คู่มือเตรียมสอบนักบริหารงาน การประปานครหลวง แนวข้อสอบ กปน ปี 57 E-BOOK Download

1,139 views

Published on

E-BOOK Download คู่มือเตรียมสอบนักบริหารงาน การประปานครหลวง ปี 57 (NVT)
ราคา 249 บาท
สั่งซื้อได้ที่ : www.Sheetram.com
สอบถามรายละเอียด
Facebook http://www.facebook.com/Sheetram
LINE ID : sheetram

บริษัท ชีทราม จำกัด
ชมรมลูกพ่อขุนประยุกต์ สำนักงานใหญ่
453 ถนนรามคำแหง(ปากซอย 53)
หัวหมาก บางกระปิ กรุงเทพฯ 102
โทรศัพท์ : 02-7230950,02-5141422,085-9679080,
085-9993722,085-9993740
FAX : 02-718-6528
เปิดบริการ 8.15-21.30 น. ทุกวัน

Published in: Education
  • Be the first to comment

คู่มือเตรียมสอบนักบริหารงาน การประปานครหลวง แนวข้อสอบ กปน ปี 57 E-BOOK Download

  1. 1. 1
  2. 2. 2 ขอบเขตเนื้อหา สวนที่ 1 ความรูทั่วไปเกี่ยวกับการประปานครหลวง วิสัยทัศน / พันธกิจ / คานิยม 5 สัญลักษณ 6 การบริหารจัดการภาพลักษณ 7 ตราสัญลักษณประจําองคกร 8 สีประจําองคกร 9 ประวัติ/ภาระหนาที่ 9 ทําเนียบผูวาการการประปานครหลวง 12 การดําเนินงานดานธรรมาภิบาล จริยธรรม และความรับผิดชอบตอสังคม 13 ความรับผิดชอบตอสังคม CSR 13 จริยธรรม 21 ประมวลจริยธรรมการประปานครหลวง 23 แนวทางการจัดทําประมวลจริยธรรมตามรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย 24 ธรรมภิบาล (Good Govermance) 24 สวนที่ 2 กฎหมายที่ควรรูเกี่ยวกับการประปานครหลวง กฎหมายการประปานครหลวง แกไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 5 พ.ศ.2535 34 พระราชบัญญัติการประปานครหลวง พ.ศ. 2510 34 แนวขอสอบความรูทั่วไปเกี่ยวกับการประปานครหลวง 48 สวนที่ 3 ความรูความสามารถเฉพาะตําแหนงบริหารงาน การบริหารงานทั่วไป 58 หลักการบริหารจัดการ 62 ระบบการบริหาร 63 พฤติกรรมองคการ 68 วัฒนธรรมองคการและสภาวะแวดลอม 74 การจัดการในยุคโลกาภิวัตน 77 การบริหารสํานักงานสมัยใหม 81 การบริหารงานจัดการทั่วไป 90
  3. 3. 3 การตัดสินใจทางการจัดการ 92 การจัดการเชิงกลยุทธ 102 เครื่องมือและเทคนิคในการวางแผน 106 โครงการและการออกแบบองคการ 110 การจัดการเปลี่ยนแปลงและนวัตกรรม 126 การพัฒนาองคกร 128 กระบวนการควบคุม 132 การบริหารงานผลิต 135 จรรยาบรรณในวิชาชีพ 137 สวนที่ 4 กฎหมายที่เกี่ยวของ สรุประเบียบงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 และแกไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2548 139 สรุปพระราชบัญญัติขอมูลขาวสารของราชการ พ.ศ.2540 148 การรางหนังสือราชการ 155 สรุประเบียบวาดวยรักษาความลับของทางราชการ พ.ศ.2544 162 แนวขอสอบระเบียบวาดวยรักษาความลับของทางราชการ พ.ศ.2544 172 แนวขอสอบ หลักการเขียนหนังสือราชการ 179 แนวขอสอบ ระเบียบฯ งานสารบรรณ พ.ศ. 2526แกไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2548 184 แนวขอสอบพระราชบัญญัติขอมูลขาวสารของราชการ พ.ศ.2540 200 แนวขอสอบขาราชการพลเรือน 207 แนวขอสอบ การบริหารงานทั่วไป 227
  4. 4. 4 การประปานครหลวง วิสัยทัศน / พันธกิจ / คานิยม วิสัยทัศน "เปนองคกรชั้นนําดานการบริหารจัดการที่ดี ที่มีความรับผิดชอบตอสังคม ในระดับ แนวหนาสุด ของกลุมประเทศอาเซียน ที่ใหบริการงานประปา" พันธกิจ "ใหบริการงานประปา อยางมั่นคง ทั่วถึง สะอาด และเพียงพอ ดวยมาตรฐานคุณภาพ และ บุคลากรมืออาชีพ เพื่อสรางความพึงพอใจ และความเชื่อมั่นใหแกผูใชบริการ" คานิยม "มุงมั่น พัฒนาตน พัฒนาระบบงาน อยางยึดมั่นในประโยชนของผูใชบริการ ดวย ความรับผิดชอบ" การจัดการองคกร ยุทธศาสตรการบริหารการประปานครหลวง ฉบับที่ 3 (2555 - 2559) ประกอบดวยยุทธศาสตรหลัก 6 ดาน จําแนกเปนมุมมองตามหลักการ Balanced Scorecard (BSC) และแนวทางบริหารจัดการสรางมูลคาเชิงเศรษฐศาสตร (EVM) ดังนี้ 1. ยุทธศาสตรดานผูมีสวนไดสวนเสีย (Stakeholder Strategic) ใหความสําคัญกับผูมีสวนไดสวนเสีย หรือ Stakeholder ซึ่งคําวา"ผูมีสวนไดสวน เสีย ในที่นี้ จะหมายรวมถึงทุกภาคสวนทั้งที่เปนบุคคล หนวยงานภาครัฐ และองคกรธุรกิจ ที่ มีความสัมพันธเกี่ยวของกับการประปานครหลวง มุงเนนตอบสนองความตองการและความ คาดหวังของผูมีสวนไดสวนเสียอยางสมดุล 2. ยุทธศาสตรดานการเงิน (Financial Strategic) สรางมูลคาเชิงเศรษฐศาสตร (EP : Economic Profit) โดยสรางรายไดใหเติบโต อยางยั่งยืน และเพิ่มประสิทธิภาพการดําเนินงาน 3. ยุทธศาสตรดานลูกคา (Customer Strategic) ใหบริการน้ําประปาที่สะอาด อยางทั่วถึง เพียงพอ สรางความนาเชื่อถือ และไดรับ การยอมรับในระดับสากล
  5. 5. 5 4. ยุทธศาสตรดานกระบวนการภายใน (Internal Process Strategic) ผลิตและสงน้ําดวยมาตรฐานสูงอยางมั่นคง เพียงพอ และยั่งยืน โดยมุงเนนลูกคา การตลาด และการบริการที่เปนเลิศ ดวยการบริหารจัดการกระบวนการอยางมีประสิทธิภาพ และเกิดประสิทธิผล 5. ยุทธศาสตรดานการเรียนรูและพัฒนาองคกร (Learning and Growth Strategic) ยกระดับการบริหารและพัฒนาทรัพยากรบุคคล เพิ่มประสิทธิภาพการใชเทคโนโลยี สารสนเทศ เพื่อสรางขีดความสามารถองคกร 6. ยุทธศาสตรดานธรรมาภิบาล (Corporate Governance Strategic) ยกระดับการบริหารจัดการที่ดี ดวยหลักธรรมาภิบาล 6 ประการ ประกอบดวย การ มีสวนรวม (Participation) หลักนิติธรรม (Rule of Law) ความโปรงใส (Transparency) ความรับผิดชอบตอผลการปฏิบัติงาน (Accountability) ตอตานการคอรรัปชั่น (Anti – Corruption) มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล (Efficiency & Effectiveness) เปนฐานบริหาร จัดการทั้งองคกร สอดแทรกสูทุกกระบวนงาน สัญลักษณ พระแมธรณี สัญลักษณของการประปานครหลวง พระแมธรณี สัญลักษณของการประปานครหลวง เมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎ เกลาเจาอยูหัว รัชกาลที่ 6 เสด็จเปดกิจการการประปากรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ.2457 โดยมีพระราชดํารัสกลาวเปดตอนหนึ่งความวา อนึ่ง ทานทั้งหลายที่ไดชวยเราทําการอันนี้ใหสําเร็จไปได ควรรูสึกปลื้มใจวาไดทําการ อันประโยชนแลกุศลอยางยิ่งเพราะน้ําซึ่งใสสะอาด บริสุทธิ์ ใครๆยอมรูอยูแลวทั้งในโบราณ
  6. 6. 6 แลบัดนี้วาเปนของจําเปนเพื่อประโยชนแล เพื่อความสุขสําหรับปองกันโรคอันตรายของ มนุษย น้ําใสสะอาดยอมเปนเครื่องบําบัดโรคไดดีกวาโอสถหรือเภสัชชทั้งหลาย เพราะฉะนั้น สิ่งไรที่นับวาเปนมลทินโทษ ทานโบราณาจารยจึงตองสอนใหใชน้ําเปนเครื่องชําระลาง ใน ที่สุดถึงแมจะกลาวเปรียบเทียบสิ่งที่เปนของชั่วราย เพื่อจะบําราบสิ่งชั่วรายอันนั้นก็จะบําราบ ใหพายแพไดโดยอาศัยอํานาจน้ํา เปนตนวาเมื่อครั้งสมเด็จพระมุนินทรชินสีหประทับอยูที่ ภายใตโพธิ บัลลังกพระยามาร ซึ่งสมมุติวาเปนผูคิดรายตอพระองคไดหวังผจญตอพระบรม ศาสดา โดยเดชะอํานาจพระบารมีของพระองคบันดาลใหนางพระธรณีมาสยายผมบีบน้ํา บําราบมาร ไดดวยอิทธิฤทธิ์แหงน้ํา อันไหลมาจากผมของนางดวยอํานาจสัจจะวาจาภาษิตนี้ ขอการประปาจงเปนผลสําเร็จสมตามพระราชประสงคของสมเด็จพระชนกนารถของเรา และ สมความประสงคของเราแลสมความประสงคของทานทั้งหลายบรรดาที่ไดชวยทําการ อันนี้ สําเร็จ ขอน้ําใสอันจะหลั่งไหลจากประปานี้ จงเปนเครื่องประหารสรรพโรครายที่จะ เบียดเบียฬใหรายแกประชาชนผูเปน พสกนิกรของเรา ขอน้ําอันนี้ไดรับพรแลว โดยพระสงฆ ไดสวดมนตแลโดยเราไดตั้งใจใหพรจงบันดาลใหเปนน้ํามนตทําให ประชาชนมีความสุข สวัสดิ์ผองแผวเจริญถวนทั่วทุกตัวคนตั้งแตวันนี้เปนตน ไป ซึ่งพระราชดํารัสดังกลาว จึงเปนที่มาของตราสัญลักษณของการประปา (หมายเหตุ พระราชดํารัสนี้เปนภาษาที่ใชเขียนในสมัยนั้น จึงมีบางคําที่ผิดจากที่ใชในปจจุบัน) การบริหารจัดการภาพลักษณ วิสัยทัศนของแบรนด การประปานครหลวงเปนองคกรที่มุงมั่นชวยเหลือประชาชน เพื่อใหมีคุณภาพชีวิตที่ดี ขึ้น การวางตําแหนงแบรนด เหนือกวา องคกรที่ใหบริการสาธารณูปโภคพื้นฐานอื่นๆในประเทศไทย สําหรับ ประชาชน ที่อยูอาศัยและประกอบกิจการในเขตนครหลวงที่ตองการสินคาคุณภาพดี ปลอดภัยและมีปริมาณเพียงพอตอความตองการ ในราคาที่สามารถจายไดและยุติธรรม รวมทั้งมีบริการที่รวดเร็ว เพราะกปน.มี เทคโนโลยีที่มีนวัตกรรมทันสมัยในการผลิตสินคาที่มี คุณภาพ อีกทั้งยังมีพนักงานที่ใหบริการอยางมืออาชีพ อบอุนและเขาถึงงาย ที่ลูกคา ไววางใจ เพื่อใหทุกๆคนมีความมั่นใจวากปน.ทํางานอยางทุมเทเพื่อชวยใหประชาชนมี คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น บุคลิกภาพของแบรนด
  7. 7. 7 แนวขอสอบความรูทั่วไปเกี่ยวกับการประปานครหลวง 1. ยุทธศาสตรการบริหารการประปานครหลวง ประกอบดวยยุทธศาสตรกี่ดาน ก. 3 ดาน ข. 4 ดาน ค. 5 ดาน ง. 6 ดาน ตอบ ง. 6 ดาน ยุทธศาสตรการบริหารการประปานครหลวง ฉบับที่ 3 (2555 - 2559) 1. ยุทธศาสตรดานผูมีสวนไดสวนเสีย (Stakeholder Strategic) 2. ยุทธศาสตรดานการเงิน (Financial Strategic) 3. ยุทธศาสตรดานลูกคา (Customer Strategic) 4. ยุทธศาสตรดานกระบวนการภายใน (Internal Process Strategic) 5. ยุทธศาสตรดานการเรียนรูและพัฒนาองคกร (Learning and Growth Strategic) 6. ยุทธศาสตรดานธรรมาภิบาล (Corporate Governance Strategic) 2. การยกระดับการบริหารและพัฒนาทรัพยากรบุคคล เพิ่มประสิทธิภาพการใชเทคโนโลยี สารสนเทศ เพื่อสรางขีดความสามารถองคกรเปนยุทธศาสตรดานใดของการประปานคร หลวง ก. ยุทธศาสตรดานธรรมาภิบาล ข. ยุทธศาสตรดานการเรียนรูและพัฒนาองคกร ค. ยุทธศาสตรดานลูกคา ง. ยุทธศาสตรดานกระบวนการภายใน ตอบ ข. ยุทธศาสตรดานการเรียนรูและพัฒนาองคกร ยุทธศาสตรดานการเรียนรูและพัฒนาองคกร (Learning and Growth Strategic) ยกระดับการบริหารและพัฒนาทรัพยากรบุคคล เพิ่มประสิทธิภาพการใชเทคโนโลยี สารสนเทศ เพื่อสรางขีดความสามารถองคกร 3. ใหบริการน้ําประปาที่สะอาด อยางทั่วถึง เพียงพอ สรางความนาเชื่อถือ และไดรับการ ยอมรับในระดับสากล เปนยุทธศาสตรดานใด ก. ยุทธศาสตรดานธรรมาภิบาล
  8. 8. 8 ข. ยุทธศาสตรดานการเรียนรูและพัฒนาองคกร ค. ยุทธศาสตรดานลูกคา ง. ยุทธศาสตรดานกระบวนการภายใน ตอบ ค. ยุทธศาสตรดานลูกคา ยุทธศาสตรดานลูกคา (Customer Strategic) ใหบริการน้ําประปาที่สะอาด อยาง ทั่วถึง เพียงพอ สรางความนาเชื่อถือ และไดรับการยอมรับในระดับสากล 4. ผลิตและสงน้ําดวยมาตรฐานสูงอยางมั่นคง เพียงพอ และยั่งยืน โดยมุงเนนลูกคา การตลาด และการบริการที่เปนเลิศ ดวยการบริหารจัดการกระบวนการอยางมีประสิทธิภาพ และเกิดประสิทธิผล เปนยุทธศาสตรดานใด ก. ยุทธศาสตรดานธรรมาภิบาล ข. ยุทธศาสตรดานการเรียนรูและพัฒนาองคกร ค. ยุทธศาสตรดานลูกคา ง. ยุทธศาสตรดานกระบวนการภายใน ตอบ ง. ยุทธศาสตรดานกระบวนการภายใน ยุทธศาสตรดานกระบวนการภายใน (Internal Process Strategic) ผลิตและสงน้ํา ดวยมาตรฐานสูงอยางมั่นคง เพียงพอ และยั่งยืน โดยมุงเนนลูกคา การตลาด และการบริการ ที่เปนเลิศ ดวยการบริหารจัดการกระบวนการอยางมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผล 5. ขอใดไมใชสวนประกอบหลักของตราสัญลักษณการประปานครหลวง ก. สัญลักษณพระแมธรณี ข. ชื่อการประปานครหลวง ค. เสนน้ํา ง. ทองทะเล ตอบ ง. ทองทะเล ตราสัญลักษณของการประปานครหลวง ประกอบดวยสวนประกอบหลัก 3 สวน ไดแก สัญลักษณพระแมธรณี ชื่อการประปานครหลวง และเสนน้ํา 6. สวนประกอบหลักของตราสัญลักษณการประปานครหลวงใดที่มีความหมายถึงความเอื้อ อารีของ กปน. และใหความหมายถึงธุรกิจประปา ก. สัญลักษณพระแมธรณี ข. ชื่อการประปานครหลวง ค. เสนน้ํา ง. ทองทะเล
  9. 9. 9 การบริหารงานทั่วไป ไดมีผูใหความหมายของการบริหารไวตาง ๆ ดังนี้ Samual C. Certo กลาววา "การบริหาร คือ กระบวนการของการ ออกแบบและบํารุงรักษาไวซึ่งสภาพแวดลอม เพื่อใหแตละบุคคลทํางานรวมกันเปนกลุม และบรรลุเปาหมายที่ไดวางไวอยางมีประสิทธิภาพ" Stephen P.Robbins กลาววา"การบริหารคือกระบวนการในการประสานงาน และรวบรวมกิจกรรมในการทํางาน เพื่อใหเปนไปอยางมีประสิทธิภาพและบรรลุประสิทธิผล โดยอาศัยคน" Harold D.Koontz กลาวสรุปสั้น ๆ วา "การบริหาร คือ กระบวนการเพื่อ นําไปสูเปาหมายที่วางไว โดยอาศัยคนและทรัพยากรตาง ๆ การบริหารงานเปนเรื่องของการดําเนินงานที่ใชทั้งศาสตรและศิลป กลาวคือ การบริหารในแนวทางการปฏิบัติถือวาเปน "ศิลป" (Art) สวนองคความรูที่สําคัญเพื่อนํามา ปฏิบัติคือ "ศาสตร" (Science) ซึ่งไดมีการพัฒนาโดยใชวิธีการทางวิทยาศาสตร และ พัฒนาการทางดานทฤษฎีการจัดการ อันเปนเรื่องที่สืบเนื่องมาจากการพัฒนาแนวความคิด (Concept), หลักการ(Principle) และเทคนิค (Technique) ตางๆ หลักการบริหารหรือแนวความคิดทางการจัดการนั้น ถือเปนหลักสากล (Universality) คือ สามารถนําไปประยุกตใชไดกับองคการทุกประเภท ทุกรูปแบบ และทุก ระดับขององคการ ไมวาจะเปนองคการขนาดเล็กหรือขนาดใหญและไมวาจะเปนองคการของ รัฐหรือเอกชน ปจจัยนําเขา (Input)หรือปจจัยการผลิตที่จําเปนตองนํามาใชสําหรับกระบวนการ บริหารงานของกิจการนั้น แตเดิมมี 4 ประการ เรียกวา 4 Ms ซึ่งไดแก บุคลากรหรือคน (Man), เงิน (Money),วัตถุดิบ (Material) เครื่องจักรและอุปกรณ (Machine) โดยใน ปจจุบันไดมีการเพิ่มเขามาอีก คือเทคโนโลยี(Technology)และขอมูลขาวสาร (Information) เปาหมายของผูบริหารทุกคน คือ "ประสิทธิภาพในการทํากําไร" (Profitability) ของกิจการ ซึ่งหมายถึง ศักยภาพในการทํากําไรชวงเวลาที่กําหนด นั่นคือ การทําให อัตราสวนระหวางผลผลิต (Output) และปจจัยการผลิต (Input) เปนที่นาพอใจในเวลาที่ กําหนดอยางมีคุณภาพและบรรลุเปาหมายตามที่ตองการ โดยมีเปาประสงคที่จะใหเกิดสิ่ง ตอไปนี้ คือ
  10. 10. 10 1. "ประสิทธิภาพ" (Efficiency) หมายถึง ความสามารถในการใชทรัพยากร หรือปจจัยนําเขา (Input) ใหนอยที่สุด และเกิดประโยชนหรือไดผลผลิต (Output) สูงสุด นั่นคือ การทํางานที่สามารถลดตนทุนคาใชจายทั้งในดานเงินทุน ทรัพยากรคน และเวลา ทํางานได 2. "ประสิทธิผล" (Effectiveness) หมายถึง การทํางานที่ไดผลลัพธตามที่ กําหนด หรือการบรรลุถึงวัตถุประสงคหรือเปาหมายตามที่ตองการ กลาวคือ เปนการมอง ตั้งแตตนทางถึงปลายทาง จึงเปนการประเมินผลงานที่เกี่ยวกับผลลัพธจากการดําเนินงาน หรือเปนการเขาถึงความสําเร็จที่ตองการไดตามเปาประสงค 3. "ผลิตภาพ (การเพิ่มผลผลิต) หรือประสิทธิภาพการผลิต" (Productivity) หมายถึง การทํางานหรือการปฏิบัติงานที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลของแตละบุคคล รวมตลอดของทั้งองคการ ซึ่งก็คือ ผลรวมของประสิทธิภาพและประสิทธิผลนั่นเอง หนาที่ของผูบริหาร (Management Functions) "หนาที่ของผูบริหาร" เปนกิจกรรมที่กอใหเกิดกระบวนการจัดการที่เปนหลัก สากล อันหมายถึงหนาที่การบริหารจะตองถูกดําเนินการ ไมวาผูบริหารในระดับใดก็ตาม ตองทําหนาที่บริหารงาน ซึ่งในปจจุบันไดมีการสรุปหนาที่ของผูบริหารไว 4 ประการ (POLC) ดังนี้คือ 1. การวางแผน (Planning) หมายถึง การกําหนดเปาหมาย กลยุทธ และจัดทําแผนงานเพื่อประสานกิจกรรมตาง ๆ ที่จะกระทําในอนาคต เปนการเตรียมการ เพื่อใหประสบความสําเร็จ และลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต 2. การจัดองคการ (Organizing) หมายถึง การพิจารณาถึงงานที่จะตอง กระทํา ใครเปนผูทํางานนั้น ๆ ตองมีการจัดกลุมงานอยางไร ใครตองรายงานใคร และใคร เปนผูตัดสินใจ นั่นคือ การมอบหมายหนาที่ ความรับผิดชอบ และการกําหนดสายการ บังคับบัญชา 3. การชักนํา (Leading) หมายถึง การนําและจูงใจผูใตบังคับบัญชา การ สั่งการ การเลือกชองทางการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด และการขจัดความขัดแยง หรือเปนการกระตุนใหพนักงานใชความพยายามอยางเต็มที่ที่จะทําใหเกิดความสําเร็จ รวมทั้งแกไขปญหาตาง ๆ ที่เกิดขึ้น
  11. 11. 11 หลักการบริหารจัดการ ทักษะทางการบริหาร (Managerial Skills) "ทักษะหรือความสันทัด" (Skill) คือ ความสามารถในการนําความรูและ ความสามารถมาปฏิบัติ ซึ่งทักษะทางการบริหารจะมีความสําคัญตอผูบริหารในการ ดําเนินงานใหบรรลุเปาหมาย โดยจะผันแปรไปตามระดับชั้นขององคการ Robert Katz เปนผูที่วางรากฐานเกี่ยวกับแนวคิดของทักษะทางการบริหาร โดยไดเสนอวา ทักษะของผูบริหารที่สําคัญมี 3 ประการ คือ 1. ทักษะดานเทคนิค (Technical Skill) คือ ทักษะทางดานความรู ความสามารถในกิจกรรมตาง ๆ ที่เกี่ยวของกับวิธีการ กระบวนการ และกรรมวิธีในการ ปฏิบัติงาน อันเปนความชํานาญดานวิชาชีพเฉพาะดานใดดานหนึ่ง ซึ่งเปนทักษะที่ ผูบริหารระดับลางใชมากที่สุด และผูบริหารระดับสูงใชนอยที่สุด 2. ทักษะดานมนุษยสัมพันธ (Human Skill) คือทักษะทางดาน ความสามารถในการทํางานรวมกับผูอื่น เปนความพยายามเพื่อใหเกิดความรวมมือ การ ทํางานเปนทีม และการเสริมสรางบรรยากาศในการทํางาน หรือเปนทักษะทางดานการ สื่อสารเพื่อการประสานงาน ซึ่งเปนทักษะที่มีความเกี่ยวพันอยางมากตอความสําเร็จหรือ ความลมเหลวของผูบริหาร 3. ทักษะดานการประสมแนวความคิด (Conceptual Skill) คือ ทักษะ ทางดานความสามารถในการมองภาพรวม เปนความสามารถในการคิดและวิเคราะห การ แยกประเด็นปญหา เพื่อที่จะไดทราบถึงองคประกอบของสถานการณและสิ่งแวดลอม และ เขาใจความสัมพันธขององคประกอบเหลานั้น เพื่อนํามาใชประโยชนกับองคการหรือการ บริหารงานของตนเอง จึงเปนทักษะในการใชวิจารณญาณและการตัดสินใจที่ถูกตอง โดย การนําเอาสิ่งที่ตนทราบมาใชประโยชนสูงสุด ซึ่งเปนทักษะที่ผูบริหารระดับสูงใชมากที่สุด นอกจากนี้ยังมีทักษะที่ทําใหผูบริหารมีประสิทธิภาพในการบริหารงาน ไดแก การกําหนดเปาหมายที่ชัดเจน, การหาวิธีแกไขปญหา, การบริหารความขัดแยง, การ บริหารเวลา, การสื่อสารดวยวาจา และการทํางานดวยดีกับกลุม ฯลฯ
  12. 12. 12 ระบบการบริหาร (Management System) "ระบบ" (System) ในมุมมองเชิงระบบ หมายถึง กลุมหรือกระบวนการของ ธุรกิจในสวนตาง ๆ ที่มีความสัมพันธกันและขึ้นตอกัน ซึ่งทําหนาที่โดยรวมเพื่อบรรลุ วัตถุประสงครวมกัน ระบบแบงออกเปน 2 ประเภท คือ 1. ระบบปด (Closed System) เปนระบบที่เกิดขึ้นกอนป ค.ศ. 1930 เปน ระบบที่ธุรกิจมุงความสนใจและใหความสําคัญแตเฉพาะการดําเนินงานภายในองคการของ ตนเอง โดยไมสนใจตอสิ่งแวดลอมภายนอกธุรกิจ และไมยอมรับอิทธิพลใด ๆ มา เปลี่ยนแปลงตนเอง 2. ระบบเปด (Opened System) เปนระบบซึ่งองคการดําเนินงานภายในที่ มีปฏิสัมพันธ (Interacts) กับสภาวะแวดลอมทั้งภายในและภายนอกองคการ ระบบมีสวนประกอบ 3 ประการ คือ 1. ปจจัยการผลิต (Input) เชน วัตถุดิบ คน เงิน ฯลฯ 2. กระบวนการแปลงสภาพ (Transformation) เชน กิจกรรมการทํางาน กรรมวิธีการผลิต ฯลฯ 3. ผลผลิต (Output) เชน สินคาและบริการการ ผลทางการเงิน ฯลฯ การจัดการในอดีตและในปจจุบัน พื้นฐานประวัติศาสตรทางการบริหาร (Historical Background) กําแพงเมืองจีน (The Great Wall) และพีระมิด (Pyramid) ของอียิปต ถือ เปนสิ่งมหัศจรรยของโลก ซึ่งถือเปนหลักฐานทางประวัติศาสตรที่บงบอกถึงเรื่องราวการ บริหารจัดการที่เกิดขึ้นในอดีต อันเปนการใชแรงงานคนมากกวาแสนคน และใชเวลา มากกวา 20 ป ซึ่งจะตองใชหลักการบริหารทั้งดานการจัดการบุคลากร ระบบสินคาคงคลัง รวมทั้งระบบบัญชีซึ่งเปนวิธีการควบคุมรายรับรายจาย เปนตน แนวความคิดทางการบริหารในยุคแรก (Early Management Theory) แนวความคิดทางการบริหารหลายอยางที่นํามาใชในปจจุบันเปนแนวความคิด ที่มีมานานแลว เชน การประกอบชิ้นสวน (Assembly Line) มาตรฐานของงาน มาตรฐานการผลิต การคลังสินคา ระบบสินคาคงคลัง ระบบบัญชี การจัดการบุคคล การ
  13. 13. 13 การบริหารสํานักงานสมัยใหม การบริหารขาวสารขอมูลและการบริหารงานสํานักงาน การดําเนินงานโดยทั่วไปแลวมักจะมีความจําเปนตองเกี่ยวของกับงาน ขาวสารขอมูลอยูเสมอ เชน การซื้อ การขาย การใหบริการ การผลิต บุคลากร การวางแผน การควบคุมงาน เปนตน ดังนั้นจึงอาจถือวางานขาวสารขอมูลนั้นเปนสากลเพราะจะปรากฏ อยูในองคการทุกประเภท เชน ในรานคา โรงเรียน ธุรกิจ วัด โรงพยาบาล กองทัพ และสวน ราชการตาง ๆ เปนตน งานขาวสารขอมูล (Information) นี้ อาจเรียกวา งานหนังสือหรืองานกระดาษ (Paper Work) ทั้งนี้เพราะมักจะใชกระดาษเปนสื่อกลาง ซึ่งตามความเปนจริงนั้นอาจใชสิ่ง อื่นนอกเหนือไปจากกระดาษ เชน บัตร เทป ดิสก ไมโครฟลม เปนตน ดังนั้นจึงควรเรียกวา งานขาวสารขอมูลหรืองานสารสนเทศมากกวางานหนังสือ สํานักงาน (Office) หมายถึง สถานที่ที่ใชดําเนินงานหนังสือหรืองานขาวสารขอมูล ดังนั้นตําราบางเลมจึงใชคําวาการบริหารงานขาวสารขอมูลและการบริหารงานสํานักงานใน ความหมายเดียวกัน คือ อาจใชสับเปลี่ยนแทนกันได แตในที่นี้เราจะใชคําวาการบริหารงาน สํานักงานโดยตลอด ขอสังเกต ในปจจุบันการเก็บรวบรวมและบันทึกขอมูล มักจะเก็บลงในแผนดิสก ไมโครฟลมและอื่น ๆ แทนการเก็บลงบนกระดาษ ดังนั้นกระดาษจึงมีความสําคัญนอยลง และสํานักงานในอนาคตก็มีแนวโนมที่จะเปน IT Office (Information Technology Office) คือ ใชเทคโนโลยีตาง ๆ ในการเก็บขอมูลมากขึ้น ซึ่งก็เปนแนวโนมของสํานักงานแบบ Paper Less (สํานักงานที่ไรกระดาษ) นั่นเอง ลักษณะของงานสํานักงาน งานสํานักงานนั้นเปนงานประเภทใหบริการแกหนวยงานอื่น ๆ ในองคการ (Staff ประเภท Service) เพื่อชวยใหหนวยงานเหลานั้นไดดําเนินงานอยางมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เชน ชวยปอนขาวสารขอมูลใหกับผูบริหารสูงสุด ชวยฝายผลิตในดานการเก็บบันทึกขอมูล ซึ่งจะนําไปใชประโยชนในการพิจารณาลดตนทุนการผลิตและหาวิธีปรับปรุงการผลิต ชวย ฝายขายในการเก็บบันทึกขอมูลเกี่ยวกับการขาย เปนตน
  14. 14. 14 ลักษณะสําคัญของงานสํานักงาน อาจสรุปไดดังนี้ 1. เปนงานประเภทใหบริการแกหนวยงานตางๆ เพราะงานบริการนั้นถือ วาเปนวัตถุประสงคหลักของการบริหารงานสํานักงาน 2. ขนาดของงานใหบริการในสํานักงานนั้นขึ้นอยูกับปจจัยภายนอก องคการ ซึ่งไมอาจควบคุมได เชน จํานวนการสงของ จํานวนลูกหนี้ที่จะเรียกเก็บได จํานวน จดหมายติดตอดานการขาย เปนตน 3. ไมอาจคํานวณหากําไรไดโดยตรง เนื่องจากงานสํานักงานนั้นเปนการ ใหบริการแกหนวยงานหลัก เชน ฝายผลิต ฝายขาย และฝายการเงิน จึงอาจกลาววา งาน สํานักงานมีสวนรวมทางออมในการทํากําไร ใหธุรกิจ 4. มีลักษณะแตกตางจากงานอื่น ๆ คือ เปนงานเกี่ยวกับเอกสารตาง ๆ การบันทึกขีดเขียนหรืองานหนังสือ หรืองานขาวสารขอมูล หรืองานสารสนเทศ 5. เปนงานสวนใหญในองคการบางประเภท เชน ในธนาคาร สวนราชการ บริษัทประกันภัย บริษัทรับทําการโฆษณาตาง ๆ วัตถุประสงคของการบริหารงานสํานักงาน จุดประสงคพื้นฐานของการบริหารงานสํานักงาน ก็เพื่อที่จะจัดใหมีการรวมอํานาจ ควบคุมงานสํานักงาน ตลอดจนงานดานบริการตาง ๆ ไวในสวนกลาง สวนวัตถุประสงค โดยทั่วไปมีดังนี้ 1. ประสานกิจกรรมอันเปนงานสํานักงานซึ่งปฏิบัติอยูในหนวยงานตาง ๆ 2. รักษามาตรฐานดานปริมาณและคุณภาพของการผลิต 3. จัดระบบและวิธีปฏิบัติงานใหมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะชวยใหผลกําไรสูงขึ้น 4. จัดสภาพแวดลอมการทํางานทั้งดานปจจัยทางวัตถุและทางจิตใจใหเปนที่ พอใจของพนักงาน 5. จัดใหมีการควบคุมพนักงานสํานักงานอยางมีประสิทธิภาพ 6. จัดใหมีขอมูลที่จําเปนอยางครบถวนทันทวงทีตามตองการ 7. กําหนดหนาที่ความรับผิดชอบของพนักงาน สํานักงานและจัดสายการ ติดตอสื่อสารใหเหมาะสม 8. กําหนดตารางเวลาการทํางานเพื่อใหสําเร็จตามเวลา 9. กําหนดวิธีปฏิบัติไวเพื่อจะไดเลือกบุคคลที่เหมาะสมกับงาน 10. ชวยใหพนักงานปฏิบัติงานอยางมีประสิทธิภาพสูง
  15. 15. 15 การบริหารงานจัดการทั่วไป งานดานบริหาร (The Find of Management) ผูบริหาร (Manager) คือ บุคคลซึ่งนําเอาเงิน (Money), กําลังคน (Manpower), วัตถุดิบ (Materials) และเครื่องจักร (Machinery) ซึ่งจําเปนตองใชในการดําเนินธุรกิจมา รวมเขาดวยกัน การบริหารงาน (Management) คือ กระบวนการในการทําใหงานดําเนินไปโดยผาน ทางบุคคลอื่น หลักการบริหารงาน ซึ่งเปนปจจัยพื้นฐานในการประกอบธุรกิจ มี 4 ประการ เรียกวา หลัก 4 M’s ไดแก คน (Man), เงิน (Money), วัสดุอุปกรณ (Material) และการ บริหาร (Management) ในยุคปจจุบัน หนาที่หลักในการบริหารงาน ซึ่งถือเปนสากล (Universality) คือ สามารถนําไปประยุกตใชกับองคการทุกรูปแบบและทุกระดับขององคการ มี 4 ประการ ตามลําดับดังนี้ 1. การวางแผน (Planning) 2. การจัดองคการ (Organizing) 3. การชักนํา (Leading) 4. การควบคุม (Controlling) การบริหารงานอาจเรียกไดวาเปนศิลปะของการตัดสินใจ เพราะการตัดสินใจถือเปน หนาที่หลักของผูบริหาร ซึ่งผูบริหารอาจตัดสินใจแกปญหาในเรื่องตาง ๆ ดังนี้ 1. ความตองการจางบุคลากรที่มีความชํานาญเพิ่มมากขึ้น 2. ปญหาการขาดงานที่สูงในบางแผนก 3. ลูกจางที่มีความซื่อสัตยเกิดการกระทําความผิด 4. ผูบริหารที่เกิดความไมพอใจขูจะลาออก 5. กําไรของบริษัทลดลงอยางรวดเร็ว
  16. 16. 16 6. สหภาพแรงงานพยายามที่จะรวมตัวลูกจางเพื่อการเรียกรอง 7. มีการกลาวหาวาบริษัททําใหเกิดมลภาวะ ระดับของการบริหารงาน แบงออกเปน 3 ระดับ คือ 1. การบริหารงานระดับสูงสุด (Top Management) ประกอบดวย คณะกรรมการ บริหาร (Board of Director) ประธานกรรมการบริหาร (President) หรือหัวหนาผูบริหาร (Chief Executive Officer) ฯลฯ โดยการบริหารงานระดับสูงจะตัดสินใจในการทํา แผนงานกวาง ๆ ของบริษัท และทําการตัดสินใจในเรื่องที่มีความสําคัญ เชน การรวม กิจการ และการออกหุนทุน เปนตน 2. การบริหารงานระดับกลาง (Middle Management ) ประกอบดวย ผูจัดการ ทั่วไป ผูจัดการโรงงาน (หัวหนาผูควบคุมโรงงาน) ผูจัดการแผนก (หัวหนาแผนก) ฯลฯ โดยการบริหารงานระดับกลางจะรับผิดชอบในการปรับปรุงโครงการดําเนินงาน ซึ่งชวย ทําใหโครงการกวาง ๆ ที่ทําขึ้นโดยฝายบริหารสูงสุดสําเร็จลุลวงไปไดดวยดี 3. การบริหารงานการดําเนินงาน (Operating Manager) คือ หัวหนาชั้นตน (First – Line Supervisor) ประกอบดวย หัวหนางาน หัวหนาหนวย หัวหนาคนงาน (Foreman) ฯลฯ โดยการบริหารระดับตนหรือระดับลางนี้จะมีหนาที่รับผิดชอบในการควบคุมดูแล คนงานซึ่งดําเนินงานเปนประจําวัน ความสําคัญของการบริหาร มีบทบาทตอการดําเนินงานทางธุรกิจ ดังนี้ 1. ชวยใหมวลมนุษยดํารงชีวิตอยางถูกตองตามแนวทางที่กําหนดไว 2. ชี้ใหเห็นถึงความเจริญกาวหนาโดยการนําเทคโนโลยีมาใช 3. เปนสิ่งควบคูกับการเมืองและสังคม ดังนั้นจะตองคํานึงถึงสภาพแวดลอมตาง ๆ 4. ชี้ใหเห็นถึงความเจริญและความเสื่อมของสังคมในอนาคต 5. มีลักษณะเปนการทํางานรวมกัน ความสําเร็จจึงขึ้นอยูกับปจจัยทุกอยาง การบริหารที่บรรลุตามเปาหมายจะตองเนนคุณคาของการบริหารในดานตาง ๆ คือ เนน ในเรื่องการประหยัด,ประสิทธิภาพในการทํางาน, ความถูกตองเที่ยงธรรม, การมีคุณธรรม ,ความซื่อสัตย,ความรับผิดชอบตอหนาที่ ตอเพื่อนรวมงาน และตอบุคคลภายนอกที่ เกี่ยวของ
  17. 17. 17 จรรยาบรรณในวิชาชีพ ความรับผิดชอบตอสังคมของผูบริหาร (Social Responsibility) ความรับผิดชอบตอสังคม เปนการพิจารณาถึงผลกระทบของการกระทําของ องคการหรือกิจการที่มีตอสังคมนั้นอยางจริงจัง ในทํานองเดียวกันการตอบสนองทางดาน สังคม (Social Responsiveness) ก็เปนเรื่องที่เกี่ยวของกับการดําเนินงานและนโยบายของ กิจการที่มีตอสภาพแวดลอมทางสังคม ในทิศทางที่จะกอใหเกิดผลประโยชนตอสังคม แนวความคิดของความรับผิดชอบตอสังคมมี 2 กลุม คือ 1. แนวความคิดแบบดั้งเดิม (Classical View) เห็นวา ความรับผิดชอบ ตอสังคมในการบริหารมีเพียงอยางเดียว คือ การแสวงหากําไรสูงสุด ซึ่งเปนการทําใหผูถือ หุนพอใจที่สุดในฐานะที่เปนเจาของกิจการ สวนการทําสิ่งอื่น ๆ นั้นแสดงวากําลังกระทําใน สิ่งที่ผิดจากวัตถุประสงคหรือเปาหมายทางธุรกิจ ซึ่งผูที่สนับสนุนแนวคิดนี้ก็คือ Milton Friedman นักเศรษฐศาสตรผูที่ไดรับรางวัลโนเบล 2. แนวความคิดของกลุมเศรษฐกิจและสังคม (Socioeconomic View) เนนวา ความรับผิดชอบทางสังคมจะตองมีการคุมครองปองกันและพัฒนาสวัสดิการทาง สังคมกอนการทํากําไร เนื่องจากธุรกิจไมใชหนวยงานที่แยกจากสังคม หรือรับผิดชอบ เฉพาะผูถือหุนเทานั้น ดังนั้นตามแนวคิดนี้ธุรกิจควรจัดลําดับเปาหมายของการดําเนินธุรกิจ ของตนดังนี้คือยืนหยัดใหนานที่สุด(Survival),แสวงหาความมั่งคั่งสูงสุด(Wealth Maximi- zation) และแสวงหากําไรสูงสุด (Profit Maximization) จริยธรรมทางธุรกิจ (Managerial Ethics) จริยธรรม (Ethics) เปนเรื่องที่เกี่ยวของกับกฎเกณฑของความดีและความ เลว รวมทั้งภาระหนาที่ทางศีลธรรม ที่ไมเพียงแตพิจารณาถึงความอยูเย็นเปนสุขของตนเอง แตตองคํานึงถึงเพื่อนมนุษยคนอื่นดวย ซึ่งไดแก จริยธรรมของแตละบุคคล (Personal Ethics), จริยธรรมของนักบัญชี (Accounting Ethics) และจริยธรรมในการดําเนินธุรกิจ (Business Ethics) จริยธรรมทางธุรกิจ (Business Ethics) เปนเรื่องที่เกี่ยวกับการสะทอนถึง คานิยมในกระบวนการตัดสินใจของธุรกิจ โดยองคการธุรกิจจะตองพยายามสรางสรรคเพื่อ กอใหเกิดคุณคาและประโยชนตาง ๆ แก Stakeholder ที่ธุรกิจดําเนินการเกี่ยวของอยู ซึ่ง
  18. 18. 18 คําวา Stakeholder นี้หมายถึง กลุมที่ไดรับประโยชนจากองคการ ไดแก ผูถือหุนหรือ เจาของกิจการ ผูบริหาร พนักงาน ลูกคา ผูสงวัตถุดิบ ชุมชนที่ธุรกิจตั้งอยู รวมทั้ง หนวยงานและเจาหนาที่ของรัฐ (สวน Stockholder หมายถึง ผูถือหุนหรือเจาของกิจการ) จริยธรรมทางธุรกิจนั้นเปนการแสดงออกซึ่งความรับผิดชอบตอสังคมสวนรวม ดังนั้นในการวางแผนจําเปนตองคํานึงถึงหลักจริยธรรม ซึ่งหลักการวางแผนที่ถูกหลัก จริยธรรม มีดังนี้ 1. ทฤษฎีอรรถประโยชน (Utilitarian Theory) คือ ตองพยายามใหเกิด ผลประโยชนตอคนหมูมากใหมากที่สุด 2. ทฤษฎีสิทธิ (Right Theory) คือ ตองไมละเมิดสิทธิของผูอื่น (Individual Right) 3. ทฤษฎีความยุติธรรม (Justice Theory) คือ ตองใหความเที่ยงธรรม ความยุติธรรมและความเสมอภาคแกทุกคน คุณสมบัติของบุคคลซึ่งเปนปจจัยที่มีอิทธิพลตอพฤติกรรมที่มีจริยธรรม ไดแก 1. คานิยม (Value) อันเปนขอกําหนดพื้นฐานวาอะไรถูกอะไรผิด 2. การยึดตนเองเปนหลัก (Ego Strength) 3. การกําหนดวิถีชีวิต (Locus of Control) การบริหารโดยยึดหลักคานิยม (Value - based Management) เปนวิธีการ ทางการจัดการ ซึ่งฝายบริหารเปนผูกําหนด สนับสนุน และปฏิบัติตามคานิยมที่ยึดถือ รวมกัน โดยมีจุดประสงคเพื่อเปนแนวทางในการตัดสินใจ การปฏิบัติทางการจัดการ และ ความพยายามดานการตลาดขององคการ รวมทั้งเปนแนวทางอันกอใหเกิดน้ําใจไมตรีของทีม (Team Spirit) ในองคการ ซึ่งเปนรูปแบบของความพยายามสรางความมีจริยธรรมภายใน องคการ โดยนําเอาสิ่งที่คนในองคการมองรวมกันวา เปนสิ่งที่ถูกตองมาชวยในการ บริหารงาน การบริหารสีเขียว (The Green of Management) มีความหมายในแงของการ จัดการ คือ การตระหนักวาการตัดสินใจขององคการธุรกิจยอมมีผลกระทบตอสภาพแวดลอม ตามธรรมชาติ นั่นคือ การคํานึงถึงการบริหารงานที่จะตองไมทําใหเกิดผลกระทบกับ ทรัพยากรธรรมชาติ หรือสภาพแวดลอมตามธรรมชาติ ไมวาเรื่องใด ๆ เพราะการขาดยั้ง คิดในการบริหารงาน หรือการตัดสินใจอยางผิดพลาดมักจะนําไปสูปญหาตาง ๆ ได ******************************************************************************************************
  19. 19. 19 สรุประเบียบงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 และแกไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2548 ความหมาย “งานสารบรรณ” หมายความวา งานที่เกี่ยวกับการบริหารงานเอกสาร เริ่มตั้งแตการ จัดทําการรับ การสง การเก็บรักษา การยืม จนถึงการทําลาย “หนังสือ” หมายความวา หนังสือราชการ “สวนราชการ” หมายความวา กระทรวง ทบวง กรม สํานักงาน หรือหนวยงานอื่นใดของ รัฐทั้งในราชการบริหารสวนกลาง ราชการบริหารสวนภูมิภาค ราชการบริหารสวนทองถิ่น หรือใน ตางประเทศและใหหมายความรวมถึงคณะกรรมการดวย “คณะกรรมการ” หมายความวา คณะบุคคลที่ไดรับมอบหมายจากทางราชการให ปฏิบัติงานในเรื่องใด ๆ และใหหมายความรวมถึงคณะอนุกรรมการ คณะทํางาน หรือคณะบุคคล อื่นที่ปฏิบัติงานในลักษณะเดียวกัน ปลัดสํานักนายกรัฐมนตรีรักษาการตามระเบียบนี้ ชนิดของหนังสือ หนังสือราชการ คือ เอกสารที่เปนหลักฐานในราชการ ไดแก 1. หนังสือที่มีไปมาระหวางสวนราชการ 2. หนังสือที่สวนราชการมีไปถึงหนวยงานอื่นใดซึ่งมิใชสวนราชการ หรือที่มีไปถึง บุคคลภายนอก 3. หนังสือที่หนวยงานอื่นใดซึ่งมิใชสวนราชการ หรือที่บุคคลภายนอกมีมาถึงสวนราชการ 4. เอกสารที่ทางราชการจัดทําขึ้นเพื่อเปนหลักฐานในราชการ 5. เอกสารที่ทางราชการจัดทําขึ้นตามกฎหมาย ระเบียบ หรือขอบังคับ หนังสือ มี 6 ชนิด คือ 1. หนังสือภายนอก 2. หนังสือภายใน 3. หนังสือประทับตรา 4. หนังสือสั่งการ 5. หนังสือประชาสัมพันธ 6. หนังสือที่เจาหนาที่ทําขึ้น หรือรับไวเปนหลักฐานในราชการ
  20. 20. 20 หนังสือภายนอก หนังสือภายนอก คือ หนังสือติดตอราชการที่เปนแบบพิธีโดยใชกระดาษตราครุฑเปน หนังสือติดตอระหวางสวนราชการ หรือสวนราชการมีถึงหนวยงานอื่นใดซึ่งมิใชสวนราชการ หรือที่ มีถึงบุคคลภายนอก หนังสือภายใน หนังสือภายใน คือ หนังสือติดตอราชการที่เปนแบบพิธีนอยกวาหนังสือภายนอกเปน หนังสือติดตอภายในกระทรวง ทบวง กรม หรือจังหวัดเดียวกัน ใชกระดาษบันทึกขอความ หนังสือประทับตรา หนังสือประทับตรา คือ หนังสือที่ใชประทับตราแทนการลงชื่อของหัวหนาสวนราชการ ระดับกรมขึ้นไป โดยใหหัวหนาสวนราชการระดับกอง หรือผูที่ไดรับมอบหมายจากหัวหนาสวน ราชการระดับกรมขึ้นไป เปนผูรับผิดชอบลงชื่อยอกํากับตรา หนังสือประทับตราใหใชไดทั้ง ระหวางสวนราชการกับสวนราชการ และระหวางสวนราชการกับบุคคลภายนอก เฉพาะกรณีที่ ไมใชเรื่องสําคัญ ไดแก 1. การขอรายละเอียดเพิ่มเติม 2. การสงสําเนาหนังสือ สิ่งของ เอกสาร หรือบรรณสาร 3. การตอบรับทราบที่ไมเกี่ยวกับราชการสําคัญ หรือการเงิน 4. การแจงผลงานที่ไดดําเนินการไปแลวใหสวนราชการที่เกี่ยวของทราบ 5. การเตือนเรื่องที่คาง 6. เรื่องซึ่งหัวหนาสวนราชการระดับกรมขึ้นไปกําหนดโดยทําเปนคําสั่ง ใหใชหนังสือ ประทับตรา หนังสือประทับตรา ใชกระดาษตราครุฑ หนังสือสั่งการ หนังสือสั่งการ ใหใชตามแบบที่กําหนดไวในระเบียบนี้ เวนแตจะมีกฎหมายกําหนดแบบ ไวโดยเฉพาะหนังสือสั่งการมี 3 ชนิด ไดแก คําสั่ง ระเบียบ และขอบังคับ คําสั่ง คือ บรรดาขอความที่ผูบังคับบัญชาสั่งการใหปฏิบัติโดยชอบดวยกฎหมายใช กระดาษตราครุฑ ระเบียบ คือ บรรดาขอความที่ผูมีอํานาจหนาที่ไดวางไว โดยจะอาศัยอํานาจของกฎหมาย หรือไมก็ได เพื่อถือเปนหลักปฏิบัติงานเปนการประจํา ใชกระดาษตราครุฑ
  21. 21. 21 สรุปพระราชบัญญัติขอมูลขาวสารของราชการ พ.ศ.2540 พระราชบัญญัตินี้เรียกวา “พระราชบัญญัติขอมูลขาวสารของราชการ พ.ศ.2540” มีผล ใชบังคับเมื่อพนกําหนดเกาสิบวันนับแตวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเปนตนไป และมีายก รัฐมนตรีรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และมีอํานาจออกกฎกระทรวง ผูรับสนองพระบรมราช โองการ คือ พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ นายกรัฐมนตรี “ขอมูลขาวสาร” หมายความวา สิ่งที่สื่อความหมายใหรูเรื่องราวขอเท็จจริง ขอมูล หรือ สิ่งใดๆ ไมวาการสื่อความหมายนั้นจะทําไดโดยสภาพของสิ่งนั้นเองหรือโดยผานวิธีการใดๆ และ ไมวาจะไดจัดทําไวในรูปของเอกสาร แฟม รายงาน หนังสือ แผนผัง แผนที่ ภาพวาด ภาพถาย ฟลม การบันทึกภาพหรือเสียง การบันทึกโดยเครื่องคอมพิวเตอร หรือวิธีอื่นใดที่ทําใหสิ่งที่บันทึก ไวปรากฏได “ขอมูลขาวสารของราชการ” หมายความวา ขอมูลขาวสารที่อยูในความครอบครองหรือ ควบคุมดูแลของหนวยงานของรัฐ ไมวาจะเปนขอมูลขาวสารเกี่ยวกับการดําเนินงานของรัฐหรือ ขอมูลขาวสารเกี่ยวกับเอกชน “หนวยงานของรัฐ” หมายความวา ราชการสวนกลาง ราชการสวนภูมิภาค ราชการสวน ทองถิ่น รัฐวิสาหกิจ สวนราชการสังกัดรัฐสภา ศาลเฉพาะในสวนที่ไมเกี่ยวกับการพิจารณา พิพากษาคดี องคกรควบคุมการประกอบวิชาชีพ หนวยงานอิสระของรัฐและหนวยงานอื่นตามที่ กําหนดในกฎกระทรวง “เจาหนาที่ของรัฐ” หมายความวา ผูซึ่งปฏิบัติงานใหแกหนวยงานของรัฐ “ขอมูลขาวสารสวนบุคคล” หมายความวา ขอมูลขาวสารเกี่ยวกับสิ่งเฉพาะตัวของบุคคล เชน การศึกษา ฐานะการเงิน ประวัติสุขภาพ ประวัติอาชญากรรม หรือประวัติการทํางาน บรรดาที่มีชื่อของผูนั้นหรือมีเลขหมาย รหัส หรือสิ่งบอกลักษณะอื่นที่ทําใหรูตัวผูนั้นได เชน ลาย พิมพนิ้วมือ แผนบันทึกลักษณะเสียงของคนหรือรูปถาย และใหหมายความรวมถึงขอมูลขาวสาร เกี่ยวกับสิ่งเฉพาะตัวของผูที่ถึงแกกรรมแลวดวย “คณะกรรมการ” หมายความวา คณะกรรมการขอมูลขาวสารของราชการ “คนตางดาว” หมายความวา บุคคลธรรมดาที่ไมมีสัญชาติไทยและไมมีถิ่นที่อยู ในประเทศไทย และนิติบุคคลดังตอไปนี้ (1) บริษัทหรือหางหุนสวนที่มีทุนเกินกึ่งหนึ่งเปนของคนตางดาว ใบหุนชนิดออกใหแกผูถือ ใหถือวาใบหุนนั้นคนตางดาวเปนผูถือ (2) สมาคมที่มีสมาชิกเกินกึ่งหนึ่งเปนคนตางดาว (3) สมาคมหรือมูลนิธิที่มีวัตถุประสงคเพื่อประโยชนของคนตางดาว
  22. 22. 22 แนวขอสอบ ระเบียบวาดวยการรักษาความลับของทาง ราชการ พ.ศ. 2544 4.ในการกําหนดชั้นความลับนั้น ใหคํานึงถึงสิ่งใด ก. การปฏิบัติหนาที่ของหนวยงานของรัฐ ข. ประโยชนแหงรัฐ ค. ความปลอดภัยและมั่นคงของรัฐ ง. การปฏิบัติหนาที่ของหนวยงานของรัฐและประโยชนแหงรัฐประกอบกัน ตอบ ง. การปฏิบัติหนาที่ของหนวยงานของรัฐและประโยชนแหงรัฐประกอบกัน “ขอมูลขาวสารลับ” หมายความวา ขอมูลขาวสารตาม ม.14 หรือ ม.15 ที่มีคําสั่ง ไมใหเปดเผยและอยูในความครอบครอง หรือ ควบคุมดูแลของหนวยงานของรัฐ ไมวาจะ เปนเรื่องที่เกี่ยวกับการดําเนินงานของรัฐ หรือ ที่เกี่ยวกับเอกชน ซึ่งมีการกําหนดใหมีชั้น ความลับเปน ชั้นลีบ ชั้นลับมาก หรือ ชั้นลับที่สุด ตามระเบียบนี้ โดยคํานึงถึงการปฏิบัติ หนาที่ของหนวยงานของรัฐ และประโยชนแหงรัฐประกอบกัน (ระเบียบ วาดวยการ รักษาความลับของทางราชการ พ.ศ. 2544 ขอ 5) 5."ประโยชนแหงรัฐ" หมายความรวมถึงการดําเนินงานของรัฐเกี่ยวกับสิ่งใด ก. ประโยชนสาธารณะ ข. ประโยชนของเอกชน ค. ประโยชนของรัฐบาล ง. ประโยชนสาธารณะหรือประโยชนของเอกชนประกอบกัน ตอบ ง. ประโยชนสาธารณะหรือประโยชนของเอกชนประกอบกัน “ประโยชนแหงรัฐ” หมายความวา การดําเนินงานของรัฐที่เกี่ยวกับประโยชน สาธารณะ หรือ ประโยชนของเอกชนประกอบกัน ไมวาจะเปนเรื่องความมั่นคงของรัฐที่ เกี่ยวกับการเมืองภายในประเทศ หรือระหวางประเทศ การปองกันประเทศ เศรษฐกิจ สังคม วิทยาศาสตร เทคโนโลยี การพลังงาน และสิ่งแวดลอม (ระเบียบ วาดวยการรักษาความลับของทางราชการ พ.ศ. 2544 ขอ 5)
  23. 23. 23 6.ขอใดไมใชเรื่องของประโยชนแหงรัฐ ก. การเมืองระหวางประเทศ ข. เศรษฐกิจ สังคม วิทยาศาสตร และเทคโนโลยี ค. การพลังงานและสิ่งแวดลอม ง. ไมมีขอใดกลาวไมถูกตอง ตอบ ง. ไมมีขอใดกลาวไมถูกตอง คําอธิบายดังขอขางตน 7.หัวหนาหนวยงานของรัฐ มีฐานะเปนอะไร ก. นิติบุคคล ข. นิติรัฐ ค. หนวยงานอิสระ ง. รัฐวิสาหกิจ ตอบ ก. นิติบุคคล หัวหนาสวนราชการที่มีฐานะเปนนิติบุคคล สําหรับสวนราชการในสังกัด กระทรวงกลาโหม ใหหมายความรวมถึง หัวหนาสวนราชการที่ขึ้นตรงตอ สํานักงาน ปลัดกระทรวงกลาโหม กรมราชองครักษ กองบัญชาการทหารสูงสุด กองทัพบก กองทัพเรือและกองทัพอากาศ (ระเบียบ วาดวยการรักษาความลับของทางราชการ พ.ศ. 2544 ขอ 5) 8.หัวหนาหนวยงานของรัฐ สําหรับราชการสวนภูมิภาคคือผูใด ก. นายกรัฐมนตรี ข. นายกองคการบริหารสวนจังหวัด ค. ผูวาราชการจังหวัด ง. รองนายกรัฐมนตรี ตอบ ค. ผูวาราชการจังหวัด “ หัวหนาหนวยงานของรัฐ” หมายความวา ผูวาราชการจังหวัด สําหรับราชการ สวนภูมิภาค (ระเบียบ วาดวยการรักษาความลับของทางราชการ พ.ศ. 2544 ขอ 5) 9.จากขอขางตน สําหรับสวนราชการอื่นนั้นมีผูใดไมใชหัวหนาหนวยงานของรัฐ ก. ผูวาราชการกรุงเทพมหานคร ข. นายกองคการบริหารสวนจังหวัด ค. ผูวาราชการจังหวัด ง. นายกเมืองพัทยา ตอบ ค. ผูวาราชการจังหวัด
  24. 24. 24 แนวขอสอบ การบริหารงานทั่วไป 1. การโอนเอกสารแบบ Perpetual หมายถึง ก. การยายเอกสารที่ปฏิบัติเสร็จสิ้นไปเก็บที่ศูนยเอกสารในทันที ข. การยายเอกสารระหวางปฏิบัติไปเก็บที่ศูนยเอกสารในทันที ค. การโอนเอกสารระหวางปฏิบัติไปเก็บในแผนกเก็บเอกสารตามระยะเวลาที่กําหนด ง. การยายเอกสารที่ปฏิบัติเสร็จสิ้นไปเก็บที่ศูนยเอกสารตามระยะเวลาที่กําหนด ตอบ ก. การยายเอกสารที่ปฏิบัติเสร็จสิ้นไปเก็บที่ศูนยเอกสารในทันที การโอนเอกสารที่ปฏิบัติเสร็จสิ้นแลวจากที่เก็บเอกสารที่อยูในระหวางปฏิบัติ (Active File) ไปเก็บไวในที่เก็บเอกสารที่ปฏิบัติเสร็จแลว (Inactive File) ซึ่งอาจเปนศูนยเก็บ เอกสาร มีวิธีโอน 2 วิธีคือ 1. วิธีโอนเปนงวด ๆ (Periodic) หมายถึง การโอนยายเอกสารที่ปฏิบัติเสร็จสิ้นแลวจาก Active File ไปเก็บใน Inactive File ณ วันที่ที่กําหนดไว 2. วิธีโอนติดตอ (Perpetual) หมายถึง การโอนยายเอกสารเฉพาะเรื่องใดเรื่องหนึ่ง หรือโครงการใดโครงการหนึ่งจาก Active File ไปไวใน Inactive File ในทันทีที่เรื่องนั้น หรือ โครงการนั้นไดเสร็จสิ้นลง 2. ขอใดเปนแนวทางการปฏิบัติงานแบบวิทยาศาสตร ก. ศึกษาการจัดระบบและวิธีปฏิบัติ ข. ใชเครื่องมืออัตโนมัติ ค. จัดแผนผังสํานักงานตามหลักการเคลื่อนไหว ง. ถูกทุกขอ ตอบ ง. ถูกทุกขอ แนวทางการปฏิบัติงานสํานักงานแบบวิทยาศาสตร มีดังนี้ 1. ผูบริหารจะตองวางแผน จัดองคการ ควบคุมงาน และนําพนักงานปฏิบัติงานให สําเร็จ 2. จัดแผนผังสํานักงานตามหลักวิทยาศาสตรเพื่อขจัดการเคลื่อนไหวที่ไมจําเปน 3. ใชเครื่องจักรเครื่องมืออัตโนมัติ 4. หาวิธีทํางานใหงายขึ้น 5. ศึกษาหาวิธีจัดระบบและวิธีปฏิบัติงานใหมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น 6. ปรับปรุงระบบการจัดเก็บเอกสารใหสอดคลอง
  25. 25. 25 3. ขอใดไมใชองคประกอบที่ควรกําหนดไวในตารางการควบคุมรายงาน ก. จํานวนฉบับที่จัดทํา ข. ระยะเวลาในการเก็บรายงาน ค. ความถี่ของการจัดทํา ง. จํานวนหนาที่จัดทํา ตอบ ง. จํานวนหนาที่จัดทํา องคประกอบที่ควรกําหนดไวในตารางการควบคุมรายงาน ไดแก ชื่อและคําอธิบายโดย ยอ, จํานวน ฉบับที่จัดทํา, จัดทําที่ไหนอยางไร, แจกจายใหใครบาง, เพื่ออะไร, ระยะเวลาใน การเก็บรายงาน, ความถี่ของการจัดทํา และตนทุน 4. โครงรางของแบบฟอรมตอนใด พิมพขอความนําที่บอกใหทราบวาแบบฟอรมนั้นเกี่ยวกับ ใคร ก. ชื่อแบบฟอรม ข. การเริ่มเรื่อง ค. เนื้อเรื่อง ง. คําสั่งหรือคําแนะนํา ตอบ ข. การเริ่มเรื่อง การเริ่มเรื่อง (Introduction) คือ ขอความนําที่บอกใหทราบวาแบบฟอรมนั้น ๆ เกี่ยวกับ ใคร อะไร และเมื่อไร 5. ขอใดไมใชแนวทางในการตัดสินใจเลือกวิธีอัดสําเนา ก. ปริมาณสูงสุดของสําเนาที่ตองการ ข. ลักษณะและประเภทตัวแบบตนฉบับที่ใชทําสําเนา ค. ตองการทําเอกสารเปนสีอื่น ๆ นอกจากสีขาวดํา ง. ไมมีขอใดถูก ตอบ ง. ไมมีขอใดถูก ตัวเลือกขอ ก – ค ถือเปนแนวทางในการตัดสินใจเลือกวิธีอัดสําเนาเอกสาร นอกจากนี้ ยังมีแนวทาง อื่น ๆ อีก คือ คุณภาพของสําเนาที่ตองการ, งบประมาณคาใชจายเปนคา เครื่องและคาใชจายในการผลิตสําเนาใหไดคุณภาพดีมากนอยตามตองการ 6. ความหมายของการจัดแผนผังสํานักงาน ขอใดกลาวผิด ก. การจัดสภาพแวดลอมในการทํางานอยางเหมาะสม ข. การกําหนดตําแหนงที่ตั้งหนวยงานตาง ๆ ของพื้นที่ทั้งหมด ค. การจัดสายทางเดินของงานอยางมีประสิทธิภาพ
  26. 26. 26 สั่งซื้อไดที่ www.SheetRam.com โทรศัพท : 02-7230950,02-5141422, 085-9679080,085-9993722,085-9993740 แจงการโอนเงิน พรอมชื่อ และอีเมลลที่ LINE ID : sheetram โทรศัพท : 02-7230950,02-5141422,085-9679080, 085-9993722,085-9993740

×