Successfully reported this slideshow.
We use your LinkedIn profile and activity data to personalize ads and to show you more relevant ads. You can change your ad preferences anytime.

One Pointed Mind

343 views

Published on

  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

One Pointed Mind

  1. 1. 20 มี.ค. 16-48 เทศนเรื่องการฝกอภิญญาตองทําใจใหเปนหนึ่งเดียว ตั้งจิตใหสงบสักพักนะ เย็นวันนี้นะ เราจะแนะนําเรื่องอภิญญา อภิญญาแบบเรานะ ไมใชอภิญญาแบบพระ อภิญญาก็แปลวาเลนๆ แตเลนๆของเราก็คอ เปนการ ืเลนๆที่อาศัย ความเชื่อ คําวาเชื่อ เราไมไดเชื่ออยางไรเหตุไรผลนะ เราเชื่ออยางคนมีเหตุมีผล และขอใหเธอทุกคนจงตั้งใจฟงแลวก็ลองทําดู ทีจะพูดเรื่องอภิญญาสมาบัติ ก็ ่เพราะวาเธอทุกคนสวนใหญ ก็คุนเคยกับเรื่องของการฝกอภิญญามาในชาติกอนๆ แตการปฏิบัติในชาตินี้ จะใหเหมือนกับชาติที่แลวมาในชาติกอนๆที่เคยทําได มันคงจะเปนเรื่องที่ยาก เพราะการฝกอภิญญาสมาบัติใหเต็มเทาทีเ่ ธอเคยทํากันไดมาในชาติกอนตองมีความพรอมยิ่งกวานี้ คําวาพรอมก็หมายความวา วาระแหงบุญกุศลของเธอก็พรอม ยุคสมัยที่จะกระทําสิ่งนี้ใหเกิดขึ้นมันก็พรอม ถายุคสมัยมันพรอม กําลังใจมันก็พรอมทุกสิ่งทุกอยางมันจะเกื้อกูลประโยชนใหใจของเราทําไดงาย ไมใชยากเหมือนอยางสมัยชาตินี้ ชาตินการทําอภิญญาเปนเรื่องที่ยากถาจะใหมันเต็มที่ ตองใชกําลังใจ ้ีที่เขมแข็ง โดยเฉพาะเรื่องของนิวรณ ที่จะเขามารบกวนจิตใจของเราทั้งวันทั้งคืน นิวรณไมใชเครื่องกั้นเฉพาะเวลาเรานั่งทําสมาธิ แตมันหมายถึงทุกขณะลมหายใจเขาออกของเรา ที่ใจของเรามันไมใจจดใจจอกับสิงที่เราตั้งจิตกําหนดใหเปนสมาธิ นิวรณเหลาๆนี้ ่เนี่ยะแหละเปนเครื่องกั้นผลทีจะพึงเกิดขึ้นตามความปรารถนาของตน ที่ตนตองการจะ ่ทรงอภิญญาสมาบัติ เธอทุกคนก็เขาใจคําวานิวรณพอสมควรเพราะพระเดชพระคุณหลวงพอทานแนะนําเรื่องของนิวรณ ๕ ประการเอาไวชัดเจนดีแลว แตทเี่ ราพูด เราก็พูดใหเธอรูจกสังเกตตัวของเธอเองวา วันหนึ่งคืนหนึงถาเราไมยุงเรื่องของคนอื่น ไมเอาใจ ั ่ของเราไปวุนวายวาใครจะดี ใครจะเลว นั่นคือ เธอก็ละนิวรณไปตัวหนึ่งละ เปนตัวหนักพอสมควรที่ทําใหชวตของเธอทั้งชีวิต หรือชั่วระยะเวลาวันนึงคืนนึง มันวุนวายไปกับ ีิเรื่องของคนอื่น ไมวาจะวุนวายไปเพราะเรื่องของความเมตตา วุนวายไปเพราะความกรุณาสงสาร วุนวายไปกับการที่สงเคราะหบุคคลอื่นใหมีบญมีกุศล หรือแมแตเราเองก็ ุตองการปรารถนาเปนบุญเปนกุศล จิตมันไมมีโอกาสที่จะอยูของมันอยางใดอยางหนึ่งนิ่งๆสงบ เปนอารมณเดียว วันนึงคืนนึง เราก็จะมีแตเรื่องเขามารบกวนจิตใจมากมายสิ่งที่รบกวนจิตใจเรามันไมไดเกิดเพราะคนอื่น มันเกิดเพราะเราเอง คนอื่นทําใหเราวุนวายใจนะเราละงาย เราอาจจะหลบไปก็ได ไมสนใจเสียก็ได แตเราละความสนใจของตัวเรา
  2. 2. เอง มันละยาก หมายความวาอยางไร หมายความวาใจเรามันคอยดึงเรื่องของคนนัน ้ดึงเรื่องของคนนี้ ดึงสิ่งนันสิ่งนีเ้ ขามารบกวนจิตใจของเราตลอดเวลา มันก็พลาดกับสิ่งที่ ้เรากําหนดตั้งนิมิต โดยเฉพาะภาพของพระพุทธรูป องคใดองคหนึ่งที่เอานิมิตติดตาติดใจของเราไว หรือวานิมิตอยางใดอยางหนึ่งที่เรากําหนดมาเปนองคของการกําหนดเปนสมาธิ พรอมกับคําภาวนาที่เราใชควบคูกันไปก็ดี แมกระทังเวลาทีจะคิดพิจารณาใคร ่ ่ครวญถึงความเปนจริงในสิ่งทีเ่ ราพอเขาใจบาง จะเอาเวลาจากที่ไหนมาในเมื่อวันนึงคืนนึง ตื่นมา ใจเราก็ไปยุงกับเรื่องนั้น ใจเราก็ไปของแวะกับเรื่องนี้ และนิมิตทีเ่ รากําหนดเปนองคสมาธิหายไปไหน บางเวลาเราก็นึกขึ้นมาได ก็ตั้งองคสมาธิขึ้นมาไดก็ชั่วขณะสั้นๆ มันไมนานนัก คือเอาทรงตัวใหนานตามที่ใจเรากําหนดกฎเกณฑไมได จะตั้งไวสัก ๑๐ นาที ตั้งไวสักครึ่งชั่วโมง ตั้งไวสัก ๑ ชั่วโมง มันก็ตั้งยาก เพราะไมทันไรประเดี๋ยวมันก็แวบไปเรื่องอื่น การที่เราจะปฏิบติอภิญญาสมาบัติกันเปนเรื่องเปนจริง ัเปนจังชาตินี้ หวังยาก อยาอยากเลย มันผิดยุคผิดสมัย มันไดเฉพาะบุคคลที่มีความปรารถนาแรงกลา ที่หวังจะใชกําลังอภิญญาสมาบัติเพื่อพระศาสนา เพือชวยประกาศ ่พระศาสนา ชวยใหคนทังหลายมีศรัทธาตอพระศาสนา ชวยปกปองพระศาสนา อยางนี้ ้เปนตน นันเขาตองฟนฝาอุปสรรคมากกวาจะขจัดใจของตนที่มีความคุนเคยกับความ ่เมตตา คุนเคยกับความกรุณา คุนเคยกับสิ่งที่คอยที่จะทํา เพื่อใหคนนั้น คนนี้ คนโนนหรือแมกระทั่งตาเราเห็นในสิ่งนั้น หูไดยินสิ่งนี้ มันจะอดวอกแวก วุนวายไปกับเขาไมไดไมวาจะอยูคนเดียวก็คิด อยูทามกลางหมูคนทั้งหลายก็คิด เวลาที่จิตมันจะตั้งมั่นเปน องคสมาธิขนมาในการที่เรากําหนดนิมิตเครื่องหมาย มันจึงเกิดไดยากมาก บางครั้งมัน ึ้เกิดได แตจะเอาเวลาไหนใหมันทรงตัวไดนานๆ ก็ยาก ทรงตัวไดก็ชั่วขณะเวลาหนึ่งตองการใหมันสืบเนื่องไมขาดสาย ก็ยิ่งเปนไปดวยความยากลําบากนัก ทําไปทํามาก็ลม แผว เพราะคิดวาเปนเรื่องที่ยาก เราทําใหสาเร็จยาก เธอยอมรับเถอะวา ถาเราไม ํเขมแข็งจริง ถาเราไมมีมโนปฏิธาณแนวแนทจะใชสิ่งนีเ้ พื่อชวยประกาศพระศาสนาจริง ี่เราตองการเพียงแคอยากมี อยากได อยากเปน แลวไมมีจุดหมายปลายทางอะไรที่มนดู ัวาหนักแนนคุมคาเลย เธอเลิกอยากเถอะไมมีประโยชน ใชเพียงแคครึ่งกําลังอยางที่พระเดชพระคุณหลวงพอสอนเรา หรือแควิชาสาม แคอภิญญาเล็กๆ แคนี้พอ สําหรับพวกเธอสวนใหญ เหมาะดีแลวในยุคสมัยนี้ ไมตองใชมาก เพราะอะไรรูไหม เพราะการที่เรา
  3. 3. ใชอภิญญาเล็กๆ หรือกําลังแหงวิชามโนมยิทธิมีฤทธิ์ทางใจ ทีเ่ ธอสามารถเอาใจของเธอไปสัมผัส ดินแดนที่เรียกวาพระนิพพานได ถือวาเปนสิ่งสูงสุดในชีวิตของเธอทีเดียว ควรที่จะกระทําใหเกิดขึ้นบอยๆ ควรที่ทําใหเกิดการทรงตัวอยางนอยสัก ๕ นาที ในอารมณที่เราอยูบนแดนพระนิพพาน ถามวาถาเราไมเห็นละ เราจะเอาอะไรไปเปนหลักในการเชื่อมั่นในสิ่งนั้นวาเราไปอยูจริงคนอื่นเขาเห็นเรามันเปนของไมแปลก แตเราเห็นตัวเรามันเปนเรื่องยาก ยากสําหรับบางคน แตก็ไมใชทุกคน ถาเราจะใชอภิญญาเล็กๆ เพื่อประโยชนสูงสุด คือ การไดเสวยอารมณบนแดนพระนิพพานบาง หรือวาไดรับรูสนทนากับทานผูมพระคุณ หรือครูบาอาจารยของเรา เล็กๆนอยๆ บางก็ถอวาดี ดีกวา ดีกวาที่ ี ืจะมายุงกับเรื่องของคนอื่นเขา ขอใหเธอจงยึดหลักปฏิบัติกันไวอยางนี้นะ เราปรารถนาที่จะไมกลับมาเกิด สวนใหญเธอทุกคน เกือบทุกคนนะ ยกเวน คนที่ปรารถนาพระโพธิญาณ เราเปนผูที่ไมปรารถนาการเวียนวายตายเกิดจับจิตจับใจเหลือเกินกับชีวิตที่ เต็มไปดวยความวุนวาย ภาระอันมากมายไมรูจักจบ ทําเทาไหรก็ไมจบเรงใหมันเร็วใหมันจบไวๆ มันก็จบไปแคเรื่องนั้น เดี๋ยวเรื่องอื่นก็ตามมาอีก มันก็ไมจบสักที ภาระทางใจภาระทางกาย ภาระโลกๆ ภาระหนาที่ ไมมีวันหมดสิ้น เราจะเอาใจไปปกใจวาจะตองทําใหมันเสร็จ จะตองทําใหมันได จะตองทําใหมันมี เธอลองยอนคิดพิจารณาวาที่คิดเนี่ยะถูกไหม หรือวาเรากําลังคิดผิด เพราะในความเปนจริงแลว มันไมไดสิ่งนั้นมาโดยตลอด ถึงเธอจะไดมาในเรื่องนึง เดี๋ยวเรื่องตอไปเธอก็ตองทําอีก จบเรื่องนั้นเธอก็ตองไปเรื่องนี้ จบเรืองนี้เธอก็ตองไปวุนวายเรื่องโนน มันไมมีภาระใดๆที่จบสินลงไปได นอกเสีย ่ ้จากเธอจะไมสนใจมัน ไอคําวาไมสนใจเนี่ยะมันก็หมายถึงวา เราไมไดเอาใจคิดวามันเปนเรื่องสําคัญ คนที่เขาละซึ่งนิวรณ ๕ ประการ เวลาเขาอยูทามกลางคนทั้งหลายที่มีความวุนวายเรื่องโลกๆ เขาเปนผูทรงฌานสมาบัติละก็ เขาจะไมเห็นคนเหลาๆนันอยูใน ้สายใจเขาเลย อยาวาแตตามองเห็นเลยนะในใจก็ไมมีความรูสึกคิดเห็นคนเหลาๆนี้อยูในใจเลย สิงที่เขาคิดเห็นคือ เห็นแตนิมิตเครื่องหมาย เห็นแตอีกโลกๆนึง ที่ภาวะใจอีก ่ภาวะนึงที่เขาไดไปสัมผัสความสงบ ไดไปสัมผัสกับพระ ไดไปสัมผัสกับ เทวดา นางฟาหรือครูบาอาจารย อยูอีกโลกนึง ทั้งๆเขากําลังนั่งอยูทามกลางคนที่กําลังวุนวาย มากมาย สัพเพเหระ กับเรื่องโลกๆ จิตของผูนนที่ทรงฌานสมาบัติกลับไมสนใจเลย เรา ั้จึงใชคําวาไมสนใจมากกวาใชคําอยางอื่น เห็นอยู รูอยู สิ่งทีตองทํา ก็ยังตองกระทําอยู ่
  4. 4. แตไมเอาใจเขาไปคิดวาสิ่งนี้มันสําคัญ ทําใหเราตองสูญเสียเวลาไปวามันจําเปนจะตองทํากลายเปนเรื่องที่เราคิดวามันจําเปน จําเปนตองทํา จําเปนตองให จําเปนตองมีจําเปนตองได นี่เรากําหนดตัวเราวามันเปนเรื่องจําเปน พอมันเปนเรื่องจําเปนมันก็เปนการสรางภาระหนาที่ของเรา ที่ตองไปกระทํากับสิ่งนี้ลงไป แลวเราจะเอาเวลาที่ไหนทีจะ ่ไปกระทําสิ่งที่มันควรทํามากกวานี้ ในเมื่อเรื่องนั้นเราคิดวามันเปนเรื่องที่เปนภาระจําเปนของเราไปเสียแลว เธอพอเขาใจไหม สิ่งที่มันรบกวนจิตใจของเธอมันมีอยูมากแตหากวาเรามีความมั่นคงกับการไมกลับมาเกิดเปนอารมณเดียว ภาระทั้งหลายมันจะไมทําใหเธอรูสึกวามันขวางทางใจเธอเลย มันจะเปนเรื่องเล็กๆนอยๆ แตจะบอกไมมีสาระก็ยังใชคํานี้ไดไมครบถวน มันก็มความจําเปนในชีวิตแตมันกลับเปนเรื่องเล็กนอย ีอุปมาเหมือนกับพระทาน ทานถือวาการมีชีวิตอยูกับตองมาสนใจเรืองการบริโภคมี ่ความจําเปนตอการขบฉันเปนเรื่องที่เล็กนอยมาก จริงๆรางกายตองการ ถาไมไดบริโภคอาหาร รางกายมันก็เสียดแทง จําจะตองบริโภคอาหารเหมือนกัน แตถามวาพระใหความสําคัญกับสิ่งนี้มากไหม ไมใหความสําคัญกับมันเลย ไดบริโภค หรือมีใหกินก็กิน มีนอยก็กนไปตามนอย มีมากก็กนพออิ่ม ไมมีก็ยอมรับวามันไมมี ไมดิ้นรนอะไร เพราะวา ิ ิชีวิตของพระไมไดฝากกับเรื่องของปากกับเรื่องทอง แตฝากไวกับความสงบในการคนหาหนทางแหงการพนทุกข คือธงชัยแหงความเปนพระอรหันตมากกวา ยกตัวอยางใหฟงจะไดเห็นวา ถาเราคิดทุกวัน ทุกเวลา หรือบอยครั้งมาก วา ชีวิตเราเนี่ยะฝากไวกับการไมกลับมาเกิด เราจิตมุงมั่นอยางเดียววา ชาตินี้เราไมเอาแลว ขึ้นชื่อวาการเวียนวายตายเกิด เราไมตองการมันอีกตอไป อภิญญาเล็กๆนอยๆ ทีเ่ ราพอที่จะฝกฝนกันไดพอจะใหมันเกิดขึ้นมาได มันเปนของทําไดไมยากหากเรามีคําวาศรัทธา คือ เชื่อ เชื่อในทีนี้ ่เชื่ออะไร เชื่อวาเราตองตาย คือรางกายตองตาย เชื่อวาจิตวิญญาณของเราไมตายความรูสึกนึกคิดของเราอยางนี้ที่มีอยูในปจจุบัน มันก็จะติดตัวเราไปในทุกสถาน ไมใชตายไปพรอมกับรางกาย ความจําทั้งหลาย ความรูทั้งหลาย มันก็จะติดตัวเราไป มันไมตามเราไปก็ไอรางกายที่เปนเพียงแคองคประกอบในธาตุ ๔ มาประชุมรวมกันก็เทานั้น ที่มันไมตามเราไปแน ถาเราคิดวาความตายเนี่ยะเปนสิ่งที่ตองเกิดขึ้นกับเราแนนอนและไอรางกายมันตาย จิตเราไมไดตาย สิ่งนี้เธอเชื่อไหม เธอตองทําความเชื่ออยางไมมีคําวาลังเลแลวก็สงสัย ถาจิตไมตายรางกายมันตาย จิตมันยังมีชีวิตจิตใจอยูอยางนี้ มัน
  5. 5. ก็ตองเคลื่อนไปที่ไหนก็ได ไมใชมีแคเราคนเดียวที่เคลื่อนไปไหนมาไหนได ทุกคนทีมี ่รางกายอยางเรา เขาก็สามารถที่จะไปที่ไหนมาไหนก็ได แลวทานที่ละรางกายไปแลวละทานไปอยูที่ไหนบาง แลวถามวาเราจะไปสัมผัสทานไมไดเลยหรือ เราก็ตองเชื่อวาเราตองไดเจอทานแนนอน คนที่ตายไปแลวเราตองไดเจอแนนอน ไมวาทานผูที่มรณภาพไปแลวก็ดี หรือพระพุทธเจาทีทรงปรินิพพานไปแลวก็ดี ทานทรงปรินิพพานเฉพาะธาตุ ่ขันธเทานั้น แตดวงพระหฤทัยของพระองคไมไดปรินิพพาน หมายถึงไมไดตายสลายไปหมด เราก็มีสิทธิทจะไปเจอทานไดตรงนี้เธอเชื่อไหม เธอตองมีความเชื่ออยางนี้วาจิต ี่ของเธอในเวลานี้เธอก็มองไมเห็นมัน ถาคนไมเห็นภาพอะไร ก็เราไมเห็น แตเราเห็นอะไรเห็นความคิด เห็นความรูสึก เห็นความเปนตัวเรา ซึ่งคนอื่นมองเห็นเราไมได ถาเขาไมใชกําลังของความเปนทิพยของใจ เขาก็ไมสามารถเห็นวาเธอกําลังคิดอะไรอยู เขาก็ไมสามารถรูวาตอนนี้อารมณของเธอกําลังมีสุขหรือวามีทุกข อาจจะดูไดแตเพียงภาพภายนอก บางคนอาจจะหนานิ่งๆ เหมือนกับหุนยนต ไมมีความรูสึกนึกคิดอะไรหนาจืดๆเธอคิดวาเขาทุกข มันไมใช เขาอาจจะทรงอารมณนิ่งๆสงบทรงฌานอยูก็ได หรือบางคนกําลังยิ้มแยม จะรูไดยงไงวาเขากําลังมีความสุข เขาอาจจะเก็บกดอะไรอยางใดอยาง ัหนึ่งเอาไวภายใน แลวก็แสดงสิ่งภายนอกออกมาเพื่อจะกลบเกลื่อน ความเปนตัวของเขาไมใหคนอื่นเห็นก็ได ไมมีใครจะเอาเพียงแคภาพภายนอกไปหยั่งใจของคนนั้นวาเปนเชนนันจริงๆ แตเรา เรารูตัวเราไหม เรารูตัวของเรา คนอื่นไมรูหรอกวาเรากําลังเปนยังไง ้คิดอะไร รูสกยังไง แตถาหากวาเขาตาย เราตาย รางกายไมมี ทีนี้รูได เทวดาทานก็รูได ึ วาเธอคิดอะไรอยู ทานไมตองฝกทิพยจักขุญาณ ก็เพราะวาทานไมมีสังขารรางกายเปนตัวถวงใจ สิงที่เธอตองเชือ วา ความรูทั้งหลาย หรือ ความที่ เอาใจเราใหเกิดความเปน ่ ่ทิพยไปสัมผัสกับใจดวงอื่นๆ หรือทานผูอื่นที่ไมไดเปนมนุษยเปนของทําไมยาก ถาเราไมหลงคิดวารางกายนี้เปนเรา เปนของๆเราเสียกอนละกอ ถาเธอเชื่อวารางกายนี้ไมใชของเรา รางกายนี้มันตองตาย รางกายนี้ไมมีความหมาย รางกายเปนเพียงแคสิ่งทีเ่ ขามาประชุมกันมีแตของสกปรก โสโครก รางกายตองเสื่อมสลายไปไมมีอะไรเหลือ เปนขีทง ้ขี้เถาไปมันไมมีชีวิตจิตใจ เราเนี่ยะมีชีวิตจิตใจถามวาเราเห็นตัวเราไหม เราก็ไมเห็น แตเรารูสึกไดไหม เรารูสึกได เราก็มีแคความรูสกในใจเราถูกไหมที่แนนอนที่เธอสัมผัสได ึแนๆ ไมตองรอใหใครมาพิสูจนวาเธอนะรูสึกยังไง ไมตองใหใครมาถามเธอรูสึกยังไงเรา
  6. 6. สามารถตอบตัวเราเองวาเรารูสึกยังไง แตเราไมสามารถจะไปหยั่งความรูสึกของคนอื่นความคิดของคนอื่นไดเลยวาเขาคิดอะไรอยูภายในใจ ฉันพูดถึงตรงนี้พอเขาใจไหมวาฉันใชคําวาเชื่อ ใหเชื่ออะไร เชื่อความเปนจริงวาเราไมตายแตรางกายมันตาย เชื่อความเปนจริงวารางกายมันไมสามารถจะไปรับรูอะไรได มันตองเรา คือใจ แตเรารูตัวเราไหมรู เราสามารถรูถึงความรูสึก ความคิดของเราที่ผดในใจเราไดวา คิดอะไรอยู รูสึกอะไร ุ อยู สุขทุกขยังไง ทราบ แตถาเราตองการจะไปรูคนอื่นเขา เราตองไมสนใจรางกายเราสนใจแคจตอยางเดียว ถาเราสนใจที่จิต เราจะทํายังไงใหจตของเรามีกําลัง ถาจิตของ ิ ิเรามัวแตหมกมุนเรื่องของคนอื่น มากไปดวยกิเลสตัณหา ณ.ขณะเวลานัน เปนไปไมได ้ที่เราจะไปรูใจคนอื่นเขาได ใจตัวเองก็รูเพียงแควาตอนนี้มันกระสับกระสาย รอนรน ทุรนทุราย มันกลับถูกแยกเปนสองแลว อีกใจนึงภายในตัวเอง มันก็กําลังพยายามจะอยากพยายามอยากคิด กระสับกระสายเรื่องนั้นเรื่องนี้ อีกใจนึงที่อยูในตัวมันเองมันก็คงจะเตือนตัวเองวา อยาคิดอยางนี้ อยาคิดอยางนี้ อยาไปอยาก บางทีมันก็อยากตาม คิดตาม ปรุงแตงตามไปกับมันดวย เมื่อในตัวของเธอเอง เธอยังไมนิ่งเลย เธอยังไมสงบเปนอารมณเดียวเลย แลวจะใชความรูของเธอที่จะไปเอาใจของเธอไปสัมผัสเรื่องราวตางๆในสิ่งที่เธอมองไมเห็น มันเปนไปไมได นี่คือความจริง ที่เธอตองเชื่อ วามันเปนไปไมไดหากใจของเธอมันยังรวมไมเปนหนึ่ง ใจของเธอยังเหมือนกับวามีสองคนในรางเดียวกันอยู มันยังทะเลาะกันขางในอยู มันยังวุนวายภายในใจของมันอยู มันยังคิดเรื่องสะเปะสะปะ สัพเพเหระของมัน ไมนิ่งสงบเปนอารมณเดียวอยู ตราบใดที่จิตมันยังไมรวมกันเปนหนึ่งเดียว คือมันไมสงบนิ่ง ไมโปรง ไมมีความคิดเปนทางเดียวกัน คือมันไมไปดวยกันวางั้นเถอะ ใหเธอรูจักสังเกตบาง ยามปรกติ มันจะเหมือนคนสองคนในรางเดียวกัน เดียวมันก็ทะเลาะกัน เดี๋ยวมันก็ขัดแยงกันเอง เดี๋ยวมันก็ตําหนิติเตียนในสิ่งที่ ๋เกิดขึ้นในตัวมันเอง ถูกไหม เดี๋ยวมันก็พลอยไปคิดเรื่องชาวบาน เดี๋ยวก็ เฮย คิดทําไมก็ดากันแลว วากัน เวลานันที่มันเปนแบบเนี้ยะ มันไมเปนอารมณเดียวแลว อภิญญาไม ้เกิด เกิดไมได ไมมีกําลัง ทีจะใชอะไรได แตถาอารมณใจเรามันไมคิดเรื่องของใครเลย ่ไมไดจะไปปรุงแตงอะไร มันเปนอารมณเดียวมันนิ่งสบาย สงบเราจะไปหาใคร เราเอาใจนึกถึงใคร เราก็สามารถสัมผัสใจคนนั้นไดทันที แตไปสัมผัสคนที่เปนมนุษย มันยากถาใจเราไมเขมแข็งพอ ไปสัมผัสผูทไมใชมนุษยซงาย เพราะวาทานไมมีธาตุขันธ ทาน ี่ ิ
  7. 7. พรอมเสมอที่ใหเราเขาไปสัมผัส แตมนุษยดวยกันเนี่ยะบางทีเขาปดกั้นเราเขาไมไดกิเลสตัณหาเขามากเกินไป เราเห็นแลวก็ไมมีประโยชนที่จะไปสัมผัส เห็นไหม พูดคุยกับคนที่เปนมนุษยดวยกันดวยใจตอใจ มันพูดยาก ถาคนๆนั้นยังมากไปดวยกิเลสตัณหาจิตยังวอกแวก วุนวายอยู จะไปสัมผัสมนุษยดวยกัน เปนไปไมได ยกตัวอยางงายๆ วาถาอีกคนทรงอภิญญาสมาบัติ แลวเราไมไดทรงอภิญญาสมาบัติยาก เราไปรับสัมผัสใจหรือความคิดรูสึกของเขาไมได แตถาเราทรงใจเปนอารมณหนึ่งเดียวเหมือนกัน เขานะพรอมอยูแลว เพราะเขาทรงใจเปนอารมณหนึ่งเดียว พอเรานึกถึงเขาปบ เขาก็ถึงเราปุบพูดคุยกันไดเลย นันหมายถึงวาเขาพรอมถาเราพรอมก็รับกันได ทีนบคคลที่ตายจาก ่ ี้ ุความเปนมนุษยไปแลวหละ อยางนี้ ทานพรอมเสมอ เทวดาทานก็พรอม นางฟาทานก็พรอม พรหมทานก็พรอม พระอริยะทานก็พรอม พระพุทธเจาทานก็พรอม พรอมที่จะรับกระแสความตั้งใจที่เธอพุงใจ หรือตั้งใจนึกถึงทานเสมอ เพียงแตตัวเรามันไมพรอม เทานั้นแหละ ไมพรอมตรงไหน ไมพรอมตรงที่ใจเรามันไมเปนหนึ่ง ไอคําวาอารมณใจมันไมเปนหนึ่งตองแปลใหฟงไหม ก็ที่ยกตัวอยางเมื่อสักครูนวา มันมีความคิดแตกแยก ี้ไปคนละทาง ขัดแยงกันเองภายใน มันมีแตความสับสนแลวก็วุนวาย มัวแตดึงใจไปเรื่องนั้น ดึงใจไปเรื่องนี้ ดึงใจไปเรื่องโนน แลวมันก็มานั่งตามแกอารมณใจตัวเอง อยางนี้แหละเขาเรียกวา ไมรวมกันเปนหนึ่ง แตถารวมกันเปนหนึ่งเดียว หมายถึงวา มันตั้งใจเปนทางเดียว มันไปดวยกัน ถา ณ. เวลานั้นจิต มันนึกในสิ่งที่เปนกุศล มันก็มีกําลังอานุภาพสูง แตในทางตรงกันขาม ถาจิตคิดไปในทางอกุศล มันก็มีกาลังสูงเหมือนกัน ํคนบางคนเนี่ยะ เวลาโกรธจัดๆ เขาจึงใชวาจาเหมือนกับประหัตรประหารลงไปเหมือนกับวา แชง ถามวามีผลไหม มีผล ถามวาทําไมเขาทําได เกิดผล ก็เพราะวาจิตของเขามันรวมกันเปนหนึ่งเดียว เขามีทางเดียวที่เขาจะตองเดินไปจุดนั้นจุดเดียวในเรื่องนั้นเรื่องเดียว กําลังเขาเวลาปกใจดวยความโกรธก็ดี พุงในความเกลียดก็ตาม มันก็มีผล มันทําใหอีกคนนั้นนะเปนไปตามปากเขาไดเหมือนกัน ในทางกลับกัน ถาเราบุคคลผูนนใชไปในทางทีเ่ ปนกุศล จิตเราพุงไปหาพระพุทธเจาเปนอารมณเดียวเปน ั้ในทางเดียว ยิ่งนิ่งสงบเทาไหร ความปรารถนาที่เราตองการจะสัมผัสใจของพระองคหรือแมแตตองการจะรูวาพระพุทธเจา ทรงตรัสอะไรกับเรา มันเปนของที่งายมาก ทําได เหตุผลก็ที่พดใหฟงวา พระทานพรอม เทวดาพรอม พรหมพรอม ทุกทานที่มีความเปน ู
  8. 8. ทิพยทานพรอมเหลือแตเราพรอมหรือเปลา ใจเรารวมกันเปนหนึ่งเดียวกันแลวหรือยังพุงใจนึกไปสิงเดียวแลวหรือยัง ถาเธอมีจิตอันแนวแนวา เวลานี้นะ เราจะไปนิพพาน ่พระพุทธเจาสอนวา คนที่จะไปนิพพานไดคือตัดความยินดีในความเปนมนุษย เทวดานางฟา และก็พรหม เราก็นั่งพิจารณาวา เราไมยินดีในความเปนมนุษยเพราะอะไรเพราะรางกายมันทุกขเหลือเกิน เราอยูแตกองทุกข เรื่องทุกอยางก็มีแตทุกข มันทุกขทั้งสิ้น ถาเราไปเปนเทวดา นางฟา หมดบุญวาสนา ก็ตองกลับมาทุกขอีก มาเจอแตเรือง ่ที่ทกขๆอีก เปนพรหมก็ตองกลับมาเจอเรื่องที่ทุกขอีก ใจเราจะมานั่งคิดยินดี กับการ ุเวียนวายตายเกิด ณ. ดินแดนตางๆเหลานี้ มีไหม ไมเอา พอมันตัดสินใจวามันไมเอาแลว มันตองการจุดเดียวคือการไมกลับมาเกิด ที่นนตองเปนทีที่พระพุทธเจาทรงประทับ ั้ ่อยู ที่นนตองเปนทีที่พระอรหันตทานอยูกัน ดวงจิตทานเหลาๆนั้นจะตองอยูกันที่นั่น ที่ ั้ ่ที่ทานไมพึงพอใจที่จะกลับมาเวียนวายตายเกิดแลว ทุกองคทานก็จะอยูในที่เดียวกันหมด พระพุทธเจาทุกองคก็อยูบนแดน นิพพานหมด พระอรหันตก็อยูบนแดนนิพพานหมด พระปจเจกพุทธเจาก็อยูบนแดนพระนิพพานหมดเราก็เปนผูที่ไมปรารถนาที่จะเกิดเราก็ไปที่นั่นได เอาอะไรไปเอาใจไป เห็นไหมเห็น ไมตองคํานึงถึง รูไหม รูในความรูสึกที่เกิดขึ้น คราวนี้ก็เหมือนกับวาคุยกันสองคน แตเปนการคุยภายในสองคนแตไมใชตัวเราถึงตรงนี้แลวเธอฟงใหดีนะ กอนหนานี้ ที่เรายังไมรวมจิตเปนหนึ่ง เหมือนเราคุยกันสองคนแตคุยกันไมรูเรื่อง มันคอยแยงกันมันคอยติกัน มันคอยวากัน มันคอยกระทําในสิ่งไมไปในทางเดียวกัน เดี๋ยวเราคิดเรื่องนั้นเราไมอยากจะคิดมันก็คิดเลยไปโนน เห็นไหมเหมือนคนสองคนอยูในรางเดียวกัน มันไมสามัคคีกันเลย แตเมื่อเราทําความนิ่งสงบใหมันรวมกันเปนหนึ่งเดียวกันใจมันไมคิดเรื่องโนน เรื่องนี้ เรื่องนั้นแลว มันคิดไปเรื่องเดียวกันวา พิจารณาธรรมเหมือนกัน เขาใจความจริงเหมือนกัน แลวก็รูวาความตายมันตองเปนจริงในสิ่งที่รางกายตองตายเหมือนกัน คือมันมีความคิดไปในทางเดียวกันแลวอุปมาเหมือนเธออยูกันสองคน ถาสองคน เธอมีทิฏฐิมานะแขงกัน ความรูไมเทากัน มันโตแยงกันไหม มันแยงกัน มันทะเลาะกัน มันทําอะไรมันก็ทําไมสําเร็จ เพราะวาตางคนตางเดิน เหมือนที่คุยเมื่อตอนเย็น ทิฎฐิมานะ ตางคนตางมี ตางคนอยากทําโนน ตางคนอยากทําจะอยางนี้ มันทํางานไมสําเร็จแน มันไมไปทางเดียวกัน ขอนีฉนใด เวลาทีใจ ้ ั ่ของเรามันยังมีนิวรณเขามากวนใจ มันจะถูกดึงแยกออกจากกัน เหมือนกับสองสวน ที่
  9. 9. มันจะคอยรบราฆาฟนกันตลอดไมไปในทางเดียวกัน แตเมือใดก็ตามถาคนสองคน ถึง ่จะมีความคิดเห็นแตกตางกัน แตวาเขาใจความจริงอันเดียวกัน และชอบทีจะไปเสนทาง ่เดียวกันมันก็สามารถจะแบกเอาอะไรไปดวยกันไดงายๆ สําเร็จไหม ไปทางเดียวกันแลวอารมณเดียวกัน คิดเห็นเหมือนกัน เขาใจเหมือนกัน ไปทางเดียวกันมีกาลังไหม มีกําลัง ํสองคนรวมกันเปนคนเดียวกันแลว แบกของอันเดียวกัน มุงที่จะไปทําสิงเดียวกันเขา ่ตองไปไดแนนอน ทีนี้เมื่อไปพบมันก็ตองไปเจออีกคนหนึ่ง กลายเปนคนสามคน ถูกไหม จากสองคนที่วานะมันถูกเชื่อมโยงกลายเปนคนเดียวกัน หมายถึงตอนแรกๆที่สองคนมีความแตกตางกันดวยทิฏฐิมานะ แลวก็คิดเห็นไปในทางเดียวกัน รวมกันเปนอันเดียวกัน เหมือนกับเปนคนเดียวกัน เพราะวาทําสิ่งเดียวกันได แบกของอันหนึ่ง แบกไปดวยกันทั้งคู อีกคนแบกทาย อีกคนแบกหัว ไปดวยกันอยางนี้ เหมือนกับคนเดียวกันไหมเหมือนเปนคนเดียวกัน แตถาไปเจออีกคนนึง มันคุยกันงายไหม คุยงาย ยกตัวอยางนะเธออยาสับสนนะ คอยๆเขาใจ ฉันกําลังขยายใหเธอเขาใจวา ใจเราเนี่ยะยามที่มันมีนิวรณ มันเหมือนคนสองคน ที่มนไมสามัคคีกัน เพราะมันไมเอาอะไรมาคิดใหมัน ัรองรอยเปนรองรอยเดียวกันเขาใจเรืองเดียวกัน มันกลับถูกความเขาใจคนละทางกัน ่ตอนนั้นนะมันไมมีทางหรอกที่เราจะเอาใจเราใหเกิดความเปนทิพยของจิต เกิดอํานาจอภิญญาสมาบัติได เปนไปไมได แตถาในขณะนั้นของเธอ มันคิดไปทางเดียวกันภายในใจเรานะมันเห็นความจริงเหมือนกัน ใจมันคลอยตามไปในทางเดียวกัน มันตัดสินใจวาฉันไมเอาแลว กูก็ไมเอา ฉันจะไปนิพพาน เออ กูไป ไมเห็นมีอะไรดีเลย ไปดวยกัน พอไปดวยกันปบมันก็คือคนเดียวกันแลวใชไหม ในใจเธอไมมีความคิดสองอยางใชไหม มีความคิดอยางเดียว แตถาเราไปสัมผัสใจอีกดวงหนึ่ง มันจะเหมือนกลายเปนสองคน ในใจเราจะมีความรูสึกวาเราไดคุยอีกคนหนึ่ง แตเหมือนเราคุยกันเอง เหมือนเราคุยกันเองเหมือนตอนแรกเปะเลย เราจึงสงสัยวา เอ เรานีคิดไปเองรึเปลา ความรูสกในใจเรา วา ่ ึเหมือนเราคิดไปเองรึเปลา นี่เราบารึเปลา คุยกับใครอยู เห็นไหม ไอความรูสึกในใจคลายตาทิพยเนี่ยะ ความรูสึกภายในใจเราคลายตาทิพยเนียะ มันอยูตรงนี้ อภิญญา ่เล็กๆเนี่ยะเกิดขึ้นตรงนี้ เกิดขึ้นจากความรูสึกภายในใจของเราที่มันรวมกันเปนหนึ่งนับตั้งแตตอนแรก แลวไปสัมผัสกับพระ ไปสัมผัสกับใจของครูบาอาจารย หลวงปู หลวงพอ พระพุทธเจา เทวดา ตอนนั้นมันกลายเปนคนสองคนอยูในใจเรา ในความรูสึกของ 
  10. 10. เรากลับมีคนสองคน สามารถจะโตตอบคุยกันไดภายในใจเรา เวลาเราถามปบก็มีความรูสึกตอบกลับมาในใจเรา นั่นไมใชเราคิดเอง แตวามีกระแสของใจอีกดวงที่เรานึกถึงทานมันอยูในใจเราเอง นี่ไมมีภาพนะ มีแคความรูสึกทางใจคลายตาทิพย จะเกิดขึ้นไดก็ตอเมื่อ ใจของเธอแตตอนตนเนียะ มันไมแตกแยกออกไปเปนนิวรณ ยามปกติของ ่เธอ เธอพิจารณาตัวเธอวา ถาเราไมคิดอะไร พิจารณาเปนธรรม เรื่องเดียวกัน มันจะเหมือนคนสองคน ที่มีความคิดเห็นรองรอยไมตรงกัน ไมตรงกัน คอยแยงกันบาง คอยทะเลาะกันบาง ตองมาดากัน คอยวากัน คอยเตือนกันตลอดเวลากับใจตัวเอง ตราบใดที่ ณ.เวลาขณะจิตนั้นยังเปนแบบนี้อยู เธอใชอภิญญาสมาบัติไมได เวลาเธอจะนึกถึงสิ่งใดเพื่อเกิดความรูสึกขึ้นในใจของเธอ หากใจของเธอยังมีความแตกแยกความคิดภายในใจตัวเองนะที่ไมไปในทางเดียวกันกําลังอภิญญาไมเกิด เธอใชความเปนทิพยของใจไมได แตถาเมื่อใด เมื่อใดก็ตามที่ภายในใจของเธอ มันรวมกันเปนหนึ่ง หมายถึงวามันคิดเรื่องเดียวกัน มันเขาใจเรื่องเดียวกัน มันไมมีความคิดแตกแยกออกไป ตอนนัน ้แหละ เธอใชกําลังของจิตของเธอเปนอภิญญาไดแลว แลวเมื่อเธอนึกถึงพระ นึกถึงองคใด ความรูสึกของเธอก็จะเกิดขึ้นทันที ณ.เวลานัน ความรูที่เธอถามวา บางทีเราไมทัน ้จะถามก็มีความรูสึกวา ทานพูดอะไรเขามาในใจเรา พูดอยางนี้ อยางนี้ เราไมไดเออเองคิดเอง เออเอง นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นไดตามความเปนจริง เขาเรียกวาทิพยจกขุญาณออนๆ ัที่ยังไมมีภาพ เพราะสมาธิมันยังไมตั้งมั่นในระดับเพียงพอที่จะเกิดภาพขึ้นมาได แตมันเกิดความรูสึกภายในใจได เราพูดอยางนี้ มีเหตุมีผลพอไหม พอนาเชื่อไหม พอเราจะเชื่อวาที่เราปฏิบัติเนี่ยะ คือ อภิญญาเล็กๆเนี่ยะ เปนของไมยาก เธอคิดวาเธอทําไดไหมมันไมยาก ถาเธอเอาใจจดใจจอในเวลากอนที่เราจะไปนึกถึงใครนะ ทําตรงเนี้ยะ ทําไมตองทําสมาธิก็เพื่อใหเกิดปญญา ถูกไหมลูก ทําไงตองเกิดปญญาใหไดดี เราตองรักษาศีล มันจะไดมีสมาธิงายขึ้น เพราะตราบใดที่เรายังเจริญพรหมวิหาร ๔ อยู สมาธิเกิดงาย ทรงตัวงาย ความวุนวายเรื่องของคนอื่นมันนอย ยิ่งเราเขาใจความเปนจริงมากเทาไหร สมาธิจิตก็จะรวมตัวกันแนนขึ้น มีกําลังมากขึ้น และทรงตัวไดนานขึ้น ตอนนั้นนะเราสามารถใชอภิญญาที่มากกวาครึ่งกําลังก็ทําได ความสําคัญเวลาทานสอนแนวทาง ทานจึงสอนใหพิจารณา เพื่อใหจิตนะรวมตัวกันเปนหนึ่ง และ ณ.เวลานันนะ ้จึงตองอาศัยผูที่เขาคอยแนะนําเราตอนแรกๆก็เพราะวาเดี๋ยวเราก็จะวอกแวกเรื่องนั้น
  11. 11. วอกแวกเรื่องนี้ แตพอถึงเวลาทีเ่ รากลับจากครูบาอาจารยแลวเราตองทําเอง ปฏิบัติเองบางคนบอกวาทําเองไมได กลับไปแลวทําไมเหมือนกับที่อยูทวด อยูกับครูเพราะอะไร ี่ ัเพราะวาเวลากลับไปบาน ใจมันถูกแตกออกเปนสองทาง มันไมมีความคิดเห็นไปในทางเดียวกัน คือ ไมสงบ วิธีทําใหมันสงบ มันตองเอาเรื่องใหมันคิดอยูในทางเดียวกันและตองเขาใจเหมือนกัน คือมันยอมรับความคิดดวยกัน มันถึงจะยอมสงบ ถูกไหม วิธีที่ดีที่สุด คือใหคิดเรื่องของความเปนจริง มันถึงจะยอมสงบ ถาคิดเรื่องคนนั้น เดี๋ยวมันแยง คิดเรื่องคนนี้มันจะแยง มันจะมีเหตุมีผลของมันคอยโตแยง ตลอดเวลา สังเกตซิเวลาเราตองการจะรูคนนันเปนยังไง รูวาเขาทําอะไรถูกหรือผิด หรือเราไมชอบใจเขา มัน ้จะมีเหตุผลของมันมากมาย คอยแยงกันเอง คอยคิดกันเองตลอด ตอนนั้นมันจะมีอะไรกําลัง ไมมีแลว เขาเรียกวานิวรณกวนใจแลว ฟุงซานแลว แตถาเราคิดทางธรรมซิ มันจะนิ่ง มันจะเปนอารมณเดียว ถูกไหม สังเกตซิ ฉันจึงยกตัวอยางอุปมาเหมือนเราอยูดวยกันสองคน ถาไมคยเรื่องธรรม ไมมีกําลัง ทําอะไรก็ไมสามัคคีกัน มันจะเถียงกัน ุนอกธรรมแลวเถียงกันแน เอาความคิดเห็นของตนเปนใหญ อีกคนก็เอาความคิดเห็นของตนเปนใหญ ทะเลาะกันไหม ทะเลาะกัน ทํางานไมสําเร็จหรอก มันแตกแยกกันคนละคนแลว มันไมรวมสามัคคีกันแลว แตถาเขาใจธรรมดวยกัน สนทนาธรรมดวยกันเห็นสิ่งนี้เหมือนกัน มันรวมกันเปนหนึงไหม เปนหนึ่ง เวลาทําอะไรสําเร็จงายไหม สําเร็จ ่งาย ตอนนันคือ นิวรณไมกวนใจทั้งคู อุปมาใหฟงวา แมแตใจเราเองก็เหมือนกัน ถา ้ตองการใหมีกําลังของอภิญญาสมาบัติ ทําไมเราจึงจําจะตองพิจารณาธรรม มันเปนเรื่องสําคัญที่ตองคิดไหม ตองคิดเห็น เธอจะทิ้งวิปสสนาญาณในการเขาใจความเปนจริงไมได เหตุผลก็เพราะวา มันไมสามารถทําใหใจของเธอรวมตัวกันเปนหนึ่งไดงายๆ นี่คุยตามเหตุตามผลนะ เธอจะไดรูสกวา ไอการปฏิบัติเพื่ออภิญญาเล็กๆนอยๆเนี่ยะมัน ึทํางาย มันไมใชเรื่องยาก แตจะทรงใหอภิญญามันเกิดอภิญญาใหญ มันตองมีความแนวแน ไมใชแคเฉพาะเวลา อยางนีเ้ ราทําเฉพาะเวลาได อภิญญาเล็กๆนะ แคเธอนั่งนิ่งๆ ลืมตา หลับตาดูแลวก็พิจารณาธรรม ทําใจใหมันสบาย ภาวนาสักนิดนึง ไมตองมาก แลวก็ทําใจพิจารณาสังขาร รางกายสักหนอยนึง ใหรสึกวาใจเรานิ่งสบาย ตอนนี้ ูเรานึกถึงใครดีนอ นึกถึงพระพุทธเจา นึกถึงหลวงปู นึกถึงหลวงพอ นึกถึงองคใดองคหนึ่ง ใจเรานึกจริงๆ ตั้งใจนึกถึงทานจริง ทานนะถึงเราเลย ในเวลานันปุบ ถาเรารูสึก ้ 
  12. 12. อะไรเกิดขึ้นมาเหมือนกับเราไมทันจะถาม ทานบอกวา ไมตองคิดมากลูก เหมือนเราคิดเอง พูดเอง ตอบเองไหม เหมือนอยางนั้น แตจริงๆเราไมใชตอบเอง คิดเอง แตเกิดจากสิ่งที่ ใจเรานะไดรับสัมผัสใจของทานจริงๆ ที่มีความรูสึกอยางนี้เกิดขึ้น เวลาคนอื่นที่จะเขามาสูเราใหรับรูไดเขาตองอาศัยเวลาเราหลับ เคลิ้มๆ ใชเวลาไดเทานัน ถาเวลาเธอ ้กําลังวุนวายสันสนอยางนี้ไมมีทาง ใครเขามาใจเธอไดเลย ผีก็เขามารับรูวุนวายใจเธอก็ไมได ไมมีทาง มันจะเขาเมื่อใจเธอออน ออนลงไปไมมีกําลัง เหมือนกับคนครึ่งหลับครึ่งตื่น อยางเนียะ ชวงอยางเนี้ยะ กําลังไมมีสมาธิ กําลังโพเพล โพเพลใจออนเปลี้ยเพลีย ้นั่นแหละจะมีสิ่งนี้เขามากวนใจเรางาย แตถาเรามีความมั่นคงแนวแน ไมทิ้งพระ ไมทง ิ้ธรรม ไมทิ้งความดี และก็ทรงใจแคเนี้ยะ อภิญญาของจิต ไอส่งที่ชั่วรายเขามาแตะตอง ิเราไมไดเพราะเรามีกําลัง ใจเรามีกําลัง ตอนนี้เรานึกถึงพระถึง ความรูสึกของเราไมไดคุยกับผี ไมไดคยกับสิ่งที่เปนสกปรก สิ่งที่มาเปนโทษกับใจเราไมไดคุยแลว คุยกับพระ ุตรงๆเลย คุยกับหลวงปูก็คุยกับทาน หรือหลวงพอก็คุยกับทาน จิตมันจะรูสึกตอบเอง โตเอง กลับมันเอง เหมือนกับเราคุยกันเองในใจเหมือนกัน เหมือนกับกอนหนานั้นที่เรายังไมไดใชความสงบเขาชวยใหจิตรวมตัวเปนหนึง เราจะไดรบกระแสอะไร กระแสของ ่ ัความเยือกเย็น ความรูสึกในสิ่งที่เรา เหมือนคุยกันเองแตเปนความที่เราสบายใจไดคําตอบ ไดความนุมนวลภายในซึ่งแตกตางกับเวลาเราทะเลาะกันเองภายใน มันขัดแยงกันโดยสิ้นเชิง มันมีแตความเรารอน นี่คือสิงที่ไดใชความรูสึกของอารมณไปสัมผัสได ่ถาเปนของจริงเราสงบจริง เรามีอภิญญาเล็กๆจริง เราไปกราบพระ และเรามีความรูสึกพระทานพูดอะไรขางในจริงๆ มันจะเปนอารมณที่เบาแลวสบายใจ แตบางคนมันเกิดชั่วขณะหนึ่ง เดี๋ยวก็หายไปนั่นแสดงวา เราทรงสมาธิที่จะใหจตรวมตัวกันเปนหนึ่งเนี่ยะ ิทรงไดประเดี๋ยวเดียว หลังจากนันมันแวบไปเรื่องอื่นแลว มันทิ้งธรรมแลว เธอก็ตองเอา ้ธรรมะกลับมาใหม พิจารณาธรรมใหม เวลาครูเขาฝกมโนมยิทธิเขาจึงฝกอยางนี้ไง พอเผลอเขาก็ดงพิจารณาใหม เอาพิจารณานะ พิจารณารางกายกันใหมนะใชไหม ดึงใจให ึกลับมาใหม ใหรวมตัวกันใหม พอเธอนิ่งๆสงบดี เอา เห็นพระไหม เริ่มตนใหม ดําเนินเรื่องตอไปได นี่คือเหตุผลที่เธอควรเชือ ไมไดสักแตวาเชื่อวาทําไมเพียงแคนึกถึง ถึง ใจ ่เราจึงสามารถจะสัมผัสกับผูทละอัตรภาพไปแลวสามารถจะรูใจของทาน รูความคิดของ ี่ทาน รูในสิ่งที่ทานพูดอะไร อะไรกับเราได มันเปนของฝกไมยาก ทําไมยาก หนึ่ง เธอ
  13. 13. อยาละซึ่งศีล สอง เธออยาทิ้งธรรม พยายามใครครวญธรรมตลอดเวลา ความตายนึกเอาไว อยางนอยเราก็นกถึงความตายไวเปนปรกตินะ ทําอยางนี้ ภาวนาเราก็ภาวนา ึบาง หรือมันจะไมแนนนักก็พอประปราย พอใหเราคิดถึงธรรมได คิดถึงความเปนจริงคําวาทุกขบาง คิดถึงความไมเที่ยงบาง คิดถึงสิงที่เตองกิดขึ้นความเปนจริงที่เราตองเปนไป คือ ความตายบาง คิดถึงความนาเบื่อหนายของความเปนมนุษยบางจับใหใจเรารูสึกวาเออ เราอยูกับอารมณเนี้ยะ รูสึกมันสบายจังเลย มันไมเอาแลว เราไมตองการอะไรอีกแลวตอนนี้เธอจะนึกถึงอะไร นิพพาน ไปนิพพานดีกวา เราพูดวาไปนิพพานดีกวา เราจะไมเห็นนิพพานเปนยังไง บางคนนะ ภาพไมมีประกายเปนแกวระยิบระยับบางใส อารมณรูสึกวาเบาเปนสุข เราอาจจะไมรูสึกแบนี้ในบางคน แตเรารูสึกวาถาเราไปนิพพานเราตองพบพระพุทธเจากอน สิ่งทีเ่ ราสัมผัสไดแนนอนคือ ดวงพระหฤทัยของพระพุทธเจา เพราะวาพระพุทธเจาอยูนิพพาน พระอรหันตทานอยูกันที่นิพพาน เมื่อเรา บอกวาเราตองการจะไปนิพพานเราตองไปพบพระพุทธเจากอนเปนอันดับแรก สิ่งที่เธอสัมผัสไดคอ ความรูสึกภายในใจของเธอ เมื่อเรารูสึกวาเราตองการไปกราบพระพุทธเจา ืเราจะมีความรูสึกเย็นๆ โปรงๆ ขึ้นมาในใจเราเอง ถาเราทูลถามสิ่งใดภายในใจปุบ ก็จะมีคําตอบภายในใจของเราเอง เหมือนเราคิดเอง ตอบเอง นั่นคือความรูสึกทางใจคลายตาทิพย ความรูสกแรกทานจึงบอกใหเชื่อเพราะอะไร เพราะวาสมาธิของเรามันสั้นนัก ึวิปสสนาญาณของเราไมทรงตัวในความที่เราเขาใจในธรรมมันไมทรงตัว ประเดี๋ยวมันหมดไปตองกลับมาเริ่มตนใหม มันจึงเกิดความรูสึกชั่วขณะแรกๆ หลวงพอจึงสอนวาความรูสึกแรกใหเชื่อแตความรูสึกตอไปนี่มันชักจะเพี้ยนไดก็เพราะวา เราไมไดทรงธรรมสมาธิไมทรงตัวใชอารมณตอไปไมได ถาตองการจะฝกใหมันทรงตัวเราก็ตองมากดวยสมาธิมากดวยวิปสสนาญาณ สองตัวนี้ใหทรงตัวมากๆหนอย เราไปกราบพระ เราก็จะไดรับความรูสึกจากที่พระพุทธเจาสัมผัสในใจเราวา พระองคทรงตรัสอยางนี้ ทรงกลาววาจากับเราอยางนี้ พูดงายๆ เรารูสึกอยูใกลพระองคจริงๆ และเมื่อสมาธิมนดีถึงระดับที่ ัสามารถจะเห็นภาพได มันก็จะปรากฏภาพใหเห็น สวยสดงดงามตามความเปนจริงเห็นไหมวาทีหลวงพอทานพูดถูกตองทุกประการ เปนขั้นเปนตอนทั้งหมด เปนเหตุเปน ่ผลทีเ่ รามาพิจารณาแลว จริง การที่เราจะเชื่อวาใจเราสามารถที่จะสัมผัสใจของทานทั้งหลายเปนของที่ทําไดงาย ถาเธอทําไดบอยๆวันละหลายๆครั้งก็เทากับวาเรามีที่พักใจ 
  14. 14. ไหม มีที่พักใจ เราทิ้งความวุนวายกับมนุษยไดไมยาก เรามีความเสวย ไปเสวยอารมณเปนสุขไดสักนิดก็ยังดี ดีกวาเรามาเสวยอารมณที่เปนทุกขในโลกมนุษยถูกไหม การฝกอภิญญาสมาบัตเล็กๆ ฉันตองบอกวาของเล็กๆนอยๆ ทํากันเถอะ จงขยันทําอยางนี้แลว ิใจเราจะปกนึกถึงสิ่งทีเ่ ปนความดีเนี่ยะงายมาก คุยกับพระเปนของคุยได ถามวาคุยยังไง ก็ความรูสกภายในใจของเรานั่นแหละทีเ่ กิดขึ้นดวยเหตุดวยผลทีพูดใหฟงตั้งแต ึ ่ ผานมาเอาไปทบทวนนะวา ถาใจเรามันถูกแตกออกเปนสองสวน มีความขัดแยงกันไมลงรอย ตอนนั้น เรียกวามีนิวรณกวนใจไมเปนสมาธิ เมื่อใดก็ตามที่จิตมันคิดไปในทางเดียวกัน ตอนนั้นเปนสมาธิ มีกําลัง บางคนที่พูดวา ถามันรวมตัวกันเพราะอารมณโกรธมันจึงมีแรงพยาบาทแรง เขาคิดอะไร ใหมันเปนยังไง มันเปนไปตามนั้นได ในพระสูตรมีที่มทานก็ถามวา คนเราตั้งจิตอธิฐานปรารถนาใหเปนอะไร คนดีไดเฉพาะคนดีหรือ คน ี ไมดกทําไดนะถาเขามีสัจจะวาจา อารมณเปนอารมณเดียว นิ่งอยูสิ่งเดียว แลวก็ปกใจ ี็ลงไปก็เปนตามนั้นไดเหมือนกัน เห็นไหม ผลของใจถามันสามารถรวมกันเปนหนึ่งคิดไปในทางเดียวกัน คิดเห็นไปในทางเดียวกันไมวาจะคิดเห็นไปในทางดีหรือทางชั่วมันมีกําลังเปนสมาธิท้งนั้น แตเราใชความคิดเห็นในทางสัมมาทิฏฐิ สัมมาสมาธิ เพื่อใชใน ัการเขาถึงความสุข เราก็มุงใจในการใครครวญธรรมเปนหลัก ถาทิ้งธรรมมันพาเราเขวแตเราทรงธรรมอยูในใจเรา ใครครวญอยูตลอดเวลา จิตมันก็จะเปนเรื่องเดียวกันเหมือนเราคิดเห็นในทางเดียวกันถูกไหม ตอนนันมีสมาธิ ถึงจะเปนสมาธิเล็กๆนอยๆ ้มันก็สามารถจะทําใหใจของเราสัมผัสไดแลวแคประเดี๋ยวประดาวก็สัมผัสได ถาเธอสามารถเขาใจในธรรมและทรงตัวอยูตลอดเวลา หมายความวา ณ. เวลานั้นเธอไม สนใจเรื่องของใครเลยถูกไหมลูก มันก็สนใจเฉพาะธรรมอยางเดียว ในความเปนจริงอยางเดียว นั่นคือนิวรณไมกวนใจเธอแลวยิ่งฝกบอยๆเขาความคลองตัวก็มากขึ้นยิ่งจิตใจจดจอกับเอานิมิตเปนหลักสมาธิก็แกกลามากขึ้น เราจะวุนวายกับคนอื่นมันไมวุนเพราะวาธรรมมันครองใจเรา เราไมทิ้งความจริงไมทิ้งธรรมะคําสอน วนกระทบใหมันรวมกันใหจตมันรวมกัน เหมือนกับเปนสิ่งทีสมานใจเรานะ ใหมันรวมกันเปน หลอหลอม ิ ่ใหมันรวมกันแลวมีกําลัง โดยอาศัยความจริงคือธรรมะคําสอนของพระพุทธเจาที่เราเขาใจมันคืออะไร ประครองใจเราไวใหอยูอยางนี้ นันนะ นิวรณกินใจเราไมไดแน ่ในขณะที่เปนอยางนี้ปบเราทรงสมาธิหนักเขามันก็จะเปนผลึก ผลึก แนนขึ้นๆ สวางขึ้น
  15. 15. จาขึ้น เกิดอานุภาพมากขึ้น ตอนนันมันหลุดไปไดทั้งกําลังแลว อภิญญาเต็มๆ ฝกเต็ม ้กําลังก็ได ไปอยางอภิญญาเต็มตัวก็เปนเรื่องงายๆ เห็นไหม การปฏิบัติไมใชของยากขอใหเธอเชื่อ แตไมเชื่ออยางไรเหตุผลไมเชื่อตามที่เขาพูด แตเชื่อในเราไดคดพิจารณา ิถึงหลักความเปนจริงวามันเปนอยางนี้จริงๆ มันพิสูจนได ไอตอนอยางนี้ เธอมีสมาธิอยางนอยเธอใจเบาๆอยางนี้ อยางฉันวาไปหาพระกันไหม ไปงาย คนพาไปเธอก็ไปมโนมยิทธิ ถึงเธอจะหลับตานิ่งๆ เธอก็ไมเห็นอะไรแตวาเธอๆไปจริงๆ คนเขาเห็นเธอวาเธอไปแตตัวเธอไมเห็นวาเธอไป เห็นไหมหละ อารมณอยางนี้มนไปได มันสัมผัสได ัขอใหเขาใจอยางนี้นะ ไปทบทวนนะจําหลักไววาเมื่อใดที่ใจของเราแตกเปนสองตอนนัน ้คือนิวรณ ถาตองการใหจิตมันรวมตัวกันเปนหนึ่งเธอตองเอาธรรมะใครครวญในธรรมมาเปนตัวสมานใจของเธอใหรวมกันเปนหนึ่ง มันเปนอยางเดียวที่สามารถทําได เมื่อรวมตัวกันเปนหนึ่ง เธอก็จิตใจจดจอกับอยางใดอยางหนึ่งมันก็จะมีกําลังแกกลา ตอนนั้นนะ ถาทรงตัวนานเธอก็ไปคุยกับทานไดนานตามที่เราทรงตัวไวทรงตัว ๕ นาทีเธอก็คุยกับพระได ๕ นาที ทรงตัวไดชั่วโมง เธอก็คยกับพระไดชั่วโมง ถาทรงตัวไดแคนิดๆ ุหนอยๆ ก็คยไดแปบเดียว ความรูสกแรกเทานั้นนะ ความรูสึกตอไปเขวแลวใชไมไดเห็น ุ ึไหม มันมีหลักไหม มันก็มีหลักของมันตายตัวอยูแลววา ถาคุณตองการใหทรงตัว คุณก็ตองจับนิมิตนิ่งๆ สงบ หลังจากที่คุณเอาใจของคุณมารวมกันใหเปนหนึงแลว วิปสสนา ่ ญาณเปนสิ่งที่คุณจะตองทําเพื่อหลอหลอมใหใจมันกลมเกลียวกันเปนหนึ่งเดียวมิฉะนั้นเดี๋ยวมันจะแตกความคิดแลว พอเรานิ่งๆจับภาวนา มันคิดไอโนน มันไปคิดไอนี่เดี๋ยวไปเรื่องอยากไอนั่น อยากทําบุญไอนี่ ไปเพอเจอ ฟุงซานไหมนิวรณปรากฏเธอจะใชกําลังใจของเธอไปเพืออภิญญาสมาบัติเปนไปไมได แคจะเอามาคิดพิจารณาธรรมให ่เขาใจยังทําไมไดเลย เพราะสมาธิไมเกิดแลวนิวรณกวนใจเธอแลว ครูบาอาจารยทานจึงสอนวา อยาทิ้ง ทําอะไรใหควบคูกันไปตลอดพอเขาใจนะ หลักการปฏิบัติอยาทิ้งการพิจารณาเอาความจริงเขามาคิด เพื่อใหใจของเธอนะมันรวมกันนิ่งๆสงบ เปนเนือ ้เดียวกัน เหมือนเธอกําลังทะเลาะกันสองคน ลองคุยกันโดยธรรม สนทนาธรรมมันเริ่มแลว จางลงแลว ความแตกแยกมันจางลงไปแลว มันรวมกันเปนหนึ่งแลวเนี่ยะสามัคคีกันแลว เห็นไดชัดเปนเชนนั้นจริงๆ เอาเวลาก็วนนี้ยาวนานเกินปรกติไปหนอยเพราะวา ัตองการใหเธอเขาใจเรื่องนี้จริงๆ ที่พูดมายืดยาวเนี่ยะนะอธิบายเหตุผลใหฟงวาทําไม

×