นาฏศิลป์ไทย<br />นาฏศิลป์ไทยมีกำเนิดจาก<br />1.  การเลียนแบบธรรมชาติ อาจเห็นได้เป็น 3 ขั้น ดังนี้<br />      ขั้นต้น เกิดแ...
นาฏศิลป์ไทย
นาฏศิลป์ไทย
นาฏศิลป์ไทย
นาฏศิลป์ไทย
Upcoming SlideShare
Loading in …5
×

นาฏศิลป์ไทย

847 views

Published on

0 Comments
0 Likes
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

No Downloads
Views
Total views
847
On SlideShare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
3
Actions
Shares
0
Downloads
9
Comments
0
Likes
0
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

นาฏศิลป์ไทย

  1. 1. นาฏศิลป์ไทย<br />นาฏศิลป์ไทยมีกำเนิดจาก<br />1. การเลียนแบบธรรมชาติ อาจเห็นได้เป็น 3 ขั้น ดังนี้<br /> ขั้นต้น เกิดแต่วิสัยสัตว์ เมื่อเวทนาเสวยอารมณ์ ไม่ว่าจะเป็นสุขเวทนาหรือทุกขเวทนาก็ตาม ถ้าอารมณ์แรงกล้า ไม่กลั้นไว้ได้ ก็แสดงออกมาให้ปรากฏ เช่น เมื่อพอใจก็หัวเราะตบมือ กระโดดโลดเต้น เมื่อไม่พอใจก็ร้องให้ ดิ้นรน<br /> ขั้นต่อมา เมื่อคนรู้ความหมายของกิริยาท่าทางมากขึ้น ก็ใช้กิริยาเหล่านั้นเป็นภาษาสื่อความหมายให้ผู้อื่นรู้ความรู้สึก และความประสงค์ เช่น ต้องการแสดงความเสน่หา ก็ยิ้มแย้มกรุ้มกริ่มชม้อยชม้ายชายตา หรือโกรธเคืองก็ทำหน้าตาถมึงทึง กระทืบกระแทก<br /> ต่อมาอีกขั้นหนึ่ง เกิดมีผู้ฉลาดเลือกเอากิริยาท่าทาง ซึ่งแสดงอารมณ์นั้นมาเรียบเรียงสอดคล้องติดต่อกันเป็นกระบวนฟ้อนรำให้เห็นงาม จนเป็นที่ติดตาต้องใจคน<br />2. การเซ่นสรวงบูชา<br />มนุษย์แต่โบราณมีความเชื่อถือในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จึงมีการบูชาเซ่นสรวงเพื่อขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้นประทานพรให้ตนสมปรารถนา หรือขอให้ขจัดปัดเป่าสิ่งที่ตนไม่ปรารถนาให้สิ้นไป การบูชาเซ่นสรวง ก็มักถวายสิ่งที่ตนเห็นว่าดี หรือที่ตนพอใจ เช่น ข้าวปลาอาหาร ขนมหวาน ผลไม้ ดอกไม้ จนถึงการขับร้อง ฟ้อนรำ เพื่อให้สิ่งที่ตนเคารพบูชานั้นพอใจ ต่อมาก็มีการฟ้อนรำบำเรอกษัตริย์ด้วยถือว่าเป็นสมมติเทพที่ช่วยบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้ จนแม้ขุนศึกนักรบผู้กล้าหาญที่มีชัยในการสงครามปราบข้าศึกศัตรูได้ ก็มีการบำเรอรับขวัญด้วยการฟ้อนรำ และท้ายที่สุด การฟ้อนรำก็คลายความศักดิ์สิทธิ์ลง จากที่เคยเป็นการเซ่นสรวงบูชา ก็กลายเป็นการฟ้อนรำเพื่อความบันเทิงของคนทั่วไป<br />3. การรับอารยธรรมของอินเดีย<br /> เมื่อไทยมาอยู่ในสุวรรณภูมิใหม่ ๆ นั้น มีชนชาติมอญ และชาติขอมเจริญรุ่งเรืองอยู่ก่อนแล้ว ชาติทั้งสองนั้นได้รับอารยธรรมของอินเดียไว้มากมายเป็นเวลานาน เมื่อเรามาอยู่ในระหว่างชนสองชาตินี้ เราก็มีการติดต่อกันอย่างใกล้ชิดเราจึงพลอยได้รับอารยธรรมอินเดียไว้ด้วยหลายด้าน เช่น ภาษา ประเพณี ตลอดจนศิลปะการละคร<br />นาฏศิลป์ไทย<br />นาฏศิลป์ไทย หมายถึงศิลปะในการละคร<br />นาฏศิลป์ไทย จำแนกออกเป็นประเภทต่าง ๆ ดังนี้<br />1. โขน<br />2. หนัง<br />3. หุ่น<br />4. ละครรำ<br />5. ละครร้อง ละครสังคีต ละครพูด<br />6. การละเล่นของหลวง การเล่นเบิกโรง การละเล่นพื้นเมือง<br /> นาฏศิลป์ไทยประเภทต่าง ๆ ดังกล่าวมานี้ รามักจะเรียกกันโดยทั่ว ๆ ไป ว่ามหรสพ คำว่า มหรสพ มีความหมายถึง “การเล่นรื่นเริง มีโขน ละคร หรือสิ่งที่คล้ายคลึงกัน ซึ่งน่าจะหมายความเฉพาะการแสดงที่มีเนื้อเรื่องเท่านั้น แต่ปัจจุบันนี้ คำว่า มหรสพ มีความหมายกว้างขวาง รวมไปถึงการเล่นรื่นเริงทุกชนิด มีระบำ รำ เต้น เป็นต้น<br />ระบำ<br /> หมายถึงการแสดงเป็นชุด เป็นหมู่ ที่ผู้แสดงร่ายรำทำท่าเหมือน ๆ กัน พร้อม ๆ กัน ความงามของการแสดงระบำอยู่ที่ความสอดประสานกลมกลืนกันด้วยความพร้อมเพรียง ระบำยังจำแนกออกดังนี้<br />1. ระบำแบบมาตรฐาน ได้แก่ระบำที่ทางปรมาจารย์ทางนาฏศิลป์แต่โบราณท่านได้ประดิษฐ์ขึ้นอย่างมีระเบียบแบบแผน และกำหนดลีลาท่ารำตลอดถึงกระบวนการแสดงไว้อย่างแน่นอนตายตัว และได้สั่งสอน ฝึกหัด ถ่ายทอดต่อ ๆ กันมาเป็นเวลานาน จนนับถือเป็นแบบแบบ ระบำเหล่านี้ไม่สมควรที่ผู้ใดจะบังอาจไปเปลี่ยนแปลงลีลาท่ารำ และกระบวนการแสดงของท่าน จึงจัดเป็นระบบแบบมาตรฐาน คือเป็นแบบแบบ เป็นแม่บทที่ควรธำรงรักษาไว้ เช่น ระบำดาวดึงส์ ระบำพรหมมาสตร์ ระบำกฤดาภินิหาร <br />ระบำเทพบันเทิง ระบำโบราณคดี ระบำย่องหงิด ระบำสี่บท<br />2. ระบำเบ็ดเตล็ด ได้แก่ระบำที่ประดิษฐ์ขึ้นใหม่ต่าง ๆ อาจเป็นระบำเทพบุตร นางฟ้า มนุษย์ กินนร นาคและระบำสัตว์ต่าง ๆ ซึ่งอาจจะแทรกอยู่ในละครเรื่องใดเรื่องหนึ่ง หรือประดิษฐ์ขึ้นโดยเอกเทศให้เป็นการแสดงชุดหนึ่งต่างหาก ตามโอกาสต่าง ๆ ลีลาท่ารำและกระบวนการแสดงอาจเปลี่ยนแปลงไปบ้างก็ได้ให้เหมาะกับกาลเทศะและผู้แสดง เช่น ระบำนพรัตน์ ระบำดอกบัว ระบำนกเขา ระบำม้า ระบำชุมนุมเผ่าไทย ระบำปลา<br />รำ<br />ได้แก่การรำเดี่ยว รำหมู่ รำคู่ รำอาวุธ ฯลฯ การรำเป็นศิลปะส่วนสำคัญของละครไทย<br />รำหน้าพาทย์ หมายถึงเพลงที่ดนตรีปี่พาทย์บรรเลงประกอบกิริยาต่าง ๆ ทั้งที่มีตัวละคร เช่น ในการแสดงโขน ละคร และไม่มีตัวละคร ซึ่งเป็นการสมมติ เช่น บรรเลงประกอบการไหว้ครู หรือพิธีอื่น ๆ หรือแสดงเหตุการณ์ เปลี่ยนแปลง เกิดขึ้นหรือสูญหายไป เป็นต้น การรำหน้าพาทย์ ก็คือ การรำตามเพลงหน้าพาทย์<br />รำตีบท (รำใช้บท) คือ การรำอธิบายความหมายของถ้อยคำตามบท เช่น ตัวเรา จีบมือซ้ายเข้าหาอก ตัวท่าน ตั้งมือแบห่างตัวระดับอกหรือชี้ รัก สองมือแบไขว้แขนปลายนิ้วแตะที่ต้นแขน เคารพ พนมมือระหว่างอก อาย แบมือป้องข้างแก้ม ฯลฯ การรำตีบทนี้ใช้มากทั้งโขน ละคร ระบำ รำ ฟ้อนทุกชนิด<br />เต้น<br />ได้แก่ศิลปะการแสดงที่เคลื่อนไหวส่วนล่างของร่างกายมากกว่าส่วนบน คือ การใช้การยกเท้าก้าวเต้นลงตามจังหวะ ส่วนลำตัว แขน มือ เป็นส่วนประกอบ อาจจะไม่ได้ใช้มือร่ายรำเพราะบางครั้งอาจจะถืออาวุธ อุปกรณ์ประกอบการแสดงอื่น ๆ การเต้นนี้เป็นศิลปะสำคัญในการแสดง โขน เช่น เรามักจะพูดว่าเต้นโขน รำละคร ดังนี้เป็นต้น<br />ฟ้อน<br />เป็นการแสดงพื้นเมืองอันเป็นศิลปะของไทยฝ่ายเหนือ เป็นการร่ายรำที่แสดงพร้อมกันเป็นชุด ๆ ไม่ดำเนินเป็นเรื่องราว ท่าทางกรีดกรายร่ายรำบางท่าแม้จะไม่มีความหมาย นอกจากความสวยงาม แต่บางท่ามีความหมายตามทีท่าและบทร้อง ในสมัยโบราณฟ้อนใช้แสดงประกอบเฉพาะในวันสำคัญในพระราชฐานเท่านั้น เช่น ในคุ้มหลวง ผู้ฟ้อนโดยมากล้วนแต่เป็นเจ้านายเชื้อพระวงศ์ฝ่ายในทั้งสิน ศิลปะในการฟ้อนอยู่ที่ความพร้อมเพรียงและความอ่อนช้อยของท่ารำเป็นสำคัญ จำนวนผู้แสดงมักแสดงเป็นหมู่ราว 8 คน บางทีก็แสดงกลางแจ้งนับเป็น 10 คู่ถึงจำนวน 100 คู่ขึ้นไป เครื่องแต่งกายเป็นแบบชาวเหนือ<br />เพลงพื้นเมือง การแสดงพื้นเมือง<br />การละเล่นพื้นเมืองมี 2 ประเภท คือ<br />1. เพลงพื้นเมือง<br />2. การแสดงพื้นเมือง<br />1. เพลงพื้นเมือง หมายถึง เพลงของชาวบ้านในท้องถิ่นต่าง ๆ ซึ่งแต่ละถิ่นก็ประดิษฐ์แบบแผนการร้องเพลงของตนไปตามความนิยม และสำเนียงภาษาพูดที่เพี้ยนแปร่งแตกต่างกัน มักจะนิยมร้องกันในเวลาเทศกาลหรือมีงานที่มีการชุมนุมคนในหมู่บ้าน<br />2. การแสดงพื้นเมือง จะเน้นลักษณะลีลาการรำทากขึ้นกว่าการเล่นเพลง ความหมายของการใช้ท่าทางจะมีมากกว่าการแต่งกายของผู้แสดงจะถูพิถีพิถัน ต้องการความสวยงามและเป็นเอกลักษณ์ในการแสดงแต่ละชุด<br />ภาคกลาง<br />เพลงพื้นเมืองเพลงเทพทอง เพลงปรบไก่ เพลงฉ่อย ลำตัด เพลงโคราช เต้นกำรำเคียว <br />เพลงพวงมาลัย เพลงเรือ เพลงเหย่ย<br />การแสดงพื้นเมือง เถิดเทิง รำสีนวน รำโคม รำโทน แม่งู แม่ศรี รำแม่บท รำอธิษฐาน <br />

×