ด.ญ.ธนัชชา
2. ด.ญ.ธิญาดา
3. ด.ญ.นัชชา
4. ด.ญ.ปวีณา
5. ด.ญ.ลักษมณ
6. ด.ญ.สุณิสา
7. ด.ญ.สุพัตรา
1.

ปานมา
พูลสมบัติ
ห้วยหงส์...
ระบบฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์
ระบบฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ (Relational Database) เป็นฐานข้อมูลที่ใช้โมเดลเชิง
สัมพันธ์ (Relationa...
โครงสร้างของข้อมูล (Data Structure)
2.1. Relation
โครงสร้างของฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ จะอยู่ในลักษณะของตาราง 2 มิติ ประกอบด้...
ชนิดของ Relations
ในระบบจัดการฐานข้อมูลทั่ว ๆ ไป Relation อาจจาแนกออกได้เป็น 2 ประเภท ดังนี้คือ
1) Relation หลัก (Base Rel...
กฎที่เกี่ยวข้องกับการรักษาความถูกต้อง
กฎที่ใช้สาหรับรักษาความถูกต้องของข้อมูล แบ่งออกเป็น 2 กฎคือ กฎที่เกี่ยวข้องกับเอนทิต...
กรณีการแก้ไขข้อมูล
1. ห้ามทาการแก้ไขข้อมูลในรีเลชันที่ถูกอ้างถึงนั้น เนื่องจากจะทาให้ข้อมูลใน
รีเลชันที่อ้างอิงมา ไม่สามาร...
3.4. การจัดการกับข้อมูล (Data manipulation)

3.4. การจัดการกับข้อมูล (Data manipulation)
Dr. E.F. Codd ได้นาทฤษฎีของเซท ซึ...
การจัดการฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์2
การจัดการฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์2
Upcoming SlideShare
Loading in …5
×

การจัดการฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์2

311 views

Published on

0 Comments
0 Likes
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

No Downloads
Views
Total views
311
On SlideShare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
9
Actions
Shares
0
Downloads
3
Comments
0
Likes
0
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

การจัดการฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์2

  1. 1. ด.ญ.ธนัชชา 2. ด.ญ.ธิญาดา 3. ด.ญ.นัชชา 4. ด.ญ.ปวีณา 5. ด.ญ.ลักษมณ 6. ด.ญ.สุณิสา 7. ด.ญ.สุพัตรา 1. ปานมา พูลสมบัติ ห้วยหงส์ทอง ทองนุ่ม เจนสุริยะกุล แสงดาว ดอกรัก ม.2/3 เลขที่ 11 ม.2/3 เลขที่ 14 ม.2/3 เลขที่ 15 ม.2/3 เลขที่ 18 ม.2/3 เลขที่ 22 ม.2/3 เลขที่ 24 ม.2/3 เลขที่ 25
  2. 2. ระบบฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ ระบบฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ (Relational Database) เป็นฐานข้อมูลที่ใช้โมเดลเชิง สัมพันธ์ (Relational Database Model) ซึ่งผู้คิดค้นโมเดลเชิงสัมพันธ์นี้คือ Dr. E.F. Codd โดย ใช้หลักพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ เนื่องด้วยแนวคิดของแบบจาลองแบบนี้มีลักษณะที่คนใช้กันทั่ว กล่าวคือมีการเก็บเป็นตาราง ทาให้ง่ายต่อการเข้าใจและการประยุกต์ใช้งาน ด้วยเหตุนี้ ระบบ ฐานข้อมูลแบบนี้จึงที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ในแง่ของ entity แบบจาลองแบบนี้คือ แฟ้มข้อมูล ในรูปตาราง และ attribute ก็เปรียบเหมือนเขตข้อมูล ส่วนความสัมพันธ์คือความสัมพันธ์ ระหว่าง entity ฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ คือ การเก็บข้อมูลในรูปของตาราง (Table) หลายๆตารางที่มี ความสัมพันธ์กัน ในแต่ละตารางแบ่งออกเป็นแถวๆ และในแต่ละแถวจะแบ่งเป็นคอลัมน์ (Column) ในทางทฤษฎีจะมีคาศัพท์เฉพาะแตกต่างออกไป เนื่องจากแบบจาลองแบบนี้เกิดจาก ทฤษฎีทางคณิตศาสตร์เรื่องเซ็ท (Set)
  3. 3. โครงสร้างของข้อมูล (Data Structure) 2.1. Relation โครงสร้างของฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ จะอยู่ในลักษณะของตาราง 2 มิติ ประกอบด้วยทางด้านแถว และ คอลัมน์ ซึ่งจะเรียกว่า รีเลชัน (Relation) โดยทั่ว ๆ ไป Relation หนึ่ง ๆ จะมีคุณสมบัติต่าง ๆ ดังนี้ 1) ไม่มี Tuples คู่ใด ๆ เลยที่ซ้ากัน (No duplicate tuples) 2) ลาดับที่ของ Tuples ไม่มีความสาคัญ 3) ลาดับที่ของ Attributes ไม่มีความสาคัญ 4) ค่าของ Attribute จะเป็นค่าเดี่ยว ๆ (Atomic) นั่นคือ ค่าของข้อมูลที่ปรากฏอยู่ในตารางจะเป็นค่า ๆ เดียว เป็นลิสต์ของค่าหลาย ๆ ค่าไม่ได้ ซึ่ง Relation ที่มีคุณสมบัติข้อนี้จะถูกเรียกว่าเป็น Relation ที่ อยู่ในรูปแบบ Normal form 5) ค่าของข้อมูลในแต่ละ Attribute จะบรรจุค่าของข้อมูลประเภทเดียวกัน
  4. 4. ชนิดของ Relations ในระบบจัดการฐานข้อมูลทั่ว ๆ ไป Relation อาจจาแนกออกได้เป็น 2 ประเภท ดังนี้คือ 1) Relation หลัก (Base Relation) เป็น Relation ที่ถูกกาหนดขึ้นเพื่อเก็บข้อมูลและเพื่อนาข้อมูลไปใช้เมื่อมีการสร้าง Relation โดยใช้ Data Definition Language เช่น ใน SQL คาสั่ง CREATE TABLE เป็นการสร้าง Relation หลัก หลังจากนั้นก็จะทา การเก็บข้อมูลเพื่อการเรียกใช้ข้อมูลในภายหลัง Relation หลักจะเป็นตารางที่จัดเก็บข้อมูลจริงไว้ 2) วิว (View) หรืออาจเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า Relation สมมุติ (Virtual Relation) เป็น Relation ที่ถูกสร้างขึ้นตามความต้องการใช้ข้อมูลของผู้ใช้แต่ละคน เนื่องจาก ผู้ใช้แต่ละคนอาจต้องการใช้ ข้อมูลในลักษณะที่แตกต่างกัน จึงทาการกาหนดวิวของตัวเองขึ้นมาจาก Relation หลัก เพื่อความสะดวกในการ ใช้ข้อมูล และช่วยให้การรักษาความปลอดภัยของฐานข้อมูลทาได้ง่ายขึ้น Relation ที่ถูกสมมติขึ้นมานี้จะไม่มี การเก็บข้อมูลจริง ๆ ในระบบฐานข้อมูล ลักษณะของรีเลชั่นแสดงดังรูปที่ 3.3
  5. 5. กฎที่เกี่ยวข้องกับการรักษาความถูกต้อง กฎที่ใช้สาหรับรักษาความถูกต้องของข้อมูล แบ่งออกเป็น 2 กฎคือ กฎที่เกี่ยวข้องกับเอนทิตี้ และกฎที่เกี่ยวข้องกับการ เชื่อมโยงความสัมพันธ์ของเอนทิตี้ ) 1. กฎความบูรณภาพของเอนทิตี้ (Entity Integrity Rule) กฎความบูรณภาพของเอนทิตี้ เป็นกฎที่ใช้กาหนดเพื่อให้ข้อมูลของเอนทิตี้ มีความถูกต้อง ซึ่งกล่าวไว้ว่า "แอตทริบิวส์ที่ทา หน้าที่เป็นคีย์หลักของรีเลชัน ไมสามารถมีค่าเป็นค่าว่างได้ (Null Value)" และจะต้องมีคุณสมบัติที่เป็นเอกลักษณ์ (Identity) คือสามารถระบุข้อมูลแอตทริบิวส์อื่นๆ ที่อยู่ในทูเพิลเดียวกันได้ 2. กฎความบูรณภาพของการอ้างอิง (Referential Integrity Rule) กฎความบูรณภาพของการอ้างอิง คือกฎที่ใช้รักษาความถูกต้องของข้อมูลที่มีความสัมพันธ์กันของเอนทิตี้ ซึ่งได้กล่าวไว้ว่า "ค่าของคีย์นอกในรีเลชัน จะต้องมข้อมูลอยู่ในอีก รีเลชันหนึ่ง ที่คีย์นอกของรีเลชันนั้นอ้างอิงถึง" ในบางกรณีคีย์นอกอาจเป็นค่าว่างได้ ถ้านโยบายขององค์กร อนุญาตให้ค่าคีย์นอกเป็น ค่าว่างได้ กรณีหากมีการลบ หรือ แก้ไขข้อมูล ในรีเลชันที่ถูกอ้างอิงถึง ซึ่งจะทาให้สูญเสียความบูรณภาพของข้อมูล ดังตัวอย่างรูปที่ 3.6 หากมีการแก้ไขหรือ ลบข้อมูลของรีเลชัน Major ในแอตทริบิวส์ Major ซึ่งมีความสัมพันธอยู่กับรีเลชัน Student จะทาให้ความสัมพันธ์ของข้อมูล เสียหาย ดังนั้นจึงต้องเลือก การกระทาเพื่อไม่ให้ความสัมพันธ์ของข้อมูลสูญเสียไปดังนี้
  6. 6. กรณีการแก้ไขข้อมูล 1. ห้ามทาการแก้ไขข้อมูลในรีเลชันที่ถูกอ้างถึงนั้น เนื่องจากจะทาให้ข้อมูลใน รีเลชันที่อ้างอิงมา ไม่สามารถอ้างอิงข้อมูลได้ 2. อนุญาตให้ทาการแก้ไขข้อมูลในรีเลชันที่ถูกอ้างอิงถึงได้ แต่จะต้องตามไป แก้ไขข้อมูล ในรีเลชันที่อ้างอิงมาให้ตรงกับข้อมูลที่แก้ไขใหม่ทั้งหมด 3. อนุญาตให้ทาการแก้ไขข้อมูลในรีเลชันที่ถูกอ้างอิงถึงได้ โดยการแก้ไข ข้อมูลในรีเลชัน ที่อ้างอิงมาให้มีค่าเป็น ค่าว่าง
  7. 7. 3.4. การจัดการกับข้อมูล (Data manipulation) 3.4. การจัดการกับข้อมูล (Data manipulation) Dr. E.F. Codd ได้นาทฤษฎีของเซท ซึ่งเป็นทฤษฎีทางคณิตศาสตร์มาใช้ในการจัดการกับ ข้อมูลของฐานเชิงสัมพันธ์ ซึ่งมีอยู่ หลายการกระทาด้วยกัน ในบทนี้จะกล่าวโดยย่อๆ เท่านั้น เนื่องจากเป็นเนื้อหาทางทฤษฎี ซึ่งการนาไปใช้งานจริงนั้น จะพูด ถึงในบทที่เกี่ยวกับคาสั่งที่ใช้ จัดการฐานข้อมูล ซึ่งเนื้อหาจะมีความใกล้เคียงกัน การกระทาเหล่านี้ได้แก่ 3.4.1. Restrict คาว่า Restrict เป็โอเปอเรเตอร์ทางคณิตศาสตร์ที่ใช้ในการเลือกข้อมูลจากรีเลชั่นหนึง ๆ ที่มีเงื่อนไขตรงตามที่ระบุไว้ กล่าว ่ อีกนัยหนึ่งคือ ใช้ในการแสดงข้อมูลของทูเพิลที่เป็นไปตามเงื่อนไขที่ระบุไว ้ รูปแบบ COMPARISION ในที่นี้ หมายถึงเงื่อนไขของข้อมูลที่ต้องการเรียกดู ซึ่งจะระบุชื่อแอททริบิวต์ และค่าเฉพาะที่ต้องการดูขอมูล ้ โดยมีเครื่องหมายที่ประกอบการระบุเงื่อนไข เช่น = (เท่ากับ) < (น้อยกว่า) > (มากกว่า) <> (ไม่เท่ากับ) เป็นต้น ในกรณีที่มี เงื่อนไขมากกว่าหนึงเงื่อนไขอาจใช้คาว่า OR (หรือ) AND (และ) ประกอบกันเป็นเงื่อนไขที่ต้องการได้ ่ ตัวอย่าง จากตารางให้แสดงรายละเอียดของนักศึกษาที่อยู่ นครราชสีมา

×