Successfully reported this slideshow.
We use your LinkedIn profile and activity data to personalize ads and to show you more relevant ads. You can change your ad preferences anytime.

Climate change2009

4,164 views

Published on

Published in: Education
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

Climate change2009

  1. 1. การเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศโลก Climate Change โดย อ.ตติยา ใจบุญ ส่วนวิชาการ ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา
  2. 2. ภูมิอากาศบรรพกาล Paleoclimate อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกในยุคต่างๆ = การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ของสิ่งมีชีวิต
  3. 3. วิธีการศึกษาภูมิอากาศบรรพกาล <ul><li>ศึกษาโดยใช้สิ่งที่เป็นตัวแทนถึงสภาพอากาศในอดีต (climate proxies) ได้แก่ </li></ul><ul><li>ซากดึกดำบรรพ์ และซากสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก fossil and m icrobial life </li></ul><ul><li>แท่งน้ำแข็ง ice core </li></ul><ul><li>วงปี tree rings </li></ul><ul><li>แท่งหิน และแท่งตะกอน rock core and sediment core </li></ul><ul><ul><li>แล้วนำข้อมูลที่ได้ไปวิเคราะห์ร่วมกันกับภูมิอากาศปัจจุบัน </li></ul></ul><ul><ul><li>โดยใช้คอมพิวเตอร์โมเดลช่วยแปลความหมายออกมา </li></ul></ul>Paleoclimatology = the study of past climates .
  4. 4. ซากดึกดำบรรพ์ และซากสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก fossil and m icrobial life ฟอแรมเป็นโพรโทซัวที่มีเปลือกแข็งเป็นสารปูน calcium carbonate CaCO 3 ไดอะทอมเป็นสาหร่ายที่มีเปลือกแข็งเป็นสารซิลิกา silicon dioxide SiO 2 www . sudipan . net /phpBB2/files/diatom.jpg http :// serc . carleton . edu : 80 / images / microbelife / topics / proxies / foraminefera . jpg
  5. 5. วงปี tree rings <ul><li>จำนวนวงปีช่วยในการนับระยะเวลา </li></ul><ul><li>ความหนาของแต่ละวงปี บ่งบอกถึงความยาวนานของฤดูแล้งฤดูฝน </li></ul><ul><li>ตำหนิหรือรอยแผลที่เปลือก บ่งบอกถึงเหตุการณ์ผิดปกติ เช่นไฟไหม้ป่าได้ </li></ul>
  6. 6. แท่งหิน และแท่งตะกอน rock core and sediment core http :// serc . carleton . edu / details / images / 6683 . html <ul><li>ความหนาของชั้นตะกอนแต่ละชั้นบ่งบอกถึงอัตราการตกตะกอน </li></ul><ul><li>ลักษณะเนื้อหิน ลักษณะและขนาดเม็ดตะกอน บ่งบอกถึงสิ่งแวดล้อมในการสะสมตัว </li></ul><ul><li>ซากดึกดำบรรพ์ในหิน หรือในตะกอนบ่งบอกสิ่งแวดล้อมขณะที่มีชีวิตอยู่ </li></ul>
  7. 7. แท่งน้ำแข็ง ice core http :// www . csa . com / news / csa - news . php?SID = t7vbajfnhrmhand85r3q30ul15
  8. 8. สิ่งที่แท่งน้ำแข็งเก็บรักษาไว้ <ul><li>ฟองอากาศ หรือก๊าซ gas </li></ul><ul><li>อัตราส่วนของไอโซโทปของธาตุ stable isotope ratios </li></ul><ul><li>ละอองเรณู pollen </li></ul><ul><li>สาหร่าย หรือตะไคร่ ( algae) </li></ul><ul><li>ฝุ่นละออง รวมทั้งเถ้าธุลีภูเขาไฟ dust and volcanic ash </li></ul>
  9. 9. ออกซิเจนไอโซโทป Oxygen-16 and Oxygen-18 isotopes <ul><li>(Herring, 2006 ) </li></ul>O - 18 = heavy oxygen O - 16 = light oxygen ระเหยง่าย พอออกซิเจนทั้งสองระเหยขึ้นไปในบรรยากาศ จะกลายเป็นหิมะ เป็นฝนตกลงมา
  10. 10. ออกซิเจนไอโซโทปเมื่อโลกร้อน <ul><li>O-18 หนักกว่า O-16 </li></ul><ul><li>ในภาวะปกติ O-16 จะระเหยมาก O-18 จะระเหยน้อย </li></ul><ul><li>ดังนั้น O-18 / O-16 ratio จะต่ำ </li></ul><ul><li>เมื่อโลกร้อนขึ้น O-18 จะระเหยมากขึ้น และตกลงมาเป็นฝน </li></ul><ul><li>ดังนั้น O-18 / O-16 ratio จะสูง </li></ul>
  11. 11. สาเหตุที่ทำให้ภูมิอากาศโลกมีการเปลี่ยนแปลง <ul><ul><li>1. การเปลี่ยนแปลงของแสงอาทิตย์ Changes in solar output </li></ul></ul><ul><li>2. การเปลี่ยนแปลงของการหมุนรอบตัวเองและการโคจรของโลก Changes in Earth's orbit </li></ul><ul><li>3. การเคลื่อนที่ของทวีป Changes in the distribution of </li></ul><ul><li>continents </li></ul><ul><li>4. การเปลี่ยนแปลงปริมาณก๊าซเรือนกระจกในบรรยากาศ Changes in atmospheric content of greenhouse gases. </li></ul>
  12. 12. การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิโลกบางช่วงเวลา จากการระเบิดของภูเขาไฟ Spencer, 2003 0.5 0 ซ 13.30 ล้านตัน 1991 พินาตูโบ 0.2 0 ซ 12 ล้านตัน 1982 เอลชิชอน 0.1 0 ซ ปานกลาง 1980 เซนต์เฮเลนส์ 0.3 0 ซ 55 ล้านตัน 1883 กรากะตัว 0.4-0.7 0 ซ 150 ล้านตัน 1815 แทมบอรา อุณหภูมิโลกลดลง ปริมาณเถ้าธุลีและก๊าซที่พ่นออกมา ปีที่ระเบิด ( ค . ศ .) ภูเขาไฟ
  13. 13. ทฤษฎีมิลานโควิทช์ ( Milankovitch Theory ) <ul><li>ในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 นักดาราศาสตร์ชาวเซอร์เบียชื่อนายมิลูติน มิลาน โควิทช์ ( Milutin Milankovitch ) ได้อธิบายถึงการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลกเป็นคาบเวลาระยะยาว เกิดขึ้นจากปัจจัย 3 ประการคือ </li></ul><ul><li>วงโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์เปลี่ยนแปลงขนาดความรี ในคาบเวลา 100 , 000 ปี </li></ul><ul><li>แกนหมุนของโลกส่าย ( เป็นวงคล้ายลูกข่าง ) รอบละเฉลี่ยประมาณ 23 , 000 ปี </li></ul><ul><li>แกนของโลกเอียงทำมุมกับระนาบของวงโคจรรอบดวงอาทิตย์เปลี่ยนกลับไปกลับมา ในคาบเวลา 41 , 000 ปี </li></ul>
  14. 14. วงโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์เปลี่ยนแปลงขนาดความรี eccentricity วงโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์เปลี่ยนแปลงขนาดความรี ( รีมาก - รีน้อย ) เป็นวงรอบประมาณ 100 , 000 ปี เมื่อโลกเข้าใกล้ดวงอาทิตย์อุณหภูมิก็จะสูงขึ้น เมื่อโลกอยู่ไกลอุณหภูมิก็จะต่ำลง
  15. 15. แกนหมุนของโลกส่าย Precession of the equinoxes แกนหมุนของโลกส่าย เป็นวงคล้ายลูกข่าง รอบละเฉลี่ยประมาณ 23 , 000 ปี ทำให้แต่ละพื้นที่ของโลกได้รับพลังงานจากดวงอาทิตย์ไม่เท่ากัน ในช่วงเวลาเดียวกันของแต่ละปี
  16. 16. แกนของโลกเอียงทำมุมกับระนาบของวงโคจรรอบดวงอาทิตย์เปลี่ยนกลับไปกลับมา แกนของโลกเอียงทำมุมระหว่าง 21.5-24.5 องศา กลับไปกลับมา ในคาบเวลา 41 , 000 ปี แกนของโลกเอียงเป็นสาเหตุทำให้เกิดฤดูกาล ปัจจุบันแกนของโลกเอียง 23.5 องศา หากแกนของโลกเอียงมากขึ้น ก็จะทำให้ขั้วโลกได้รับแสงอาทิตย์มากขึ้นในฤดูร้อนและน้อยลงในฤดูหนาว ซึ่งมีผลทำให้ฤดูร้อนและฤดูหนาวมีอุณหภูมิแตกต่างกันมากขึ้น
  17. 17. ปรากฏการณ์เรือนกระจก และภาวะโลกร้อน (Greenhouse effect and Global Warming)
  18. 18. ปรากฏการณ์เรือนกระจก ( greenhouse effect) <ul><li>หมายถึง การที่ชั้นบรรยากาศของโลกกระทำตัวเสมือนกระจกที่ยอมให้รังสีคลื่นสั้นจากดวงอาทิตย์ผ่านทะลุลงมายังผิวพื้นโลกได้ แต่จะดูดกลืนรังสีคลื่นยาวที่โลกคายออกไปไม่ให้หลุดออกนอกบรรยากาศ ทำให้โลกไม่เย็นจัดในเวลากลางคืน </li></ul>
  19. 19. ภาวะโลกร้อน ( Global Warming) <ul><li>ภาวะโลกร้อน หมายถึง ภาวะที่อุณหภูมิโดยเฉลี่ยของโลกเพิ่มสูงขึ้น อันเนื่องมาจากการที่ “ ปรากฏการณ์เรือนกระจก ” กักเก็บพลังงานความร้อนในโลกมากเกินไป </li></ul><ul><li>หากไม่มีมาตรการใดๆ ที่จะยับยั้งการปล่อยออกก๊าซเรือนกระจกแล้ว คาดว่า อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกจะเพิ่มสูงขึ้น 1.5-4.5 องศาเซลเซียส ภายในปี ค . ศ . 2100 </li></ul>
  20. 20. วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กับ ภาวะโลกร้อน <ul><li>วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือสำคัญในการแก้ปัญหาภาวะโลก </li></ul><ul><li>ร้อน โดย </li></ul><ul><li>- ศึกษาวิทยาศาสตร์ของบรรยากาศ : เพื่อเข้าใจปัญหาและการเปลี่ยนแปลง </li></ul><ul><li>- ศึกษาผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงในบรรยากาศต่อระบบโลก และการปรับตัวของมนุษย์และสิ่งแวดล้อม : เพื่อตั้งรับและต่อสู้กับปัญหา </li></ul><ul><li>- พัฒนาเทคโนโลยีในการลดก๊าซเรือนกระจก : เพื่อบรรเทาปัญหา </li></ul>
  21. 21. รังสีดวงอาทิตย์ <ul><li>พลังงานบนดวงอาทิตย์เกิดจากปฏิกิริยาเทอร์โมนิวเคลียร์ฟิวส์ชั่น </li></ul><ul><li>อุณหภูมิที่พื้นผิวโฟโตสเฟียร์ 6,000 เคลวิน </li></ul><ul><li>รังสีดวงอาทิตย์มีลักษณะเป็น คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เคลื่อนที่ด้วยความเร็วเท่าแสง </li></ul><ul><li>คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ดวงอาทิตย์แผ่รังสีมายังโลกประกอบด้วยช่วงคลื่นต่างๆ กัน ตั้งแต่รังสีแกมมา ( สั้นที่สุด ) จนถึงคลื่นวิทยุ ( ยาวที่สุด ) </li></ul><ul><li>ช่วงคลื่นที่ตามองเห็น (Visible light) มีความสำคัญต่อพืชในการสังเคราะห์ด้วยแสง </li></ul>
  22. 22. รังสีดวงอาทิตย์ สั้นที่สุด ยาวที่สุด รังสีที่มองเห็นได้
  23. 23. ชนิดของรังสีดวงอาทิตย์ที่ลงสู่พื้นโลก <ul><li>รังสีตรง (Direct radiation) = </li></ul><ul><li>รังสีตกกระทบพื้นโลกโดยตรงและไม่เปลี่ยนทิศทาง </li></ul><ul><li>รังสีกระเจิง (Scattered radiation)= รังสีที่มีทิศทางเปลี่ยนแปลงไปโดยการกระเจิงจากโมเลกุลของก๊าซต่างๆ และสารแขวนลอยในบรรยากาศ </li></ul><ul><li>รังสีสะท้อน (Reflected radiation) = รังสีที่มีทิศทางเปลี่ยนแปลงไปโดยการสะท้อนจากเมฆ </li></ul>
  24. 24. การดูดกลืนและการสะท้อนกลับของรังสีอินฟราเรด
  25. 25. ก๊าซเรือนกระจก ( greenhouse gas) <ul><li> ก๊าซเรือนกระจกเป็น ก๊าซที่ช่วยอบชั้นบรรยากาศของโลกให้มีอุณหภูมิสูงขึ้น เนื่องจากเป็นก๊าซที่สามารถเก็บกักความร้อนที่ผิวโลกเอาไว้ได้ หรือเป็น ก๊าซที่ยอมให้รังสีคลื่นสั้นจากดวงอาทิตย์ผ่านทะลุลงมาได้แต่ไม่ยอมให้รังสีคลื่นยาวที่โลกคายออกไปหลุดออกนอกบรรยากาศ </li></ul><ul><li>ในช่วงระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา โลกเราได้มีการสะสมก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศมากขึ้น   เนื่องจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงต่าง ๆ ที่ใช้ในกิจกรรมประจำวัน การเพิ่มขึ้นของก๊าซเรือนกระจกทำให้โลกไม่สามารถแผ่ความร้อนออกไปได้อย่างที่เคย ส่งผลให้อุณหภูมิของโลกเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง เสมือนกับ โลกเรามีผ้าห่มที่หนาขึ้น นั่นเอง </li></ul>
  26. 26. ก๊าซเรือนกระจก ( greenhouse gas) <ul><li>- ไอน้ำ ( ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกตามธรรมชาติที่มีสูงสุดคือประมาณร้อยละ 60 ) </li></ul><ul><li>- ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ </li></ul><ul><li>- โอโซน </li></ul><ul><li>- มีเทน </li></ul><ul><li>- ไนตรัสออกไซด์ </li></ul><ul><li>- halocarbons , CFCs , HCFC-22 โมเลกุล ( เช่น Freon และ perfluoromethane ) , และ SF6 ( sulphurhexafluoride ) </li></ul>
  27. 27. <ul><li>ชื่อก๊าซแหล่งกำเนิดระยะเวลาโดยเฉลี่ยที่จะอยู่ในบรรยากาศชั้นโทรโพสเฟียร์ ( ปี ) ศักยภาพสัมพันธ์ในการสร้างปรากฏการณ์เรือนกระจก GWP ** ( CO 2 =1 ) ปริมาณที่มีอยู่ในก๊าซเรือนกระจกปัจจุบันร้อยละคาร์บอนไดออกไซด์ CO 2 การเผาเชื้อเพลิงฟอสซิล , การตัดไม้และเผาทำลายป่า < 101 ~ 57 มีเทน ,CH4 ทุ่งข้าว , สัตว์เคี้ยวเอื้อง , การถมพื้นที่ , ผลผลิตจากเชื้อเพลิงฟอสซิล 1025 ~ 12 ไนตรัสออกไซด์ , N2O ปุ๋ยที่มีไนโตรเจนเป็นองค์ประกอบ , การเผาป่า , การเผาไร่นา , หรือพืชที่เกษตรกรรมอื่นๆ 170230 ~ 6 คลอโรฟลูออโรคาร์บอน ,CFC’s สารทำความเย็น , ตัวทำลายทางเคมี , โฟม 60-10015 , 000 ~25 เปอร์ฟลูออโรมีเทน CF4 อุตสาหกรรมอะลูมิเนียม 50 , 0006 , 500 เล็กน้อยซัลเฟอร์เฮกซาฟลูออไรด์ ,SF6Dielectric fluid3,20023,900 เล็กน้อย </li></ul>
  28. 28. การดูดกลืนรังสีช่วงคลื่นต่างๆของก๊าซต่างๆ
  29. 29. ก๊าซ คาร์บอนไดออกไซด์ (CO 2 ) <ul><li>จากแหล่งธรรมชาติ เช่น กระบวนการหายใจของสิ่งมีชีวิต </li></ul><ul><li>จากมนุษย์ เช่น การเผาไหม้เชื้อเพลิงจากโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ การตัดไม้ทำลายป่า ( ลดการดูดซับ CO 2 ) </li></ul>ส่งผลให้โลกร้อนขึ้น 57 %
  30. 30. CO 2 ดูดซับรังสีอินฟราเรดไว้ IR มาก IR น้อยลง CO 2 ยิ่งมี CO 2 มาก ยิ่งมีรังสีอินฟราเรดมาก มีความร้อนมาก
  31. 31. การหมุนเวียนของคาร์บอน
  32. 32. ก๊าซมีเทน (CH 4 ) 1. จากแหล่งธรรมชาติ เช่น จากการย่อยสลายของสิ่งมีชีวิต การเผาไหม้ที่เกิดจากธรรมชาติ 2. จากมนุษย์ เช่น จากนาข้าว แหล่งน้ำท่วม จากการเผาไหม้เชื้อเพลิง ประเภทถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ ส่งผลให้โลกร้อนขึ้น 12 %
  33. 33. ก๊าซไนตรัสออกไซด์ (N 2 O) ส่งผลให้โลกร้อนขึ้น 6 % <ul><li>จากมนุษย์ เช่น อุตสาหกรรมที่ใช้กรดไนตริกในขบวนการผลิต , </li></ul><ul><li>อุตสาหกรรมพลาสติก , อุตสาหกรรมไนลอน , อุตสาหกรรมเคมี , </li></ul><ul><li>การเผาไหม้เชื้อเพลิงจากซากพืชและสัตว์ , ปุ๋ย , การเผาป่า </li></ul><ul><li>จากแหล่งธรรมชาติ - อยู่ในภาวะที่สมดุล </li></ul>
  34. 34. ก๊าซที่มีส่วนประกอบคลอโรฟลูออโรคาร์บอน (CFCs) <ul><li>จากมนุษย์ เช่น อุตสาหกรรมต่างๆ และอุปกรณ์เครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น โฟม , กระป๋องสเปรย์ , เครื่องทำความเย็น ; ตู้เย็น แอร์ , ตัวทำลาย ( ก๊าซนี้จะรวมตัวทางเคมีได้ดีกับโอโซนทำให้โอโซนในชั้นบรรยากาศลดลงหรือเกิดรูรั่วในชั้นโอโซน ) </li></ul>ที่มา http:// www.aksorn.com/lib/libshow.asp?sid =148&sara=&level = ส่งผลให้โลกร้อนขึ้น 25 %
  35. 35. ผลกระทบจากสภาวะโลกร้อน <ul><li>การละลายของน้ำแข็งทั่วโลก </li></ul><ul><li>ทำให้ฤดูกาลของฝนเปลี่ยนแปลงไป </li></ul><ul><li>การเกิดพายุหมุนที่มีความถี่มากขึ้น และมีความรุนแรงมากขึ้นด้วย   </li></ul><ul><li>บางบริเวณในโลกประสบกับสภาวะแห้งแล้งอย่างไม่เคยมีมาก่อน </li></ul><ul><li>ผลผลิตทางการเกษตรจะลดลง </li></ul><ul><li>แหล่งประมงที่สำคัญๆของโลกจะเปลี่ยนแปลงไป </li></ul><ul><li>เชื้อโรคในเขตร้อนเพิ่มมากขึ้น </li></ul>
  36. 36. การละลายของน้ำแข็งทั่วโลก แอนตาร์กติก อาร์กติก เทือกเขาแอนดีส ทวีปอเมริกาใต้
  37. 37. ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น
  38. 38. เกิดพายุหมุนที่มีความถี่มากขึ้น และมีความรุนแรงมากขึ้นด้วย พายุ Katrina ถล่มนิวออร์ลีนส์ สหรัฐอเมริกา
  39. 39. บางบริเวณประสบกับ สภาวะแห้งแล้งอย่างไม่เคยมีมาก่อน
  40. 40. สิ่งมีชีวิตบางชนิดอาจสูญพันธุ์ ประชากรหมีขั้วโลกจะลดลง 30 % ในปี ค . ศ . 2050
  41. 41. รูโอโซน Ozone hole รูโอโซนที่ขั้วโลกใต้ เมื่อกันยายน 2006
  42. 42. การทำลายโอโซนด้วยสารคลอโรฟลูออโรคาร์บอน
  43. 43. เอลนีโญ (El Nino) <ul><li>เอลนีโญ (El Nino) เป็นภาษาสเปน หมายถึง เด็กชาย เนื่องจากปรากฏการณ์นี้มักจะเกิดในช่วงเทศกาลคริสต์มาส จึงให้ความหมายว่า “ บุตรของพระคริสต์ ” ปรากฏการณ์นี้จะเกิดขึ้นในช่วงฤดูร้อนของซีกโลกใต้ เพราะช่วงนี้ลมสินค้าตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งพัดจากฝั่งแปซิฟิกตะวันออกไปยังฝั่งแปซิฟิกตะวันตกมักจะอ่อนกำลัง ทำให้กระแสน้ำอุ่นซึ่งปกติจะไหลตามทิศทางลม เกิดการไหลย้อนกลับไปแทนที่กระแสน้ำเย็นบริเวณฝั่งแปซิฟิกตะวันออก </li></ul><ul><li>ลานีญา (La Nina) คือ ปรากฏการณ์ที่กระแสน้ำอุ่นไหลมาทางฝั่งแปซิฟิกตะวันตกมากกว่าปกติ ตรงข้ามกับปรากฏการณ์เอลนีโญ </li></ul>
  44. 44. ลานีญา –ภาวะปกติ - เอลนีโญ
  45. 45. เอนโซ (ENSO) <ul><li>เอนโซ (ENSO = EN + SO) เป็นคำรวมของเอลนีโญและความผันแปรของระบบอากาศในซีกโลกใต้ ( El Nino / Southern Oscillation) โดยที่ปรากฏการณ์ทั้งสองที่กล่าวมาข้างต้น มีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันอย่างใกล้ชิด โดยจะเป็นตัวเชื่อมระหว่างปรากฏการณ์ในมหาสมุทรและบรรยากาศเข้าด้วยกัน กล่าวคือ เอลนีโญเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดในส่วนของมหาสมุทร และความผันแปรของระบบอากาศในซีกโลกใต้ซึ่ง เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดในส่วนของบรรยากาศนั้นได้เชื่อมโยงเป็นปรากฏการณ์เดียวกัน </li></ul>
  46. 46. ความผันแปรของระบบอากาศในซีกโลกใต้ <ul><li>ความผันแปรของระบบอากาศในซีกโลกใต้ ( Southern Oscillation: SO ) หมายถึง การที่บริเวณความกดอากาศที่ระดับน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกใต้มีความสัมพันธ์เป็นส่วนกลับกับบริเวณความกดอากาศที่ระดับน้ำทะเลในมหาสมุทรอินเดีย กล่าวคือ เมื่อความกดอากาศบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกใต้มีค่าสูง ความกดอากาศบริเวณมหาสมุทรอินเดียจากแอฟริกาถึงออสเตรเลียมักจะมีค่าต่ำ และในทางกลับกันก็เช่นเดียวกัน ความผันแปรนี้เกิดจากการหมุนเวียนของอากาศจากบริเวณที่มีความกดอากาศสูงไปยังบริเวณที่มีความกดอากาศต่ำระหว่างมหาสมุทรทั้งสอง ทำให้อุณหภูมิของน้ำทะเลเกิดการเปลี่ยนแปลง โดยอาจสูงหรือต่ำผิดปกติในบางบริเวณ </li></ul>
  47. 47. ลมสินค้า (Trade wind) <ul><li>ลมสินค้า คือ ลมซึ่งพัดออกจากบริเวณความกดอากาศสูงกึ่งโซนร้อนไปยังบริเวณความกดอากาศต่ำที่เส้นศูนย์สูตร ในซีกโลกเหนือจะพัดมาจากทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนในซีกโลกใต้จะพัดมาจากทิศตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็วประมาณ 16-24 กม./ชม. เนื่องจากลมสินค้านี้พัดสม่ำเสมอ มีกำลังแรงปานกลาง และมีทิศทางที่แน่นอน จึงมีประโยชน์ต่อการเดินเรือเป็นอย่างมาก </li></ul><ul><li>ลมสินค้าตะวันออกเฉียงใต้ช่วยพัดพากระแสน้ำอุ่นจากฝั่งแปซิฟิกตะวันออกไปยังฝั่งแปซิฟิกตะวันตก ทำให้บริเวณฝั่งตะวันตก (อินโดนีเซีย ออสเตรเลีย) มีความชุ่มชื้น ฝนตกชุก ในขณะที่ฝั่งตะวันออก (เปรู ชิลี) มีสัตว์น้ำอุดมสมบูรณ์ </li></ul>
  48. 48. ความสัมพันธ์ของลมสินค้าและกระแสน้ำ
  49. 49. กระแสน้ำในมหาสมุทร
  50. 50. การหมุนเวียนของกระแสน้ำอุ่นและกระแสน้ำเย็น

×