Successfully reported this slideshow.
We use your LinkedIn profile and activity data to personalize ads and to show you more relevant ads. You can change your ad preferences anytime.

เนื้อใน สันติสุข-New

1,088 views

Published on

  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

เนื้อใน สันติสุข-New

  1. 1. คำ�นำ� หลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูงการเสริมสร้างสังคมสันติสุข มีวัตถุประสงค์ที่จะให้นักศึกษามีอุดมการณ์ ความรู้ ความเข้าใจและทัศนคติ ที่จำ�เป็นต่อการส่งเสริมกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนการป้องกันแก้ไข และเยียวยาความแย้งด้วยสันติวิธี สร้างให้มีความรู้ ความเข้าใจในบริบทต่างๆ ของความขัดแย้งและความรุนแรงที่เกิดขึ้นระหว่างบุคคล กลุ่มคน องค์กร/ หน่วยงาน และสังคมโดยรวม การศึกษานอกจากในชั้นเรียนแล้ว มีการลงพื้นที่ ทุกภาคเพื่อรับรู้ความเป็นไปของสังคม ชุมชน ทุกๆ ปีรวบรวมแล้วแต่ละรุ่น จะลงพื้นที่ประมาณ ๕๐ จุด เมื่อลงพื้นที่แล้วจะนำ�ผลงานมานำ�เสนอต่อสาธารณะสำ�หรับในหลักสูตร ประกาศนียบัตรชั้นสูงการเสริมสร้างสังคมสันติสุข รุ่นที่ ๔ นี้ได้ศึกษารูปแบบ การอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข โดยจัดทำ�เป็นรูปแบบ “ตัวแบบแห่งสันติสุข” และ นำ�เสนอในมุมมอง“สันติสุขเริ่มที่วิถีชุมชน”เป็นการศึกษารูปแบบของประเทศ บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา สาธารณรัฐตุรกีและสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน และได้ลงพื้นที่ในประเทศเช่นชุมชนกะดีจีน ฝั่งธนบุรี ชุมชนคลองตะเคียน จังหวัดอยุธยาและชุมชนเทศบาลตำ�บลกำ�แพง อำ�เภอละงู จังหวัดสตูล รวมทั้ง การศึกษาในห้องเรียนอีกด้วย ผลงานที่ปรากฏให้ท่านเห็นนี้เป็นส่วนหนึ่งที่มาจากความร่วมมือร่วมใจ ของนักศึกษาในรุ่นที่มุ่งมั่นจะสร้างสรรค์สังคมให้เกิดความสันติสุข ขอชื่นชม ในความมุ่งมั่นของนักศึกษาทุกๆ ท่าน พลเอกเอกชัย ศรีวิลาศ ผู้อำ�นวยการสำ�นักสันติวิธีและธรรมาภิบาล/ ผู้อำ�นวยการหลักสูตรการเสริมสร้างสังคมสันติสุข สถาบันพระปกเกล้า
  2. 2. สารบัญ หน้า สันติวิธีที่ชุมชนคลองตะเคียน ๗ ชุมชนกะดีจีน...แตกต่างอย่างสันติและงดงาม ๑๓ ชุมชนละงู...ละวางความแตกต่างเพื่อสันติ ๒๑ บอสเนีย สมรภูมิโลกจารึก ๒๕ ตุรกี ความแตกต่างคือความสวยงาม ๓๓ อิหร่าน…เทวาธิปไตยแห่งตะวันออกกลาง ๔๕ สันติภาพบนความแตกต่าง ปัจจัยแห่งข้อค้นพบของนักศึกษา ๔ส๔ ๕๙ นักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูง ๖๗ การเสริมสร้างสังคมสันติสุข รุ่นที่ ๔
  3. 3. สันติวิธีที่ชุมชนคลองตะเคียน นักศึกษาหลักสูตรเสริมสร้างสังคมสันติสุข รุ่นที่ ๔ สถาบันพระปกเกล้า
  4. 4. สันติสุขเกิดขึ้นได้..เพราะแตกต่างอย่างเข้าใจ8 • สันติวิธีที่ชุมชนคลองตะเคียน หากใครไม่เชื่อว่าการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยการหันหน้ามาพูดคุย กัน ซึ่งเป็นกระบวนการหนึ่งของสันติวิธี สามารถใช้ในการคลี่คลายปัญหาและ ยุติความขัดแย้งได้อย่างเป็นรูปธรรม ความเป็นไปที่เกิดขึ้น ณ ชุมชนคลอง ตะเคียน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา คือตัวอย่างหนึ่งที่พิสูจน์ให้เห็นความจริง ในเรื่องดังกล่าว ต�ำบลคลองตะเคียนเป็นต�ำบลเก่าแก่ที่มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็น ราชธานี ในสมัยนั้นคลองตะเคียนถูกเรียกว่า “คลองขุนละครไชย” เป็นชุมชน ที่อยู่อาศัยของชาวมุสลิมสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่ง มาจากต่างประเทศ เช่น อาหรับ อินเดีย เปอร์เซีย มลายูและจาม อีกกลุ่มเป็นชาวสยามซึ่งเป็นคนพื้นเพเดิม ที่นับถือศาสนาอิสลาม สถานที่ตั้งของต�ำบลคลองตะเคียนมีล�ำคลองใหญ่และเคยมีต้นตะเคียน ขนาดใหญ่อยู่ด้วยจากข้อมูลในประวัติศาสตร์เล่ากันว่า บริเวณปากคลองด้าน ทิศตะวันออกเคยมีต้นตะเคียนขนาดใหญ่สูงตระหง่านเป็นเสมือนแลนด์มาร์ค ในสมัยโบราณคลองนี้ใช้เป็นเส้นทางล่องซุงท�ำไม้ จึงได้เรียกชื่อต�ำบลตาม ล�ำคลองว่า “ต�ำบลคลองตะเคียน” ปัจจุบันต�ำบลคลองตะเคียนมีพื้นที่ทั้งหมดจ�ำนวน๔,๔๘๗ไร่เป็นพื้นที่ ท�ำการเกษตรจ�ำนวน ๒,๖๔๙ ไร่ ทิศเหนือติดกับ ต�ำบลส�ำเภาล่ม ทิศใต้ติดกับ อ�ำเภอบ้านรุน ทิศตะวันออก ติดกับ ต�ำบลเกาะเรียน และทิศตะวันตก ติดกับ ต�ำบลปากกราน สภาพพื้นที่ทั่วไป เป็นที่ราบลุ่มมีแม่น�้ำเจ้าพระยาและล�ำคลอง “คลองตะเคียน” ไหลผ่าน การเดินทางจากกรุงเทพมหานครไปยังคลองตะเคียนกระท�ำได้สอง หนทางคือ ทางรถยนต์ โดยใช้ถนนสายเอเชียมุ่งสู่ตัวเมืองพระนครศรีอยุธยาใช้ เวลาประมาณ ๑ ชั่วโมง ๓๐ นาที หากต้องการบรรยากาศในสมัยก่อนแนะน�ำ ให้ล่องเรือขึ้นไป ตามแม่น�้ำเจ้าพระยา หากตั้งต้นที่ท่าน�้ำศิริราชจะใช้เวลา ประมาณ ๒ ชั่วโมง ราษฎรของต�ำบลคลองตะเคียนตั้งบ้านเรือนอยู่บริเวณริมแม่น�้ำและ ล�ำคลอง จ�ำนวน ๑๓ หมู่บ้าน จ�ำนวนประชากร ๔,๙๔๘ คน รวม ๘๑๔ หลังคา เรือนตามทะเบียนบ้าน แต่เป็นที่รู้กันว่าต�ำบลนี้มีครัวเรือนที่แท้จริงกว่า๑,๒๐๐
  5. 5. สันติสุขเกิดขึ้นได้..เพราะแตกต่างอย่างเข้าใจ • 9 ครัวเรือนมีสถานที่ส�ำคัญทางศาสนาพุทธคริสต์และอิสลามตั้งในชุมชนเดียวกัน เมื่อถึงห้วงเวลาส�ำคัญของแต่ละศาสนา เราจะได้เห็นประเพณีต่างๆ เช่น การถือศีลอดในช่วงรอมฎอน การแห่เทียนพรรษา วันขอบคุณพระเจ้า เป็นต้น ชาวคลองตะเคียนโดยทั่วไปด�ำรงชีวิตเรียบง่าย ท�ำอาชีพประมงน�้ำจืด ท�ำแห ท�ำอวน ทอผ้า ท�ำสุ่มไก่และโรตีอันเลื่องชื่อ ชาวชุมชนคลองตะเคียน จัดเป็นชุมชนที่มีอัตลักษณ์และมีความโดดเด่นของตนเองนั่นคืออยู่ร่วมกันอย่าง สันติสุขภายใต้สังคมพหุวัฒนธรรม แต่นั่นก็มิได้หมายความว่า พวกเขาจะไม่มีความขัดแย้ง เพราะในความเป็นจริง สังคมมนุษย์ทุกแห่งล้วนแล้วแต่หลีกไม่พ้น ความขัดแย้งไม่เว้นแม้แต่สังคมเล็กๆ อย่างในครอบครัวของเราเองในห้องเรียน หรือในที่ท�ำงาน ไปจนกระทั่งถึงสังคมใหญ่ระดับชาติที่มีความขัดแย้งระหว่าง เจ้าหน้าที่ของรัฐกับประชาชนและระหว่างประชาชนด้วยกัน ชุมชนคลองตะเคียนก็เช่นกัน ตัวอย่างเรื่องราวความขัดแย้งของชาวคลองตะเคียนและวิธีการแก้ไขของ พวกเขา มีความน่าสนใจและน่าเรียนรู้ เรื่องแรกเป็นกรณีเกี่ยวกับการรุกล�้ำเขตที่ดิน ระหว่างชาวชุมชน ๒ คน คือ นางอามีนะห์ อายุ ๕๐ ปี กับนางล�ำละ อายุ ๔๑ ปี เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อ วันที่ ๑๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ ทั้งสองมีที่ดินติดกันโดยต่างก็มีหนังสือราชการเป็น โฉนดที่แสดงถึงกรรมสิทธิ์ของแต่ละคน นางล�ำละต้องการสร้างบ้านพักในบริเวณที่ดินดังกล่าว ท�ำให้เกิดกรณี ขัดแย้งกับนางอามีนะห์ เนื่องจากนางอามีนะห์เห็นว่าก�ำลังสร้างบ้านรุกล�้ำเขต ที่ดินของตนจึงเกิดการโต้แย้งในเรื่องเส้นแบ่งเขตที่ดินซึ่งทั้งคู่ต่างมั่นใจว่าตนเอง เป็นฝ่ายถูก ในที่สุดกรณีขัดแย้งนี้ถูกน�ำเข้าสู่กระบวนการจัดการความขัดแย้งของ ชุมชนโดยมีผู้ใหญ่บ้านเป็นคนกลางเข้ามามีส่วนร่วมในการคลี่คลายในเบื้องต้น และหากไม่สามารถคลี่คลายได้ต้องน�ำเรื่องไปสู่การจัดการของอิหม่าม นายสมชายซึ่งเป็นผู้ใหญ่บ้านได้เรียกคู่กรณีทั้งสองมาคุยกันในเบื้องต้น จึงทราบว่า ทั้งสองระบุเขตที่ดินไม่ตรงกัน ในครั้งแรกแต่ละคนพยายามดึงดัน ว่าตนเองเป็นฝ่ายถูก นายสมชายจึงตัดสินว่า ให้น�ำเขตที่ดินของทั้งสองคน มาแบ่งครึ่งแล้วสอบถามความเห็นของทั้งสองฝ่าย
  6. 6. สันติสุขเกิดขึ้นได้..เพราะแตกต่างอย่างเข้าใจ10 • นอกจากนี้นายสมชายยังตอกย�้ำเรื่องหลักการของศาสนาว่าด้วยการ ละเมิดสิทธิของคนอื่น โดยเฉพาะการบุกรุกที่ดินของผู้อื่นนั้น โทษที่ผู้บุกรุก จะได้รับในโลกหน้าตามความเชื่อของชาวมุสลิมนั้น ผู้บุกรุกจะต้องน�ำที่ดินที่ได้ บุกรุกจ�ำนวน ๗ ชั้นแบกไปให้ให้เจ้าของที่ดินและจะได้รับการทรมานอย่างเจ็บ ปวดในไฟนรกอีกด้วย การชี้น�ำของผู้ใหญ่บ้านได้ผล เพราะนางล�ำละและนางอามีนะห์พอใจ และยอมรับในการตัดสินในครั้งนี้ ปัจจุบันทั้งสองอยู่ร่วมกันอย่างไม่มีปัญหา ตัวอย่างที่สอง เป็นเรื่องของความขัดแย้งเกี่ยวกับตลาดนัด กล่าวคือ มัสยิดกุฎีช่อฟ้าได้จัดให้มีตลาดนัดทุกเช้าวันจันทร์และเย็นวันศุกร์ โดยบริเวณ ที่ร้านค้ามาวางขายสินค้าอยู่ด้านข้างถนนข้างมัสยิด ต่อมาผู้ใช้รถในการสัญจรไปมาได้รับความเดือนร้อน จึงร้องเรียนไปยัง กรมชลประทานซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่ว่าแม่ค้าวางสินค้ากีดขวางการจราจรและ อาจเกิดอุบัติเหตุได้ หัวหน้ากรมชลประทานจึงส่งเรื่องให้คณะกรรมการมัสยิด ช่วยแก้ไขเรื่องนี้ เมื่อคณะกรรมการมัสยิดรับทราบเรื่องร้องเรียนจึงได้จัดให้มีการประชุม เพื่อหาแนวทางแก้ไขความขัดแย้งดังกล่าว โดยใช้หลักการ “มูชาวาเราะฮ.” ซึ่งเป็นการหาทางออกร่วมกันของคนในชุมชนโดยมีเป้าหมายเพื่อความสงบ สุขร่วมกันโดยทางร้านค้าแต่งตั้งตัวแทนเป็นผู้เจรจา คือนางฟาติมะห์กับคณะ กรรมการมัสยิด ในที่สุดได้ข้อสรุปส�ำคัญ ๒ ข้อ ได้แก่ ๑. ให้ร้านค้าจัดการย้ายไปขายในพื้นที่วากัฟของมัสยิด ซึ่งอยู่บริเวณ ข้างวัดโคก ซึ่งจะท�ำให้ประชาชนที่สัญจรไปมาไม่เดือนร้อนและไม่เกิดอุบัติเหตุ ทั้งสร้างความเป็นระเบียบชุมชน ๒. บริเวณร้านค้าเดิมที่เป็นจุดข้อพิพาทได้จัดให้เป็นสถานที่จัดกิจกรรม ของมัสยิดเพิ่ม ส่วนที่เหลือจัดสรรเป็นที่ออกก�ำลังกายและนันทนาการต่างๆ ให้กับประชาชน ข้อสรุปดังกล่าวเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย ท�ำให้ปัญหาเรื่องตลาดนัด คลี่คลาย ชาวชุมชนใช้ชีวิตต่อไปได้ตามปกติสุข จากตัวอย่างที่เล่ามาข้างต้น หากพิจารณาอย่างลึกซึ้งแล้ว เราจะพบว่า การที่คู่ขัดแย้งสามารถแก้ปัญหาข้อขัดแย้งจนส�ำเร็จลุล่วง มิได้เป็นผลมาจาก การเจรจากันเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
  7. 7. สันติสุขเกิดขึ้นได้..เพราะแตกต่างอย่างเข้าใจ • 11 หากแต่ “วิถีชุมชน” ซึ่งเป็นพื้นฐานในการด�ำรงชีวิตของผู้คน นับเป็น ปัจจัยแรกเริ่มและองค์ประกอบส�ำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนให้การเจรจาด�ำเนินไปได้ ด้วยดี และประสบความส�ำเร็จในท้ายที่สุด วิถีชุมชนของชาวคลองตะเคียนซึ่งใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย ท�ำให้พวกเขา ไม่มีความทะเยอทะยานแบบสุดโต่งเมื่อไม่สุดโต่งการประนีประนอมปรองดอง แบบ“พบกันครึ่งทาง”หรือเกลี่ยในสิ่งที่พึงมีพึงได้ในลักษณะประสานประโยชน์ ร่วมกัน จึงเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ วิถีชุมชนของชาวคลองตะเคียนซึ่งยึดมั่นในค�ำสอนตามศาสนาที่มุ่งให้ ทุกคนกระท�ำความดีอยู่ร่วมกันโดยไม่เบียดเบียน เช่น ค�ำสอนในศาสนาพุทธ ที่ว่า“สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น”หรือ หลักการ “มูชาวาเราะฮ.” ในศาสนาอิสลามที่มุ่งความสงบสุขร่วมกัน “มนุษย์ ทุกคนเป็นบุตรของพระเยซู” ตามศาสนาคริสต์ท�ำให้พวกเขารู้จักใช้ “สติ” ในการมองปัญหามากกว่าการใช้อารมณ์ความรู้สึกเป็นตัวตั้ง ด้วยวิถีชีวิตเช่นนี้ความรุนแรงจึงไม่เกิดขึ้นและต่างฝ่ายต่างรู้สึกว่ามีแต่ พวกเราไม่มี “พวกเขา” จึงยินยอมที่จะผ่อนปรนให้แก่กันมากกว่าที่จะ มุ่งเอาชนะคะคานกัน เพื่อให้ตนเองสมประโยชน์แต่ฝ่ายเดียว วิถีชุมชนของชาวคลองตะเคียนซึ่งยอมรับในวัฒนธรรมประเพณี ที่แตกต่างกันของคนในชุมชนต่างศาสนาภายใต้ความเชื่อมั่นและให้ความเคารพ ในตัวผู้น�ำชุมชนท�ำให้บทบาทของผู้น�ำชุมชนมีน�้ำหนักอย่างมากในการโน้มน้าว ให้ทุกคนยอมรับค�ำแนะน�ำและข้อเสนอต่างๆจนน�ำไปสู่การแก้ไขปัญหาร่วมกัน ในท้ายที่สุด ทั้งหมดนี้คือการชี้ให้เห็นถึงคุณประโยชน์ของ “วิถีชุมชน” ในฐานะ ยาสามัญประจ�ำท้องถิ่น ที่ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันความรุนแรง ไม่ให้เกิดขึ้นและ ใช้เป็นยาแก้โรคขัดแย้งของผู้คนในท้องถิ่นที่มีชื่อว่า “คลองตะเคียน” ท�ำให้ ชุมชนแห่งนี้ด�ำรงไว้ซึ่งความสงบสุขอย่างยั่งยืน
  8. 8. ชุมชนกะดีจีน... แตกต่างอย่างสันติและงดงาม นักศึกษาหลักสูตรเสริมสร้างสังคมสันติสุข รุ่นที่ ๔ สถาบันพระปกเกล้า
  9. 9. สันติสุขเกิดขึ้นได้..เพราะแตกต่างอย่างเข้าใจ14 • ชุมชนกะดีจีน... แตกต่างอย่างสันติและงดงาม คนส่วนใหญ่มักมีความคิดพื้นฐานว่าความแตกต่างของวิถีชีวิต ศาสนา ความเชื่อรวมทั้งวัฒนธรรมประเพณีมักเป็นสาเหตุเบื้องต้นที่ท�ำให้เกิดความขัด แย้งและบานปลายไปสู่การใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา แต่หากได้เข้าไปสัมผัสกับชุมชนที่มีชื่อว่า “กะดีจีน” ความคิดนั้นก็คง จะแปรเปลี่ยนไปสู่ความอัศจรรย์ใจเมื่อพบว่า แท้ที่จริงแล้ว “ความแตกต่าง” ไม่ใช่ตัวปัญหาของการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขและชุมชนกะดีจีนคือตัวอย่างและ บทพิสูจน์ที่ปรากฏให้เห็นเป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน เราจะไปสัมผัสที่นั่นด้วยกัน ชุมชนกะดีจีนตั้งอยู่บนฝั่งธนบุรีริมแม่น�้ำเจ้าพระยาไม่ไกลจาก วัดอรุณราชวรารามและพระราชวังเดิม ซึ่งเป็นที่ตั้งของกองบัญชาการ กองทัพเรือ ชุมชนแห่งนี้มีพื้นที่ประมาณ ๓๐ ไร่ผู้คนในชุมชนอาศัยอยู่ร่วมกัน ประมาณ ๒๕ ๐หลังคาเรือน แต่สิ่งที่ท�ำให้ชุมชนแห่งนี้โดดเด่นเหนือกว่าชุมชนใดก็คือ ผู้คนในชุมชน มีถึง ๓ ศาสนา ๔ ความเชื่อ ประกอบด้วยศาสนาพุทธ ศาสนาอิสลาม ศาสนา คริสต์ บนความเชื่อแบบไทย จีน ฝรั่ง และอิสลาม เมื่อเข้าสู่พื้นที่ของชุมชนกะดีจีน เราจึงได้เห็นโบสถ์ซางตาครู้สของชาว คริสต์ยืนตระหง่านอยู่ไม่ไกลจากมัสยิดของชาวมุสลิมบริเวณคลองบางหลวง ที่รู้จักกันในนาม “มัสยิดกุฎีขาว” ขณะที่บริเวณใกล้กับวัดกัลยาณมิตรของ ชาวพุทธเป็นที่ตั้งของศาลเจ้าเกียนอันเกงซึ่งเป็นที่เคารพของชาวไทยเชื้อสาย จีน เพื่อให้หายสงสัยว่าท�ำไมคนต่างเชื้อสายต่างศาสนาจึงมาอยู่รวมกันได้ ในชุมชนที่มีอายุกว่า๒๐๐ปีขออนุญาตเล่าถึงประวัติศาสตร์ให้ทราบโดยสังเขป ดังนี้ กะดีจีนเป็นพื้นที่ชุมชนเก่าแก่ก�ำเนิดขึ้นมาตั้งแต่สมัยที่สมเด็จ พระเจ้าตากสินมหาราช ตั้งกรุงธนบุรีเป็นราชธานี เมื่อพระองค์มีชัยในศึก กู้ชาติหลังเสียกรุงศรีอยุธยาแก่พม่าเป็นครั้งที่สอง
  10. 10. สันติสุขเกิดขึ้นได้..เพราะแตกต่างอย่างเข้าใจ • 15 ระหว่างที่กรุงธนบุรีเป็นเมืองหลวงกะดีจีนเป็นถิ่นที่อาศัยของผู้คน ๓ เชื้อสาย คือ ชาวไทยเชื้อสายจีน ชาวคริสต์และชาวอิสลาม หรือพูดง่ายๆ ก็คือ เป็นที่อยู่ของไทย จีน ฝรั่ง และมุสลิม คนเหล่านี้เข้ามายังกะดีจีนนได้อย่างไรและท�ำไมที่นี่จึงถูกเรียกว่า “กะดีจีน” ผู้เขียนขอเริ่มที่ความเป็นมาของจีนก่อนเป็นล�ำดับแรก เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงเป็นชาวไทย เชื้อสายจีน ดังนั้นเมื่อพระองค์เสด็จฯ มาสถาปนาเมืองหลวงใหม่ที่ธนบุรีจึงมี ชาวจีนจ�ำนวนหนึ่งติดตามมาด้วย ชาวจีนกลุ่มนี้จึงได้รับพระราชทานที่ดินบริเวณปากคลองบางหลวงหรือ คลองบางกอกใหญ่ในปัจจุบันให้เป็นที่อยู่อาศัย เช่นเดียวกับชาวคริสต์จากกรุงศรีอยุธยาที่ได้อพยพตามสมเด็จ พระเจ้าตากสินมหาราชมายังกรุงธนบุรีและได้รับพระราชทานที่ดินในบริเวณ เดียวกันให้เป็นที่อยู่อาศัย ซึ่งตามประวัติกล่าวไว้ว่าเมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชพระราชทาน ที่ดินแปลงหนึ่งพร้อมด้วยเงินจ�ำนวน ๒๐ กษาปณ์ให้บาทหลวงยาโกเบ กอร์ ผู้น�ำของชาวคริสต์และชาวโปรตุเกสในขณะนั้น เมื่อวันที่ ๑๔ กันยายน พ.ศ. ๒๓๑๒ แล้ว บาทหลวงก็เป็นผู้สร้างบ้านเรือนเป็นชุมชนชาวคริสต์ในย่าน กะดีจีนเรียกว่า “ค่ายซางตาครู้ส” และสร้างโบสถ์เล็กๆ ขึ้นหลังหนึ่งเมื่อวันที่ ๒๕ พฤษภาคม พ.ศ.๒๓๑๓ ตั้งชื่อให้ว่า “โบสถ์ซางตา ครู้ส” ทั้งนี้ค�ำว่า Santa Cruz เป็นภาษาโปรตุเกส ซึ่งตรงกับภาษาละตินว่า Sanctus Crux แปลว่า “กางเขนศักดิ์สิทธิ์” ส่วนชาวมุสลิมในพื้นที่นี้ก็อพยพมาจากกรุงศรีอยุธยาหลังเสียกรุงเช่นกัน โดยมาปักหลักสร้างแพอยู่บริเวณสองฝั่งคลองบางกอกใหญ่ และจากค�ำบอกเล่าบริเวณแห่งนี้เคยมีมัสยิดที่ก่อสร้างด้วยไม้ชื่อว่า “กุฎีแดง” มาก่อน และพบสระน�้ำละหมาดขนาดเล็ก กว้างยาวด้านละ ๓ วา จึงสันนิษฐานกันว่าในช่วงเวลานั้นมุสลิมกลุ่มนี้ได้สร้างกุฎีแดงขึ้นเพื่อประกอบ ศาสนกิจบนฝั่งคลองนั่นเองและยังปรากฏด้วยว่าสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ได้พระราชทานยศให้กับข้าราชการชาวมุสลิมที่ร่วมกู้ชาติด้วยโดยหัวหน้ามุสลิม ได้เป็น “เจ้าพระยาจักรี” และแม่ทัพเรือมุสลิมเป็น “พระยาราชวังสัน”
  11. 11. สันติสุขเกิดขึ้นได้..เพราะแตกต่างอย่างเข้าใจ16 • นี่คือที่มาของบรรพชนไทย จีน ฝรั่ง และอิสลาม แห่งชุมชนที่มีชื่อว่า “กะดีจีน” ส่วนที่มาของชื่อกะดีจีนสืบเนื่องจากบริเวณนี้เคยเป็นที่ตั้งของศาลเจ้า จีน ๒ หลัง คือ ศาลเจ้าพ่อกวนอู และศาลเจ้าพ่อโจวซือกง ต่อมาศาลทั้ง ๒ หลัง ทรุดโทรมไปตามกาลเวลา เมื่อถึงสมัยรัชกาลที่ ๓ จึงมีการสร้างศาลเจ้าขึ้นใหม่ บนพื้นที่เดิมและเปลี่ยนองค์ประธานเป็น“เจ้าแม่กวนอิม”พร้อมทั้งตั้งชื่อใหม่ ว่า “ศาลเจ้าเกียงอันเกง” ซึ่งมีความหมายว่าวังที่ให้ความสงบสุขแก่แผ่นดิน ศาลแห่งนี้มีลักษณะตามสถาปัตยกรรมแบบจีนและเคยมีพระสงฆ์จาก จีนมาจ�ำพรรษา จึงถูกเรียกขานจากชาวบ้านว่า “กุฏิจีน” อันหมายถึงกุฏิที่มี พระจีนอาศัยอยู่ ต่อมาชื่อ “กุฏิจีน” จึงค่อยเพี้ยนไปกลายเป็น “กุฎีจีน หรือ กะดีจีน” แต่ความหมายยังคงเหมือนเดิม เพราะค�ำว่า กุฏิหรือกุฎีล้วนแปลว่าที่อยู่ของ นักบวชทั้งสิ้น และนี่ก็คือ “กะดีจีน” ในปัจจุบันซึ่งมีความหลากหลายทางวัฒนธรรม หลอมรวมกันอยู่ได้อย่างสงบสุขและงดงามด้วยศาสนาสถานส�ำคัญ อาทิ โบสถ์ซางตาครู้ส ซึ่งถือเป็นวัดคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกแห่งแรกของ ฝั่งธน โดยโบสถ์ซางตาครู้สหลังแรกนั้นสร้างด้วยไม้ เมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสิน มหาราช เสด็จมาเห็นว่าโบสถ์ทรุดโทรมมากจึงมีรับสั่งให้ซ่อมแซมบูรณะ ตราบจนมีอายุ ๖๕ ปี จากนั้นในปี พ.ศ.๒๓๗๘ โบสถ์ก็ถูกสร้างขึ้นใหม่เป็นครั้งที่สอง โดย บาทหลวงบัลเลอกัวมีรูปทรงคล้ายศาลเจ้าจีนซึ่งโบสถ์หลังที่สองนี้มีอายุถึง๗๘ ปี แต่ในห้วงเวลาดังกล่าวก็ได้เกิดเหตุการณ์ส�ำคัญขึ้นหลายครั้ง ทั้งภัยน�้ำท่วม และไฟไหม้ กระทั่งในปี พ.ศ.๒๔๕๖ โบสถ์หลังที่สามก็ถูกสร้างขึ้นโดยบาทหลวง กูเลียล โมกิ๊น คาครูส และด�ำรงอยู่สืบมาจนปัจจุบัน ซึ่งตัวโบสถ์มีความใหญ่โต สวยงาม มีลักษณะทางสถาปัตยกรรมแบบนีโอคลาสิก ผสมกับเธอเนสซองส์ มีจุดเด่นอยู่ที่หอคอยของอาคารซึ่งเป็นรูปโดม เช่นเดียวกันกับพระที่นั่ง อนันตสมาคม ตัวอาคารก่ออิฐถือปูนประดับด้วยลวดลายปูนปั้นที่งดงาม กระจกบนโดมเป็นกระจกสีเขียนเป็นภาพเหตุการณ์ส�ำคัญในคริสต์ศาสนา
  12. 12. สันติสุขเกิดขึ้นได้..เพราะแตกต่างอย่างเข้าใจ • 17 ทั้งนี้ศิลปะแบบนีโอคลาสิกเป็นการเลียนแบบงานของกรีกและโรมัน ทั้งโดยตรงและน�ำมาประยุกต์ผลงานศิลปะส่วนใหญ่เป็นงานจิตรกรรมมักแสดง ลักษณะของรูปคนได้ถูกต้องชัดเจนตามหลักกายวิภาคศาสตร์ และท่าทางการ แสดงออกตามแบบอย่างศิลปะกรีก ส่วนศาสนาสถานของชาวไทยพุทธในชุมชนนี้คือวัดกัลยาณมิตรซึ่งสร้าง ขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๓ โดยภายในวัดมีทั้งโบราณสถานและโบราณวัตถุที่ส�ำคัญ อยู่มากมาย อาทิ พระอุโบสถพระพุทธรูปหล่อปางปาลิไลยก์พระวิหารหลวง(วิหารหลวง พ่อโตหรือช�ำปอกง)พระวิหารน้อยหอพระธรรมมณเฑียรเถลิงพระเกียรติเจดีย์ บรรจุอัฐิเจ้าพระยานิกรบดินทร์ (บุตรเจ้าพระยานิกรบดินทร์) เจดีย์เหลี่ยม หอระฆัง ศาลาการเปรียญ ศาลาเก๋งจีน และศาลาตรีมุข ทั้งยังมีหมู่กุฏิสงฆ์ และอาคารส�ำนักงาน ซึ่งมีทั้งแบบเก่าและใหม่ บางหลังเป็นฝีมือช่างสมัยรัชกาลที่ ๓ รัชกาลที่ ๕ และรัชกาลที่ ๗ มีลักษณะ ทางศิลปกรรมที่งดงามยิ่งนัก ส่วนศาสนาสถานของชาวไทยมุสลิมในชุมชนนี้คือ มัสยิดบางหลวง ซึ่งก่อสร้างในลักษณะผสมผสานกับศาสนาพุทธได้อย่างลงตัวที่สุด ทั้งนี้มัสยิดบางหลวงนับว่าเป็นมัสยิดแห่งเดียวในโลกที่เป็นทรงไทย ทั้งหลังโดยไม่ได้ก่อสร้างตามพิมพ์นิยมทั่วไปที่มีหลังคารูปโดมและมีสัญลักษณ์ ดาวกับเดือนเสี้ยวประดับอยู่ ซึ่งอิหม่ามประจ�ำมัสยิดบางหลวงบอกว่า มัสยิดไม่จ�ำเป็นต้องเป็นรูปโดม อาคารสถานที่ทุกอย่างไม่ได้มีกฎเกณฑ์ ว่าต้องสร้างอย่างไร แต่แก่นแท้ที่ส�ำคัญจริงๆ นั่นคือ ชาวมุสลิมยึดมั่นใน พระอัลเลาะห์องค์เดียว โดยมัสยิดบางหลวงได้ตั้งหันหน้าไปทางทิศตะวันออก บันไดทางขึ้นทั้งสองข้างมีลวดลายศิลปะไทย พลสิงห์และบังขึ้นพื้นหน้ามุข ปูด้วยกระเบื้องซีเมนต์ ขณะที่หน้าบันมีลักษณะของศิลปะ ๓ ชาติ คือ กรอบหน้าบัน (ศิลปะ ไทย) เป็นเครื่องล�ำยองประดับห้ามลายไว้บนยอด ใบหน้าบัน (ศิลปะฝรั่ง) เป็น ปูนปั้นลายก้านแย่งใบฝรั่งเทศดอกไม้เป็นดอกเมาดาล(ศิลปะจีน)ซึ่งลายศิลปะ ๓ ชาตินี้ ได้น�ำมาประดับที่กรอบประตูและหน้าต่างทุกบานของมัสยิด ส่วนตัว อาคารที่เป็นปูนทาสีขาวล้วนจึงเป็นที่มาของการเรียกชื่อมัสยิดนี้อีกอย่างหนึ่ง ว่า “กุฎีขาว”
  13. 13. สันติสุขเกิดขึ้นได้..เพราะแตกต่างอย่างเข้าใจ18 • ส่วนที่เป็นไม้ทาสีเขียว แม้ว่าตัวอาคารจะสร้างเป็นทรงไทย แต่ผู้สร้าง ก็ได้สอดแทรกหลักการทางศาสนาอิสลามเอาไว้ด้วย คือ มีเสาค�้ำยันชายพาไล จ�ำนวน๓๐ต้นเท่ากับบทบัญญัติในคัมภีร์อัลกุรอานซึ่งมี๓๐บทห้องละหมาด มี ๑๒ หน้าต่าง ๑ ประตู รวมเป็น ๑๓ ช่อง เท่ากับกฎละหมาด ๑๓ ข้อ และ แบ่งพื้นที่แยกไว้ส�ำหรับหญิงและชาย เนื่องจากห้ามละหมาดด้วยกัน มัสยิดบางหลวงหรือกุฎีขาวจึงมีการผสมผสานระหว่างศิลปะทั้งของชาว มุสลิมไทยจีนและฝรั่งหากแต่ผลงานที่ปรากฏกลับกลมกลืนและมีความงดงาม อย่างน่าอัศจรรย์ จากทั้งหมดที่เล่ามาคงเห็นแล้วใช่มั้ยครับว่า ชุมชนกะดีจีนแห่งนี้เป็นที่ หลอมรวมของผู้คนต่างศาสนาและวัฒนธรรมให้อยู่ร่วมกันได้ท่ามกลางค�ำถาม จากคนที่ไม่เคยสัมผัสวิถีชีวิตของพวกเขาว่า “ชุมชนกะดีจีนอยู่กันได้อย่างไร ท�ำไมจึงไม่มีข้อขัดแย้ง” ค�ำตอบที่อยากเฉลยให้ทราบก็คือที่เขาอยู่กันได้ก็เพราะผู้คนในชุมชนนี้ ยอมรับซึ่งความแตกต่างของกันและกันทั้งในแง่วัฒนธรรมประเพณีและ ความเชื่อตามหลักศาสนา พวกเขาจะไม่วิพากษ์วิจารณ์ความเชื่อและพิธีกรรมในศาสนาอื่น ไม่ลบหลู่ดูแคลนด้วยยึดมั่นว่าทุกศาสนาสอนให้มนุษย์ทุกคนเป็นคนดีและ ประพฤติดีต่อผู้อื่น นอกจากนี้เมื่อมีกิจกรรมใดซึ่งแม้จะต่างศาสนาแต่พวกเขาจะช่วยเหลือ เกื้อกูลกัน เราจึงได้เห็นมุสลิมน�ำข้าวหมกไก่มาช่วยงานบุญของไทยพุทธ หรือ ได้เห็นไทยพุทธท�ำขนมมอบให้มุสลิมในงานฉลองสิ้นสุดเทศกาลถือศีลอดได้เห็น ไทยพุทธร่วมไหว้เจ้ากับชาวจีนในเทศกาลสารทจีนได้เห็นผู้คนทุกเชื้อชาติเข้า โบสถ์ร่วมกิจกรรมที่วัดซางตาครู้สจัดขึ้น เป็นต้น แต่หัวใจส�ำคัญที่สุดของการอยู่ร่วมกันของพวกเขาก็คือ การสืบเชื้อสาย มาจากบรรพชนเดียวกัน นั่นคือบรรพชนกะดีจีน ซึ่งมีทั้งไทย จีน อิสลาม ฝรั่ง มีรากเหง้ามาตั้งแต่ครั้งตั้งกรุงธนบุรีใหม่ๆ คนในชุมชนนี้จึงแทบจะรู้จักกันหมดว่าบ้านไหนตระกูลไหนมีประวัติ อย่างไร และพวกเขาพยายามที่จะด�ำรงความสัมพันธ์และมิตรไมตรีเช่นนี้ไว้ให้ นานที่สุด แม้ว่าสภาพสังคมในปัจจุบันจะแปรเปลี่ยนไปก็ตาม
  14. 14. สันติสุขเกิดขึ้นได้..เพราะแตกต่างอย่างเข้าใจ • 19 ชุมชนกะดีจีนจึงน่าจะเป็น “ต้นแบบ” ที่ท�ำให้คนไทยในชุมชนใหญ่คือ “ชุมชนประเทศไทย” ได้ประจักษ์ว่า “ความแตกต่าง” โดยเฉพาะในเรื่องของศาสนาและความเชื่อทางการ เมือง ไม่ใช่สิ่งที่จะท�ำให้พวกเราต้องแตกแยกกัน หากแต่ความแตกต่างอาจแปรเปลี่ยนไปเป็นความงดงามได้ เช่นเดียวกับที่สิ่งที่งดงามบนความแตกต่างของชุมชนกะดีจีนซึ่งเป็น ที่ประจักษ์ต่อทุกคนตราบจนทุกวันนี้
  15. 15. ชุมชนละงู... ละวางความแตกต่างเพื่อสันติ นักศึกษาหลักสูตรเสริมสร้างสังคมสันติสุข รุ่นที่ ๔ สถาบันพระปกเกล้า
  16. 16. สันติสุขเกิดขึ้นได้..เพราะแตกต่างอย่างเข้าใจ22 • ชุมชนละงู...ละวางความแตกต่างเพื่อสันติ ไกลออกไปในดินแดนด้ามขวาน ท่ามกลางความรุนแรงที่เกิดขึ้นจาก ความขัดแย้งของกลุ่มคนที่มีความเชื่อฝังใจในเรื่องของประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์ และศาสนา ยังมีอีกพื้นที่หนึ่งซึ่งผู้คนที่มีความแตกต่างกันในเรื่องเชื้อชาติและ ศาสนา สามารถใช้ชีวิตร่วมกันได้อย่างสงบและสันติ พื้นที่นั้นก็คือ ชุมชนละงู จังหวัดสตูล อาจกล่าวได้ว่า “ละงู” คือความเหมือนและภาพพิมพ์เดียวกับชุมชน กะดีจีนและชุมชนคลองตะเคียนซึ่งคนต่างศาสนาทั้งไทยพุทธมุสลิมและคริสต์ อยู่ร่วมกันโดยไม่มีข้อขัดแย้ง ต�ำบลละงูตั้งเป็นต�ำบลตั้งแต่เมื่อใด ไม่ปรากฏหลักฐานที่แน่ชัด มีเพียง ชื่อต�ำบลที่เล่าสืบต่อกันมา ค�ำว่า “ละงู” มาจากภาษามลายูโบราณ โดยเพี้ยน มาจากค�ำว่า “ลากู” แปลว่า ซื้อง่ายขายคล่อง แสดงว่าบริเวณนี้เคยเป็นเมือง รุ่งเรืองมาก่อน บ้างก็ว่าที่มาของละงูมีต�ำนานเล่าขานว่า เมื่ออดีต ๗๐ ปีก่อน มีพญางู ขนาดใหญ่ตัวหนึ่งอาศัยอยู่ที่สระน�้ำหนองปันหยา ท�ำให้สัตว์ต่างๆ ไม่กล้าเข้า ใกล้หนองปันหยา และด้วยเหตุที่มีล�ำตัวขนาดใหญ่ท�ำให้เคลื่อนไหวตัวล�ำบาก พญางูจึงอ้าปากดักจับกินสัตว์เป็นอาหาร ต่อมามีโจรกลุ่มหนึ่งคอยดักปล้นราษฎรและหลบเข้าไปอยู่ในป่า ได้เจอ ปากของพญางูจึงคิดว่าเป็นเพิง จึงเข้าไปนอนพักผ่อนโดยน�ำหอกแทงไว้ที่เพิง โดยไม่สังเกตว่ามีเลือดไหลออกมาที่เพิง ฝ่ายพญางูก็ขยับจะกินเหยื่อก็เกิดความเจ็บปวดจนต้องสะบัดหัวไปมา กลุ่มโจรจึงวิ่งหนีพร้อมด้วยความตกใจเมื่อรู้ว่าเข้าไปอยู่ในปากงู จึงได้เรียกดิน แดนแห่งนี้ติดปากว่า บ้านละงู ชุมชนละงูอยู่ในเขตเทศบาลต�ำบลก�ำแพง จังหวัดสตูล ซึ่งในภาพรวม ของชาวสตูลส่วนใหญ่จะเป็นมุสลิม เพราะมีผู้นับถือศาสนาอิสลามถึง ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือเป็นชาวพุทธ ๑๙ เปอร์เซ็นต์ และอีก ๑ เปอร์เซ็นต์ เป็นชาว คริสต์นิกายโปรเตสแตนต์
  17. 17. สันติสุขเกิดขึ้นได้..เพราะแตกต่างอย่างเข้าใจ • 23 เหตุที่คนสตูลเป็นชาวมุสลิมจ�ำนวนมากก็เนื่องจากดินแดนแห่งนี้ มีรากเหง้ามาจากบรรพชนที่นับถือศาสนาอิสลามอพยพมาจากไทรบุรี จนอาจ กล่าวได้ว่า สตูลเป็นดินแดนมุสลิมมาแต่ครั้งโบราณกาล ส�ำหรับชาวไทยพุทธเริ่มเข้าไปยังสตูลในช่วงต้นสมัยรัตนโกสินทร์ ซึ่งอาณาเขตของสยามแผ่กว้างไกลไปรอบทิศจนถึงทางตอนใต้ ไม่ว่าจะเป็น ปัตตานี ปะลิส และตรังกานู ล้วนแล้วแต่เป็นเขตแดนของสยามทั้งสิ้น ส่วนชาวคริสต์เพิ่งจะเข้าสู่จังหวัดสตูลเมื่อประมาณ ๓๐ ปีที่ผ่านมา โดยมีการเผยแพร่ค�ำสอนตามหลักศาสนาคริสต์ที่โบสถ์ขนาดใหญ่ ๒ แห่ง ซึ่งสร้างขึ้นในตัวเมือง นอกจากนี้ยังมีโบสถ์ขนาดเล็กซึ่งมีห้องพักส�ำหรับใช้เป็นที่ปฏิบัติศาสนา กิจอีก ๒ แห่ง อยู่ในบริเวณรอบนอกตัวเมือง การเข้ามาของนักบุญเพียงไม่กี่คน ท�ำให้ชาวสตูลเริ่มรู้จักศาสนาคริสต์ โดยคนที่นับถือคริสต์ส่วนใหญ่จะมีฐานะดี กว่าคนกลุ่มอื่นโดยเฉพาะมุสลิม ครอบครัวที่นับถือคริสต์จะมาจากไทยพุทธและมักจะมีหน้าที่การงาน ที่ดี มีความพยายามส่งเสริมบุตรหลานให้ได้รับการศึกษาสูงๆ ทีนี้ก็มาดูกันว่าท�ำไมคน ๓ ศาสนาในละงูถึงอยู่ร่วมกันได้ ค�ำตอบก็คือ พวกเขามีประวัติศาสตร์ชุมชนอันยาวนานบนวิถีชีวิตที่รัก สงบภายใต้กรอบแนวคิดที่ว่า “แม้จะแตกต่างกัน แต่หากทุกคนต่างท�ำหน้าที่ ของตนเองให้สมบูรณ์ ความสงบสุขย่อมเกิดขึ้น” ในส่วนของศาสนา พวกเขาไม่มีความคิดที่จะชักจูงผู้อื่นให้เข้าสู่ศาสนา ของตนด้วยการโน้มน้าวชักชวนจนท�ำให้เกิดความอึดอัด คนที่ละงูจึงไม่มีการเผยแผ่ศาสนา สิ่งที่พวกเขาท�ำคือการแลกเปลี่ยน ความคิดเห็นพูดคุยกัน โดยไม่ชี้ว่าศาสนาของใครดีกว่ากัน ไม่ชี้ว่าศาสนาอื่นมี ข้อจ�ำกัดหรือพิธีกรรมที่งมงายยุ่งยาก ไม่พยายามพูดถึงความแตกต่างระหว่าง “ของเขา” กับ “ของเรา” แต่พวกเขาจะอธิบายถึง“จุดเด่น”ของแต่ละศาสนาโดยเชื่อว่าอาจท�ำให้ คนต่างศาสนาเปลี่ยนมุมมองและความเชื่อมั่นเพื่อมุ่งไปสู่ชีวิตที่ดีกว่า วิธีการนี้จึงไม่ก่อให้เกิดการเผชิญหน้าไม่ท�ำให้เกิดข้อโต้แย้งและความกิน แหนงแคลงใจต่อกัน
  18. 18. สันติสุขเกิดขึ้นได้..เพราะแตกต่างอย่างเข้าใจ24 • หากจะถามว่าวิธีการนี้ได้ผลอย่างไรค�ำตอบก็คือชาวไทยพุทธส่วนหนึ่ง หันเข้าหาศาสนาคริสต์และเข้าร่วมกิจกรรมด้วยความเต็มใจ อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่าชาวมุสลิมที่ละงูค่อนข้างจะวางเฉย ต่อกิจกรรมของศาสนาอื่น ไม่มีการเข้าร่วมแต่ก็มิได้ต่อต้าน ชาวมุสลิมที่ละงู ส่วนใหญ่จะให้ความส�ำคัญกับการดูแลบุตรหลานของตนเป็นล�ำดับแรก ซึ่งต้อง ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะเป็นการป้องกันการแพร่ระบาดของยาเสพติดและ การถูกชักจูงไปในทางที่ผิด หากจะถามว่าที่ละงูมีความขัดแย้งหรือไม่ ค�ำตอบก็คือ มีเพราะที่นี่ไม่อาจหลีกพ้นความจริงที่ว่าความขัดแย้ง เป็นเรื่องปกติธรรมดาของมนุษย์ แม้ความขัดแย้งในละงูจะมีสาเหตุมาจากกิจกรรมทางศาสนา กล่าวคือ ชาวมุสลิมมีการกระจายเสียงบทสวดผ่านหอกระจายเสียง ท�ำให้คนในศาสนา อื่นรู้สึกว่าถูกรบกวนและละเมิดสิทธิ แต่ความรุนแรงก็ไม่เกิดขึ้นไม่มีการยกขบวนไปรุมล้อมหรือประท้วงหน้า มัสยิดเพราะพวกเขาเลือกที่จะหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าโดยแจ้งให้เจ้าหน้าที่ของ รัฐเข้ามาแก้ไขด้วยการเป็นผู้แจ้งเตือนและขอความร่วมมือจนท�ำให้ข้อขัดแย้ง หมดไปในที่สุด นี่เป็นเรื่องเดียวที่ชาวละงูเคยขัดแย้งกัน คุณผู้อ่านบางคนอาจจะนึกโต้แย้งในใจว่าการไม่มีความขัดแย้งของ ชาวละงู เป็นเพราะพวกเขาเป็นชุมชนเล็กมีสมาชิกเพียงไม่เท่าไหร่ โอกาสของ ความขัดแย้งจึงไม่ค่อยเกิดขึ้น หากท่านคิดเช่นนี้ผู้เขียนก็ขออธิบายว่าชุมชนไม่ว่าเล็กหรือใหญ่หากวิถี ชุมชนอ่อนแอหรือเป็นวิถีที่ไม่เอื้อต่อการใช้ชีวิตอย่างสงบสุข ไม่เป็นวิถีที่เอื้อ ต่อการผูกมิตรไมตรีกับคนรอบข้าง ต่อให้ชุมชนนั้นมีคนแค่ ๒ คน ความขัดแย้งก็สามารถที่จะเกิดขึ้นได้ บรรทัดสุดท้ายก่อนจบจึงอยากจะเชิญชวนท่านทั้งหลายว่าขอให้หันมา มองวิถีชุมชนของตนและช่วยกันเสริมสร้างให้วิถีชุมชนเป็นกลไกหนึ่งที่จะน�ำ ความสมัครสมานสามัคคีมาสู่ส่วนรวม เพื่อประเทศชาติของเรา
  19. 19. บอสเนีย สมรภูมิโลกจารึก นักศึกษาหลักสูตรเสริมสร้างสังคมสันติสุข รุ่นที่ ๔ สถาบันพระปกเกล้า
  20. 20. สันติสุขเกิดขึ้นได้..เพราะแตกต่างอย่างเข้าใจ26 • บอสเนีย สมรภูมิโลกจารึก เมื่อเอ่ยถึงประเทศบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา หรือที่นิยมเรียกกันสั้นๆ ว่า “บอสเนีย” ภาพแรกที่ทุกคนนึกถึงคือความหายนะย่อยยับจากการสู้รบ จนท�ำให้บอสเนียเป็นที่ขึ้นชื่อลือกระฉ่อนในฐานะประเทศที่มีสงครามกลางเมือง จนคนทั้งโลกตื่นตะลึง ด้วยไม่คาดคิดมาก่อนว่าในยุคดิจิตอลซึ่งเทคโนโลยี ทางการสื่อสารก้าวหน้าด้วย ๔G ผู้คนบางประเทศยังเข่นฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ กันอย่างบ้าคลั่ง อย่างไรก็ตาม เชื่อได้ว่าคนส่วนใหญ่แทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับบอสเนียเลย โดยเฉพาะสาเหตุที่ท�ำให้คนชาติเดียวกันต้องเข่นฆ่ากันจนมีผู้บาดเจ็บล้มตาย เป็นแสนเพียงเพื่อให้ฝ่ายตนบรรลุความมุ่งประสงค์ ดังนั้นเพื่อให้เกิดความเข้าใจและเห็นภาพแจ่มชัดมากขึ้น ขออนุญาตเริ่ม ต้นด้วยการบอกเล่าถึง “ความขัดแย้ง” ที่เกิดขึ้นในประเทศนี้เสียก่อน บอสเนีย แบ่งกลุ่มออกเป็น ๓ ฝ่าย ได้แก่ “เซิร์บ” พวกที่หนึ่ง “โคร แอท” พวกที่สอง และบอสเนียต้นต�ำรับ พวกที่สาม (การแบ่งพวกเช่นนี้เพื่อ เป็นการอธิบายในภาษาเข้าใจง่าย) ซึ่งบอสเนียทั้ง ๓ ฝ่ายนี้ นับถือศาสนาแตก ต่างกัน กล่าวคือ บอสเนียเป็นมุสลิม ขณะที่เซิร์บนับถือคริสต์นิกายออโธดอกซ์ ส่วนโครแอท นับถือคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก เพื่อให้ง่ายต่อความเข้าใจ ขอให้คุณผู้อ่านจ�ำเพียงว่าในดินแดนมรณะนี้ แบ่งออกเป็น ๓ พวก คือ เซิร์บ โครแอท และบอสเนีย ทั้งสามพวกที่กล่าวมานี้จริงๆแล้วต้องถือว่าเป็นคนชาติเดียวกันเพราะ มีเชื้อสาย“ยูโกสลาฟ”เหมือนๆกันเนื่องจากประวัติความเป็นมาของประเทศ บอสเนีย เกิดขึ้นหลังจากการล่มสลายของประเทศที่เปรียบเสมือน “แม่ใหญ่” ผู้ให้ก�ำเนิดคือ ประเทศยูโกสลาเวีย คงต้องเล่าประวัติศาสตร์ช่วงนี้ให้คุณผู้อ่านได้ทราบพอเป็นสังเขปว่า ก่อนสงครามโลกครั้งที่สองเคยมีประเทศยูโกสลาเวียตั้งอยู่ทางภาคตะวันออก เฉียงใต้ของยุโรปในคาบสมุทรบอลข่าน แต่ถูกเยอรมันกับอิตาลียึดครองไว้ ชาวยูโกสลาเวียไม่ยอมจ�ำนนง่ายๆ พวกเขารวมตัวกัน โดยมี นายพล “โจเซฟบรอส ติโต” เป็นผู้น�ำในการต่อสู้เพื่อเอกราช จนได้รับชัยชนะสามารถ
  21. 21. สันติสุขเกิดขึ้นได้..เพราะแตกต่างอย่างเข้าใจ • 27 ขับไล่เยอรมันและอิตาลีซึ่งเป็นพันธมิตรกันออกไปได้ส�ำเร็จเมื่อสงครามโลก ครั้งที่สองสิ้นสุดลงในปี ๑๙๔๕ จากนั้นนายพลติโตได้ก่อตั้ง“สหพันธ์สาธารณรัฐยูโกสลาเวีย” ขึ้นเมื่อ ปี ๑๙๔๖ โดยแบ่งออกเป็น ๖ สาธารณรัฐ และดินแดนอีก ๒ จังหวัดที่ส�ำคัญๆ ได้แก่ สโลวีเนีย มาซิโดเนีย เซอร์เบีย โครเอเซีย มอนเตเนโกร และบอสเนีย ส่วนอีก ๒ จังหวัด ได้แก่ โคโซโว และวอยวอดินา เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้นขอแนะน�ำให้คุณผู้อ่านจ�ำชื่อแค่๓สาธารณรัฐเท่านั้น คือ บอสเนีย เซอร์เบีย และโครเอเชีย เนื่องจากเป็นตัวละครส�ำคัญของสงคราม ครั้งนี้ ในตอนนั้นไม่มีเค้าลางเลยว่าในเวลาต่อมาจะมีการ “ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” เกิดขึ้นในภูมิภาคนี้เพราะตอนที่นายพลติโต ได้รับชัยชนะดินแดนทั้งหมด มีสันติสุขโดยยูโกสลาเวียเป็นสหพันธ์สาธารณรัฐที่ปกครองในระบอบ คอมมิวนิสต์เช่นเดียวกับสหภาพโซเวียต จนกระทั่งถึงคราวที่คอมมิวนิสต์โซเวียตล่มสลายยังผลให้มีประเทศใหม่ ที่เคยเป็นบริวารเกิดขึ้นหลายประเทศคอมมิวนิสต์ยูโกสลาเวียก็ถึงคราวล่มสลาย ตามโซเวียตไปด้วย การล่มสลายของยูโกสลาเวียในครั้งนั้นท�ำให้ดินแดนที่เคยเป็นสหพันธ์ สาธารณรัฐยูโกสลาเวียประกาศแยกตัวเป็นอิสระจากรัฐบาลกลางใน กรุงเบลเกรด รวมทั้งบอสเนียซึ่งแยกตัวเป็นเอกราชเมื่อปี ๑๙๙๒ ก่อนที่สงครามกลางเมืองในบอสเนียจะอุบัติขึ้นโครเอเชียกับเซอร์เบีย ซึ่งแยกตัวออกมาจากยูโกสลาเวียได้เปิดศึกกัน เนื่องจากชาวเซิร์บที่อยู่ใน โครเอเชียต้องการแยกตัวเป็นภูมิภาคอิสระ ทั้งสองฝ่ายรบกันอยู่พักใหญ่แต่ก็ไม่มีใครชนะโดยเด็ดขาด จึงตกลงท�ำ สัญญาสงบศึก และหันเหความสนใจมายังความเคลื่อนไหวในบอสเนีย ซึ่งมีเขตแดนติดกันและมีเผ่าพันธุ์ของตนอันได้แก่ ชาวเซิร์บ และชาวโครแอท อาศัยอยู่ด้วยทั้งนี้เซอร์เบียได้ให้การสนับสนุนชาวเซิร์บขณะที่โครเอเชียให้การ สนับสนุนชาวโครแอท กลุ่มชนทั้ง ๓ พวกในบอสเนียต่างก็มีกองก�ำลังและรัฐบาลอิสระของ ตนเอง สงครามครั้งใหม่จึงปะทุขึ้นในดินแดนบอสเนียเมื่อต่างฝ่ายต่างต้องการ
  22. 22. สันติสุขเกิดขึ้นได้..เพราะแตกต่างอย่างเข้าใจ28 • ตั้งอาณาจักรของตนเพียงผู้เดียวด้วยการฆ่า“ล้างเผ่าพันธุ์”กลุ่มที่แตกต่างทาง เชื้อชาติและศาสนา การสู้รบได้เปิดฉากขึ้นตั้งแต่ปี ๑๙๙๒ เรื่อยมา มีทั้งการที่บอสเนียและ โครแอทจับมือกันร่วมรบกองก�ำลังเซิร์บและหันมารบกันเองยังผลให้หายนะ เกิดขึ้นทุกหย่อมหญ้า จ�ำนวนผู้คนบาดเจ็บล้มตายทวีมากขึ้นจากหมื่นเป็นแสนมีการฆ่าล้าง เผ่าพันธุ์อย่างโหดเหี้ยมด้วยวิธีการต่างๆ เช่น ปาดคอ ขุดหลุมฆ่าหมู่ด้วยระเบิด ฯลฯ อนุสรณ์สถานทางวัฒนธรรมของแต่ละฝ่ายถูกท�ำลายย่อยยับ จนในที่สุด ประชาคมโลกก็ทนอยู่ไม่ได้ องค์การกาชาดสากลเป็นพวกแรกที่เข้าไปให้ความช่วยเหลือพลเรือนแต่ ก็ต้องถอนตัวออกมาในเดือนพฤษภาคม ๑๙๙๒ เพราะการสู้รบเป็นไปอย่าง ดุเดือดไม่มีใครสนใจกับเจ้าหน้าที่กาชาด ต่อมาในเดือนสิงหาคมปีเดียวกัน สหประชาชาติได้จัดส่งกองก�ำลัง ๗,๐๐๐นายเข้าแทรกแซงในบอสเนียเพื่อให้ความช่วยเหลือผู้อพยพซึ่งถูกโจมตี จากกองทหารของแต่ละฝ่าย แต่สถานการณ์ก็ไม่ดีขึ้น มิหน�ำซ�้ำยังเกิดเหตุการณ์กองก�ำลังเซิร์บและ บอสเนียสลับกันบุกเข้ายึดศูนย์อพยพคลังอาวุธและจับทหารสหประชาชาติเป็น ตัวประกัน สงครามในบอสเนียด�ำเนินต่อไปโดยไม่มีทีท่าว่าจะยุติลง ขณะเดียวกัน ความพยายามในการขับเคลื่อนกระบวนการสันติภาพด้วยการเจรจาไกล่เกลี่ย ก็ได้ด�ำเนินไปด้วยความอดทนและใช้เวลาอย่างต่อเนื่อง จากจุดเริ่มต้นในเดือนธันวาคม ปี ๑๙๙๒ ผลที่ได้จากการขับเคลื่อน มีเพียงการตอบรับเข้าร่วมหารือของทั้ง ๓ ฝ่าย ในต้นปี ๑๙๙๓ แต่การเจรจาก็ไร้ผล เพราะในเดือนพฤษภาคมปีเดียวกัน การสู้รบ ในบอสเนียทวีความรุนแรงขึ้นอีก ในเดือนมีนาคม ๑๙๙๔ สหรัฐฯ เข้าแทรกแซงด้วยการโจมตีพวก โครแอทท�ำให้การรบระหว่างโครแอทกับบอสเนียยุติลงได้แต่การรุมรบชาวเซิร์บ โดยกองก�ำลังโครแอทกับบอสเนียยังคงด�ำเนินต่อไป ในเดือนธันวาคมปีเดียวกัน จิมมี คาเตอร์ ผู้น�ำสหรัฐฯ ประสบความ ส�ำเร็จในการยุติศึกชั่วคราวในช่วงคริสมาสต์ก่อนที่การสู้รบจะด�ำเนินต่อไปโดย
  23. 23. สันติสุขเกิดขึ้นได้..เพราะแตกต่างอย่างเข้าใจ • 29 กองก�ำลังนาโต เข้าโจมตีทั้งทางอากาศและภาคพื้นดิน เพื่อกดดันให้ทุกฝ่าย ยอมขึ้นสู่โต๊ะเจรจา กลยุทธ์นี้ได้ผลเพราะเริ่มมีข้อเสนอจากเซิร์บที่จะหยุดยิงในพื้นที่อาศัย ของพลเรือนแลกกับการยุติการโจมตีทางอากาศซึ่งนาโตตอบตกลงในวันที่๑๔ กันยายน จากนั้นการเจรจาเพื่อลดความขัดแย้งและการสู้รบในบอสเนียก็ได้ด�ำเนิน ไปอย่างจริงจังภายใต้การแทรกแซงของสหรัฐฯ ในยุคประธานาธิบดีคลินตัน จนกระทั่งในวันที่ ๑๐ ตุลาคม จึงได้มีประกาศ “หยุดยิง” อย่างเป็นทางการ ในทุกพื้นที่ของบอสเนีย เมื่อมาถึงจุดนี้กระบวนการสันติภาพก็เป็นรูปธรรมชัดเจนมากขึ้นโดยมี สหรัฐฯ เป็นตัวกลาง ด้วยการเชิญทั้ง ๓ ฝ่าย มาเจรจากันที่เมือง “เดตัน” มลรัฐโฮไฮโอ ในการนี้ผู้น�ำสหรัฐมอบหมายให้รัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐท�ำหน้าที่ เป็นคนกลางจนได้ข้อตกลงในวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ก่อนที่จะมีการลงนาม อย่างเป็นทางการในสัญญาสงบศึกที่กรุงปารีส เมื่อวันที่ ๑๔ ธันวาคม ภายใต้ ชื่อ “สนธิสัญญาเดตัน” ข้อตกลงในสนธิสัญญานี้มีสาระส�ำคัญ ๔ ประการ ได้แก่ ๑. บอสเนีย ยังคงเป็นประเทศเดียว มีรัฐบาลกลางอยู่ที่กรุงซาราเจโว ซึ่งเป็นเมืองหลวง ๒. ก�ำหนดเขตแดนภายในรัฐโดยแบ่งเป็นสหพันธุ์บอสเนีย – โครแอท มีพื้นที่ ๕๑ เปอร์เซ็นต์ เพื่อให้ชาวบอสเนียกับโครแอทอยู่รวมกัน ส่วนพื้นที่ ที่เหลืออีก ๔๙ เปอร์เซ็นต์ ก�ำหนดให้เป็นสหพันธุ์บอสเนีย – เซิร์บ ส�ำหรับ ชาวเซิร์บอยู่อาศัยโดยที่ผู้ลี้ภัยแต่ละฝ่ายสามารถเดินทางกลับสู่สหพันธ์ของตน ได้อย่างปลอดภัย และมีเสรีในการเดินทางได้ทั่วดินแดน ๓. ห้ามมิให้ชนชาติเซิร์บ มุสลิม และโครแอท แยกตัวเป็นเอกราช ๔. ก�ำหนดให้มีการเลือกตั้งประธานาธิบดีของทั้ง ๒ สหพันธ์ ผลจากสนธิสัญญา “เดตัน” ท�ำให้สงครามฆ่าล้างเผ่าพันธ์ในบอสเนีย ยุติลงและบอสเนียมีการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยโดยนายอาลิยาอิเซต เบโกวิชซึ่งเป็นมุสลิมได้รับเลือกให้ด�ำรงต�ำแหน่งประธานาธิบดีในที่สุดสันติภาพ ก็กลับคืนมาสู่บอสเนีย
  24. 24. สันติสุขเกิดขึ้นได้..เพราะแตกต่างอย่างเข้าใจ30 • แต่กว่าจะได้มา การสู้รบอย่างเต็มรูปแบบก็ด�ำเนินมาถึง ๔ ปี เครื่องบิน ของกองทัพนาโตหลายล�ำถูกยิงตกยังผลให้นักบินอเมริกันคนหนึ่งคือเรืออากาศ โท “สกอต โอกราดี้” กลายเป็นฮีโร่ บนหลุมศพของ พลเรือนที่ปราศจากอาวุธ ซึ่งถูกฆ่าล้างเผ่าพันธุ์นับแสนด้วยเหตุผลจากความแตกต่างทางศาสนาระหว่าง ผู้นับถือคริสต์นิกายออโธดอกซ์ นิกายคาทอลิก และชาวมุสลิม โดยแต่ละ ฝ่ายต้องการครอบครองดินแดนเพื่อประกาศเอกราชสถาปนาอาณาจักรที่มี เฉพาะผู้นับถือศาสนาของตนเอง สิ่งที่เราพบจากการศึกษาแนวทางการแก้ปัญหาความขัดแย้งในบอสเนีย นอกจากความแตกต่างด้านศาสนาที่เป็นอุปสรรคส�ำคัญแล้วโครงสร้างทางการ เมืองของประเทศนี้ยังไม่เหมือนประเทศใดในโลก กล่าวคือ การเมืองเป็นไปในลักษณะแบ่งกลุ่มตามเชื้อชาติโดยคณะประธานาธิบดี ของบอสเนียจะคัดเลือกมาจากชาวเซิร์บ บอสเนียและโครแอท ผลัดเปลี่ยนกัน ขึ้นด�ำรงต�ำแหน่งทุกๆ ๘ เดือน หลังการสู้รบได้ยุติลง เศรษฐกิจบอสเนียฯ ได้รับการพัฒนาอย่างมาก อย่างไรก็ตามอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจยังคงมีความผันผวนอันเนื่อง มาจากพิษสงตกค้างของสงคราม ภาระที่เร่งด่วนของรัฐบาลยังคงเป็นเรื่องการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ซึ่งจ�ำเป็น ต้องมีสภาวะแวดล้อมที่เอื้ออ�ำนวยต่อการลงทุนของและเป็นระบบเศรษฐกิจ แบบการตลาด ซึ่งปัจจุบันการแปรรูปรัฐวิสาหกิจเป็นไปอย่างล่าช้า อัตราการ ว่างงานยังคงสูงมีการท�ำอุตสาหกรรมโลหะแร่เคมีภัณฑ์สิ่งทออาหารส�ำเร็จรูป ก่อนหน้านี้ บอสเนียเคยเป็นฐานการผลิตอุตสาหกรรมทหารของ ยูโกสลาเวียมาก่อนปัจจุบันยังคงมีการน�ำเข้าอาหารจากภายนอกเพื่อการบริโภค ส�ำหรับประเทศไทยเราอาจเลือก “บอสเนีย โมเดล” มาเป็นกรณีศึกษา ในการแก้ปัญหาความขัดแย้งในภาคใต้ได้ เนื่องจากมีหลายประเด็นที่มี ความคล้ายคลึงกัน ได้แก่ มีการสู้รบเกิดขึ้น แม้จะไม่ใช่การรบเต็มรูปแบบ แต่คู่ขัดแย้งคือ รัฐไทย และกลุ่มก่อความไม่สงบต่างใช้ก�ำลังติดอาวุธเข้าปฏิบัติ การในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ เหตุปัจจัยที่ท�ำให้เกิดความขัดแย้งยังมาจากเรื่องของศาสนา และความต้องการในการแยกตัวเป็นรัฐอิสระ ไม่ต่างอะไรกับในบอสเนียซึ่งทั้ง
  25. 25. สันติสุขเกิดขึ้นได้..เพราะแตกต่างอย่างเข้าใจ • 31 ๓ฝ่ายนับถือศาสนาต่างกันและต้องการสถาปนารัฐที่มีศาสนาของตนเป็นหลัก เพื่อปกครองตนเอง และสิ่งที่ภาคใต้ของไทยคล้ายคลึงกับบอสเนียมากที่สุดก็คือ “เหยื่อ” ของความขัดแย้งคือประชาชนผู้บริสุทธิ์ซึ่งได้รับผลกระทบจากการต่อสู้เข่นฆ่า อย่างโหดเหี้ยมในลักษณะ “เป้าหมายอ่อนแอ” ที่กลุ่มก่อความไม่สงบมุ่งโจมตี อย่างต่อเนื่อง แม้ประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้จะยังไม่ถึงขั้นถูกฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ แต่การ “ฆ่ารายวัน” การเผาอาคารสถานที่ราชการ วางระเบิดแหล่งการค้า ชุมชน เส้นทางคมนาคมสังหารครูและบุคลากรของรัฐก็แสดงให้เห็นว่า นี่คือ สถานการณ์ “บอสเนียย่อส่วน” ปัจจุบัน รัฐบาลเลือกแนวทางการแก้ปัญหาชายแดนภาคใต้ด้วยการ เจรจากับกลุ่มบีอาร์เอ็น โดยมีมาเลเซียเป็นคนกลาง สิ่งหนึ่งที่เหมือนกับบอสเนียก็คือ ระหว่างการเจรจาสถานการณ์ ยังคงรุนแรงเช่นเดิม บางจังหวะความรุนแรงก็เพิ่มมากขึ้น ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะระหว่างการเจรจาเพื่อยุติศึกบอสเนีย ความรุนแรงก็ไม่ได้ลดน้อยลงและบางจังหวะสงครามก็รุนแรงขึ้นเช่นกัน ดังนั้นหากยึดบอสเนียมาเป็นโมเดลในการแก้ปัญหารัฐไทยก็ควรเจรจา กับบีอาร์เอ็นต่อไป แม้จะต้องใช้เวลาแรมปีก็ตาม ขณะเดียวกันในส่วนของความขัดแย้งทางการเมืองทุกสี ทุกฝ่าย ทุกพรรคการเมือง ก็ควรจะหันหน้าเข้าหากัน เพื่อตั้งโต๊ะเจรจาหาทางออก ให้กับประเทศไทยเช่นกัน ขณะนี้รัฐบาลมีแนวคิดที่จะตั้งสภาปฏิรูปประเทศไทย โดยเชิญภาคส่วน ต่างๆ เข้าร่วมในการหารือ นี่จึงเป็นอีกหนึ่งความหวังที่จะช่วยให้ประเทศไทยพ้นจากสภาพการเป็น “บอสเนียย่อส่วน” ในท้ายที่สุด
  26. 26. ตุรกี ความแตกต่าง คือความสวยงาม นักศึกษาหลักสูตรเสริมสร้างสังคมสันติสุข รุ่นที่ ๔ สถาบันพระปกเกล้า

×