Successfully reported this slideshow.
We use your LinkedIn profile and activity data to personalize ads and to show you more relevant ads. You can change your ad preferences anytime.

บทที่ 2 เอกสารที่เกี่ยวข้อง

657 views

Published on

  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

บทที่ 2 เอกสารที่เกี่ยวข้อง

  1. 1. บทที่ 2 เอกสารที่เกี่ยวข้อง ในการจัดทําโครงงานคอมพิวเตอร์ การพัฒนาเว็บบล็อก (WebBlog) ด้วย Wordpressเรื่องลักษณะการทํางานของ3G นี้ ผู้จัดทําโครงงานได้ศึกษาเอกสารและจากเว็บไซต์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องดังต่อไปนี้2.1 ความสาคัญของเทคโนโลยี3G 3G คือ โทรศัพท์เคลื่อนที่ยุคที่สาม หรือมาตรฐาน IMT-2000 นั้นนิยามสั้นๆ เพื่อให้เข้าใจตรงกันว่า  “ต้องมี แพลทฟอร์ม (Platform) สําหรับการหลอมรวมของบริการต่างๆ อาทิ กิจการประจํา ที่ (Fixed Service) กิจการเคลื่อนที่ (Mobile Service) บริการสื่อสารเสียง ข้อมูล อินเทอร์เน็ต และ พหุสื่อ (Multimedia) เป็นไปในทิศทางเดียวกัน” คือ สามารถถ่ายเท ส่ง ต่อข้อมูล ดิจิตอล ไปยังอุปกรณ์โทรคมนาคมประเภทต่างๆ ให้สามารถรับส่งข้อมูลได้  “ความ สามารถในการใช้โครงข่ายทั่วโลก (Global Roaming) ” คือ ผู้บริโภคสามารถ ถือ อุปกรณ์โทรศัพท์เคลื่อนที่ไปใช้ได้ทั่วโลก โดยไม่ต้องเปลี่ยนเครื่อง  “บริการที่ไม่ขาดตอน (Seamless Delivery Service) ” คือ การใช้งานโทรศัพท์เคลื่อนที่โดย ไม่รู้สึกถึงการเปลี่ยน เซลล์ไซต์ (Cell Site) เขาใช้คําว่า Seam less นั้นแปลว่า ไร้รอยตะเข็บ นะครับ  อัตรา ความเร็วในการส่งข้อมูล (Transmission Rate) ในมาตรฐาน IMT-2000 นั้นกําหนด ไว้ว่าต้องมีอัตราความเร็วดังนี้ [  o o ในสภาวะอยู่กับที่หรือขณะเดิน มีความเร็วอย่างน้อยที่สุด 2 เมกะบิต/วินาที o ในสภาวะเคลื่อนที่โดย ยานพาหนะ มีความเร็วอย่างน้อยที่สุด 384 กิโลบิต/วินาที o ทุกสภาวะ มีความเร็วอย่างมากที่สุด 14.4 เมกะบิต/วินาที
  2. 2. จุดเริ่มต้นของ เทคโนโลยี 3Gมาตรฐานโทรศัพท์เคลื่อน ที่ยุคที่ 3 (Third Generation Mobile Network หรือ 3G) เป็นเทคโนโลยียุคถัดมาจากการเปิดให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ยุคที่ 2 หรือ 2G ซึ่งประสบความสําเร็จในการสร้างมูลค่าทางธุรกิจสื่อสารไร้สายอย่างมหาศาลนับ ตั้งแต่ พ.ศ. 2537 เป็นต้นมา ในยุคของโทรศัพท์เคลื่อนที่ 2G มีมาตรฐานที่สําคัญที่มีการนิยมใช้งานทั่วโลกอยู่ 2 มาตรฐาน กล่าวคือมาตรฐาน GSM (Global System for Mobile Communication) อันเป็นมาตรฐานของกลุ่มสหภาพยุโรป ปัจจุบันมีส่วนแบ่งทางการตลาดทั่วโลกสูงที่สุด และมาตรฐาน CDMA (Code DivisionMultiple Access) อันเป็นมาตรฐานจากสหรัฐอเมริกา มีส่วนแบ่งการตลาดเป็นอันดับที่สองจุดมุ่งหมายของการพัฒนา มาตรฐานโทรศัพท์เคลื่อนที่ 2G ขึ้น ก็เพื่อตอบสนองความต้องการใช้งานระบบสื่อสารไร้สายส่วนบุคคล (Personal Communication) ในลักษณะไร้พรมแดน (GlobalCommunication) โดยเปิดโอกาสให้ผู้ใช้บริการสามารถนําเครื่องลูกข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ไปใช้งานในที่ใด ๆ ก็ได้ทั่วโลกที่มีการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ดังกล่าว และยังเป็นยุคของการนํามาตรฐานสื่อสารแบบดิจิตอลสมบูรณ์แบบมาใช้รักษาความ ปลอดภัย และเสริมประสิทธิภาพในการสื่อสารหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นบริการส่งข้อความแบบสั้น (Short Message Serviceหรือ SMS) และการเริ่มต้นของยุคสื่อสารข้อมูลผ่านเครื่องลูกข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ เป็นครั้งแรกโดยมาตรฐาน GSM และ CDMA ตอบสนองความต้องการสื่อสารข้อมูลด้วยอัตราเร็วสูงสุด 9,600บิตต่อวินาที ซึ่งถือว่าเพียงพอเมื่อเปรียบเทียบกับอัตราเร็วของการสื่อสารผ่านโมเด็มใน เครือข่ายโทรศัพท์พื้นฐานเมื่อกว่าสิบปีก่อนการตอบรับของกลุ่มผู้ บริโภคบริการสื่อสารไร้สายทั่วโลก ทําให้มาตรฐานโทรศัพท์เคลื่อนที่ 2Gสร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการณ์ทั่วโลกอย่างมหาศาล ก่อให้เกิดการเปิดสัมปทานและนํามาซึ่งการแข่งขันอย่างรุนแรงในแทบทุกประเทศ ซึ่งปัจจัยดังกล่าวนอกจากจะมีผลทําให้เกิดการเพิ่มจํานวนของผู้ใช้บริการอย่าง ก้าวกระโดดแล้ว ในขณะเดียวกันยังสร้างผลกระทบต่อรายได้โดยเฉลี่ยต่อเลขหมาย (Average Revenue per User หรือ ARPU) ของผู้ให้บริการเครือข่าย อันเนื่องมาจากการกลยุทธ์การแข่งขันด้านราคา ยิ่งเมื่อมีการเปิดตัวบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบพร้อมใช้(Prepaid Subscriber) ตั้งแต่ พ.ศ. 2540 เป็นต้นมา ก็ทําให้เกิดการลดถอยของ ARPU ลงอย่างต่อเนื่อง พร้อม กับปัญหาผู้ใช้บริการย้ายค่าย (Brand Switching) ที่รุนแรงขึ้นเพื่อเป็นการสร้างความ เชื่อมั่นในตราสินค้าและยังเป็นการสร้างรายได้ เพิ่มเพื่อชดเชย ARPU ที่ลดต่ําลง เนื่องจากปรากฏการณ์อิ่มตัวของบริการสื่อสารด้วยเสียง (Voice Service) ผู้ประกอบการใน
  3. 3. ธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั่วโลกจึงมีความเห็นตรงกันที่จะ สร้างบริการสื่อสารไร้สายรูปแบบใหม่ ๆขึ้น โดยพัฒนาเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ 2G ที่เปิดใช้งานอยู่ ให้มีศักยภาพเพิ่มเติมเพื่อรองรับบริการสื่อสารข้อมูลแบบที่มิใช่เสียง (Non-Voice Communication) พร้อมกับการวางแผนธุรกิจแผนปฏิบัติการทางวิศวกรรม การตลาด และแผนการลงทุน เพื่อสร้างกระแสความต้องการ(Demand Aggregation) ให้กับฐานลูกค้าผู้ใช้บริการที่มีอยู่เดิม เพื่อเพิ่ม ARPU ให้สูงขึน พร้อม ๆ ้กับผลักดันให้เกิดบริการรูปแบบใหม่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นการรับส่งข้อมูลแบบ EMS (EnhancedMessaging Service) หรือ MMS (Multimedia Messaging Service) รวมถึงบริการท่องโลกอินเทอร์เน็ตไร้สายผ่านอุปกรณ์สื่อสารรุ่นใหม่ ๆ ซึ่งมีทั้งที่เป็นโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั่ว ๆ ไป อุปกรณ์ไร้สายประเภท PDA (Personal Digital Assistant) และโทรศัพท์เคลื่อนที่อัจฉริยะ (Smart Phone)เพื่อเป็นการใช้ประโยชน์ จากเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ 2G ที่ได้มีการลงทุนไว้แล้วให้เกิดประโยชน์สูงสุด มาตรฐานเทคโนโลยีการสื่อสารข้อมูลในรูปแบบใหม่ ๆ จึงถูกกําหนดขึ้น ภายใต้แนวคิดในการพัฒนาเครือข่ายเดิม ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยี HSCSD (High Speed Circuit SwitchingData), GPRS (General Packet Radio Service) หรือ EDGE (Enhanced Data Rate for GPRSEvolution) ของค่าย GSM และเทคโนโลยี cdma20001xEV-DV หรือ cdma20001xEV-DO ของค่ายCDMA ดังแสดงพัฒนาการในรูปที่ 1 เรียกมาตรฐานต่อยอดดังกล่าวโดยรวมว่า เทคโนโลยียุค2.5G/2.75G ซึ่งในช่วงเวลานี้เองที่ปรากฏมีมาตรฐานโทรศัพท์เคลื่อนที่ PDC (Packet DigitalCellular) เปิดให้บริการสื่อสารข้อมูลในลักษณะของเทคโนโลยี 2.5G ภายใต้ชื่อเครื่องหมายการค้าi-mode ซึ่งประสบความสําเร็จอย่างมากในการเปิดศักราชของการให้บริการสื่อสารข้อมูล แบบมัลติมีเดียไร้สายในประเทศญี่ปุ่น และได้กลายเป็นต้นแบบของการจัดทําธุรกิจ Non-Voice ให้กับผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั่วโลกในเวลาต่อมาการเติบโตของธุรกิจ Non-Voiceตั้งแต่ พ.ศ. 2543 เป็นต้นมาอันเป็นยุคเริ่มต้นของเทคโนโลยี 2.5G ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั่วโลกรวมทั้งในประเทศไทย มีการผลักดันบริการสื่อสารข้อมูลรูปแบบใหม่ ๆในรูปแบบ Non-Voice เพื่อสร้างกระแสนิยมในกลุ่มผู้บริโภคมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการใช้ประโยชน์จากเครือข่าย 2.5G อย่างเต็มรูปแบบ หรือเป็นการผลักดันให้เกิดการยอมรับในบริการที่มีอยู่แล้ว อันได้แก่บริการ SMS ซึ่งในปัจจุบันจะเห็นว่าบริการเหล่านี้ได้กลายเป็นช่องทางสําคัญที่เพิ่ม มูลค่าให้บริการ ARPU ของบรรดาผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ รูปที่ 2 แสดงให้เห็นถึงการเติบโตของบริการประเภทต่าง ๆ บนเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ในภาพรวมของทั้งทวีปเอเชียตั้งแต่
  4. 4. ช่วงปี พ.ศ. 2544 จนถึง พ.ศ. 2553 ซึ่งในท้ายที่สุดบริการแบบ Non-Voice จะมีสัดส่วนที่เป็นนัยสําคัญต่อรายได้รวมทั้งหมดสําหรับธุรกิจโทรศัพท์ เคลื่อนที่ในประเทศไทยเอง นับตั้งแต่การเปิดให้บริการประเภท Non-Voiceอย่างจริงจังเมื่อต้นปี พ.ศ. 2545 เป็นต้นมา บรรดาผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ก็สามารถสร้างรายได้เพื่อ เสริมทดแทนการลดทอนของค่า ARPU ภายในเครือข่ายของตน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการเปิดตัวบริการสื่อสารไร้สายมัลติมีเดียของ บริษัท ฮัทชิสัน ซีเอที ไวร์เลส มัลติมีเดีย จํากัด(HUTCH) เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2546 เป็นต้นมา สภาพการแข่งขันในธุรกิจสื่อสารไร้สายในประเทศไทยก็เริ่มมุ่งความสําคัญในการ สร้างบริการ Non-Voice ใหม่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นการเปิดให้บริการMMS อย่างเป็นทางการ การคิดโปรโมชั่นกระตุ้นการท่องอินเทอร์เน็ตผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ หรือแม้กระทั่งการทดลองเปิดให้บริการชมภาพยนตร์ผ่านทางโทรศัพท์เคลื่อนที่ (TV on Mobile) ซึ่งความพยายามของผู้ให้บริการเครือข่ายแต่ละราย ทําให้เกิดกระแสความสนใจใช้บริการ Non-Voiceเพิ่มมากขึ้นรูปที่ 3 และ 4 แสดงถึงความสําคัญของรายได้ที่เกิดขึ้นจากบริการ Non-Voice นับตั้งแต่ช่วงต้นปีพ.ศ. 2546 เป็นต้นมา อันมีผลทําให้บรรดาผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่สามารถเพิ่มค่าARPU ของตนให้มีแนวโน้มสูงขึ้น พร้อม ๆ กับการเพิ่มจํานวนผู้ใช้บริการภายในเครือข่ายของตนซึ่งแตกต่างจากสภาพการณ์ในช่วงก่อนหน้านี้ที่รายได้เฉลี่ยของตนตกลงเรื่อย ๆ สวนทางกับการเพิ่มจํานวนของกลุ่มผู้ใช้บริการ โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาถึงกลุ่มผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่พร้อมใช้ ซึ่งถือเป็นกลุ่มผู้ใช้บริการส่วนใหญ่ของประเทศ มีการเพิ่มค่า ARPU ขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ส่วนหนึ่งจะมาจากนโยบายการตลาดของผู้ให้บริการที่มีการจํากัดเวลาในการโทร ให้สัมพันธ์กับวงเงินก็ตาม แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่า ความนิยมในบริการ Non-Voice ประเภท SMS และ EMS โดยเฉพาะที่อยู่ในรูปแบบของบริการดาวน์โหลดรูปภาพ (Logo/Animation) และเสียงเรียกเข้า(Ringtone) ในกลุ่มวัยรุ่นและนักศึกษามีผลอย่างเป็นนัยสําคัญต่อการเพิ่มค่า ARPU ดังกล่าวข้อจากัดของเครือ ข่าย 2.5G และ 2.75Gมาตรฐานโทรศัพท์เคลื่อน ที่ 2.5G หรือ 2.75G แม้จะสามารถรองรับการสื่อสารประเภท Non-Voice ได้ แต่ก็ไม่อาจสร้างบริการประเภท Killer Application ที่ผลิกผันรูปแบบการให้บริการได้อย่างชัดเจน ดังจะเห็นได้จากสถาการณ์การให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในประเทศไทย ที่แม้จะมีการเติบโตอย่างชัดเจนในตลาดประเภท Non-Voice แต่เมื่อศึกษาอย่างละเอียดก็จะพบว่าบริการที่ประสบความสําเร็จเกือบทั้งหมด ล้วนเป็นบริการประเภท SMS และ EMS ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นการ
  5. 5. ดาวน์โหลดรูปภาพหรือเสียงเรียกเข้า รวมถึงการเล่นเกมส์ตอบปัญหาหรือส่งผลโหวตที่ปรากฏอยู่ตามสื่อชนิดต่าง ๆ ซึ่งบริการเหล่านี้ล้วนเป็นบริการพื้นฐานในเครือข่าย 2Gข้อจํากัดของเครือข่าย โทรศัพท์เคลื่อน 2.5G และ 2.75G เกิดขึ้นมาจากความพยายามพัฒนาเครือข่าย 2G เดิม ไม่ว่าจะเป็นมาตรฐาน GSM หรือ CDMA ให้เกิดประโยชน์สูงสุด คุ้มค่าการลงทุน ทําให้ผู้ให้บริการเครือข่ายไม่อาจบริหารจัดการทรัพยากรเครือข่ายโทรศัพท์ เคลื่อนที่ได้อย่างคล่องตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีของเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ GSM ไม่ว่าจะเป็นย่านความถี่ 900 เมกะเฮิตรซ์ , 1800 เมกะเฮิตรซ์ หรือ 1900 เมกะเฮิตรซ์ เนื่องจากอุปกรณ์ที่มีการติดตั้งใช้งานมาตั้งแต่การเปิดให้บริการในยุค 2G ล้วนเป็นเทคโนโลยีเก่า มีการทํางานแบบ Time DivisionMultiple Access (TDMA) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเก่า ต้องจัดสรรวงจรให้กับผู้ใช้งานตายตัว ไม่สามารถนําทรัพยากรเครือข่ายมาใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เทคโนโลยีดังกล่าวเหมาะสําหรับการสื่อสารข้อมูลแบบ Voice ซึ่งต้องการคุณภาพและความคมชัดในการสนทนาแม้เมื่อมีการพัฒนา เทคโนโลยี GPRS และ EDGE ซึ่งถือเป็นการเสริมเทคโนโลยีสื่อสารข้อมูลแบบแพ็กเกตสวิตชิ่ง (Packet Switching) ที่มีความยืดหยุ่นในการสื่อสารข้อมูลแบบ Non-Voice ในลักษณะเดียวกับที่พบในเครือข่ายอินเทอร์เน็ตก็ตาม แต่เทคโนโลยีทั้ง 2 ประเภทนี้ก็ถือว่าเป็นการต่อยอด บนเครือข่ายแบบเดิมที่มีการทํางานแบบ TDMA ทําให้ผู้ให้บริการเครือข่ายต้องพะวงกับการจัดสรรทรัพยากรช่องสื่อสาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการจัดสรรวงจรสื่อสารผ่านคลื่นความถี่วิทยุจากสถานีฐาน ไปยังเครื่องลูกข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ ทําให้ไม่สามารถเปิดให้บริการแบบ Non-Voice ได้อย่างเต็มรูปแบบ เนื่องจากจะทําให้เกิดผลรบกวนต่อจํานวนวงจรสื่อสารแบบ Voice มากจนเกินไปด้วยเหตุดังกล่าว จึงพบว่าไม่มีผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ 2.5G หรือ 2.75G รายใดในโลก สามารถเปิดให้บริการเทคโนโลยี GPRS ด้วยอัตราเร็วสูงสุด 171 กิโลบิตต่อวินาที หรือ EDGEด้วยอัตราเร็ว 384 กิโลบิตต่อวินาทีได้ เนื่องจากการทําเช่นนั้นจะทําให้สถานีฐาน (Base Station) ที่ทําหน้าที่รับส่งสัญญาณกับเครื่องลูกข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ ไม่มีวงจรสื่อสารเหลือสําหรับให้บริการแบบ Voice อีกต่อไป ผลที่เกิดขึ้นในมุมมองของผู้ใช้บริการก็คือความเชื่องช้าในการสื่อสารข้อมูลผ่านเครือข่าย 2.5G และ 2.75G ทําให้หมดความสนใจที่จะใช้บริการต่อไป โดยในขณะเดียวกันก็มีบริการสื่อสารอัตราเร็วสูงแบบบรอดแบนด์ผ่านคู่สาย เช่น DSL (Digital Subscriber Line) เป็นทางเลือกสําหรับใช้บริการ ความสนใจที่จะใช้เครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่เพื่อรับส่งข้อมูลจึงมีอยู่เฉพาะการเล่นเกมส์และส่ง SMS, MMS ซึ่งทําได้ง่าย และมีการประชาสัมพันธ์ดึงดูดใจมากมาย
  6. 6. มาตรฐานโทรศัพท์ เคลื่อนที่ 3Gเพื่อเป็นการเพิ่มความ คล่องตัวในการเปิดให้บริการ Non-Voice อย่างเต็มรูปแบบ พร้อมทั้งยังคงรักษาคุณภาพในการให้บริการ Voice ด้วยระดับคุณภาพที่ทัดเทียมหรือดีกว่าในยุค 2G องค์กรสากล3GPP (Third Generation Program Partnership) และ 3GPP2 จึงได้กําหนดมาตรฐานโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3G ขึ้น โดยมีมาตรฐานสําคัญอยู่ 2 ประเภท คือมาตรฐาน UMTS (Universal Mobile Telecommunications Services) เป็นมาตรฐานที่ออกแบบมาสําหรับผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ได้นํา ไปพัฒนาจากยุค 2G/2.5G/2.75G ไปสู่มาตรฐานยุค 3G อย่างเต็มตัว รับผิดชอบการพัฒนามาตรฐานโดยองค์กร 3GPP มีเทคโนโลยีหลักที่ปัจจุบันมีการยอมรับใช้งานทั่วโลกคือมาตรฐาน Wideband Code Division Multiple Access (W-CDMA) โดยในอนาคตจะมีการพัฒนาต่อเนื่องไปสู่มาตรฐาน HSDPA (High Speed DownlinkPacket Access) ซึ่งรองรับการสื่อสารด้วยอัตราเร็วสูงถึง 14 เมกะบิตต่อวินาที หรือเร็วกว่าการสื่อสารแบบ 2.75G ถึง 36 เท่า มาตรฐาน W-CDMA นี้เองที่กิจการร่วมค้า ไทย - โมบาย กําลังจะดําเนินการพัฒนาเพื่อเปิดให้บริการภายในต้นปี พ.ศ. 2548 นอกจากจะเป็นเส้นทางในการพัฒนาสู่มาตรฐาน 3G ของบรรดาผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ GSM แล้ว มาตรฐาน W-CDMAยังได้รับการยอมรับจากผู้ให้บริการรายใหญ่อย่างบริษัท NTT DoCoMo ผู้เปิดให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ I-mode ซึ่งใช้เทคโนโลยี PDC ให้เป็นมาตรฐาน 3G สําหรับใช้งานภายใต้เครื่องหมายการค่า “FOMA” โดยได้เปิดให้บริการในประเทศญี่ปุ่นตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2544 เป็นต้นมา และปัจจุบัน W-CDMA ได้กลายเป็นเครือข่าย 3G ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศญี่ปุ่นมาตรฐาน cdma2000 เป็นการพัฒนาเครือข่าย CDMA ให้รองรับการสื่อสารในยุค 3G รับผิดชอบการพัฒนามาตรฐานโดยองค์กร 3GPP2 มีเทคโนโลยีหลักคือ cdma2000-3xRTT ที่มีศักยภาพเทียบเท่ากับมาตรฐาน W-CDMA ของค่ายยุโรป แต่ปัจจุบันยังไม่มีกําหนดความพร้อมสําหรับให้บริการเชิงพาณิชย์ที่ชัดเจน สําหรับในประเทศไทย บริษัท ฮัทชิสัน ซีเอที ไวร์เลส มัลติมีเดียจํากัด เปิดให้บริการเฉพาะเครือข่าย cdma20001xEV-DO ซึ่งยังมีขีดความสามารถเทียบเท่าเครือข่าย2.75G เท่านั้นมาตรฐานโทรศัพท์เคลื่อน ที่ W-CDMA ได้รับการออกแบบมาเพื่อให้รองรับการสื่อสารแบบมัลติมีเดียสมบูรณ์แบบ โดยเปลี่ยนแปลงรูปแบบการสื่อสารชนิด TDMA ที่ปรากฏอยู่ในเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ยุค 2G/2.5G/2.75G ไปเป็นการสื่อสารแบบแพ็กเกตสวิทชิ่งเต็มรูปแบบ สามารถรองรับทั้งการสื่อสารทั้ง Voice และ Non-Voice โดยมีมาตรฐานการรองรับและควบคุมคุณภาพของ
  7. 7. ข้อมูลที่สมบูรณ์แบบ อันเป็นผลต่อเนื่องมาจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีการเข้ารหัสข้อมูล(Information Coding) จึงทําให้ผู้ให้บริการเครือข่าย 3G ก้าวพ้นจากข้อจํากัดในการบริหารจัดการข้อมูลประเภท Voice และ Non-Voice ดังที่ปรากฏอยู่ในมาตรฐาน 2G/2.5G/2.75G ได้อย่างเด็ดขาดอย่างไรก็ตามเพื่อให้ เครือข่าย W-CDMA สามารถรองรับการสื่อสารข้อมูลได้อย่างเต็มรูปแบบ และให้เกิดความคล่องตัวในการจัดสรรทรัพยากรความถี่วิทยุ จึงจําเป็นต้องมีการกําหนดย่านความถี่สําหรับใช้เปิดให้บริการ โดยเป็นไปตามแผนผังการจัดวางความถี่สากลทั่วโลกดังแสดงในรูปที่ 5ด้วยเหตุดังกล่าวจึงทําให้ กิจการร่วมค้าไทย - โมบาย เป็นเพียงผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่รายเดียวในประเทศไทยที่สามารถเปิด ให้บริการเครือข่าย 3G แบบ W-CDMA ได้ในทันที เนื่องจากมีสิทธิ์ใช้คลื่นความถี่วิทยุในย่าน 1965 – 1980 เมกะเฮิตรซ์ และ 2155 – 2170 เมกะเฮิตรซ์ ขณะที่ผู้ให้บริการเครือข่ายรายอื่น ๆ จําเป็นต้องยื่นคําร้องผ่านกระบวนการจัดสรรคลื่นความถี่วิทยุโดยคณะกรรมการ กิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์แห่งชาติ (กสช.) ซึ่งคาดว่าจะต้องใช้เวลาอีกหลายปีเพื่อได้สิทธิ์ในการเปิดให้บริการ W-CDMA เป็นรายต่อไปจุดเด่นของ มาตรฐานโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3G แบบ W-CDMAนอกจากมาตรฐานโทรศัพท์ เคลื่อนที่ 3G จะมีการพัฒนาเทคโนโลยีสถานีฐาน (Base StationSubsystem) จากยุค 2G ซึ่งใช้เทคโนโลยี TDMA เป็นการรับส่งข้อมูลในรูปแบบแพ็กเกตเพื่อความคล่องตัวในการจัดสรรทรัพยากร ความถี่สําหรับให้บริการทั้งแบบ Voice และ Non-Voice อย่างเกิดประโยชน์สูงสุด อันจะช่วยสร้างความรู้สึกให้กับผู้ใช้บริการ (End User Perception) ถึงความรวดเร็วในการสื่อสารข้อมูล และยังคงรักษาคุณภาพของการสนทนาที่เหนือกว่ามาตรฐาน2G/2.5G/2.75G แล้ว มาตรฐาน W-CDMA ยังมีความคล่องตัวในการเชื่อมต่อเข้ากับเครือข่ายข้อมูลที่อยู่ในโลกอิน เทอร์เน็ต เนื่องจากมาตรฐานการเชื่อมต่อต่าง ๆ สอดรับกับมาตรฐานของอุตสาหกรรมอินเทอร์เน็ตทุกประการ ก่อให้เกิดการเปิดกว้างในรูปแบบของความร่วมมือกับพันธมิตรจํานวนมาก มีความคล่องตัวในการบันทึก จัดเก็บ และบริหารจัดการข้อมูลประเภทสื่อข้อมูล (Content) ต่าง ๆเมื่อทําการเปรียบเทียบ เฉพาะด้านของอัตราเร็วในการสื่อสารข้อมูลดังแสดงใน รูปที่ 6 จะเห็นว่ามาตรฐานโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3G นอกจากจะรองรับการสื่อสารข้อมูลที่รวดเร็วกว่ามาตรฐาน2G/2.5G/2.75G แล้ว ยังก่อให้เกิดการถือกําเนิดของบริการรูปแบบใหม่ ๆ ที่ไม่สามารถสร้างขึ้นบนเครือข่ายยุคในตระกูล 2G/2.5G/2.75G ได้ ที่เห็นได้ชัดเจนก็คือบริการ Video Telephony และVideo Conference ซึ่งเป็นการสื่อสารแบบเห็นหน้ากัน โดยเครือข่าย 3G จะทําการถ่ายทอดสดทั้ง
  8. 8. ภาพและเสียงระหว่างคู่สนทนา โดยไม่เกิดความหน่วงหรือล่าช้าของข้อมูล บริการในลักษณะนี้จะกลายเป็น จุดขาย สําคัญประการหนึ่งของมาตรฐานการสื่อสารแบบ 3G ทั้งนี้เครื่องลูกข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3G ที่มีจําหน่ายในปัจจุบัน ล้วนรองรับบริการ Video Telephony แล้วทั้งสิ้น จึงสามารถเปิดให้บริการดังกล่าวได้ในทันทีข้อมูลจาก UMTS Forum ในรูปที่ 7 แสดงให้เห็นถึงการเติบโตของจํานวนผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3G แบบ W-CDMA เปรียบเทียบกับมาตรฐาน GSM โดยพิจารณาอัตราการเติบโตภายในช่วง 10 ไตรมาสแรก (2 ปีครึ่ง) หลังจากการเปิดให้บริการ GSM ในเดือนมกราคมพ.ศ. 2535 เทียบกับ 10 ไตรมาสแรกหลังจากการเปิดให้บริการ W-CDMA ในเดือนตุลาคม พ.ศ.2544 พบว่าเครือข่าย 3G แบบ W-CDMA มีอัตราการเติบโตที่สูงกว่ามาก มูลเหตุสําคัญมาจากแรงผลักดัน (Business Momentum) ที่ผู้ใช้บริการ 2.5G หรือ 2.75G รอคอยเครือข่ายสื่อสารไร้สายที่สามารถตอบสนองความต้องการในการสื่อสารข้อมูล ด้วยอัตราเร็วสูงอย่างแท้จริง อีกทั้งผู้ให้บริการเครือข่ายยังมีความคล่องตัวในการจัดสรรเครือข่ายในด้าน ต่าง ๆ เพื่อสร้างบริการสื่อสารประเภท Non-Voice ที่ต้องพึ่งพาอัตราเร็วในการสื่อสารข้อมูลที่สูงขึ้น นอกเหนือจากบริการ Non-Voice พื้นฐานอย่าง SMS และ EMSกล่าวโดยสรุป ปัจจัยสําคัญที่ส่งผลให้มาตรฐานเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3G แบบ W-CDMA มีแนวโน้มของการประสบความสําเร็จทางธุรกิจที่รวดเร็วกว่ามาตรฐาน 2G จนถึง 2.75G นั้น สืบเนื่องมาจากการปฏิวัติรูปแบบของเทคโนโลยีเครือข่าย เพื่อตอบสนองรูปแบบการสร้างความร่วมมือทางธุรกิจให้ผลักดันบริการ Non-Voice อย่างเต็มรูปแบบ ทั้งนี้ UMTS Forum ได้กล่าวถึงจุดเด่นของมาตรฐาน W-CDMA ซึ่งจะนําความสําเร็จในการดําเนินธุรกิจให้กับผู้ประกอบการดังนี้(เอกสาร Why the world has chosen W-CDMA : 24 September 2003)1. เครือข่าย W-CDMA รับประกันคุณภาพในการรองรับข้อมูลแบบ Voice และ Non-Voice ในแง่ของผู้ใช้บริการจะรับรู้ได้ว่าคุณภาพเสียงจากการใช้งานเครือข่าย 3G ชัดเจนกว่าหรืออย่างน้อยเทียบเท่าการสนทนาผ่านเครือข่าย 2G ส่วนการรับส่งข้อมูลแบบ Non-Voice จะรับรู้ถึงอัตราเร็วในการสื่อสารที่สูงกว่าการใช้งานผ่านเครือข่าย 2.5G และ 2.75G มาก อันเป็นผลมาจากการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีเครือข่าย และใช้ยานความถี่ที่สูงขึ้น ่2. W-CDMA เป็นมาตรฐานเปิด (Open Standard) ซึ่งได้รับการพัฒนาโดยกลุ่ม 3GPP ซึ่งเป็นกลุ่มเดียวกับผู้พัฒนามาตรฐาน GSM ทําให้ผู้ให้บริการ 3G สามารถเชื่อมต่อเครือข่าย 3G เข้าหากันได้ถึงขั้นอนุญาตให้มีการใช้งานข้ามเครือข่าย (Roaming) เช่นเดียวกับที่เป็นอยู่ในเครือข่ายยุค 2G
  9. 9. นอกจากนั้นยังสามารถเชื่อมต่อเพื่อการใช้งานข้ามเครือข่ายกับมาตรฐาน 2G/2.5G/2.75G ได้ในทันที โดยผู้ใช้บริการเพียงมีอุปกรณ์สื่อสารแบบ Dual Mode เท่านั้น ทําให้เกิดลู่ทางในการสร้างเครือข่าย W-CDMA เพื่อเปิดให้ผู้ประกอบการเครือข่ายรายอื่นได้ร่วมเข้าใช้บริการ ในลักษณะของMobile Virtual Network Operator (MVNO) เป็นรายได้ที่สําคัญนอกเหนือจากการให้บริการ 3Gกับผู้ใช้บริการที่จดทะเบียนภายในเครือข่าย3. มาตรฐาน W-CDMA เป็นมาตรฐานโลก ที่จะเข้ามาแทนที่เครือข่ายในตระกูล GSM เช่นเดียวกับเหตุการณ์ที่เครือข่าย GSM เข้ามาแทนที่เครือข่าย 1G เมื่อกว่า 10 ปีที่แล้ว จึงเป็นการรับประกันถึงพัฒนาการที่มีอย่างต่อเนื่องในด้านต่าง ๆ การเร่งเปิดให้บริการ 3G จึงเปรียบได้กับการเร่งเข้าสู่ตลาดโทรศัพท์เคลื่อนที่ 2G ของผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ยักษ์ใหญ่ในปัจจุบันที่เกิดขึ้น ในอดีต4. พิจารณาเฉพาะการให้บริการแบบ Voice จะเห็นว่าการลงทุนสร้างเครือข่าย W-CDMA มีต้นทุนที่ต่ํากว่าการสร้างเครือข่าย GSM ถึงกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากมาตรฐาน W-CDMA มีความยืดหยุ่นและคล่องตัวให้ผู้ประกอบสามารถปรับเปลี่ยนทรัพยากรความถี่ เพื่อรองรับ Voice และNon-Voice ได้อย่างผสมผสาน ต่างจากการกําหนดทรัพยากรตายตัวในกรณีของเทคโนโลยี GSM5. W-CDMA เป็นมาตรฐานสื่อสารไร้สายชนิดเดียวที่มีรูปแบบการทํางานแบบแถบความถี่กว้าง(Wideband) อันนํามาซึ่งประสิทธิภาพในการสร้างพื้นที่ให้บริการที่กว้างใหญ่ ไปพร้อม ๆ กับความสะดวกในการเพิ่มขยายขีดความสามารถในการรองรับข้อมูลข่าวสาร ต่างจากเครือข่าย 2Gโดยทั่วไปที่ปัจจุบันเริ่มประสบกับปัญหาการจัดสรรความถี่ที่ไม่เพียงพอต่อ การขยายเครือข่ายเนื่องจากเป็นระบบแบบแถบความถี่แคบ (Narrow Band)6. กลไกการทํางานภายในเครือข่าย W-CDMA เป็นไปตามมาตรฐานสากล โดยเฉพาะมาตรฐานIETF (Internet Engineering Task Force) ทําให้ผู้ประกอบการสามารถเปิดโอกาสให้พันธมิตรทางธุรกิจซึ่งมีความเชี่ยวชาญ ในการพัฒนาโปรแกรมหรือบริการพิเศษต่าง ๆ บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้ทําการพัฒนาสร้างบริการผ่านอุปกรณ์สื่อสารไร้สาย โดยใช้ทักษะความสามารถและความชํานาญที่มีอยู่ เป็นการกระตุ้นให้เกิดบริการประเภท Non-Voice ได้สารพัดรูปแบบ7. มีแนวทางในการพัฒนาขีดความสามารถในรองรับการสื่อสารข้อมูลที่มีอัตราเร็วสูง ขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาสู่มาตรฐาน HSDPA ที่รองรับการสื่อสารข้อมูลด้วยอัตราเร็วที่สูงมากถึง 14 เมกะบิตต่อวินาที ในขณะที่มาตรฐานโทรศัพท์เคลื่อนที่ GSM ไม่สามารถพัฒนาให้รองรับการสื่อสารข้อมูล
  10. 10. ได้มากกว่าเทคโนโลยี EDGE ในปัจจุบัน ซึ่งรองรับข้อมูลได้ด้วยอัตราเร็ว 384 กิโลบิตต่อวินาทีและในความเป็นจริงก็ไม่สามารถเปิดให้บริการด้วยอัตราเร็วถึงระดับดังกล่าว ได้ เนื่องจากจะทําให้สถานีไม่สามารถรองรับบริการ Voice ได้อีกต่อไป8. ในอนาคตมาตรฐานโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3G มีทิศทางการพัฒนาที่ชัดเจนในการรวมตัวกับมาตรฐานสื่อสารไร้สายชนิดอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นมาตรฐาน Wireless LAN (IEEE802.11b/g) หรือWiMAX (IEEE802.16d/e/e+) ทําให้ผู้ใช้บริการเครือข่ายไร้สายสามารถเคลื่อนย้ายไปใช้งานในเครือข่ายใด ๆ ก็ได้ตามความเหมาะสมทางภูมิประเทศ โดยยังคงได้รับการดูแลโดยผู้ให้บริการเครือข่าย 3Gความสําคัญต่าง ๆ เหล่านี้เองที่เป็นแรงผลักดันให้ผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่อนที่ GSM จํานวนมากทั่วโลก รวมนักลงทุนหน้าใหม่ ให้ความสําคัญสําหรับการแสวงหาสิทธิ์ในการเปิดให้บริการเครือข่าย 3G และมีแผนกําหนดเปิดให้บริการเทคโนโลยี W-CDMA ดังมีข้อมูลแสดงในรูปที่ 8โดยเฉพาะยักษ์ใหญ่ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่อันดับต้น ๆ ของโลก 8 รายได้ตัดสินใจเลือกมาตรฐาน W-CDMA เป็นเทคโนโลยี 3G ดังแสดงในรูปที่ 9ในท้ายที่สุด ความสมบูรณ์แบบในการรองรับธุรกิจ Non-Voice ของมาตรฐานโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3Gแบบ W-CDMA จะช่วยผลักดันให้เกิดห่วงโซ่ธุรกิจที่สมบูรณ์แบบ ดังแสดงในรูปที่ 10 แม้จะมีความพยายามในกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจโทรคมนาคมภายในประเทศที่จะผลัก ดันให้เกิดการประสานผลประโยชน์อย่างลงตัวระหว่างผู้ให้บริการเครือข่าย โทรศัพท์เคลื่อนที่ 2G/2.5G/2.75Gกับผู้ประกอบการสื่อข้อมูลต่าง ๆ มาก่อนหน้านี้ แต่เนื่องจากข้อจํากัดของเครือข่ายในตระกูล GSMและ CDMA เองที่ไม่มีความยืดหยุ่นเพียงพอที่จะสร้างความประทับใจต่อผู้ใช้บริการ จึงทําให้เกิดการขาดช่วงของความสมดุลในการผสานผลประโยชน์ เมื่อพิจารณาจากความสําเร็จของเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ FOMA ของบริษัท NTT DoCoMo ซึ่งเป็นผู้ให้บริการรายแรกที่เปิดให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3G แบบ W-CDMA และประสบความสําเร็จในการดึงศักยภาพของเครือข่าย W-CDMA ให้เกื้อหนุนต่อความลงตัวสําหรับการร่วมมือในธุรกิจ Non-Voice ในประเทศญี่ปุ่นอย่างงดงาม ต่อเนื่องด้วยความคืบหน้าในการสานต่อโครงสร้างธุรกิจ Non-Voice ในประเทศจีนและอีกหลาย ๆ ประเทศ จึงสรุปได้ว่ามาตรฐานโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3G แบบ W-CDMA จะเป็นการเปิดประตูสู่ธุรกิจ Non-Voice ในประเทศไทยในอนาคตอันใกล้
  11. 11. 2.2 ข้อมูลเกี่ยวกับสื่อสังคม Social Media 2.2.1 ความหมายของ Social Media Social = สังคมNetwork = เครือข่ายMedia = สื่อ สื่อ ที่เป็น เครือข่าย ใน สังคม เหมือน เวลาที่เราจะกินข้าว จะใช้มือจกกินเลยก็ได้นะ ไม่ต้องพึ่งใคร แต่เมื่อไหร่ที่ใช้ช้อนตักข้าวเข้าปาก นั่นหมายความว่า “ช้อน ทาให้คุณกินข้าวได้สะดวกขึ้น” ใช่หรือไม่ เช่นเดียวกันกับ Social Network เค้าก็อยู่ของเค้าดีๆ ก็สื่อสารกันได้ไม่มีปัญหา แต่เมื่อมี Media เข้ามา Network จึงไม่มีความหมายอีกต่อไป เหลือแค่ Social+Media ก็สามารถเข้ามาการสื่อสารแบบเครือข่ายก็สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น จึงเป็นที่นยมของผู้ที่เห็นช่องทางทําการตลาด ิจนเกิดเป็น Social Media Marketing ซึ่งการ ใช้สื่อประเภทนี้ ควรมีคําเตือนติดข้างผนังก่อนลงมือทําทุกครั้ง เพราะเมื่อไหร่ที่เราใช้สื่อผิดประเภท หรือผิดช่องทาง สิ่งที่คิดว่าจะได้ผลตอบรับ อาจกลายเป็น “ผลตอกกลับ” มาจากผู้บริโภคก็เป็นได้ เพราะการทํา Social Media Marketing เป็นเสมือนการยืนหน้าไปหาคนที่ไม่รู้จักในเวลาที่เค้ากําลังเมาท์กันมันส์ สนั่นชุมชนโคกอีแร้ง หรือที่เรียกว่า “Community” ใครที่ยืนหน้าเข้าไปในเวลาที่กําลังเกิดดราม่าอย่างละคร เมียแต่ง ถ้าไม่สวยกว่า เรยา ก็อย่าได้ยืนหน้าเข้าไปเวลานั้นเลยค่ะ เพราะนอกจากจะไม่มีใครสนใจแล้ว เค้าอาจจะเข้าใจผิดว่าคุณจะมาขอแบ่งสามีเค้าก็ได้นะคะ การสสื่อสารบ น Social Media จึงจาเป็นต้องมีวิธีที่น่าสนใจ ในเวลาที่เหมาะสม และตรงกลุ่มเป้าหมาย เพราะฉะนั้น Social Media Marketing ไม่ใช่แค่การสร้างตัวตนให้รู้ว่ามี แต่มันคือ การสร้างตัวตนให้มีคนรู้จัก กล้าเข้าใกล้และให้ความสนิท สนมอย่างสนิทใจ ไม่ใช่การสร้างตัวตนที่มีคนเห็น แต่ไม่มีใครจับต้องได้ เพราะมันจะไม่ต่างกับ “ผี” ที่ไม่มีตัวตน 2.2.2 ประวัติความเป็นมาและพัฒนาการของ Social Media 3G,Social Media และความเป็นไทยส่วนสรุปบทความ
  12. 12. ปัจจุบันคนไทยมีโอกาสเข้าถึง Internet ความเร็วสูงหรือ Broadbandได้ โดยมีการขยายตัวเพิ่มถึง 40เท่าในระยะเวลาอันสั้น คงไม่ต้องสงสัยเลยว่าในอนาคตต่อจากนี้ Broadband จะกลายเป็นสิ่งสําคัญในชีวิตของคนไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สถิติการใช้งานInternetนั้นมีการเติบโตอย่างรวดเร็วมาก โดยตลาดมีการขยายตัวสูงถึง 40เท่าโดยประมาณ การสู้รบระหว่าง Digital กับ Traditionalจะต้องมาจบด้วยความพ่ายแพ้ของวื่อยุคเก่าประเทศไทยจะก้าวต่อไปในโลก Digital อย่างที่เพื่อนบ้านได้เริ่มมากกว่าทศวรรษแล้วนโยบายของรัฐบาลไทยในปัจจุบัน ในหัวข้อที่ว่า “Creative Economy” นั้น คนไทยจะมีโอกาสสร้างฝันให้เป็นจริงได้หรือไม่นั้น อยู่ที่การประยุกต์และผสมผสานเทคโนโลยีเข้ากับจุดเด่นของประเทศเพื่อให้เกิดคุณค่าทางเศรษฐกิจสูงสุด ดังนั้นถือว่าเทคโนโลยีก็เป็นปัจจัยที่สําคัญมากสําหรับนโยบายการพัฒนาประเทศเทคโนโลยีในการเข้าถึงได้มีการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง การแข่งขันเปิดอย่างเสรี ทําให้มีเวทีในการแข่งขันระหว่างบริษัทชั้นนํา เช่น Apple และ Google ได้นํามาสู่ Disruptive Technology เช่นiphone4,IPAD,Android ที่มีการนํามาใช้งานBroadband ด้วยอุปกรณ์มือถือขนาดเล็กผ่านโครงข่าย3G มีประสิทธิภาพอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ภายใต้ราคาที่เข้าถึงได้ และกําลังมียอดขายในประเทศอย่างถล่มทลาย จึงเป็น Corvergance ของTechnology ที่ระบบโครงข่าย 3G ซึ่งกําลังจะมีขึ้นทั่วประเทศประจวบกับเทคโนโลยีในการเข้าถึง กําลังร่วมสร้างปรากฏการณ์ของ Broadband ที่จะเป็นDisruptive Change แบบต้องตะลึงกัน อย่างไรก็ดี Broadband เป็นดาบสองคม ถึงจะมีประโยชน์ในด้านการสื่อสาร ธุรกิจ การศึกษา ฯลฯ จนกระทั่งเพิ่ม GDP ให้กับพื้นที่ครอบคลุมได้ แต่อย่าลืมว่าBroadband ก็เป็นเครื่องมือเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร ความคิด วัฒนธรรม ในรูปแบบของข้อความ ภาพเสียง และวีดิโอ ที่สามารถนําไปสู่การสร้างสังคมออนไลน์ หรือ Social Media เช่น Facebook,YouTube และ Twitter ที่ไม่สามารถทําได้ด้วยสื่อชนิดอื่นนอกจากนี้ในปัจจุบันเรากําลังเรากําลังเข้าสู่นวัตกรรมของ โลกจําลอง หรือ Virtual World ที่อาจมาในรูปแบบของ Second Life หรือเกมออนไลน์ ทั้งหมดนี้ มีอิทธิพลต่อ ความคิด วัฒนธรรม ซึ่งมีความสําคัญกับการหล่อหลอมแนวคิดความเป็นไทยอยากหลีกเลี่ยงไม่ได้
  13. 13. สิ่งหนึ่งที่น่าสังเกตอีกประการคือ Social media ที่คนไทยใช้เวลาด้วยมากที่สุดล้วนเป็นของต่างชาติแต่ในสายตาบริษัทที่ควบคุมโดยต่างชาติแล้ว ตลาดในประเทศไทยไม่ใช่ตลาดใหญ่หรือตลาดที่สําคัญ ยังไม่มีบริษัท,ศูนย์บริการ หรือกระทั่งพนักงานที่รับผิดชอบประเทศไทยเลย ทั้งนี้ socialmedia ที่ปราศจากความเป็นไทยกําลังมีอิทธิพลมากในสังคม จํานวนชั่วโมงการใช้social mediaต่อวันมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง และอาจเป็นไปได้ที่คุณค่าทางวัฒนธรรมของคนไทยจะถูกลบเลือนโดยอิทธิพลของต่าง ชาติผ่านBroadband ด้วยเหตุผลที่ว่า สือยุคเก่ามีข้อบังคับการนําเสนอข่าวที่ต้องเป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้ ่และ ความเป็นไทย แต่สื่อทางอินเตอร์เน็ตนั้นผู้ใช้สามารถเลือกเข้าชมข้อมูลได้อย่างอิสระปราศจากข้อจํากัดที่เข้มงวดส่วนวิเคราะห์บทความการติดต่อสื่อสารกันในปัจจุบันนี้นั้น “social media” คงเป็นอีกคําที่หลายๆคนคุ้นหูกันในฐานะของสื่อที่เข้ามามีบทบาทอย่างมากใน ประเทศไทยรวมถึงทั่วโลกด้วย ไม่ว่าจะในรูปแบบของการติดต่อสื่อสารของบุคคล,ติดต่อประสานงานในองค์กรหรือ แม้กระทั่งการเข้ามาทําธุรกิจผ่านช่องทางดังกล่าว บทบาทของSocial Media ในประเทศไทยนั้นส่งผลกระทบต่อการดําเนินธุรกิจขององค์กรต่างๆด้วย จะเห็นได้จากการที่องค์กรต่างๆต้องมีการปรับกลยุทธ์และการดําเนินธุรกิจโดยมี การดึง social media เข้าไปใช้องค์กรเพื่อให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีของสังคมไทย ในยุคปัจจุบันข้อดีของการ Social Media,3 ในประเทศไทย1.เป็นการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้ก้าวเข้าสู่อีกขั้นของเทคโนโลยีในด้าน การติดต่อสื่อสาร จะเห็นได้ว่าในอดีตนั้นสื่อหลักที่ใช้กันในประเทศจะเป็นสื่อจําพวก โทรทัศน์,วิทยุ,สื่อสิ่งพิมพ์ ซึ่งเป็นจากการติดต่อสื่อสารแบบทางเดียว ไม่มีการตอบกลับของผู้รับสื่อ เป็นการป้อนข้อมูลผ่านสื่อให้กับผู้บริโภค แต่เมื่อมีการนํา Social Media เข้ามาใช้นั้น เป็นสื่อที่อิสระในด้านของการให้ข้อมูลและมีการตอบกลับในส่วนของความคิดเห็น ผ่านสื่อ (เป็นการสื่อสารแบบ Two-way-communication) ซึ่งจะมีลักษณะเด่นในเรื่องของการมีส่วนร่วมเป็นอย่างมาก ผู้เสพสื่อหรือผู้รับสื่อก็สามารถเป็นผู้ส่งสารได้ในเวลาเดียวกัน2.มีการผุดขึ้นของธุรกิจขนาดเล็กจนถึงขนาดใหญ่เป็นจํานวนมากผ่านการใช้ สื่อ social media ไม่ว่าจะเป็น hi5,facebook,twitter ก็จะมีผู้เข้ามาดําเนินธุรกิจในรูปแบบนี้ กลายเป็นอีกช่องทางหนึ่งใน
  14. 14. การทําธุรกิจที่มีความสะดวกสบายและง่ายต่อการ ดําเนินงาน นอกจากนี้ยังประหยัดต้นทุนและค่าใช้จ่ายจํานวนมาก,บริหารจัดการง่ายในส่วนของ สินค้า จะเห็นได้ว่ามีธุรกิจจํานวนไม่น้อยที่ประสบความสําเร็จจากการทําธุรกิจผ่านสื่อ ทางอินเตอร์เน็ต เช่น ร้านหนังสือ Amazon,weloveshopping รวมถึงร้านขนาดเล็กๆอีกมากมาย3.เป็นประโยชน์ในเรื่องของการสร้างเครือข่ายต่างๆ ไม่ผ่านจะเป็นในด้านของธุรกิจ,การเมือง หรือแม้กระทั่งความชอบหรืองานอดิเรกต่างๆ จะเห็นได้จากแฟนเพจในด้านต่างๆที่มีจํานวนมากในสื่ออินเตอร์เน็ต ปัจจุบันนี้ร้านค้าหรือองค์กรธุรกิจต่างๆก็ใช้การสร้างเครือข่ายเป็นอีกช่อง ทางในการให้ข้อมูลต่างๆของบริษัท ไม่ว่าจะเป็นรายละเอียดในส่วนของสินค้า,โปรโมชั่นต่างๆ หรือแม้กระทั่งการรับฟังข้อมูลความคิดเห็นของลูกค้าผ่านทางสื่อนี้ เนื่องจากมีความสะดวกและสามารถเข้าถึงลูกค้าได้เป็นจํานวนมาก4.เครือข่าย 3G ถูกพัฒนาเพื่อตอบสนองการใช้งานด้านข้อมูลเป็นหลัก เช่น การรับ-ส่งไฟล์เพลง,วีดีโอ, รูปภาพ, การดาวน์โหลดคอนเท้นต์, การเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต, การใช้บริการเสริม เป็นต้นสามารถส่งเพลง MP3 หรือไฟล์วีดีโอ ได้ในเวลาที่รวดเร็ว ในขณะที่เครือข่าย GPRS / EDGE ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันจะใช้เวลานานมากๆ ดังนั้นเป็นประโยชน์อย่างมากสําหรับบุคคลหรือองค์กรที่เน้นการใช้งานอินเตอร์ เน็ตหรือใช้งานด้านข้อมูลเป็นหลัก ซึ่งจะเป็นการช่วยลดเวลาในการดําเนินงานรวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพในด้านการ ดําเนินงานและการจัดเก็บข้อมูลได้เป็นอย่างดีข้อเสียของการ Social Media,3 ในประเทศไทย1.การเข้ามาของสื่อในประเทศไทยนั้นรุนแรงและน่ากลัวของอาชญากรรมผ่านสื่อทาง นี้มีมากเนื่องจากว่าการให้ข้อมูลผ่านสื่อไม่มีเงื่อนไขหรือข้อจํากัดที่เข้มงวด ทําให้เกิดการก่ออาชญากรรมผ่านการให้ข้อมูล เช่น การล้วงความลับข้อมูลต่างๆ รวมถึงการให้ข้อมูลเท็จเพื่อหลอกลวงผู้เสพสื่อตัวอย่างเช่น ธุรกิจสถาบันการเงินมีการใช้สื่อทางSocial media เพื่อให้เกิดความสะดวกแก่ลูกค้าในด้านการทําธุรกรรมต่างๆทางการเงิน โดยเพียงแค่ใส่ข้อมูลส่วนตัวเข้าไป ลูกค้าก็สามารถทีจะทําธุรกรรมทางการเงินได้ โดยไม่ต้องเดินทางไปยังธนาคารเอง กลับก่อให้เกิดการขโมยข้อมูลเมื่อมีกลุ่มที่สร้างเวปไซด์ลวงขึ้นมาเพื่อให้ คนใช้บริการเกิดความเข้าใจผิด และเมื่อใส่ข้อมูลส่วนตัวหรือรหัสต่างๆเข้าไปในระบบ ทําให้กลุ่มผู้ไม่หวังดีดังกล่าวสามารถเข้าถึงข้อมูลของผู้ใช้บริการได้2.การใช้งานด้าน Social media ในประเทศไทยนั้น ยังเป็นแค่กลุ่มใช้งาน แต่ไม่มีความสามารถในการแข่งขันได้ ถึงแม้ว่าจํานวนผู้ใช้งานในประเทศไทยนั้นมีเป็นจํานวนมาก แต่เราไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าการเข้าใช้งานสื่อทางนี้มีคนจํานวนไม่น้อยที่ เข้าใช้งานเนื่องจากเพื่อให้ตามเทรนด์ของ
  15. 15. สังคมในยุคปัจจุบันหรือเพื่อเกาะ กระแสสังคม แต่ยังขาดการพัฒนาในด้านความรู้เพื่อสร้างสื่อบริการท้องถิ่นภายในประเทศ เพื่อแข่งขันกับสื่อsocial mediaของต่างประเทศ และเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆนั้น จะเห็นได้ว่าประเทศอื่นๆมี Social network ท้องถิ่นที่มีประสิทธิภาพสูง ไม่ว่าจะเป็น QQของประเทศจีน,Cyworldของประเทศเกาหลี,Mixiของประเทศญี่ปุ่น ก็ล้วนแล้วแต่เป็นอันดับหนึ่งในประเทศของตน แม้กระทั่งในประเทศอินเดียและอินโดนีเซียก็ยังมี Mobile SocialNetwork ชื่อ Mig33 ซึ่งมีการส่งข้อความภายในประเทศเป็นสองเท่าของจํานวนทวีทของ Twitterรวมกันทั้งโลกแต่เมื่อย้อนกลับมามองที่ประเทศไทยซึ่งกําลังมีการผันกระแสจากการใช้งาน Hi5 เป็นการใช้งานFacebookและtwitterนั้นโดยมองไม่เห็นเงาของการบริการท้องถิ่นภายในประเทศเลย นอกจากนี้การลงทุนในเรื่องของของเทคโนโลยีต่างๆ เช่น บริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง IBM เข้ามาสร้าง Innovationcentre ในประเทศเวียดนาม หรือแม้กระทั่งการที่ Google.org เลือกประเทศกัมพูชาเป็น regionalcentre โดยมองข้ามประเทศไทย สาเหตุหลักนั่นก็คือความพร้อมในด้านการศึกษาและพัฒนาประเทศไทยมีการใช้งานระบบต่างๆอย่างแพร่หลายแต่กลับไม่มีความมุ่งมั่นในการ พัฒนาระบบเพื่อให้ระบบท้องถิ่นสามารถต่อสู้กับสื่อต่างประเทศที่เข้ามามี อิทธิพลของประเทศไทยได้อนาคตของประเทศไทยหากจะประสบความสําเร็จในโลกของธุรกิจของSocial Mediaนั้น ควรมุ่งที่จะพัฒนาในเรื่องของความสามารถในการแข่งขันและปลูกฝังในเรื่องของ ค่านิยมต่างๆภายในประเทศมากกว่าการเพิ่มจํานวนผู้เข้าถึงการใช้งานในสื่อทาง นี้ หากมีการมุ่งมั่นและพัฒนาอย่างจริงจัง เชื่อได้แน่นอนว่าประเทศไทยกับการผสมผสานระหว่างนโยบาย creative economyของรัฐบาลกับการพัฒนาสื่อที่มีบทบาทและทันสมัยอย่าง Social media จะทําให้ประเทศไทยก้าวเข้าไปสู่การแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านหรือแม้กระทั่ง บนเวทีโลกได้อย่างสมบูรณ์แหล่งที่มาข้อมูลhttp://drjoke.com/3g-social-mediaบทความเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2553 (ตีพิมพ์ลงหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ)เนื้อหาต้นฉบับหัวข้อ3G Social Media และความเป็นไทยhttp://drjoke.com/3g-social-media
  16. 16. โอกาสของคนไทยจะมาถึงแล้วครับ ต้องขอขอบคุณ กทช. (คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ) ด้วยใบอนุญาต 3G ที่ภายใน 4 ปี 80% ของคนไทยจะมีโอกาสเข้าถึง Internet ความเร็วสูงหรือ Broadband ซึ่งจะเพิ่มขึ้นจากราว 2% และเป็นการขยายตัวถึง 40 เท่าในระยะเวลาอันสั้น คงไม่ต้องสงสัยว่า 4 ปีหลังจากนี้ Broadband จะกลายมาเป็นสิ่งสําคัญในชีวิตคนไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้สถิติการใช้งาน Internet ที่ผ่านมา จะถูกบันทึกใหม่ด้วยการเข้าถึงโดย 80% ของคนในประเทศธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ Internet จะเติบโตอย่างรวดเร็ว ด้วยตลาดที่ขยายตัวถึง 40 เท่า การสู้รบและประวิงเวลาระหว่าง Digital กับ Traditional จะต้องมาจบลงด้วยความพ่ายแพ้โดยบริบูรณ์ของสื่อยุคเก่า ประเทศไทยจะก้าวต่อไปในโลก Digital อย่างที่เพื่อนบ้านได้เริ่มมากว่าทศวรรษแล้ว คนไทยจะมีโอกาสสร้างฝันให้เป็นจริงได้ภายใต้นโยบาย Creative Economy ของรัฐบาลปัจจุบันเทคโนโลยีในการเข้าถึงได้พัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง การแข่งขันอย่างเสรีระหว่างบริษัทชั้นนํา เช่นApple และ Google ได้นํามาสู่ Disruptive Technology เช่น iPhone 4, iPad และ Android ที่ทําให้การใช้งาน Broadband ด้วยอุปกรณ์มือถือขนาดเล็กผ่านโครงข่าย 3G มีประสิทธิผลอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ภายใต้ราคาที่เข้าถึงได้ และกําลังมียอดขายในประเทศอย่างถล่มทลาย จึงเป็นConvergence ของ Technology ที่ระบบโครงข่าย 3G ซึ่งกําลังจะมีขึ้นทั่วประเทศประจวบกับเทคโนโลยีในการเข้าถึง กําลังร่วมสร้างปรากฏการณ์ของ Broadband ที่จะเป็น Disruptive Changeแบบต้องตะลึงกันอย่างไรก็ดี Broadband เป็นดาบสองคม ถึงจะมีประโยชน์ในด้านการสื่อสาร ธุรกิจ การศึกษา ฯลฯจนกระทั่งเพิ่ม GDP ให้กับพื้นที่ครอบคลุมได้ แต่อย่าลืมว่า Broadband ก็เป็นเครื่องมือเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร ความคิด วัฒนธรรม ในรูปแบบของข้อความ ภาพ เสียง และวีดิโอ ที่สามารถนําไปสู่การสร้างสังคมออนไลน์ หรือ Social Media เช่น Facebook, YouTube และ Twitter ที่ไม่สามารถทําได้ด้วยสื่อชนิดอื่นนอกไปจากนี้ เรากําลังเข้าสู่นวัตกรรมของ โลกจําลอง หรือ Virtual World ที่อาจมาในรูปแบบของ Second Life หรือเกมออนไลน์ ทั้งหมดนี้ มีอิทธิพลต่อ ความคิด วัฒนธรรม ซึ่งมีความสําคัญกับการหล่อหลอมแนวคิดความเป็นไทยอยากหลีกเลี่ยงไม่ได้ปัจจุบัน Social Media ที่คนไทยใช้เวลาด้วยมากที่สุดล้วนเป็นของต่างชาติทั้งสิ้น ซึ่งในสายตาบริษัทที่ควบคุมโดยคนต่างชาติแล้ว ประเทศไทยเป็นแค่หนึ่งในหลายๆ ตลาดบนโลกใบนี้ และไม่ใช่ตลาดสําคัญที่สุด โดยให้ความพยายามเพียงแค่การแปลเมนูคําสั่งโดยผิวเผินให้เป็นภาษาไทยเท่านั้น และไม่ได้ให้ความสําคัญกับความเป็นไทย โดยการปรับปรุงแก้ไขลักษณะการให้บริการให้เข้ากับท้องถิ่นจริง นอกไปจากนี้ Social Media ที่คนไทยใช้กัน ยังไม่มีบริษัทไหนมีศูนย์บริการหรือกระทั่งพนักงานประจําที่รับผิดชอบประเทศไทยเลย
  17. 17. ทั้งนี้ Social Media ที่ปราศจากความเป็นไทย กําลังมีอิทธิพลเป็นอย่างมากในสังคม จํานวนชั่วโมงที่คนไทยใช้บน Social Media ต่อวัน มีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยได้ทอนเวลาไปจากสื่อยุคเก่าเช่นโทรทัศน์ วิทยุ และหนังสือพิมพ์ และหากคํานึงว่า Broadband จะมีการขยายตัวถึง 80%อิทธิพลในวันนั้นจะเป็นทวีคูณของวันนี้ และอาจเป็นไปได้ ที่คุณค่าทางวัฒนธรรมของคนไทยที่มีมากว่าสหัสวรรษ จะต้องถูกลบเลือนโดยอิทธิพลของต่างชาติผ่าน Broadband ภายในเวลาไม่กี่ทศวรรษในขณะที่สื่อยุคเก่า เช่น โทรทัศน์ ยังมีข้อบังคับการนําเสนอข่าวที่ต้องเป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้ และความเป็นไทย แต่ในสื่อ Internet นั้น ผู้ใช้สามารถเลือกเข้าชมข้อมูลได้ตามใจชอบหากศึกษากรณีของเกาหลีใต้ ที่ต่อสู้กับเกาหลีเหนือ โดยใช้สื่อเพื่อนําความเป็นเกาหลีใต้เข้าครอบงําจิตใจของคนเกาหลีเหนือ ขนาดเกาหลีเหนือปิดกั้นประเทศทุกวิถีทางยังสั่นคลอนได้ แต่ประเทศไทยด้วยเทคโนโลยี 3G กําลังจะเปิดโอกาสให้ต่างชาติเข้าครอบงํา 80% ของคนในชาติอย่างเสรีผ่านนวัตกรรม Social Media และ Virtual World ที่จะไปได้ทุกที่ด้วยเทคโนโลยีในการเข้าถึง เราจึงมีความเสี่ยงที่จะสูญเสียความเป็นไทยที่ไม่สามารถซื้อคืนได้ 2.2.3 ประเภทเว็บไซต์ที่ให้บริการ Social Media Social Network  myFri3nd มีรูปแบบคล้ายเว็บ Social Network ทั่วไป เป็นเว็บไซต์ในเครือ sanook.com  D-Looks เว็บไซต์ Social Network แนว ๆ hi5 แต่มีสโลแกนว่า เว็บไซต์ดูดี สําหรับคนดี ๆ  BangkokSpace เป็น Social Network สําหรับคนชอบเที่ยวกลางคืน Blogging  exteen เว็บผู้ให้บริการ blog อันดับหนึ่งของไทย สูสีเบียดกับ bloggang อยู่ตลอด แต่หลัง ๆ ดูเหมือนยอดสมาชิกจะแซงแล้ว ตัวระบบ exteen เองพัฒนาได้ดี  BlogGang ผู้ให้บริการพื้นที่ blog ในเครือ pantip.com ซึ่งสมาชิกส่วนใหญ่ จะเป็นแฟน คลับ หรือขาประจําของ pantip.com อยู่แล้ว Micro Blogging
  18. 18.  NokNok เว็บแบบเดียวกับ twitter แต่พัฒนาโดยคนไทย (ในเครือ sanook.com เช่นกัน) แต่ ดูมีแนวโน้มการพัฒนาที่ดี ไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมให้อัพเดทกับ twitter ได้ หรือการอัพเดท noknok ผ่านมือถือเป็นต้น Social Bookmarking  Zickr เว็บ social bookmark อันดับหนึ่งของไทย คนใช้กันเพียบ เป็นที่รวมข้อมูลบทความ ทันสมัย ที่มีคนมาช่วยกันใส่เรื่องใหม่ ทุกวัน  Duocore เว็บที่รายงานข่าวเกี่ยวกับวงการไอทีไทย ในรูปแบบวีดีโอ โดยใช้ระบบ Social Bookmark มาให้ผู้ชม ช่วยกันส่งเรื่องราวไอทีที่น่าสนใจเข้ามา ในแต่ละสัปดาห์จะมีการ เลือกเรื่องราวที่น่าสนใจ ไปทํารายการเป็นรูปแบบวีดีโอ  Siam Collective เว็บ Social Bookmark อีกแห่งหนึ่งของไทย  iam in Thai Social Bookmark ของไทยที่เก็บรวบรวมงานอีเว้นต์ และเทศกาลสําคัญ  Techkr เว็บ Social Bookmark ที่เก็บแต่เรื่องราวเทคโนโลยี Social Mailbox  Fwdder.com เว็บที่ให้คุณสามารถ forward email ต่าง ๆ ที่ได้รับมาจากคนอื่น แล้วนํามา ขึ้นแสดงในเว็บไซต์ได้ทันที เรียกได้ว่าเป็นเว็บไซต์ที่รวมพวก forward email ไว้ให้อ่าน กันนั่นเอง2.3 เว็บบล็อก (WebBlog) 2.3.1 ความหมายของเว็บบล็อก (WebBlog) บล็อก (อังกฤษ: blog) เป็นคํารวมมาจากคําว่า เว็บล็อก (อังกฤษ: weblog) เป็นรูปแบบเว็บไซต์ประเภทหนึ่ง ซึ่งถูกเขียนขึ้นในลําดับที่เรียงตามเวลาในการเขียน ซึ่งจะแสดงข้อมูลที่เขียนล่าสุดไว้แรกสุด บล็อกโดยปกติจะประกอบด้วย ข้อความ ภาพ ลิงก์ ซึ่งบางครั้งจะรวมสื่อต่างๆ ไม่ว่า เพลง หรือวิดีโอในหลายรูปแบบได้ จุดที่แตกต่างของบล็อกกับเว็บไซต์โดยปกติคือบล็อกจะเปิดให้ผู้เข้ามาอ่านข้อมูล สามารถแสดงความคิดเห็นต่อท้ายข้อความที่เจ้าของบล็อกเป็น

×