ฉบับที่ 5 ปที่ 2 มกราคม – มีนาคม 2553
                                                                                    ...
ข้อมูลเกียวกับ วารสารเวชศาสตร์ฉุกเฉิ นไทย
         ่
เจ้าของ          สมาคมเวชศาสตร์ฉุกเฉิ นแห่งประเทศไทย
สำานั กงาน      ...
3. พันเอกนายแพทย์ดาบศักดิ ์ กองสมุทร
   4. นายแพทย์ไพโรจน์ เครือกาญจนา
   5. แพทย์หญิงจิตรลดา ลิมจินดาพร
                 ...
ผ้้ประสานงาน
   1. นางสาวโสฬสสิริ เทศนะโยธิน สมาคมเวชศาสตร์ฉุกเฉิ น
   2. นางเยาวลักษณ์ คงมาก       สมาคมเวชศาสตร์ฉุกเฉิ น...
Editorial / บทบรรณาธิการ

สวัสดีปีใหม่พ.ศ.2553 ค่ะ
       ทางสมาคมเวชศาสตร์ฉกเฉิ นแห่งประเทศไทยไดูดำาเนิ นการจัดทำาวารสารเ...
นิ พนธ์ต้นฉบับ / Original Articles

การรับรู้ความรุนแรงและการปฐมพยาบาลบาดแผลฉีกขาดก่อนมารับ
   การรักษาของผู้ป่วยไทยมุสลิม...
(รูอยละ 56.4) การทำาความสะอาดแผลใชูนำ้าสะอาดมากที่สุด (รูอยละ 30.8) และการปิ ดแผลใชูผูาสะอาด
มากที่สุด (รูอยละ 56.4)
สรุปผ...
บทนำ า
         บาดแผลฉี กขาดเป็ นความเจ็บป่ วยจากอุบัติเหตุท่ีพบบ่อยที่สด ในผููป่วยที่มารับบริการรักษาที่แผนก
           ...
การวิจยครังนี้ จึงตูองการศึกษาการรับรููความความรุนแรงของบาดแผลฉี กขาดและวิธการ
              ั   ้                        ...
ปฐมพยาบาลบาดแผลเบื้องตูนสำาหรับประชาชนของสถาบันการแพทย์ดูานอุบัติเหตุและสาธารณภัย กรมการ
                                 ...
10,000 บาท/เดือน รูอยละ 58 มีรายไดูจากการทำางาน และรูอยละ 32 มีรายไดูจากบิดา-มารดาหรือค่สมรส
                             ...
ตนเองหรือจากการช่วยเหลือของบุคคลรอบขูาง โดยกล่มตัวอย่างมีวิธการปฐมพยาบาลบาดแผลฉี กขาดก่อน
                                ...
การอภิปรายผล
       ผลการศึกษาครังนี้พบว่า ลักษณะของกล่มตัวอย่างมีความสอดคลูองกับลักษณะประชากรผููป่วยไทย
                 ...
และบางรายถึงกับมีอาการเป็ นลม การประสบอุบัติเหตุเกิดการบาดเจ็บและมีบาดแผล ซึ่งกล่มตัวอย่างประสบ
                          ...
มีสาร sesquiterpene lactone ที่ชวยลดอาการปวด ลดการอักเสบ สามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียทังแกรมบวก
                               ...
Thai Emergency Medicine Journal 5
Thai Emergency Medicine Journal 5
Thai Emergency Medicine Journal 5
Thai Emergency Medicine Journal 5
Thai Emergency Medicine Journal 5
Thai Emergency Medicine Journal 5
Thai Emergency Medicine Journal 5
Thai Emergency Medicine Journal 5
Thai Emergency Medicine Journal 5
Thai Emergency Medicine Journal 5
Thai Emergency Medicine Journal 5
Thai Emergency Medicine Journal 5
Thai Emergency Medicine Journal 5
Thai Emergency Medicine Journal 5
Thai Emergency Medicine Journal 5
Thai Emergency Medicine Journal 5
Thai Emergency Medicine Journal 5
Thai Emergency Medicine Journal 5
Thai Emergency Medicine Journal 5
Thai Emergency Medicine Journal 5
Thai Emergency Medicine Journal 5
Thai Emergency Medicine Journal 5
Thai Emergency Medicine Journal 5
Thai Emergency Medicine Journal 5
Thai Emergency Medicine Journal 5
Thai Emergency Medicine Journal 5
Thai Emergency Medicine Journal 5
Thai Emergency Medicine Journal 5
Thai Emergency Medicine Journal 5
Thai Emergency Medicine Journal 5
Thai Emergency Medicine Journal 5
Upcoming SlideShare
Loading in …5
×

Thai Emergency Medicine Journal 5

6,815 views

Published on

0 Comments
2 Likes
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

No Downloads
Views
Total views
6,815
On SlideShare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
2
Actions
Shares
0
Downloads
222
Comments
0
Likes
2
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

Thai Emergency Medicine Journal 5

  1. 1. ฉบับที่ 5 ปที่ 2 มกราคม – มีนาคม 2553 ี สารบัญ ข้อมูลเกี่ยวกับ วารสารเวชศาสตร์ฉุกเฉินไทย..................................................................................2 Editorial / บทบรรณาธิการ.................................................................................................................5 นิ พนธ์ต้นฉบับ / Original Articles........................................................................................................6 การรับร้ความรุนแรงและการปฐมพยาบาลบาดแผลฉีกขาดก่อนมารับการรักษาของผู้ป่วย ู ไทยมุสลิมภาคใต้*..........................................................................................................................6 บทฟื้ นฟูวิชาการ Review Articles.....................................................................................................19 รังสีวินิจฉัยในภาวะฉุกเฉิน: ประโยชน์ของรังสีวินิจฉัยที่มีต่อการพัฒนาคุณภาพของสาขาวิชา เวชศาสตร์ฉกเฉิน.........................................................................................................................19 ุ ทำางานกู้ชีพอย่างไรให้มีประสิทธิภาพ.........................................................................................29 Doctor Corner / มุมแพทย์..................................................................................................................34 ยุคโลกาภิวัตน์ .............................................................................................................................34 Nurse Corner / มุมพยาบาล...............................................................................................................38 วันวานยังหวานอย่........................................................................................................................38 ู ชมรมศิษย์เก่าแพทย์ฉุกเฉิน.............................................................................................................42 ข้อแนะนำาสำาหรับผ้สงบทความเพื่อลงพิมพ์.....................................................................................44 ู ่
  2. 2. ข้อมูลเกียวกับ วารสารเวชศาสตร์ฉุกเฉิ นไทย ่ เจ้าของ สมาคมเวชศาสตร์ฉุกเฉิ นแห่งประเทศไทย สำานั กงาน สำานั กงานชัวคราว เลขที่ 2 อาคารศูนย์กูชพ “นเรนทร” โรงพยาบาลราชวิถี ่ ี ถนนพญาไท ตำาบลทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400 โทรศัพท์.0-2354-8223 โทรสาร.0-2354-8224 วัตถุประสงค์ 1. เพื่อเผยแพร่ความรูู ส่งเสริมการศึกษา และการวิจัยดูานเวชศาสตร์ฉกเฉิ น ุ 2. เพื่อแลกเปลี่ยนขูอคิดเห็นดูานเวชศาสตร์ฉกเฉิ น และวิชาการที่เกี่ยวขูอง ุ 3. เพื่อเป็ นสื่อกลางระหว่างสมาชิกของสมาคมเวชศาสตร์ฉกเฉิ นแห่งประเทศไทย และผููสนใจ ุ 4. เพื่อแจูงข่าวสารต่าง ๆ และกิจกรรมของสมาคมเวชศาสตร์ฉกเฉิ นแห่งประเทศไทย ุ ที่ปรึกษา ( Advisory Board ) 1) ศาสตราจารย์เกียรติคณนายแพทย์สันต์ หัตถีรัตน์ ุ 2) พลอากาศตรีนายแพทย์บญเลิศ จุลเกียรติ ุ คณะที่ปรึกษา • ศาสตราจารย์นายแพทย์ไพบูลย์ สุรยะวงศ์ไพศาล ิ • ศาสตราจารย์นายแพทย์วชิร คชการ • ศาสตราจารย์นายแพทย์อภิชาต จิตต์เจริญ • รองศาสตราจารย์นายแพทย์ภาณุวฒน์ เลิศสิทธิชัย ั • ผููชวยศาสตราจารย์นายแพทย์ชศักดิ ์ โอกาศเจริญ ่ ู • ผููชวยศาสตราจารย์เล็ก รุ่งเรืองยิ่งยศ ่ • นาวาอากาศเอกนายแพทย์อภิชาติ พลอยสังวาลย์ บรรณาธิการ ( Editor in Chief ) แพทย์หญิงรพีพร โรจน์แสงเรือง บรรณาธิการร่วม ( Associate Editors ) • นาวาอากาศเอกนายแพทย์เฉลิมพร บุญสิริ • แพทย์หญิงยุวเรศมคฐ์ สิทธิชาญบัญชา • นางสาวอุบล ยี่เฮ็ง • นายจักรี กัวกำาจัด ้ กองบรรณาธิการ ( Editorial Board ) 1. นายแพทย์สมชาย กาญจนสุต 2. นายแพทย์วทยา ศรีดามา ิ
  3. 3. 3. พันเอกนายแพทย์ดาบศักดิ ์ กองสมุทร 4. นายแพทย์ไพโรจน์ เครือกาญจนา 5. แพทย์หญิงจิตรลดา ลิมจินดาพร ้ 6. แพทย์หญิงทิพา ชาคร 7. นายแพทย์ครองวงศ์ มุสิกถาวร 1. นายแพทย์บริบรณ์ เชนธนากิจ ู 2. นาวาอากาศเอกนายแพทย์ไกรสร วรดิถี 3. นาวาอากาศโทแพทย์หญิงกรรณยิการ์ วรรณวิมลสุข 4. นายแพทย์ประสิทธิ ์ วุฒสุทธิเมธาวี ิ 5. แพทย์หญิงวรณิ สร์ อมรทรงชัย 6. นายแพทย์พรเลิศ ปลื้มจิตต์มงคล 7. พันเอกนายแพทย์สรจิต สุนทรธรรม ุ 8. แพทย์หญิงนฤมล สวรรค์ปัญญาเลิศ 9. นายแพทย์จิรพงษ์ ศุภเสาวภาคย์ 10. รศ.สุดาพรรณ ธัญจิรา 11. ผศ.ดร.วงจันทร์ เพชรพิเชฐเชียร 12. นาวาอากาศโทหญิง ดร.โสพรรณ โพทะยะ 13. คุณหญิงเดือนเพ็ญ พึ่งพระเกียรติ 14. อาจารย์เรวดี ลือพงศ์ลคณา ั 15. อาจารย์รัชณี วรรณ ดารารัตน์ศิลป์ 16. อาจารย์นิตยา ภูริพนธ์ ั 17. อาจารย์ชลาริน ลิมสกุล ่ 18. อาจารย์กานดา ตุลาธร 19. อาจารย์วไลพรรณ ชลสุข 20. อาจารย์นิพา ศรีชูาง 21. อาจารย์ลดดา ตันเจริญ ั 22. อาจารย์มทนา ศิริโชคปรีชา ั 23. อาจารย์นิรัชรา ก่อกุลดิลก 24. อาจารย์สุรธร คูมสุภา ี ุ 25. อาจารย์ธรพงศ์ กรฤทธิ ์ ี 26. นายแพทย์พงศกร อธิกเศวตพฤทธิ ์ แบบปก นายแพทย์วนชนะ ศรีวิไลทนต์ ิ ผ้้ด้แลเวบ http://www.taem.or.th นายแพทย์จิรพงษ์ ศุภเสาวภาคย์
  4. 4. ผ้้ประสานงาน 1. นางสาวโสฬสสิริ เทศนะโยธิน สมาคมเวชศาสตร์ฉุกเฉิ น 2. นางเยาวลักษณ์ คงมาก สมาคมเวชศาสตร์ฉุกเฉิ น กำาหนดออก ปี ละ 4 ฉบับ 1. มกราคม-มีนาคม 2. เมษายน-มิถนายน ุ 3. กรกฎาคม-กันยายน 4. ตุลาคม-ธันวาคม
  5. 5. Editorial / บทบรรณาธิการ สวัสดีปีใหม่พ.ศ.2553 ค่ะ ทางสมาคมเวชศาสตร์ฉกเฉิ นแห่งประเทศไทยไดูดำาเนิ นการจัดทำาวารสารเวชศาสตร์ฉุกเฉิ นไทยมา ุ จนครบ 1 ปี แลูวนะคะ และเรายังมีความตังใจที่จะสานต่อการจัดทำาวารสารกันอย่างต่อเนื่ องต่อไปเรื่อยๆ ้ อย่างไม่ขาดสาย ทังนี้กไดูแต่หวังว่าวารสารนี้จะสามารถสรรสรูางสิ่งดีๆหรือจุดประกายความรููบางอย่างใหูแก่ ้ ็ พี่นูองชาว ER อันจะนำ าไปสู่การพัฒนาสาขาวิชาเวชศาสตร์ฉกเฉิ นของประเทศไทยไดูไม่มากก็นูอย ทางคณะ ุ ผููจัดทำาไดูบรรจุเนื้ อหาวิชาการทังของแพทย์และพยาบาลเพื่อใหูมีการพัฒนากูาวเดินไปพรูอมกัน ทังนี้เพราะ ้ ้ เราเป็ นชาว ER ที่ร่วมแรงร่วมใจกันทำางานดูวยดีมาตลอด สำาหรับในปี พ.ศ.2553 นี้ทางคณะผููจดทำากำาลังเริ่ม ั ดำาเนิ นการเพื่อใหูมีบทความดูาน prehospital care เพิ่มเติมขึนมา โดยอาจขอความร่วมมือจากทาง ้ ทีม paramedic ที่อยู่ตามโรงพยาบาลต่างๆใหูช่วยส่งเนื้ อหามาร่วม ทังนี้เพื่อใหูเวชศาสตร์ฉกเฉิ นของไทยไดู ้ ุ พัฒนาร่วมกันอย่างครบวงจรไปทังระบบ ซึ่งถูามีความคืบหนู าอย่างไรก็จะนำ ามาเล่าส่กันฟั งนะคะ ้ ู การพัฒนาระบบเวชศาสตร์ฉุกเฉิ นจำาเป็ นตูองใชูทงความรููและประสบการณ์ในการทำางานอย่างสูง ั้ นอกจากนี้ยังจำาตูองมีความสามารถในการสื่อสารและปฏิสัมพันธ์ท่ีดีต่อกันเพื่อใหูเกิดความร่วมมือในการ ทำางานกันเป็ นทีม การสรูางเครือข่ายกันในระบบเวชศาสตร์ฉกเฉิ นนั บเป็ นปั จจัยสำาคัญหนึ่ งในการพัฒนา ุ งานดูานนี้ ทางวารสารหวังว่าจะไดูรับความร่วมมือจากชาว ER ทัวประเทศในการส่งบทความมาเพื่อตีพมพ์ใน ่ ิ วารสาร ทังนี้นับเป็ นวิธหนึ่ งในการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ท่ดีและสามารถสานต่อไปสู่การสรูางเครือข่ายร่วม ้ ี ี กันทำางานต่อไปในอนาคต ดูวยความปรารถนาดี พ.ญ.รพีพร โรจน์แสงเรือง บรรณาธิการและคณะผููจัดทำา
  6. 6. นิ พนธ์ต้นฉบับ / Original Articles การรับรู้ความรุนแรงและการปฐมพยาบาลบาดแผลฉีกขาดก่อนมารับ การรักษาของผู้ป่วยไทยมุสลิมภาคใตู* Perceived Severity and Pre-hospital Lacerated Wound Care Among Thai Muslims in South 1 อับดุลเลาะ แวโดยี พยาบาลวิชาชีพ Abdulloh Waedoyi, RN 2 หทัยรัตน์ แสงจันทร์ พย.ด Hathairat Sangchan RN, Ph.D (Nursing) 3 ขนิ ษฐา นาคะ พย.ด Kanittha Naka RN, Ph.D (Nursing) * สาระนิ พนธ์ พยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต (เวชปฏิบัติ) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1 พยาบาลชำานาญการ แผนกงานอุบัติเหตุ–ฉุกเฉิ น โรงพยาบาลยะรัง อ.ยะรัง จ.ปั ตตานี 1 Resident Nurse, Trauma-Emergency Department, Yarang Hospital, Pattani. 2 อาจารย์ ภาควิชาการพยาบาลศัลยศาสตร์ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 2 Instructor, Surgical Nursing Department, Faculty of Nursing, Prince of Songkla University. 3 ผููชวยศาสตราจารย์ ภาควิชาการพยาบาลศัลยศาสตร์ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ่ 3 Assistant Professor, Surgical Nursing Department, Faculty of Nursing, Prince of Songkla University. 1 E-mail: waedoyee@hotmai.com 2 E-mail: hathairat.s@psu.ac.th บทคัดย่อ ความเป็ นมา: บาดแผลฉี กขาดเป็ นการบาดเจ็บต่อผิวหนั ง เนื้ อเยื่อ และหลอดเลือด ทำาใหูมีการเสียเลือดและ มีโอกาสติดเชื้อ ผูป่วยควรไดูรบการปฐมพยาบาลเบื้องตูนก่อนมารับการรักษา ู ั วัตถุประสงค์: ศึกษาการรับรูความรุนแรงและการปฐมพยาบาลบาดแผลฉี กขาดก่อนมารับการรักษาของผูู ู ป่ วยไทยมุสลิมภาคใตู วิธีการวิจัย: วิจัยเชิงบรรยาย กล่มตัวอย่างผููป่วยไทยมุสลิมที่มีบาดแผลฉี กขาดและมารับบริการรักษาใน ุ แผนกอุบัติเหตุ-ฉุกเฉิ นโรงพยาบาลของรัฐในจังหวัดภาคใตูตอนล่าง จำานวน 100 ราย เครื่องมือในการวิจย ั เป็ นแบบสอบถาม 3 ส่วนไดูแก่ ขูอมูลส่วนบุคคล การรับรููความรุนแรงของบาดแผล และ การปฐมพยาบาล บาดแผล ตรวจสอบความตรงตามเนื้ อหาโดยผููทรงคุณวุฒิ และหาความเที่ยงแบบวัดซำาของแบบสอบถาม ้ ส่วนที่ 2 และ 3 ไดูค่าความสอดคลูองของการวัดซำาเท่ากับรูอยละ 93.75 และ 99.54 ตามลำาดับ วิเคราะห์ ้ ขูอมูลดูวยสถิติเชิงบรรยาย ผลการวิจัย: กล่มตัวอย่างรับรูความรุนแรงของบาดแผลโดยรวมในระดับมาก ( Χ= 5.05, SD = 1.85) ุ ู รูอยละ 78 ทำาการปฐมพยาบาลก่อนมารับการรักษา โดยในการหูามเลือดใชูวธการกดบาดแผลมากที่สด ิ ี ุ
  7. 7. (รูอยละ 56.4) การทำาความสะอาดแผลใชูนำ้าสะอาดมากที่สุด (รูอยละ 30.8) และการปิ ดแผลใชูผูาสะอาด มากที่สุด (รูอยละ 56.4) สรุปผล: ผลการวิจัยสามารถนำ าไปใชูประโยชน์ในการส่งเสริมพฤติกรรมการปฐมพยาบาลบาดแผลที่ถูกตูอง ส่งผลต่อการลดภาวะแทรกซูอน ระยะเวลา และค่าใชูจ่ายในการดูแลรักษา ABSTRACT Background: Lacerated wound is the injuries of skin, tissue, and vascular that leads to blood loss and increases risk to infection. The patients with lacerated wound require pre-hospital wound care. Objective: To examine perceived severity and pre-hospital wound care among Thai Muslims in southern Thailand. Method: This descriptive research was conducted and one hundred Thai Muslim patients with lacerated wound who were visiting the emergency room of a community hospital in southern Thailand comprised the sample. The research instruments composed of 1) Demographic Data Questionnaire, 2) Perceived Severity of Lacerated Wound Scale, and 3) Pre-hospital Wound Care Behavior Scale. The content validity was tested by a group of experts. Reliabilities of Perceived Severity of Lacerated Wound Scale and Pre-hospital Wound Care Behavior Scale were tested by percentage of test-retest agreement, yielding 93.75 % and 99.54 % respectively. The data were analyzed using descriptive statistics. Result: The total score of perceived severity of lacerated wound of the sample was at a high level (M = 5.05, SD = 1.85). The majority of the sample (78 %) had performed pre-hospital wound care. More than half of them (56.4 %) had stopped bleeding by direct pressure at the wound, 30.8 % cleaned the wound using water, and 56.4 % closed the wound by a piece of cloth. Conclusion: This finding can be used to promote proper first aid practice after getting wounds that would decrease complications and decrease duration and cost of health care. คำาสำาคัญ: การรับรููความรุนแรง, การปฐมพยาบาลบาดแผล, บาดแผลฉี กขาด, ผููป่วยไทยมุสลิมภาคใตู Key words: Perceived Severity, Pre-hospital Wound Care, Lacerated wound, Thai Muslims Patients in Southern
  8. 8. บทนำ า บาดแผลฉี กขาดเป็ นความเจ็บป่ วยจากอุบัติเหตุท่ีพบบ่อยที่สด ในผููป่วยที่มารับบริการรักษาที่แผนก ุ อุบัติเหตุ-ฉุกเฉิ นของทุกโรงพยาบาล โดยอุบัติเหตุจากการจราจรเป็ นสาเหตุอนดับแรกที่ทำาใหูเกิดบาดแผล ั (1) ฉี กขาด รายงานของศูนย์อำานวยการความปลอดภัยทางถนน พบว่า จากการเกิดอุบัติเหตุทางจราจรจำานวน 68,085 ครัง มีผไดูรับบาดเจ็บสาหัส 10,921 ราย และเสียชีวิต 8,333 ราย ผููไดูรับอุบัติเหตุจากการจราจรจึง ้ ู มักมีบาดแผลฉี กขาดและสูญเสียเลือด สาเหตุรองลงมา ไดูแก่ อุบัติเหตุจากการทำางานอาชีพ เนื่ องจาก ประชากรไทยส่วนใหญ่มอาชีพเกษตรกรรม โดยเฉพาะในภาคใตูเกษตรกรรมเป็ นอาชีพหลักของประชากร ี เช่น การทำาสวนยางพารา สวนผลไมู เลียงสัตว์ การทำาประมง เป็ นตูน รองลงมาเป็ นอาชีพรับจูางในโรงงาน ้ (2) อุตสาหกรรม เช่น โรงงานแปรรูปไมูยางพารา จึงอาจไดูรับบาดแผลฉี กขาดจากของมีคมซึ่งเป็ นอุปกรณ์ เครื่องมือเครื่องใชูในการทำางาน นอกจากนี้ยังมีสาเหตุของการเกิดบาดแผลฉี กขาดของประชากรในเขต 3 จังหวัดชายแดนภาคใตูท่ีแตกต่างจากประชากรในส่วนอื่นของประเทศ คือจากการไดูรับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ ความไม่สงบ โดยส่วนใหญ่เป็ นบาดแผลจากอาวุธ เช่น มีด ปื น ระเบิด เป็ นตูน บาดแผลฉี กขาดทำาใหูผิวหนั งและเนื้ อเยื่อถูกทำาลาย และหากมีการฉี กขาดของหลอดเลือดก็จะทำาใหูมี (3) การสูญเสียเลือดร่วมดูวย บาดแผลฉี กขาดส่วนใหญ่จึงเป็ นแผลที่มโอกาสติดเชื้อสูง ี ดังนั ้นผููป่วยที่มี บาดแผลฉี กขาด ควรไดูรับการปฐมพยาบาลบาดแผลเบื้องตูนก่อนมารับการรักษา โดยการหูามเลือด การ (4) ทำาความสะอาดบาดแผล และการปิ ดบาดแผล เพื่อลดภาวะแทรกซูอนจากการสูญเสียเลือดและการติดเชื้อ (5) และส่งเสริมกระบวนการหายของแผล นอกจากนี้ จากบริบทของพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใตู ซึ่งประชากร ส่วนใหญ่มีสถานที่ประกอบอาชีพที่ตงอยู่หางไกลจากสถานบริการทางดูานสาธารณสุข เช่น ทำาสวนยางบน ั้ ่ ภูเขาสูง ทำาประมงชายฝั่ งทะเล ทำาใหูอาจไม่สะดวกต่อการเดินทางไปรับบริการในภาวะฉุกเฉิ น หรือตูองใชู เวลาในการเดินทาง ร่วมทังเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ อาจเป็ นอุปสรรคต่อการมารับบริการรักษา ้ บาดแผลในทันทีท่ีเกิดเหตุ ดังนั ้นผููป่วยไทยมุสลิมที่ไดูรับบาดแผลฉี กขาดจึงเป็ นกล่มประชากรที่จำาเป็ นตูอง ุ ปฐมพยาบาลบาดแผลฉี กขาดที่เกิดขึนดูวยตนเองก่อนที่จะมารับการดูแลรักษา ้ จากประสบการณ์การดูแลผููป่วยที่แผนกอุบัติเหตุ-ฉุกเฉิ นโรงพยาบาลยะรัง ผูวิจัยพบว่า ผูป่วยบาง ู ู รายมีการดูแลบาดแผลก่อนมารับการรักษาที่แตกต่างจากหลักการปฐมพยาบาล เช่น การใชูสารหรือวัสดุ แปลกปลอมใส่ลงไปในบาดแผล โดยเชื่อว่าจะช่วยหูามเลือดหรือเร่งใหูเนื้ อเยื่อสมานกันเร็วขึ้น ทังนี้อาจเป็ น ้ วิถปกติของประชากรไทยมุสลิมภาคใตูซ่งมักมีความเชื่อเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพที่สืบทอดกันมาเป็ นวิธปฏิบัติ ี ึ ี ตามภูมปัญญาทูองถิ่น สอดคลูองกับผลการศึกษาที่ผานมาซึ่งพบว่า ในภาวะเจ็บป่ วยกล่มตัวอย่างไทยมุสลิม ิ ่ ุ ในจังหวัดชายแดนภาคใตูจะใชูบทบัญญัติทางศาสนามาผสมผสานกับความเชื่อที่สืบต่อกันมาจากบรรพบุรษ ุ (6) ในการดูแลสุขภาพ อย่างไรก็ตาม จากแนวคิดของเลวิน เชื่อว่าการดูแลสุขภาพตนเองเป็ นกระบวนการที่ ประชาชนทัวไปทำาหนู าที่ดวยตนเองเพื่อส่งเสริมสุขภาพ ปู องกันโรค วินิจฉั ยโรคในระยะเริ่มตูน และรักษา ่ ู โรคเบื้องตูน พฤติกรรมการดูแลตนเองของบุคคลเป็ นผลมาจากการเรียนรููและถ่ายทอดทางสังคม นั บตังแต่ ้ การสังเกตตนเอง การรับรููอาการ การใหูความหมายของอาการ การตัดสินเกี่ยวกับความรุนแรง การเลือกวิธี (7) การรักษา และการประเมินผลการรักษาดูวยตนเอง ดังนั ้น การรับรููความรุนแรงของบาดแผลจึงอาจเป็ น ปั จจัยหนึ่ งที่เกี่ยวขูองกับการปฐมพยาบาลบาดแผลฉี กขาดก่อนมารับการรักษาของประชาชนไทยมุสลิมภาค ใตู
  9. 9. การวิจยครังนี้ จึงตูองการศึกษาการรับรููความความรุนแรงของบาดแผลฉี กขาดและวิธการ ั ้ ี ปฐมพยาบาลบาดแผลก่อนมารับการรักษาของประชาชนไทยมุสลิมภาคใตู เพื่อช่วยใหูบุคลากรสุขภาพซึ่ง ปฏิบัตงานในพื้นที่ไดูมความเขูาใจและเป็ นแนวทางในการส่งเสริมใหูประชาชนในพื้นที่ภาคใตูตอนล่างมีการ ิ ี ปฐมพยาบาลบาดแผลที่ถูกตูอง ซึ่งจะส่งผลต่อการลดภาวะแทรกซูอนที่อาจเกิดขึ้น ตลอดจนลดระยะเวลา และค่าใชูจ่ายในการดูแลรักษา อันเป็ นการเพิ่มคุณภาพการใหูบริการดูานสุขภาพแก่ประชาชน วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาการรับรูความรุนแรงและการปฐมพยาบาลบาดแผลฉี กขาดก่อนมารับการรักษาของผููป่วย ู ไทยมุสลิมภาคใตู ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากรในการศึกษาครังนี้เป็ นผููป่วยไทยมุสลิมอายุ 15 ปี ขนไปที่เขูารับบริการในแผนกอุบัติเหตุ- ้ ึ้ ฉุกเฉิ นโรงพยาบาลของรัฐในจังหวัดทางภาคใตูตอนล่าง จากการไดูรับบาดแผลฉี กขาดบริเวณภายนอกของ ร่างกาย โดยกำาหนดคุณสมบัตของกล่มตัวอย่างเป็ นผููป่วยที่รูสึกตัว สามารถสื่อสารไดูเขูาใจ และไม่ไดูรับการ ิ ุ ปฐมพยาบาลและ/หรือนำ าส่งมารับการรักษาดูวยรถหน่ วยบริการผููป่วยฉุกเฉิ น จำานวน 100 ราย คิดเป็ นรูอย ละ 25 ของจำานวนผูป่วยที่มารับบริการต่อปี เก็บรวบรวมขูอมูลตังแต่เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2551 ถึง เดือน ู ้ มกราคม พ.ศ. 2552 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใชูในการเก็บรวบรวมขูอมูลในการวิจัยครังนี้เป็ นแบบสอบถาม 3 ส่วน ดังต่อไปนี้ ้ 1. ขูอมูลลักษณะส่วนบุคคล ไดูแก่ เพศ อายุ สถานภาพสมรส ระดับการศึกษา รายไดูเฉลี่ยของ ครอบครัวต่อเดือน แหล่งที่มาของรายไดู ความเพียงพอของรายไดู สิทธิในการรักษาพยาบาล ประวัติโรค ประจำาตัว และขูอมูลที่เกี่ยวขูองกับการไดูรับบาดแผลฉี กขาด เช่น กิจกรรมที่ทำาขณะเกิดอุบัติเหตุ สาเหตุท่ี ทำาใหูเกิดบาดแผลฉี กขาด ระยะเวลาก่อนที่จะเขูามารับการรักษา ระยะทางของที่เกิดเหตุกับสถานบริการ สุขภาพ สถานบริการสุขภาพที่ใกลูท่ีสดขณะเกิดเหตุ ประสบการณ์การไดูรับอุบัติเหตุและบาดแผลฉี กขาด ุ 2. แบบสอบถามการรับรููความรุนแรงของบาดแผลฉี กขาด ผููวิจยสรูางขึนตามแนวทางการประเมิน ั ้ (5) ความรุนแรงของบาดแผลของกรมควบคุมโรค ประกอบดูวยขูอคำาถาม 8 ขูอ ไดูแก่ การสูญเสียเลือด โอกาส ติดเชื้อ อาการปวด ขนาดของบาดแผล การเป็ นอันตรายต่ออวัยวะอื่นๆ ระยะเวลาในการรักษา ผลต่อการทำา กิจวัตรประจำาวันหรืองานอาชีพ และความรุนแรงของบาดแผลโดยรวม ลักษณะคำาตอบเป็ นเสูนตรงแบ่งระดับ ความรุนแรง 0 - 10 คะแนน แปลผลคะแนนโดยแบ่งช่วงคะแนนเฉลี่ยเป็ น 4 ระดับ ไดูแก่ 0.00 - 2.50 หมายถึง การรับรููความความรุนแรงของบาดแผลฉี กขาดอยู่ในระดับนู อย 2.51- 5.00 หมายถึง การรับรููความความรุนแรงของบาดแผลฉี กขาดอยู่ในระดับปานกลาง 5.01- 7.50 หมายถึง การรับรููความความรุนแรงของบาดแผลฉี กขาดอยู่ในระดับมาก 7.51- 10.00 หมายถึง การรับรููความความรุนแรงของบาดแผลฉี กขาดอยู่ในระดับมากที่สุด 3. แบบสอบถามการปฐมพยาบาลบาดแผลฉี กขาดก่อนมารับการรักษา ผูวิจัยสรูางขึ้นตามหลักการ ู
  10. 10. ปฐมพยาบาลบาดแผลเบื้องตูนสำาหรับประชาชนของสถาบันการแพทย์ดูานอุบัติเหตุและสาธารณภัย กรมการ (4) แพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ปี พ.ศ. 2545 ซึ่งประกอบดูวย การหูามเลือด การทำาความสะอาดบาดแผล และการปิ ดบาดแผล รวม 20 ขูอคำาถาม ลักษณะคำาตอบเป็ นการปฏิบัตหรือไม่ปฏิบัติ พรูอมทังใหูระบุเหตุผล ิ ้ ของการปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติในขูอนั ้น ๆ แบบสอบถามดังกล่าวไดูรับการตรวจความตรงดูานเนื้ อหาจากผููทรงคุณวุฒท่ีมีความเชี่ยวชาญในดูาน ิ การดูแลบาดแผล จำานวน 3 ท่าน ไดูแก่ แพทย์ประจำาหน่ วยอุบัติเหติ-ฉุกเฉิ น พยาบาลประจำาหน่ วยงาน อุบัติเหตุ-ฉุกเฉิ น และอาจารย์พยาบาล ผูวิจัยนำ าแบบสอบถามที่ไดูปรับปรุงแลูวไปหาค่าความเที่ยงดูวยวิธี ู ทดสอบซำา (test-retest) ในผููป่วยที่มีลกษณะคลูายกล่มตัวอย่างจำานวน 10 ราย โดยเก็บขูอมูลครังแรกเมื่อผูู ้ ั ุ ้ ป่ วยมาถึงโรงพยาบาล และครังที่สองก่อนผููป่วยกลับบูาน ระยะเวลาห่างกันประมาณ 30 - 60 นาที นำ า ้ ขูอมูลทังสองครังมาคำานวณหาค่ารูอยละของความสอดคลูองในการตอบของแบบสอบถามส่วนที่ 2 และส่วน ้ ้ ที่ 3 ไดูเท่ากับรูอยละ 93.75 และรูอยละ 99.54 ตามลำาดับ การเก็บรวบรวมข้อม้ล การวิจยครังนี้ผ่านการพิจารณาและไดูรบอนุมัติใหูดำาเนิ นการวิจัยจากคณะกรรมการดูานจริยธรรม ั ้ ั คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และไดูรับอนุญาตใหูเก็บขูอมูลจากผููอำานวยการโรง พยาบาลและหัวหนู าแผนกอุบัตเหตุฉกเฉิ น โรงพยาบาลยะรัง จังหวัดปั ตตานี ผูวิจัยจึงเก็บรวบรวมขูอมูลโดย ิ ุ ู การสอบถามกล่มตัวอย่างเป็ นรายบุคคล ุ การพิทักษ์สิทธิกลุ่มตัวอย่าง ผููวิจยชีแจงวัตถุประสงค์ของการวิจัย อธิบายขันตอนและระยะเวลาในการเก็บรวบรวมขูอมูล พรูอม ั ้ ้ ทังชีแจงใหูทราบถึงสิทธิของกล่มตัวอย่างในการตอบรับหรือปฏิเสธการเขูาร่วมการทำาวิจัยโดยไม่มีผลใด ๆ ้ ้ ุ ต่อการรับบริการรักษาพยาบาล ขูอมูลของกล่มตัวอย่างจะถูกนำ าเสนอในภาพรวมเพื่อประโยชน์ทางวิชาการ ุ เท่านั ้น โดยไม่มีการระบุช่ อหรือขูอมูลเป็ นรายบุคคล หากสมัครใจใหูแสดงความยินยอมดูวยวาจาหรือลงนาม ื เป็ นลายลักษณ์อกษร ั การวิเคราะห์ข้อม้ล วิเคราะห์ขูอมูลส่วนบุคคล คะแนนการรับรููความรุนแรง และคะแนนการปฐมพยาบาลบาดแผล ดูวย สถิติเชิงบรรยาย ไดูแก่ ค่าความถี่ ค่าเฉลี่ย รูอยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ส่วนขูอมูลเชิงคุณภาพจาก การระบุเหตุผลการปฏิบัตหรือไม่ปฏิบัติการปฐมพยาบาลบาดแผล ใชูการวิเคราะห์เนื้ อหาอย่างง่าย โดยการจัด ิ กล่มขูอมูล ุ ผลการศึกษา กล่มตัวอย่างเป็ นเพศชายรูอยละ 70 อายุเฉลี่ย 32.22 ปี (SD = 14.11) โดยรูอยละ 52 มีอายุ ุ ระหว่าง 15 – 30 ปี และรูอยละ 29 มีอายุระหว่าง 31 – 45 ปี รูอยละ 54 สถานภาพโสด รูอยละ 39 สถานภาพสมรสคู่ รูอยละ 58 มีการศึกษาระดับมัธยมศึกษา รูอยละ 62 มีรายไดูเฉลี่ยของครอบครัว 5,000-
  11. 11. 10,000 บาท/เดือน รูอยละ 58 มีรายไดูจากการทำางาน และรูอยละ 32 มีรายไดูจากบิดา-มารดาหรือค่สมรส ู รูอยละ 66 ใชูสิทธิบัตรทองในการรับบริการ ที่เหลือใชูสิทธิขูาราชการ พ.ร.บ.คูมครองผููประสบภัย และ ุ ประกันสังคม มีเพียงรูอยละ 3 ที่ตองชำาระค่ารักษาเอง เนื่ องจากไม่สามารถตรวจสอบสิทธิการรักษาและไม่มี ู เอกสารที่สามารถยืนยันถึงสิทธิของตนเองไดู หรือไม่ไดูนำาบัตรประจำาตัวประชาชนมาดูวย และไม่สามารถ เขียนชื่อตนเองใหูถูกตูองตามบัตรประชาชนไดู รูอยละ 18 มีโรคประจำาตัว ไดูแก่ ความดันโลหิตสูง และ/หรือ เบาหวาน ผลการศึกษา พบว่า สาเหตุของการไดูรับบาดแผลฉี กขาดมีดงนี้ รูอยละ 60 จากอุบัติเหตุขณะทำางาน ั อาชีพหรือทำางานบูาน รูอยละ 28 จากอุบัติเหตุการจราจร รูอยละ 8 จากการเล่นกีฬา รูอยละ 2 จากการถูก ทำารูายโดยบุคคลอื่น และรูอยละ 2 จากการถูกทำารูายโดยสัตว์ ดังนั ้นบาดแผลฉี กขาดรูอยละ 59 จึงเกิดจาก ของมีคม เช่น มีด มีดพรูา กระจก เศษแกูว เป็ นตูน และรูอยละ 28 เกิดจากถูกของแข็งแทง กล่มตัวอย่างรูอยละ 82 ใชูเวลาก่อนมารับการรักษาบาดแผลนู อยกว่า 30 นาที โดยเร็วที่สดประมาณ ุ ุ 5 นาที และชูาที่สุดประมาณ 6 ชัวโมง เฉลี่ย 37.70 นาที (SD = 47.76) รูอยละ 49 มีระยะทางระหว่างที่ ่ เกิดเหตุกับโรงพยาบาลมากกว่า 5 กิโลเมตร ระยะทางที่ใกลูท่ีสุดนู อยกว่า 1 กิโลเมตร และไกลที่สุดประมาณ 60 กิโลเมตร ระยะทางเฉลี่ย 6.16 กิโลเมตร (SD = 7.69) สถานบริการสุขภาพที่อย่ใกลูท่ีสุดขณะที่เกิดเหตุ ู เป็ นโรงพยาบาลจังหวัดรูอยละ 42 โรงพยาบาลอำาเภอรูอยละ 29 และสถานี อนามัยรูอยละ 28 กล่มตัวอย่าง ุ รูอยละ 76 ไม่มีประสบการณ์การไดูรบอุบัติเหตุหรือไดูรับบาดแผลฉี กขาด และรูอยละ 66 ไม่มประสบการณ์ ั ี การเขูารับบริการในหน่ วยงานอุบัติเหตุฉุกเฉิ น ผลการวิเคราะห์ขอมูลพบว่า กล่มตัวอย่างรับรูความรุนแรงของบาดแผลฉี กขาดโดยรวมอยู่ในระดับ ู ุ ู มาก ( Χ= 5.05, SD = 1.85) โดยมีการรับรููความรุนแรงของบาดแผลฉี กขาดรายขูออย่ในระดับปานกลาง ู ถึงมาก เรียงลำาดับขูอจากมากไปนู อย ดังตาราง 1 ตาราง 1 ช่วงคะแนน ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดับการรับรู้ความรุนแรงของกล่มตัวอย่าง ุ (N = 100) การรับรูความรุนแรงของ ู ช่วงคะแนน Χ ระดับการ SD บาดแผลฉี กขาด ที่เป็ นไปไดู ช่วงคะแนนจริง รับรูู 1. ตูองใชูเวลาในการรักษานาน 0 – 10 1 - 10 5.39 2.44 มาก 2. มีผลต่อการทำากิจวัตรประจำาวันหรือ 0 - 10 0 - 10 5.28 2.75 มาก งานอาชีพ 3. การสูญเสียเลือด 0 - 10 1 - 10 5.24 2.41 มาก 4. ขนาดบาดแผล 0 - 10 1 - 10 5.21 2.52 มาก 5. ความปวด 0 - 10 1 - 10 5.08 2.44 มาก 6. ความรุนแรงของบาดแผล 0 - 10 1 - 10 5.04 2.64 มาก 7. การติดเชื้อ 0 - 10 0-9 4.83 2.53 ปานกลาง 8. การเป็ นอันตรายต่ออวัยวะอื่นๆ 0 – 10 0-9 4.30 2.55 ปานกลาง โดยรวม 0 – 10 0 - 9.38 5.05 1.85 มาก ผลการวิเคราะห์ขอมูลพบว่า กล่มตัวอย่างรูอยละ 78 ปฏิบัตการปฐมพยาบาลบาดแผลฉี กขาดดูวย ู ุ ิ
  12. 12. ตนเองหรือจากการช่วยเหลือของบุคคลรอบขูาง โดยกล่มตัวอย่างมีวิธการปฐมพยาบาลบาดแผลฉี กขาดก่อน ุ ี มารับการรักษาดังต่อไปนี้ (ตาราง 2) 1. การหูามเลือด พบว่า กล่มตัวอย่างรูอยละ 56.41 ใชูวิธการกดบาดแผลโดยตรง และร่วมกับการใชู ุ ี ผูาสะอาดปิ ดบาดแผล (รูอยละ 53.85) รูอยละ 12.82 ใชูใบไมู สมุนไพร ปูนขาว ปิ ดบาดแผล รูอยละ 8.97 ใชูวิธยกอวัยวะที่มีบาดแผลใหูสงกว่าระดับหัวใจ และรูอยละ 3.85 ใชูแรงกดลงบนหลอดเลือดใหญ่เหนื อ ี ู บาดแผล 2. การทำาความสะอาดบาดแผล พบว่า กล่มตัวอย่างรูอยละ 30.77 ลูางแผลดูวยนำ้ าสะอาด รูอยละ ุ 16.66 ใชูเบตูาดีนใส่แผล รูอยละ 6.41 ลูางแผลดูวยนำ้ าสะอาดและฟอกดูวยสบู่ และรูอยละ 3.85 ทาดูวย ยาแดง 3. การปิ ดบาดแผล พบว่า กล่มตัวอย่างรูอยละ 56.41 ใชูผูาสะอาด รูอยละ 29.49 ใชูวัสดุอ่ นๆใน ุ ื การปิ ดบาดแผล เช่น ผูาก๊อส สำาลี พลาสเตอร์ กระดาษอเนกประสงค์ ตาราง 2 จำานวนและรูอยละของกล่มตัวอย่าง จำาแนกตามการปฐมพยาบาลบาดแผลก่อนมารับการรักษา (N ุ = 100) การปฐมพยาบาลบาดแผลฉี กขาด จำานวน รูอยละ ไม่ปฏิบัติ 22 22 ปฏิบัติ (อย่างนู อย 1 พฤติกรรม) 78 78 1. การหูามเลือด - กดบาดแผลโดยตรง 44 56.41 - ใชูผูาสะอาดปิ ดบาดแผล 42 53.85 - ใส่ใบไมู/สมุนไพร/ยาเสูน/ปูนขาว 10 12.82 - การยกอวัยวะที่มบาดแผลใหูสงกว่าระดับหัวใจ ี ู 7 8.97 - ใชูวัสดุในการหูามเลือด เช่น สำาลี/พลาสเตอร์/นำ้ าแข็ง/นำ้ ามัน 4 5.13 นวด 3 3.85 - การใชูแรงกดลงบนหลอดเลือดใหญ่เหนื อแผล 2. การทำาความสะอาดบาดแผล 24 30.77 - ลูางบาดแผลดูวยนำ้ าสะอาด 13 16.66 - ทาแผลดูวยเบตูาดีน 5 6.41 - ลูางแผลดูวยนำ้ าสะอาดและฟอกดูวยสบู่ 3 3.85 - ทาแผลดูวยยาแดง 3. การปิ ดบาดแผล 44 56.41 - ปิ ดบาดแผลดูวยผูาสะอาด 23 23.49 - ใชูวัสดุปิดบาดแผล เช่น ผูาก๊อส/สำาลี/พลาส เตอร์/กระดาษอเนกประสงค์
  13. 13. การอภิปรายผล ผลการศึกษาครังนี้พบว่า ลักษณะของกล่มตัวอย่างมีความสอดคลูองกับลักษณะประชากรผููป่วยไทย ้ ุ มุสลิมที่มารับบริการรักษาในแผนกอุบัติเหตุ-ฉุกเฉิ นของโรงพยาบาลของรัฐในพื้นที่ภาคใตูตอนล่าง อธิบาย ไดูจากการที่ประชากรเพศชาย สถานภาพสมรสโสด เป็ นกล่มเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุและไดูรบบาดแผล ุ ั มากกว่าประชากรเพศหญิงหรือประชากรวัยอื่นๆ เนื่ องจากการมีกิจกรรมประจำาวันที่ตองเกี่ยวขูองกับการใชู ู อุปกรณ์ของมีคมในการทำางานอาชีพ การใชูยวดยานพาหนะ และสอดคลูองกับการศึกษาที่ผานมาซึ่งพบว่า ่ กล่มตัวอย่างที่เกิดอุบัติเหตุและมารับการรักษาในแผนกอุบัติเหตุ-ฉุกเฉิ นมากที่สด เป็ นกล่มตัวอย่างเพศชาย ุ ุ ุ (5), (6), (7) อยู่ในวัยผูใหญ่ตอนตูน และมีสถานภาพโสด ู อย่างไรก็ตาม กล่มตัวอย่างในการศึกษาครังนี้มีระดับ ุ ้ (5) การศึกษา และรายไดูเฉลี่ยของครอบครัว สูงกว่าในการศึกษาที่ผ่านมา กล่มตัวอย่างรูอยละ 97 มีสิทธิในการไดูรับการรักษา เช่น สิทธิบัตรทอง สิทธิขาราชการ ประกัน ุ ู สังคม หรือไดูรับสิทธิตาม พ.ร.บ. คูุมครองผูประสบภัยจากรถ ซึ่งเป็ นไปตามนโยบายของรัฐที่ใหูประชาชน ู ทุกคนทมีสทธิท่ีจะเขูาถึงการบริการดูานสุขภาพ โดยเฉพาะในกรณี ท่ีไดูรับอุบัติเหตุ และอาจเป็ นเหตุผลที่ ิ ทำาใหูกลุ่มตัวอย่างตัดสินใจมารับบริการเร็วขึน ้ การศึกษาครังนี้พบว่า สาเหตุของการไดูรับบาดแผลฉี กขาดอันดับแรก เป็ นการเกิดอุบัติเหตุขณะ ้ ทำางาน (รูอยละ 60) ส่วนสาเหตุจากการจราจรเป็ นสาเหตุอนดับรองลงมา (รูอยละ 28) ซึ่งแตกต่างจากการ ั ศึกษาที่ผ่านมาและผลสรุปการเกิดอุบัติเหตุท่พบว่า อุบติเหตุทางจราจรเป็ นสาเหตุอนดับหนึ่ งที่ทำาใหูผูป่วยมา ี ั ั (1) รับบริการการรักษาที่แผนกอุบัติเหตุ-ฉุกเฉิ นของทุกโรงพยาบาล ทังนี้สามารถอธิบายไดูจากการศึกษาครัง ้ ้ นี้ทำาการศึกษาในกล่มตัวอย่างที่อยู่ในพื้นที่จงหวัดชายแดนภาคใตูซ่งอย่ในระหว่างการเกิดเหตุการณ์ความไม่ ุ ั ึ ู สงบ ทำาใหูประชาชนไม่มนใจในความปลอดภัยในการเดินทาง ส่วนใหญ่จึงมักประกอบอาชีพในเขตพื้นที่อยู่ ั่ อาศัยของตนเองหรือเดินทางเมื่อจำาเป็ นเท่านั ้น การเกิดอุบัติเหตุจากการจราจรจึงพบไดูนูอยกว่าอุบัติเหตุจาก การทำางาน สาเหตุอ่ น ๆ ที่ทำาใหูเกิดบาดแผลฉี กขาด ไดูแก่ จากการเล่นกีฬา การถูกทำารูายโดยบุคคลอื่น ื และการถูกทำารูายโดยสัตว์ เป็ นสาเหตุส่วนนู อย โดยเฉพาะการถูกทำารูายร่างกายจากบุคคลอื่น ไม่พบว่าเป็ น สาเหตุอนดับตูน ๆ ทังนี้เนื่ องจาก การเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบมักจะทำาใหูผูประสบเหตุไดูรับบาดเจ็บ ั ้ รุนแรงมาก ส่วนใหญ่จึงไดูรบการส่งต่อไปรักษาที่โรงพยาบาลประจำาจังหวัดหรือโรงพยาบาลระดับตติยภูมิซ่ง ั ึ มีศกยภาพมากกว่า ั การรับรููความรุนแรงของบาดแผลฉี กขาด ผลการศึกษาพบว่า กล่มตัวอย่างซึ่งเป็ นผูป่วยไทยมุสลิมที่ไดูรับอุบัตเหตุและมีบาดแผลฉี กขาดมีการ ุ ู ิ รับรูระดับความรุนแรงของบาดแผลฉี กขาดโดยรวมอย่ในระดับมาก ( Χ= 5.05, SD = 1.85) เมื่อพิจารณา ู ู รายขูอพบว่า ประเด็นที่กล่มตัวอย่างประเมินว่าส่งผลกระทบในระดับมาก ไดูแก่ การที่ตองใชูระยะเวลาใน ุ ู การรักษานาน ส่งผลกระทบต่อการทำากิจวัตรประจำาวันหรือการประกอบอาชีพ มีการสูญเสียเลือด บาดแผลมี ขนาดใหญ่ และมีอาการปวด ทังนี้สามารถอธิบายไดูจากลักษณะบาดแผลของกล่มตัวอย่าง ซึ่งพบว่า ้ ุ บาดแผลส่วนใหญ่เกิดบริเวณมือ นิ้วมือ แขน ซึ่งเป็ นอวัยวะที่เกี่ยวขูองกับการใชูงานในการประกอบอาชีพ การเกิดบาดแผลทำาใหูกล่มตัวอย่างไม่สามารถประกอบอาชีพไดูโดยสะดวก หรือบางรายอาจตูองหยุดงาน ุ ลักษณะแผลมีขนาดเล็กนู อยถึงใหญ่มากกว่า 10 เซนติเมตร ความลึกตังแต่ชันผิวหนั งลงไปถึงชันกลูามเนื้ อ ้ ้ ้ และมีเลือดออกในระดับไหลซึมจนถึงไหลออกตลอดเวลา (active bleeding) นอกจากนั นยังมีอาการปวด ้
  14. 14. และบางรายถึงกับมีอาการเป็ นลม การประสบอุบัติเหตุเกิดการบาดเจ็บและมีบาดแผล ซึ่งกล่มตัวอย่างประสบ ุ ดูวยตนเองโดยตรงถึงความปวดจากการที่ผวหนั งและอวัยวะถูกทำาลาย ทำาใหูกล่มตัวอย่างประเมินว่าไดูเกิด ิ ุ อันตรายหรือความเสียหายขึนกับตนเอง เป็ นปั จจัยสำาคัญประการหนึ่ งที่กล่มตัวอย่างรับรูว่าบาดแผลที่ฉีกขาด ้ ุ ู (7) ที่เกิดขึนมีความรุนแรงระดับมาก เนื่ องจากอย่ในภาวะที่ร่างกายไดูรับการอันตรายและอาจสูญเสีย และ ้ ู สอดคลูองกับการศึกษาที่ผานมาที่พบว่า กล่มตัวอย่างรับรููความรุนแรงของผลกระทบจากการเกิดอุบัติเหตุอยู่ ่ ุ ในระดับสูง โดยกล่มตัวอย่างพิจารณาจากการทำาใหูพิการ เสียชีวิต สูญเสียทรัพย์สน และเป็ นภาระของ ุ ิ (5), (8), (9) ครอบครัวและสังคม นอกจากนี้ จากผลการศึกษาขูอมูลเกี่ยวกับประสบการณ์การเกิดอุบัติเหตุและเกิดบาดแผลฉี กขาด พบว่า กล่มตัวอย่างรูอยละ 76 ไม่มีประสบการณ์ในการเกิดอุบัติเหตุและเกิดบาดแผลฉี กขาด การประสบกับ ุ เหตุการณ์ใหม่ซ่งบุคคลไม่เคยพบหรือประสบมาก่อนทำาใหูไม่ทราบว่าจะเกิดอะไรขึนในอนาคต เป็ นปั จจัยดูาน ึ ้ (7) สถานการณ์เฉพาะหนู าที่ทำาใหูบคคลประเมินว่าตนเองตกอยู่ในภาวะอันตรายและคุกคาม ุ จึงอาจเป็ น เหตุผลอีกประการที่ทำาใหูกล่มตัวอย่างรับรููวาบาดแผลฉี กขาดที่เกิดขึนมีความรุนแรง ุ ่ ้ (7) ผลการศึกษาครังนี้ยังสอดคลูองกับแนวคิดการดูแลตนเองของ เลวิน ที่กล่าวว่าการดูแลตนเองเป็ น ้ พฤติกรรมที่เรียนรูและถ่ายทอดทางสังคม จากการสังเกตตนเอง การรับรูอาการ การใหูความหมายของ ู ู อาการ การตัดสินใจเกี่ยวกับความรุนแรง การเลือกวิธการรักษา และการประเมินผลการรักษาดูวยตนเอง ซึ่ง ี เป็ นการปฏิบัติท่ีประชาชนส่วนใหญ่ของทุกสังคมกระทำาอย่แลูว ในกรณี การศึกษาครังนี้ กล่มตัวอย่างมารับ ู ้ ุ บริการรักษาในแผนกผููป่วยอุบัติเหตุ-ฉุกเฉิ นของโรงพยาบาล แสดงใหูเห็นว่ากล่มตัวอย่างไดูประเมินแลูวว่า ุ บาดแผลที่เกิดขึนมีความรุนแรงเกินกำาลังความสามารถที่จะดูแลรักษาดูวยตนเองไดู จำาเป็ นตูองพึ่งพาระบบ ้ บริการสุขภาพที่อยู่ใกลูท่ีสุดโดยเร็ว กล่มตัวอย่างส่วนใหญ่จึงมารับการรักษาโดยทันทีเท่าที่จะทำาไดู ซึ่งเป็ น ุ พฤติกรรมการเลือกวิธการรักษาที่สอดคลูองกับการรับรูความรุนแรงในระดับมาก ี ู พฤติกรรมการดูแลบาดแผลฉี กขาดก่อนมารับการรักษา ผลการศึกษาพบว่า มีกลุ่มตัวอย่างถึงรูอยละ 78 ที่ปฏิบัติการปฐมพยาบาลบาดแผลดูวยวิธใดวิธหนึ่ ง ี ี ก่อนมารับการรักษา ซึ่งสามารถอธิบายถึงเหตุผลของการปฏิบัติพฤติกรรมในแต่ละดูานไดูดังต่อไปนี้ 1. การหูามเลือด กล่มตัวอย่างใหูเหตุผลว่า การหูามเลือดเป็ นการทำาใหูเลือดออกนู อยลงหรือหยุด ุ ไหล ซึ่งสอดคลูองกับแนวคิดการปฐมพยาบาลที่ว่า การหูามเลือดเป็ นวิธการแรกที่ควรปฏิบัติในการ ี (10) ปฐมพยาบาลผูท่ีมีบาดแผลร่วมกับมีเลือดออก ู ส่วนวิธการที่ใชูในการหูามเลือด พบว่า กล่มตัวอย่างเลือก ี ุ ใชูวิธการหูามเลือดตามประสบการณ์และความสะดวก โดยใชูการกดบาดแผลโดยตรงมากที่สุด ซึ่งนอกจากจะ ี เป็ นไปตามหลักการหูามเลือดแลูว ยังเป็ นวิธการที่บุคคลจะตอบสนองไดูดูวยตนเองทันทีทนใดก่อนการใชูวิธี ี ั การอื่นๆ ส่วนการใชูผูาสะอาดปิ ดแผล ส่วนใหญ่เป็ นพฤติกรรมที่บุคคลอื่นทำาใหู แสดงใหูเห็นว่าในกรณี ท่ี กล่มตัวอย่างไดูรับบาดเจ็บในขณะที่มีผูชวยเหลือ ก็จะเป็ นกล่มตัวอย่างที่จะไดูรับ ุ ่ ุ ปฐมพยาบาลหูาม เลือดที่มีประสิทธิภาพมากขึน เนื่ องจากการใชูผูาสะอาดปิ ดแผลนอกจากจะช่วยในการหูามเลือดแลูว ยังช่วย ้ (3) ในการยึดปิ ดปากแผลไวูเพื่อบรรเทาอาการปวดและปู องกันการติดเชื้อไดูดวย ู กล่มตัวอย่างรูอยละ 12.82 ใส่พืชสมุนไพรลงในบาดแผล เพราะเชื่อว่าสามารถหยุดการไหลของเลือด ุ ไดู ช่วยสมานแผล ลดการอักเสบของแผล โดยเพื่อนหรือผูช่วยเหลือเป็ นผูใส่ใหู สมุนไพรที่นิยมใชูในการ ู ู หูามเลือดมากที่สุดคือ ใบขีไก่ ใบสาบเสือ สอดคลูองกับการศึกษาดูานเภสัชวิทยาที่พบว่า ใบขีไก่ ใบสาบเสือ ้ ้
  15. 15. มีสาร sesquiterpene lactone ที่ชวยลดอาการปวด ลดการอักเสบ สามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียทังแกรมบวก ่ ้ (11) และแกรมลบ ทำาใหูเลือดแข็งตัวเร็วขึน ้ แสดงใหูเห็นว่าประชาชนไทยมุสลิมในพื้นที่ภาคใตู มีความรููเกี่ยว กับสมุนไพรที่ใชูในการรักษาแผลและเป็ นความรูท่ีไดูรับการถ่ายทอดกันมา ผููท่มีความรูหรือมีประสบการณ์ ู ี ู ดังกล่าวสามารถนำ ามาใชูกบตนเองหรือช่วยเหลือผููอ่ นไดู อย่างไรก็ตาม กล่มตัวอย่างบางส่วนใชูใบไมูท่ีมอยู่ ั ื ุ ี ในที่ทำางานขณะนั ้นมาใส่บาดแผลหูามเลือด โดยไม่เกี่ยวขูองกับการมีคณสมบัติในการหูามเลือดหรือรักษา ุ แผลใดๆ เป็ นเพียงการใชูเป็ นวัสดุกดทับลงบนแผลเพื่อหูามเลือดเท่านั ้น เช่น การใชูใบ มะเขือพวงมาขยีใหู ้ ละเอียดก่อนนำ าไปปิ ดปากแผลไวู 2. การทำาความสะอาดบาดแผล กล่มตัวอย่างใหูเหตุผลว่า ลูางทำาความสะอาดเนื่ องจาก กลัวเป็ นโรค ุ บาดทะยัก ซึ่งเป็ นการปฏิบัติท่ีถกตูองตามหลักการปฐมพยาบาล เนื่ องจากบาดแผลฉี กขาดเป็ นแผลที่มีโอกาส ู ปนเปื้ อนเชื้อโรค แผลจึงมีโอกาสเสี่ยงต่อการติดเชื้อ การทำาความสะอาดแผลเป็ นวิธการดูแลบาดแผลก่อนมา ี (8) รับการรักษาที่ควรส่งเสริมใหูประชาชนปฏิบัติ แมูว่ากล่มตัวอย่างบางรายใหูเหตุผลว่า ทำาความสะอาด ุ บาดแผลเนื่ องจากเป็ นช่วงเวลาที่จะตูองละหมาดซึ่งตูองชำาระลูางร่างกายใหูสะอาดก่อน จึงไดูทำาความสะอาด บาดแผลหรือลูางเลือดออกไปดูวย ก็ถือว่าเป็ นการกระทำาที่สอดคลูองกันและช่วยปู องกันการติดเชื้อของ บาดแผลที่ควรส่งเสริมใหูมีการปฏิบัติต่อไป สำาหรับวิธการทำาความสะอาดบาดแผล กล่มตัวอย่างรูอยละ 30.77 ทำาความสะอาดแผลดูวยการลูาง ี ุ ดูวยนำ้ าสะอาด และรูอยละ 5.41 ลูางดูวยนำ้ าสะอาดและฟอกดูวยสบู่ ซึ่งเป็ นวิธท่ถูกตูองตามหลักการ ี ี (4) ปฐมพยาบาล ส่วนกล่มตัวอย่างบางรายที่ลูางแผลดูวยเบทาดีนหรือยาแดงนั ้น แสดงใหูเห็นว่ากลุ่มตัวอย่าง ุ บางรายยังขาดความเขูาใจและอาจมีความรูเกี่ยวกับการทำาความสะอาดแผลไม่เพียงพอ เนื่ องจากยาเบทาดีน ู หรือยาแดงเป็ นยาที่ใชูสำาหรับการฆ่าเชื้อโรคในบาดแผล ควรใส่ลงในแผลที่ผานการทำาความสะอาดมาก่อน ่ การใส่ยาดังกล่าวลงในบาดแผลที่ยงไม่ไดูทำาความสะอาด อาจทำาใหูเชื้อโรคหมักหมมอย่ภายในบาดแผลเกิด ั ู (3) การติดเชื้อตามมาไดู จึงเป็ นขูอมูลที่เจูาหนู าที่สาธารณสุขควรนำ าไปใหูความรูท่ีถกตูองแก่ประชาชนต่อไป ู ู 3. การปิ ดบาดแผล กล่มตัวอย่างรูอยละ 56.41 ปิ ดบาดแผลดูวยผูาสะอาด ซึ่งเป็ นการกระทำาร่วมกับ ุ การหูามเลือดไปดูวยในคราวเดียวกัน ไม่ไดูปฏิบัตเพื่อวัตถุประสงค์ในการยึดปิ ดบาดแผล ส่วนกล่มตัวอย่าง ิ ุ อีกรูอยละ 29.49 ซึ่งปิ ดบาดแผลดูวยผูาก๊อสและพลาสเตอร์ เป็ นการปฏิบัติของเจูาหนู าที่สาธารณสุขของ สถานี อนามัยซึ่งใหูการดูแลบาดแผลเบื้องตูนก่อนส่งต่อผููป่วยมารับการรักษาที่โรงพยาบาล ไม่ใช่เป็ นการ ปฏิบัตของกล่มตัวอย่าง จากขูอมูลดังกล่าวพอจะสรุปไดูว่า การปิ ดบาดแผลเป็ นพฤติกรรมที่กล่มตัวอย่างไม่ ิ ุ ุ ไดูปฏิบัติดวยตนเอง ทังนี้สามารถอธิบายไดูว่า กล่มตัวอย่างทุกรายตังใจมารับบริการรักษาบาดแผลฉี กขาด ู ้ ุ ้ จากสถานบริการสุขภาพ จึงไม่เห็นความจำาเป็ นในการปิ ดบาดแผลก่อนมารับการรักษา นอกจากนี้ ประชาชน ทัวไปมักไม่ไดูเตรียมอุปกรณ์ทำาแผลไวูท่ีบาน ตูองไปพึ่งบริการจากสถานี อนามัยหรือโรงพยาบาล จึงเป็ น ่ ู ขูอมูลที่เจูาหนู าที่สาธารณสุขควรคำานึ งถึงในการใหูความรููเกี่ยวกับการปฐมพยาบาลแก่ประชาชน อย่างไรก็ตาม จากผลการศึกษายังพบว่า กล่มตัวอย่างรูอยละ 22 ไม่ปฏิบัติพฤติกรรมการดูแล ุ บาดแผลก่อนมารับการรักษา โดยใหูเหตุผลใน 3 ประเด็น ซึ่งแต่ละประเด็นสามารถอธิบายไดูดังต่อไปนี้ คือ ประเด็นแรก สถานที่ท่เกิดอุบัติเหตุอย่ใกลูสถานบริการ เช่น สถานี อนามัยหรือโรงพยาบาล ทังนี้เนื่ องจาก ี ู ้ ระยะทาง ระยะเวลาในการเดินทาง ความสะดวกในการเขูารับบริการ รวมถึงค่าใชูจ่ายในการรับบริการ เป็ น (12), (13), (14) ปั จจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกรับบริการจากสถานบริการสุขภาพ จากการศึกษาในครังนี้ท่ีพบว่า ้

×