บทที่ ๒ ใหม่

1,960 views

Published on

0 Comments
1 Like
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

No Downloads
Views
Total views
1,960
On SlideShare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
149
Actions
Shares
0
Downloads
7
Comments
0
Likes
1
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

บทที่ ๒ ใหม่

  1. 1. บทที่ ๒หลักคําสอนเรื่องสังขารในพระพุทธศาสนาเถรวาทเพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสังขารในพระพุทธศาสนา ในบทนี้จะได้ศึกษาความหมาย ลักษณะ ประเภท และบทบาทของสังขารที่มีต่อการดําเนินชีวิตของมนุษย์ที่ปรากฏในพระไตรปิฎก อรรถกถา และฎีกา ซึ่งจะได้ศึกษาในรายละเอียดของแต่ละสังขารเป็นลําดับไป๒.๑ ความหมายและลักษณะของสังขารสังขารในพระพุทธศาสนาแบ่งออกได้ ๓ อย่าง คือ สังขารในไตรลักษณ์ สังขารในขันธ์ ๕ และสังขารในปฏิจจสมุปบาท สังขารในไตรลักษณ์ มีสภาวะที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ สังขารในขันธ์ ๕ คือ ความคิดปรุงแต่งดีและไม่ดีที่เป็นนามธรรม ส่วนสังขารในปฏิจจสมุปบาทมีสภาวะที่อาศัยปัจจัยอื่นเกิดขึ้น แต่อย่างไรก็ตามสังขารเหล่านี้ก็ตกอยู่ภายใต้กฎของไตรลักษณ์ ก่อนที่จะทราบรายละเอียด ผู้วิจัยจะได้ศึกษาความหมายของสังขาร ดังนี้๒.๑.๑ ความหมายของสังขารตามสัททศาสตร์ในด้านสัททศาสตร์คําว่า “สังขาร” สําเร็จรูปมาจาก สํ บทหน้า + กร ธาตุ + ณ ปัจจัย สํอุปสรรคมีอรรถว่า “ประชุม” ส่วน กร ธาตุมีอรรถว่า “กระทํา ปรุงแต่ง” คําว่า สังขาร จึงมีความหมายว่า ธรรมที่มาประชุมกันแล้วปรุงแต่ง0๑โดยสามารถวิเคราะห์รูปศัพท์ได้ดังนี้สงฺขตํสงฺขโรนฺติ อภิสงฺขโรนฺตีติ สงฺขารา ธรรมเหล่าใดย่อมปรุงแต่งสังขตธรรมที่เป็นผลโดยตรง เพราะเหตุนั้น ธรรมเหล่านั้นชื่อว่า สังขารสงฺขตํ กายวจีมโนกมฺมํ อภิสงฺขโรนฺติ เอเตหีติ สงฺขารา สัตว์ทั้งหลายย่อมปรุงแต่งกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ที่เป็นสังขตธรรมโดยเจตนาเหล่านั้น เพราะเหตุนั้น เจตนาที่เป็นเหตุแห่งการปรุงแต่งเหล่านั้น ชื่อว่า สังขาร1๒๑พระญาณธชะ(แลดีสยาดอ), “ปรมัตถทีปนี”,ใน อภิธัมมัตถสังคหะและปรมัตถทีปนี, แปลโดย พระคันธสาราภิวงศ์,พิมพ์โดยเสด็จพระราชกุศลในงานออกเมรุพระราชทานเพลิงศพพระธรรมราชานุวัตร(กมล โกวิโทป.ธ.๖), (กรุงเทพมหานคร : หจก. ไทยรายวัน กราฟฟิค เพลท, ๒๕๔๖), หน้า ๖๗๖.๒พระสัทธัมมโชติกะ ธัมมาจริยะ, ปฏิจจสมุปบาททีปนี, พิมพ์ครั้งที่ ๔, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๘), หน้า ๓๖.
  2. 2. ๑๓ในปทานุกรม บาลี ไทย อังกฤษ สันสกฤต ให้ความหมายของสังขารไว้๕ นัย คือ ๑)สังขารในความหมายว่า สํขต (สิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่ง) ๒) สังขารในความหมายว่า ปุ�ฺญาภิสงฺขาราทิ(สภาพที่ปรุงแต่งในปัจจยาการ คือ ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร อเนญชาภิสังขาร) ๓) สังขารในความหมายว่า ปโยค (พยายาม) ๔) สังขารในความหมายว่า กายสงฺขาราทิ (สิ่งที่ปรุงแต่งหรือปรนปรือกาย คือ ลมหายใจ เป็นต้น) ๕) อภิสํขรณ (การปรุงแต่ง)2๓พระเทพเวที (ประยุทธ์ ปยุตฺโต)3∗ได้ให้ความหมายของสังขารไว้ว่า ๑) สิ่งที่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง, สิ่งที่เกิดจากเหตุปัจจัย เป็นรูปธรรมก็ตาม นามธรรมก็ตาม ได้แก่ขันธ์ ๕ ทั้งหมด,๒) สภาพที่ปรุงแต่งใจให้ดีหรือชั่ว, ธรรมมีเจตนาเป็นประธานที่ปรุงแต่งความคิด การพูด การกระทํา มีทั้งที่ดีเป็นกุศล ที่ชั่วเป็นอกุศล ที่กลางๆ เป็นอัพยากฤตได้แก่เจตสิก ๕๐ อย่าง (คือเจตสิกทั้งปวงเว้นเวทนาและสัญญา) เป็นนามธรรมอย่างเดียว4๔บรรจบ บรรณรุจิ ให้ความหมายของสังขารว่า คําว่า “สังขาร” ประกอบด้วยคํา สํ(พร้อม, ต่อเนื่อง, ติดต่อ) กรฺ (ทํา, แต่ง, สร้าง) ณ ปัจจัย อ การันต์สําเร็จรูปเป็น สงฺขาร ไทยนํามาใช้ในรูปคําว่า “สังขาร” หมายถึง ทําพร้อม ทําต่อเนื่อง ทําติดต่อ ทําเสมอ หรือปรุงแต่ง ปรุงแต่งต่อเนื่อง ปรุงแต่งติดต่อ ปรุงแต่งเสมอ5๕จากความหมายของสังขารที่ได้ศึกษามา พอสรุปได้ว่า คําว่า “สังขาร” มีความหมายอยู่๒ อย่าง คือ ๑) สังขารที่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง และ ๒) สังขารที่เป็นตัวปรุงแต่งเอง สังขารที่หมายถึงสิ่งที่ถูกปัจจัยปรุงแต่งได้แก่ สังขตธรรมหรือสังขตธาตุทุกอย่างที่มีอยู่ในจักรวาลทั้งสิ่งที่มีชีวิตและสิ่งไม่มีชีวิต ส่วนสังขารที่ทําหน้าปรุงแต่งเป็นสังขารฝ่ายนามธรรม ได้แก่สังขารในขันธ์ ๕ทั้งหมด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสังขารในไตรลักษณ์ สังขารเหล่านี้นอกจากจะถูกปัจจัยปรุงแต่งแล้วยังทําหน้าที่ปรุงแต่งสิ่งอื่นด้วย ในขณะเดียวกันก็ปรุงแต่งกันเองด้วย จะได้อธิบายรายละเอียดของสังขารแต่ละอย่างเป็นลําดับไป๓พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระจันทบุรีนฤนาถ, ปทานุกรม บาลี ไทย อังกฤษ สันสกฤต,(กรุงเทพมหานคร : หจก.ศิวพร, ๒๕๑๓), หน้า ๗๕๖-๗๕๗. ปัจจุบันเป็นพระพรหมคุณาภรณ์∗ปัจจุบันเป็นพระพรหมคุณาภรณ์๔พระเทพเวที (ประยุทธ์ ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์, พิมพ์ครั้งที่ ๗,(กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๖), หน้า ๓๐๙.๕บรรจบ บรรณรุจิ, ปฏิจจสมุปบาท, พิมพ์ครั้งที่ ๓, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๙), หน้า ๒๐.
  3. 3. ๑๔๒.๑.๒ ความหมายและลักษณะของสังขารในไตรลักษณ์คําว่า “ไตรลักษณ์”หมายถึงลักษณะ๓ประการได้แก่ อนิจจตา ทุกขตา อนัตตตา ความไม่เที่ยงความเป็นทุกข์ความมิใช่ตัวตน6๖เรียกอีกอย่างหนึ่งว่าสามัญลักษณะได้แก่ ลักษณะที่มีเสมอกันแก่สังขารทั้งปวง มี ๓ประการดังกล่าวนั้น7๗สังขารในไตรลักษณ์ หมายถึงสภาวะที่ถูกปรุงแต่ง คือ สภาวะที่เกิดจากเหตุปัจจัยปรุงแต่งขึ้นทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นรูปธรรมหรือนามธรรมก็ตาม เป็นร่างกายหรือจิตใจก็ตาม มีชีวิตหรือไม่มีชีวิตก็ตาม อยู่ในจิตใจหรือเป็นวัตถุภายนอกก็ตาม เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า สังขตธรรม คือทุกสิ่งทุกอย่าง เว้นแต่นิพพาน8๘สังขารในไตรลักษณ์ครอบคลุมสังขารทั้งหมด คือ ทั้งสังขารในขันธ์ ๕ และสังขารในปฏิจจสมุปบาท มีลักษณะผันแปรเปลี่ยนแปลงไม่คงที่เป็นสิ่งที่ถูกปรุงแต่งให้เป็นไปตามเหตุปัจจัย ไม่จํากัดกาลเวลาและสถานที่ จะเกิดการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาแต่เรามองไม่เห็นด้วยตาเปล่าเพราะถูกปิดไว้ด้วยสันตติ ความสืบต่อที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว การเปลี่ยนแปลงของอิริยาบถที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนไม่ยอมหยุดนิ่ง เพราะความทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ สิ่งที่เป็นรูปธรรมทั้งมีใจครองและไม่มีใจครอง ที่มีใจครอง นับตั้งแต่สัตว์นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉานมนุษย์ เทวดา จนถึง พรหมทุกชั้น ล้วนแต่เป็นสังขารที่ถูกปรุงแต่งขึ้น ตกอยู่ภายใต้กฎเดียวกันต่างกันแต่ความหมายความละเอียดของรูปขันธ์ และกาลเวลาของสัตว์แต่ละจําพวกเท่านั้น เช่นบางจําพวกมีขันธ์ไม่ครบ ๕ ขันธ์ ได้แก่อรูปพรหม มีเพียง ๔ ขันธ์ คือ เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ บางพวกมีครบแต่มีรูปขันธ์ละเอียดและอยู่คนละมิติจึงไม่สามารถมองเห็นกันได้ เช่น สัตว์นรก เปรต อสุรกาย เทวดา และรูปพรหมทั้งหมด สัตว์เหล่านี้มีรูปลักษณะแตกต่างกันตามชาติพันธุ์สิ่งแวดล้อม และสถานที่ เช่น มนุษย์พวกที่เกิดแถบเมืองหนาวโดยมากจะมีผิวขาว ตัวสูงใหญ่ พวกที่เกิดแถบเมืองร้อนจะมีผิวคลํ้า ตัวเล็ก เป็นต้น ศักยภาพของสมองและร่างกายก็แตกต่างกัน ตามขนาดของรูปร่างและบุญบารมีที่ได้สั่งสมมาแยกตามลักษณะของกฎไตรลักษณ์ คือ อนิจจตา ทุกขตาอนัตตตาจากข้อความดังกล่าว พอสรุปได้ว่า สังขารในไตรลักษณ์ คือสิ่งที่ถูกปรุงแต่งขึ้นทุกสิ่งทุกอย่างทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต คือเป็ นทั้งรูปและนาม เป็ นสภาวะที่ไม่คงทนถาวรมีการ๖องฺ.ติก. (บาลี) ๒๐/๑๓๗/๑๒๐, องฺ.ติก. (ไทย) ๒๐/๑๓๗/๑๔๐.๗พระเทพเวที (ประยุทธ์ ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์, (กรุงเทพมหานคร :โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๖), หน้า ๓๓๔.๘พระพรหมคุณาภรณ์ (ปยุตฺโต), พุทธธรรม, (ฉบับปรับปรุงและขยายความ), พิมพ์ครั้งที่ ๑๑,(กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ บริษัท สหธรรมิก จํากัด, ๒๕๔๙), หน้า ๗๐/๔-๕.
  4. 4. ๑๕เปลี่ยนแปลงและแตกสลายไปตามเหตุปัจจัยและกาลเวลา เป็นไปตามกฎของธรรมชาติ ที่ไม่มีใครสร้างหรือบันดาลขึ้น จะมีคนรู้หรือไม่รู้ก็ตาม ธรรมชาติเหล่านี้ก็มีอยู่ตามธรรมดาของมัน มีคุณค่าอยู่ในตัว ไม่มีใครเป็นผู้กําหนดคุณค่าให้ได้แม้แต่พระพุทธเจ้าพระองค์ก็ไม่ได้บอกว่า กฏธรรมชาติเหล่านี้เป็นของพระองค์ เพียงแต่พระองค์เป็นผู้ค้นพบแล้วนํามาบอกกล่าวให้คนอื่นรู้ตาม และอธิบายให้ง่ายขึ้นเพื่อให้ผู้ฟังได้เข้าใจแล้วนําไปพิจารณาไตร่ตรองให้เห็นตามความเป็นจริงก. ลักษณะที่เป็นอนิจจัง (ไม่เที่ยง) ของสังขารลักษณะที่เป็นอนิจจัง ไม่เที่ยงของสังขาร ได้แก่สิ่งที่มีความไม่เที่ยง ไม่คงที่ ไม่ยั่งยืนเป็นภาวะที่เกิดขึ้นแล้วเสื่อมและสลายไป9๙อีกอย่างหนึ่ง ได้แก่ความเป็นของสิ้นไป (ขยฏฺเฐน)1 0๑๐หมายความว่า เกิดขึ้นที่ไหนเมื่อใด ก็ดับไปที่นั้นเมื่อนั้น เช่น รูปธรรมในอดีต ก็ดับไปในอดีต ไม่มาถึงขณะนี้ รูปในขณะนี้ ก็ดับไปที่นี่ ไม่ไปถึงข้างหน้า รูปในอนาคตจะเกิดถัดต่อไป ก็จะดับ ณที่นั่นเองไม่ยืนอยู่ถึงเวลาต่อไปอีก11๑๑ยกตัวอย่างเช่น เราซื้อรถยนต์มาหนึ่งคันตอนซื้อใหม่ๆมีสีสดสวยอุปกรณ์ทุกอย่างเป็นของใหม่ แต่พอเราใช้งานไปสักระยะหนึ่ง ความเป็นรถใหม่เริ่มหายไปสีหมองคลํ้า เครื่องยนต์เริ่มทํางานช้าลง อุปกรณ์อย่างอื่น เช่น เบรค พวงมาลัย เป็นต้น เริ่มฝืดลงใช้ งานไม่คล่องเหมือนตอนซื้อมาใหม่ๆ ลักษณะเหล่านี้บ่งบอกถึงความไม่เที่ยงของสังขารคือรถยนต์ที่ถูกปรุงแต่งขึ้น จากส่วนต่างๆที่เอามาประกอบกันเข้าเพื่อให้สําเร็จเป็นรถตามความประสงค์ของนายช่างข. ลักษณะที่เป็นทุกข์ของสังขารลักษณะที่เป็นทุกข์ของสังขาร ได้แก่ สิ่งที่มีภาวะที่ถูกบีบคั้นด้วยการเกิดขึ้นและสลายตัวมีภาวะที่กดดัน ฝืนและขัดแย้งอยู่ในตัว เพราะปัจจัยที่ปรุงแต่งให้มีสภาพเป็นอย่างนั้นเปลี่ยนแปลงไปจะทําให้คงอยู่ในสภาพนั้นไม่ได้ภาวะที่ไม่สมบูรณ์มีความบกพร่องอยู่ในตัว ไม่ให้ความสมอยากอย่างแท้จริง หรือไม่ได้ให้ความพึงพอใจเต็มที่แก่ผู้ต้องการด้วยตัณหา และก่อให้เกิดทุกข์แก่ผู้เข้าไปอยากเข้าไปยึดด้วยตัณหาอุปาทาน ดังที่พระวชิราภิกษุณีได้กล่าวไว้ว่า “ทุกฺขเมว หิสมฺโภติทุกฺขํติฏฺฐติเวติจ.ทุกข์เท่านั้นย่อมเกิดขึ้นย่อมตั้งอยู่และย่อมดับไป นา�ฺญตฺร ทุกฺขา สมฺโภตินา�ฺญตฺร ทุกฺขา นิรุชฺฌติ. นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรเกิดขึ้น นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรดับ”๑๒๙องฺ.ติก. (บาลี) ๒๐/๑๓๗/๑๒๐, องฺ.ติก. (ไทย) ๒๐/๑๓๗/๓๘๕.๑๐ขุ.ปฏิ. (ไทย) ๓๑/๗๙/๕๓.๑๑พระพรหมคุณาภรณ์ (ปยุตฺโต), พุทธธรรม, (ฉบับปรับปรุงและขยายความ), พิมพ์ครั้งที่ ๑๑,(กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ บริษัท สหธรรมิก จํากัด, ๒๕๔๙), หน้า ๗๐/๘.๑๒สํ.ส. (บาลี) ๑๕/๑๗๑/๑๙๙-๑๐๐, สํ.ส. (ไทย) ๑๕/๑๗๑/๑๔๒.
  5. 5. ๑๖ยกตัวอย่างสิ่งที่มีชีวิตเช่น มนุษย์ ซึ่งมีความทุกข์ติดตามอยู่ตลอดเวลา ว่าเฉพาะทุกข์ประจําสังขารคือร่างกายก่อน มนุษย์ต้องคอยเลี้ยงดูรับประทานอาหารอย่างน้อยวันละ ๓ ครั้ง เพื่อหล่อเลี้ยงร่างกายให้แข็งแรงดํารงชีพอยู่ได้ มนุษย์ต้องคอยหมั่นทําความสะอาดร่างกายไม่ให้สกปรกส่งกลิ่นเหม็นรบกวนตัวเองและคนอื่นอย่างน้อยวันละ ๑ ถึง ๒ ครั้ง นอกจากนี้ยังมีทุกข์จรเข้ามาอีกหลายอย่าง ทั้งที่เกิดขึ้นในภายในร่างกายและทั้งที่เกิดจากภายนอก เช่น โรคภัยต่างๆ ในร่างกาย เพราะตามปรกติแล้วร่างกายของเราเป็นเหมือนรังของโรคเป็นบ่อเกิดของตัวพยาธิหลายชนิด ส่วนทุกข์ที่มาจากภายนอกย่อมเกิดขึ้นได้ด้วยปัจจัยหลายอย่าง คือจากตัวเราเอง จากคนอื่นด้วย จากสิ่งแวดล้อมต่างๆ มีอาหาร อากาศ เป็นต้นส่วนสิ่งที่ไม่มีชีวิตเป็นเพียงสังขารทุกข์ คือ เป็นทุกข์เพราะทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ต้องเปลี่ยนแปลงจากสภาพเดิมไปตามกาลเวลา จากของใหม่สภาพแข็งแรง กลายเป็นของเก่า และแตกสลายไปในที่สุด เช่น รถยนต์บ้านเรือน โต๊ะ เก้าอี้ เป็นต้น การดํารงอยู่ของสังขารเหล่านี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่น เช่น อุปกรณ์ที่นํามาปรุงแต่งขึ้น และการบํารุงรักษาค. ลักษณะที่เป็นอนัตตา (ไม่มีตัวตน) ของสังขารลักษณะที่เป็นอนัตตาของสังขารนั้น หมายเอาสังขารที่เป็นอนิจจังไม่เที่ยง และทุกขังเป็นสิ่งที่ทนอยู่ในสภาพเดิมของตนไม่ได้ทั้งหมดเป็นสิ่งที่มีความไม่ใช่ตัวตน ไม่มีตัวตนที่แท้จริงของมันเองในส่วนของอนัตตานี้ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) ได้ให้ทัศนะไว้ว่า สิ่งทั้งหลายหากจะกล่าวว่ามีก็ต้องว่ามีอยู่ในรูปของกระแส ที่ประกอบด้วยปัจจัยต่างๆ อันสัมพันธ์เนื่องอาศัยกันเกิดดับสืบต่อกันไปอยู่ตลอดเวลาไม่ขาดสาย จึงเป็นภาวะที่ไม่เที่ยง เมื่อต้องเกิดดับไม่คงที่ และเป็นไปตามเหตุปัจจัยที่อาศัย ก็ย่อมมีความบีบคั้น กดดัน ขัดแย้ง และแสดงถึงความบกพร่องไม่สมบูรณ์อยู่ในตัว และเมื่อทุกส่วนเป็นไปในรูปกระแสที่เกิดดับอยู่ตลอดเวลาขึ้นต่อเหตุปัจจัยเช่นนี้ก็ย่อมไม่เป็นตัวของตัว มีตัวตนแท้จริงไม่ได้13๑๓อย่างไรก็ตามลักษณะทั้ง ๓ ประการนี้ มีความเกี่ยวเนื่องกันไม่สามารถแยกออกจากกันได้ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต แต่สิ่งที่มีชีวิตทั้งหลาย มนุษย์ถือว่าได้เปรียบกว่าเขาทั้งหมด เพราะมีโอกาสได้พัฒนาจิตใจให้สูงขึ้นและหลุดพ้นไปจากกฎดังกล่าวได้ หมายถึงผู้พัฒนาตัวเองจนได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ เพราะท่านเหล่านั้นถึงร่างกายสังขารจะตกอยู่ภายใต้กฎของไตรลักษณ์แต่จิตที่ปรินิพพานแล้วจะไม่เกิดอีกพ้นจากกฏนี้๑๓พระพรหมคุณาภรณ์ (ปยุตฺโต), พุทธธรรม, (ฉบับปรับปรุงและขยายความ), หน้า ๖๘-๖๙.
  6. 6. ๑๗๒.๑.๓ ความหมายและลักษณะของสังขารในขันธ์ ๕ก. ความหมายของสังขารในขันธ์ ๕คําว่า “สังขาร” ในขันธ์ ๕ หมายถึง สภาวะที่ปรุงแต่งจิต ให้ดี ให้ชั่ว ให้เป็นกลาง ได้แก่คุณสมบัติต่างๆ ของจิต มีเจตนาเป็นตัวนํา ที่ปรุงแปรการตริตรึกนึกคิดในใจ และการแสดงออกทางกาย วาจา ให้เป็นไปต่างๆ เป็นตัวการของการทํากรรม เรียกง่ายๆ ว่า เครื่องปรุงของจิต เช่นศรัทธา สติ หิริ โอตตัปปะ เมตตา กรุณา ปัญญา โมหะ โลภะ โทสะ เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดนั้นล้วนเป็นนามธรรม มีอยู่ในใจทั้งสิ้น นอกเหนือจาก เวทนา สัญญา และวิญญาณ14๑๔ตามแนวอภิธรรม สังขารในขันธ์ ๕ คือ ธรรมที่มาประชุมกันแล้วปรุงแต่ง หมายถึงผัสสะและเจตนาเป็นต้น ธรรม เหล่านั้นมาประชุมร่วมกันในอุปปัตติทวาร ๖ (ทวารที่เกิดของวิถีจิตมีจักขุทวารเป็นต้น) หรือในกรรมทวาร ๓ (ทวารที่ก่อให้เกิดกรรมมีกายทวารเป็นต้น) ย่อมปรุงแต่งกิจทั้งหมดมีการเห็นและการได้ยินเป็นต้นซึ่งเป็นกิจทั่วไป หรือกิจทางกาย วาจา ใจ หรือการนอน การนั่ง การยืน การเดิน การพูดและการนึกคิดเป็นต้นด้วยหน้าที่ของตนๆซึ่งมีการสัมผัสและความตั้งใจเป็นต้น15๑๕สังขารขันธ์ทั้งหลาย ชื่อว่า ดํารงอยู่ในฐานะเป็นดุจผู้ปรุงอาหารเพราะเป็นตัวปรุงแต่งอารมณ์ คือ เพราะทําให้วิญญาณได้ความยินดี16๑๖จากข้อความดังกล่าวนี้พอสรุปได้ว่า สังขารในขันธ์ ๕ คือธรรมชาติที่ทําหน้าที่ปรุงแต่งสังขตธรรม ที่เป็นนามธรรมมีความเกี่ยวเนื่องกันกับวิญญาณ ในพระอภิธรรม ท่านเรียกสังขารเหล่านี้ ว่า เจตสิก มี ๕๐ ประการ รวมกับ เวทนา และสัญญา เป็นเจตสิก ๕๒ ประการ วิญญาณได้แก่ จิต ซึ่งมีความเกี่ยวเนื่องกัน ๔ ประการ คือ เอกุปปาทะ เกิดพร้อมกัน เอกนิโรธะ ดับพร้อมกันเอกาลัมพนะ มีอารมณ์อย่างเดียวกัน คือ จิตรับอารมณ์อย่างไรเจตสิกก็รับอารมณ์อย่างนั้น เช่น สีเขียวสีแดงเป็นต้น และสุดท้าย เอกวัตถุกะ มีที่อาศัยอย่างเดียวกัน หมายความว่า จิตเกิดจากจักษุเจตสิกก็เกิดจากจักษุเหมือนกัน อีกนัยหนึ่ง สังขารเปรียบเหมือนเงา วิญญาณเปรียบเหมือนเจ้าของเงา เมื่อเจ้าของตื่น เงาก็ตื่นด้วย เมื่อเจ้าของเงาหลับ เงาก็หลับด้วย เมื่อเจ้าของกินข้าว เงาก็กินด้วยเมื่อเจ้าของเข้าบ้าน เงาก็เข้าด้วย๑๔พระพรหมคุณาภรณ์ (ปยุตฺโต), พุทธธรรม, (ฉบับปรับปรุงและขยายความ), หน้า ๗๐/๔.๑๕พระญาณธชะ (แลดีสยาดอ), “ปรมัตถทีปนี”, ใน อภิธัมมัตถสังคหะและปรมัตถทีปนี, แปลโดยพระคันธสาราภิวงศ์, หน้า ๖๗๕.๑๖พระสุมังคลเถระ,“อภิธัมมัตถวิภาวินี”,ในฎีกาอภิธัมมัตถสังคหะ ชื่อว่าอภิธัมมัตถวิภาวินีแปล, แปลโดย พระธรรมวโรดม (บุญมา คุณสมฺปนฺโน ป.ธ. ๙), เอกสารประกอบการเรียนการสอน, รวบรวมโดย พระมหาชะลอ ปิยาจาโร และคณะ, หน้า ๑๕๐.
  7. 7. ๑๘ข. ลักษณะของสังขารในขันธ์ ๕สังขารในขันธ์ ๕ มีการประสม (ปรุงแต่ง) เป็นลักษณะ17๑๗ได้แก่ ปรุงแต่งสังขตธรรมคือปรุงแต่งรูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ให้มีลักษณะเป็นรูป เป็นเวทนา เป็นสัญญา เป็นสังขาร และวิญญาณ ตามที่ตนได้กะเกณฑ์ไว้แต่แรก เปรียบเหมือนนายช่างผู้ออกแบบบ้านไว้แล้วลงมือทําบ้านให้มีรูปลักษณะตามที่ออกแบบไว้ในข้อนี้มีพระพุทธพจน์ในขัชชนียสูตรว่าเพราะอะไรจึงเรียกว่าสังขาร เพราะปรุงแต่งสังขตธรรมจึงเรียกว่า สังขาร ปรุงแต่งสังขตธรรมอะไร ปรุงแต่งสังขตธรรม คือ รูปโดยความเป็นรูป เวทนาโดยความเป็นเวทนา สัญญาโดยความเป็นสัญญา สังขารโดยความเป็นสังขารวิญญาณโดยความเป็นวิญญาณ เพราะปรุงแต่งสังขตธรรมจึงเรียกว่า สังขาร18๑๘จากพระพุทธพจน์นี้ คําว่า สังขารปรุงแต่งสังขตธรรม คือรูปโดยความเป็นรูปก่อน เมื่อพิจารณาดูแล้วเหมือนกับว่า ในเหตุการณ์นี้มีองค์ประกอบหลักอยู่ ๓ อย่าง คือ ๑) ผู้สร้าง ๒) สิ่งที่จะสร้าง (แผนผัง หรือแบบที่จะก่อสร้าง) และ ๓) ผลของสิ่งที่สร้าง (ได้รูปแบบตามแผนผัง หรือตามแบบที่ได้ออกแบบไว้) จากตัวอย่างนี้จะเห็นว่า เมื่อสร้างเสร็จแล้วจะเหลือองค์ประกอบอยู่ ๒อย่างตรงกับพระพุทธพจน์ที่ว่า ชื่อว่า สังขาร เพราะปรุงแต่งสังขตธรรม ในกรณีนี้ ผู้สร้าง ได้แก่สังขาร สิ่งที่จะสร้างและผลของสิ่งที่สร้างเสร็จแล้ว ได้แก่ สังขตธรรม ยกตัวอย่างให้เข้าใจง่ายขึ้นเช่น วิศวกร ออกแบบบ้านไว้หนึ่งหลัง จากนั้นก็ลงมือสร้างบ้านตามที่ตนเองออกแบบไว้เมื่อสร้างเสร็จแล้ว เขาก็ได้บ้านตามแบบที่ออกแบบไว้ ในเหตุการณ์นี้ เบื้องต้นมีองค์ประกอบหลักอยู่ ๓อย่าง คือ ๑) วิศวกร ผู้ออกแบบ ๒) แบบบ้านที่วิศวกรออกแบบไว้ ๓) ผลที่คาดว่าจะได้คือบ้านที่สําเร็จรูปตามแบบที่วางไว้เมื่อสร้างเสร็จแล้ว เหลือองค์ประกอบอยู่ ๒ อย่าง คือ วิศวกร กับบ้านที่สร้างเสร็จแล้ว ในที่นี้ สังขาร คือวิศวกร สังขตธรรม คือบ้าน พร้อมทั้งอุปกรณ์ทุกอย่างที่นํามาสร้างบ้านสําหรับสังขตธรรมทั้ง ๔ ที่เหลือ คือ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ยากกว่าการอธิบายรูปอีกเพราะสังขตธรรมทั้ง ๔ นี้เป็นนามธรรมไม่มีรูปร่างให้เห็นเหมือนรูป คัมภีร์ในชั้นอรรถกถาก็ไม่ได้อธิบายไว้ท่านบอกแต่เพียงว่า สังขตธรรมที่เหลือก็มีอธิบายเหมือนกันกับรูป คือในอรรถกถาท่านอธิบายคําว่าสังขารปรุงแต่งรูปโดยความเป็นรูปโดยยกตัวอย่างว่าแม่ครัว หุงต้มยาคู ก็เพื่อให้เป็นยาคู ปรุงขนมก็เพื่อให้เป็นขนมนั่นเอง ฉันใด สังขาร๑๗วิสุทฺธิ. (ไทย) ๔๕๘/๗๔๙.๑๘สํ.ข. (ไทย) ๑๗/๗๙/๑๒๑.
  8. 8. ๑๙ทั้งหลายก็ฉันนั้น ปรุงแต่ง คือประมวลมา ได้แก่ รวบรวมไว้อธิบายว่า ให้สําเร็จซึ่งรูปนั้นเองที่ได้นามว่าสังขตะ เพราะปัจจัยทั้งหลายมาประชุมกันปรุงแต่ง เพื่อความเป็นรูป คือเพื่อความเป็นรูปนั้น โดยประการที่สิ่งที่ถูกปรุงแต่ง จะชื่อว่าเป็นรูปได้ แม้ในเวทนาทั้งหลาย ก็มีนัย(ความหมายอย่างเดียวกัน)นี้แล19๑๙ในกรณีของเวทนาถ้าจะแยกองค์ประกอบออกเหมือนตอนอธิบายรูป ก็สามารถทําได้คือ ๑) ผู้ปรุงแต่ง (สังขาร) ๒) ความรู้สึกที่จะปรุงแต่ง (เวทนาที่จะปรุงแต่ง) ๓) ความรู้สึกที่ปรุงแต่งเสร็จแล้ว (เวทนาที่ปรุงแต่งเสร็จแล้ว) ยกตัวอย่าง เช่น นาย ก. อยากมีความสุขที่เกิดจากการทําวัตรสวดมนต์ เขาก็จะออกแบบรูปแบบของการทําวัตร สวดมนต์ขึ้นมาชุดหนึ่ง จากนั้นก็ลงมือปฏิบัติตาม ผลที่ได้คือมีความสุขจากการทําวัตรสวดมนต์ส่วนเวทนาที่เป็นความทุกข์เป็นสิ่งที่อธิบายยากกว่าเวทนาที่เป็นความสุขเพราะคนเราโดยธรรมชาติไม่ชอบความทุกข์และจะไม่พยายามปรุงแต่งความทุกข์อยู่แล้วนอกจากจะประสบกับความทุกข์แล้วหาวิธีแก้ไขความทุกข์ให้น้อยลงและหมดไปในที่สุด ยกตัวอย่างเช่น นาย ก. นั่งกรรมฐานนานๆ เกิดอาการปวดขา แล้วก็ภาวนาว่า ปวดหนอ ปวดหนอ ปวดหนอ ไปเรื่อยๆในขณะที่เขาภาวนาว่า ปวดหนอ ปวดหนออยู่นั้น เขาคงไม่มีความคิดว่า อยากให้ทุกข์จากอาการปวดนั้นกลายเป็นความปวดอีกแบบหนึ่งตามที่เขาต้องการ ตรงกันข้ามเขาคงคิดอยากจะให้อาการปวดนั้นหายไปมากกว่า ถ้าเขากําหนดอยู่อย่างนั้นอาการปวดหายไป ก็จะกลายเป็นความสุขแทนหรือถ้าไม่หายเขาทนอยู่ในท่านั่งต่อไปไม่ได้ก็ต้องเปลี่ยนอิริยาบถเป็นอย่างอื่นอาการปวดก็จะหายไป ถ้าเป็นไปตามตัวอย่างนี้จะว่านาย ก. ปรุงแต่งทุกข์โดยความเป็นทุกข์ก็ไม่ได้เพราะเวทนามันเปลี่ยนจากความทุกข์เป็นความสุข หรือเป็นความรู้สึกเฉยๆ แล้ว เพื่อให้เข้าใจง่ายผู้วิจัยจะอธิบายโดยรวม คือ ผู้ปรุงแต่ง คือสังขารนั้น อยากได้เวทนาอะไรก็ปรุงแต่งเอาตามที่ตนต้องการส่วนสัญญา ความจําได้ ก็คงอธิบายเหมือนกับรูปและเวทนาที่ได้อธิบายมาแล้วที่น่าสนใจคือสังขารเพราะสังขารมีหลายอย่างและตัวที่ปรุงแต่งก็คือสังขารด้วย สังขารจะปรุงแต่งสังขารโดยความเป็นสังขารอย่างไรเป็นเรื่องที่น่าสนใจมากผู้วิจัยขออธิบายโดยยกตัวอย่าง สมมติว่านาย ก. มีสัทธาในพระรัตนตรัยอยู่แล้ว แต่ยังเป็นสัทธาที่อ่อนคือเป็นจลสัทธา ศรัทธาที่หวั่นไหวอยู่นาย ก. ต้องการให้สัทธาของเขากลายเป็นอจลสัทธา ศรัทธาที่ไม่หวั่นไหว เขาก็จะพัฒนาหรือปรุงแต่งสัทธาของเขาให้ยิ่งขึ้นจนกว่าจะได้อจลสัทธาตามที่เขาต้องการ หรือนาย ก. มีสติอยู่แล้วแต่ยังไม่เข้มแข็งพอที่จะกําหนดกั้นกระแสอารมณ์ต่างๆ ที่ไหลเข้ามาสู่จิตใจได้ เขาต้องการให้สติของเขา๑๙สํ.ข.อ. (ไทย) ๒/๒๓๔.
  9. 9. ๒๐เข้มแข็งขึ้น ก็ต้องปรุงแต่งสติให้เข้มแข็ง มีกําลังกลายเป็นมหาสติตามที่ต้องการเช่นเดียวกับการปรุงแต่งสัทธานั่นเองคําว่าวิญญาณก็คือ จิตนั่นเอง จิตของมนุษย์เป็นธรรมชาติคิดอารมณ์ เที่ยวไปในที่ต่างๆคือหลงไปในอารมณ์ต่างๆ ทั้งไกลและใกล้ ทั้งที่ควรไปและไม่ควรไป ที่ควรไปเช่น สถานที่ทางศาสนา ที่ที่ไม่ควรไปเช่น สถานที่เริงรมย์ซึ่งเป็นที่อโคจร ตามธรรมดาจิตที่ยังไม่ได้ฝึกก็จะเที่ยวไปในอารมณ์ที่ไม่น่าปรารถนา ถ้าได้รับการฝึกฝนอบรมอยู่บ่อยๆ จิตก็จะรู้จักแยกแยะสิ่งที่ควรและไม่ควร จากตัวอย่างนี้ คําว่าปรุงแต่งวิญญาณโดยความเป็นวิญญาณก็คือปรุงแต่งวิญญาณหรือจิตที่ยังอ่อนไม่รู้แยกแยะสิ่งที่ควรและไม่ควรให้กลายเป็นวิญญาณหรือจิตที่เข้มแข็งสามารถแยกแยะสิ่งที่ควรและไม่ควรได้เนื่องจากขันธ์ ๕ เป็นสิ่งที่อยู่ใต้กฎไตรลักษณ์ สังขารจึงมีลักษณะเป็นอนิจจัง ทุกขังและอนัตตา ดังพุทธพจน์ในอนัตตลักขณสูตรตรัสถึงความเป็นอนัตตาของสังขารไว้ว่า “ภิกษุทั้งหลาย สังขารทั้งหลายเป็นอนัตตา ภิกษุทั้งหลาย ถ้าสังขารเหล่านี้จักเป็นอัตตาแล้วไซร้ สังขารเหล่านี้ไม่พึงเป็นไปเพื่ออาพาธ และบุคคลพึงได้ในสังขารทั้งหลายว่า ‘สังขารทั้งหลายของเราจงเป็นอย่างนี้ สังขารทั้งหลายของเราอย่าได้เป็นอย่างนั้น’”๒๐ในอภิธรรมปิฎกจัดให้สังขารมีลักษณะเป็นสังขตธรรมคือธรรมที่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง2 1๒๑ในอภิธรรมมัตถสังคหะ พระอนุรุทธาจารย์ จําแนกลักษณะของเจตสิกที่รวมถึงสังขารไว้ ๔ประการ คือ ๑) เกิดขึ้นขณะเดียวกันกับจิต ๒) ดับขณะเดียวกันกับจิต ๓) มีอารมณ์เดียวกันกับจิต๔) มีที่ตั้งอาศัยที่เดียวกับจิต22๒๒จากเนื้อความตรงนี้แสดงว่า สังขารกับวิญญาณหรือจิตอาศัยกันอยู่ชนิดที่แยกกันไม่ออกเหมือนนํ้ากับสีที่ผสมกันแยกออกจากกันไม่ได้ในวิสุทธิมรรค พระพุทธโฆสเถระ อธิบายไว้สั้นๆ ว่า สังขารมีการประสม (ปรุงแต่ง)๒๓แต่ง)๒๓เป็นลักษณะ ท่านขยายความต่อไปว่า ปรุงแต่งสิ่งที่เป็นสังขตะ2 4๒๔ท่านอ้างพระพุทธพจน์ว่า “ภิกษุทั้งหลาย เพราะธรรมเหล่านั้นย่อมปรุงแต่งสิ่งที่เป็นสังขตะแล จึงได้ชื่อว่า สังขาร ดังนี้”๒๕๒๐สํ.ข. (ไทย) ๑๗/๕๙/๙๔.๒๑อภิ.สํ. (ไทย) ๓๔/๑๔๕๕/๑๓๕.๒๒สงฺคห (บาลี) ๗, พระอนุรุทธาจารย์, “อภิธัมมัตถสังคหะ”, ใน อภิธัมมัตถสังคหะและปรมัตถทีปนีแปล, หน้า ๑๗.๒๓คําว่า ประสม ถ้ายึดตามศัพท์บาลี คือ อภิสงฺขโรนฺติ ก็แปลว่า การปรุงแต่ง ดังนั้น เพื่อให้เข้ากับความหมายของศัพท์ผู้วิจัยจึงแปลว่า การปรุงแต่ง ในงานวิจัยนี้๒๔ดูรายละเอียดในวิสุทฺธิ.(ไทย)๓/๗๔๘-๗๖๖.
  10. 10. ๒๑จากเนื้อความที่ได้ศึกษามานี้พอสรุปลักษณะของสังขารในขันธ์ ๕ ได้ดังนี้ คือ สังขารมีลักษณะใหญ่สองประการ ได้แก่ ลักษณะโดยรวมคือเป็นสังขตธรรมถูกปัจจัยอื่นปรุงแต่ง ส่วนลักษณะเฉพาะตนคือ เป็นตัวปรุงแต่งสังขตธรรมเสียเอง ซึ่งขันธ์อื่นไม่สามารถปรุงแต่งได้จะถูกปัจจัยอื่นปรุงแต่งฝ่ายเดียว และมีลักษณะเหมือนกันกับขันธ์อื่นคือ ถูกปัจจัยอื่นปรุงแต่งด้วย๒.๑.๔ ความหมายและลักษณะของสังขารในปฏิจจสมุปบาทก. ความหมายของสังขารในปฏิจจสมุปบาทสังขารในปฏิจจสมุปบาท เป็นส่วนหนึ่งของสังขารในขันธ์ ๕ หมายถึง ความจงใจ หรือเจตนา มีรูปวิเคราะห์ว่าสงฺขตํ กายวจีมโนกมฺมํ อภิสงฺขโรนฺติ เอเตหีติ สงฺขารา สัตว์ทั้งหลายย่อมปรุงแต่งกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ที่เป็นสังขตธรรมโดยเจตนาเหล่านั้น เพราะเหตุนั้น เจตนาที่เป็นเหตุแห่งการปรุงแต่งเหล่านั้น ชื่อว่า สังขาร26๒๖พระพรหมคุณาภรณ์ (ปยุตฺโต) ได้อธิบายสังขารในปฏิจจสมุปบาทตามแนวพระอภิธรรมสรุปใจความได้ว่า สังขารในปฏิจจสมุปบาท หมายถึง ความจงใจ หรือ เจตนา ความจงใจทางกาย เรียกว่า กายสังขาร หรือ กายสัญเจตนา ได้แก่ เจตนา ๒๐ ประการที่เป็นไปทางกายทวารในพระอภิธรรม คือ กามาวจรกุศล ๘ ประการ อกุศล ๑๒ ประการ ความจงใจทางวาจา เรียกว่าวจีสังขาร หรือ วจีสัญเจตนา ได้แก่ เจตนา ๒๐ ประการที่เป็นไปทางวจีทวาร คือ กามาวจรกุศล ๘ประการ อกุศล ๑๒ ประการ ความจงใจทางใจ เรียกว่า จิตตสังขาร หรือ มโนสัญเจตนา ได้แก่เจตนา ๒๙ ประการ ในมโนทวารที่ยังไม่แสดงออกเป็นกายวิญญัติ และวจีวิญญัติ อีกนัยหนึ่งสังขารในปฏิจจสมุปบาท หมายถึง ปุญญาภิสังขาร ความดีที่ปรุงแต่งชีวิต ได้แก่ กุศลเจตนาฝ่ายกามาวจรและฝ่ายรูปาวจร ๑๓ ประการ คือ กามาวจรกุศล ๘ ประการ รูปาวจรกุศล ๕ ประการอปุญญาภิสังขาร ความชั่วที่ปรุงแต่งชีวิต ได้แก่ อกุศลเจตนาฝ่ายกามาวจรทั้ง ๑๒ ประการอาเนญชาภิสังขาร ภาวะมั่นคงที่ปรุงแต่งชีวิต ได้แก่ กุศลเจตนาฝ่ายอรูปาวจรทั้ง ๔ ประการ27๒๗๒๕สงฺขตมภิสงฺขโรนฺตีติ โข ภิกฺขเว ตสฺมา สงฺขารา วุจฺจนฺตีติ; สํ.ข. (บาลี) ๑๗/๑๕๙/๑๐๖; ดูเพิ่มเติมใน วิสุทฺธิ. (บาลี) ๓/๓๖.๒๖พระสัทธัมมโชติกะ ธัมมาจริยะ, ปฏิจจสมุปบาททีปนี, หน้า ๓๖.๒๗พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต),พุทธธรรม, (ฉบับปรับปรุงและขยายความ), พิมพ์ครั้งที่ ๑๑,(กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ บริษัท สหธรรมิก จํากัด, ๒๕๔๙), หน้า ๙๗-๙๘.
  11. 11. ๒๒บรรจบ บรรณรุจิ ได้ให้ความหมายสังขารในปฏิจจสมุปบาทไว้ว่า สังขารที่เป็นตัวปรุงแต่ง หมายถึง สังขารที่ปรุงแต่งจิตหรือวิญญาณให้เกิดการรับรู้อารมณ์อยู่เสมออย่างต่อเนื่อง คือเจตนานั่นเอง28๒๘วัชระ งามจิตรเจริญ ได้ให้ความหมายของสังขารในปฏิจจสมุปบาทไว้ว่า สังขาร คือเจตนาอันได้แก่ความจงใจหรือความตั้งใจ ซึ่งเป็นอันเดียวกับกรรม29๒๙จากเนื้อความที่ได้ศึกษามานี้พอสรุปได้ว่า ความหมายของสังขารในปฏิจสมุปบาทได้แก่ เจตนา ความตั้งใจ ความจงใจ หรือกรรม คือผลของการทํากรรมอย่างใดหนึ่ง ทางทวารใดทวารหนึ่ง คือ กายทวาร วจีทวาร และมโนทวาร การกระทําทางกายทวาร เรียกว่า กายกรรม การกระทําทางวจีทวาร เรียกว่า วจีกรรม การกระทําทางมโนทวาร เรียกว่า มโนกรรมข. ลักษณะของสังขารในปฏิจจสมุปบาทลักษณะของสังขารในปฏิจจสมุปบาท ได้แก่ สภาวะที่ปรุงแต่ง กาย วาจา ใจ สภาวะที่ปรุงแต่งกาย เรียกว่า กายสังขาร สภาวะที่ปรุงแต่งวาจา เรียกว่า วจีสังขาร สภาวะที่ปรุงแต่งใจเรียกว่า จิตตสังขาร หรือ มโนสังขาร ปรุงแต่งในทางดี เรียกว่า ปุญญาภิสังขาร ปรุงแต่งในทางไม่ดีเรียกว่า อปุญญาภิสังขาร ปรุงแต่งกลาง ๆ เรียกว่า อเนญชาภิสังขารในคัมภีร์วิสุทธิมรรค3 0๓๐พระพุทธโสฆเถระ อธิบายสังขารในปฏิจจสมุปบาทสรุปใจความได้ว่า สังขาร หมายถึง ธรรมทั้งหลายที่ปรุงแต่งสิ่งต่างๆ ให้เกิดขึ้น สังขารมี ๒ อย่าง คือสังขารที่มีอวิชชาเป็นปัจจัยกับสังขารที่มาโดยสังขารศัพท์ สังขารที่มีอวิชชาเป็นปัจจัย ได้แก่สังขาร ๒ กลุ่มๆ ละ ๓ อย่าง คือ ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร อเนญชาภิสังขาร และกายสังขารวจีสังขาร จิตตสังขาร สังขารที่มีอวิชชาเป็นปัจจัยเหล่านี้ ได้แก่กุศลเจตนาและอกุศลเจตนาฝ่ายโลกิยะ ส่วนสังขารที่มาโดยสังขารศัพท์มีอยู่ ๔ อย่าง คือ สังขตสังขาร (สังขารคือสิ่งที่ปัจจัยของตนๆ แต่งขึ้น) อภิสังขตสังขาร (สังขารคือสิ่งที่กรรมแต่งขึ้น) อภิสังขรณกสังขาร (สังขารคือตัวกรรมผู้เป็นเจ้าหน้าที่แต่ง) ปโยคาภิสังขาร (สังขารคือความเพียรพยายาม)บรรจบ บรรณรุจิ ได้อธิบายลักษณะของสังขารที่เป็น เจตนา ความจงใจ ความตั้งใจไว้ว่า เจตนา มีทั้งที่เป็นฝ่ายดี (กุศล) และฝ่ายชั่ว (อกุศล) ทั้งนี้ สืบเนื่องมาจากอวิชชา เพราะอวิชชา๒๘บรรจบ บรรณรุจิ, ปฏิจจสมุปบาท, หน้า ๒๓.๒๙วัชระ งามจิตรเจริญ, พุทธศาสนาเถรวาท, พิมพ์ครั้งที่ ๒, (กรุงเทพมหานคร : สํานักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๕๒), หน้า ๑๒๙.๓๐วิสุทฺธิ.(ไทย) ๕๘๗/๘๕๕.
  12. 12. ๒๓มิได้หมายความว่าไม่รู้ดีไม่รู้ชั่วอย่างเดียว แต่รวมไปถึงความหมายว่า รู้ดีรู้ชั่วด้วย เสียแต่ว่า ความรู้ดีรู้ชั่วนั้นยังไม่สามารถมีผลถึงขั้นเปลี่ยนแปลงความคิด รวมทั้งพฤติกรรมให้เป็นไปในทางดีฝ่ายเดียวได้ตลอดเวลา กุศลเจตนา ความตั้งใจฝ่ายดี ความจงใจฝ่ายดี อันเป็นเหตุให้เกิดพฤติกรรมทางกายที่ดี (ทําดี) อาทิ การให้ทาน รักษาศีล เป็นต้น จัดเป็นกายสัญเจตนาฝ่ายดี อันเป็นเหตุให้เกิดพฤติกรรมทางวาจา (พูดดี) อาทิ การพูดคําจริง การพูดคําอ่อนหวาน จัดเป็นวจีสัญเจตนาฝ่ายดี อันเป็นเหตุให้เกิดพฤติกรรมทางใจที่ดี (คิดดี) อาทิ คิดเสียสละเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ คิดเมตตา จัดเป็นมโนสัญเจตนาฝ่ายดี ส่วนอกุศลเจตนา มีความหมายตรงกันข้ามกับกุศลเจตนา กายสัญเจตนา วจีสัญเจตนา และมโนสัญเจตนา เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า กายสังขาร วจีสังขาร และจิตตสังขาร เหตุที่เรียกเช่นนั้น เพราะมุ่งถึงประเด็นที่ว่าเป็นเครื่องปรุงแต่ง31๓๑วัชระ งามจิตรเจริญ ได้อธิบายสังขารในปฏิจจสมุปบาทสรุปใจความได้ว่า สังขาร คือปุญญาภิสังขาร (กุศลเจตนาที่เป็นกามาวจรและรูปาวจร) อปุญญาภิสังขาร (อกุศลเจตนาที่เป็นกามาวจร) อาเนญชาภิสังขาร (กุศลเจตนาที่เป็นกามาวจรและอรูปาวจร) จําแนกตามสภาพที่เป็นกุศลหรืออกุศล ปุญญาภิสังขารกับอาเนญชาภิสังขาร จัดเป็นสังขารฝ่ายกุศล อปุญญาภิสังขารจัดเป็นสังขารฝ่ายอกุศล ส่วนกายสังขาร วจีสังขาร จิตตสังขาร จําแนกตามทวารที่เกี่ยวข้องกล่าวคือสังขารหรือเจตนาที่ทําให้เกิดการกระทําทางกายเรียกว่า “กายสังขาร” ที่ทําให้เกิดการกระทําทางวาจาเรียกว่า “วจีสังขาร” และที่ทําให้เกิดการกระทําทางใจเรียกว่า “จิตตสังขาร”3 2๓๒สังขารคือเจตนาหรือความจงใจที่จะทํากรรมอย่างใดอย่างหนึ่งทางทวารทั้ง ๓ ทวารใดทวารหนึ่งได้แก่ความจงใจหรือความตั้งใจซึ่งเป็นตัวเดียวกับกรรม33๓๓จากข้อความที่ได้ศึกษามานี้พอสรุปได้ว่า สังขารในปฏิจจสมุปบาท หมายถึง เจตนาที่ก่อให้เกิดการกระทําหรือคือกรรมนั่นเอง หมายความว่า มนุษย์ต้องได้รับผลของการกระทําที่เกิดจากเจตนาตามสมควรแก่การกระทํา เจตนาในที่นี้เป็นได้ทั้งกุศลและอกุศล เจตนาที่เป็นกุศลจะนําไปสู่การกระทําที่ดีมีผลหรือวิบากดีตามมา เจตนาที่เป็นอกุศลจะนําไปสู่การกระทําที่ไม่ดีมีผลหรือวิบากชั่วตามมา เจตนาที่เป็นอกุศลเกิดได้ทั้งทางกาย วาจา และทางใจ คือ เกิดจากโลภะ ความโลภ เกิดจากโทสะ ความโกรธ และเกิดจากโมหะ ความหลง อกุศลเจตนานี้จัดเป็นอปุญญาภิสังขารเจตนาที่เป็นกุศลมีทางเกิดได้ทั้งทางกาย ทางวาจา และทางใจเช่นเดียวกัน ได้แก่ กามาวจรกุศล คือกุศลเจตนาที่ทําให้สัตว์เวียนว่ายตายเกิดอยู่ในกามาวจรภูมิ คือ สวรรค์ ๖ ชั้น และรูปาวจรกุศล คือกุศลเจตนาที่ทําให้สัตว์เวียนว่ายตายเกิดอยู่ในรูปาวจรภูมิหรือรูปพรหม๓๑บรรจบ บรรณรุจิ, ปฏิจจสมุปบาท, หน้า ๒๑.๓๒วัชระ งามจิตรเจริญ, พุทธศาสนาเถรวาท, หน้า ๑๒๓.๓๓เรื่องเดียวกัน, หน้า ๑๒๙.
  13. 13. ๒๔๒.๒ ประเภทของสังขารสังขารที่ปรากฏในพระไตรปิฎกและอรรถกถา แบ่งเป็น ๒ ประเภท ได้แก่สังขารที่ปรากฏในพระไตรปิฎก มี ๑ ประเภท แบ่งออกเป็น ๒ กลุ่ม คือ กลุ่มที่ ๑ แบ่งตามทวารที่เกิดได้แก่กายสังขารวจีสังขาร จิตตสังขาร34๓๔กลุ่มที่๒ แบ่งตามคุณค่า ได้แก่ ปุญญาภิสังขารสภาพที่ปรุงแต่งกรรมฝ่ายดี อปุญญาภิสังขาร สภาพที่ปรุงแต่งกรรมฝ่ายไม่ดี อเนญชาภิสังขารสภาพที่ปรุงแต่งภพอันไม่หวั่นไหว35๓๕สังขารที่ปรากฏในอรรถกถา มี ๑ ประเภท แบ่งตามสังขารที่มีกรรมและกิเลสไม่ยึดครอง ได้แก่ อุปาทินนกสังขาร สังขารที่กรรมและกิเลสยึดครอง หรือสังขารที่มีใจครอง และอนุปาทินนกสังขาร สังขารที่กรรมและกิเลสไม่ยึดครอง หรือสังขารที่ไม่มีใจครอง36๓๖อีกนัยหนึ่งสังขารที่กล่าวมานี้ยังสามารถจําแนกออกเป็น ๒ ประเภท ได้อีกคือ สังขารที่เป็นรูปธรรม และสังขารที่เป็นนามธรรม ดังนี้๑) สังขารที่เป็นรูปธรรมสังขารที่เป็นรูปธรรม ได้แก่ สังขารที่กรรมและกิเลสยึดครองและไม่ยึดครอง หรือตามสิ่งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต คือ อุปาทินนกสังขาร และอนุปาทินนกสังขาร แต่ละประเภทมีรายละเอียดพอสังเขปดังนี้(๑) อุปาทินนกสังขาร หมายถึง สังขารที่มีกรรมและกิเลสยึดครองหรือเกาะกุมหรือเรียกว่าสังขารที่มีใจครอง ได้แก่ ร่างกายมนุษย์เทวดา มาร พรหม สัตว์ ทั้งหลาย เป็นประเภทที่มีตัวรับรู้อารมณ์มากระทบให้ปรุงแต่งเกิดการกระทําต่างๆ เป็นกรรมที่ยึดครองต่อไป(๒) อนุปาทินนกสังขาร หมายถึง สังขารที่กรรมและกิเลสไม่ยึดครองหรือเกาะกุมทั้งหมด ยกเว้นแต่อสังขตธาตุคือนิพพาน ได้แก่ สิ่งต่างๆ บนโลก เช่น ต้นไม้ ภูเขา อาคารบ้านเรือน เป็นต้น สังขารเหล่านี้เกิดจากปัจจัยหลายอย่างประจวบกัน เช่น ต้นไม้ เกิดจากมีเมล็ดพืชที่เหมาะสม มีนํ้าที่พอเหมาะ อากาศที่พอเหมาะ ดินที่พอเหมาะกับต้นไม้นั้น ก็เจริญงอกงามเป็นต้นไม้ หรือ ไฮโดรเจน ๒ ตัว (H2) กับออกซิเจน ๑ ตัว (O) ปรุงแต่งผสมกันเกิดปฏิกิริยาทางเคมีเกิดเป็นนํ้า (H2O) เป็นต้น๓๔ม.มู. (ไทย) ๑๒/๑๐๒/๙๗, ม.มู. (ไทย) ๑๒/๔๕๗/๔๙๕, ม.มู. (ไทย) ๑๒/๔๖๓/๕๐๓-๕๐๕.๓๕ที.ปา. (บาลี) ๑๑/๓๕/๑๔, ที.ปา. (ไทย) ๑๑/๓๕/๒๖๘, สํ.นิ. (ไทย) ๑๖/๕๑/๑๐๑.๓๖ม.มู.อ. (บาลี) ๑/๔๓๑, ม.มู.อ. (ไทย) ๑/๖๙๕.
  14. 14. ๒๕๒) สังขารที่เป็นนามธรรมสังขารที่เป็นนามธรรม ได้แก่ สังขารที่ปรุงแต่งจิตให้เกิดพฤติกรรมต่างๆ ทางกาย วาจาใจ เรียกตามชื่อฐานที่เกิดว่า กายสังขาร วจีสังขาร และ จิตตสังขาร3 7๓๗และสังขารที่จําแนกตามคุณค่า คือ ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร และอเนญชาภิสังขาร3 8๓๘สังขารแต่ละประเภทมีรายละเอียดโดยสังเขปดังนี้กายสังขาร หมายถึง สภาพที่ปรุงแต่งการกระทําทางกาย วจีสังขาร หมายถึง สภาพที่ปรุงแต่งการกระทําทางวาจา และ จิตตสังขาร หมายถึง สภาพที่ปรุงแต่งการกระทําทางใจ หรือกายสังขาร หมายถึง ปัจจัยปรุงแต่งกาย ได้แก่ ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก วจีสังขาร หมายถึงสภาพปรุงแต่งวาจา คือ วิตก วิจาร และ จิตตสังขาร หมายถึง สภาพที่ปรุงแต่งจิต ได้แก่สัญญาและเวทนา39๓๙ปุญญาภิสังขาร หมายถึง สภาพที่ปรุงแต่งกรรมฝ่ายดี อปุญญาภิสังขาร หมายถึง สภาพที่ปรุงแต่งกรรมฝ่ายชั่ว และอาเนญชาภิสังขาร หมายถึง สภาพที่ปรุงแต่งภพอันมั่นคงไม่หวั่นไหว4 0๔๐สังขารทั้ง ๓ ประเภทนี้ จะมีที่แสดงออกมาทางทวารทั้ง ๓ คือ ทางกาย ทางวาจา และทางใจ นั่นเองต่อไปนี้จะได้นําเอาสังขารแต่ละประเภทที่ได้ยกขึ้นไว้ในเบื้องต้นนั้นไปจัดเข้าในสังขารในไตรลักษณ์ สังขารในขันธ์ ๕ และสังขารในปฏิจจสมุปบาทตามลําดับ๒.๒.๑. ประเภทของสังขารในไตรลักษณ์เมื่อว่าโดยประเภทของสังขารในไตรลักษณ์จะมีอยู่ประเภทเดียวคือสังขารที่เป็นสังขตธรรมรวมเอาสังขารทั้งหมด ทั้งที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม ทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต ลักษณะที่ถูกปัจจัยปรุงแต่งของสังขตธรรมมี ๓ ประการ คือ ปรากฏความเกิด ปรากฏความดับ ขณะที่ดํารงอยู่ปรากฏความเปลี่ยนแปลง41๔๑ในคัมภีร์ปปัญจสูทนี พระพุทธโฆสเถระ ได้อธิบายสังขตธาตุทั้งสอง๓๗ม.มู.(บาลี) ๑๒/๑๐๒/๗๓, ม.มู.(ไทย) ๑๒/๑๐๒/๙๗, ขุ.ป.อ.(ไทย) ๗/๑/๘๘๒, สํ.นิ.(ไทย) ๑๖/๒/๘.๓๘ที.ปา. (ไทย) ๑๑/๓๐๕/๒๖๘.๓๙สํ.ส. (ไทย) ๑๘/๓๔๘/๓๘๒, อภิ.ย. (ไทย) ๓๘/๑/๔๔๖.๔๐ปุญญาภิสังขาร คืออภิสังขารที่เป็นบุญ ได้แก่ กามาวจรกุศลจิต ๘ และรูปาวจรกุศลจิต ๕,อปุญญาภิสังขาร คือ อภิสังขารที่เป็นบาป ได้แก่ อกุศลจิต ๑๒, อาเนญชาภิสังขาร คืออภิสังขารที่เป็นอาเนญชาสภาพที่ปรุงแต่งภพอันมั่นคง ไม่หวั่นไหว ได้แก่ อรูปาวจรกุศลจิต ๔; ขุ.ม.อ. (ไทย) ๕/๑/๕๓๕. ขุ.ป.อ.(ไทย)๗/๑/๙๐๙,๙๘๕.๔๑องฺ.ติก. (ไทย) ๒๐/๔๗/๒๐๘-๒๐๙.
  15. 15. ๒๖ด้วยคําว่า “สังขตธรรม” ได้แก่ อันปัจจัยทั้งหลายประชุมกันทําขึ้น คําว่า “สังขตธรรม” นี้เป็นชื่อของขันธ์ ๕42๔๒พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) ได้อธิบายว่า สังขตธรรม หมายถึง ธรรมที่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง ได้แก่ ธรรมที่มีปัจจัย สภาวะที่เกิดจากปัจจัยปรุงแต่งขึ้น สิ่งที่ปัจจัยประกอบเข้าหรือสิ่งที่ปรากฏและเป็นไปตามเงื่อนไขของปัจจัย เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า สังขาร ซึ่งมีรากศัพท์และคําแปลเหมือนกัน หมายถึง สภาวะทุกอย่างทั้งทางวัตถุและทางจิตใจ ทั้งรูปธรรมและนามธรรมทั้งที่เป็นโลกียะและโลกุตตระ ทั้งที่ดีที่ชั่วและที่เป็นกลางๆ ทั้งหมดเว้นแต่นิพพาน43๔๓จากความหมายของสังขตธรรมในที่นี้ทําให้ทราบว่า สังขารในไตรลักษณ์ คลอบคลุมหมดทุกอย่าง คือทั้งสภาวะที่ปรุงแต่ง ทั้งสภาวะที่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง เช่น เจตนา (กรรม) เป็นตัวปรุงแต่งสภาวธรรมอื่นๆ แต่เจตนาก็ถูกปัจจัยอื่นปรุงแต่งเช่นกัน ดังนั้น จึงกล่าวอย่างรวบรัดว่า สังขารหรือสังขตธรรมครอบคลุมทุกสิ่งที่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง ไม่ว่าจะเป็นรูปธรรมหรือนามธรรม เป็นร่างกายหรือจิตใจ มีชีวิตหรือไม่มีชีวิต อยู่ในจิตใจหรือเป็นวัตถุภายนอก รวมทั้งบุญ บาป หรือกุศลอกุศล ก็จัดเป็นสังขตธรรมเพราะถูกปัจจัยปรุงแต่งขึ้นเหมือนกัน สมกับเนื้อความในอังคุตตรนิกายทุกนิบาต สนิมิตตวรรคว่า ธรรมที่เป็นบาปอกุศล มีสังขตธรรมเป็นอารมณ์จึงเกิดขึ้น ไม่มีสังขตธรรมเป็นอารมณ์ ไม่เกิดขึ้น เพราะละสังขตธรรมนั้นเสียได้อย่างนี้ ธรรมที่เป็นบาปอกุศลเหล่านั้นจึงไม่มี4 4๔๔บทสนทนาระหว่างวิสาขะอุบาสกกับพระธัมมทินนาเถรี ที่ปรากฏในจูฬเวทัลลสูตร มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ตอนหนึ่งว่า อริยมรรคมีองค์ ๘ เป็นสังขตธรรม4 5๔๕จากตัวอย่างที่ปรากฏในพระไตรปิฎกทั้งสองแห่งนี้เป็นสังขตธรรมที่เป็นนามธรรม ส่วนที่เป็นรูปธรรม เช่นสิ่งมีชีวิต ได้แก่ สัตว์ทุกประเภท มีมนุษย์ สัตว์เดรัจฉาน สิ่งไม่มีชีวิต ได้แก่ ภูเขา ป่ าไม้ อาคารบ้านเรือน เป็นต้นจากหลักฐานที่ได้ศึกษามานี้สามารถนํามาตีความและแยกประเภทของสังขารในไตรลักษณ์ได้เป็น ๓ ประเภทใหญ่ๆ ดังนี้๑) แบ่งตามทวารที่เกิดมี ๓ อย่าง คือกายสังขาร ได้แก่ สภาพปรุงแต่งกาย คือลมหายใจเข้าลมหายใจออกวจีสังขาร ได้แก่ สภาพปรุงแต่งวาจา คือ วิตก ความนึกคิด วิจาร ความไตร่ตรอง๔๒ม.อุ.อ. (ไทย) ๔/๑๒๕/๖๔.๔๓พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต),พุทธธรรม,(ฉบับปรับปรุงและขยายความ),หน้า๗๐/๑-๗๐/๒.๔๔องฺ.ทุก. (ไทย) ๒๐/๘๗/๑๐๖.๔๕ม.มู. (ไทย) ๑๒/๔๖๒/๒๙๘.
  16. 16. ๒๗จิตตสังขาร ได้แก่ สภาพปรุงแต่งจิต คือ สัญญาและเวทนาซึ่งปรุงแต่งจิตให้เป็นไปในอารมณ์ต่างๆ46๔๖๒) แบ่งตามคุณค่ามี ๓ อย่าง คือปุญญาภิสังขาร การปรุงแต่งที่เป็นบุญอปุญญาภิสังขาร การปรุงแต่งที่เป็นบาปอเนญชาภิสังขาร การปรุงแต่งที่ไม่หวั่นไหว ได้แก่อรูปฌาน ๔47๔๗๓) แบ่งตามอาการมี ๒ อย่าง คือสังขารประเภทที่สามนี้ไม่ปรากฏในพระไตรปิฎก แต่มีปรากฏในคัมภีร์ชั้นอรรถกถาคือ สังขารที่กรรมและกิเลสยึดครองหรือสังขารที่มีใจครอง (อุปาทินนกสังขาร) ได้แก่ มนุษย์สัตว์เดรัจฉา เทวดา สัตว์นรก เปรต อสุรกาย เป็นต้น ซึ่งสังขารเหล่านี้ต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏฏสงสารต่อไปจนกว่าจะได้บรรลุมรรคผลนิพพานสังขารที่กรรมและกิเลสไม่ยึดครอง หรือสังขารไม่มีใจครอง (อนุปาทินนกสังขาร)ได้แก่ แผ่นดิน ภูเขา แม่นํ้า ต้นไม้ และอากาศ สังขารเหล่านี้ไม่มีวิญญาณ ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดเหมือนสังขารอย่างแรก แต่ตกอยู่ในกฎของไตรลักษณ์ คือต้องเปลี่ยนแปรไปตามกาลเวลาไม่สามารถทรงสภาพเดิมอยู่ได้48๔๘สรุปได้ว่า สังขารในไตรลักษณ์ว่าโดยองค์รวมมีอยู่ประเภทเดียว คือ สังขารที่เป็นสังขตธรรม หรือสังขารที่ถูกปัจจัยปรุงแต่งทั้งที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม ส่วนที่เป็นรูปธรรมคือรูปขันธ์ในขันธ์ ๕ ได้แก่ ร่างกายของมนุษย์สัตว์ประเภทต่างๆ และสิ่งต่างๆ ที่ปรากฏเป็นรูปร่างเช่น โต๊ะ เก้าอี้ เป็นต้น หรือหมายถึงสิ่งที่ปัจจุบันวิทยาศาสตร์สมัยใหม่เรียกว่า “สสารและพลังงาน”ทั้งหมด ส่วนที่เป็นนามธรรมคือ วิญญาณหรือจิต และเวทนา สัญญา สังขาร ในขันธ์ ๕ ที่ฝ่ายอภิธรรมเรียกรวมกันว่าเจตสิกที่มาคู่กับวิญญาณ อันได้แก่อารมณ์ความรู้สึกต่างๆ ที่เกิดขึ้นในจิตใจของเราและอารมณ์ความรู้สึกต่างๆ ที่เกิดขึ้นในจิตใจของคนอื่น สัตว์อื่น และสภาพที่ทําให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสิ่งที่เป็นวัตถุอื่นๆ ด้วย แต่เนื่องจากเป็นสังขารที่คลอบคลุมทุกอย่างจึงสามารถนํามาแยกย่อยได้อีกเป็น ๓ กลุ่มหรือ ๓ ประเภท ดังที่ได้แยกไว้แล้วนั้น ซึ่งสังขารทั้ง ๓ กลุ่มนั้นสามารถจัดเข้าในประเภทของสังขารในไตรลักษณ์ได้ทั้งหมด เหตุผลเพราะว่า สังขารเหล่านั้นตก๔๖ม.มู. (บาลี) ๑๒/๑๐๒/๔๒, ม.มู. (ไทย) ๑๒/๑๐๒/๖๐.๔๗ที.ปา. (บาลี) ๑๑/๓๕/๑๔, ที.ปา. (ไทย) ๑๑/๓๕/๒๖๘.๔๘ม.มู.อ. (ไทย) ๑/๒๖๖.
  17. 17. ๒๘อยู่ภายใต้กฎของไตรลักษณ์ สังขารในไตรลักษณ์เป็นได้ทั้งรูปธรรมและนามธรรม คือ สังขารที่เป็นรูปธรรมได้แก่ ๑) อุปาทินนกสังขาร สังขารที่กรรมและกิเลสยึดครอง หรือสังขารที่มีใจครองได้แก่ มนุษย์และสัตว์ต่างๆ รวมถึง เทวดา และรูปพรหมด้วย ๒) อนุปาทินนกสังขาร สังขารที่กรรมและกิเลสไม่ยึดครอง หรือสังขารที่ไม่มีใจครอง ได้แก่ แผ่นดิน ภูเขา แม่นํ้า ต้นไม้ และอากาศ ส่วนสังขารที่เป็นนามธรรม ได้แก่สังขารในขันธ์ ๕ และสังขารในปฏิจจสมุปบาททั้งหมด๒.๒.๒ ประเภทของสังขารในขันธ์ ๕ กับเจตสิกในคัมภีร์ฝ่ายอภิธรรมสังขารในขันธ์ ๕ เรียกชื่ออีกอย่างหนึ่งว่า เจตสิก มี ๕๐ อย่าง (เว้นเวทนาและสัญญา)ในพระไตรปิฎก หมวดพระอภิธรรม ได้กล่าวถึงสังขารขันธ์ไว้ทั้งหมด ดังนี้ คือ ผัสสะ เจตนาวิตก วิจาร ปีติ เอกัคคตา สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ ชีวิตินทรีย์สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ สัทธาพละ วิริยพละ สติพละสมาธิพละ ปัญญาพละ หิริพละ โอตตัปปพละ อโลภะ อโทสะ อโมหะ อนภิชฌา อัพยาบาทสัมมาทิฏฐิ หิริ โอตตัปปะ กายปัสสัทธิ จิตตปัสสัทธิ กายลหุตา จิตตลหุตา กายมุทุตา จิตตมุทุตากายกัมมัญญตา จิตตกัมมัญญตา กายปาคุญญตา จิตตปาคุญญตา กายุชุกตา จิตตุชุกตา สติสัมปชัญญะ สมถะ วิปัสสนา ปัคคาหะ และอวิกเขปะ หรือสภาวธรรมที่ไม่เป็นรูปซึ่งอิงอาศัยกันเกิดขึ้น เว้นเวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ และวิญญาณขันธ์49๔๙ประเภทของสังขารในขันธ์ ๕ มีการแบ่งประเภทไว้ในคัมภีร์ชั้นอรรถกถาและฎีกามีการแบ่งประเภทแตกต่างกันไปบ้าง เช่นในวิสุทธิมรรค พระพุทธโฆสเถระ ผู้จรนาคัมภีร์ได้แบ่งประเภทของสังขารในขันธ์ ๕ ไว้เป็น ๓ หมวด คือ สังขารที่ประกอบกับกุศลจิต สังขารที่ประกอบกับอกุศลจิต และสังขารที่ประกอบกับอัพยากฤตจิต (เป็นกลางๆ)5 0๕๐ในพระอภิธัมมัตถสังคหะพระอนุรุทธาจารย์เรียกชื่อว่าเจตสิกแบ่งเป็น๓หมวดเช่นกันต่างกันแต่ชื่อหมวด ดังนี้ โสภณเจตสิก๒๕ อัญญสมานเจตสิก ๑๑ (เว้นเวทนาและสัญญา) และ อกุศลเจตสิก ๑๔5 1๕๑ส่วนคัมภีร์ฎีกา เช่นอภิธัมมัตถวิภาวินี ซึ่งเป็นคัมภีร์ฎีกาของอภิธัมมัตถสังคหะ ไม่ได้แยกประเภทออกเป็นอย่างอื่น เป็นการอธิบายเนื้อความเพิ่มเติมจากที่มีอยู่แล้วในคัมภีร์อรรกถกถาดังกล่าว52๕๒๔๙อภิ.สงฺ. (ไทย) ๓๔/๖๒/๓๘, ๑๑๔/๔๘.๕๐ดูรายละเอียดใน วิสุทฺธิ. (ไทย) ๔๕๙-๔๗๐/๗๔๙-๗๕๖.๕๑ดูรายละเอียดใน สงฺคห(บาลี) ๘.๕๒ดูรายละเอียดใน สงฺคห (บาลี) ๗-๑๐, พระอนุรุทธาจารย์ “อภิธัมมัตถสังคหะ”, ใน อภิธัมมัตถ-สังคหะและปรัมัตถทีปนี, แปลโดย พระคันธสาราภิวงศ์, พิมพ์โดยเสด็จพระราชกุศลในงานออกเมรุพระราชทาน
  18. 18. ๒๙ต่อไปนี้เป็นรายละเอียดของสังขารแต่ละประเภทที่ปรากฏในคัมภีร์วิสุทธิมรà

×