หลักภาษา

1,344 views

Published on

0 Comments
0 Likes
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

No Downloads
Views
Total views
1,344
On SlideShare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
2
Actions
Shares
0
Downloads
14
Comments
0
Likes
0
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

หลักภาษา

  1. 1. ภาษาไทยสำา หรับ ครูเรื่อ ง หลัก ภาษาไทย (พยางค์คำา และประโยค) บรรยายโดย อาจารย์ก ิต ิร าช พงษ์เ ฉลีย ว โปรแกรมวิช าภาษาไทย คณะมนุษ ยศาสตร์แ ละสัง คมศาสตร์ มหาวิท ยาลัย ราชภัฏ อุบ ลราชธานี ณ คณะครุศ าสตร์ มหาวิท ยาลัย ราชภัฏ อุบ ลราชธานี วัน ที่ ๒๑-๒๒ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๒
  2. 2. พยางค์
  3. 3. พยางค์ พยางค์ คือ ส่วนหนึ่งของคำาหรือหน่วย เสียงที่ประกอบด้วยสระตัวเดียวจะมีความหมาย หรือไม่มีก็ได้ พยางค์หนึ่งมีส่วนประสมต่างๆ กัน คือ๑. พยัญชนะ + สระ + วรรณยุกต์ เช่น ตา ดี ไป มา พยางค์ชนิดนีเรียกว่า ประสม ๓ ส่วน ้๒. พยัญชนะ + สระ + วรรณยุกต์ + ตัวสะกด เช่น คน กิน ข้าว หรือ พยัญชนะ + สระ+วรรณยุกต์+ตัวการันต์ เช่น โล่เล่ห์ พ่าห์ ผี้ว์ พยางค์ทง ๒ ชนิดนี้เรียกว่า ประสม ๔ ส่วน ั้
  4. 4. จะเห็นได้ว่า พยางค์แต่ละพยางค์ อย่างน้อยจะต้องมีส่วนประสม ๓ส่วน คือ พยัญชนะ สระ และวรรณยุกต์อย่างมากจะต้องมี ๕ ส่วน คือ พยัญชนะสระ วรรณยุกต์ ตัวสะกด และการันต์ จะน้อยกว่า ๓ ส่วน หรือมากกว่า ๕ ส่วนไม่ได้และ คำาๆ เดียวจะมีพยางค์เดียว หรือหลายพยางค์ก็ได้ ดังตัวอย่าง กา คำาเดียว ๑ พยางค์ กาเหว่า ” ๒พยางค์ การะเวก ” ๓ พยางค์
  5. 5. คำา
  6. 6. ความหมายของคำา ความหมายแรก หมายความว่า พยางค์หนึ่งๆคือ เสียงที่เปล่งออกมาครั้งหนึ่งๆ ดังที่ใช้อยู่ในตำาราอักขรวิธีว่า คำาเป็น คำาตาย และที่ใช้ในตำาราฉันทลักษณ์ว่า คำาครุ คำาลหุ หรือจำานวนคำา ที่ใช้ในวรรคหนึงๆ ของคำาประพันธ์ว่า โคลงบาทนันมี ่ ้เท่านั้นคำา เป็นต้น ความหมายที่สอง หมายความว่า คำาร้องท่อนหนึ่ง เป็นคำาหนึ่ง ดังที่ใช้ในคำากลอนบทละครต่างๆคือหมายความว่า คำากลอน ๒ วรรค เป็นคำาหนึ่งเช่น
  7. 7. ความหมายที่สาม หมายความว่า เสียง ที่พูดออกมา ได้ความหมายอย่างหนึ่ง ตามความ ต้องการของผู้พูดจะเป็นกี่พยางค์ก็ตาม เรียกว่า คำาหนึ่ง บางคำามีพยางค์เดียว มีหลายพยางค์ ดังตัวอย่าง  ‘นา’ (ที่ปลูกข้าว) เป็นคำา ๑ มีพยางค์ ๑ ‘นาวา’ (เรือ) เป็นคำา ๑ คำา มี ๒ พยางค์ ‘นาฬิกา’ (โมงหรือทุ่ม) เป็นคำา ๑ มี ๓ พยางค์ เป็นต้น
  8. 8. เค้า เงื่อ นของคำา คำาไทยแต่เดิมมักมีพยางค์เดียวโดดๆคล้ายกับคำาภาษาจีน ซึ่งใกล้เคียงกัน เช่น พ่อแม่ เงิน ทอง ดิน นำ้า ลม ไฟ ม้า ช้าง เป็ด ไก่เป็นต้น ภายหลังรับเอาคำาภาษาอื่น เช่น บาลีและสันสกฤต ซึ่งมักมีหลายๆ พยางค์มาใช้ จึงได้มีพยางค์มากออกไป เช่น บิดา มารดาสุวรรณ ปถวี อุทก อัคคี สุนัข สุกร เป็นต้น
  9. 9. คำาเหล่านีในภาษาอื่นออกเสียงมี ้พยางค์มากกว่าที่เราใช้อยู่ เนื่องจากภาษาไทยเคยใช้คำาน้อยพยางค์ เราจึงมาตัดทอนให้น้อยพยางค์ลงกว่าภาษาเดิมที่ยืมมา เช่น สุ – ขะ ตัดเป็น สุข พา – ละ ตัดเป็น พาล(พาน) กุ – สะ – ละ ตัดเป็น กุศล(กุ – สน) กาญ – จะ – นะ ตัดเป็น กาญจน์ (กาน)
  10. 10. ความแตกต่างระหว่างคำากับพยางค์ คำา พยางค์๑) เสียงทีเปล่งออกมาต้องมี ่ ๑) เสียงที่เปล่งออกมาความหมายอาจมีกพยางค์ี่ แต่ละครั้งถือเป็น ๑ พยางค์ก็ได้ ๒) พยางค์บางครั้งอาจมี๒) คำาพูด ๑ คำา มีจำานวน ความหมาย ถ้ามีความพยางค์ไม่เท่ากันเสมอไป หมายถือเป็นคำา๓) มีบางคำาทีเป็นพยางค์ ่ ๓) พยางค์เป็นส่วนหนึ่งและคำา เช่น อี อา ของคำา ประกอบกันเข้าเป็น๔) คำาเป็นหน่วยทีใหญ่กว่า ่ คำาพยางค์หรืออย่างน้อยทีสุด ่ ๔) พยางค์ประกอบด้วยก็เท่ากับพยางค์ ส่วนต่างๆ ตั้งแต่ ๓ ส่วนถึง ๕ ส่วน ดังตัวอย่างเช่น นา มีส่วนประกอบ ๓
  11. 11. การสร้า งคำา ในภาษาไทย จากคุณสมบัติคำาไทยเป็นคำาโดดหรือ คำาพยางค์เดียว จึงทำาให้คำาไทยมีจำานวนจำากัดไม่เพียงพอสำาหรับการตั้งชื่อ คน สัตว์สิ่งของ ตลอดจนบอกอาการความรู้สึกต่างๆ จึงต้องหาวิธการสร้างคำาศัพท์ให้มีจำานวนมากขึ้น ีซึ่งมีวิธีการดังนี้ สร้างโดยการประสมคำา สร้างโดยการแยกระดับเสียงของคำาให้มีระดับต่างกัน สร้างโดยการเลียนแบบภาษาต่างประเทศ สร้างโดยการบัญญัติศัพท์
  12. 12. การสร้า งคำา ในภาษาไทยโดยการ ประสมคำา การประสมคำา หมายถึงการนำาคำาศัพท์ตั้งแต่ ๒ คำาขึ้นไป มารวมกันเข้า ได้คำาศัพท์ใหม่ขนมา วิธี ึ้การประสมคำาที่ปรากฏในภาษาไทยแล้วเกิดคำาใหม่ขึ้นมา ได้แก่ คำาประสม คำาซำ้า คำาซ้อน คำาคู่
  13. 13. ก่อนกล่าวถึงรายละเอียดของการสร้างคำาแต่ละแบบ ควรได้ทำาความเข้าใจเกี่ยวกับ คำามูลก่อน ดังนี้ คำา มูล หมายถึง คำาที่มีมาในภาษาเดิม หรือเป็นคำาพื้นฐานของภาษา ส่วนมากเป็นพยางค์เดียวและเป็นคำาที่เรียกสิงต่างๆ ตลอดจนอาการ ่ที่จำาเป็นของมนุษย์ คำามูลจะเป็นคำาไทยแท้หรือคำาในภาษาอื่นก็ได้ มีลักษณะที่สงเกตได้ดังนี้ ั
  14. 14. ๑.เป็นพยางค์เดียวโดดๆ มีความหมายในตัวเอง เช่น คำาที่ใช้เรียกขานสิ่งต่างๆ ดังนี้คำา สรรพนาม เช่น ฉัน กู มึง เขา สู แกคำา บอกจำา นวนนับ เช่น หนึง สอง ่ สาม...คำา เรีย กเครือ ญาติ เช่น พ่อ แม่ พี่ น้อ ง ปู่ ย่า ตา ยายคำา เรีย กอวัย วะต่า งๆ ของร่า งกาย เช่น แขน ขา หัว ผม ปากคำา เรีย กชือ เครื่อ งใช้ใ นบ้า น ่ เช่น หม้อ จาน ชาม ถ้ว ยคำา ทีใ ช้เ รีย กเครื่อ งมือ ประกอบอาชีพ ่ เช่น มีด ขวาน จอบ เสีย ม
  15. 15. ๒.เป็นคำาทีประกอบด้วยหลาย ่พยางค์ แต่ถ้าแยกพยางค์เหล่านันออก ้จะไม่มความหมายในภาษาหรือถ้ามี ีความหมาย ความหมายนันก็ไม่ใกล้ ้เคียงกับคำาเดิมเมื่อรวมพยางค์ เช่นกระถาง กระป๋อง สายยู อาชญาเป็นต้น
  16. 16. คำา ประสม (COMPOUND WORD) หมายถึง คำาที่เกิดจากการนำาคำามูลตั้งแต่ ๒ คำาขึ้นไปมารวมกันเข้าแล้วเกิดเป็นคำาใหม่ มีความหมายต่างไปจากคำามูลเดิม หรือเพียนไปเล็ก ้น้อย โดยใช้คำาที่มความหมายเด่นเป็น ีคำาหลัก หรือเป็นหลักฐานแล้วนำาคำาที่มีความหมายรองลงไปมาขยายไว้ข้างหลัง คำาประสมมีหลายลักษณะ ดังนี้
  17. 17. ๑.๑ คำาประสมที่เกิดจากนำาคำามูลที่มีความหมาย ต่างกันประสมกัน แล้วมีความหมายต่างไปจาก ความหมายเดิม แต่ไม่ทิ้งเค้าความเดิม เช่น นำ้าปลา = นำ้า หมายถึง ของเหลว ปลา หมายถึง สัตว์นำ้าชนิดหนึง่ สองคำารวมกัน หมายถึง นำ้าที่ใช้ปรุงอาหาร มี รสเค็ม แม่นำ้า = แม่ หมายถึง หญิงผู้ให้ กำาเนิด นำ้า = ของเหลว สองคำารวมกัน หมายถึง สายนำ้า คำาประสมที่เกิดจากนำาคำามูลที่มีเนื้อ ความต่างกันมาประสมกัน มีความใกล้เคียงกับ
  18. 18. คำา ประสมที่เ กิด จากนำา คำา ที่ย อ ่มาจากคำา ยาวๆ แล้ว นำา ไปประสมกับคำา มูล เกิด เป็น คำา ศัพ ท์ใ หม่แ ต่ย ัง รัก ษาความหมายของคำา เดิม แต่ล ะคำา เอาไว้ได้แ ก่ค ำา ว่า ผู้ ที่ ของ เครื่อ ง หมอ ชาวช่า ง นัก เช่น ช่า ง + ไม้ เป็น ช่า งไม้ แปลว่า คนชำา นาญด้ว ยการทำา ของใช้ด ้ว ยไม้ นัก + ร้อ ง เป็น นัก ร้อ ง แปลว่า คนที่เ ก่ง ในการร้อ งรำา ทำา เพลง คำา ประสมที่เ กิด จากการเอาคำา
  19. 19. คำา ประสมที่เ กิด จากการนำาคำา มูล ซึ่ง มีร ูป เสีย ง และความหมายต่า งกัน แต่ต ัด พยางค์ห รือย่น พยางค์ใ ห้ส ั้น เข้า คล้า ยวิธ ีสมาสในภาษาบาลี เมื่อ ประสมกัน แล้ว มีค วามหมายเหมือ นเดิมก่อ นตัด ออกไป สถาผล มาจาก สถาพร + ผล (ผลอันยั่งยืน) สุมามาลย์ มาจาก สุมาลี +
  20. 20. ข้อ สัง เกตเกี่ย วกับ อัก ษรคำา ประสม ๑.คำา ประสมในภาษาไทย มีล ัก ษณะเหมือ นคำา สมาสต่า งที่ ถ้า เป็น คำา สมาสจะต้อ งเป็น คำา ทีม า ่จากภาษาบาลี และสัน สกฤตเท่า นัน ถ้า เป็น ภาษา ้อื่น นอกเหนือ จากนีถ ือ ว่า เป็น คำา ประสมทัง สิ้น ้ ้ ๒. การเรีย งคำา ประสมนัน ถ้า เป็น คำา ในภาษา ้ไทยก็เ รีย งคำา ตามระเบีย บคำา ภาษาไทย คือ คำา ทีม ี ่ความหมายชัด เจนเรีย งเป็น หลัก ไว้ข ้า งหน้า คำา ที่มีค วามหมายเป็น รองไว้ข ้า งหลัง เช่น วัง หลวง ปากกา นำ้า แข็ง กล้ว ยทอด แต่ถ ้า เป็น คำา ในภาษาบาลี สัน สกฤต การเรีย งคำา ก็เ ป็น ไปตามระเบีย บของภาษาทัง สอง คือ เอา ้คำา ทีม ค วามหมายรอง หรือ คำา ขยายไว้ข ้า งหน้า ่ ี
  21. 21. ๓. คำา ประสมทีเ กิด จากคำา มูล หลาย ่คำา มาประสมกัน เมือ เกิด เป็น คำา ใหม่ต ้อ ง ่ถือ ว่า คำา นั้น เป็น คำา ศัพ ท์เ พีย งคำา เดีย วเท่า นัน ้ ๔. คำา ศัพ ท์ท ข ึ้น ต้น ด้ว ยคำา ว่า ช่า ง ี่หมอ นัก ผู้ การ ความ เครื่อ ง ของ ที่ มักเป็น คำา ประสม ๕. คำา มูล ทีน ำา มาประสมกัน สามารถนำา ่มาประสมกัน ได้ ทัง คำา ไทยประสมคำา ไทยคำา ้ไทยประสมคำา ต่า งประเทศ และคำา ต่า งประเทศประสมคำา ต่า งประเทศ เช่น คำา ไทย + คำา ไทย เช่น พ่อตา โรงเรียนแม่นำ้า คำา ไทย + บาลี เช่น พลเมือง ผลไม้ หลักฐาน คำา ไทย + สัน สกฤต เช่น เศรษฐศาสตร์ ศิลปศึกษา
  22. 22. ๖. คำา ประสมมีต ง แต่ป ระสม ๒ คำา ั้ ประสม ๓ คำา และประสม ๔ คำา ประสม ๒ คำา เช่น ลูกคิด รองเท้า พัดลม รถราง ประสม ๓ คำา เช่น กล้องถ่ายรูป ผู้ใหญ่บ้าน ไม้หนีบผ้า ยางลบหมึก ประสม ๔ คำา เช่น กระเป๋าเดินทาง กระเป๋านำ้า
  23. 23. ๗.คำา ที่น ำา มาผสมกัน เป็น ได้ทัง คำา นาม สรรพนาม กริย า ้วิเ ศษณ์ สัน ธาน อุท าน เช่น คำา นาม + คำา นาม กล้วยแขก ไฟฟ้า ลูกเสือ ลมปาก เตาถ่าน พัดลม คำา นาม + กริย า กล้วยทอด เรือขุด นางห้าม
  24. 24. คำา ซำ้า( REDUPLICATION ) เป็นการประสมคำาที่เกิดจากนำาคำาพูดคำาเดียวกันมาพูด หรือเขียนซำ้าคำาตั้งแต่ ๒ ครั้งขึนไป เพื่อประโยชน์ใน ้การเปลี่ยนเสียง และเปลี่ยนแปลงความหมายให้แตกต่างกัน เวลาเขียนใช้ไม้ยมก (ๆ) แทนคำาหลัง ซึ่งมีการซำ้าคำาได้หลายลักษณะ ดังนี้ ๒.๑ ซำ้าคำาแล้วทำาให้ความหมายเปลี่ยนเป็นพหูพจน์ เช่น เด็กๆ ลูกๆ
  25. 25. ๒.๒ ซำ้า แล้ว มีล ัก ษณะเป็น สำา นวน ของกล้วยๆ เหล่านี้ เรื่องหมูๆ เหลือเกิน พูดหมาๆ อีกแล้ว ๒.๓ ซำ้า แล้ว มีค วามหมายแบ่ง แยกเป็น จำา นวน เช่น กวาดเป็นห้องๆ เขาทั้งหลานเดินมาเป็นคู่ๆ เขาใช้ดินสอหมดไปเป็นแท่งๆ
  26. 26. ๒.๔ ซำ้า แล้ว ทำา ให้น ำ้า หนัก ของคำา เพิ่มขึ้น เป็น การเน้น ความหมายของคำา เช่น พูดเท่าไรๆ ก็ไม่เชื่อ ฝนคงตกแน่ๆ เลย การซำ้า คำา เพื่อ เพิ่ม นำ้า หนัก ของคำา เพิ่มความหมาย อาจออกเสีย งวรรณยุก ต์ค ำาหน้า เปลี่ย นไปบ้า ง เช่น ผ้าย้าวยาว เธอส้วยสวย ๒.๕ ซำ้า แล้ว ให้น ำ้า หนัก หรือ ความหมายของคำา ลดจากเดิม เช่น เธอมีผวขาวๆ หน่อย ิ
  27. 27. ๒.๖ ซำ้า แล้ว ความหมายของคำา บ่งความไม่แ น่น อน ถ้า เกี่ย วกับ สถานที่ก ็ไม่เ จาะจงไปว่า เป็น จุด ใด หรือ ถ้าเกี่ย วกับ เวลา ก็ไ ม่เ จาะจงเวลาลงไปเช่น เขายืนอยูแถวๆ สะพาน ่ เขายืนอยูใกล้ๆ หอสมุด ่ ให้คณมาพบฉันตอนเที่ยงๆ นะคะ ุ ๒.๗ ซำ้า แล้ว บ่ง ความเป็น พวกเดีย วกัน หรือ สภาวะอย่า งใดอย่า งหนึ่ง เช่น
  28. 28. ๒.๘ ซำ้า แล้ว มีค วามหมายบ่ง ถึง การเคลือ นไหวที่ด ำา เนิน ติด ต่อ กัน เช่น ่ เธอร้องไห้นำ้าตาหยดเผาะๆ เชียว เขาโขลกๆ นำ้าพริกดังลันบ้าน ่ เธอเถียงแม่ฉอดๆ เลยแหล่ะ ๒.๙ คำา ซำ้า บางคำา มีล ก ษณะเลีย นเสีย ง ัธรรมชาติ เช่น เสีย งสัต ว์ เพื่อ เลีย นเสีย งธรรมชาติ เป็น ต้น ฝนตกซูๆ ่ นำ้าไหลจ๊อกๆ ไก่ร้องเจียบๆ ๊
  29. 29. ๒.๑๐ คำา ซำ้า บางคำา เปลี่ย นเสีย งสระให้เพี้ย นไปบ้า ง แต่ไ ม่ม ากนัก เช่น เปรี้ยงๆ เพี้ยนเป็น เปรี้ยงป้าง เจี้ยวๆ เพี้ยนเป็น เจี้ยวจ้าว เหง่งๆ เพี้ยนเป็น เหง่งหง่าง ๒.๑๑ มีค ำา ซำ้า บางคำา เปลี่ย นเสีย งคำาหน้า ให้ก ร่อ นลง ส่ว นใหญ่ใ ช้ใ นกาพย์กลอน คำา ซำ้า ลัก ษณะนีภ าษาบาลีเ รีย กคำา ้อัพ ภาส สัน สกฤตเรีย ก อัภ ยาส เช่น แย้มแย้ม กร่อนเป็น ยะแย้ม ยิบยิบ กร่อนเป็น ยะยิบ ลิ่วลิ่ว กร่อนเป็น ละลิ่ว
  30. 30. ๒.๑๒ มีค ำา ซำ้า พวกหนึง มีล ัก ษณะเป็น คำา ่ ๒ คู่ แต่ม ีค ำา ซำ้า กัน เพีย ง ๑ คู่ เท่า นัน และ ้ คำา ที่ไ ม่เ หมือ นกัน นัน มีค วามหมายใกล้ ้ เคีย งกัน คำา ซำ้า ชนิด นี้เ รีย กว่า คำา ซำ้า ในคู่ เช่น กินจุบกินจิบ เข้าด้ายเข้าเข็ม คาหนังคาเขา ในรั้วในวัง แม่สอแม่ชัก ื่ ได้เรื่องได้ราว   
  31. 31. ข้อ สัง เกตเกี่ย วกับ คำา ซำ้า ๑.ไม้ย มกในภาษาไทย จะใช้ภาษาเฉพาะกับ คำา ซำ้า เท่า นั้น คำาอื่น ที่เ ป็น คำา เดีย วจะไม่ใ ช้ไ ม้ย มก เช่น เขาสวมเสือสีดำาๆ (คำาซำ้า) ้ เขาสวมเสือดำา ดำานา ้ (ไม่ใช่คำาซำ้า) ๒. คำา ศัพ ท์ใ นภาษาไทย มีค ำา บางคำา ไม่เ คยใช้เ ป็น คำา ซำ้า เลย เช่นหนัง สือ มะม่ว ง แขน เท้า แต่ค ำา อีกพวกหนึ่ง จะใช้เ ป็น คำา ซำ้า เสมอ เช่นนึก ออกเลาๆ แล้ว พูด อยู่ห ยกๆ ข้า ว
  32. 32. ๓. มีค ำา ไทยบางคำา อาจพูดซำ้า ก็ไ ด้ ไม่ซ ำ้า ก็ไ ด้ เพราะความหมายของคำา คงเดิม เสมอ เช่น ส่งอยู่ ค่อ ย ผี ๔. คำา ซำ้า เป็น คำา ที่ส ร้า งขึ้นเพื่อ ให้ม ีค ำา ใช้ม ากขึ้น แม้ว ่า เมื่อซำ้า กัน แล้ว จะมีเ ค้า ความหมาย แต่คำา นี้ก ็ม ีค วามหมายเฉพาะของมัน
  33. 33. ๕. คำา ชนิด ต่า งๆ ในภาษาไทยสามารถนำา มาสร้า งคำา ด้ว ยวิธ ีก าร ซำ้าคำา ได้เ กือ บทั้ง หมด เช่น ซำ้าคำานาม เช่น เด็กๆ หนุ่มๆสาวๆ ซำ้าคำาลักษณะนาม เช่น โหลๆ คูๆ ่ฟุตๆ ซำ้าคำาสรรพนาม เช่น ใครๆ หล่อนๆ ซำ้าคำากริยา เช่น เดินๆ วิ่งๆนอนๆ ซำ้าคำาวิเศษณ์ เช่น ดีๆ เบาๆ
  34. 34. คำา ซ้อ น คือ คำา ประสมประเภทหนึ่ง ที่เ กิดจากการนำา เอาคำา มูล ที่ม ีค วามหมายเหมือ นกัน หรือ คล้า ยกัน ตั้ง แต่ ๒ คำาขึ้น ไปมารวมกัน เกิด เป็น คำา ศัพ ท์ข น ึ้ใหม่ อาจจะมีค วามหมายต่า งหรือเพีย นไปจากเดิม คำา ซ้อ นในภาษาไทย ้ปรากฏในลัก ษณะดัง นี้
  35. 35. ๑. คำา ซ้อ นเกิด จากคำา ไทยถิ่นซ้อ นคำา ไทยถิ่น เช่น เสือสาด บ้านเรือน ดูแล ่ เร่าร้อน คิดอ่านเกียจคร้าน เสียหาย ขบกัด ข่มเหง๒. คำา ซ้อ นเกิด จากคำา ไทยปัจ จุบ น ัซ้อ นคำา ไทยโบราณ เช่น กลิ่นอาย (อาย = กลิ่น) หนุ่มเหน้า(เหน้า หนุ่ม)
  36. 36. ๓. คำา ซ้อ นเกิด จากคำา ไทยซ้อ นคำา ต่า งประเทศที่เ ป็น คำา ยืม เช่น ๓.๑ คำา ไทยซ้อ นคำา เขมร เช่น เล่าเรียน ดั้งเดิม ละเอียดลออ ๓.๒ คำา ไทยซ้อ นคำา บาลี เช่น พลเมือง หลักฐาน ข้าทาส ๓.๓ คำา ไทยซ้อ นสัน สกฤต เช่น สร้างสรรค์ นงลักษณ์ รังสรรค์ ๓.๔ คำา ไทยซ้อ นคำา ต่า งประเทศอื่น
  37. 37. ๔.คำา ต่า งประเทศเป็น คำา ยืม ซำ้า กับ คำา ยืม ด้ว ยกัน ดัง นี้ ๔.๑ คำา บาลี สัน สกฤต ซ้อ น คำา บาลี สัน สกฤต ด้ว ยกัน เช่น คชสาร พนาวัน ชลธาร ชลาสินธุ์ อิทธิฤทธิ์ ยานพาหนะ ๔.๒ คำา เขมรซ้อ นคำา เขมร เช่น เลอเลิศ สรงสนาม ขมีขมัน เฉลิมฉลอง ๔.๓ คำา บาลี สัน สกฤต ซ้อ น คำา เขมร
  38. 38. ๕.คำา ซ้อ นคำา บางคำา มีล ัก ษณะเป็น คำา ซ้อ นสองคู่ มัก มีเ สีย งสัม ผัส กับ คำา กลาง เพือ ให้อ อกเสีย งได้ง า ยขึ้น และ ่ ่ สละสลวยขึ้น เช่น อิ่มหมีพีมน ั เก็บหอมรอมริบ เจ็บไข้ได้ปวย ่ ช่วยเหลือจุนเจือ ซื้อง่ายขายคล่อง บ้านช่องห้องหอ วัดวาอาราม จับมือถือแขน
  39. 39. ประโยชน์ข องคำา ซ้อ น๑. ซ้อ นคำา แล้ว ช่ว ยเน้น ความของคำา ให้ช ด เจน ั ขึ้น เพื่อ ไม่ใ ห้เ กิด ความเข้า ใจผิด ในกรณีท ี่ คำา นัน มีเ สีย งคล้า ยกัน หรือ เสีย งพ้อ งกัน เช่น ้ เสียง ฆ่า ข้า ค่า พ้องกัน จึง ซ้อ นคำา เพื่อ เน้น ความหมาย เช่น ฆ่าฟัน ข้าทาส ข้าเจ้า คุณค่า๒. ซ้อ นคำา แล้ว ช่ว ยอธิบ ายความหมายของคำา หนึง คำา ให้แ จ่ม แจ้ง เช่น ่ เสือสาด ่ ใช้คำาว่า เสื่อ อธิบายความหมายว่า สาด ซึ่งเป็น ภาษาถิ่น บ้านเรือน ใช้คำาว่า บ้าน อธิบายความหมายว่า
  40. 40. ๓. ซ้อ นคำา แล้ว ช่ว ยเน้น ความหมายของคำา ให้ช ด ขึ้น เช่น ั เด็ดขาด ดูแลขัดขืน กีดกัน ชักจูง ลากถูก ๔. ซ้อ นคำา แล้ว ช่ว ยให้เ กิด ความหมายใหม่ใ นเชิง อุป มาอุป ไมย เช่น แจ่มใส เดือดร้อนขัดข้อง ซักฟอก เล้าโลม ทักทาย ๕. ซ้อ นคำา แล้ว ช่ว ยให้เ กิด ความไพเราะสละสลวยของเสีย ง ทำา ให้
  41. 41. ๖. ซ้อ นคำา แล้ว ช่ว ยให้เ กิด คำา ศัพ ท์ใ หม่ขึ้น มาในภาษา มีค วามหมายใหม่ เช่น ขัด ข้อ ง ขัด ขวาง ขัด แย้ง ขัด ขืน ขัดข้อง หมายถึง ไม่ปฏิบติตามได้ ั ขัดขืน หมายถึง ต่อต้านผูกระทำาร้าย ้ตน ขัดขวาง หมายถึง การกระทำาที่ต้องการให้เกิดอุปสรรค ต่อการทำางาน ขัดแย้ง หมายถึง มีความเห็นไม่
  42. 42. คำา คู่ ( EUPHONIC COUPLET) คือ คำา ทีเ กิด จากการนำา เอา ่คำา มาออกเสีย งซำ้า กัน แต่เ ปลีย น ่สระหรือ ตัว สะกดให้ต ่า งกัน ออกไป เพื่อ ให้เ กิด ความสะดวกเวลาออกเสีย ง คำา คู่จ ึง เป็น คำา ซำ้า ชนิดหนึ่ง ที่ซ ำ้า เพื่อ ให้อ อกเสีย งสะดวกรื่น หู และกลมกลืน กัน คำา คู่น ี้พระยาอนุม านราชธน เรีย กชื่อ ว่า
  43. 43. สาเหตุท ี่เ กิด คำา คู่ เนื่อ งมาจากการผลัก ดัน ขณะออกเสีย งเพื่อ ให้เ กิด ความกลมกลืน กัน มีล ก ษณะสำา คัญ ดัง นี้ ั ๑. คำา คู่ท ี่เ กิด จากคำา ทีม ีเ สีย งเดิม ไม่ ่สมดุล กัน จึง ออกเสีย งใหม่ใ ห้ม ีเ สีย งสมดุลกัน เป็น คู่ๆ เช่น สะกิดเกา เป็น สะกิดสะเกา ขโมยโจร เป็น ขโมยขโจร ๒. คำา คู่ท เ กิด จากคำา ไทยที่ม ีเ สีย งตัว สะกด ี่แม่ กก ในคำา หน้า เมื่อ ออกเสีย งแล้ว เสีย งคอนกัน จึง ใช้ค ให้ค ู่ก ัน เพื่อ ไม่ใ ห้เ สีย งคอนกัน เช่น
  44. 44. ๓. คำาคู่ที่ยืดเสียงจากคำา พยางค์เดียวออกเป็นสองพยางค์ โดยถือเอา อักษรของคำาแรกเป็นหลัก ออกเสียงพยางค์หลัง ให้มเสียงสระต่างออกไปตามแต่จะออกให้ ี สะดวกปาก คำาหลังที่ยืดเสียงออกไปนี้ไม่มีความ หมาย (มีลักษณะเป็นเหมือนสร้อยคำา) เช่น  ดูเดอ กินแกน กวาด แกวด กวาดเกวิด ง่อนแง่น สวยเสย ไปเปย สอนเสิน ซื้อเซ้อ
  45. 45. ๔.คำา คูท ี่เ กิด จากการแทรกเสีย งสระ ่ พยัญ ชนะ หรือ ยืด เสีย งตรงกลางคำา เพื่อ ให้ มีค วามไพเราะ เช่น ชีวาตย์ เป็น ชีวาวาตม์ พิมพิไล เป็น พิมพิลาไล  ๕. คำา คูท ี่เ กิด จากการออกเสีย งสระ ่ หลัง คูก ับ สระหน้า ในระดับ เสีย งเดีย วกัน ่ คือ อาจเป็น ระดับ เสีย งสูง ระดับ เสีย งกลาง และระดับ เสีย งตำ่า คำา ที่อ อกเสีย งคุก ัน นีส ว น ่ ้ ่ มากเป็น คำา ที่ม อ ก ษรตัว เดีย วแต่ม ส ระต่า ง ี ั ี กัน เช่น กรุ้มกริ่ม นุ่มนิม บูบี้ คู่คี่ โมเม ่ ้
  46. 46. ๖. คำา คูท ี่เ กิด จากการแปลงเสีย ง ่ของตัว สะกดในคำา หลัง ให้เ ป็น เสีย งนาสิก ในวรรคเดีย วกัน กับ ตัว สะกดของคำา หน้า มีท ั้ง ที่ค งสระไว้ต ามเดิมและเปลี่ย นแปลงสระไปด้ว ย เช่น นอบน้อม รวบรวม ทาบทาม หลีกเลี่ยง ถอดถอน ออดอ้อน ๗. คำา คูท ี่ม าจากคำา หน้า มีต ว ่ ัสะกดในแม่ กด กน เกย แต่จ ะมาเปลี่ย นตัว สะกดคำา หลัง ให้เ ป็น แม่เ กย
  47. 47. การสร้า งคำา ไทยโดยการแยกเสีย ง ของคำา ให้ม ีร ะดับ ต่า งกัน ลักษณะการสร้างคำาแบบนี้ หมายถึง การใช้เสียงวรรณยุกต์ เป็นเครื่องกำาหนดความหมายของคำา เพราะภาษาไทยมีส่วนประกอบของพยางค์ หรือคำาอยู่๓ ส่วน คือ พยัญชนะ สระ และวรรณยุกต์เมื่อใดออกเสียงวรรณยุกต์ของคำาให้ต่างกัน ความหมายของคำานั้นก็จะเปลี่ยนไปด้วย จึงเป็นผลทำาให้คำาไทยมีจำานวนคำามากขึ้น เป็นวิธการสร้างคำาแบบหนึ่งใน ี
  48. 48. การสร้า งคำา ไทยโดยการเลีย น แบบภาษาต่า งประเทศ ๑. สร้า งโดยเลีย นวิธ ส ร้า งคำา ใน ีภาษาเขมร มีก ารสร้า งคำา โดยการเติม คำา หรือ พยางค์ไ ปที่ค ำา เดิม ดัง นี้ ๑.๑ เติม หน้า คำา ได้แก่ การเพิ่มพยางค์เข้าข้างหน้าคำาเดิมโดยเติม บัง บรรประ กำา กระ กรร อะ เข้าหน้าคำาเพื่อให้เข้าสละสลายขึ้น เช่น คบ เป็น ประคบ บัง เป็น กำาบัง
  49. 49. ๑.๒ เติม หลัง คำา ได้แก่ การเพิ่มพยางค์หรือ คำาเข้าข้างหลังคำาศัพท์เดิม โดยเมื่อเพิ่มเข้าไปแล้วความหมายของคำาเดิมไม่เปลี่ยนแปลง และคำาที่เพิ่มเข้าไปก็ไม่ต้องการคำาแปลแต่อย่างใด เช่น เคห เป็น เคหา โมห เป็น โมหา ๑.๓ เติม กลาง คือ การเพิ่มพยัญชนะแทรกลงในระหว่างกลางของคำาที่เป็นคำาโดด แต่ไม่ทำาให้ความหมายของคำาเปลี่ยนแปลงไป คำาที่เติมกลางแบบนี้ไม่มีมาตรฐาน แน่นอน ส่วนมากเป็นคำาที่มีอยู่ในภาษาโบราณ การเติมกลางคำาในลักษณะนี้เลียนแบบการลงอาคมของภาษาเขมร เช่น
  50. 50. การสร้า งคำา โดยวิธ ีก าร บัญ ญัต ิศ ัพ ท์ ศัพท์บญญัติ หมายถึง คำาศัพท์ที่คด ั ิขึ้นมาเพื่อแทนคำายืม ไม่ใช่คำาศัพท์ที่คิดขึ้นมาใช้ตั้งแต่ดั้งเดิม ส่วนมากบัญญัติขึ้นมาใช้แทนคำาศัพท์ภาษาอังกฤษ ซึ่งเข้ามาพร้อมกับวัฒนธรรมด้านต่างๆ ซึ่งศัพท์บัญญัติในภาษาไทย อาจแบ่งตามลักษณะได้ดังนี้ ๑. บัญญัติจากคำาไทย เช่น ไฟฟ้าพัดลม ตู้เย็น โรงเรียน เป็นต้น ๒. บัญญัติขึ้นมาจากคำาไทยกับคำายืมที่มีอยู่แล้วในภาษาไทย เพื่อใช้แทนคำาที่นำาเข้ามาใหม่ และยังไม่คนเคย เช่น โรงพยาบาล ุ้(พยาบาล = บ.) จักรเย็บผ้า
  51. 51. การสร้า งคำา โดยการ ยืม คำา การยืมคำาภาษาต่างประเทศเข้ามาใช้ ในภาษาไทยนั้น เป็นไปโดยไม่ตั้งใจ แต่ เป็นไปตามธรรมชาติของภาษา นั่นคือ สังคมที่อยูใกล้ชิดกันย่อมมีการและเปลี่ยน ่ วัฒนธรรมกัน และแน่นอนภาษาย่อมเข้ามา พร้อมกับการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม นั้น ด้วย 
  52. 52. โดยสรุป ภาษาไทยเป็น ภาษาตระกูลคำา โดด คำา ส่ว นมากจึง มีพ ยางค์เ ดีย วและมีค วามหมายสมบูร ณ์ใ นตัว เองแต่ป จ จุบ น กลับ พบว่า คำา ไทยกลาย ั ัเป็น คำา มากพยางค์ข น ซึ่ง มูล เหตุ ึ้สำา คัญ เกิด จาก ๒ ประเด็น คือ จากผู้ใช้ภ าษาเอง และจากความต้อ งการให้ม ค ำา ศัพ ท์ใ ช้พ อเพีย งกับ ความ ี
  53. 53. ๑.สร้างโดยวิธีการประสมคำา ด้วยวิธีของคำาประสม,คำาซำ้า,คำาซ้อน,และคำาคู่ ๒.สร้างโดยการแยกระดับเสียงของคำาให้มระดับต่างกัน การสร้างแบบนีอาศัยเสียง ี ้วรรณยุกต์เพื่อแยกความหมายของคำาให้มีความหมาย แตกต่างกันออกไป ๓. สร้างโดยการเลียนแบบภาษาต่างประเทศ เป็นวิธีการสร้างคำาที่เลียนแบบวิธีการมาจากภาษาบาลี-สันสกฤต และเขมร ๔. สร้างโดยการบัญญัติศัพท์ เป็นการสร้างคำาที่เกิดเนืองจากความเจริญก้าวหน้าทาง ่เทคโนโลยี เกิดอุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้ใหม่ๆขึ้น
  54. 54. โครงสร้า งของภาษาไทย :ระบบประโยค
  55. 55. ความหมายของประโยค พระยาอุปกิตศิลปสาร (๒๕๔๓ : ๑๙๑-๑๙๒) ได้แสดงแง่คิดเกี่ยวกับความหมาย ลักษณะของประโยคไว้ในหมวดวากยสัมพันธ์ว่า“วากยสัมพันธ์ในที่นี้เป็นภาษาบาลี แปลเอาความว่าความเกี่ยวข้องของคำาพูดต่างๆ ในภาษาไทยของเรา” เพราะข้อความที่เราใช้พูดกันก็ดี หรือเขียนเป็นเรื่องราวก็ดี ย่อมต้องเอาคำาต่างๆ มาเรียงติดต่อกันไปจนได้ความอย่างหนึ่งๆ และคำาต่างๆ ที่นำามาเรียงเป็นข้อความนั้น ล้วนมีความ สัมพันธ์เกี่ยวกันทั้งนัน ความเกี่ยวข้องของคำาต่างๆ ในถ้อยคำาตอน ้หนึงๆ เช่นนีเรียกว่า “ วากยสัมพันธ์” และยังได้ ่ ้
  56. 56. ส่ว นประกอบของประโยค ในหนังสือหลักภาษาของพระยาอุปกิตศิลปสารบอกไว้ว่า ประโยคหนึ่งๆ แบ่งเป็น ๒ภาค คือ ภาคประทาน และภาคแสดง ภาคประธาน ถือเป็นส่วนสำาคัญของข้อความ ที่ผพูดหรือผู้เขียนกล่าวขึ้น เพื่อ ู้แสดงให้เห็นว่ามีผกระทำากริยาว่าเป็นใคร หรือ ู้อะไร ส่วนมากเป็นคำานามหรือสรรพนาม เช่น ฝนตกหนัก ภาคประธานเป็นคำานาม เขามีนองชายตัวเล็กๆ ้ ภาคประธาน
  57. 57. ภาคแสดง เป็นตอนที่แสดงอาการของประธานให้ได้ความครบว่าประธานได้แสดงอาการอย่างนั้น อย่างนี้ เช่น ฝนตก หอพักพัง ฉับขับรถยนต์ ในภาคแสดงนี้มีบทช่วยกริยาอยู่ ๒ส่วน คือ บทกรรม และบทวิกัตการกิ บทกรรม มีหน้าที่ช่วยกริยาที่มีความกระจ่างเต็มในตัวให้มีความสมบูรณ์ขึ้น กริยาชนิดนี้ชื่อว่า สกรรมกริยา และตัวที่มาช่วยกริยาให้สมบูรณ์นั้นเรียกว่า บทกรรม เช่น แมวกัดหนู
  58. 58. บทวิก ัต ิก ารก เป็นบทช่วยกริยา วิกตรรถกริยา ซึ่งเป็นกริยาที่ไม่มีความสมบูรณ์ในตัวเองต้องอาศัยกลุ่มคำามาต่อท้าย เพื่อทำาหน้าที่คล้ายกับขยายความ แต่คำาในบทวิกัติการกนี้ไม่ใช้คำาวิเศษณ์แต่เป็นคำานาม หรือสรรพนาม เช่น เขาพูด ว่า เป็น วิตรรถกริยา นายแดงเป็น เป็น วิตรรถกริยา เขาคล้า ย เป็น วิตรรถกริยาเมื่อเติมบทวิตรรถกริยาแล้ว ดังนี้ เขาพูดว่าแมวตายแล้ว เป็น บทวิกัติการก
  59. 59. สรุปแล้วประโยคหนึ่งประโยค ต้องประกอบด้วยภาคประธาน และภาค แสดง ในบทประธาน มีประธานเป็นส่วน สำาคัญ ภาคแสดงมีบทกริยา และบทกรรม เป็นส่วนสำาคัญ ซึงในบทกริยาอาจประกอบ ่ ด้วย สกรรมกริยา อกรรมกริยาแล้วแต่ กรณี หรือ บทวิกตรรถกริยา แล้วแต่เนื้อ ความของประโยคนั้น 
  60. 60. การสร้า งประโยค หรือ การ เรีย งลำา ดับ เข้า ประโยค การสร้างประโยค หรือการเรียงลำาดับเข้า ประโยคมีข้อควรคำานึงดังต่อไปนี้ การนำาคำามาเรียงเข้าประโยคต้องให้ ถูกต้องตามหลักภาษาและความนิยม เช่น  เขาถูกเชิญไปปรากฏตัว เปลี่ยนเป็น เขา ได้รับเชิญไปปรากฏตัว ต่อไปนี้เขาจะมาในเพลง เปลี่ยนเป็น ต่อ ไปนีเขาจะร้องเพลง ้ เธอจับรถไฟเข้ากรุงเทพฯ เปลี่ยนเป็น เธอ โดยสารรถไฟเข้ากรุงเทพฯ 
  61. 61. การเลือ กใช้ถ ้อ ยคำา มาใช้ ต้อ งให้เหมาะสมกับ ฐานะของบุค คล เช่นกิน : กษัตริย์ ใช้คำาว่า เสวย พระ ใช้คำาว่า ฉัน คนธรรมดาใช้คำาว่า รับประทาน ๓. ในภาษาไทยถือ ว่า การนำา คำา มาเรีย งเข้า ประโยคเป็น เรื่อ งสำา คัญ ถ้า นำาคำา ๆ เดีย วกัน มาเรีย งเข้า ประโยคที่ต า ง ่ตำา แหน่ง กัน ความหมายจะเปลีย นไป เช่น ่ ฉันดูพี่ ( พี่ ) เป็นผู้ถูกกระทำา พี่ดูฉัน (พี่ ) เป็นผู้กระทำาเอง
  62. 62. ๔. การเรียงคำาเข้าประโยคในภาษาไทย ถ้าเป็น ประโยคปกติจะเรียงในลำาดับ ดังนี้ ประธาน - กริย า น้อง นอน ประธาน - กริย า - กรรม แมว กัด ฉัน ประธาน - กริย า - บทวิก ัต ิ การก เขา คล้าย พ่อ ประธาน - กริย า - (กรรม) - บทขยาย น้อง ตี แมว ตายคา ที่ (ตายคาที่ ขยาย ตี)
  63. 63. ๕. เนื่อ งจากภาษาไทยเป็นภาษาคำา โดด ดัง นั้น คำา ทุก คำา จึง มีอิส ระที่จ ะนำา ไปใช้ใ นประโยคได้โ ดยไม่เ ปลี่ย นแปลงรูป คำา ไม่ว ่า คำา นั้น จะปรากฏในตำา แหน่ง ใดของประโยค ๖. คำา ๆ เดีย ว ถ้า นำา ไปเรีย งในประโยคผิด ที่ก ัน ความหมายจะเปลี่ย นไปพร้อ มทัง หน้า ทีข องคำา นั้น ก็ ้เปลี่ย นไปด้ว ย เช่น คนแก่เดินช้า เป็นคำาวิเศษณ์
  64. 64. รูป ประโยค รูปประโยคจะเป็นชนิดใด สังเกตจากคำาขึ้นต้นประโยคเป็นสำาคัญ ซึ่งแบ่งได้ ๕ รูปดังนี้ ๑. ประโยคกรรตุ คือ ประโยคที่มีประธานขึ้นต้นประโยค หรือประโยคที่เอาผู้แสดงอยู่หน้าประโยค แล้วจึงตามด้วยภาคแสดงต่อไป เช่น ผูช ายคนนี้ขุดดิน ้ ใครมาที่บานของฉัน ้ สุน ัข กัดแมว
  65. 65. ๒. ประโยคกรรม คือ ประโยคที่น ำาเอากรรมาขึ้น ต้น ประโยคหรือ มาเป็นประธานของประโยค เช่น ดิน ถูกคนขุด แมวถูกสุนัขกัด ปลาติดเบ็ด ๓. ประโยคกริย า คือ ประโยคที่เ อากริย ามาขึ้น ต้น ประโยคเพื่อ ต้อ งการให้กริย านั้น เด่น ขึ้น คำา กริย าที่น ำา มาใช้ใ นประโยคมีค ำา ๓ คำา คือ มี เกิด ปรากฏเช่น มีพายุเกิดขึ้นกลางดึก
  66. 66. ๔.ประโยคการิตคือรูปประโยคกรรตุหรือประโยคการิตนั่นเอง แต่มีการิตการก (ผู้รับใช้) เพิมเข้ามา เช่น ่ แม่ใ ช้น ัก เรีย นถอนหญ้า เขาให้ค นรัก ถักเสือให้ ้ ๕. ประโยคกริยาสภาวะมาลา กริยาสภาวมาลา คือ กริยาที่กล่าขึ้นมาลอยๆโดยไม่มีประธาน และกริยาตัวนั้นทำาหน้าที่เหมือนคำานาม ทำาหน้าทีเป็น ่ประธานของประโยคได้ เช่น เดิน เล่น ตอนเช้าเป็นการออก
  67. 67. ประเภทของประโยคถ้าแบ่งประโยคตามจุดมุ่งหมายของการใช้สื่อสารสามารถแบ่งได้ ๔ ประเภท คือ ๑. ประโยคบอกเล่า หมายถึงประโยคที่ม ีเ นื้อ ความบอกเรื่อ งราว เล่าเรื่อ งความเป็น ไปต่า งๆ ให้ร ู้ เช่น นกบินไปในอากาศ แดงและดำาทำาขนมกันที่บาน ้ ๒. ประโยคปฏิเ สธ หมายถึง ประโยคที่ม ีเ นื้อ ความบอกอาการไม่ย อมรับ หรือไม่ท ำา ตามที่ผ พ ูด ต้อ งการ เช่น ู้ เขาไม่ยอมขายหนังสือเล่มนี้
  68. 68. ๓. ประโยคคำา ถาม หมายถึงประโยคที่ม ีเ นื้อ ความสงสัย เป็นคำา ถามเพื่อ ขอความกระจ่า ง เช่น คุณไปนครพนมมาหรือ ท่านส่งหนังสือเล่มนี้คนหรือยัง ื ๔. ประโยคบัง คับ หรือ ขอร้อ งหมายถึง ประโยคที่ม เ นื้อ ความบัง คับ ีให้ท ำา หรือ ขอร้อ งให้ท ำา มีข ้อ สัง เกตว่า ประโยคประเภทนี้ม ก ประกอบด้ว ย ัคำา ว่า อย่า จง โปรด วาน ช่ว ย นำาหน้า เช่น
  69. 69. ชนิด ของประโยค ประโยคแบ่งออกเป็น ๓ ชนิด ดังนี้๑. เอกรรถประโยค (เอก+อรรถ+ประโยค) ประโยคที่มีความหมายเดียว หรือเนื้อความเป็น หนึ่ง คำาว่าเนื้อความเป็นหนึ่ง หมายถึง มีประธาน ๑ กริยา ๑ หรือถ้ามีกรรมก็มีเพียง ๑ เช่นกัน ส่วนมากเป็นประโยคสันๆ ที่ใช้พูดจากันในชีวิต ้ ประจำาวันเป็นพื้นฐาน เช่น เราพบกันริมหนองหาร ฉันชอบเที่ยวตามชายทะเล๒. อเนกรรถประโยค (อน+เอก+อรรถ+ประโยค) คือ ประโยคที่ ประกอบด้วยเอกรรถประโยคหลายๆ ประโยค
  70. 70. ๒.๑ อัน วยาเนกรรถประโยค คือประโยคที่มีเนื้อความคล้อยตามกัน โดยมีสันธานเชื่อม เช่น ๑) มีเนือความคล้อยตามกันตามเวลา ้ประโยคพวกนีมักมีคำาว่า แล้ว พอ เมื่อ ประกอบ ้อยู่หน้า เป็นคำาช่วยสันธานเพื่อแสดงความต่อเนื่องกัน เช่น แล้ว...จึง : เขาช่วยงานแม่แล้วเขาจึงไปเล่นกีฬา ครั้น...ก็ : ครั้นเขาเดินทางมาถึงแล้ว เขาก็ไม่ไปไหนอีก
  71. 71. ๒) มีเนือความคล้อยตามกันหรือร่วมกัน ้ ตามอาการ ประโยคในพวกนี้จะกระทำากริยา อาการเหมือนกันทังประโยคหน้าและประโยคหลัง ้ โดยมีสันธาน และ เป็นตัวเชื่อมหลัก เช่น นายดำาทำานาและนายแดงทำานา ละบทกริยา นายดำาและนายแดงทำานา  นายแสงตัวสูงตีนายเขียวตัว เล็กและนายแสงตัวสูง ทุบนายขาวด้วย ละบทประธาน นายแสงตัวสูงตีนายเขียวตัวตัว เล็กและ ทุบนายขาวด้วย
  72. 72. ๓) มีเนื้อความคล้อยตามกันโดยสังเกตคำากริยา ประโยคพวกนี้เป็นประโยคที่ละสันธาน และ ออก ไปแต่ยังได้ความสมบูรณ์ เช่น  เขานัง และนอน และ ่ เล่นจนเบื่อแสนเบื่อ ละสันธานเป็น เขานั่ง นอน เล่น จนเบื่อแสน เบื่อ  ๔) มีเนื้อความตามกันแบบคาดคะเน ประโยค พวกนี้ก็ได้แก่ประโยค ที่มีคำาสันธานพวก ถ้า ถ้าว่า ผ ผิว่า แม้ แม้ว่า เป็นตัวเชื่อม เช่น
  73. 73. ๒.๒ พยติเ รกาเนกรรถประโยค คือ ประโยคที่มีเนื้อความแย้งกัน หมายถึง เนื้อความของเอกรรถประโยคหลังขัดแย้งกับเนื้อความในเอกรรถประโยคข้างหน้า มีข้อสังเกตคือ สันธาน ที่นำามาเป็นคำาตัวเชื่อมมีคำาว่า แต่ เป็นหลักนอกจากนี้กมีสันธานคำาอืนประสมเกี่ยว ็ ่กับคำาว่า แต่ เช่น แต่ว่า แต่...ก็ แต่ทว่า เช่น ฝนตกแต่แดดออก
  74. 74. ๒.๓ วิก ัล ป์ป าเนกรรถประโยคคือ ประโยคที่มีเนื้อความ ให้เลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่งไม่เลือกเลยไม่ได้ประโยคชนิดนี้ประกอบด้วยสันธาน หรือ มิฉะนั้น ไม่เ ช่น นั้น ไม่อ ย่า งนั้น เป็นตัวเชื่อม เช่น นายสมศักดิ์ หรือ นายวิบลย์เป็นนาย ูอำาเภอ
  75. 75. ๒.๔ เหตวาเนกรรถประโยค คือประโยคที่มีเนื้อความเป็นเหตุเป็นผลกัน มีลักษณะเหมือนอันวยาเนกรรถประโยค คือ มีเนื้อความคล้อยตามกัน แต่ทว่าเป็นการคล้อยตามกันในเชิงเป็นเหตุเป็นผลแก่กัน มีข้อสังเกตคือ ถ้าเป็นอเนกรรถประโยคชนิด เหตวาเนกรรถประโยค ประโยคหน้าต้องมีเนื้อความเป็นเหตุ ประโยคหลังมีเนื้อความเป็นผล โดยมีสันธาน จึง เพราะ เพราะฉะนั้น ดัง นั้น ฉะนั้น เป็นตัวเชื่อม เช่น นำ้าเน่ายุงจึง ชุม เพราะแดดออกถนนจึง ลืน ่
  76. 76. ข้อ สัง เกต ๑.สัน ธานที่เ ชื่อ มประโยค ไม่ได้อยู่ตรงกลางระหว่างประโยคต่อประโยคเสมอไป อาจอยู่หน้าประโยคหรือแทรกระหว่างคำาก็ได้ ๒. ประโยคเหตวาเนกรรถต้องขึ้นต้นด้วยประโยคเหตุ และตามด้วยประโยคผลเท่านั้น ถ้าเป็นประโยคผลขึนก่อนจะกลายเป็น สังกรประโยค ้
  77. 77. สัง กรประโยค สังกรประโยค แปลว่าประโยคแต่ง ประโยคปรุง หมายถึงประโยคใหญ่ที่ประกอบด้วยเอกรรถประโยค ๒ ประโยค โดยประโยคแรกเป็นประโยคที่มีเนื้อความสำาคัญเป็นหลัก และประโยคหลังเป็นประโยคที่มีเนื้อความเป็นรองทำาหน้าที่เป็นประโยคประกอบ หรือ ประโยคปรุงแต่ง ประโยคหลักเรียกว่า มุข ยประโยค ประโยครอง
  78. 78. ส่ว นของประโยคสัง กร ถ้าแจกแจงประโยคสังกรประโยคออกเป็นส่วน พบส่วนประกอบ ๒ ส่วน คือ ๑. มีประโยคใหญ่ หรือประโยคหลักอยู่หนึ่งประโยค ซึ่งเป็นประโยคที่มีเนื้อความสมบูรณ์ อาจเรียกเป็นประโยคหัวหน้าหรือประโยคเริ่มได้ เรียกประโยคนี้ว่า มุข ยประโยค ๒. มีประโยคเล็ก หรือ ประโยคปรุงแต่ง แทรกเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของประโยคใหญ่อย่างน้อย ๑ ประโยค ที่บอกว่าเป็นส่วนหนึง ่
  79. 79. ๒.๑ นามานุประโยค คือ อนุประโยคที่มีหน้าที่คล้ายคำานามหรือสรรพนาม สามารถประกอบเป็นประธาน กรรม และบทวิกัติการกของประโยคเป็นหลัก คนเดิน ริม ถนนเป็นตำารวจ ประกอบเป็น บทประธาน เขาพูดว่าเครื่อ งบิน ตก ประกอบเป็น บทวิกัติการก ๒.๒ คุณานุประโยค คือ ประโยคที่ทำาหน้าที่คล้ายคำาวิเศษณ์ สำาหรับประกอบนาม หรือสรรพนามในประโยคหลัก โดยมีคำาประพันธ์สรรพนาม ที่ ที่ซ ึ่ง อัน เป็นบทเชื่อม ซึ่งบทเชือม ่นีต้องติดอยู่กับคำานาม หรือสรรพนามข้างหน้า ้
  80. 80. ๒.๓ วิเศษณานุประโยค คือ อนุประโยคที่ทำาหน้าที่คล้ายคำาวิเศษณ์สำาหรับประกอบกริยาหรือคำาวิเศษณ์ในประโยคหลักนั้น โดยมีคำาประพันธวิเศษณ์ จน เมื่อ เพราะ ทาง ตาม ฯลฯเป็นบทเชือม เช่น ่ เขาพูดเร็วจนฉัน ฟัง ไม่ท ันแล้ว เขามาเมื่อ เธอหลับ แล้ว เขาสอบตกเพราะขี้เ กีย จ
  81. 81. ข้อ สัง เกตเกี่ย วกับ วิเ ศษณานุ ประโยค วิเศษณานุประโยค นอกจากทำา หน้าที่คล้ายคำาวิเศษณ์ คือ ขยาย กริยาและวิเศษณ์ดวยกันแล้ว วิเศษณา ้ นุประโยคยังบอกหน้าที่ตามลักษณะดัง ต่อไปนี้ บอกลักษณะ เช่น เขาอนุญาตให้ฉ ัน ไปบ้า น เขาทำาเพราะครูส อน บอกกาล เช่น เขาไปเมื่อ ฝนหยุด แล้ว
  82. 82. บอกสถาน เช่น กิ่งไม้หักตรงหลัง คา โรงรถ คนยังกินใกล้บ ้า นพัก ของ ฉัน ฉันซื้อมาจากโรงพิม พ์ใ น เมือ งบอกเหตุ เช่น เขาสอบได้เ พราะขยัน อ่า น
  83. 83. บอกผล เช่น เด็กหิวนมจนร้อ งไห้ เขาคอยจนเป็น ลมบอกความเปรียบเทียบ เช่น เรือแล่นเร็วเหมือ นลมพัด คนมุงเธอเหมือ นดาวล้อ มเดือ น
  84. 84. จบการ บรรยายขอบคุณครับ

×