แนวข้อสอบ กสย E-BOOK แนวข้อสอบสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง แนวข้อสอบ สกย คู่มือสอบ สกย ท

1,134 views

Published on

E-BOOK DOWNLOAD ข้อสอบ สกย,แนวข้อสอบ สกย,คู่มือสอบ สกย,แนวข้อสอบสนง.กองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง
ราคา 249 บาท
สั่งซื้อได้ที่ : www.Sheetram.com
สอบถามรายละเอียด
Facebook http://www.facebook.com/Sheetram
LINE ID : sheetram

บริษัท ชีทราม จำกัด
ชมรมลูกพ่อขุนประยุกต์ สำนักงานใหญ่
453 ถนนรามคำแหง(ปากซอย 53)
หัวหมาก บางกระปิ กรุงเทพฯ 102
โทรศัพท์ : 02-7230950,02-5141422,085-9679080,
085-9993722,085-9993740
FAX : 02-718-6528
เปิดบริการ 8.15-21.30 น. ทุกวัน

Published in: Education
0 Comments
1 Like
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

No Downloads
Views
Total views
1,134
On SlideShare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
4
Actions
Shares
0
Downloads
60
Comments
0
Likes
1
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

แนวข้อสอบ กสย E-BOOK แนวข้อสอบสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง แนวข้อสอบ สกย คู่มือสอบ สกย ท

  1. 1. 1
  2. 2. 2 ขอบเขตเนื้อหา แนวขอสอบวิเคราะหและสรุปเหตุผล 4 แนวขอสอบ เรื่องอนุกรม 5 เฉลยแนวขอสอบ เรื่องอนุกรม 21 แนวขอสอบ เงื่อนไขภาษา 24 เฉลยแนวขอสอบ เงื่อนไขภาษา 32 แนวขอสอบ เรื่อง อุปมาอุปไมย 41 แนวขอสอบ เรื่อง เงื่อนไขสัญลักษณ 52 เฉลยแนวขอสอบเงื่อนไขสัญลักษณ 62 แนวขอสอบคณิตศาสตร 163 แนวขอสอบการวิเคราะหสรุปเหตุผลทางโอเปอรเรต 199 แนวขอสอบ ตาราง กราฟ และแผนภูมิ 200 แนวขอสอบ การอานขอมูลจากตาราง 206 แนวขอสอบภาษาไทย 211 แบบทดสอบภาษาไทย ชุดที่ 1 212 แบบทดสอบภาษาไทย ชุดที่ 2 237 แบบทดสอบการเรียงลําดับขอความ 258 แบบทดสอบการอานขอความ สรุปความ ตีความ 264 แนวขอสอบภาษาอังกฤษ 274 แนวขอสอบภาษาอังกฤษ ชุดที่ 1 275 แนวขอสอบภาษาอังกฤษ ชุดที่ 2 311 แนวขอสอบภาษาอังกฤษ ชุดที่ 3 335 แนวขอสอบภาษาอังกฤษ ชุดที่ 4 361 แนวขอสอบความรูทั่วไปเกี่ยวกับ กองทุนสงเคราะหการทําสวนยาง 396
  3. 3. 3 แนวขอสอบ เรื่อง อุปมาอุปไมย ขอ 1 กลองใสดินสอ : ปากกา ? : ? ก. ดินสอ : ยางลบ ข. สมุด : กระดาษ ค. กระเปาสตางค : เงิน ง. สมุด : กระเปา ตอบ ค. กระเปาสตางค : เงิน แนวคิด กลองใสดินสอใสอุปกรณ ปากกา เชนเดียวกับกระเปาสตางค ใสเงิน ขอ 2 หองนอน : เตียง ? : ? ก. เกาอี้ : โตะ ข. มหาสมุทร : แมน้ํา ค. แจกัน : โตะ ง. ตู : เสื้อผา ตอบ ง. ตู : เสื้อผา แนวคิด เตียง วางไวในหองนอน เสื้อผา ใสไวในตู ขอ 3 แจกัน : ดอกไม ? : ? ก. ตูไปรษณีย : จดหมาย ข. เกสร : ผีเสื้อ ค. ผูหญิง : เสื้อผา ง. ทิชชู : ไมจิ้มฟน ตอบ ก. ตูไปรษณีย : จดหมาย แนวคิด ดอกไมใสไวในแจกัน เชนเดียวกับ จดหมายใสในตูไปรษณีย ขอ 4 ขวดน้ํา : แกวน้ํา ? : ? ก. ดอกไม : เกสร ข. หมอขาว : จาน ค. เสื้อ : สตรี ง. หมี : สวนสัตว ตอบ ข. หมอขาว : จาน แนวคิด แกวน้ําเปนภาชนะใสน้ํา เชนเดียวกับจานเปนภาชนะใส
  4. 4. 4 ขอ 5 ถุงเทา : รองเทา ? : ? ก. ชอนสอม : ตะเกียบ ข. ถวย : ชอน ค. หลอด : แกวน้ํา ง. ที่คาดผม : แวนตา ตอบ ก. ชอนสอม : ตะเกียบ แนวคิด ถุงเทา กับรองเทาใชกับสวมใสเทาทั้งคู ชอนสอม กับตะเกียบ ใชตักและคีบอาหาร ขอ 6 เทียนไข : ตะเกียง ? : ? ก. เสื้อผา : ผูหญิง ข. ไฟฉาย : ลูกเสือ ค. โรงเรียน : มหาวิทยาลัย ง. ประภาคาร : เรือเดินสมุทร ตอบ ค. โรงเรียน : มหาวิทยาลัย แนวคิด เทียนไข และตะเกียง ใหแสงสวาง โรงเรียนและมหาวิทยาลัยใหความรู ขอ 7 มนุษย : ลําไส ? : ? ก. ไมโครโฟน : ขาตั้ง ข. โตะ : เกาอี้ ค. ตนไม : ลําตน ง. คอมพิวเตอร : เมนบอรด ตอบ ง. คอมพิวเตอร : เมนบอรด แนวคิด ลําไสเปนสวนหนึ่งของรางกายมนุษย เมนบอรดเปนสวนหนึ่งของคอมพิวเตอร ขอ 8 โรงแรม : นักทองเที่ยว ? : ? ก. เตียง : หองนอน ข. เตน : ลูกเสือ ค. หุบเขา : ทะเล ง. บาน : วัด ตอบ ข. เตน : ลูกเสือ แนวคิด นักทองเที่ยว พักที่โรงแรม ลูกเสือพักที่เตน ขอ 9 ตํารวจ : โจร ? : ? ก. ผูพิพากษา : ศาล ข. ปปส. : ผูร่ํารวยผิดปกติ ค. แมว : สุนัข ง. ครู : นักเรียน ตอบ ข. ปปส. : ผูร่ํารวยผิดปกติ
  5. 5. 5 แนวคิด ตํารวจทําหนาที่จับโจรผูราย ปปส. ทําหนาที่ ตรวจสอบผูร่ํารวยผิดปกติ ขอ 10 วาตภัย : อัคคีภัย ? : ? ก. ฝนตก : รถติด ข. น้ําทวม : สึกนามิ ค. ไตฝุน : ไฟปา ง. ธรณีพิบัติ : สึนามิ ตอบ ค. ไตฝุน : ไฟปา แนวคิด วาตภัย เปนภัยที่เกิดจากลม เชน ไตฝุน อัคคีภัย เปนภัยที่เกิดจากไฟ เชน ไฟปา ขอ 11 ทาง : เทา ? : ? ก. รถ : ไฟ ข. กาว : กระดาษ ค. นก : บิน ง. ฝน : ตก ตอบ ก. รถ : ไฟ แนวคิด เมื่อ ผสมคําเขาดวยกันเปนคําใหมที่มีความหมายอีกอยางหนึ่ง ทาง +เทา = ทางเทา รถ + ไฟ = รถไฟ ขอ 12 ใกล : ไกล ? : ? ก. สะพาน : แมน้ํา ข. ตะเกียบ : อาหาร ค. กอง : เลม ง. เชา : สาย ตอบ ง. เชา : สาย แนวคิด ใกล และ ไกล เปนคําวิเศษณบอกสถานที่ เชา และ สาย เปนคําวิเศษณบอกเวลา ขอ 13 ฉัน : เธอ ? : ? ก. ทาน : เขา ข. กระผม : มัน ค. อาตมา : โยม ง. มัน : ฉัน ตอบ ค. อาตมา : โยม แนวคิด เปนสรรพนามบุรุษที่ 1 และ 2 ขอ 14 ตา : ยาย ? : ? ก. พอ : แม ข. แม : ลูกสาว ค. พี่สาว : นองชาย ง. ยา : ปู
  6. 6. 6 การแกสมการ เรื่องการแกโจทยสมการ กรณีโจทยเปนขอความยังไมไดสรางเปนสมการมาให มีขั้นตอนดังนี้ ขั้นที่ 1 อานโจทย หาคําถามโจทย แลวระบุตัวไมทราบคา ขั้นที่ 2 สรางสมการ โดยพิจารณารายละเอียด และใหสอดคลองตามที่โจทยระบุไว ขั้นที่ 3 แกสมการโดยอาศัยหลักการพื้นฐาน ในการแกสมการ หรือใชวิธีการเลือก คําตอบ แตละตัวเลือกมาแทนคา การคํานวณเกี่ยวกับขาและหัวของสัตว เมื่อกําหนดใหมีสัตวอยางละเทา ๆ กัน สูตร ละตัวสัตวอยางผลรวมของขา งหมดจํานวนขาทั้มีชนิดละจํานวนสัตว = จํานวนสัตวมีไมเทากัน (เปรียบเทียบจํานวนขา) หมายเหตุ 1. จํานวนหัวของสัตว เทากับ จํานวนตัวของสัตว 2. จํานวนขาของสัตว ขึ้นกับชนิดของสัตว ( 4 ขา กับ 2 ขา ) 1. นกแกวกับแมวเมื่อนับขา ปรากฏวาขานกแกวนอยกวาขาของแมว 8 ขา ถามีแมว 12 ตัว จะมีนกแกวกี่ตัว 1) 24 2) 22 3) 20 4) 18 วิธีทํา แมว 12 ตัว มีขา = 12 × 4 = 48 ขา นกแกวมีขา = 48 - 8 = 40 ขา ดังนั้น มีนกแกวทั้งหมด = 20 2 40 = ตัว
  7. 7. 7 2. หมูกับไก ถานับขาหมูมากกวาขาไก อยู 8 ขา แตถานับหัวไกมากกวาหัวหมู อยู 8 หัว อยากทราบวามีหมูกี่ตัว 1) 10 2) 12 3) 14 4) 16 วิธีทํา เขียนสมการ หัว กับ สมการขา กอน จากนั้น ใชตัวเลือกพิจารณาแทนคาหาคําตอบ หัว ; 1 ไก - 1 หมู = 8 ขา ; 4 หมู - 2 ไก = 8 พิจารณา( สมการหัว = จํานวนตัว ) ตัวเลือก ไก - หมู = 8 1) 18 - 10 = 8 2) 20 - 12 = 8 3) 22 - 14 = 8 4) 24 - 16 = 8 จากตัวเลือก ที่ 2 นํามาแทนในสมการ ขา จะได ขา ; 4 (12) - 2 (20) = 8 ขา ; 48 - 40 = 8 ขา ; 8 = 8 ( คาทางซาย = คาทางขวา ) ดังนั้น มีหมู 12 ตัว 3. ไกกับหมูนับขารวมกันได 124 ขา แตถานับหัวรวมกันได 56 หัว อยากทราบวามีหมูกี่ตัว 1) 6 2) 8 3) 10 4) 12 วิธีทํา เขียนสมการ หัว กับ สมการขา กอน จากนั้น ใชตัวเลือกพิจารณาแทนคาหาคําตอบ หัว ; 1 ไก + 1 หมู = 56 ขา ; 2 ไก + 4 หมู = 124 พิจารณา( สมการหัว = จํานวนตัว ) ตัวเลือก ไก + หมู = 56 1) 50 + 6 = 56 2) 48 + 8 = 56 3) 46 + 10 = 56 4) 44 + 12 = 56 จากตัวเลือก ที่ 1 นํามาแทนในสมการ ขา จะได ขา ; 2 (50) + 4 (6) = 124 ขา ; 100 + 24 = 124 ขา ; 124 = 124 ( คาทางซาย = คาทางขวา ) ดังนั้น มีหมู 6 ตัว
  8. 8. 8 คาเฉลี่ย คาเฉลี่ย คือ คากลางของขอมูลที่จะใชเปนคากลางของขอมูลชุดนั้น ๆ 1. มัชฌิมเลขคณิต ( )X จํานวนเทอม นวนทั้งหมดผลบวกของจํา = 2. มัธยฐาน ( Medium ) = ขอมูลอยูกึ่งกลางที่เรียงเรียงลําดับแลว จํานวนขอมูลเปนจํานวนคี่ ( ตอบ เลขที่อยูตรงกลาง ) มัธยฐาน ( Medium ) จํานวนขอมูลเปนจํานวนคู ( ตอบ 2 บวกกันเลขคูกลาง ) 3. ฐานนิยม ( Mode ) = ขอมูลที่ซ้ํามากที่สุด 4. พิสัย ( Range ) = เลขมมาก - เลขนอย 1. ในการสอบวิชาความรูความสามารถทั่วไป มีนักเรียนเขาสอบ 10 คน ไดคะแนนดังนี้ 10, 13, 17, 12, 10, 13, 11, 19, 20 และ 13 คาเฉลี่ยของนักเรียนกลุมนี้เปนเทาไร 1) 15.7 2) 15.3 3) 13.8 4) 13.3 วิธีทํา สูตร คาเฉลี่ย ( )X จํานวนเทอม นวนทั้งหมดผลบวกของจํา = 13.8 10 138 10 13201911131012171310 ==+++++++++= เมื่อมีขอมูล 10 ตัว หรือ 5 ตัว ( ใหพิจารณา ผลรวมของหลักหนวย ) 10 13 17 12 10 13 11 19 20 13 นําหลักหนวยที่เหลือมารวมกัน 2 + 3 + 3 = 8 ( ตอบ ตัวเลือกที่ลงทายดวย 8 ) 2. ในการสอบวิชาฟสิกส มีนักเรียนเขาสอบ 5 คน ไดคะแนนดังนี้ 13, 12, 17, 12 และ 13 คาเฉลี่ยของนักเรียนกลุมนี้เปนเทาไร 1) 13.7 2) 12.7 3) 13.4 4) 13.3
  9. 9. 9 วิธีทํา สูตร คาเฉลี่ย ( )X จํานวนเทอม นวนทั้งหมดผลบวกของจํา = 13.4 5 67 5 1312171213 ==++++= เมื่อมีขอมูล 10 ตัว หรือ 5 ตัว ( ใหพิจารณา ผลรวมของหลักหนวย ) ถาเปนเลข 5 ใหคูณ ดวย 2 แลวคอยตอบ 13 12 17 12 13 นําหลักหนวยที่เหลือมารวมกัน 2 + 2 + 3 = 7 ( ตอบ ตัวเลือกที่ลงทายดวย 4 เพราะ 7 ×2 = 14 ) 3. ถา 12 เปนคาเฉลี่ยของ 8, 9, 12, 18 และ x แลว x มีคาเปนเทาไร 1) 15 2) 13 3) 11 4) 10 วิธีทํา สูตร คาเฉลี่ย ( )X จํานวนเทอม นวนทั้งหมดผลบวกของจํา = 5 X18129812 ++++= X4760 += 134760X =−= นําเลขใน ตัวเลือกมาแทนก็ได โดยใหพิจารณาที่หลักหนวย ทางดานซายของระบบสมการลงทาย เลข 0 ทางดานขวา เลข 7 ตองรวมกับ เลข 3 จึงจะได เลข 0 ( ดูตัวเลือกที่ลงทายดวยเลข 3 ) 4. จากขอมูลอายุเด็กนักเรียน ดังนี้7, 5, 8, 6, 5, 10 และ 13 มัธยฐานตรงกับขอใด 1) 5 2) 6 3) 7 4) 8 วิธีทํา สูตร ขอมูลอยูกึ่งกลางที่เรียงเรียงลําดับแลว 5 5 6 7 8 10 13 ∴ คามัธยฐานของอายุคนทั้ง 7 คือ 7 ป
  10. 10. 10 5. จากขอมูลอายุเด็กนักเรียน ดังนี้7, 5, 8, 6, 5, 10, 9 และ 13 มัธยฐานตรงกับขอใด 1) 7.4 2) 7.5 3) 8 4) 8.3 วิธีทํา สูตร ขอมูลอยูกึ่งกลางที่เรียงเรียงลําดับแลว 5 5 6 7 8 9 10 13 ∴ คามัธยฐานของอายุคนทั้ง 8 คือ 5.7 2 15 2 87 == + ป 6. จากขอมูลอายุเด็กนักเรียน ดังนี้7, 5, 9, 6, 5, 10, 9 และ 13 มัธยฐานตรงกับขอใด 1) 7 2) 7.5 3) 8 4) 9 วิธีทํา สูตร ขอมูลอยูกึ่งกลางที่เรียงเรียงลําดับแลว 5 5 6 7 9 9 10 13 ∴ คามัธยฐานของอายุคนทั้ง 8 คือ 8 2 16 2 97 == + ป 7. น้ําหนักของนักเรียนกลุมหนึ่งดังนี้ 62, 65, 58, 70, 65 และ 63 ฐานนิยมตรงกับขอใด 1) 62 2) 63 3) 65 4) 70 วิธีทํา สูตร ขอมูลที่ซ้ํามากที่สุด 58 62 63 65 65 70 ∴ ฐานนิยมของน้ําหนักนักเรียนทั้ง 6 คือ 65 ป 8. จากขอมูล 2, 3, 2, 3, 2, 4, 4, 5, 4 และ 5 ฐานนิยมตรงกับขอใด 1) 2 2) 3 3) 4 4) ทั้งขอ 1. และขอ 3. วิธีทํา สูตร ขอมูลที่ซ้ํามากที่สุด 2 2 2 3 3 4 4 4 5 5 ∴ ฐานนิยม คือ 2 และ 4 ป 9. จากขอมูลอายุเด็กนักเรียน ดังนี้7, 5, 9, 6, 5, 10, 9 และ 13 พิสัยตรงกับขอใด 1) 7 2) 7.5 3) 8 4) 9 วิธีทํา สูตร พิสัย ( Range ) = เลขมมาก - เลขนอย = 13 - 5 = 8
  11. 11. 11 ความสามารถทางดานเหตุผล การสรุปเหตุผลตามหลักตรรกศาสตรแบงได 5 ประเภท 1. การสรุปเหตุผลแบบมีเงื่อนไข ขอความที่โจทยกําหนดมา คําถาม คําตอบ เหตุ ผล เหตุ ผล กรณีที่ 1 ถาฝนตก แลวแดดออก วันนี้ฝนตก ดังนั้น วันนี้แดดออก เหตุ ผล ไมใช (ผล) ไมใช (เหตุ) กรณีที่ 2 ถาฝนตก แลวแดดออก วันนี้แดดไมออก ดังนั้น วันนี้ฝนไมตก เหตุ ผล ผล สรุปไมได กรณีที่ 3 ถาฝนตก แลวแดดออก วันนี้แดดออก สรุปแนนอนไมได เหตุ ผล ไมใช (เหตุ) สรุปไมได กรณีที่ 4 ถาฝนตก แลวแดดออก วันนี้ฝนไมตก สรุปแนนอนไมได 10. ถาฝนตกแลว แดดจะออก วันนี้ฝนตก ฉะนั้น 1) วันนี้แดดไมออก 2) วันนี้แดดออก 3) วันนี้ ฟารอง 4) ยังสรุปแนนอนไมได ตอบ 2 11. ในนาตองมีขาว ที่ของฉันไมมีขาว ฉะนั้น 1) ขาวตายหมด 2) นาของฉันไมมีขาว 3) ที่ของฉันไมใชนา 4) ยังสรุปแนนอนไมได ตอบ 3 12. เสมาไปโรงเรียน เสมาจะไดรับความรู แตเสมาไมไดไปโรงเรียน ฉะนั้น 1) เสมาโง 2) เสมาขี้เกียจ 3) เสมาไมไดรับความรู 4) ยังสรุปแนนอนไมได ตอบ 4 13. หากรัฐบาลขึ้นราคาน้ํามัน เรไรจะเลิกใชรถยนต เรไรเลิกใชรถยนต ฉะนั้น 1) รัฐบาลขึ้นราคาน้ํามัน 2) รัฐบาลไมขึ้นราคาน้ํามัน
  12. 12. 12 3) รัฐบาลอาจจะขึ้นราคาน้ํามัน 4) ยังสรุปแนนอนไมได ตอบ 4 14. ฤดูมรสุมทําใหฝนตกหนัก ฝนตกหนักทําใหน้ําทวม แตวันนี้น้ําไมทวม 1) วันนี้ไมใชฤดูฝน 2) วันนี้ไมใชฤดูมรสุม 3) วันนี้ไมมีฝน 4) ยังสรุปแนนอนไมได ตอบ 2 2. การสรุปเหตุผลแบบเชิงบังคับ 15. นกทุกตัวบินได หนูเปนนก ขอสรุปใดเปนจริง 1) หนูบินไมได 2) หนูบินได 3) หนูไมใชนก 4) ยังสรุปแนนอนไมได ตอบ 2 16. สุนัขเปนสัตวที่มีเขา เจาปุยเปนสุนัข ขอสรุปใดเปนจริง 1) เจาปุยมีเขา 2) เจาปุยไมมีเขา 3) เจาปุยเหาได 4) ยังสรุปแนนอนไมได ตอบ 1 17. นักวิทยาศาสตรทุกคนฉลาด อะตอมฉลาด ขอสรุปใดเปนจริง 1) อะตอมเปนนักวิทยาศาสตร 2) อะตอมเปนนักฟสิกส 3) อะตอมไมไดเปนนักวิทยาศาสตร 4) ยังสรุปแนนอนไมได ตอบ 4 18. ตํารวจบางคน ดื่มสุรา ปรีชาเปนตํารวจ จะสรุปไดวา 1) ปรีชาดื่มสุรา 2) ปรีชาไมดื่มสุรา 3) ปรีชาดื่มสุราหรือไมดื่มสุรา 4) ถูกทั้งขอ 1 และ 2 ตอบ 3 3. การสรุปเหตุผลแบบเปรียบเทียบ 19. แดงสูงกวาดํา ดําสูงกวาขาว ขาวสูงเทากับเขียว ใครสูงที่สุด 1) แดง 2) เขียว 3) ดํา 4) ขาว ตอบ 1 20. สมพรแกกวาสมศรี สมโชคออนกวาโชคดี โชคดีออนกวาสมศรี ใครอายุนอยที่สุด 1) สมพร 2) สมศรี 3) สมโชค 4) โชคดี ตอบ 3 4. การสรุปเหตุผลแบบเลือกอยางใดอยางหนึ่ง
  13. 13. 13 ตาราง กราฟ และแผนภูมิ เทคนิคการทําขอสอบแบบตาราง 1. ใหยุบตัวเลขใหเหลือเพียง 2 หรือ 3 หลัก 2. ถาโจทยถามมากกวาหรือนอยกวาใหนําเลขมาลบกันกอนแลวคอยคํานวณตัวเลข 3. ถาโจทยใหหาชวงระหวางป และมีคําวาโดยเฉลี่ย ใหหารดวยจํานวนป 4. สูตรการคํานวณ ใหดูในเรื่องรอยละเปอรเซ็นต คําสั่ง ในขอสอบจะประกอบดวยขอมูลชุดหนึ่งในรูปขอตารางและในแตละขอจะมีคําถามกับตัวเลือก 1 – 4 มาใหใหศึกษาขอมูลที่กําหนดแลวนําความรูที่ไดจากขอมูลดังกลาวมาพิจารณาตอบคําถาม ตารางที่ 1 พื้นที่เพาะปลูกชนิดตางๆ แยกตามภาคป 2552 หนวย : ไร ภาค ขาวโพด ยาสูบ ถั่วเขียว ขาวจาว เหนือ 28,862 38,438 32,882 99,990 กลาง 34,280 42,495 28,889 126,440 ใต 28,975 32,735 36,250 94,123 ตะวันออกเฉียงเหนือ 27,364 31,295 33,330 94,789 1. ภาคใตมีพื้นที่เพาะปลูกยาสูบคิดเปนกี่เปอรเซ็นตของพื้นที่เพาะปลูกขาวจาว 1. 27 % 2. 35 % 3. 42 % 4. 63 % 2. ภาคใดมีพื้นที่การเพาะปลูกของพืชทุกชนิดรวมกันนอยที่สุด 1. ภาคเหนือ 2. ภาคกลาง 3. ภาคใต 4. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 3. พื้นที่การเพาะปลูกขาวจาวมากกวาพื้นที่การเพาะปลูกถั่วเขียวอยูรอยละเทาใด 1. รอยละ 97 2. รอยละ 117 3. รอยละ 217 4. รอยละ 317 4. พื้นที่การเพาะปลูกของภาคเหนือนอยกวาพื้นที่การเพาะปลูกของภาคกลางอยูรอยละเทาใด 1. รอยละ 13 2. รอยละ 17 3. รอยละ 24 4. รอยละ 32 5. พื้นที่การเพาะปลูกขาวจาวของภาคเหนือรวมภาคใตคิดเปนรอยละเทาใดของภาคกลาง 1. รอยละ 65 2. รอยละ 82 3. รอยละ 154 4. รอยละ 215
  14. 14. 14 6. จากสถิติที่ผานมาพบวาพื้นที่การเพาะปลูกขาวจาว 1 ไร จะมีผลผลิต 0.45 ตัน และประเทศไทย ไดสงขาวจาวออกที่เปนผลผลิตป 2552 ไปจําหนายแลวจํานวน 150,000 ตัน อยากทราบวายัง เหลือขาวจาวที่จะใชบริโภคภายในประเทศคิดเปนปริมาณกี่ตัน 1. 26,750 ตัน 2. 36,750 ตัน 3. 136,750 ตัน 4. 236,750 ตัน 7. จากขอมูลขางตนขอใดกลาวถูกตอง 1. ผลผลิตในภาคกลางจะมากกวาทุกๆ ภาคเพราะมีพื้นที่เพาะปลูกมากที่สุด 2. ภาคใตเปนภาคที่มีพื้นที่เพาะปลูกนอยกวาทุกๆ ภาค 3. พื้นที่เพาะปลูกขาวจาวมีมากกวารอยละ 50 ของพื้นที่การเพาะปลูกพืชทั้ง 4 ชนิด 4. ถาจัดเรียงพื้นที่เพาะปลูกจากมากไปหานอยจะไดดังนี้คือขาวจาว ถั่วเขียว ยาสูบและขาวโพด ตามลําดับ 8. สัดสวนของพื้นที่เพาะปลูกขาวจาว : ขาวโพด : ยาสูบ ใกลเคียงกับขอใด 1. 17 : 5 : 6 2. 7 : 15 : 4 3. 13 : 8 : 7 4. 11 : 4 : 7 9. อัตราสวนของพื้นที่เพาะปลูกถั่วเขียวระหวางภาคเหนือกับภาคกลางใกลเคียงกับขอใด 1. 7 : 5 2. 8 : 7 3. 11 : 8 4. 5 : 3 10. จากขอมูลขางตนขอใดกลาวไมถูกตอง 1. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีพื้นที่เพาะปลูกขาวจาวมากกวาพื้นที่เพาะปลูกขาวโพดอยูประมาณ รอยละ 250 2. ภาคใตมีพื้นที่เพาะปลูกขาวโพดนอยกวาพื้นที่เพาะปลูกขาวจาวอยูประมาณรอยละ 225 3. อัตราสวนระหวางพื้นที่เพาะปลูกขาวจาวกับพื้นที่เพาะปลูกถั่วเขียวมีคาประมาณ 3 : 1 4. ถาจัดเรียงพื้นที่เพาะปลูกจากมากไปหานอยจะไดดังนี้คือขาวจาว ยาสูบ ถั่วเขียวและขาวโพด ตามลําดับ ตารางที่ 2 พื้นที่เพาะปลูกและผลผลิตขาวนาปกับขาวนาปรัง ป พื้นที่เพาะปลูก ( 1,000 ไร ) ผลผลิต ( 1,000 ตัน ) ขาวนาป ขาวนาปรัง ขาวนาป ขาวนาปรัง 2548 47,849 2,120 12,398 925 2549 53,198 2,378 14,132 1,198 2550 50,920 2,673 13,743 1,413 2551 53,554 3,039 12,295 1,606 2552 59,378 4,275 15,196 2,295 รวม 264,999 14,485 67,764 7,437
  15. 15. 15 แนวขอสอบวิชาภาษาไทย ชุดที่ 1 โปรตีนเปนสารอาหารที่มีความสําคัญตอการเจริญเติบโต โดยเฉพาะในระยะตั้งครรภความตองการของ โปรตีนจะเพิ่มขึ้น นอกจานี้ระยะการใหนมบุตรความตองการโปรตีนดวย ขณะเดียวกันเด็กที่อยูในวัยที่กําลัง เจริญเติบโตจะมีความตองการโปรตีนมากกวาผูใหญ ดังนั้นอาหารที่มีโปรตีนสูงจึงเปนอาหารที่ควรไดรับ อาหารที่มีโปรตีนสูง ไดแก เนื้อสัตวตางๆ ไข นม ถั่วเหลือง เชน เนื้อไก เนื้อเปด ปลาทู เนื้อวัวไมติดมัน จะมี โปรตีนประมาณ 200 ตอ 100 กรัมของอาหาร สวนไขจะมีโปรตีนประมาณ 13 กรัม ตอ 100 กรัมของอาหาร และถั่ว เหลืองเปนพืชที่มีโปรตีนสูงถึงรอยละประมาณ 34 การกินอาหารที่มีโปรตีนสูง โดยเฉพาะคนที่อยูในประเทศที่พัฒนาการแลว พบวาไดรับโปรตีนปริมาณสูงกวาคน ในประเทศที่กําลังพัฒนา ซึ่งคนสวนใหญจะขาดอาหาร การไดรับโปรตีนสูงเกินไปจะไมมีประโยชน ตรงกันขามจะเพิ่ม ความเสี่ยง เชน อาจเปนโรคอวน เนื่องจากอาหารที่มีโปรตีนสูงมักจะเปนเนื้อสัตวติดมัน ถาเปนเด็กหรือทารกรางกายไม สามารถที่จะปรับตัวกับปริมาณโปรตีนสูงๆ ที่กินเขาไป การกินอาหารที่มีโปรตีนสูง จะทําใหกินอาหารอื่นไดนอยลง โอกาสที่จะทําใหเกิดการขาดสารอาหารชนิดอื่น เปนไปไดสูง และการกินอาหารที่มีโปรตีนสูงทําใหรางกายตองกินแคลเซียมสูงดวยเพราะทําใหรางกายเพิ่มการกําจัด แคลเซียมออกจากรางกาย ดังนั้น การกินอาหารจึงควรมีโปรตีนในปริมาณที่พอเหมาะ (ขวัญเรือน ปกษแรก เดือนสิงหาคม 2546) 1.ประโยคใจความสําคัญของเรื่องนี้คือขอใด ก. การกินอาหารทีมีโปรตีนสูงทําใหอิ่มเร็วขึ้น ข. ควรกินอาหารที่มีโปรตีนในปริมาณพอเหมาะ ค. โปรตีนเปนสารอาหารที่มีความสําคัญตอการเจริญเติบโต ง. อาหารที่มีโปรตีนสูง ไดแก เนื้อสัตวตางๆ ไข นม ถั่วเมล็ดแหง ตอบ ค. โปรตีนเปนสารอาหารที่มีความสําคัญตอการเจริญเติบโต 2. ใจความสําคัญของยอหนาที่ 4 คือขอใด ก. รางกายเพิ่มการกําจัดแคลเซียมไดมากขึ้น ข. โอกาสขาดสารอาหารชนิดอื่นๆ เปนไปไดสูง ค. การกินอาหารที่มีโปรตีนสูง จะทําใหกินอาหารอื่นไดนอยลง ง. การกินอาหารที่มีโปรตีนสูงทําใหรางกายตองกินแคลเซียมสูงดวย ตอบ ค. การกินอาหารที่มีโปรตีนสูง จะทําใหกินอาหารอื่นไดนอยลง
  16. 16. 16 3. ขอใดเรียงลําดับจากเรื่องที่อานไดถูกตอง 1) การกินอาหารจึงควรมีโปรตีนในปริมาณที่พอเหมาะ 2) การกินอาหารที่มีโปรตีนสูง จะทําใหกินอาหารอื่นไดนอยลง 3) การกินอาหารที่มีโปรตีนสูง ทําใหรางกายตองกินแคลเซียมสูงดวย 4) การที่ไดรับโปรตีนสูงเกินไปจะไมมีประโยชน จะเพิ่มความเสี่ยงอาจเปนโรคอวนได ก. 2 1 3 4 ข. 4 2 1 3 ค. 1 2 3 4 ง. 4 3 2 1 ตอบ ง. 4 3 2 1 4. จากเนื้อความขางตนผูเขียนมีจุดประสงคอยางไร ก. แนะนํา ข. ชี้แจง ค. สั่งสอน ง. ใหขอคิด ตอบ ข. ชี้แจง 5. ความคิดสําคัญของเรื่องนี้คืออะไร ก. สตรีมีครรภควรทานอาหารประเภทโปรตีนมากๆ ข. ผูที่อยูในวัยเด็กควรทานอาหารประเภทโปรตีน ค. ผูที่กินอาหารประเภทโปรตีนมากมีโอกาสเปนโรคอวน ง. โปรตีนเปนสารอาหารที่มีความสําคัญตอการเจริญเติบโต ตอบ ง. โปรตีนเปนสารอาหารที่มีความสําคัญตอการเจริญเติบโต ลักษณะภาษา 1. คําในขอใดแสดงลักษณะของภาษาไทยที่อาจจะไมตรงกับลักษณะของภาษาคําโดด ก. คลอง ข. ปู ค. หนาว ง. ยืน ตอบ ก. คลอง ลักษณะทั่วไปของภาษาคําโดดประการหนึ่งคือ คําแตละคํามีพยางคเดียวและไมมีเสียงควบกล้ํา แตบางที ภาษาไทยก็ไมเปนเชนนี้เสียทีเดียว ทั้งนี้เพราะคําในภาษาไทยเปนอันมากที่มีมากพยางคและมีเสียงควบกล้ํา เชน คลอง คราด ปรับปรุง เปลี่ยนแปลงฯลฯ 2. ขอใดมิไดเรียงคําตามแบบภาษาไทย ก. บารเบียร ข. เบียรบาร ค. เบียรไทย ง. ฝาเบียร
  17. 17. 17 แบบทดสอบเรื่อง การเรียงลําดับขอความและเขียนประโยค ใหถูกตองตามหลักภาษา คําสั่ง จงพิจารณาคําตอบที่ถูกตองที่สุด 1. ขอความตอไปนี้ควรจัดเรียงลําดับตามขอใดจึงจะไดความสมบูรณ (1) ดอกแตงโมออนรวมกับผักอื่นๆ นํามาแกงเลียง (2) ยอดแตงโมออนคนมักเก็บมาตมกับกะทิจิ้มน้ําพริกกิน (3) ผลออนเขาก็เอามาแกงสมใชเนื้อทั้งเมล็ดอรอยมาก (4) ผลแกนั้นใชรับประทาน เนื้อหวานเย็น ชุมคอชื่นใจดี 1. (1) – (2) – (3) – (4) 2. (1) – (3) – (4) – (2) 3. (2) – (1) – (3) – (4) 4. (2) – (3) – (4) – (1) 2. ขอใดเรียงลําดับขอความไดเหมาะสม (1) ดังหลักฐานภาพแกะสลักบนแผนหินที่ปราสาทนครธมกัมพูชา (2) การนําวัวควายมาใชแรงงานเกิดขึ้นไมนอยกวาหาพันปมาแลว (3) หากไมมีวัวควายมาลากไถ ก็คงจะไมมีใครคิดถึงการใชแรงงานอื่นๆ (4) การใชแรงงานวัวควายจึงเปนจุดเปลี่ยนของพัฒนาการดานแรงงาน 1. (4) – (3) – (2) – (1) 2. (1) – (2) – (4) – (3) 3. (2) – (1) – (3) – (4) 4. (3) – (2) – (1) – (4) 3. ขอใดเรียงลําดับขอความไดเหมาะสม (1) กําแพงทั่วไปที่ใชปองกันเสียงมักเปนกําแพงคอนกรีตสูง 12 ฟุต (2) ทางดวนจะตองสรางกําแพงปองกันเสียงที่มีความดังมากกวา 67 เดซิเบลขึ้นไป (3) เพราะเมื่อเสียงผานขึ้นไปถึงยอดกําแพง มักจะกระทบขอบและกระจายตัวออกเปนเสียงดังขาม กําแพงไปได (4) แตแมจะสรางกําแพงสูงอยางนั้น กําแพงก็จะปองกันเสียงไดเพียง 10 เดซิเบล 1. (1) – (2) – (3) – (4) 2. (1) – (3) – (4) – (2)
  18. 18. 18 3. (2) – (3) – (1) – (4) 4. (2) – (1) – (4) – (3) 4. ขอใดเรียงลําดับขอความไดเหมาะสม (1) ผูปวยเปนตอหินจะมีอาการตามัว สูญเสียลานสายตา (2) การรักษาตอหินอาจใชยาหยอดตาและยารับประทาน (3) ตอหินเกิดจากความดันในสายตาเพิ่มสูงขึ้นจนทําลายประสาทตา (4) ถาเปนตอหินชนิดรุนแรงจะปวดตา ปวดศีรษะมากและคลื่นไสอาเจียน (5) ผูที่เปนตอหินบางรายอาจจําเปนตองรักษาโดยแสงเลเซอรหรือโดยการผาตัด 1. (3) – (1) – (2) – (4) – (5) 2. (1) – (2) – (5) – (3) – (4) 3. (3) – (1) – (4) – (2) – (5) 4. (1) – (3) – (4) – (2) – (5) 5. ขอใดเรียงลําดับขอความไดเหมาะสม (1) อินเดียมีสิ่งมหัศจรรยถึงสองสิ่งคือปราสาททัชมาฮาลและมหาตมะคานธี (2) บางคนบอกวาอินเดียมิไดมีสิ่งมหัศจรรยอยางเดียวเทานั้น (3) ทั้งสองสิ่งนี้นับวาเปนสิ่งมหัศจรรยของโลกตามที่เขาวาจริงๆ (4) อินเดียมีสิ่งมหัศจรรยอยูอยางหนึ่งคือปราสาททัชมาฮาล 1. (4) – (2) – (1) – (3) 2. (2) – (1) – (3) – (4) 3. (3) – (1) – (4) – (2) 4. (1) – (3) – (2) – (4) 6. ขอความตอไปนี้ขอใดเรียงลําดับไดเหมาะสม (1) แตที่รุนแรงที่สุดือจังหวัดชุมพร (2) เมื่อสองเดือนกอนมีน้ําทวมในหลายจังหวัด (3) จึงกอใหเกิดความเสียหายอยางมหาศาล (4) ทั้งๆ ที่ยังไมถึงเวลาที่มีใตฝุนและพายุโซนรอน (5) ฝนตกหนักติดตอกันหลายวัน 1. (2) – (5) – (3) – (1) – (4) 2. (5) – (4) – (3) – (2) – (1)
  19. 19. 19 แนวขอสอบการอานขอความ – สรุปความ – ตีความ บทความสั้น 1. นอกจากการเจรจาระหวางรัฐทั้งสองรัฐ ซึ่งเปนการติดตอระหวางรัฐเปนสวนใหญแลวการติดตอกัน แบบหลายฝายพรอมกันก็มีมากขึ้น ในรูปแบบของการประชุมนานาชาติเพื่อตกลงกัน ในปญหา เฉพาะอยาง ขอความนี้ตีความอยางไร ก. ปจจุบันการติดตอระหวางรัฐมีมากขึ้น ข. การเจรจาแบบหลายฝายนั้นปญหาตองเกี่ยวของกับทุกฝาย ค. การแกปญหาโดยการเจรจาแบบหลายฝายไดรับความนิยมมากขึ้น ง. วัตถุประสงคของการเจรจาแบบรับแบบหลายฝายตางกัน 2. ความสับสนหรือไมเขาใจความหมายของคํา ทําใหเลือกใชคําผิดความหมายสื่อกันไมเขาใจ เชนคํา วาประชากร ประชาชน ประชาคม แมจะมีความใกลเคียงกันแตหากใชผิดที่ก็ผิดความ ขอความขางตนสรุปไดอยางไร ก. คําวาประชากร ประชาชน ประชาคม มีความหมายเหมือนกัน ข. คําที่มีความหมายเหมือนกันมักทําใหเกิดความสับสนและเขาใจความหมายไมตรงกัน ค. การใชคําที่มีความหมายใกลเคียงกันตองใชในที่เดียวกัน จึงไมสับสน ง. การใชคําที่มีความหมายใกลเคียงกันหากไมเขาใจความหมายของคําทําใหสื่อกันไมเขาใจ 3. การเก็บภาษีอากรนั้นเปนมาตรการสําคัญของรัฐบาลในการลดชองวางความเหลื่อมล้ําของคนจนและ คนรวย ขอความนี้ตีความวาอยางไร ก. ความเหลื่อมล้ําของคนจนและคนรวยสามารถขจัดไดดวยวิธีการเก็บภาษีอากร ข. มาตรการสําคัญที่สุดของการเก็บภาษีอากรคือลดชองวางของฐานะในชนชั้นที่แตกตางกัน ค. การลดชองวางความเหลื่อมล้ําระหวางคนจนและคนรวยเปนมาตรการสําคัญของรัฐบาล ง. การเก็บภาษีอากรชวยใหชองวางระหวางชนชั้นที่ตางกันลดนอยลง “ อยาคิดวามนุษยเปนสวนหนึ่งและเปนสวนหนึ่งซึ่งมีความหมายมากตอความยั่งยืน หรือลมสลาย ของธรรมชาติจงคิดวามนุษยไมเพียงเปนสวนหนึ่งของธรรมชาติเทานั้น แตมนุษยเปนอันหนึ่งอันเดียวกันกับ ธรรมชาติทั้งหมดดวย ” 4. ขอใดเปนสาระสําคัญของขอความขางตน ก. เราคือธรรมชาติ และธรรมชาติ คือเรา
  20. 20. 20 ข. เรากับธรรมชาติเปนสวนหนึ่งของโลกทั้งหมด ค. เราเปนสวนหนึ่งของธรรมชาติและมีผลตอธรรมชาติ ง. เราเปนสวนหนึ่งของธรรมชาติเทานั้น 5. ขอใดอนุมานไดจากขอความขางตน ก. การทําลายธรรมชาติเทากับเปนการทําลายมนุษยเอง ข. การดํารงอยูและวิถีชีวิตของมนุษยมีผลตอธรรมชาติมาก ค. ธรรมชาติไมสามารถอยูไดอยางยั่งยืนหากปราศจากมนุษย ง. การทําลายของมนุษยแทจริงก็คือการทําลายธรรมชาตินั่นเอง 6. ภาวะสังคมไทยในปจจุบันยังเปดโอกาสใหคนพิการนอยมาก ทั้งนี้เพราะการเผยแพรความรูความ เขาใจจากหนวยงานของภาครัฐบาลไปสูสาธารณชนยังไมกวางขวางเพียงพอ สาระสําคัญของขอความนี้คือขอใด ก. ทางเลือกและโอกาสของคนพิการ ข. สาเหตุที่คนพิการดอยโอกาส ค. การแกไขปญหาสังคมของรัฐบาล ง. การเผยแพรความรูความเขาใจจากหนวยงานของภาครัฐบาล 7. ระบบคุณธรรมถูกนํามาใชในการบริหารงานบุคคลของระบบราชการไทยมาเปนเวลานานถึง 60 – 70 ป แลว แตการบริหารงานบุคคลตามหลักของระบบคุณธรรมก็ยังดําเนินไปอยางไมสมบูรณเรียบรอย ขอความนี้สรุปไดวาอยางไร ก. ระบบคุณธรรมลมเหลวในการบริหารงานบุคคลของระบบราชการไทย ข. ระบบคุณธรรมไมเหมาะสมกับการบริหารงานบุคคลในระบบราชการไทย ค. การบริหารงานบุคคลในระบบราชการไทยตองใชระบบคุณธรรมใหมากขึ้น ง. การบริหารงานบุคคลในระบบราชการไทยยังไมเปนไปตามระบบคุณธรรมที่แทจริง 8. จากการคนควาหลักฐานทางประวัติศาสตรพบวาสตรีกรีซโบราณนิยมใชเครื่องสําอางที่มีสารตะกั่ว ผสมอยูและไดกัดผิวสตรียุโรปมาไมนอยกวาสามพันป การกลาวถึงพิษของสารตะกั่วที่ผสมอยูใน เครื่องสําอางนี้มีมาตั้งแตสมัยกรีซโบราณ ขอความนี้ตีความไดอยางไร ก. สตรีในสมัยโบราณไมไดตระหนักถึงพิษภัยของสารตะกั่ว ข. สตรีในสมัยโบราณรักสวยรักงามเหมือนสตรีในปจจุบัน ค. สตรีในปจจุบันเลิกใชเครื่องสําอางที่มีสารตะกั่ว ง. สตรีไดรับอันตรายจากการใชเครื่องสําอางมานานแลว
  21. 21. 21 is able to = สามารถ has to = ตอง + v.1 (ไมผัน) ought to = ควรจะ แนวขอสอบวิชาภาษาอังกฤษ ชุดที่ 2 (120 ขอ) Part I : Structure 1. She walks with care, so she stumble. (1) is able to (2) has to (3) should not (4) ought to ตอบ 3 should not = ไมควรจะ (stumble = สะดุดหัวทิ่ม, หัวคะมํา) 2. Children pay respect to their parents. (1) must to (2) have to (3) has to (4) had ตอบ 2 คําอธิบายเพิ่มเติม : has ใชกับประธานเอกพจน / have ใชกับประธานพหูพจน 3. How long you the violin, Malee ? (1) do; learn (2) did; learn (3) had; learned (4) have; learned ตอบ 4 Present Perfect Tense ใชกับเหตุการณที่เกิดติดตอกันตั้งแตอดีตจนถึงปจจุบัน โดย ไมไดระบุวาเหตุการณหรือการกระทํานั้นจะดําเนินตอไปในอนาคตหรือไม มักมีกริยา วิเศษณ เชน over the years (เปนเวลาหลายป), many times, several times, over and over (หลายครั้ง), for (ตั้งแต), since (เปนเวลา, How long ….? s. + has / have + v.3 …. 4. She the window now if the snake away. (1) opens; had gone (2) are opening; went (3) will open; goes (4) would open; to be gone ตอบ 3 สรุปการใช v. ในประโยคเงื่อนไข (ประโยคยอย) If – Clause , (ประโยคหลัก) Main Clause 1. ขอเท็จจริง / ปกติวิสัย เปนไปไดในปจจุบัน If + s. + v.1 (ผันตาม s.) , s + v.1 (ผันตาม s.) คําอธิบายเพิ่มเติม : must has to ตอง + v. 1 (ไมผัน) have to
  22. 22. 22 2. เปนไปไดในอนาคต If + s. + v.1 (ผันตาม s.) will , s. shall + v.1 (ไมผัน) be going to 3. เปนไปไมไดในปจจุบัน If + s. + v.2 (ถาเปน v. to be ใช were กับประธานทุก ตัว) , s. + would + v.1 (ไมผัน) 4. เปนไปไมไดในอดีต If + s. + had + v.3 , s. + would + have + v.3 * ประโยคหลักในแบบที่ 3 และ 4 สามารถใช v. ชวย could, should, might แทน would ได 5. We a good time at the party right now. (1) would have (2) are having (3) had had (4) have been having ตอบ 2 Present Continuous Tense ใชแสดงเหตุการณที่กําลังกระทําอยูในขณะที่พูด มักมีกริยา วิเศษณที่แสดงถึงการกระทําอยู เชน มีรูปประโยคดังนี้ s. + is / am / are + v.ing 6. we got in the stadium, we would not wet. (1) Have; have been (2) Had; been (3) Have; being (4) Had; have been ตอบ 4 การใช had นําหนาประโยคยอยในประโยคแสดงเงื่อนไขแบบที่ 4 โดยการตัด If ออก แลวยาย had มาไวหนาประธาน * ดูคําอธิบายขอ 4. ประกอบ 7. She Titanic many times. (1) sees (2) was seeing (3) has seen (4) will see ตอบ 3 คําอธิบายเชนเดียวกับขอ 3. If + s. + had + v.3 , s. + would + have + v.3 now at the moment right now at this moment Had + s. + v.3 , s. + would + have + v.3
  23. 23. 23 แนวขอสอบพระราชบัญญัติกองทุนสงเคราะหการทําสวนยาง พ.ศ. 2503 (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2530 1. พรบ.กองทุสงเคราะหการทําสวนยาง ฉบับที่ใชในปจจุบัน เปนฉบับพ.ศ.ใด ก. ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2503 ข. ฉบับที่ 3 พ.ศ. 2513 ค. ฉบับที่ 4 พ.ศ. 2530 ง. ฉบับที่ 5 พ.ศ. 2549 ตอบ ค. ฉบับที่ 4 พ.ศ. 2530 2. ขอใดกลาวถูกตองเกี่ยวกับ สวนยาง ก. ที่ดินปลูกตนยางมีเนื้อที่ไมนอยกวาสองไร ข. ที่ดินแตละไรมีตนยางปลูกไมนอยกวาสิบตน ค. โดยเฉลี่ยปลูกยางไมนอยกวาไรละยี่สิบหาตน ง. ถูกทุกขอ ตอบ ง. ถูกทุกขอ “สวนยาง” หมายความวา ที่ดินปลูกตนยางมีเนื้อที่ไมนอยกวาสองไร แตละไรมีตนยาง ปลูกไมนอยกวาสิบตน และโดยสวนเฉลี่ยไมนอยกวาไรละยี่สิบหาตน 3. สวนยางที่มีเนื้อที่ไมเกินหาสิบไร เปนสวนขนาดใด ก. สวนขนาดทดลอง ข. สวนขนาดเล็ก ค. สวนขนาดกลาง ง. สวนขนาดใหญ ตอบ ข. สวนขนาดเล็ก “สวนขนาดเล็ก” หมายความวา สวนยางที่มีเนื้อที่ไมเกินหาสิบไร 4. สวนยางที่มีเนื้อที่เกินหาสิบไร แตไมถึงสองรอยหาสิบไร เปนสวนขนาดใด ก. สวนขนาดทดลอง ข. สวนขนาดเล็ก ค. สวนขนาดกลาง ง. สวนขนาดใหญ ตอบ ค. สวนขนาดกลาง “สวนขนาดกลาง” หมายความวา สวนยางที่มีเนื้อที่เกินหาสิบไร แตไมถึงสองรอยหาสิบ ไร
  24. 24. 24 5. สวนยางที่มีเนื้อที่ตั้งแตสองรอยหาสิบไรขึ้นไป เปนสวนขนาดใด ก. สวนขนาดทดลอง ข. สวนขนาดเล็ก ค. สวนขนาดกลาง ง. สวนขนาดใหญ ตอบ ง. สวนขนาดใหญ “สวนขนาดใหญ” หมายความวา สวนยางที่มีเนื้อที่ตั้งแตสองรอยหาสิบไรขึ้นไป 6. “ปสงเคราะห” หมายความถึงระยะเวลาใด ก. ระยะเวลาตั้งแตวันที่ 1 เมษายนของปหนึ่งถึงวันที่ 31 มีนาคมของปถัดไป ข. ระยะเวลาตั้งแตวันที่ 1 พฤษภาคมของปหนึ่งถึงวันที่ 30 เมษายนของปถัดไป ค. ระยะเวลาตั้งแตวันที่ 1 ตุลาคมของปหนึ่งถึงวันที่ 30 กันยายนของปถัดไป ง. ระยะเวลาตั้งแตวันที่ 1 พฤศจิกายนของปหนึ่งถึงวันที่ 31 ตุลาคมของปถัดไป ตอบ ค. ระยะเวลาตั้งแตวันที่ 1 ตุลาคมของปหนึ่งถึงวันที่ 30 กันยายนของปถัดไป “ปสงเคราะห” หมายความวา ระยะเวลาตั้งแตวันที่ 1 ตุลาคมของปหนึ่งถึงวันที่ 30 กันยายนของปถัดไป และใหใชป พ.ศ. ที่ถัดไปเปนชื่อสําหรับปสงเคราะหนั้น 7. สําหรับยางที่สงออกนอกราชอาณาจักรเพื่อเปนตัวอยางซึ่งมีน้ําหนักไมเกินกวาเทาใดไดรับ ยกเวนไมตองเสียเงินสงเคราะห ก. 1 กิโลกรัม ข. 3 กิโลกรัม ค. 5 กิโลกรัม ง. 7 กิโลกรัม ตอบ ค. 5 กิโลกรัม สําหรับยางที่สงออกนอกราชอาณาจักรเพื่อเปนตัวอยางซึ่งมีน้ําหนักไมเกินหากิโลกรัม หรือยางที่กระทรวง ทบวง กรม เปนผูสงออกเพื่อประโยชนใด ๆ อันมิใชเพื่อการคา ไมวาจะมี น้ําหนักเทาใด ใหไดรับยกเวนไมตองเสียเงินสงเคราะห 8. ขอใดเจาของสวนยางจะไดรับการสงเคราะหสวนยาง ก. ตนยางอายุยี่สิบหาปขึ้นไป ข. ตนยางทรุดโทรมเสียหาย ค. ตนยางที่ไดผลนอย ง. ถูกทุกขอ ตอบ ง. ถูกทุกขอ ผูจะไดรับการสงเคราะหตามพระราชบัญญัตินี้ตองเปนเจาของสวนยางที่มีตนยางอายุกวา ยี่สิบหาปขึ้นไป หรือตนยางทรุดโทรมเสียหาย หรือตนยางที่ไดผลนอย
  25. 25. 25 18.ภายในกําหนดเวลาใดนับแตวันสิ้นปสงเคราะหทุกป ใหคณะกรรมการจัดทํางบดุลแสดงฐานะ การเงิน เสนอตอรัฐมนตรี ก. สามสิบวัน ข. หกสิบวัน ค. เกาสิบวัน ง. หนึ่งรอยยี่สิบวัน ตอบ ง. หนึ่งรอยยี่สิบวัน ภายในกําหนดเวลาหนึ่งรอยยี่สิบวันนับแตวันสิ้นปสงเคราะหทุกป ใหคณะกรรมการจัดทํา งบดุลแสดงฐานะการเงิน โดยมีคํารับรองการตรวจสอบของคณะกรรมการตรวจเงินแผนดิน และ ทํารายงานแสดงผลการปฏิบัติงานเสนอตอรัฐมนตรี 19.ผูใดกระทําดวยประการใด ๆ เสียเงินสงเคราะหนอยกวาที่ควรเสีย ตองระวางโทษอยางไร ก.จําคุกไมเกินหกเดือน ข.ปรับไมเกินสิบเทาของเงินสงเคราะหที่ยังตองชําระ ค. ตองไมนอยกวาหนึ่งพันบาท ง. ถูกทุกขอ ตอบ ง. ถูกทุกขอ ผูใดกระทําดวยประการใด ๆ เพื่อหลีกเลี่ยงไมเสียเงินสงเคราะห หรือเพื่อเสียเงิน สงเคราะหนอยกวาที่ควรเสีย ตองระวางโทษจําคุกไมเกินหกเดือน หรือปรับไมเกินสิบเทาของเงิน สงเคราะหที่ยังตองชําระ แตตองไมนอยกวาหนึ่งพันบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ 20.ผูใดขัดขวางหรือไมใหความสะดวกแกกรรมการ เจาพนักงานสงเคราะห หรือบุคคลที่ไดรับ มอบหมายจากคณะกรรมการในการเพื่อทําการสํารวจตรวจสอบและรังวัดตองระวางโทษอยางไร ก. จําคุกไมเกินหาวัน หรือปรับไมเกินหารอยบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ ข. จําคุกไมเกินสิบวัน หรือปรับไมเกินหารอยบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ ค. จําคุกไมเกินยี่สิบวัน หรือปรับไมเกินสองพันบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ ง. จําคุกไมเกินสามสิบวัน หรือปรับไมเกินสามพันบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ ตอบ ข. จําคุกไมเกินสิบวัน หรือปรับไมเกินหารอยบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ ใหกรรมการ เจาพนักงานสงเคราะห และบุคคลที่ไดรับมอบหมายเปนหนังสือจาก คณะกรรมการ เขาไปในสวนยางที่เจาของสวนยางขอรับการสงเคราะห และที่ดินตอเนื่องกับสวน ยางนั้น เพื่อทําการสํารวจตรวจสอบและรังวัด
  26. 26. 26 สั่งซื้อไดที่ www.SheetRam.com โทรศัพท : 02-7230950,02-5141422, 085-9679080,085-9993722,085-9993740 แจงการโอนเงิน พรอมชื่อ และอีเมลลที่ LINE ID : sheetram โทรศัพท : 02-7230950,02-5141422,085-9679080, 085-9993722,085-9993740

×