นิเวศวิทยา

2,823 views

Published on

0 Comments
1 Like
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

No Downloads
Views
Total views
2,823
On SlideShare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
23
Actions
Shares
0
Downloads
56
Comments
0
Likes
1
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

นิเวศวิทยา

  1. 1. นิเวศวิทยา Ecology มาจากคําว่า Oikos = บ้านหรือทีอยู่อาศัย Logos = วิชาหรือวิทยาศาสตร์ เป็นวิชาทีศึกษาเกียวกับความสัมพันธ์ระหว่าง สิงมีชีวิตและสิงแวดล้อม
  2. 2. นิเวศวิทยา (ต่อ)  การศึกษาเรียงลําดับระดับจากเล็กที สุดไปใหญ่ที สุด คือ ประชากร (population) กลุ่มสิ งมีชีวิต(community) ระบบนิเวศน์ (Ecology) ชีวนิเวศน์ (Biome) โลก (Biosphere)
  3. 3. สิงมีชีวิต ประชากร กลุ่มสิงมีชีวิต ปัจจัยทางชีวภาพ ปัจจัยทางกายภาพ ปัจจัยทางเคมี สิงแวดล้อม ระบบนิเวศระบบนิเวศ ชีวนิเวศชีวนิเวศ โลกของสิงมีชีวิตโลกของสิงมีชีวิต
  4. 4. ชีวนิเวศ (BIOMES) หมายถึง ระบบนิเวศใดก็ตามที มีองค์ประกอบของปัจจัยทางกายภาพและ ชีวภาพที คล้ายคลึงกัน แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ ได้แก่ ไบโอมบนบก ใช้เกณฑ์ปริมาณนําฝนและอุณหภูมิเป็นตัวกําหนด ไบโอมในนํา ได้แก่ ไบโอมแหล่งนําจืด และไบโอมแหล่งนําเค็ม
  5. 5. ไบโอมบนบก ไบโอมป่ าดิบชืน ป่ าดิบชืน(Tropical rain forest) พบได้บริเวณใกล้เขตศูนย์สูตรของโลกในทวีป อเมริกากลาง และใต้, แอฟริกา, เอเชียตอนใต้ และบางส่วนของหมู่เกาะ แปซิฟิ ก ภูมิอากาศร้อนชืน, ฝนตกตลอดปี ปริมาณนําฝนเฉลี ย200-400 ซม. ต่อปี ป่ ามีความอุดมสมบูรณ์สูงมาก พบสัตว์และพืชหลากหลาย
  6. 6. ไบโอมป่ าผลัดในในเขตอบอุ่น ป่ าผลัดในในเขตอบอุ่น(Temperate deciduous forest) พบกระจายทั วไปในละติจูดกลาง ปริมาณนําฝนเฉลี ย100 ซม. ต่อปี อากาศค่อนข้างเย็น ต้นไม้เริ มผลัดใบในฤดูหนาว เริ มผลิใบหลังฤดูหนาว พบ ไม้ยืนต้น, ไม้พุ่ม, ไม้ล้มลุก ไบโอมบนบก (ต่อ)
  7. 7. ไบโอมป่ าสน ป่ าสน(Coniferous forest), ป่ าไทกา(Taiga), ป่ าบอเรียล(Boreal) พบทางตอนใต้ของแคนาดา ตอนเหนือของทวีปอเมริกาเหนือ, เอเชีย, ยุโรป ฤดูหนาวยาวนาน อากาศเย็นและแห้ง พืชเด่น ได้แก่ พืชจําพวกสน เช่น ไพน์, เฟอ, สพรูซ, เฮมลอค ไบไบโอมบนบกโอมบนบก ((ต่อต่อ))
  8. 8. ไบโอมทุ่งหญ้าเขตอบอุ่น ทุ่งหญ้าเขตอบอุ่น(Temperate grassland), ทุ่งหญ้าแพรี (Prairie) ในตอนกลางทวีปอเมริกาเหนือ, ทุ่งหญ้าสเตปส์ (Steppes)ของรัสเซีย ปริมาณนําฝนเฉลี ย25-50 ซม.ต่อปี เหมาะสําหรับทําเกษตรกรรม (กสิกรรมและปศุสัตว์) ดินมีความอุดมสมบูรณ์สูง ไบไบโอมบนบกโอมบนบก ((ต่อต่อ))
  9. 9. ไบโอมสะวันนา ทุ่งหญ้าสะวันนา(Savanna) พบในทวีปแอฟริกา, อเมริกาใต้, ออสเตรเลีย บางส่วนของ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภูมิอากาศร้อน มีหญ้าและต้นไม้ขึนกระจายเป็นหย่อมๆ ฤดูร้อนมักมีไฟป่ า ไบไบโอมบนบกโอมบนบก ((ต่อต่อ))
  10. 10. ไบโอมทะเลทราย ทะเลทราย(Desert) พบได้ทั วไปในโลก ปริมาณนําฝนเฉลี ย< 25 ซม.ต่อปี อุณหภูมิบางแห่งร้อนมาก บางแห่งค่อนข้างหนาวเย็น พืชมีการป้ องกันการสูญเสียนํา โดยใบลดรูปเป็นหนาม ลําต้น อวบเก็บสะสมนํา ทะเลทรายซาฮารา(ทวีปแอฟริกา), ทะเลทรายโกบี(จีน), ทะเลทรายโมฮาวี(อเมริกา) ไบไบโอมบนบกโอมบนบก ((ต่อต่อ))
  11. 11. ไบโอมทุนดรา ทุนดรา(Tundra) มีฤดูหนาวค่อนข้างยาวนาน ฤดูร้อนสัน ชันดินที อยู่ถัดจากผิวดินจับตัวเป็นนําแข็งอย่างถาวร พบทางตอนเหนือของทวีปอเมริกาเหนือ และยูเรเซีย ปริมาณนําฝนน้อยมาก พืชที พบ เช่น ไม้ดอก ไม้พุ่ม ไบโอมบนบก (ต่อ)
  12. 12. ไบโอมแหล่งนําจืด ประกอบด้วย แหล่งนํานิ ง ได้แก่ ทะเลสาบ, สระ,หนอง หรือบึง แหล่งนําไหล ได้แก่ ธารนําไหล และแม่นํา ไบโอมแหล่งนําเค็ม ประกอบด้วย ทะเล และมหาสมุทร มีปริมาณมากถึง ร้อยละ71 ของพืนที ผิวโลก มีความลึกมาก มีปัจจัยทางกายภาพที สําคัญคือ นําขึนนําลง ไบโอมในนํ า
  13. 13. ระบบนิเวศ (ECOSYSTEM)  เป็ นระบบความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มสิ งมีชีวิตที อาศัยอยู่ร่วมกันใน บริเวณนัน และ ความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มสิ งมีชีวิตกับสภาวะ แวดล้อมของแหล่งที อยู่ ได้แก่ดินนํา แสง ในระบบนิเวศจะมีการ ถ่ายทอดพลังงานระหว่างสิ งมีชีวิตกลุ่มต่างๆ และมีการหมุนเวียน สารต่าง ๆ จากสิ งแวดล้อมสู่สิ งมีชีวิตและจากสิ งมีชีวิตไปสู่ สิ งแวดล้อม แบ่งได้ 2 แบบใหญ่ ๆ คือ ระบบนิเวศในนํา ได้แก่ แหล่งนําจืด, นําเค็ม และนํากร่อย ระบบนิเวศบนบก ได้แก่ ป่ าแบบต่าง ๆ
  14. 14. ระบบนิเวศน์แหล่งนําจืด แหล่งนําจืด(Fresh water) มีเกลือน้อยกว่าร้อยละ1 หรือน้อยกว่า10 % แบ่งได้เป็น แหล่งนํานิ ง แบ่งได้เป็น3 บริเวณ คือ บริเวณชายฝั ง(littoral zone), บริเวณผิวนํา(limnetic zone), บริเวณนําชันล่าง (profundal)จนถึงพืนท้องนํา(benthic zone) แหล่งนําไหล แบ่งได้เป็น2 บริเวณ คือ บริเวณที เป็นเกาะแก่งหรือ บริเวณนําไหลเชี ยว(rapid zone) และบริเวณแอ่งนํา(pool zone) ระบบนิเวศในนํ าระบบนิเวศในนํ า
  15. 15. ระบบนิเวศแหล่งนํากร่อย แหล่งนํากร่อย เป็นบริเวณที มีนําจืดมาบรรจบกับนําเค็ม พบบริเวณปากแม่นํา ปากอ่าว ช่องแคบ มีความอุดมสมบูรณ์ของธาตุอาหารสูง เป็นแหล่งอนุบาลสัตว์นํา ระบบนิเวศในนํ าระบบนิเวศในนํ า((ต่อต่อ))
  16. 16. ระบบนิเวศแหล่งนําเค็ม ได้แก่ ทะเลและมหาสมุทร มีพืนที ประมาณ3 ใน 4 ส่วนของโลก จัดเป็นแหล่งนําไหล เพราะมีคลื นตลอดเวลา แบ่งเขตเป็น 2 บริเวณ คือ บริเวณชายฝั งทะเล(coastal zone) บริเวณทะเลเปิด (open sea) แบ่งตามลักษณะพืนผิวทางกายภาพ คือ หาดทราย, หาดหิน, แนว ปะการัง ระบบนิเวศในนํ าระบบนิเวศในนํ า((ต่อต่อ))
  17. 17. ป่ าดิบชืน(tropical rain forest หรือ tropical evergreen) พบในพืนที มีฝนตกชุก เช่น ภาคใต้, ชายฝั งทะเล, ภาคตะวันออก อุณหภูมิไม่เปลี ยนแปลงมาก มีความชืนสูง พืชยืนต้น และไม่มีการผลัดใบ พบพืชหลากหลาย เช่น ไม้ยาง ไม้ตะเคียน ตีนเป็นแดง จิกเขา ไม้พุ่ม ปาล์ม หวาย ไผ่ เถาวัลย์ ระบบนิเวศบนบกระบบนิเวศบนบก
  18. 18. ป่ าดิบแล้ง(dry evergreen forest) พบทางภาคเหนือและอีสาน ในบริเวณพืนที ราบ เป็นป่ าโปร่ง มีช่วงแห้งแล้งอย่างน้อย3-4 เดือน พืชที พบ เช่น ยางแดง มะค่าโมง เคี ยม ตะเคียนหิน พลอง ป่ าดิบเขา (hill evergreen forest หรือ mountain forest) จัดเป็นป่ าต้นนําลําธาร พบในพืนที สูงจากนําทะเล1000 เมตรขึนไป บริเวณเทือกเขาสูงแถบภาคเหนือ พืชที พบ เช่น นางพญาเสือโคร่ง อบเชย สนเขา จําปีป่ า กุหลาบป่ า ผักกูด มอส ระบบนิเวศบนบกระบบนิเวศบนบก ((ต่อต่อ))
  19. 19. ป่ าสนเขา (coniferous forest) พบตามภูเขาสูงทางภาคเหนือ กลาง และอีสาน พบไม้ยืนต้น เช่น สนสองใบ สนสามใบ, ไม้พุ่มและไม้ล้มลุกมีน้อย พบสัตว์ เช่น แมวป่ า หมาป่ า ชะมด เม่น อีเห็น กระรอก นก ป่ าชายเลน (mangrove forest) อยู่ตามแนวชายฝั งทะเล และปากแม่นํา นําเป็นนํากร่อย มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง เพราะเป็นรอยต่อระบบนิเวศบนบก และระบบนิเวศแหล่งนํา พืชที พบ เช่น แสม โกงกาง ลําพู เป็นแหล่งอาหาร หลบภัย วางไข่ และอนุบาลตัวอ่อนของสัตว์นํา ระบบนิเวศบนบกระบบนิเวศบนบก ((ต่อต่อ))
  20. 20. ป่ าพรุ (peat swamp forest) พบตามที ลุ่มที มีนําจืดขังตลอดปี สภาพดินเป็นดินอินทรีย์ หรือดิน พรุ นําเป็นกรด ป่ าแน่นทึบ พืชที พบ เช่น หวาย หมากแดง ป่ าผลัดใบ ป่ าเบญจพรรณ(mixed deciduous forest) เป็นป่ าโปร่ง พบทุก ภาค ยกเว้น ภาคใต้ ดินเป็นดินร่วนปนทราย พรรณไม้หลัก คือ สัก มะค่า แดง ประดู่ ชิงชัน ระบบนิเวศบนบกระบบนิเวศบนบก ((ต่อต่อ))
  21. 21. ป่ าเต็งรัง หรือป่ าแดง ป่ าแพะ(dry dipterocarp forest) เป็นป่ าโปร่ง มีต้นไม้ขนาดใหญ่ พบเขตพืนที แห้งแล้งของทุกภาค โดยเฉพาะ ภาคอีสาน ยกเว้นภาคใต้ และภาคตะวันออก แถบจันทบุรีและตราด พืชที พบ เช่น เต็ง รัง ประดู่แดง มะขามป้ อม ไผ่เพ็ก ระบบนิเวศบนบกระบบนิเวศบนบก ((ต่อต่อ))
  22. 22. ปัจจัยทีเกียวข้อง ปัจจัยทางกายภาพ ได้แก่ สภาพแวดล้อมทีไร้ชีวิต ปัจจัยทางชีวภาพ ได้แก่ ความสัมพันธ์ระหว่าง สิงมีชีวิตด้วยกัน
  23. 23. ปัจจัยทางกายภาพ แสง เกี ยวข้องกับ การสังเคราะห์แสงของพืชและสัตว์ที มีคลอโรฟิ ลล์,พฤติกรรม การออกหากินของสัตว์, การเปลี ยนแปลงสีของลําตัว เช่น จิงจก อุณหภูมิ เกี ยวข้องกับ การเปลี ยนแปลงทางสรีรวิทยาของสัตว์ เช่น การจําศีล, การอพยพของสัตว์, การละลายของก๊าซในนํา แร่ธาตุ มีการหมุนเวียนถ่ายเทแร่ธาตุและสารต่างๆ จากภายนอกเข้าสู่สิ งมีชีวิต และจากสิ งมีชีวิตกลับคืนสู่ธรรมชาติเป็นวัฏจักร, การจํากัดชนิดและปริมาณของ สิ งมีชีวิต ความชืนมีผลต่อการระเหยของนําออกจากร่างกายของสิ งมีชีวิต ทําให้จํากัดการ กระจายและชนิดของสิ งมีชีวิตในแหล่งที อยู่ อืน ๆ เช่น ความเป็นกรด- เบส ของดินและนํา ความเค็ม กระแสลม ความ กดดันอากาศ แก๊ส ดิน ฯลฯ
  24. 24. ปัจจัยทางชีวภาพ ความสัมพันธ์ระหว่างสิ งมีชีวิตที อาศัยอยู่ร่วมกันในระบบนิเวศแบ่งได้เป็น • การล่าเหยือ ( Predation +/- ) เช่น สิงโตกับกวาง • การได้ประโยชน์ร่วมกัน ( Protocooperation +/+ ) เช่น ควายกับนก เอียง • ภาวะต้องพึงพา( Mutualism +/+ ) เช่น ไลเคนส์(รากับสาหร่าย) • ภาวะมีการเกือกูล( Commensalism +/0 ) เช่น กล้วยไม้กับต้นไม้ใหญ่ • ภาวะปรสิต ( Parasitism +/- ) เช่น พยาธิ, เหา, ไร
  25. 25. ปัจจัยทางชีวภาพ(ต่อ)  ภาวะมีการย่อยสลาย ( Saprophytism +/0 ) เช่น เห็ด, รา, แบคทีเรีย  ภาวะมีการหลังสารห้ามเจริญ ( Antibiosis 0/- ) เช่น รากับ แบคทีเรีย  ภาวะ Amensalism เช่น ต้นไม้ใหญ่กับต้นไม้เล็ก  ภาวะแก่งแย่งแข่งขัน ( Competition -/- ) อาจเป็นสิงมีชีวิตชนิด เดียวกันหรือต่างชนิดกันก็ได้ เช่น เพรียงทะเลทีเกาะตามโขดหิน  ภาวะเป็นกลาง ( neutralism 0/0 ) เช่น นกฮูกกับกระต่าย
  26. 26. ภาวะซิมไบโอซิส ( SYMBIOSIS ) เป็นความสัมพันธ์ระหว่างสิ งมีชีวิตตังแต่2 ชนิดขึนไปอยู่ ร่วมกัน โดยมีความสัมพันธ์กันในรูปแบบใดรูปแบบหนึ ง
  27. 27. กลุ่มสิงมีชีวิต สิ งมีชีวิตมากกว่าหนึ งชนิดขึนไปมาอาศัยอยู่รวมกัน สมาชิกแต่ละหน่วย มีความสัมพันธ์กันโดยตรงหรือโดยทางอ้อม ซึ งมีความสําคัญต่อกลุ่มมี ชีวิตตามบทบาทหน้าที ของตัวเอง Dominant species คือ กลุ่มสิ งมีชีวิตที สําคัญมากและมีจํานวน มากกว่า Associated species คือ กลุ่มสิ งมีชีวิตที มีความสําคัญและมีจํานวน รองลงมา เรียกกลุ่มสิ งมีชีวิตตามกลุ่มสิ งมีชีวิตที เด่นเช่น กลุ่มสิ งมีชีวิตป่ าไผ่ เรียกกลุ่มสิ งมีชีวิตตามสภาพแหล่งที อยู่เช่น กลุ่มสิ งมีชีวิตทะเลทราย
  28. 28. กลุ่มสิงมีชีวิต(ต่อ) สัดส่วนระหว่างชนิด/จํานวนสมาชิกของแต่ละชนิด ชนิดมาก แต่ละชนิดมีจํานวนน้อย ซับซ้อนมาก ชนิดน้อย แต่ละชนิดมีจํานวนมาก ซับซ้อนน้อย จํานวนเพิ มมากขึนจากขัวโลกเข้าสู่เส้นศูนย์สูตร ขัวโลก(น้อย) เส้นศูนย์สูตร(มาก)
  29. 29. แหล่งทีอยู่อาศัย(HABITAT) สถานที หรือบริเวณที กลุ่มสิ งมีชีวิตอาศัยอยู่ แบ่งเป็น พืนผิว(Substratum) แหล่งที อยู่อาศัยที เป็นส่วนของพืนผิว เช่น บนผิวหนัง, เปลือกต้นไม้ ตัวกลาง(Media) สิ งห่อหุ้มหรือล้อมรอบสิ งมีชีวิต เช่น นํา, ดิน สิ งแวดล้อม(Environment) คือ ทุกสิ งที อยู่โดยรอบสิ งมีชีวิตนัน ๆ มีอิทธิพลต่อการดํารงชีพของสิ งมีชีวิต สิ งมีชีวิตต้องมีการปรับตัวเพื อ ความอยู่รอด
  30. 30. การปรับตัวของสิงมีชีวิต ปรับทางพฤติกรรม(Behavioral adaptation) พารามีเซียม อาหารสมบูรณ์(ไม่อาศัยเพศ), อาหารไม่สมบูรณ์(อาศัย เพศ) จําศีลฤดูหนาว(Hibernation), จําศีลฤดูร้อน(Estivation) การอพยพย้ายถิ น ชั วคราว(migration) ย้ายออกถาวร(emigration) ย้ายเข้าถาวร(immigration)
  31. 31. การปรับตัวของสิงมีชีวิต(ต่อ) ปรับหน้าที ของอวัยวะภายใน(Physiological adaptation) สัตว์เลือดอุ่นรักษาอุณหภูมิในร่างกายให้คงที เช่นต่อมเหงื อขับ เหงื อเพื อลดอุณหภูมิของร่างกาย สัตว์นํากร่อยมีต่อมเกลือ ปรับความเข้มข้นของของเหลวในร่างกาย หรือนําในร่างกายให้ปกติ ปรับรูปร่าง(Morphological adaptation) สัตว์ชนิดเดียวกันอาจมีอวัยวะที แตกต่างกัน เช่น นกมีจงอยปาก ต่างกัน ขึนอยู่กับสภาพแวดล้อมที มันอาศัยอยู่
  32. 32. การถ่ายทอดพลังงาน แบ่งกลุ่มของสิ งมีชีวิตได้3 ประเภท คือ ผู้ผลิต(Producer) คือ พวกที สามารถสังเคราะห์อาหารได้ด้วยตนเอง(autotrophs)  สังเคราะห์แสงได้แก่ พวกที มีคลอโรฟิ ลล์ หรือ คลอโรพลาสต์  สังเคราะห์เคมี ได้แก่ แบคทีเรียบางชนิด
  33. 33. ผู้บริโภค(Consumer) ไม่สามารถสร้างอาหารเองได้(heterotrophs) ต้องกิน สิ งมีชีวิตอื นเป็นอาหาร Herbivore พวกกินพืชอย่างเดียว มีฟันบดเคียวเจริญดี ไส้ติ งยาว เช่น ควาย , กระต่าย, ลิง Carnivore พวกกินสัตว์อย่างเดียว มีเขียวแหลมคม, ฟันตัดคม, เล็บยาวและ แหลมคม เช่น เสือ, สิงโต, หมาป่ า Omnivore พวกกินทังพืชและสัตว์ ฟันไม่เจริญมากทังเขียวและฟันบด ไม่มี ชนิดใดแหลมคมเป็นพิเศษ เช่น คน Scavenger พวกกินซาก กินของที เริ มเน่าเปื อย เช่น แร้ง, หนอน Detritivore พวกกินเศษอินทรีย์สาร(อาจรวมอยู่กับพวกกินซาก) เช่น ไส้เดือน, กิงกือ
  34. 34. ผู้ย่อยอินทรีย์สาร(Decomposer) ช่วยย่อยสารอินทรีย์ให้เป็นสารอนินทรีย์ ให้พืชนํากลับไปใช้ เช่น เห็ด, รา, แบคทีเรีย พืช เปลี ยน สารอนินทรีย์ สารอินทรีย์ จุลินทรีย์ เปลี ยน สารอินทรีย์ สารอนินทรีย์
  35. 35. แบ่งตามการสร้างอาหาร สิ งมีชีวิตทีสร้างอาหารได้เอง (Autotrophic organism) ได้แก่ ผู้ผลิต(Producer) สิ งมีชีวิตทีไม่สามารถสร้างอาหารได้เอง (Heterotrophic organism) ได้แก่ ผู้บริโภค(Consumer) และ ผู้ย่อยอินทรีย์สาร (Decomposer)
  36. 36. สร้างอาหารได้เอง สร้างอาหารไม่ได้ สังเคราะห์แสง (มีคลอโรฟิลล์) สังเคราะห์เคมี (ไม่มีคลอโรฟิลล์) พืช สาหร่าย แบคทีเรีย แบคทีเรียทีได้ พลังงานจากการ เปลียนแปลงของ สารอนินทรีย์ ผู้บริโภค ผู้ย่อยอินทรียสาร เห็ด รา แบคทีเรีย ผู้บริโภคพืช ผู้บริโภคสัตว์ ผู้บริโภคพืชและสัตว์ ผู้บริโภคซากพืชซากสัตว์ สิงมีชีวิตในระบบนิเวศ
  37. 37. การแบ่งระดับแสดงความเกียวข้องในระบบนิเวศ แบ่งเป็น 2 ระดับ คือ ห่วงโซ่อาหาร (Food Chain) คือ กระบวนการถ่ายทอดพลังงานใน รูปอาหารจากสิ งมีชีวิตระดับหนึ งไปยังอีกระดับหนึ ง เป็นไปในทิศทาง เดียว นิยมเขียนหัวลูกศรไปทางผู้ล่า ผู้ถูกล่า ผู้ล่า สายใยอาหาร (Food Web) คือ ห่วงโซ่อาหารที ซับซ้อนหลาย ๆ ชุด (Complex food chain) ซึ งต่อเนื องกัน มีการถ่ายทอดพลังงานในรูป อาหารระหว่างสิ งมีชีวิตซับซ้อน มีโอกาสถ่ายทอดพลังงานได้หลาย ทิศทาง
  38. 38. ห่วงโซ่อาหาร (FOOD CHAIN) แบ่งเป็น 4 แบบ คือ ห่วงโซ่อาหารแบบผู้ล่า(Predator chain หรือ Grazing food chain) คือ ห่วงโซ่อาหารแบบจับกินเป็นลําดับขัน โดยเริ มจากผู้ผลิตหรือพืชถูกจับ กินโดยผู้บริโภคพืช ประกอบไปด้วยผู้ล่า(Predator) และ เหยื อ(Prey) แพลงตอนพืช แพลงตอนสัตว์ ปลาเล็ก ปลา คน ลําดับขันอาหาร 1 2 3 4 5 ตําแหน่งหน้าที เชิงอาหาร ผู้ผลิต ผู้บริโภคพืช ผู้บริโภคอันดับ1 ผู้บริโภคสัตว์อันดับ1 ผู้บริโภคอันดับ2 ผู้บริโภคสัตว์อันดับ2 ผู้บริโภคอันดับ3 ผู้บริโภคสัตว์อันดับ3 ผู้บริโภคอันดับสุดท้าย
  39. 39. ห่วงโซ่อาหารแบบปรสิต (Parasitic chain) เริ มจากผู้ถูกอาศัย(Host) ไปสู่ปรสิต และจากปรสิตไปสู่ปรสิตอันดับ สูงกว่า (hyperparasite) ผู้ถูกอาศัย ปรสิต ปรสิตอันดับสูงกว่า เช่น ไก่ ไรไก่ โปรโตซัว แบคทีเรีย ไวรัส
  40. 40. ห่วงโซ่อาหารแบบเศษอินทรีย์ (Detritus chain) คือ ห่วงโซ่อาหารที เริ มจากซากพืชหรือซากสัตว์(detritus) ถูกกินโดย ผู้บริโภคซากพืชหรือซากสัตว์ ซากพืชซากสัตว์ ไส้เดือนดิน รา นก งู ไรดิน • ห่วงโซ่อาหารแบบผสม (Mixed chain) คือ ห่วงโซ่อาหารทีมีการถ่ายทอดพลังงานระหว่างสิงมีชีวิตหลาย ๆ ประเภท ต้นไทร นก ไรนก
  41. 41. สายใยอาหาร (FOOD WEB) เกิดในธรรมชาติจริง ๆ มากกว่าในลักษณะห่วงโซ่อาหาร สิ งมีชีวิตแต่ละชนิดกินอาหารได้หลายชนิด สิ งมีชีวิตบางชนิดเป็นอาหารของสัตว์ได้หลายชนิด เกิดห่วงโซ่อาหารเชื อมโยงกันคล้ายใยแมงมุม หากปริมาณของผู้บริโภคชนิดใดชนิดหนึ งเปลียนแปลงอย่างรวดเร็ว จะทําให้สมดุลของสายใยอาหารเปลี ยนไป
  42. 42. พีระมิดทางนิเวศวิทยา แบ่งเป็น 3 แบบ คือ พีระมิตจํานวน(ตัว/ตร.ม.) พีระมิดมวลชีวภาพ(กรัมนน.แห้ง/ตร.ม.) พีระมิดพลังงาน(กิโลแคลอรี/ตร.ม.) ฐานกว้างหรือ แคบก็ได้ ฐานกว้างเท่านัน ผู้ผลิต ผู้บริโภค
  43. 43. การถ่ายทอดพลังงาน  กฎกฎ 1010 เปอร์เซนต์เปอร์เซนต์((Ten percent low)Ten percent low) พลังงานศักย์ทีสะสมในรูปเนือเยือของผู้บริโภคแต่ละลําดับขันจะน้อยกว่า พลังงานศักย์ทีสะสมในพลังงานศักย์ทีสะสมในรูปเนือเยือของผู้บริโภคแต่ละลําดับขันจะน้อยกว่า พลังงานศักย์ทีสะสมใน เนือเยือผู้บริโภคลําดับขันตํากว่าทีถัดกันลงมาประมาณเนือเยือผู้บริโภคลําดับขันตํากว่าทีถัดกันลงมาประมาณ1010 เท่าเท่า 9090 เปอร์เซนต์ทีเหลือ จะสูญหายไปกับ ส่วนทีกินไม่ได้และกากอาหารเปอร์เซนต์ทีเหลือ จะสูญหายไปกับ ส่วนทีกินไม่ได้และกากอาหาร,, พลังงานทีสูญเสียไปพลังงานทีสูญเสียไป ระหว่างการกินและการย่อยอาหารระหว่างการกินและการย่อยอาหาร ผู้ผลิต 1000 กรัม ผู้บริโภคลําดับที1 100 กรัม ผู้บริโภคลําดับที2 10 กรัม ผู้บริโภคลําดับที3 1 กรัม
  44. 44. วัฏจักรสารในระบบนิเวศ  วัฏจักรคาร์บอน(Carbon cycle)  วัฏจักรไนโตรเจน(Nitrogen cycle)  วัฏจักรฟอสฟอรัส(Phosphorus cycle)  วัฏจักรกํามะถัน(Sulfur cycle)
  45. 45. วัฏจักรคาร์บอน(CARBON CYCLE) • รูปสารอินทรีย์ เช่น คาร์โบไฮเดรต, รูปสารอนินทรีย์ เช่น CO2 • กระบวนการทีเกียวข้อง กระบวนการทางกายภาพ ได้แก่ การเผาไหม้ กระบวนการทางชีวภาพ ได้แก่ การสังเคราะห์ด้วยแสง, การหายใจ, การย่อยสลายโดยจุลินทรีย์ COCO22 OO22 สังเคราะห์ด้วยแสงสังเคราะห์ด้วยแสง ((ผู้ผลิตผู้ผลิต)) HH22OO CC66HH1212OO66 COCO22 OO22 การหายใจการหายใจ ((สิงมีชีวิตทังหลายสิงมีชีวิตทังหลาย))
  46. 46. วัฏจักรไนโตรเจน(NITROGEN CYCLE) • ต้องใช้จุลินทรีย์ในการช่วยตรึงไนโตรเจน(N2) จากอากาศ(มีN2~78%) • กระบวนการทีเกียวข้อง 1. การตรึงไนโตรเจน (Nitrogen fixation) 2. การสร้างแอมโมเนีย (Ammonification) 3. การสร้างไนเตรท (Nitrification) 4. การสร้างไนโตรเจน (Denitrification)
  47. 47. N2 ในบรรยากาศ การตรึงไนโตรเจนการตรึงไนโตรเจน ((Nitrogen fixation)Nitrogen fixation) ทางกายภาพ ได้แก่ ฟ้าแลบ, ฟ้าผ่า ทางชีวภาพ จุลินทรีย์ทีดํารงชีพอย่างอิสระ เช่น Clostidium, Azobacter, Oscillatoria จุลินทรีย์ทีดํารงชีพภาวะพึงพา เช่น Rhizobium, Anabaena ไนเตรต (NO3 -) โปรตีนในพืช โปรตีนในสัตว์ การสร้างแอมโมเนียการสร้างแอมโมเนีย ((Ammonification)Ammonification) แอมโมเนีย (NH3) Nitrosomonas ไนไตรท์ (NO2 -) Nitrobacter ไนเตรต (NO3 -) การสร้างไนโตรเจนการสร้างไนโตรเจน ((Denitrification)Denitrification) การสร้างการสร้าง ไนเตรตไนเตรต ((Nitrification)Nitrification) Pseudomonas Acromobacter 1 2 3 4
  48. 48. วัฏจักรฟอสฟอรัส(PHOSPHORUS CYCLE) • ฟอสฟอรัสเป็นองค์ประกอบของ DNA, RNA และ ATP • มีอยู่ในธรรมชาติน้อยมาก และเกิดขึนจากการเปลียนแปลงทาง ธรณีวิทยา เช่น แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด • ถูกใช้หมุนเวียนอยู่ระหว่างสิงมีชีวิตและไม่มีชีวิตในปริมาณทีจํากัด • ส่วนใหญ่จะอยู่ในรูปของหินฟอสเฟตหรือแร่ฟอสเฟต เมือถูกกัดกร่อน โดยนํา และกระแสลมปะปนอยู่ในดิน แล้วถูกนําชะล้างให้อยู่ในรูปที ละลายนําได้ ซึงพืชสามารถนําไปใช้และ ถ่ายทอดไปในระบบนิเวศตาม ห่วงโซ่อาหาร • Phosphatizing Bacteria ย่อยสลายฟอสฟอรัสให้อยู่ในรูปทีละลายนําได้
  49. 49. วัฏจักรกํามะถัน(SULFUR CYCLE) • กํามะถัน เป็นธาตุทีสําคัญในการเจริญเติบโต และเมตาโบลิซม ของ สิงมีชีวิต • สารประกอบอินทรีย์ในพืชและสัตว์ จะถูกย่อยสลายโดยแบคทีเรียได้เป็น ไฮโดรเจนซัลไฟต์ และถูกเปลียนต่อจนกลายเป็นซัลเฟต ซึงพืชจะนํา กลับไปใช้ได้ • บางส่วนจะถูกสะสม และถูกตรึงไว้ในถ่านหิน และนํามันปิโตรเลียม เมือ มีการนํามาใช้เป็นเชือเพลิงเกิดการเผาไหม้ได้ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) เมือก๊าซนีอยู่ในบรรยากาศจะรวมตัวกับละอองนําตกลงมาเป็นเม็ด ฝนของกรดกํามะถันหรือกรดซัลฟิวริก(H2SO4) ซึงมีฤทธิกัดกร่อน ทํา ให้ สิงก่อสร้างต่าง ๆ สึกกร่อน และเป็นอันตรายต่อการหายใจของคน
  50. 50. การเปลียนแปลงแทนที การเปลี ยนแปลงแทนที ของระบบนิเวศ(Ecological succession) เกิดขึนเมื อระบบนิเวศหนึ ง ๆ ถูกรบกวนหรือถูกทําลายไปจนเสียสมดุล แบ่งได้เป็น2 ลักษณะ คือ 1. การเปลี ยนแปลงแทนที แบบปฐมภูมิ(Primary succession) 2. การเปลี ยนแปลงแทนที แบบทุติยภูมิ(Secondary succession)
  51. 51. การเปลียนแปลงแทนทีแบบปฐมภูมิ เกิดขึนในบริเวณที ปราศจากสิ งมีชีวิตมาก่อน เช่น บนก้อนหิน จากนันจะมีสิ งมีชีวิต พวกมอสและไลเคนเกิดขึนมาเป็นกลุ่มแรก ต่อมามีสิ งมีชีวิตกลุ่มที2 มาแทนที เช่น หญ้า หรือพวกวัชพืชป่ า พอกลุ่มสิ งมีชีวิต ตายไปก็จะเกิดการทับถมเป็นชันดินหนาขึนเรื อย ๆ และความอุดมสมบูรณ์ของดิน เพิ มขึน มีสิ งมีชีวิตกลุ่มอื น ๆ ขึนมาแทนที ตามมาเรื อย ๆ เช่น ไม้ล้มลุก, ไม้พุ่ม เกิดความสมดุลของระบบนิเวศกลายเป็น สังคมสมบูรณ์(climax community) การเปลี ยนแปลงสภาพแวดล้อมหนึ งไปเป็นอีกสภาพหนี ง เช่น จากสระนํากลายเป็น พืนดิน
  52. 52. การเปลียนแปลงแทนทีแบบทุติยภูมิ เกิดขึนในบริเวณที กลุ่มสิ งมีชีวิตเดิมถูกทําลายไป ซึ งบริเวณนันยังคงมีสิ งมีชีวิตบาง ชนิดและสารอินทรีย์ที สิ งมีชีวิตต้องการเหลืออยู่ เช่น ในบริเวณที ถูกไฟไหม้, บริเวณป่ าที เคยถูกตัดโค่น ใช้เวลาน้อยกว่าการเกิดการเปลี ยนแปลงแทนที แบบปฐมภูมิ เพราะมีดินและ สารอินทรีย์ที พืชต้องการพร้อมอยู่แล้ว

×