedetail.php?ID=3 [๖ พฤษภาคม ๒๕๕๒]ปราวีณยา สุ วรรณณัฐโชติ และจินตวีร์ มันสกุล. ๒๕๕๐. “การจัดการเรี ยนการสอนแบบผสมผสานด้ วยระบบ ่ บริ หารจั ดการเรี ยนรู้ Blackboard ของสาขาวิ ชาเทคโนโลยี การศึ กษาสาหรั บนิ สิตระดับปริ ญญาตรี คณะครุ ศาสตร์ ”. เอกสารประกอบการประชุมวิชาการคณะครุ ศาสตร์ วันที่ ๑๐ - ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๕๐ประกอบ กรณี กิจ. ๒๕๕๒. ผลของระดับความสามารถทางการเรี ยนรู ้และแบบการให้ขอมูลป้ อนกลับใน ้ แฟ้ มสะสมงานอิ เ ล็ ก ทรอนิ ก ส์ ที่ มี ต่ อ ผลสั ม ฤทธิ์ ทางการเรี ยนของนิ สิ ตในวิ ช าการผลิ ต สื่ อ อิเล็กทรอนิกส์เพื่อการศึกษา. กองทุนวิจยคณะครุ ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ัศรี ศกดิ์ จามรมาน อุทุมพร จามรมาน และ จินตวีร์ มันสกุล. ๒๕๔๙. เอกสารประกอบการบรรยายเรื่ อง ั ่ “บทบาทของ E-Learning กับการศึกษาไทยยุค ICT” จัดโดยโครงการจัดฝึ กอบรมเพื่อเตรี ยมผูบริ หาร ้ CEO รุ่ น ๓ คณะแพทย์ศาสตร์ ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิ ดล ในวันจันทร์ ที่ ๓ กรกฎาคม พ.ศ . ๒๕๔๙ศรี ศกดิ์ จามรมาน. ๒๕๔๙. อีเลิร์นนิ่งระดับปริ ญญาผุดขึนมามากมาย: การศึกษาออนไลน์ ในสหรั ฐอเมริ กา ั ้ พ.ศ. ๒๕๔๘. โดยมูลนิ ธิ อัลเฟรด พี สโลน. สมุทรปราการ: สานักพิมพ์มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ศรี ศักดิ์ จามรมาน สถานเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญภาษาอังกฤษBonk, C. J. & Graham, C. R. 2006. The handbook of blended learning. San Francisco, CA: Pfeiffer.Davidson-Shivers, G.V., Rasmussen, K.L. 2006. Web-Based Learning: Design, implementation, and evaluation. Upper Saddle River, New Jersey: Pearson Education.
  13. 13. 13Jung, H., Jun, W. and Gruenwald, L. 2001. A Design and Implement of Web-Based Project-Based Learning Support Systems. [Online] Available from : http://www.springerlink.com/content/pgc1nfmvbbe1e08n/ [2009, April 28]Monsakul, J. 2007. Learning Management Systems in Higher Education: A Review from Faculty Perspective. Proceedings of the South East Asia Regional Computer Conference 2007 (SEARCC 2007), organized by the South East Asia Regional Computer Confederation, Bangkok, Thailand, November 18-19, 2007.Monsakul, J. 2008. A Research Synthesis of Instructional Technology in Higher Education. Proceedings of the Society for Information Technology & Teacher Education (SITE) International Conference, organized by the Association for the Advancement of Computing in Education, Las Vegas, Nevada, March 3-7, 2008.Nichani, M. 2001. LCMS = LMS + CMS [RLOs]. [Online] Available from : http://www.elearningpost.com/articles/archives/lcms_lms_cms_rlos/ [2009, April 28]Rosenberg, M.J. 2001. E-learning : strategies for delivering knowledge in the digital age. New York : McGraw – Hill.SLOAN, Consortium. 2005. Growing by Degrees Online Education in the United States [Online]. Available from: http://www.sloan-c.org/resources/growing_by_degree.pdf [2006, November 11]Waterhouse, S. 2005. The Power of E-Learning: The essential guide for teaching in the digital age. Boston, MA: Pearson Education, IncWatkins, R. 2005. 75 e-Learning Activities. CA : PfeifferWestern Cooperative for Educational Telecommunications. 2009. Course Management Systems Reviews. [Online] Available from : http://edutools.info/static.jsp?pj=8&page=HOME [2009, April 28]
  14. 14. 14ประวัตผ้ ูเขียน ิ ชื่อ – นามสกุล (ภาษาไทย) นางจินตวีร์ (มันสกุล) คล้ายสังข์ ่ ชื่อ – นามสกุล (ภาษาอังกฤษ) Mrs. Jintavee (Monsakul) Khlaisangตาแหน่ งปัจจุบัน อาจารย์ประจาสาขาวิชาเทคโนโลยีการศึกษา ภาควิชาหลักสูตร การสอน และเทคโนโลยีการศึกษา คณะครุ ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยประวัตผ้ ูเขียน ิ ชื่อ – นามสกุล (ภาษาไทย) นายประกอบ กรณี กิจ ชื่อ – นามสกุล (ภาษาอังกฤษ) Mr.Prakob Koraneekijตาแหน่ งปัจจุบัน อาจารย์ประจาสาขาวิชาเทคโนโลยีการศึกษา ภาควิชาหลักสูตร การสอน และเทคโนโลยีการศึกษา คณะครุ ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

×