21 วิธีจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนากระบวนการคิด

21,755 views

Published on

Published in: Education
6 Comments
8 Likes
Statistics
Notes
No Downloads
Views
Total views
21,755
On SlideShare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
6
Actions
Shares
0
Downloads
572
Comments
6
Likes
8
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

21 วิธีจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนากระบวนการคิด

  1. 1. การจัดการเรียนรู้แบบอุปนั ย (Inductive Method) ความหมาย การจัดการเรียนรู้แบบอุปนั ย คือ กระบวนการท่ีผู้สอนสอน จากรายละเอี ย ดปลี ก ย่ อ ยหรื อ จากส่ ว นย่ อ ยไปหาส่ ว นใหญ่ หรื อ กฎ เกณฑ์ หลักการ ขูอเท็จจริงหรือขูอสรุป โดยการนำ า เอาตัวอย่าง ขูอม้ล เหตุการณ์ สถานการณ์ หรือปรากฏการณ์ ท่ีมีหลักการแฝงอย่้มาใหูผู้ เรียนศึกษา สังเกตทดลอง เปรียบเทียบหรือวิเคราะห์จนสามารถสรุป ห ลั ก ก า ร ห รื อ ก ฎ เ ก ณ ฑ์ ไ ดู ดู ว ย ต น เ อ ง ขันตอนการจัดการเรียนรู้ ้ การจัดการเรียนรู้แบบอุปนั ยมีขันตอนสำาคัญดังต่อไปนี้ ้ 1. ขั น ตอนการเตรี ย มการ เป็ นการเตรี ย มตั ว ผู้ เ รี ย น ้ ท บ ท ว น ค ว า ม รู้ เ ดิ ม ห รื อ ป้ พ้ืนฐานความรู้ 2. ขั น เสนอตั ว อย่ า ง เป็ นขั น ท่ีผู้ ส อนนำ า เสนอตั ว อย่ า ง ้ ้ ขู อ ม้ ล ส ถ า น ก า ร ณ์ เ ห ตุ ก า ร ณ์ ปรากฏการณ์ หรื อ แนวคิ ด ใหู ผู้ เ รี ย นไดู สั ง เกตลั ก ษณะ และคุณสมบัติของตัวอย่าง เพ่ ือพิจารณาเปรียบเทียบสรุป เป็ นหลั ก การ แนวคิ ด หรื อ กฎเกณฑ์ ซ่ ึง การเสนอ ตัวอย่างควร เสนอหลาย ๆ ตัวอย่าง ใหูมากพอท่ีผู้เรียน จ ะ ส า ม า ร ถ ส รุ ป เ ป็ น หลักการหรือหลักเกณฑ์ ต่าง ๆ ไดู 3. ขันเปรียบเทียบ เป็ นขันท่ีผู้เรียนทำา การสังเกต คูนหา ้ ้ วิ เ ค ร า ะ ห์ ร ว บ ร ว ม เปรียบเทียบความคลูายคลึงกันขององค์ประกอบในการ แยกแยะขูอแตกต่าง มองเห็นความสัมพันธ์ใน ราย ละเอียดท่ีเหมือนกัน ต่างกัน ในขั น นี้ ห ากตั ว อย่ า งท่ีใ หู แ ก่ ผู้ เ รี ย นเป็ นตั ว อย่ า งท่ีดี ้ ค ร อ บ ค ลุ ม ลั ก ษ ณ ะ ห รื อ คุณสมบัติสำา คัญ ๆ ของหลักการ ทฤษฎีก็ย่อมจะช่วย ใหู ผู้ เ รี ย นสามารถศึ ก ษา และวิ เ คราะห์ ไ ดู ต รงตาม วัตถุป ระสงค์ไ ดูรวดเร็ ว แต่ หากผู้ เรี ยนไม่ ป ระสบความ
  2. 2. สำาเร็จ ผู้สอนอาจใหูขูอม้ลเพ่ิมเติม หรือใชูวิธีกระตูุนใหู ผู้เรียนไดูคิดคูนต่อไปโดยการตังคำา ถามกระตูุนแต่ไม่ควร ้ ใหูใ นลัก ษณะบอกคำา ตอบ เพราะวิ ธีก ารสอนนี้ มุ่ งใหู ผู้ เรียนไดูคิด ทำาความเขูาใจดูวยตนเอง ควรใหูผู้เรียนไดู ร่วมกันคิดวิเคราะห์เป็ นกลุ่มย่อย เพ่ ือจะไดูแลกเปล่ียน ความคิ ด เห็ น ซ่ ึง กั น และกั น โดยเนู น ใหู ผู้ เ รี ย นทุ ก คนมี ส่ ว นร่ ว มในการอภิ ป รายกลุ่ ม อย่ า งทั ว ถึ ง และผู้ ส อน ่ ไม่ควรรีบรูอนหรือเร่งเรูาผู้เรียนจนเกินไป 4. ขันสรุปกฎเกณฑ์ เป็ นการใหูผู้เรียนนำ าขูอสังเกตต่าง ้ ๆ จากตัวอย่างมาสรุปเป็ น หลักการ กฎเกณฑ์ หรือนิ ยามดูวยตัวผู้เรียนเอง 5. ขันนำ าไปใชู ในขันนี้ ผู้สอนควรจะเตรียมตัวอย่างขูอม้ล ้ ้ ส ถ า น ก า ร ณ์ เ ห ตุ ก า ร ณ์ ปรากฏการณ์ หรือความคิดใหม่ ๆ ท่ีหลากหลายมาใหูผู้ เรียนใชูในการฝึ กนำ าความรู้ ขูอสรุปไปใชู หรือ ผู้สอน อาจใหูโอกาสผู้เรียนช่วยกันยกตัวอย่างจากประสบการณ์ ของ ผู้เรียนเองเปรียบเทียบก็ไดู เป็ นการส่งเสริมใหู ผู้ เ รี ย นนำ า ความรู้ ท ่ีไ ดู รั บ ไปใชู ใ นชี วิ ต ประจำา วั น และจะ ทำา ใหู ผู้ เ รี ย นเกิ ด ความเขู า ใจอย่ า งลึ ก ซึ้ ง ย่ิง ขึ้ น รวมทั ง ้ เป็ นการทดสอบความเขูาใจของผู้เรียนว่าหลักการท่ีไดูรับ นั ้น สามารถนำ าไปใชูแกูปัญหา หรือทำาแบบฝึ กหัดไดู ห รื อ ไ ม่ ห รื อ เ ป็ น ก า ร ป ร ะ เ มิ น ว่าผู้เรียนไดูบรรลุวัตถุประสงค์ท่ีตังไวูหรือ ไม่นั่นเอง ้ การจัดการเรียนรู้แบบนิ รนั ย (Deductive Method) ความหมาย การจั ด การเรี ย นรู้ แ บบนิ ร นั ย คื อ กระบวนการท่ีผู้ ส อน จัดการเรียนรู้ใหูผู้เรียนมีความรู้ความเขูาใจเก่ียวกับ กฎ ทฤษฎี หลัก เกณฑ์ ขูอเท็จจริงหรือขูอสรุปตามวัตถุประสงค์ในบทเรียน จากนั ้นจึง ใหูตัวอย่างหลาย ๆ ตัวอย่าง หรืออาจใหูผู้เรียนฝึ กนำ า ทฤษฎี หลัก การ หลั ก เกณฑ์ กฎหรื อ ขู อ สรุ ป ไปใชู ใ นสถานการณ์ ท ่ีห ลากหลาย หรื อ อาจเป็ น ลั ก ษณะใหู ผู้ เ รี ย นหาหลั ก ฐาน เหตุ ผ ลมาพิ ส้ จ น์ ยื น ยั น
  3. 3. ทฤษฎี กฎหรือขูอสรุปเหล่านั ้ น การจัดการเรียนรู้แบบนี้ จะช่ว ยใหูผู้ เรี ย นเป็ น คนมี เ หตุ ผ ล ไม่ เ ช่ ือ อะไรง่ า ย ๆ และมี ค วามเขู า ใจในกฎ เกณฑ์ ทฤษฎี ขูอสรุปเหล่านั ้น อย่างลึกซึ้งการสอนแบบนี้ อาจกล่าว ไดู ว่ า เป็ น การสอนจากทฤษฎี ห รื อ กฎไปส่้ ตั ว อย่ า งท่ีเ ป็ นรายละเอี ย ด ขันตอนการจัดการเรียนรู้ ้ การสอนแบบนิ รนั ยมีขันตอนสำาคัญ ดังต่อไปนี้ ้ 1. ขันกำาหนดขอบเขตของปั ญหา เป็ นการนำ าเขูาส่้บทเรียน ้ โ ด ย ก า ร เ ส น อ ปั ญ ห า ห รื อ ระบุส่ิงท่ีจะสอนในแง่ของปั ญหา เพ่ ือยัวยุใหูผู้เรียนเกิด ่ ความสนใจท่ีจ ะหาคำา ตอบปั ญหาท่ี นำ า เสนอควรจะ เก่ีย วขู อ งกั บ สถานการณ์ ข องชี วิ ต และเหมาะสมกั บ วุ ฒิ ภาวะของผู้เรียน 2. ขันแสดงและอธิบายทฤษฎี หลักการ เป็ นการนำ าเอา ้ ท ฤ ษ ฎี ห ลั ก ก า ร ก ฎ ขูอสรุป ท่ีตูองการสอนมาใหูผู้เรียนเกิดเรียนรู้ทฤษฎี หลักการนั ้น 3. ขั น ใชู ท ฤษฎี หลั ก การ เป็ นขั น ท่ีผู้ เ รี ย นจะเลื อ ก ้ ้ ท ฤ ษ ฎี ห ลั ก ก า ร ก ฎ ขู อ ส รุ ป ท ่ี ไดูรบ ั จากการเรียนรู้มาใชูในการแกูปัญหาท่ีไดูกำาหนด ไวู 4. ขันตรวจสอบและสรุ ป เป็ น ขัน ท่ีผู้ เรี ยนจะตรวจสอบ ้ ้ แ ล ะ ส รุ ป ท ฤ ษ ฎี ห ลั ก ก า ร กฎ ขูอสรุปหรืนิยามท่ีใชูว่าถ้กตูอง สมเหตุสมผลหรือไม่ โดยอาจปรึ ก ษาผู้ ส อน หรื อ คู น ควู า จากตำา ราต่ า ง ๆ ห รื อ จ า ก ก า ร ท ด ล อ ง ขู อ ส รุ ป ท ่ีไ ดู พิ ส้ จ น์ หรือตรวจสอบว่าเป็ นจริง จึงจะเป็ นความรูท่ีถ้กตูอง ้ 5. ขั น ฝึ กปฏิ บั ติ เม่ ือ ผู้ เ รี ย นเกิ ด ความเขู า ใจในทฤษฎี ้ ห ลั ก ก า ร ก ฎ ขู อ ส รุ ป พอสมควรแลูว ผู้สอนเสนอสถานการณ์ใหม่ใหูผู้เรียน ฝึ กนำ าความรู้มาประยุกต์ ใชู ในสถานการณ์ใหม่ ๆ ท่ีหลากหลาย การจัดการเรียนรู้แบบคูนพบ
  4. 4. (Discovery Method) ความหมาย การจัดการเรียนรู้แบบคูนพบ เป็ นกระบวนการเรียนรู้ท่ีเนู น ใหูผู้ เรี ยนคูนหาคำา ตอบ หรือ ความรู้ดู ว ยตนเอง โดยผู้ ส อนจะเป็ น ผู้ สรู า งสถานการณ์ ใ นลั ก ษณะท่ีผู้ เ รี ย นจะเผชิ ญ กั บ ปั ญหาซ่ ึง ในการแกู ปั ญหานั ้นผู้เรียนจะใชูกระบวนการท่ีตรงกับธรรมชาติของวิชาหรือปั ญหา นั ้น เช่น ผู้เรียนจะศึกษาปั ญหาทางชีววิทยา ก็จะใชูวิธีเดียวกันกับนั ก ชี ว วิ ท ยา หรื อ ผู้ เ รี ย นจะศึ ก ษาปั ญหาประวั ติ ศ าสตร์ ก็ จ ะใชู วิ ธี ก ารเช่ น เดียวกับนั กประวัติศาสตร์ศึกษา ดังนั ้น จึงเป็ นวิธีจัดการเรียนการสอน ท่ีเนู นกระบวนการ เหมาะสำาหรับวิชาวิทยาศาสตร์ คณิ ตศาสตร์ แต่ก็ สามารถใชูกับวิชาอ่ ืน ๆ ไดู ในการแกูปัญหานั ้นผู้เรียนจะตูองนำ าขูอม้ล ม า ทำา ก า ร วิ เ ค ร า ะ ห์ สั ง เ ค ร า ะ ห์ แ ล ะ ส รุ ป เ พ ่ ือ ใ หู ไ ดู ขูอคูนพบใหม่หรือเกิดความคิดรวบยอดในเร่ ืองนั ้น ขันตอนการจัดการเรียนรู้ ้ การจัดการเรียนรู้แบบคูนพบมีขันตอนสำาคัญ ดังต่อไปนี้ ้ 1. ขันนำ าเขูาสู้บทเรียน ้ ผู้สอนกระตูุนและเรูาความสนใจของผู้เรียนใหูสนใจท่ีจะ ศึกษาบทเรียน 2. ขันเรียนรู้ ประกอบดูวย ้ 2.1 ผู้สอนใชูวิธีจัดการเรียนรู้ แบบอุปนั ยในตอน แรก เพ่ ือใหูผู้เรียนคูนพบ ขูอสรุป 2.2 ผู้สอนใชูการเรียนรู้ แบบนิ รนั ย เพ่ ือใหูผู้เรียน นำ าขูอสรุปท่ีไดูในขูอ 2.1 ไปใชู เพ่ ือเรียนรู้ หรือคูนพบขูอสรุปใหม่ในตอน ท่ีสอง โดยอาศัยเทคนิ คการซักถาม โตูตอบ หรือ อภิปรายเพ่ ือเป็ นแนวทางในการคูนพบ 2.3 ผู้เรียนสรุปขูอคูนพบหรือความคิดรวบยอดใหม่ 3. ขันนำ าไปใชู ้ ผู้สอนใหูผู้เรียนนำ าเสนอแนวทางการนำ าขูอคูนพบท่ีไดู ไปใชูในการแกูปัญหา อาจจะใชูวิธีการใหูทำาแบบฝึ กหัด
  5. 5. หรือแบบทดสอบหลังเรียน เพ่ ือประเมินว่าผู้เรียนเกิด การเรียนรูจริงหรือไม่ ้ การจัดการเรียนรู้แบบวิทยาศาสตร์ (Scientific Method) ความหมาย การจั ด การเรี ย นรู้ แ บบวิ ท ยาศาสตร์ คื อ กระบวนการ เรียนรู้ท่ีไดนำ าเอาระเบียบวิธีการทางวิทยาศาสตร์ใชูแสวงหาความรู้ โดย ผู้ เ รี ย น พ ย า ย า ม คิ ด คู น ห า วิ ธี แ กู ปั ญ ห า ต่ า ง ๆ โ ด ย ใ ชู ลำาดับขันตอนทัง 5 ้ ้ ขันของวิทยาศาสตร์มาแกูปัญหาดูวยตนเอง ้ ขันตอนการจัดการเรียนรู้ ้ การจัดการเรียนรู้แบบวิทยาศาสตร์มีขันตอนสำาคัญ ดังต่อ ้ ไปนี้ 1. ขันกำาหนดปั ญหา ้ เป็ นขันท่ีผู้สอนนำ าเสนอปั ญหาใหูผู้เรียนคิดหาคำาตอบ ้ เ พ ร า ะ ปั ญ ห า จ ะ ทำา ใ หู ผู้เรียน เกิดความสนใจ อยากรู้อยากเรียน เกิด ความกระตื อรื อรู นท่ีจะแกู ไข สำา หรับปั ญหาท่ีใ ชูใ นการ เรียนรู้นั้น ควรจะเป็ นปั ญหาท่ีเก่ียวขูองกับผู้เรียน ซ่ ึงผู้ สอนอาจนำ า เสนอไดู ห ลายวิ ธี เช่ น การนำ า เสนอวั ต ถุ ส่ิงของ เหตุการณ์หรือสถานการณ์บางอย่างท่ีเป็ นปั ญหา แ ก่ ผู้ เ รี ย น เ ป็ น ตู น อ น ่ ึง ใ น ขั น ้ นี้ ผู้สอนจะตูองเนู นใหูผู้เรียนทำาความเขูาใจปั ญหาใหู ถ่องแทูดูวย 2. ขันกำาหนดสมมติฐาน ้ เป็ น ขั น ท่ีค ร้ ผู้ ส อนใหู ผู้ เ รี ย นตั ง สมมุ ติ ฐ าน เพ่ ือ ้ ้ คาดคะเนคำา ตอบของปั ญหาหรื อ สาเหตุ ข องปั ญหาจาก ความรู้ หรื อ ประสบการณ์ เ ดิ ม รวมทั ง ใหู ผู้ เ รี ย น ้ วางแผนหาวิ ธีท ่ีจ ะคู น ควู า หาขู อ ม้ ล มาจากแหล่ ง ต่ า ง ๆ เ พ ่ ือ ท ด ส อ บ ส ม ม ติ ฐ า น อันจะนำ าไปส่คำาตอบของปั ญหา ้ 3. ขันรวบรวมขูอม้ล ้
  6. 6. ผู้สอนใหูผู้เรียนศึกษาคูนควูา เพ่ ือเก็บรวบรวมขูอม้ล ต า ม ท ่ีว า ง ไ วู ซ ่ ึง อ า จ จ ะ เป็ นการศึกษาจากตำารา การสัมภาษณ์ผู้เช่ียวชาญ การ สื บ คู น ขู อ ม้ ล จากแหล่ ง เรี ย นรู้ ต่ า ง ๆ หรื อ ทำา การ ทดลอง แลูวจดบันทึกและรวบรวมขูอม้ล ซ่ ึงในขันนี้ จะ ้ เป็ นขันของการทดลองและลงมือแกูปัญหาดูวย จึงเป็ น ้ ขั น ก า ร เ รี ย น รู้ ข อ ง ้ ผู้เรียนเอง โดยการปฏิบัติจริงเป็ นส่วนใหญ่ 4. ขันวิเคราะห์ขูอม้ล ้ เป็ นขั น ตอนท่ีผู้ เ รี ย นนำ า ขู อ ม้ ล ท่ีร วบรวมไดู มา ้ ทำา ก า ร วิ เ ค ร า ะ ห์ วิ นิ จ ฉั ย ว่ า มีความถ้กตูอง เท่ียงตรงและเช่ ือถือไดูมากนู อยเพียงใด แ ล ะ วิ เ ค ร า ะ ห์ เ พ ่ ือ ใ หู ไ ดู ขูอสรุป 5. ขันสรุปและประเมินผล ้ เป็ นขันสรุปและการนำ าไปใชูดำาเนิ นการดังนี้ ้ 5.1 ผู้สอนและผู้เรียนช่วยกันสรุปขูอคูนพบ เรียบเรียง ใ หู เ ป็ น ห ลั ก ก า ร แนวทางหรือ ระเบียบ โดยอาจเรียบเรียงเป็ น เ ร ่ ือ ง ห รื อ บ ท ค ว า ม เพ่ ือการนำ าไปใชู 5.2ตรวจสอบ และพิ จ ารณาว่ า ผลการศึ ก ษาทดลอง นั ้ น ไ ดู ผ ล สอดคลูองกับ สมมติฐานไวูล่วงหนู าหรือไม่ ถูา ไ ม่ ส อ ด ค ลู อ ง ตู อ ง แกูไขใหม่ใหูถ้กตูองต่อไป การจัดการเรียนรู้แบบทดลอง (Experimental Method) ความหมาย
  7. 7. การจั ด การเรี ย นรู้ แ บบทดลอง คื อ กระบวนการจั ด การ เรียนรู้ท่ีใหูผู้เรียนไดูลงมือปฏิบัติศึกษาหาความรู้และทดลองดูวยตนเอง เพ่ ือทำาการพิส้จน์หลักการ ทฤษฎี หรือขูอเท็จจริงต่าง ๆ โดยกำาหนด ปั ญหา ตังสมมติฐานในการทดลอง ลงมือปฏิบัติตามขันตอนท่ีกำาหนด ้ ้ โดยใชูวัสดุอุปกรณ์ จำา เป็ น เก็บรวบรวมขูอม้ล วิเคราะห์ขูอม้ล สรุ ป อภิปรายผลการทดลองและสรุปผลการเรียนรู้ท่ีไดูจากการทดลองภายใตู การแนะนำ า ด้ แ ล ใหู คำา ปรึ ก ษาและช่ ว ยเหลื อ อย่ า งใกลู ชิ ด จาก ผู้สอน ขันตอนการจัดการเรียนรู้ ้ 1. ขันเตรียม ้ 1.1 กำาหนดจุดประสงค์ ผู้สอนตูองศึกษาหลักส้ตร ค่้มือคร้ หรือแผนการ ส อ น แ ลู ว ตั ง ้ จุ ด ประสงค์ การสอนใหู ชัด เจนว่ า ตู อ งการใหู ผู้ เ รี ย น เ กิ ด พ ฤ ติ ก ร ร ม แ ต่ ล ะ ดู า น อย่างไรบูาง 1.2 วางแผนการจัดการเรียนรู้ เป็ นขันท่ีผู้สอนตูองลำา ดับขันตอนการจัดการเรี ยนรู้ ้ ้ แ ล ะ เ ต รี ย ม กำา ห น ด กิจกรรมไวู ล่ว งหนู า ว่าจะนำ า เขูา ส่้บ ทเรีย นอย่า งไร มี ขันตอนการทดลองอย่างไร สรุปผลและทดลองตอน ้ ไหน อ ย่ า ง ไ ร โ ด ย วิ ธี ก า ร ใ ด เ ป็ น ตู น 1.3 จัดเตรียมวัสดุและเคร่ ืองมือ เป็ นการจัดเตรียมอุปกรณ์ ต่าง ๆ รวมทังแบบ ้ บั น ทึ ก ผ ล ก า ร ท ด ล อ ง และแบบประเมินผล ผู้สอนตูองเตรียมความพรูอมใหู เ พี ย ง พ อ กั บ จำา น ว น ผู้ เ รี ย น 1.4 ตรวจสอบความถ้กตูองและประสิทธิภาพของเคร่ ืองมือ ผู้ ส อนควรทดลองใชู เ คร่ ือ งมื อ ดู ว ยตนเองก่ อ น ส อ น เ พ ่ ือ ใ หู เ ห็ น ปั ญ ห า ท่ีอาจ จะเกิดขึ้นไดูล่วงหนู า และเพ่ ือประโยชน์ ในการ แ น ะ นำ า ตั ก เ ตื อ น ใ หู ผู้เรียนใชู ความระมัดระวังในการทดลอง 1.5 เตรียมผู้เรียน
  8. 8. ผู้ ส อนตู อ งกำา หนดกลุ่ ม ผู้ เรี ย นใหู เ หมาะสม ไม่ ค ว ร เ ป็ น ก ลุ่ ม ใ ห ญ่ ม า ก เกินไป ทั งนี้ เพ่ ือ ใหู ผู้ เรี ย นทุ ก คนไดู เ รี ย นรู้ และ ้ ทดลองอย่างทัวถึงการแบ่งกลุ่มผู้เรียนจะตูอง สอดคลูอง ่ กั บ จำา น ว น แ ล ะ อุ ป ก ร ณ์ แ ล ะ เ ค ร ่ ือ ง มื อ ท ่ีมี อ ย่้ 2. ขันทดลอง ้ 2.1 ขันนำ าเขูาส่้บทเรียน ้ เป็ นขั น เรู า ความสนใจ ผู้ ส อนควรไดู แ จู ง จุ ด ้ ป ร ะ ส ง ค์ ก า ร ท ด ล อ ง ขั น ตอน วิ ธี ก ารทดลอง แนะนำ า การใชู เ คร่ ือ งมื อ ้ วั ส ดุ อุ ป ก ร ณ์ ใ หู ผู้ เ รี ย น ไดูทราบบทบาทของตน และใหูศึกษาค่้มือปฏิบัติการ ก่อนการลงมือทดลอง 2.2 ขันทดลอง ้ ผู้เรียนเป็ นผู้ดำาเนิ นการทดลอง โดยผู้สอนเป็ นผู้ ด้ แ ล ใ หู คำา แ น ะ นำ า ช่วยเหลือใหูการทดลองเป็ นไป ตามขันตอนท่ีกำาหนดไวู ้ ถูาเป็ นการทดลองท่ีอาจก่อใหูเกิด อันตรายไดูผู้ สอนตูองควบคุมด้แลอย่างใกลูชด ิ การจัดการเรียนรู้แบบทดลองนั ้น ผู้เรียนจะเรียน วิ ธี นี้ ไ ดู ผ ล ดี ห า ก มี ทักษะ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ท่ีจำา เป็ น ดังนั ้ น ผู้ ส อ น ค ว ร ฝึ ก ฝ น ทั ก ษ ะ ก ร ะ บ ว น ก า ร ทาง วิ ทยาศาสตร์ 13 ทั กษะ ใหู ผู้ เ รี ย นก่ อ นใหู ผู้ เ รี ย น ทำาการทดลอง หรือไม่ก็ตูอง ฝึ กไปพรูอม ๆ กัน ซ่ ึงทักษะกระบวนการทางวิท ยาศาสตร์ ท่า นสามารถ ศึกษา รายละเอียดเพ่ิมเติมจาก “วิธีท่ี 43 การ จัดการเรียนรู้แบบวิทยาศาสตร์” 3. ขันเสนอผลการทดลอง ้ ผู้เรียนนำ าเสนอผลการทดลอง และรายละเอียดประกอบ โ ค ร ง ก า ร ท ด ล อ ง การเตรียมการ วิธีการทดลอง และผลท่ีไดูจากการทดลอง 4. ขันสรุปผลการทดลองและอภิปรายผล ้
  9. 9. ในขันนี้จะสรุปผลและอภิปรายผลของแต่ละกลุ่ม มีการ ้ แ ล ก เ ป ล ่ีย น ป ร ะ ส บ การณ์ท่ีตนเองไดูรับระหว่างกลุ่มดูวย ผู้สอนจะมีบทบาท เป็ นผู้ใหูความช่วยเหลือและใหู ความคิดเห็นเพ่ิมเติมใน ประเด็นท่ีสำาคัญและสรุปหลักการ ความคิดรวบยอดท่ีไดู จากการทดลอง 5. ขันประเมินผล ้ ขันนี้ ผู้สอนและผู้เรียนควรร่วมกันประเมินผลผู้เรียนใน ้ ดู า น ต่ า ง ๆ แ ล ะ แ จู ง ใหูผู้เรียนทราบเพ่ ือการปรับปรุงแกูไขในการทดลองท่ีจะมีขึ้น ในครังต่อไป เช่น ประเมินดูานการใชูเคร่ ืองมือ ดูานความ ้ ละเอียดรอบคอบในการทดลอง ดูานการจดบันทึกผลการ ทดลอง การรายงานผลและดูานความร่วมมือกันในกลุ่ม เป็ นตูน การจัดการเรียนรู้แบบแกูปัญหา (Problem Solving Method) ความหมาย การจัดการเรียนรู้แบบแกูปัญหา คือกระบวนการท่ีผู้สอน เ นู น ใ หู ผู้ เ รี ย น คิ ด แ กู ปั ญ ห า อย่างเป็ นกระบวนการ มีขันตอน มีเหตุผลดูวยตนเอง โดยเร่ิมตังแต่มี ้ ้ การกำาหนดปั ญหา วางแผน แกูปัญหาตังสมมติฐาน เก็บรวบรวมขูอม้ล ้ พิส้จน์ขูอม้ล วิเคราะห์ขูอม้ลและสรุปผล ขันตอนการจัดการเรียนรู้ ้ การจัดการเรียนรู้แบบแกูปัญหามีขันตอนสำาคัญ ดังต่อไปนี้ ้ 1. ขันเตรียม ้ 1.1 ผู้สอนศึกษาแผนการจัดการเรียนรู้ เน้ือหาสาระ และจุดประสงค์อย่าง ละเอียด 1.2 ผู้สอนวางแผนการกำาหนดกิจกรรมเป็ นขันตอน ้ ตามลำาดับ 2. ขันการเรียนรู้ ้
  10. 10. 2.1 ขันกำา หนดปั ญหา ผู้สอนเนู นใหูผู้เรียนมองเห็น ้ แ ล ะ เ ขู า ใ จ ปั ญ ห า ร ว ม ทั ง ้ การ กำาหนดขอบเขตของปั ญหา ซ่ ึงผู้สอนอาจใชู เทคนิ ควิธีต่าง ๆ เช่น การเล่าเร่ ือง การสรูางสถานการณ์จำาลอง เป็ นตูน อน่ ึงการทำา ความเขูาใจปั ญหานั ้ น ผู้เรียนซ่ ึงจะ เ ป็ น ผู้ แ กู ปั ญ ห า จ ะ ตู อ ง ทำาความ เขูาใจกับปั ญหาท่ีพบใหูถ่องแทูในประเด็น ต่าง ๆ คือ ปั ญหาถามว่าอย่างไร มีขูอม้ลใดแลูวบูาง และมีเง่ ือนไขหรือตูองการขูอม้ลใดเพ่ิมเติมอีกหรือไม่ การวิเคราะห์ปัญหาอย่างดี จะช่ว ยใหู ขัน ตอนต่ อไป ้ ดำา เนิ น ไปอย่ า งราบร่ ืน การจะประเมิ น ว่ า ผู้ เ รี ย น เขู า ใจปั ญหามากนู อยเพี ย งใด อาจทำา ไดู โ ดยการ กำา หนดใหูนักเรียนเขียนแสดงถึงประเด็นต่าง ๆ ท่ีเก่ียวขูองกับปั ญหา ٢.٢ ขันวางแผนแกูปัญหา ขันตอนนี้ จะเป็ นการคิดหา ้ ้ วิ ธี ว า ง แ ผ น เ พ ่ ือ แ กู ปั ญ ห า โดยใชู ขูอม้ลจากปั ญหาท่ีไดูวิเคราะห์ไวูแลูวในขันท่ี ้ 2.1 ประกอบกับขูอม้ลและความรู้ท่ี เก่ียวขูองกับ ปั ญหานั ้ น และนำ า มาใชู ป ระกอบการวางแผนแกู ปั ญหา ในกรณี ท ่ี ปั ญหาตู อ งตรวจสอบโดยการ ทดลองขั น ตอนนี้ ก็ จ ะเป็ นการวางแผนการทดลอง ้ ซ่ ึง ประกอบดูว ย การตั ง สมมติ ฐาน กำา หนดวิ ธี ้ ทดลองหรื อ ตรวจสอบ และอาจรวมทั ง แนวทาง ้ ในการประเมินผลการแกูปัญหา 2.3 ขันตังสมมติฐาน เป็ นขันคาดคะเนคำา ตอบของ ้ ้ ้ ปั ญ ห า โ ด ย ใ ชู ค ว า ม รู้ และประสบการณ์ ช่ว ยในการคาดคะเน ปั ญหานั ้ น น่ าจะมีสาเหตุมาจากอะไร หรือวิธีการแกูปัญหานั ้ น น่ า จ ะ แ กู ไ ข ไ ดู โ ด ย วิ ธี ใ ด บู า ง ซ ่ ึง ค ว ร จ ะ ตังสมมติฐานไวูหลาย ๆ อย่าง ้ 2.4 ขั นเก็ บรวบรวมขู อ ม้ ล ้ เป็ น ขั น ท่ีผู้ เรี ย นศึ ก ษา ้ คู น ค วู า ห า ค ว า ม รู้ จ า ก แ ห ล่ ง
  11. 11. ต่าง ๆ เช่น คูนควูาจากตำารา เอกสารต่าง ๆ สั ม ภ า ษ ณ์ ผู้ รู้ ห รื อ ผู้เช่ียวชาญ หรือ ทำา การทดลอง แลู วเก็บรวบรวม ขูอม้ลท่ีไดู โดยอาจใชูวิธีการจดบันทึกขูอม้ล หรือวิธี อ่ ืน ๆ ต า ม ค ว า ม เ ห ม า ะ ส ม เ พ่ ือ จ ะ นำ า ขู อ ม้ ล มาทดสอบสมมติฐานในขันต่อไป ้ 2.5 ขันวิเคราะห์ขูอม้ลและทดสอบสมมติฐาน ้ เป็ นการนำ าขูอม้ลท่ีรวบรวมไดู นั ้นมา วิเคราะห์และทดสอบสมมติฐานท่ีตัง ้ ไวูว่าเป็ นไปตามท่ีกำาหนดไวูหรือไม่ 2.6 ขันสรุปผล ผู้เรียนประเมินผลวิธีการแกูปัญหา ้ หรือตัดสินใจเลือกวิธีการท่ี ไดูผลดีท่ีสุดในการแกูปัญหา หรือเป็ นลักษณะการ ส รุ ป ล ง ไ ป ว่ า เ ช ่ ือ สมมติ ฐานใดนั่ น เอง โดยอาจสรุ ป ในร้ ป ของหลั ก การท่ีจะนำ าไปอธิบายเป็ นคำาตอบ หรือเป็ นวิธีแกูของ ปั ญ ห า ท ่กำา ห น ด ไ วู ี ต ล อ ด จ น ก า ร นำ า ความรู้ไปใชู 3. ขันประเมินผล ้ ผู้สอนและผู้เรียนร่วมกันประเมินผลการเรียนรู้ ข อ ง ผู้ เ รี ย น ดู ว ย วิ ธี ก า ร ต่าง ๆ ท่ีหลากหลาย นำ า ผลการประเมิน ไปใชู ในการ พั ฒ น า ผู้ เ รี ย น ต่ อ ไ ป การจัดการเรียนรู้แบบแกูปัญหาโดยใชูสารสนเทศ (INFORMATION PROBLEM – SOLVING APPROACH : BIG 6 SKILLS) ความหมาย การจั ด การเรี ย นรู้ แ บบแกู ปั ญหาโดยใชู ส ารสนเทศ หรื อ แ บ บ Big Six Skills พั ฒ นาโดย ไมเคิ ลไอเซนเบอร์ ก และโรเบิ ร์ ต เบอโกวิ ท ซ์ (Eisenberg and Bertkowitz,1996) เป็ น วิ ธี ก ารจั ด การเรี ย นรู้
  12. 12. ใหู นั กเรี ย นแกู ปั ญหาโดยใชู ส ารสนเทศ ซ่ ึง เนู นการใชู เ ทคโนโลยี สารสนเทศเป็ นเคร่ ืองมือในการคูนหา รวบรวม สังเคราะห์ นำ าเสนอ และประเมินผลสารสนเทศ ต่างจากร้ปแบบการจัดการเรียนรู้แบบอ่ ืน ๆ ท ่ีไ ม่ ไ ดู เ นู น ก า ร ใ ชู เ ท ค โ น โ ล ยี เ ป็ น เ ค ร ่ ือ ง มื อ ช่ ว ย ใ น ก า ร จั ด สารสนเทศ นอกจากนี้ ยังไดูเสนอแนวการคิดใชูเทคโนโลยี ในการแกู ปั ญ ห า ส รุ ป ไ ดู ว่ า เทคโนโลยีช่วยกระตูุนความสามารถในการทำางานของผู้เรียน ตลอดจน การประหยัดเวลาในการทำา งานซ่ ึงหลาย โรงเรียนไดูนำา กระบวนการแกู ปั ญ ห า โ ด ย ใ ชู ส า ร ส น เ ท ศ ไ ป ป ร ะ ยุ ก ต์ ใ ชู ใ น ก า ร จั ด โปรแกรม หรือหลักส้ตรทักษะเทคโนโลยีและสารสนเทศ กระบวนการแกูปัญหาโดยใชูส ารสนเทศ หรื อ Big Six Skills มี แ น ว คิ ด พ ้ืน ฐ า น มาจากการบ้ ร ณาการระหว่ า งวิ ช าทั ก ษะสารสนเทศและทั ก ษะวิ ช า คอมพิวเตอร์เขูาดูวยกัน ทำาใหูนักเรียนไดูใชูคอมพิวเตอร์ไดูอย่างมีความ หมายและพั ฒนาทั ก ษะสารสนเทศ ซ่ ึงไดู แสดงทรรศนะเก่ีย วกั บการ สอนคอมพิวเตอร์ว่า “การสอนคอมพิวเตอร์นั้นไม่สามารถสอนแยกออก จากรายวิชาไดู เพราะการสอนแบบแยกเป็ นรายวิชาต่างหาก จะไม่ช่วยใหู นั ก เ รี ย น ไ ดู เ รี ย น รู้ ก า ร ป ร ะ ยุ ก ต์ ใ ชู ทั ก ษ ะ คอมพิวเตอร์ไดูอย่างมีความหมาย” ดั งนั ้ น จึ ง ไดู นำา รายวิ ช าทั ง 2 มาบ้ ร ณาการเขู า ดู ว ยกั น ้ โ ด ย มี ห ลั ก ก า ร พ ้ืน ฐ า น ว่ า การสอนทักษะนั ้นจะตูองเช่ ือมโยงกับเน้ือหาท่ีมีอย่้ในหลักส้ตรเดิม โดย ก า ร ม อ บ ห ม า ย ง า น แ ล ะ ก า ร จัดการเรียนรู้นั้นตูองมีการจัดอย่างเป็ นระบบ ขันตอนการจัดการเรียนรู้ ้ การจัดการเรียนรู้แบบแกูปัญหาโดยใชูสารสนเทศ หรือแบบ Big Six Skills มี ขันตอนต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ ้ 1. ขั น ก า ร นิ ย า ม ภ า ร ะ ง า น (Task Definition) ้ เ ป็ น ก า ร ร ะ บุ ปั ญ ห า ว่ า คื อ อ ะ ไ ร
  13. 13. สารสนเทศท่ีจำาเป็ นท่ีจะนำ ามาใชูแกูปัญหามีอะไรบูาง ผู้ เรี ย นอาจจะใชู จ ดหมายอิ เ ล็ ก ทรอนิ กส์ (E-mail) ก า ร ส น ท น า ก ลุ่ ม ใ น อิ น เ ต อ ร์ เ น็ ต ก า ร ติ ด ต่ อ ส่ ือสาร เพ่ ือ ทำา ความเขู าใจปั ญหา ใหูชัดเจนมากขึ้น พ รู อ ม ทั ง สำา ้ ร ว จ ขู อ ม้ ล ท ่ี จำาเป็ นท่ีใชูในการแกูปัญหา เพ่ ือเป็ นพ้ืนฐานใน การ ทำางานขันต่อไป ้ 2. ขันการกำาหนดยุทธศาสตร์การคูน ้ สารสนเทศ(Information Seek Strategies) เป็ นการเลือกแหล่งสารสนเทศและการวางแผนการ สืบคูนสารสนเทศ ผู้เรียนจะตูองเลือกและประเมิน แหล่งสารสนเทศ ดังต่อไปนี้  แ ห ล่ ง ส า ร ส น เ ท ศ ท า ง อิ เ ล็ ก ท ร อ นิ ก ส์ เ ช่ น อิ น เ ต อ ร์ เ น็ ต ส า ร า นุ ก ร ม ท ่ี เป็ นซีดีรอม เป็ นตูน  แหล่งขูอม้ลอ่ ืน ๆ เช่น หูองสมุด ผู้เช่ียวชาญ เอกสาร หนั งสือ เป็ นตูน ซ่ ึงผู้เรีย นตู องเลื อกมา 1-2 แหล่ งท่ีคิด ว่าดีท่ีสุด แ ลู ว นำ า ม า จั ด ลำา ดั บ ความสำาคัญของแหล่งสารสนเทศ โดยการระดมสมอง ระหว่างเพ่ ือนนั กเรียนดูวยกันเพ่ ือเลือกแหล่ง สารสนเทศท่ีกลุ่มคิดว่าดีท่ีสุด 3. ขั น การสื บ คู น และเขู า ถึ ง สารสนเทศ (Location ้ and Access) เ ป็ น ก า ร สืบคู นขู อม้ ลจาก แหล่งสารสนเทศตามขู น ตอนท่ี 2 ท่ีไ ดู กำา หนดไวู แ ลู ว ผู้ เ รี ย นจะไดู เ รี ย นรู้ เ ก่ีย วกั บ แหล่งสารสนเทศต่าง ๆ เช่น ระบบเครือข่ายของหูอง สมุด ดัชนี หนั งสือ ซีดีรอม แหล่งสารสนเทศจาก ระบบแลน (Lan) ระบบอินเตอร์เน็ ต (Internet) และผู้เช่ียวชาญ เป็ นตูน ผู้เรียนจะตูองศึกษาวิธีการ ใชูแหล่งสารสนเทศนั ้ น เช่น รู้จักการใชูบัตรรายการ เพ่ ือคู นหาหนั งสือ ศึ กษาการเช่ ือ มต่ อ เพ่ ือ เขู า ส่้ ร ะบบ อิ น เ ต อ ร์ เ น็ ต ก า ร ใ ชู สารานุกรมท่ี เป็ นซีดีรอม เป็ นตูน
  14. 14. 4. ขันการใชูสารสนเทศ (Use of Information) ้ เ ป็ น ก า ร เ รี ย ก ใ ชู เ ก็ บ ร ว บ ร ว ม บั น ทึ ก ขู อ ม้ ล สารสนเทศจากแหล่ ง ขู อ ม้ ล ท่ีผู้ เ รี ย นไดู ศึกษาในแหล่งนั ้น ๆ ในขันนี้ ผู้เรียน จำา เป็ นตูองใชู ้ วิ ธี ก ารรวบรวม บั น ทึ ก ขู อ ม้ ล ต่ า ง ๆ เช่ น การ Download ขู อ ม้ ล การบั น ทึ ก ขู อ ความ หรื อ ร้ ป ภ า พ ก า ร อ่ า น ก า ร ว า ด ภาพ หรือการถ่ายภาพเพ่ ือบันทึก สารสนเทศ เป็ นตูน 5. ขั น การสั ง เคราะห์ ขู อ ม้ ล (Synthesis) ขั น นี้ ้ ้ เ ป็ น ก า ร ร ว บ ร ว ม จั ด ห ม ว ด ห ม่้ เ พ ่ ือ นำ าเสนอ สารสนเทศท่ีไดูคูนควูามาจำา แนกพรูอมทัง ้ เตรี ย มการวางแผน เพ่ ือ นำ า เสนอสารสนเทศท่ีไ ดู คู น ควู า สามารถนำ า เสนอไดู ห ลายวิ ธี เช่ น การนำ า เสนอโดยการใชู โ ปรแกรมประมวลคำา โปรแกรมฐาน ขูอม้ล และโปรแกรมตารางคำา นวณ การนำ า เสนอผล งานดู ว ย โปรแกรมพรี เซนเตชั น การสรู า งโฮมเพจ ่ หรื อ การนำ า เสนอดู ว ยการจั ด นิ ท รรศการ สาธิ ต การ ทำา ง า น เ ป็ น ตู น 6. ขันการประมวลผล (Evaluation) ขันนี้ เป็ นการ ้ ้ พิ จ า ร ณ า ผ ล ง า น ท ่ีไ ดู ทำา ขึ้ น และกระบวนการในการทำางาน โดยพิจารณาว่า  ผลงานของผู้เรียนสอดคลูองกับปั ญหาหรือไม่  กระบวนการทำา งานของผู้ เรี ยนว่า ผู้เรีย นมี ความ คิ ด เ ห็ น อ ย่ า ง ไ ร ต่ อ กระบวนการท่ีไดูทำา การประเมินผล ผู้ประเมินอาจมีไดูหลายคน คือ ในขันตอน ้ ของการตรวจสอบผลงานและภาระงานท่ีรั บ ผิ ด ชอบ ผู้ ส อนจะเป็ นผู้ ประเมิ น ผล ส่ ว นการประเมิ น กระบวนการทำา งานใหู ผู้ เ รี ย นประเมิ น ตนเองว่ายังมีขูอบกพร่องหรือไม่อย่างไร ควรปรับปรุงในส่วนใดบูางและ ก า ร ป ร ะ เ มิ น ชิ น ้ ง า น อาจจะใหูเพ่ ือนในหูองร่วมประเมินผลงานและใหูคะแนน การจัดการเรียนรู้แบบใชูคำาถาม
  15. 15. (Questioning Method) ความหมาย การจัดการเรียนรู้แบบใชูคำา ถาม เป็ นกระบวนการเรียนรู้ท่ี มุ่ ง พั ฒ น า ก ร ะ บ ว น ก า ร ท า ง ความคิดของผู้เรียน โดยผู้สอนจะปู อนคำาถามในลักษณะต่าง ๆ ท่ีเป็ น คำา ถ า ม ท ่ีดี ส า ม า ร ถ พั ฒ น า ความคิ ด ผู้ เ รี ย น ถามเพ่ ือ ใหู ผู้ เ รี ย นใชู ค วามคิ ด เชิ ง เหตุ ผ ล วิ เ คราะห์ วิ จ า ร ณ์ สั ง เ ค ร า ะ ห์ ห รื อ ก า ร ประเมินค่า เพ่ ือจะตอบคำาถามเหล่านั ้น ขันตอนการจัดการเรียนรู้ ้ การจัดการเรียนรู้แบบใชูคำาถามมีขันตอนสำาคัญ ดังต่อไปนี้ ้ 1. ขันวางแผนการใชูคำาถาม ผู้สอนควรจะมีการวางแผนไวู ้ ล่วงหนู าว่าจะใชูคำาถามเพ่ ือวัตถุประสงค์ใด ร้ปแบบหรือ ป ร ะ ก า ร ใ ด ท ่ีจ ะ ส อ ด ค ลู อ ง กั บ เ น้ือ ห า ส า ร ะ แ ล ะ 2. วัตถุประสงค์ของบทเรียน 3. ขันเตรียมคำาถาม ผู้สอนควรจะเตรียมคำาถามท่ีใชูในการ ้ จั ด กิ จ ก ร ร ม ก า ร เ รี ย น รู้ โดยการสรูางคำาถามอย่างมีหลักเกณฑ์ 4. ขันการใชู คำา ถาม ผู้ ส อนสามารถจะใชู คำา ถามในทุ ก ขั น ้ ้ ตอนของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้และอาจจะสรูางคำาถาม ใ ห ม่ ท ่ีน อ ก เ ห นื อ จ า ก คำา ถ า ม ท ่ีเ ต รี ย ม ไ วู ก็ ไ ดู ทังนี้ตูองเหมาะสมกับเน้ือหาสาระและสถานการณ์นั้น ๆ ้ 5. ขันสรุปและประเมินผล ้ 5.1การสรุปบทเรียนผู้สอนอาจจะใชูคำาถามเพ่ ือการสรุป บทเรียนก็ไดู 5.2การประเมินผล ผู้สอนและผู้เรียนร่วมกันประเมินผล การเรียนรู้ โดยใชูวิธีการประเมินผลตามสภาพจริง การจัดการเรียนรู้แบบ KWL (Know – Want - Learned) ความหมาย
  16. 16. การจัดการเรียนรู้แบบ KWL เป็ นกระบวนการเรียนรู้ท่ี เนู นใหูผู้เรียนมีทักษะกระบวนการอ่าน ซ่ ึงสอดคลูองกับทักษะการคิด อย่า งรู้ ตังว่า ตนคิด อะไร มีวิธีคิด อย่า งไร สามารถตรวจสอบความคิ ด ของตนเองไดู และสามารถปรับเปล่ียนกลวิธีการคิดของตนเองไดู โดย ผู้ เ รี ย น จ ะ ไดู รั บ การฝึ กใหู ต ระหนั ก ในกระบวนการทำา ความเขู า ใจตนเอง มี ก าร วางแผน ตั ง จุ ด มุ่ งหมาย ตรวจสอบความเขู า ใจของตน ้ มี ก ารจั ด ร ะ บ บ ขู อ ม้ ล เ พ่ ือ ก า ร ดึ ง ม า ใ ชู ภ า ย ห ลั ง ไ ดู อ ย่ า ง มี ป ร ะ สิ ท ธิ ภ า พ ขันตอนการจัดการเรียนรู้ ้ การจัดการเรียนรู้แบบ KWL มีขันตอนสำาคัญ ดังต่อไปนี้ ้ 1. ขัน K (What you know) ้ เป็ นขันของการเตรียมความรู้พ้ืนฐานก่อ นอ่ าน เช่น ้ ถู า จ ะ ใ หู เ รี ย น รู้ เ ร ่ ือ ง การอนุ รั ก ษส ่ิง แวดลู อ มทางธรรมชาติ ผู้ ส อนอาจ ์ ท บ ท ว น ค ว า ม รู้ เ ดิ ม เ ก ่ีย ว กั บ เ ร ่ ือ ง ทรัพยากรธรรมชาติรอบตัว แลูวใหูผู้เรียนช่วยกันระดม ส ม อ ง ใ น ส ่ิง ท ่ีผู้ เ รี ย น ไ ดู เรียนรู้เก่ียวกับการอนุรักษ์ ส่ิงแวดลูอม ขณะเดียวกันก็ จะใหูมีการบันทึกความคิดเห็นท่ีเกิดจากการระดมสมอง ซ่ ึง อาจทำา ไดู ห ลายวิ ธี เช่ น ผู้ ส อนและผู้ เ รี ย นช่ ว ยกั น บันทึ กบนกระดานดำา ในร้ป ของแผนท่ีค วามคิ ด (Mind Map) หรื อ แผนผั ง ใยแมงมุ ม (Web Diagram) ใหู ชั ด เจน ซ่ ึงจะประกอบดู ว ยความคิ ด หลั ก ความคิ ด รองและความคิ ด ย่ อ ยตามลำา ดั บ โดยผู้ ส อนช่ ว ยจั ด ขูอความท่ีเป็ นความคิดใหูถ้กตูอง ก่อนท่ีจะใหูผู้เรียนคัด ลอกแผนท่ีค วามคิ ด หรื อ แผนผั ง นั ้ น ลงในแผ่ น กระดาษ แต่ถูาผู้เรียนคูุนเคยกับการเขียนแผนผังความคิดแลูว ผู้ สอนอาจใหูผู้เรียนแต่ละคนเขียนส่ิงท่ีตนรู้ เก่ียวกับหัวขูอ ท ่ีผู้ ส อ น จ ะ ใ หู ผู้ เ รี ย น เ รี ย น รู้ เป็ นแผนผังความคิดดูวยตนเอง 2. ขัน W (What you want to know) ้ 2.1 การตังจุดมุ่งหมายในการอ่าน ้
  17. 17. หลั ง จากท่ีผู้ ส อนกระตูุ น ความรู้ เ ดิ ม ของผู้ เ รี ย นใน ขั น้ K แ ลู ว ผู้ ส อ น จ ะ นำ า ผู้ เ รี ย นไปส่้ ขั น การตั ง จุ ด มุ่ ง หมายในการเรี ย นรู้ ้ ้ โ ด ย ก า ร อ่ า น ซ ่ ึง ผู้ ส อ น จ ะ ใชูคำาถามกระตูุนผู้เรียน เช่น  นั กเรี ย นตู อ งเรี ย นรู้ อ ะไรเพ่ิม เติ ม อี ก บู า ง ใ น เ ร ่ ือ ง ก า ร อ นุ รั ก ษ์ ส่ิงแวดลูอมทางธรรมชาติ  ถูาพวกเราไม่ช่วยกันอนุรกษ์ ส่ิงแวดลูอมจะ ั เกิดผลอย่างไร  นั กเรี ย นจะมี วิ ธี ก ารแนะนำ า ใหู เ พ่ ือ น ๆ ห รื อ ผู้ อ ่ ืน ท ่ีเ ก ่ีย ว ขู อ ง ปฏิบัติอย่างไร เก่ียวกับการอนุรักษ์ ส่ิง แวดลูอม  ถู า นั ก เรี ย นมี โ อกาสพ้ ด คุ ย กั บ ท่ า นนายก รั ฐ ม น ต รี นั ก เ รี ย น ตูองการจะถาม อะไรบูาง เก่ียวกับเร่ ืองนี้ เป็ นตูน 2.2ผู้เรียนเขียนคำาถาม ผู้สอนใหูผู้เรียนเขียนคำาถามท่ีตนมีลงใน กระดาษใหูมากท่ีสุด 2.3ผู้เรียนหาคำาตอบ ผู้ส อนใหูผู้ เรี ยนอ่า นขู อความท่ีผู้ส อนเตรีย มไวู โ ด ย ก ร ะ ตูุ น ใ หู ผู้เรียนพยายามหาคำาตอบในส่ิงท่ีตนตังคำาถามไวูแลูว ้ นั ้ น ในขั น นี้ ผู้ ส อน อา จ ดั ด แป ล งจ า กก า ร อ่ า น ้ เป็ นการใชู วิ ธี บ รรยายหรื อ ด้ วี ดิ ทั ศ น์ ก็ ไ ดู และ จะเป็ นการเนู นทักษะการฟั งแทนการอ่าน 3. ขัน L (What you have learned) ้ หลังจากท่ีผู้เรียนอ่านขูอความแลูว ใหูผู้เรียนเขียนคำา ต อ บ ท ่ีไ ดู ล ง ใ น ก ร ะ ด า ษ เปล่ า รวมทั ง เขี ย นขู อ ม้ ล อ่ ืน ๆ ท่ีศึ ก ษาเพ่ิม เติ ม ไดู ้ แ ต่ ไ ม่ ไ ดู ตั ง คำา ้ ถ า ม ไ วู
  18. 18. การบั น ทึ ก ขู อ ม้ ล ตามกิ จ กรรมในขั น K W และ L ้ นั ้ น ผู้ ส อ น ค ว ร ใ หู ผู้ เ รี ย น บันทึกโดยใชูตาราง 3 ช่องดังตัวอย่างขูางล่าง K W L (ผู้เรียนเรียนรู้ (ผู้เรียนตูองการรู้ (ผู้เรียนไดูเรียนรู้ อะไรบูาง) อะไรบูาง) อะไร) 4. ขันการเขียนสรุปและนำ าเสนอ ้ กิจกรรมในขันนี้ เป็ นกิจกรรมเพ่ิมเติมในขันตอนหลัก ้ ้ KWL ห ลั ง จ า ก ผู้ เ รี ย น ไดูเรียนรู้และเขียนขูอม้ลความรู้ท่ีไดูในขัน W และ L ้ แลู ว ใหู นัก เรี ย นนำ า ขู อ ม้ ล ท่ีไ ดู ม าปรั บ แผนผั ง ความคิ ด เดิมท่ีผู้เรียนเขียนไวูในขัน K ซ่ ึงอาจจะมีการตัดทอน ้ เพ่ิมเติม หรือจัดระบบขูอม้ลใหม่ เพ่ ือใหูผังความคิดมี ความสมบ้ ร ณ์ ม ากย่ิง ขึ้ น หรื อ อาจมี กิ จ กรรมอ่ ืน ท่ีผู้ สอนเห็นว่าเป็ นกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ เช่น มีการ อภิปรายถึงเหตุและผลกระทบในเร่ ืองส่ิงแวดลูอม หรือ ใ หู ผู้เรียนนำ าเสนอแผนผังความคิด เป็ นตูน ขูอสังเกต เทคนิ ค KWL โดยปกติ นิ ยมใชู ใ นกรณี ท ่ีตู อ งการใหู ผู้ เรียนอ่านหรือศึกษาเร่ ืองราวอย่างใดอย่างหน่ ึง หรืออาจเป็ นการศึกษา จากการฟั งบรรยาย หรือด้วีดิทัศน์ แลูวตูองการใหูผู้เรียนเกิดความคิด รวบยอดในเร่ ือ งท่ีเรี ยนรู้ ถือ เป็ น การฝึ กทั กษะการอ่า น การฟั งดู ว ย หลังจากนั ้ น ผู้ เรี ย นจะเขี ย นคำา ตอบ ซ่ ึงคำา ตอบของผู้ เรี ย นจะมี ต่า ง ๆ กั น ส่ิง ท่ีผู้ เ รี ย นเขี ย นจะสะทู อ นใหู เ ห็ น ถึ ง ความเขู า ใจในการเรี ย นรู้ หรือส่ิงท่ีเขาตูองการศึกษาและความคิดรวบยอดท่ีเขาเขียนเป็ นแผนผัง ค ว า ม คิ ด นั่ น คื อ ส่ิงท่ีเขาไดูจากการเรียนรู้นั่นเอง
  19. 19. การจัดการเรียนรู้โดยใชูกรณี ศึกษา (Case Study Method) ความหมาย การจัดการเรียนรู้โดยใชูกรณี ศึกษา คือ กระบวนการเรียน รู้ ท ่ีใ หู ผู้ เ รี ย น ไ ดู ศึ ก ษ า เรียนรู้กรณี หรื อเร่ ืองราวต่ าง ๆ ซ่ ึงอาจจะเป็ นเร่ ือ งจริงหรื อสมมติขึ้น จากความเป็ นจริ ง โดยมี ก ารเก็ บ รวบรวมขู อ ม้ ล นำ า มาวิ เ คราะห์ อภิปราย แลกเปล่ียนขูอม้ล การจัดการเรียนรู้แบบนี้ เป็ นการฝึ กใหูผู้ เรียนแสวงหาความรูดูวยวิธีการหลากหลาย สามารถเช่ ือมโยงความรู้เดิม ้ กั บ ค ว า ม รู้ ใ ห ม่ ห รื อ สามารถสรูางความรู้ใหูกวูางขวางและนำ าไปใชูแกูปัญหาในชีวิตประจำาวัน ไดู ขันตอนการจัดการเรียนรู้ ้ กรณี ศึกษาและกรณี ตัวอย่างควรมีสาระ ซ่ ึงจะช่วยใหูผู้เรียน เรียนรู้ตามจุดประสงค์ อาจเป็ นกรณี ศึกษาท่ีเกิดขึ้นจริงหรือใกลูเคียงกับ ความเป็ นจริง ซ่ ึงในกรณี นั้นมีสถานการณ์ปัญหาความขัดแยูงอย่้ เช่น ปั ญหาดูานสังคม เศรษฐกิจ ส่ิงแวดลูอม ยาเสพติด เป็ นตูน ซ่ ึงอาจ นำ า มาจากแหล่ ง ขู อ ม้ ล เช่ น ภาพยนตร์ โทรทั ศ น์ วี ดิ ทั ศน์ ห นั ง สื อ พิ ม พ์ ห รื อ ก า ร นำ า เ ส น อ ดู ว ย ส ่ ือ ดังกล่าว การจัดการเรียนรู้โดยใชูกรณี ศึกษามีขันตอนสำาคัญ ดังต่อ ้ ไปนี้ 1. ขันนำ าเสนอกรณี ศึกษา ้ เป็ นขันท่ีผู้สอนเสนอกรณี ศึกษา และประเด็นคำา ถาม ้ สำา ห รั บ ผู้ เ รี ย น อ ธิ ป ร า ย ซ่ ึงผู้สอนไดูเตรียมไวู
  20. 20. วิธีการนำ าเสนอสามารถทำาไดูหลายวิธี เช่น พิมพ์ เ ป็ น เ อ ก ส า ร แ จ ก ใ หู อ่ า น เล่ากรณี ตัวอย่างใหูฟัง การนำ าเสนอโดยใชูส่ือ เช่น วีดิ ทั ศ น์ ภ า พ ย น ต ร์ เป็ นตูน ผู้สอนอาจใชูกรณี ตัวอย่างท่ีเป็ นเร่ ืองท่ีเกิดขึ้น จริ ง ก็ ไ ดู แต่ ก รณี นี้ ผู้ ส อนตู อ งมี ค วามชำา นาญในการ วิ เ ค ร า ะ ห์ ก ร ณี ตั ว อ ย่ า ง แ ล ะ ตั ง ป ร ะ เ ด็ น คำา ถ า ม ้ สำาหรับการคูนหาคำาตอบและอภิปรายไดูรวดเร็ว 2. ขันการศึกษากรณี ศึกษาหรือกรณี ตัวอย่างและการ ้ อภิปราย 2.1แบ่งผู้เรียนออกเป็ นกลุ่มย่อยตามความเหมาะสม 2.2ใหูผู้เรียนศึกษากรณี ศึกษาหรือกรณี ตัวอย่าง โดยใหู เวลาในการศึกษาอย่างเพียงพอ ใหูสมาชิกหาคำาตอบ ต า ม ป ร ะ เ ด็ น คำา ถ า ม ท ่ีค ร้ กำา ห น ด ไ วู ผู้ เ รี ย น แต่ละคนควรจะ มีคำาตอบตามประเด็นคำาถามเตรียม ไวูเพ่ ืออภิปราย 2.3สมาชิกกลุ่มร่วมกันอภิปรายตามประเด็นคำาถาม เพ่ ือ ใ หู ไ ดู ขู อ ส รุ ป ข อ ง ก ลุ่ ม ย่อย 2.4นำ า เสนอผลการอภิ ป รายระหว่ า งกลุ่ ม เป็ นการแลก เ ป ล ่ีย น เ รี ย น รู้ ซ ่ ึง กั น แ ล ะ กั น อน่ ึง การจั ด การเรี ย นรู้ โ ดยใชู ก รณี ศึ ก ษา หรื อ กรณี ตั ว อ ย่ า ง นั ้ น มิ ไ ดู มุ่ ง ท ่ีคำา ต อ บ ใ ด คำาตอบหน่ ึง คำาถามสำาหรับการอภิปรายนี้จึงไม่มีคำาตอบท่ีถ้กหรือผิด อย่างชัดเจนแน่ นอน แต่ตูองการใหูผู้เรียนเห็นคำาตอบและเหตุผลท่ี หลากหลายซ่ ึงจะช่วยใหูผู้เรียนมีความคิดท่ีกวูางขวางขึ้น ดังนั ้นการ อภิปรายจึงควรมุ่งประเด็นไปท่ีเหตุผลหรือท่ีมาของความคิดท่ีผู้เรียนใชู ในการแกูปัญหาเป็ นสำาคัญ 3. ขันสรุปผลการเรียนรู้ ้  ผู้ ส อนและผู้ เ รี ย นร่ ว มกั น อภิ ป รายคำา ตอบ ปั ญหา มุ ม ม อ ง แ ล ะ วิ ธี แ กู ปั ญ ห า ของผู้เรียน และสรุปสาระสำาคัญหรือขูอคิดท่ีไดูจาก การเรียนรู้
  21. 21.  ผู้สอนและผู้เรียนร่วมกันประเมินผลการเรียนรู้ดูวยวิธี ก า ร ต่ า ง ๆ เ ช่ น การทำา แบบทดสอบ การตรวจผลงาน การสั งเกต ก า ร เ ขู า ร่ ว ม กิ จ ก ร ร ม ข อ ง ผู้เรียน เป็ นตูน การจัดการเรียนรู้แบบสรูางสรรค์ (Creative Teaching) ความหมาย ความสรูางสรรค์ (Creativity) หมายถึง กระบวนการ คิ ด การกระทำา ใหู เกิ ด ผลงานใหม่ ๆ ท่ีม นุ ษ ย์ คิ ด และประดิ ษ ฐ์ ขึ้ น เป็ นความสามารถในการคิ ด การกระทำา ผลงานส่ิง ใดส่ิง หน่ ึง ท่ีเ ป็ น ประโยชน์อย่างใหม่ และแปลกไปจากความคิดและการกระทำาของคนอ่ ืน อ ย่ า ง ไ ม่ มี ใ ค ร นึ ก ถึงมาก่อน (รุ่งทิวา จักรกร, 2528 : 96) การจัดการเรียนรู้แบบสรูางสรรค์ เป็ นกระบวนการเรียนรู้ ท่ีผู้สอนเนู นใหู ผู้เรียนฝึ กกระบวนการคิด และสรูางผลงานแปลก ๆ ใ ห ม่ ๆ ท ่ีต่ า ง ไ ป จ า ก ค ว า ม คิ ด ข อ ง ค น อ ่ ืน ห รื อ เ ป็ น ผลงานท่ีไม่มีผู้ใดสรูางมาก่อน เทคนิ คการจัดการเรียนรู้ท่ีส่งเสริมความคิดสรูางสรรค์ การส่งเสริมความคิดสรูางสรรค์ผู้สอนสามารถทำา ไดู โดย เ ลื อ ก ใ ชู เ ท ค นิ ค ต่ า ง ๆ มากมาย เช่น 1. เทคนิ คระดมสมอง (Brainstorming) อเล็ ก ซ์ ออสบอร์ น (Alex Osborn, 1957) นำ า เ ส น อ ห ลั ก ก า ร ใ ห ญ่ ๆ ของการแกูปัญหาโดยวิธีระดมสมองมีดังนี้ 1. ไม่มีการวิพากษ์ วจารณ์ความคิดเห็นทังของตนและผู้ ิ ้ อ่ ืน 2. พยายามหาคำาตอบท่ีแปลกแตกต่างออกไป 3. พยายามหาคำาตอบใหูไดูมากท่ีสุด 4. พยายามดัดแปลงตกแต่งความคิดท่ีมีอย่้
  22. 22. หัวใจของวิธีแกูปัญหาโดยวิธีระดมสมอง คือ การ ไม่ วิ พากษ์ วิ จ ารณ์ ห รื อ การตั ด สิ น ถ้ ก ผิ ด ทั ง นี้ เ พ่ ือ เปิ ด ้ โอกาสใหูสมาชิกในกลุ่มไดูเสนอความคิดเห็นอย่างเต็มท่ี หลักการนี้ จ ะทำา ใหู ไดูมาซ่ ึงขูอ เสนอแนะมากมายในการ แกูไขปั ญหา ผลการศึกษาชีใหูเห็นว่า การแกูปัญหา ้ โ ด ย วิ ธี นี้ แ มู จ ะ นั่ ง คิ ด เ พี ย ง ค น เ ดี ย ว ก็ สามารถหาวิธีการแกูปัญหาท่ีมีคุณภาพไดู ท่านสามารถศึกษารายละเอียดเพ่ิมเติมไดูใน วิ ธี ท ่ี 51 ก า ร จั ด ก า ร เรียนรู้แบบระดมสมอง (Brainstorming) 2. เทคนิ คกอร์ดอน (The Gordon Technique) กอร์ดอน (Gordon. 1961) ไดูเปล่ียนแปลง วิธีการระดมสมองบางส่วน แลูวเพ่ิมกระบวนการท่ีเรียก ว่า “ความคิดสรูางสรรค์เชิงปฏิบัติการ” ขึ้นมา วิธีนี้ แตกต่างจากวิธีระดมสมองตรงท่ีว่าจะไม่มีการชีแจงปั ญหา ้ อย่างละเอียดก่อนล่วงหนู า ปั ญหาจะใหูในแนวกวูาง ๆ ในลักษณะนามธรรม (Abstract) เช่น ถูาปั ญหา คื อ เร่ ือ งหาท่ีจ อดรถในตั ว เมื อ ง ประธานกลุ่ ม จะ เร่ิมตูนดูวยคำาถามท่ีว่า  ปั ญหานี้ เก่ีย วกั บ การเก็ บส่ิงของเขู า ท่ี เรา ส า ม า ร ถ จั ด เ ก็ บ ส ่ิง ข อ ง ใหูเขูาท่ีไดูก่ีวิธี จากการทดลองใชูคำา ถามนี้ กับ นั ก ศึ ก ษ า ใ น ร ะ ดั บ อุดมศึกษา กอร์ดอนพบคำาตอบมากมายดังนี้ 1. เก็บใส่ถุง 2. กองไวู 3. วางไวูเป็ นแถว ๆ 4. ใส่กระป๋ อง 5. แขวนไวูบนไมูแขวน 6. วางลงบน สายพานท่ีลากไปยังท่ีเก็บ 7. ตัดออกเป็ นชิน ๆ ้ 8. ฝั ง 9. เอาใส่กระเป๋ า 10. เอาใส่ กล่อง 11. แยกชินส่วน้ 12. วางบนหิง ้
  23. 23. เม่ ือเวลาผ่านไปสักระยะหน่ ึง ประธานกลุ่มก็เร่ิมทำา คำา ถ า ม ใ หู แ ค บ ล ง เ ช่ น อาจพ้ด ว่า “ของท่ีเราตูองการเก็ บมีข นาดใหญ่” จาก นั ้ น ก็ ใ หู ขู อ ความจำา กั ด ลงไปอี ก ว่ า “ส่ิง ของนี้ พั บ ไม่ ไ ดู หรือตัดออกเป็ นชิน ๆ ไม่ไดู” คำา ถามอาจทำา ใหูแคบ ้ ลงไดูเท่าท่ีตูองการ ทังนี้ โดยตังอย่้บนพ้ืนฐานความเช่ ือ ้ ้ ว่า การเร่ิมดูวยคำาถามท่ีกวูางมาก ๆ จะนำ าไปส่้คำา ตอบ ท่ีตามปกติ ค นจะนึ ก ไม่ ถึง เช่ น คำา ตอบท่ีว่ า เก็ บ โดย การหูอ ยแขวน ซ่ ึงโดยปกติ ค งไม่ มี ใ ครนึ ก ถึ งการจอดรถ เขูาท่ีโดยการหูอยแขวน นอกจากนี้ การเคล่ ือนของเก็บ เ ขู า ท ่ีโ ด ย ใ ชู ส า ย พ า น ก็ เ ป็ น ความคิดท่ีเป็ นจริงไดูมากทีเดียว เทคนิ คกอร์ดอน จึงมีทังส่วนคลูายและต่างไปจาก ้ ก า ร ร ะ ด ม ส ม อ ง แ ล ะ น่ าสนใจในการนำ า ไปใชูในหูองเรียน เพ่ ือกระตูุนความ คิ ด แ บ บ บ อ เ น ก นั ย ข อ ง ผู้เรียนไดูอีกวิธีหน่ ึง 3. กระบวนการแกูปัญหา : ความคิดสรูางสรรค์ทุติย ภ้ มิ (A problem- Solving Process : Secondary Creativity) ถู า การท่ีอ าคิ มิ ดี ส (Archimedes) คิ ด หา ป ริ ม า ต ร วั ต ถุ โ ด ย ก า ร แ ท น ท ่ีใ น นำ ้ า สำาเร็จแลูวว่ิงออกมาตามถนนพรูอมตะโกนกูองว่า “ย้รกู ิ า” (Eureka) นั ้ น ใชู ก ระบวนการแกู ปั ญหา ท่ี เรี ย กว่ า ความคิ ด สรู า งสรรค์ ป ฐมภ้ มิ (Primary Creativity) อั น เป็ นกระบวนการการคิ ด ท่ีผู้ คิ ด ใชู ความคิดสรูางสรรค์โดยไม่รู้ตัวแลูว ความคิดสรูางสรรค์ ทุติยภ้มิ (Secondary Creativity) ก็คือการนำ า ขันตอนการคิดนั ้นมาใชูอย่างรู้ตัว โดยอาจดำาเนิ นไปเป็ น ้ ขั น ต อ น ข อ ง ก ร ะ บ ว น ้ การการคิดสรูางสรรค์ดังต่อไปนี้ 1. การนำ าเขูาส่้ปัญหา (Orientation)
  24. 24. 2. การเตรียมขูอม้ลต่าง ๆ (Preparation) 3. การคิดแกูปัญหาแบบอเนกนั ย (Ideation) 4. การประเมินค่าคำาตอบท่ีดีท่ีสุด (Evaluation) 5. การนำ าไปปฏิบัติ (Implementation) ปั ญหาท่ีผู้เรียนแกูในชันเรียนควรเป็ นเร่ ืองท่ีไม่ยุ่ง ้ ย า ก เ กิ น ไ ป โ ด ย อ า จ เ ป็ น เร่ ืองดังต่อไปนี้  การทำาใหูชันเรียนมีประโยชน์ใชูสอยมากขึ้น ้  การวางแผนจัดวันพิเศษใหูกับคนพิเศษ เช่น นั กกีฬายอดเย่ียม ผู้เรียนเก่ง เป็ นตูน  การวางแผนจัดทำาสวนดอกไมู หรือสวนผักใน บริเวณโรงเรียน  การจัดทัศนศึกษานอกสถานท่ี  การเพ่ิมพ้นสุขภาพพลานามัยของผู้เรียนใน โรงเรียน  การวางแผนจัดทำาสนามเด็กเล่น  การทำางานอาสาสมัคร  การวางแผนช่วยเหลือเด็กท่ียากไรู (สมศักดิ ภวิภาดาวรรธน์. มปป : 157, ์ ่้ 161-162,) 4. วิธีเช่ ือมโยงสัมพันธ์โดยใชูการเปรียบเทียบ (Synectics) สำา หรั บ วิ ธี นี้ ท่ า นสามารถศึ ก ษาไดู ใ น วิ ธี ท ่ี 52 ก า ร จั ด ก า ร เ รี ย น รู้ แ บ บ ซินเนคติกส์ (Synectics) การจัดการเรียนรู้โดยใชูการระดมสมอง (Brainstorming Method) ความหมาย

×