ข้อสอบกรมบังคับคดี ปี 57 คู่มือสอบนักจัดการทั่วไป กรมบังคับคดี หนังสือ E-BOOK กรมบังคับคดี

4,791 views

Published on

ข้อสอบกรมบังคับคดี ปี 57 คู่มือสอบนักจัดการทั่วไป กรมบังคับคดี หนังสือ E-BOOK กรมบังคับคดี
ราคา 249 บาท
สั่งซื้อได้ที่ : www.Sheetram.com
สอบถามรายละเอียด
Facebook http://www.facebook.com/Sheetram
LINE ID : sheetram

บริษัท ชีทราม จำกัด
ชมรมลูกพ่อขุนประยุกต์ สำนักงานใหญ่
453 ถนนรามคำแหง(ปากซอย 53)
หัวหมาก บางกระปิ กรุงเทพฯ 102
โทรศัพท์ : 02-7230950,02-5141422,085-9679080,
085-9993722,085-9993740
FAX : 02-718-6528
เปิดบริการ 8.15-21.30 น. ทุกวัน

ข้อสอบกรมบังคับคดี,คู่มือเตรียมสอบกรมบังคับคดี,แนวข้อสอบกรมบังคับคดี,ข้อสอบนักจัดการทั่วไป กรมบังคับคดี

Published in: Education

ข้อสอบกรมบังคับคดี ปี 57 คู่มือสอบนักจัดการทั่วไป กรมบังคับคดี หนังสือ E-BOOK กรมบังคับคดี

  1. 1. 1
  2. 2. 2 ขอบเขตเนื้อหา ความรูทั่วไปเกี่ยวกับ กรมบังคับคดี ประวัติกรมบังคับคดี วิสัยทัศน พันธกิจและอํานาจหนาที่ ขั้นตอนการปฏิบัติงาน อํานาจหนาที่ตามกฎหมายวิธีพิจารณาความแพง ประเภทของการบังคับคดี การยึดทรัพย การอายัดทรัพย การบังคับคดีในการฟองขับไลรื้อถอน การจําหนายทรัพย การบังคับคดีลมละลาย กระบวนการลมละลาย การฟนฟูกิจการ เงื่อนไขการฟนฟูกิจการ การวางทรัพย เหตุของการวางทรัพย ทรัพยที่วางได วิธีปฏิบัติและหนาที่ของผูวางทรัพย แผนภูมิแสดงขั้นตอนการบังคับคดีแพง แผนผังขั้นตอนการอายัดเงินในคดีแพง แผนขั้นตอนการบังคับคดีขับไล-รื้อถอน แผนภูมิแสดงขั้นตอนการบังคับคดีแพง แผนภูมิแสดงขั้นตอนการฟนฟูกิจการของลูกหนี้ กฎหมายที่เกี่ยวของ พรบ.ระเบียบขาราชการพลเรือน 2551 ระเบียบฯ วาดวยพนักงานราชการ ระเบียบฯ วาดวยสารบรรณ พ.ศ.2526 และที่แกไขเพิ่มเติม สรุประเบียบงานสารบรรณ พรฎ.วาดวยหลักเกณฑและวิธีการบริหารกิจการบานเมืองที่ดี พ.ศ.2546 สรุป หลักเกณฑและวิธีการบริหารกิจการบานเมืองที่ดี ความรูความเขาใจเกี่ยวกับการจัดการงานทั่วไป การบริหารจัดการภายในองคกร การประสานงาน การวางแผนงาน องคประกอบขององคกรและการบริหาร ประเภทองคการ หลักการทั่วไปของการบริหาร อํานาจหนาที่และความรับผิดชอบ การจัดแผนกงาน โครงสรางและแผนภูมิขององคการ แผนภูมิขององคการ ระบบการบริหารองคการ การควบคุมองคการ การวางแผนงาน 5 5 6 6 7 8 8 9 9 9 10 10 12 13 14 14 14 15 18 20 21 22 24 26 72 83 113 122 138 145 148 148 152 161 167 172 175 176 178 179
  3. 3. 3 นโยบายและแผน นโยบาย แผน (Plan) โครงการ (Program) การบริหารทรัพยากรมนุษย การวางแผนกําลังคน การสรรหาบุคลากร การคัดเลือก การบรรจุ การประเมินผลการปฏิบัติงาน การพัฒนาทรัพยากรมนุษย การบริหารคาตอบแทน สุขภาพและความปลอดภัย แรงงานสัมพันธ ระบบขอมูลการบริหารงานทรัพยากรมนุษย แนวขอสอบ พรบ.ระเบียบขาราชการพลเรือน 2551 แนวขอสอบ ระเบียบฯ วาดวยสารบรรณ พ.ศ.2526 และที่แกไขเพิ่มเติม แนวขอสอบ ระเบียบฯ วาดวยพนักงานราชการ แนวขอสบ พรฎ.วาดวยหลักเกณฑและวิธีการบริหารกิจการบานเมืองที่ดี พ.ศ.2546 แนวขอสอบ การจัดการงานทั่วไป 176 186 197 215 222 231 237 244 258 260 262 263 265 267 268 271 291 312 324 338
  4. 4. 4 ความรูทั่วไปเกี่ยวกับกรมบังคับคดี ประวัติกรมบังคับคดี เดิ ม งานของกรมบั ง คั บ คดี มี ที่ ม าจากหน ว ยงานราชการระดั บ กองในสํ า นั ก ปลัดกระทรวงยุติธรรม 2 กอง คือ กองบังคับคดีแพง และ กองบังคับคดีลมละลาย จนกระทั่ง ป พ.ศ.2517 สมัยรัฐบาล ฯพณฯ ศาสตราจารยสัญญา ธรรมศักดิ์ เปนนายกรัฐมนตรี ทาน กิ ต ติ สีห นนท เป น รัฐ มนตรีวา การกระทรวงยุติ ธ รรมไดเห็น ความสํ าคั ญ ของทั้ ง สองกอง ดังกลาว ประกอบกับงานบังคับคดีแพงและงานบังคับคดีลมละลายเพิ่มขึ้นมาก หนวยงานที่ จัดไวแตเดิม ไมเหมาะสมกับงานที่นับวันแตจะทวีปริมาณมากขึ้นทุกๆ ป ดังนั้นเพื่อใหการดําเนินงานเกี่ยวกับการบังคับคดีแพง คดีลมละลาย งานเกี่ยวกับการ วางทรัพยไดขยายอํานาจหนาที่ทั่วราชอาณาจักร รวมทั้งงานชําระบัญชีหางหุนสวนบริษัท หรือ นิติบุคคลตามคําสั่งศาล ไดดําเนินการโดยเจาหนาที่ที่มีความรูความสามารถชํานาญ งานในหนาที่ไดเปนไปอยางถูกตอง มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น รัฐบาลจึงไดออกพระราชบัญญัติแกไขเพิ่มเติมประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 216 ลงวันที่ 29 กันยายน พ.ศ.2515 (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2517 ใหยกฐานะกองบังคับคดีแพงและกอง บังคับคดีลมละลาย รวมจัดตั้งขึ้นเปนกรมบังคับคดีอยูในสังกัดกระทรวงยุติธรรม แลวไดตรา พระราชบั ญ ญั ติ โ อนกิ จ การบริ ห ารงานบางส ว นของสํ า นั ก งานปลั ด กระทรวงยุ ติ ธ รรม พ.ศ.2517 โดยใหโอนบรรดาอํานาจหนาที่ในสวนเกี่ยวกับกองบังคับคดีแพงและกองบังคับ คดี ล ม ละลาย รวมทั้ ง ให โ อนบรรดากิ จ การ ทรั พ ย สิ น หนี้ ข า ราชการ ลู ก จ า ง และเงิ น งบประมาณของสํานักงานปลัดกระทรวงยุติธรรม เฉพาะสวนที่เกี่ยวกับกองบังคับคดีแพง และกองบังคับคดีลมละลายไปเปนของกรมบังคับคดี และนอกจากนี้ ยังไดจัดตั้งหนวยงาน ใหม ได แ ก สํ านั ก งานวางทรั พ ย ก ลางและงานอนุ ญ าโตตุ ล าการ เพื่ อ ชี้ ข าดถึ ง ข อ พิ พ าท เกี่ยวกับการวางทรัพยภูมิภาคขึ้น รวม 9 ภาค กรมบังคับคดีจึงมีอํานาจหนาที่บังคับคดีแพง และคดีลมละลาย ตลอดจนวางทรัพยทั่วประเทศ แลวเริ่มดําเนินการในฐานะเปนกรมบังคับ คดีนับแตนั้นเปนตนมา วิสัยทัศน มุงมั่นพัฒนาการบังคับคดีอยางมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล เสมอภาค เปนธรรม ดวย จิตมุงบริการ เพื่อใหประชาชนเขาถึง เชื่อมั่น ยอมรับ ไดรับประโยชนสูงสุด
  5. 5. 5 พันธกิจและอํานาจหนาที่ ใหบริการดานการบังคับคดีแพง คดีลมละลาย การฟนฟูกิจการของลูกหนี้ การชําระ บัญชี และการวางทรัพยอยางมีประสิทธิภาพ เสมอภาค เปนธรรม ศึก ษา วิเ คราะห วิจั ย เพื่อ พัฒ นาระบบการปฏิ บัติ ง านของการบั ง คั บ คดี แพ ง คดี ลมละลาย การฟนฟูกิจการของลูกหนี้ การชําระบัญชี การวางทรัพยในแตละระบบใหเปน มาตรฐานเดียวกัน สอดคลองกับภาวะเศรษฐกิจและสังคม รวมทั้งเสริมสรางศักยภาพการ เปนผูนําในดานการบังคับคดีใหสามารถแขงขันกับองคกรตาง ๆ พั ฒ นากฏหมายที่ เ กี่ ย วข อ งกั บ การบั ง คั บ คดี ใ ห ทั น สมั ย และเป น มาตรฐานสากล รองรับตอการเปลี่ยนแปลงตามสภาวการณ เพื่อเอื้ออํานวยตอการปฏิบัติงานและบริการ ประชาชน โดยคํานึงถึงความสะดวก รวดเร็ว เปนธรรมในสังคมและสิทธิมนุษยชน พัฒนาองคกร และระบบการบริหารจัดการใหมีประสิทธิภาพ คลองตัว โดยประสาน สงเสริม รวมถึงสรางเครือขายความรวมมือการบังคับคดีทั้งในและตางประเทศ สามารถ ตอบสนองตอการเปลี่ยนแปลงตามภาวการณโดยยึดหลักธรรมาภิบาล พัฒนาศักยภาพบุคลากรใหมีความรูความสามารถ และความเชี่ยวชาญดานการบังคับ คดีและมีจิตสํานึกในการบริการ อยางมีคุณธรรมและจริยธรรม เผยแพรความรูทางกฎหมายเกี่ยวกับการบังคับคดใหประชาชนไดเขาใจอยางทั่วถึง ตลอดจนไกลเกลี่ยขอพิพาทในการบังคับคดี และสงเสริมความรวมมือการมีสวนรวมในการ บังคับคดีของภาครัฐและภาคเอกชน ขั้นตอนการปฏิบัติงาน การบังคับคดีแพง ในการบังคับคดีแพง ศาลตองออกหมายบังคับคดีตั้งเจาพนักงาน กรมบังคับคดีหรือ พนักงานอื่นใด เปนเจาพนักงานบังคับคดี เพื่อจัดการบังคับคดีใหเปนไปตามคําพิพากษา หรือคําสั่ง ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพง มาตรา 1(14) เจาพนักงาน บังคับคดีหมายถึงเจาพนักงานในสังกัดกรมบังคับคดีหรือเจาพนักงานอื่นผูมีอํานาจตาม บทบัญญัติแหงกฎหมายที่ใชอยูในอันที่จะปฏิบัติตามวิธีการที่บัญญัติไวในภาค 4 แหง ประมวลกฎหมายนี้ เพื่อคุมครองสิทธิของคูความในระหวางพิจารณาหรือเพื่อบังคับคดีตาม คําพิพากษาหรือคําสั่ง ในสวนกลาง เจาพนักงานบังคับคดี กรมบังคับคดี มีอํานาจบังคับคดี ในเขตอํานาจของศาล ซึ่งตั้งอยูในเขตกรุงเทพมหานคร ยกเวนศาลจังหวัดมีนบุรี ในสวน
  6. 6. 6 ภูมิภาค เจาพนักงานบังคับคดีของสํานักงานงานบังคับคดีจังหวัด สํานักงานบังคับคดีจังหวัด สาขา เปนเจาพนักงานบังคับคดีของสํานักงานบังคับคดีจังหวัด นั้น เดิมเจาพนักงานบังคับคดีเปนเจาพนักงานของศาล เมื่อศาลมีคําสั่งเกี่ยวกับการบังคับ คดีอยางใดแลวเจาพนักงานบังคับคดีตองปฏิบัติตามจะอุทธรณฎีกาคัดคานคําสั่งศาลไมได แตปจจุบันเจาพนักงานบังคับคดี กรมบังคับคดี สังกัดกระทรวงยุติธรรมจึงไมใชเจาพนักงาน ศาล (ทั้งนี้ตามมาตรา 275 ของรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ราช กิจจานุเบกษา 11 ตุลาคม 2540 ประกอบกับกฎหมายวาดวยระเบียบบริหารราชการศาล ยุติธรรม กําหนดใหสํานักงานศาลยุติธรรม เปนหนวยงานธุรการอิสระของศาลยุติธรรม แต มิไดกําหนดใหกรมบังคดีเปนหนวยงานธุรการของศาลยุติธรรม ตามราชกิจจานุเบกษา ฉบับ กฤษฎีกา เลม 117 ตอนที่ 103 ก วันที่ 13 พฤศจิกายน 2543) จึงจะใชสิทธิคัดคานหรือ อุทธรณฎีกาคําสั่งศาลไดหรือไม ควรศึกษาตอไป อํานาจหนาที่ตามกฎหมายวิธีพิจารณาความแพง 1. อํานาจหนาที่เกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวกอนมีคําพิพากษา ตามประมวลวิธีพิจารณา ความแพงมาตรา 254 ซึ่งศาลมีคําสั่งใหยึดหรืออายัดทรัพยสินหรือกักเรือของจําเลยไว ชั่วคราวกอนศาลจะมีคําพิพากษา เชนนี้ศาลจะออกหมายยึดทรัพยชั่วคราว หมายกักเรือ ตั้ง เจาพนักงานบังคับคดีจัดการยึดทรัพยสินหรือเรือของจําเลยไว เพื่อไมใหจําเลยยักยายถาย ทรัพยสิน 2. อํานาจหนาที่เกี่ยวกับการบังคับคดีอันเปนการบังคับคดีใหเปนไปตามคําพิพากษา หรือคําสั่งตามประมวลวิธีพิจารณาความแพง เมื่อศาลมีคําพิพากษาใหคูความฝายใดแพคดี และใหฝายแพคดี(ลูกหนี้ตามคําพิพากษา)ปฏิบัติการชําระหนี้อยางใดอยางหนึ่งตามฟอง หากเปนกรณีที่ตองดําเนินการทางเจาพนักงานบังคับคดี โดยการบังคับคดีชําระหนี้เอาจาก บรรดาทรัพ ยสิน ของลูกหนี้ต ามคําพิ พากษา คู ค วามฝ ายที่ช นะคดี (เจ าพนั กงานตามคํ า พิพากษา) ชอบที่จะรองขอใหศาลออกหมายบังคับคดีตั้งเจาพนักงานบังคับคดีเพื่อจัดการ อายัดทรัพยสิน ของลูกหนี้ตามคําพิพากษาออกขายทอดตลาด และเอาเงินชําระหนี้แกเจาหนี้ ตามคําพิพากษา หรือหากการชําระหนี้ตามคําพิพากษานั้นเปนการสงมอบทรัพยสิน กระทํา การ งดเวนกระทําการหรือขับไลลูกหนี้ตามคําพิพากษา ศาลจะออกหมายบังคับคดีไดโดย การกําหนดเงื่อนไขแหงการบังคับคดีลงในหมายนั้น และกําหนดการบังคับคดีเพียงเทาที่ สภาพแหงการบังคับคดีจะเปดชองใหทําไดโดยทางศาลหรือโดยทางเจาพนักงานบังคับคดี ตามประมวลวิธีพิจารณาความแพง มาตรา 276 วรรคทายอํานาจหนาที่ตามกฎหมายอื่น
  7. 7. 7 1. กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เปนกรณีศาลในคดีอาญามีคําสั่งใหปรับ นายประกันจําเลย ฐานผิดสัญญาประกันที่ทําไวตอศาล โดยศาลจะออกหมายบังคับคดีตั้งเจา พนักงานบังคับคดีของศาลจัดการยึดทรัพยสิน ซึ่งนายประกันยื่นเปนหลักประกันตอศาล แลวนําออกขายทอดตลาดนําเงินชําระคาปรับ (ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 119) 2. กฎหมายอาญา กรณีตามประมวลหมายอาญา มาตรา 29 ผูใดตองโทษปรับ และไมชําระคาปรับภายใน 30 วันนับแตวันที่ศาลมีคําสั่งพิพากษา ผูนั้นจะตองถูกยึดทรัพย สินใชคาปรับ ดังนี้ศาลจะออกหมายบังคับคดีตั้งเจาพนักงานบังคับคดีของศาลจัดการยึด ทรัพยสิน ของจําเลยขายทอดตลาดนําเงินชําระคาปรับ 3. พระราชบัญญัติลมละลาย ในทางปฏิบัติและระเบียบกระทรวงยุติธรรมวา ดวยการบังคับคดี เจาพนักงานพิทักษทรัพยจะบังคับคดีกับทรัพยของลูกหนี้ (จําเลย) ในคดี ลมละลายเองหรืออาจมีบันทึกเปนหนังสือแจงใหเจาพนักงานบังคับคดีทําการยึดแทน ประเภทของการบังคับคดี ในการออกหมายบั ง คั บ คดี ศาลจะระบุ เ งื่ อ นไขแห ง การบั ง คั บ คดี ต ามที่ ร ะบุ ไ ว ใ น มาตรา 213 แหง ปพพ. และจะกําหนดสภาพแหงการบังคับคดีเพียงเทาที่เปดชองใหกระทํา ทางศาลหรือโดยทางเจาพนักงานบังคับคดี 1. การยึดทรัพย 2. การอายัดทรัพย 3. การขายทอดตลาด 4. การบังคับคดีขับไล , รื้อถอน 5. อื่น ๆ เชนการหามชั่วคราว การหามทํานิติกรรม จําหนาย จาย โอน การยึดทรัพย การยึดทรัพยมีอยู 4 ลักษณะดังนี้คือ 1. การยึดทรัพยตามความหมายบังคับคดีรวมถึงการยึดทรัพยตามหมายยึดทรัพย ชั่วคราว ทั้งนี้เจาพนักงานบังคับคดีมหนาที่ตองดําเนินการตามที่ศาลสั่งมาโดยเฉพาะเจาะจง ี จะยึดทรัพยอื่นไมได 2. การยึดทรัพยขามเขตอํานาจศาล 3. การยึดทรัพยตามหมายบังคับคดีของศาลอื่น เปนการบังคับคดีแทน
  8. 8. 8 4. การยึดทรัพยซึ่งตั้งอยูในเขตกรุงเทพมหานครแทนศาลตางจังหวัด สังหาริมทรัพยที่ไดรับการยกเวน ไมอยูในอํานาจหนาที่การบังคับคดี ไดแก 1. เครื่องใชสอยสวนตัว เชนที่นอน เครื่องใชครัวเรือน รวมกันเปนเงินไมเกิน 5,000 บาท หากลูกหนี้ตามคําพิพากษาประสงคจะไดรบการยกเวนเกินกวาที่กําหนด ตองไปรองตอ ั ศาล 2. ทรัพยสินที่ลูกหนี้มีไวใชในการประกอบอาชีพ เชน เครื่องใชตาง ๆ ดังนี้กฎหมาย กําหนด ยกเวนใหในจํานวนเงิน 10,000 บาท หากลูกหนี้ตามคําพิพากษาประสงคจะใช เครื่องมือเครื่องใชใดที่มจํานวนเงินเกินกวาที่กําหนด ตองไปรองตอศาล ี 3. ทรัพยสินที่มีไวใชแทนอวัยวะ ตาง ๆ เชน แขนขาเทียม 4. ทรัพยสินที่เปนของวงศตระกูล เชน สมุด หนังสือประจําตระกูล เปนตน การอายัดทรัพย ตามลักษณะการปฏิบัติงานของเจาพนักงานบังคับคดีมี 2 กรณี คือ 1. การอายัดสิทธิรองขอใหชําระเงิน จํานวนหนึ่งหรือเรียกวาการอายัดเงิน 2. การขอใหงดหรือหามจําหนาย จายโอน หรือ ทํานิติกรรมเกี่ยวกับทรัพยสินหรือ เรียกวา การอายัดหามโอน การบังคับคดีในการฟองขับไล รื้อถอน เมือศาลมีคําสั่งใหตั้งเจาพนักงานบังคับคดี จัดการใหเจาหนี้ตามคําพิพากษา ่ ไดครอบครองทรัพย ดังกลาว 1. กรณีที่ลูกหนี้ตามคําพิพากษาถูกศาลพิพากษาใหขับไล หรือตองออกไปจากที่ อยูอาศัย หรือทรัพยที่ครอบครอง 2. กรณีที่ลูกหนี้ตามคําพิพากษาตองรื้อถอนสิ่งปลูกสรางออกไปจาก อสังหาริมทรัพย ที่อยูอาศัย หรือทรัพยที่ครอบครอง การจําหนายทรัพย การขายทอดตลาดทรัพย เจาพนักงานบังคับคดี ตองตรวจสํานวนกอนวามีการปฏิบติ ั ตามขั้นตอน ที่ ป.วิ.พ. มาตรา 303 และมาตรา 304
  9. 9. 9 1. ไดมีการแจงการยึดทรัพยใหลูกหนี้ตามคําพิพากษา และผูที่มีสวนไดเสียอื่น ๆ  ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพง มาตรา 287 2. ถาเปนอสังหาริมทรัพย หรือทรัพยที่ตองมีการเปลี่ยนแปลงทางทะเบียน ไดมีการ แจงใหนายทะเบียนทราบ ในการบังคับคดีนั้น เจาพนักงานบังคับคดีมอํานาจตามหมายบังคับคดีของศาลที่มี ี เขตอํานาจทีสํานักงานบังคับคดีตั้งอยูเทานั้น อยางไรก็ตาม หากมีการรองขอ เจาพนักงาน ่ บังคับคดียอมมีอํานาจในการบังคับคดีแทนตามหมายบังคับคดีที่ออกโดยศาลอื่นไดเชนกัน การบังคับคดีลมละลาย การลมละลายเกิดจากการมีหนี้สิน ลนพนตัว คือมีหนี้สินมากกวาทรั พยสิน จึงเกิด กฎหมายลมละลายขึ้นมาเพื่อจัดระบบใหเกิดความเปนธรรม แกบรรดาเจาหนี้ทุกราย เพื่อให ไดรับชําระหนี้เต็มจํานวนหรือโดยสวนเฉลี่ยที่เทาเทียมกัน ตามสัดสวนแหงหนี้จากหนี้ที่ ลูกหนี้มีอยูกับเจาหนี้รายนั้น ๆ ในคดีลมละลายเพื่อที่จะทราบวา ลูกหนี้คดีนี้มีเจาหนี้อยูกี่ราย เปนจํานวนหนี้เทาใดกฎหมายจึงกําหนดใหตองมีการโฆษณาคําสั่งพิทักษทรัพย เมื่อศาลมี คําสั่งพิทักษทรัพยเด็ดขาดแลว บรรดาเจาหนี้ทั้งหลายตองมายื่นคําขอรับชําระหนี้ตอเจา พนักงานพิทักษทรัพย ภายในเวลา 2 เดือน เพื่อที่ลูกหนี้จะไดทราบวาตนเองมีหนี้สินเทาใด หากตองการจะจัดการกับหนี้สินดังกลาวควรจะทําอยางไร เชนอาจจะยื่นคําขอประนอมหนี้ ตามจํานวนที่คิดวาจะสามารถชําระแกเจาหนี้ได หรือหากไมสามารถจะประนอมหนี้ไดก็ตอง เปนบุคคลลมละลายตอไป เมื่อศาลมีคําสั่งพิทักษทรัพยตาม พ.ร.บ. ลมละลาย พ.ศ.2483 แลว คําสั่งพิทักษทรัพยมี 2 อยาง คือ 1. คําสั่งพิทักษทรัพยชั่วคราว คําสั่งนี้เปนคําสั่งใหเจาพนักงานพิทักษทรัพยเขา รวบรวมทรัพยสินของลูกหนี้ไวชั่วคราว (เปนการคุมครองเจาหนี้ชั่วคราวกอนศาลมีคําสั่ง พิทักษทรัพยเด็ดขาด) เพื่อปองกันมิใหลูกหนี้ยักยายถายเททรัพยสินนั่นเอง 2. คําสั่งพิทักษทรัพยเด็ดขาด คําสั่งนี้เปนคําสั่งใหเจาพนักงานพิทักษทรัพยเขา รวบรวมทรัพยสินของลูกหนี้โดยเด็ดขาด อันมีผลเหมือนเปนคําพิพากษา กระบวนการลมละลาย มีดังนี้ 1. การรวบรวมทรัพยสินเปนการรวบรวมทรัพยสินของเจาพนักงานพิทักษทรัพยซึ่ง ไดมาจากการสอบสวน การรวบรวมเอกสารทางบัญชี และสืบหาทรัพยของบรรดาเจาหนี้เปน หลักใหญ
  10. 10. 10 การฟนฟูกิจการ ภาวะวิกฤติเศรษฐกิจที่ไดเกิดขึ้นในประเทศไทยในป พ.ศ. 2540 ไดสงผลกระทบ รายแรงตอเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะภาคการเงินการธนาคารที่ไดรับความเสียหาย โดยตรง เปนเหตุใหธุรกิจจํานวนมากตองประสบวิกฤติทางการเงินและตองลมละลายไปใน ที่สุด ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากวิกฤติเศรษฐกิจมีดังนี้ คือ 1. ความลมเหลวในดานการลงทุนของประเทศ 2. การที่ลูกหนี้ตองเลือกชําระหนี้โดยการผอนชําระเปนงวด เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกบังคับ ชําระหนี้โดยมาตรการของเจาหนี้ 3. ความลมเหลวในดานการจางงาน เห็นไดจากการเลิกจางจํานวนมาก และอัตราการ วางงานที่สูงของประเทศ ในประเทศไทย พระราชบัญญัติลมละลาย พ.ศ. 2483 เปนกฎหมายที่ไดกําหนด กระบวนการลมละลายอยางเปนทางการ พระราชบัญญัติฉบับนี้ไดรับการแกไขในเวลาตอมา โดยพระราชบัญญัติลมละลาย ฉบับที่ 4 พ.ศ. 2541 โดยไดเพิ่มกระบวนการฟนฟูกิจการเขา มาใหเปนอีกทางเลือกหนึ่งของการจัดการทรัพยสินลูกหนี้ที่มีหนี้สินลนพนตัว นอกเหนือจาก การบังคับใหลมละลาย การแกไขเพิ่มเติมกฎหมายลมละลายทั้งในครั้งนี้และในครั้งตอๆมา ลวนเปนผลมาจากความพยายามของรัฐบาลในการปรับปรุงกระบวนการลมละลายใหมีความ สอดคลองกับยุคสมัยอยูเสมอ เงื่อนไขเพื่อเขารับการฟนฟูกิจการ 1. ลูกหนี้ตองเปนบริษัท จํากัด, บริษทมหาชน จํากัด หรือ นิติบุคคลอื่นใด ั 2. ลูกหนี้ตองมีหนี้สินลนพนตัว 3. ลูกหนี้ตองมีหนี้ทั้งหมดในจํานวนที่แนนอน ไมต่ํากวา 10 ลานบาท การเริ่มกระบวนการฟนฟูกิจการกระทําไดโดยมีการยื่นคํารองขอฟนฟูกิจการตอศาล ลมละลาย โดยศาลอาจมีคําสั่งใหฟนฟูกิจการตามที่รองขอ เมื่อศาลเห็นวามีเหตุผลสมควร และมีชองทางที่จะฟนฟูกิจการของลูกหนี้ ทั้งนี้ กระบวนการฟนฟูกจการถือเปนการใหโอกาส   ิ แกลูกหนี้ที่หนี้สินลนพนตัว หากแตยังมีศักยภาพทางธุรกิจที่ดีอยู ไมใหถูกพิทักษทรัพยและ ขณะเดียวกันก็รักษาธุรกิจของตนไว และเพือดําเนินการใหกระบวนการฟนฟูกจการประสบ ่ ิ ผลสําเร็จ กระทรวงยุติธรรมจึงไดตงสํานักฟนฟูกิจการลูกหนี้ขึ้นในวันที่ 16 เมษายน พ.ศ. ั้ 2541 โดยใหเปนหนวยงานหลักในการดําเนินการใหเปนไปตามกระบวนการฟนฟูกจการ ิ กฎหมายลมละลายไดกําหนดอํานาจหนาที่ของเจาพนักงานพิทักษทรัพยใน
  11. 11. 11 สรุประเบียบงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 และแกไขเพิ่มเติม ความหมาย “งานสารบรรณ” หมายความวา งานที่เกี่ยวกับการบริหารงานเอกสาร เริ่มตั้งแตการ จัดทําการรับ การสง การเก็บรักษา การยืม จนถึงการทําลาย “หนังสือ” หมายความวา หนังสือราชการ “สวนราชการ” หมายความวา กระทรวง ทบวง กรม สํานักงาน หรือหนวยงานอื่นใดของ รัฐทั้งในราชการบริหารสวนกลาง ราชการบริหารสวนภูมิภาค ราชการบริหารสวนทองถิ่น หรือใน ตางประเทศและใหหมายความรวมถึงคณะกรรมการดวย “คณะกรรมการ” หมายความวา คณะบุคคลที่ไดรับมอบหมายจากทางราชการให ปฏิบัติงานในเรื่องใด ๆ และใหหมายความรวมถึงคณะอนุกรรมการ คณะทํางาน หรือคณะบุคคล อื่นที่ปฏิบัติงานในลักษณะเดียวกัน ปลัดสํานักนายกรัฐมนตรีรักษาการตามระเบียบนี้ ชนิดของหนังสือ หนังสือราชการ คือ เอกสารที่เปนหลักฐานในราชการ ไดแก 1. หนังสือที่มีไปมาระหวางสวนราชการ 2. หนังสือที่สวนราชการมีไปถึงหนวยงานอื่นใดซึ่งมิใชสวนราชการ หรือที่มีไปถึง บุคคลภายนอก 3. หนังสือที่หนวยงานอื่นใดซึ่งมิใชสวนราชการ หรือที่บุคคลภายนอกมีมาถึงสวนราชการ 4. เอกสารที่ทางราชการจัดทําขึ้นเพื่อเปนหลักฐานในราชการ 5. เอกสารที่ทางราชการจัดทําขึ้นตามกฎหมาย ระเบียบ หรือขอบังคับ หนังสือ มี 6 ชนิด คือ 1. หนังสือภายนอก 2. หนังสือภายใน 3. หนังสือประทับตรา 4. หนังสือสั่งการ 5. หนังสือประชาสัมพันธ 6. หนังสือที่เจาหนาที่ทําขึ้น หรือรับไวเปนหลักฐานในราชการ
  12. 12. 12 หนังสือภายนอก หนังสือภายนอก คือ หนังสือติดตอราชการที่เปนแบบพิธีโดยใชกระดาษตราครุฑเปน หนังสือติดตอระหวางสวนราชการ หรือสวนราชการมีถึงหนวยงานอื่นใดซึ่งมิใชสวนราชการ หรือที่ มีถึงบุคคลภายนอก หนังสือภายใน หนังสือภายใน คือ หนังสือติดตอราชการที่เปนแบบพิธีนอยกวาหนังสือภายนอกเปน หนังสือติดตอภายในกระทรวง ทบวง กรม หรือจังหวัดเดียวกัน ใชกระดาษบันทึกขอความ หนังสือประทับตรา หนังสือประทับตรา คือ หนังสือที่ใชประทับตราแทนการลงชื่อของหัวหนาสวนราชการ ระดับกรมขึ้นไป โดยใหหัวหนาสวนราชการระดับกอง หรือผูที่ไดรับมอบหมายจากหัวหนาสวน ราชการระดับกรมขึ้นไป เปนผูรับผิดชอบลงชื่อยอกํากับตรา หนังสือประทับตราใหใชไดทั้งระหวาง สวนราชการกับสวนราชการ และระหวางสวนราชการกับบุคคลภายนอก เฉพาะกรณีที่ไมใชเรื่อง สําคัญ ไดแก 1. การขอรายละเอียดเพิ่มเติม 2. การสงสําเนาหนังสือ สิ่งของ เอกสาร หรือบรรณสาร 3. การตอบรับทราบที่ไมเกี่ยวกับราชการสําคัญ หรือการเงิน 4. การแจงผลงานที่ไดดําเนินการไปแลวใหสวนราชการที่เกี่ยวของทราบ 5. การเตือนเรื่องที่คาง 6. เรื่องซึ่งหัวหนาสวนราชการระดับกรมขึ้นไปกําหนดโดยทําเปนคําสั่ง ใหใชหนังสือ ประทับตรา หนังสือประทับตรา ใชกระดาษตราครุฑ หนังสือสั่งการ หนังสือสั่งการ ใหใชตามแบบที่กําหนดไวในระเบียบนี้ เวนแตจะมีกฎหมายกําหนดแบบ ไวโดยเฉพาะหนังสือสั่งการมี 3 ชนิด ไดแก คําสั่ง ระเบียบ และขอบังคับ คํ า สั่ ง คื อ บรรดาข อ ความที่ ผู บั ง คั บ บั ญ ชาสั่ ง การให ป ฏิ บั ติ โ ดยชอบด ว ยกฎหมายใช กระดาษตราครุฑ
  13. 13. 13 สรุปสาระสําคัญ พระราชกฤษฎีกา วาดวยหลักเกณฑและวิธีการบริหารกิจการบานเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 พระราชกฤษฎีกานี้มีผลบังคับตั้งแตวันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา “สวนราชการ” หมายความวา สวนราชการตามกฎหมายวาดวยการปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม และหนวยงานอื่นของรัฐที่อยูในกํากับของราชการฝายบริหาร แตไมรวมถึงองคกร ปกครองสวนทองถิ่น “รัฐวิสาหกิจ” หมายความวา รัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติหรือพระราช กฤษฎีกา “ขาราชการ” หมายความรวมถึงพนักงาน ลูกจาง หรือผูปฏิบัติงานในสวนราชการ นายกรัฐมนตรีรักษาการตามพระราชกฤษฎีกานี้ การบริหารกิจการบานเมืองที่ดี การบริหารกิจการบานเมืองที่ดี ไดแกการบริหารราชการเพื่อบรรลุเปาหมายดังตอไปนี้ (1) เกิดประโยชนสุขของประชาชน (2) เกิดผลสัมฤทธิ์ตอภารกิจของรัฐ (3) มีประสิทธิภาพและเกิดความคุมคาในเชิงภารกิจของรัฐ (4) ไมมีขั้นตอนการปฏิบัติงานเกินความจําเปน (5) มีการปรับปรุงภารกิจของสวนราชการใหทันตอสถานการณ (6) ประชาชนไดรับการอํานวยความสะดวกและไดรับการตอบสนองความตองการ (7) มีการประเมินผลการปฏิบัติราชการอยางสม่ําเสมอ การบริหารราชการเพื่อใหเกิดประโยชนสุขของประชาชน การบริหารราชการเพื่อประโยชนสุขของประชาชน หมายถึง การปฏิบัติราชการที่ มีเปาหมายเพื่อใหเกิดความผาสุกและความเปนอยูที่ดีของประชาชน ความสงบและปลอดภัยของ สังคมสวนรวม ตลอดจนประโยชนสูงสุดของประเทศ ในการบริหารราชการเพื่อประโยชนสุขของประชาชน สวนราชการจะตองดําเนินการ โดยถือวาประชาชนเปนศูนยกลางที่จะไดรับการบริการจากรัฐ และจะตองมีแนวทางการบริหาร ราชการดังตอไปนี้
  14. 14. 14 (1) การกําหนดภารกิจของรัฐและสวนราชการตองเปนไปเพื่อวัตถุประสงคและสอดคลอง กับแนวนโยบายแหงรัฐและนโยบายของคณะรัฐมนตรีที่แถลงตอรัฐสภา (2) การปฏิบัติภารกิจของสวนราชการตองเปนไปโดยซื่อสัตยสุจริต สามารถตรวจสอบ ไดและมุงใหเกิดประโยชนสุขแกประชาชนทั้งในระดับประเทศและทองถิ่น (3) กอนเริ่มดําเนินการ ตองวิเคราะหผลดีและผลเสียใหครบถวนทุกดาน กําหนด ขั้นตอนการดําเนินการที่โปรงใส มีกลไกตรวจสอบ (4) รับฟงความคิดเห็นและความพึงพอใจของสังคมโดยรวมและประชาชนผูรับบริการ เพื่อปรับปรุงหรือเสนอแนะตอผูบังคับบัญชา (5) ในกรณีที่เกิดปญหาและอุปสรรคจากการดําเนินการ ใหรีบแกไขปญหาและอุปสรรคนั้น โดยเร็ว การบริหารราชการเพื่อใหเกิดผลสัมฤทธิ์ตอภารกิจของรัฐ การบริหารราชการเพื่อใหเกิดผลสัมฤทธิ์ตอภารกิจของรัฐ ใหสวนราชการปฏิบัติดังตอไปนี้ (1) จัดทําแผนปฏิบัติราชการไวเปนการลวงหนา (2) การกําหนดแผนปฏิบัติราชการของสวนราชการ ตองมีรายละเอียดของขั้นตอน ระยะเวลาและงบประมาณที่จะตองใชในการดําเนินการของแตละขั้นตอน เปาหมายของภารกิจ ผลสัมฤทธิ์ของภารกิจ และตัวชี้วัดความสําเร็จของภารกิจ (3) มีการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติตามแผนปฏิบัติราชการตามหลักเกณฑและ วิธีการที่สวนราชการกําหนดขึ้น (4) ในกรณีที่การปฏิบัติภารกิจ หรือการปฏิบัติตามแผนปฏิบัติราชการเกิดผลกระทบตอ ประชาชน ใหเปนหนาที่ของสวนราชการที่จะตองดําเนินการแกไขหรือบรรเทาผลกระทบนั้น หรือ เปลี่ยนแผนปฏิบัติราชการใหเหมาะสม สวนราชการมีหนาที่พัฒนาความรูในสวนราชการ เพื่อใหมีลักษณะเปนองคการแหง การเรียนรูอยางสม่ําเสมอ โดยตองรับรูขอมูลขาวสารและสามารถประมวลผลความรูในดานตางๆ เพื่อนํามาประยุกตใชในการปฏิบัติราชการไดอยางถูกตอง รวดเร็วและเหมาะสมกับสถานการณ รวมทั้งตองสงเสริมและพัฒนาความรูความสามารถ สรางวิสัยทัศนและปรับเปลี่ยนทัศนคติของ ขาราชการในสังกัดใหเปนบุคลากรที่มีประสิทธิภาพและมีการเรียนรูรวมกัน ทั้งนี้เพื่อประโยชนใน การปฏิบัติราชการของสวนราชการใหสอดคลองกับการบริหารราชการใหเกิดผลสัมฤทธิ์ตามพระ ราชกฤษฎีกานี้
  15. 15. 15 เพื่อประโยชนในการปฏิบัติราชการใหเกิดผลสัมฤทธิ์ ก.พ.ร. อาจเสนอตอคณะรัฐมนตรี เพื่อกําหนดมาตรการกํากับการปฏิบัติราชการ โดยวิธีการจัดทําความตกลงเปนลายลักษณอักษร หรือโดยวิธีการอื่นใด เพื่อแสดงความรับผิดชอบในการปฏิบัติราชการ ใหสวนราชการจัดทําแผนปฏิบัติราชการของสวนราชการนั้น โดยจัดทําเปนแผนสี่ป ซึ่งจะตองสอดคลองกับแผนการบริหารราชการแผนดิน ในแตละปงบประมาณ ใหสวนราชการจัดทําแผนปฏิบัติราชการประจําปโดยใหระบุ สาระสําคัญเกี่ยวกับนโยบายการปฏิบัติราชการของสวนราชการ เปาหมายและผลสัมฤทธิ์ ของงานรวมทั้ ง ประมาณการรายได แ ละรายจ า ยและทรั พ ยากรอื่ น ที่ จ ะต อ งใชเ สนอต อ รัฐมนตรีเพื่อใหความเห็นชอบ และเมื่อรัฐมนตรีใหความเห็นชอบแผนปฏิบัติราชการของสวน ราชการใด การบริหารราชการอยางมีประสิทธิภาพและเกิดความคุมคาในเชิงภารกิจ ของรัฐ เพื่อใหการปฏิบัติราชการภายในสวนราชการเปนไปอยางมีประสิทธิภาพใหสวน ราชการกําหนดเปาหมาย แผนการทํางาน ระยะเวลาแลวเสร็จของงานหรือโครงการ และ งบประมาณที่จะตองใชในแตละงานหรือโครงการ และตองเผยแพรใหขาราชการและประชาชน ทราบทั่วกันดวย ให ส ว นราชการจั ด ทํ า บั ญ ชี ต น ทุ น ในงานบริ ก ารสาธารณะแต ล ะประเภทขึ้ น ตาม หลักเกณฑและวิธีการที่กรมบัญชีกลางกําหนด ให สํ า นั ก งานคณะกรรมการพั ฒ นาการเศรษฐกิ จ และสั ง คมแห ง ชาติ แ ละสํ า นั ก งบประมาณรวมกันจัดใหมีการประเมินความคุมคาในการปฏิบัติภารกิจของรัฐที่สวนราชการ ดําเนินการอยู เพื่อรายงานคณะรัฐมนตรีสําหรับเปนแนวทางในการพิจารณาวาภารกิจใด สมควร จะไดดําเนินการตอไปหรือยุบเลิก และเพื่อประโยชนในการจัดตั้งงบประมาณของสวนราชการในป ตอไป ทั้งนี้ตามระยะเวลาที่คณะรัฐมนตรีกําหนด ในการจัดซื้อหรือจัดจาง ใหสวนราชการดําเนินการโดยเปดเผยและเที่ยงธรรม โดย พิจารณาถึงประโยชนและผลเสียทางสังคม ภาระตอประชาชน คุณภาพ วัตถุประสงค ที่จะใช ราคา และประโยชนระยะยาวของสวนราชการที่จะไดรับประกอบกัน ในกรณีที่วัตถุประสงคในการใชเปนเหตุใหตองคํานึงถึงคุณภาพและการดูแลรักษา เปนสําคัญ ใหสามารถกระทําไดโดยไมตองถือราคาต่ําสุดในการเสนอซื้อหรือจางเสมอไป
  16. 16. 16 การบริหารจัดการภายในองคกร องคการ (Organization) มีความสัมพันธเกี่ยวของกับการบริหาร (Administration) อยางลึกซึ้ง นักวิชาการสมัยกอนมักศึกษาการบริหารในลักษณะของกระบวนการ (Process) และจัดองคการใหอยูในสวนหนึ่งหรือขั้นตอนหนึ่งของกระบวนการบริหาร นักวิชาการสมัยใหมบางกลุมพิจารณาองคการกวางยิ่งขึ้นและใหความสําคัญแก องคการมากขึ้นกวาแตกอน โดยถือวาองคการเปนโครงสรางหลักของการบริหารและเปน ปจจัยหลักที่จะทําใหการบริหารดําเนินไปตามเปาหมาย ซึ่งในทัศนะนี้การบริหารและ องคการจะตองศึกษาควบคูกันไปในลักษณะของระบบ (A Systems Approach) โดยถือวา องคการและการบริหารเปนระบบของความสัมพันธระหวางระบบยอย ๆ ภายในรวมตัวกัน เปนระบบที่มีวัตถุประสงคเฉพาะหนึ่ง ๆ ซึ่งกอนที่เราจะไดศึกษาในรายละเอียดก็ควรจะไดทํา ความเขาใจถึงความหมายของการบริหารและองคการใหเขาใจอยางถองแทเสียกอน ความหมายขององคการและการบริหาร ความหมายของการบริหาร นักวิชาการไดใหคํานิยามของคําวา "การ บริหารหรือการจัดการ" (Administration or Management) ไวคลายคลึงกัน เชน Ernest Dale กลาววา "การบริหารเปนการจัดการโดยมนุษย เปนการ ตัดสินใจ และเปนกระบวนการของการรวบรวมและแจกแจงทรัพยากรเพื่อที่จะใหบรรลุ วัตถุประสงคที่ไดตั้งเอาไว Kast และ Rosenzweing กลาววา "การบริหารเปนการรวมมือและ ประสานงานกันระหวางมนุษยและทรัพยากรทางวัตถุอื่น ๆ เพื่อใหบรรลุวัตถุประสงคที่ไดตั้ง เอาไว" และพวกเขายังเสนออีกวา "ปจจัยพื้นฐานในการบริหาร" จะตองมีอยางนอย 4 ประการ คือ 1. วัตถุประสงคที่ตั้งเอาไว 2. มนุษยที่พรอมจะปฏิบัติงาน 3. เทคโนโลยีในการดําเนินการ 4. องคการที่จะดําเนินการ
  17. 17. 17 ศัพทที่สําคัญเกี่ยวกับกิจกรรมของการบริหาร นโยบาย (Policy) หมายถึง แนวทางเบื้องตนที่จะใชในการบริหารงานเพื่อใหบรรลุ วัตถุประสงค การวางแผน (Planning) หมายถึง การคิดหาวิธีการที่จะใชในการบริหารเปนเรื่องที่ เกี่ยวกับรายละเอียดของงานที่จะทําในอนาคต การจัดรูปงาน (Organization) หรือการจัดโครงสรางขององคการ หมายถึง การ กําหนดความสัมพันธระหวางองคประกอบตาง ๆ ในเชิงกายภาพขององคการ การบรรจุบุคคลเขาทํางาน (Staffing) หมายถึง การสรรหา คัดเลือก และบรรจุ แตงตั้งบุคคลทํางานในตําแหนงตาง ๆ ขององคการ การสั่งการ (Directing) หมายถึง การใชอํานาจและอิทธิพลของผูบริหารในการชัก จูงใหผูปฏิบัติงานทํางานตามที่ไดมอบหมาย ตามตําแหนงและอํานาจหนาที่ในแตละสายงาน การประสานงาน (Coordinating) หมายถึง การสรางความรวมมือรวมใจระหวาง ผูปฏิบัติงานทั้งหลายภายในองคการ เพื่อใหการทํางานดําเนินไปตามเปาหมายและบรรลุ วัตถุประสงค การจัดทํารายงาน (Reporting) เปนการแสดงขอเท็จจริงใหเห็นถึงรายละเอียด ของงานที่ทําไปทําใหผูบริหารทราบถึงผลงาน ความกาวหนาของงาน และอุปสรรคที่เกิดขึ้น การจัดทํางบประมาณ (Budgeting) เปนการแสดงใหเห็นถึงรายละเอียดของการ ใชจายในรูปของบัญชีการเงินขององคการ ทั้งนี้เพื่อชี้ใหเห็นถึงประสิทธิภาพการใชเงิน อํานาจหนาที่ (Authority) เปนอํานาจที่มาจากตําแหนงที่กําหนดไวในองคการ เปนอํานาจที่มีลักษณะเปนทางการ มีการกําหนดไวในลักษณะเปนที่ รับ รูข อง ผูใตบังคับบัญชา การควบคุม (Controlling) หมายถึง การตรวจสอบและบังคับใหกิจกรรมตาง ๆ ใน การบริหารดําเนินไปตามแผนงานที่ไดวางไว การประเมินผล (Evaluation) หมายถึง การตรวจสอบเปรียบเทียบผลงานที่ทํา สําเร็จแลว เพื่อเปรียบเทียบกับแผนงานและวัตถุประสงค การศึกษาเกี่ยวกับลักษณะของผูปฏิบัติงานในองคการ (Concepts of Line and Staff) นักทฤษฎีการบริหารแบงประเภทของผูปฏิบัติงานออกเปน 2 ประเภท คือ
  18. 18. 18 1. พนักงานปฏิบัติการ (Line Officer) คือ พนักงานที่มีอํานาจหนาที่ในการสั่ง การ บังคับบัญชา และปฏิบัติหนาที่ตามวัตถุประสงคขององคการ รวมทั้งจะตองมีตําแหนง อยูในสายการบังคับบัญชาขององคการและรับคําสั่งตามลําดับชั้นจากผูบังคับบัญชาสูงสุดไป ยังผูปฏิบัติงานระดับต่ําสุด 2. พนักงานที่ปรึกษา (Staff Officer) คือ พนักงานที่คอยชวยเหลือพนักงาน ปฏิบัติการใหทํางานไดมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เปนผูที่คอยคนควาและรวบรวมขอมูล รวมทั้งรวบรวมปจจัยที่จําเปนในการบริหาร เชน ทรัพยากรที่จําเปน บุคลากรที่ตองใชใน การทํางาน เพื่อปอนใหกับพนักงานปฏิบัติการ นอกจากนี้พนักงานที่ปรึกษาจะเปนเพียง ผูใหคําแนะนํา ใหขอมูล และคอยชวยเหลือเทานั้น แตจะไมมีอํานาจหนาที่ในการสั่งการและ ตัดสินใจใด ๆ ที่เกี่ยวกับวัตถุประสงคในการดําเนินงานขององคการ สรุปก็คือ พวกนักทฤษฎีการบริหารเชื่อวา พนักงานที่ปรึกษาเปนสิ่งจําเปนใน องคการขนาดใหญหรือในหนวยงานที่ซับซอน และการมีหนักงานที่ปรึกษาจํานวนมาก็อาจ กอใหเกิดความขัดแยงในองคการขึ้นได องคประกอบในการจัดองคการและการจัดการ ความหมายและลักษณะของการจัดองคการ คําวา "องคการ" นั้น ในภาษาอังกฤษจะใชคําวา Organization และ "การจัด องคการ" ใชคําวา Organizing ซึ่งการแปลดังกลาวเปนการแปลตรงตามศัพท หากแตใน บางครั้งคําวา "องคการ" (Organization) อาจจะใชในความหมายที่กวางกวานั้น Chester I. Barnard กลาววา "องคการคือระบบของการรวมมือกันประกอบ กิจการของมนุษย" (An organization is a system of cooperative human activites) Herbert G. Hicks กลาววา "องคการคือโครงสรางของกระบวนการซึ่งไดจัด ขึ้นสําหรับใหบุคคลฝายตาง ๆ ไดปฏิบัติงานรวมกัน ทั้งนี้เพื่อใหบรรลุถึงวัตถุประสงคที่ตั้ง ไว" (An organization is a structured proces is which persons interact for objectives) สมพงษ เกษมสิน กลาวา "องคการคือกลุมบุคคลกลุมหนึ่งซึ่งรวมกัน ดําเนินการรวมมือกันอยางมีระเบียบ เพื่อใหงานบรรลุวัตถุประสงคที่กําหนดขึ้น" สรุปก็คือ เราอาจพิจารณาลักษณะขององคการไดวา องคการเปนการ รวมกลุมของบุคคลอยางมีแบบแผน, องคการมีความตองการหรือมีวัตถุประสงครวมกันของ
  19. 19. 19 แนวขอสอบ ระเบียบขาราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 14. 15. 16. "ก.พ.ค." มีชื่อเต็มวาอะไร ก. กรรมการพิทักษคุณธรรม ข. คณะกรรมการพิทักษระบบคุณธรรม ค. คณะกรรมการพิทักษคุณธรรม ง. กรรมการพิทักษระบบคุณธรรม ตอบ ข. คณะกรรมการพิทักษระบบคุณธรรม คณะกรรมการพิทักษระบบคุณธรรมคณะหนึ่ง เรียกโดยยอวา “ก.พ.ค.” (พรบ.ระเบียบขาราชการพลเรือน พ.ศ.2551 มาตรา 24) ขอใดกลาวไมถูกตอง เกี่ยวกับ ก.พ.ค. ก. ประกอบดวยกรรมการจํานวนหาคน ข. กรรมการ ก.พ.ค. ตองทํางานเต็มเวลา ค. เลขาธิการ ก.พ. เปนเลขานุการของ ก.พ.ค. ง. กรรมการ ก.พ.ค. ตองมีอายุไมต่ํากวา 45 ป ตอบ ก. ประกอบดวยกรรมการจํานวนหาคน “ก.พ.ค.” ประกอบดวยกรรมการจํานวนเจ็ดคนซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกลา ฯ แตงตั้งตามมาตรา 26 กรรมการ ก.พ.ค. ตองทํางานเต็มเวลา ใหเลขาธิการ ก.พ. เปน เลขานุการของ ก.พ.ค. (พรบ.ระเบียบขาราชการพลเรือน พ.ศ.2551 มาตรา 24) คณะกรรมการคัดเลือกกรรมการ พ.พ.ค. ประกอบดวยบุคคลใดเปนประธาน ก. อัยการพิเศษ ข. ผูพิพากษาศาลอุทธรณ ค. ประธานศาลปกครองสูงสุด ง. นายกรัฐมนตรี ตอบ ค. ประธานศาลปกครองสูงสุด คณะกรรมการคัดเลือกกรรมการ ก.พ.ค. ประกอบดวยประธาน ศาลปกครอง สูงสุด เปนประธาน รองประธานศาลฎีกาที่ไดรับมอบหมายจากประธานศาลฎีกาหนึ่งคน กรรมการ ก.พ. ผูทรงคุณวุฒิหนึ่งคนซึ่งไดรับเลือกโดย ก.พ. และใหเลขาธิการ ก.พ. เปน กรรมการ และเลขานุการ (พรบ.ระเบียบขาราชการพลเรือน พ.ศ.2551 มาตรา 26)
  20. 20. 20 17. กรรมการ ก.พ.ค. พนจากตําแหนงเมื่ออายุครบกี่ป ก. 55 ปบริบูรณ ข. 60 ปบริบูรณ ค. 65 ปบริบูรณ ง. 70 ปบริบูรณ ตอบ ง. 70 ปบริบูรณ นอกจากการพนจากตําแหนงตามวาระ กรรมการ ก.พ.ค. พนจากตําแหนงเมื่อ (1) ตาย (2) ลาออก (3) มีอายุครบเจ็ดสิบปบริบูรณ (พรบ.ระเบียบขาราชการพลเรือน พ.ศ.2551 มาตรา 30) 18. การจัดระเบียบขาราชการพลเรือนตองเปนไปเพื่อผลสัมฤทธิ์ตอภารกิจของรัฐ โดยให ขาราชการปฏิบัติราชการอยางไร ก. มีประสิทธิภาพ และคุมคา ข. มีคุณภาพและมีประสิทธิภาพ ค. มีคุณภาพ คุณธรรมและมีคุณภาพชีวิตที่ดี ง. มีประสิทธิภาพ และมีคุณธรรม ตอบ ค. มีคุณภาพ คุณธรรมและมีคุณภาพชีวิตที่ดี การจัดระเบียบขาราชการพลเรือนตองเปนไปเพื่อผลสัมฤทธิ์ตอภารกิจของรัฐ ความมีประสิทธิภาพ และความคุมคา โดยใหขาราชการปฏิบัติราชการอยางมีคุณภาพ คุณธรรม และ มีคุณภาพชีวิตที่ดี (พรบ.ระเบียบขาราชการพลเรือน พ.ศ.2551 มาตรา 34) 19. ขาราชการพลเรือน มีกี่ประเภท ก. 2 ประเภท ข. 3 ประเภท ค. 4 ประเภท ง. 5 ประเภท ตอบ ก. 2 ประเภท ขาราชการพลเรือนมี 2 ประเภท (พรบ.ระเบียบขาราชการพลเรือน พ.ศ.2551 มาตรา 35) 20. ขาราชการพลเรือนซึ่งรับราชการโดยไดรับการบรรจุแตงตั้ง ตามที่บัญญัติไวในลักษณะ 4 ของขาราชการพลเรือนสามัญเรียกวา ก. ขาราชการพลเรือน ข. ขาราชการพลเรือนสามัญ
  21. 21. 21 แนวขอสอบ ระเบียบฯ งานสารบรรณ พ.ศ. 2526 แกไขเพิมเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2548 ่ 32. ในกรณีที่ตองการใหหนังสือสงถึงมือผูรับภายในเวลาที่กําหนดใหระบุคําใดลงไป แลวลง วัน/เดือน/ปและกําหนดเวลากํากับ ก. ดวนภายใน ข. ดวนวันที่ ค. ดวนกําหนด ง. ดวนถึง ตอบ ก. ดวนภายใน ในกรณีที่ตองการใหหนังสือสงถึงผูรับภายในเวลาที่กําหนด ใหระบุคําวา ดวน ภายใน แลวลงวันเดือน ป และกําหนดเวลาที่ตองการใหหนังสือนั้นไปถึงผูรับกับให เจาหนาที่สงถึงผูรับซึ่งระบุบนหนาซองภายในเวลาที่กําหนด (ขอ 28 ระเบียบฯ งานสาร บรรณ) 33. สําเนาหนังสือที่มีคํารับรองวาสําเนาถูกตอง ตองใหเจาหนาที่ตั้งแตระดับใดซึ่งเปนเจาของ เรื่องลงลายมือชื่อรับรอง ก. ระดับ 2 ข. ระดับ 3 ค. ระดับ 4 ง. ระดับ 5 ตอบ ก. ระดับ 2 สําเนาหนังสือใหมีคํารับรองวา สําเนาถูกตอง โดยใหเจาหนาที่ตั้งแตระดับ 2 หรือ เทียบเทาขึ้นไป ซึ่งเปนเจาของเรื่องลงลายมือชื่อรับรอง พรอมทั้งลงชื่อตัวบรรจง และ ตําแหนงที่ชอบลางของหนังสือ 34. ขอใดกลาวไมถูกตอง ก. หนังสือเวียนใหเพิ่มรหัสพยัญชนะ ว หนาเลขทะเบียนหนังสือสง ข. หนังสือตางประเทศใหใชกระดาษตราครุฑ ค. หนังสืออื่นๆ ที่มิใชภาษาอังกฤษใหใชกระดาษบันทึก ง. สรรพนามที่ใชในหนังสือใหใชตามฐานะแหงความสัมพันธระหวางเจาของหนังสือและ ผูรับหนังสือ ตอบ ค. หนังสืออื่นๆ ที่มิใชภาษาอังกฤษใหใชกระดาษบันทึก หนังสือเวียน คือ หนังสือที่มีถึงผูรับเปนจํานวนมาก มีใจความอยางเดียวกัน ให เพิ่มรหัสตัวพยัญชนะ ว หนาเลขทะเบียนหนังสือสง
  22. 22. 22 สรรพนามที่ใชในหนังสือ ใหใชตามฐานะแหงความสัมพันธระหวางเจาของหนังสือ และผูรับหนังสือตามภายผนวก 2 หนังสือภาษาตางประเทศ ใหใชกระดาษตราครุฑ (ขอ 32-34 ระเบียบฯ งานสารบรรณ) 35. ขอใดมิใชการเก็บรักษาหนังสือ ก. การเก็บระหวางปฏิบัติ ข. การเก็บเมื่อปฏิบัติเสร็จแลว ค. การเก็บไวเพื่อใชในการตรวจสอบ ง. การเก็บเพื่อใชในการแกไข ตอบ ง. การเก็บเพื่อใชในการแกไข การเก็บหนังสือแบงออกเปน การเก็บระหวางปฏิบัติ การเก็บเมื่อปฏิบัติเสร็จแลว และการเก็บไวเพื่อใชในการตรวจสอบ (ขอ 52 ระเบียบฯ งานสารบรรณ) 36. ในการเก็บหนังสือระหวางปฏิบัตินั้น ใหกําหนดวิธีการเก็บตามลักษณะใด ก. ความเหมาสะสมตามประเภทงาน ข. ความเหมาะสมตามขั้นตอนปฏิบัติงาน ค. ความเหมาะสมตามความสะดวก ง. ความเหมาะสมตามหนวยงาน ตอบ ข. ความเหมาะสมตามขั้นตอนปฏิบัติงาน การเก็บระหวางปฏิบัติ คือ การเก็บหนังสือที่ปฏิบัติยังไมเสร็จใหอยูในความ รับผิดชอบของเจาของเรื่องโดยใหกําหนดวิธีการเก็บใหเหมาะสมตามขั้นตอนของการ ปฏิบัติงาน (ขอ 53 ระเบียบฯ งานสารบรรณ) 37. อายุการเก็บหนังสือ โดยปกติมีระยะเวลาในการเก็บไมนอยกวากี่ป ก. 5 ป ข. 7 ป ค. 10 ป ง. 20 ป ตอบ ค. 10 ป อายุการเก็บหนังสือ โดยปกติใหเก็บไวไมนอยกวา 10 ป (ขอ 57 ระเบียบฯ งาน สารบรรณ) 38. หนังสือเก็บรักษาเปนความลับใหปฏิบัติตามกฎหมายใด ก. ระเบียบวาดวยการรักษาความปลอดภัยแหงชาติ ข. กฎหมายของกองจดหมายเหตุแหงชาติ ค. กฎหมายของกระทรวงการคลัง ง. ระเบียบฯ วาดวยการรักษาความลับของทางราชการ
  23. 23. 23 แนวขอสอบระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีวาดวยพนักงาน ราชการ พ.ศ.2547 7.พนักงานราชการมีกี่ประเภท ก. 1 ประเภท ข. 2 ประเภท ค. 3 ประเภท ง. 4 ประเภท ตอบ ข. 2 ประเภท พนักงานราชการมีสองประเภท (ระเบียบฯ ขอ 6) 8.พนักงานราชการที่ปฏิบัติงานในลักษณะทีตองใชความรูหรือความเชี่ยวชาญสูงมากเปน ่ พิเศษหมายถึงผูใด ก. พนักงานราชการ ข. พนักงานราชการทั่วไป ค. พนักงานราชการพิเศษ ง. พนักงานราชการเชี่ยวชาญ ตอบ ค. พนักงานราชการพิเศษ พนักงานราชการพิเศษ ไดแก พนักงานราชการซึ่งปฏิบัตงานในลักษณะที่ตองใช ิ ความรูหรือความเชี่ยวชาญสูงมากเปนพิเศษเพือปฏิบติงานในเรื่องที่มีความสําคัญและจําเปน ่ ั เฉพาะเรื่องของสวนราชการ หรือมีความจําเปนตองใชบคคลในลักษณะดังกลาว (ระเบียบฯ ุ ขอ 6 (2)) 9.ในการกําหนดตําแหนงของพนักงานราชการจะจําแนกเปนกลุมงานโดยพิจารณาจากสิ่งใด ก. ลักษณะงานและผลผลิตของงาน ข. ลักษณะงานและคุณภาพของงาน ค. ประเภทและผลผลิตของงาน ง. ประเภทและคุณภาพของงาน ตอบ ก. ลักษณะงานและผลผลิตของงาน ในการกําหนดตําแหนงของพนักงานราชการ ใหกําหนดตําแหนงโดยจําแนกเปนกลุม งานตามลักษณะงานและผลผลิตของงาน (ระเบียบฯ ขอ 7) (1) กลุมงานบริการ (2) กลุมงานเทคนิค (3) กลุมงานบริหารทั่วไป
  24. 24. 24 (4) กลุมงานวิชาชีพเฉพาะ (5) กลุมงานเชี่ยวชาญเฉพาะ (6) กลุมงานเชี่ยวชาญพิเศษ 10.ตําแหนงของพนักงานราชการมีกี่กลุม ก. 4 กลุม ค. 6 กลุม ตอบ ค. 6 กลุม คําอธิบายดังขอขางตน 11.ขอใดไมใชกลุมงานของพนักงานราชการ ก. กลุมงานบริการ ค. กลุมงานบริหาร ตอบ ค. กลุมงานบริหาร คําอธิบายดังขอขางตน ข. 5 กลุม ง. 7 กลุม ข. กลุมงานเทคนิค ง. กลุมงานเชี่ยวชาญพิเศษ 12.ในการกําหนดตําแหนงของกลุมงานและกําหนดลักษณะงานใหเปนไปตามประเภทของ ใคร ก. อธิบดี ข. ปลัดทบวง ค. ปลัดกระทรวง ง. คณะกรรมการบริหารพนักงานราชการ ตอบ ง. คณะกรรมการบริหารพนักงานราชการ การกําหนดใหพนักงานราชการประเภทใดมีตําแหนงในกลุมงานใด และการกําหนด ลักษณะงานและคุณสมบัติเฉพาะของกลุมงาน ใหเปนไปตามประกาศของคณะกรรมการ (ระเบียบฯ ขอ 7) 13.กรอบอัตรากําลังพนักงานราชการมีระยะเวลากี่ป ก. 2 ป ข. 3 ป ค. 4 ป ง. 5 ป ตอบ ค. 4 ป
  25. 25. 25 แนวขอสอบ พระราชกฤษฎีกาวาดวยหลักเกณฑและ วิธีการบริหารกิจการบานเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 8. ขอใดคือการบริหารกิจการบานเมืองที่ดี ก. เกิดประโยชนสุขของประชาชน ข. เกิดผลสัมฤทธิตอภารกิจของรัฐ ์ ค. มีประสิทธิภาพและเกิดความคุมคา ง. ถูกทุกขอ ตอบ ง. ถูกทุกขอ การบริ ห ารกิ จ การบ า นเมื อ งที่ ดี ได แ ก การบริ ห ารราชการเพื่ อ บรรลุ เ ป า หมาย ดังตอไปนี้ (1) เกิดประโยชนสุขของประชาชน (2) เกิดผลสัมฤทธิ์ตอภารกิจของรัฐ (3) มีประสิทธิภาพและเกิดความคุมคาในเชิงภารกิจของรัฐ  (4) ไมมีขั้นตอนการปฏิบัติงานเกินความจําเปน (5) มีการปรับปรุงภารกิจของสวนราชการใหทันตอสถานการณ (6) ประชาชนไดรับการอํานวยความสะดวกและไดรับการตอบสนองความ ตองการ (7) มีการประเมินผลการปฏิบัติราชการอยางสม่ําเสมอ 9. หมวด 2 ในพระราชกฤษฎีกาวาดวยหลักเกณฑและวิธีการบริหารกิจการบานเมืองที่ดี พ.ศ.2546 นันมีเนื้อหาสาระเกี่ยวกับเรื่องใด ้ ่ ก. การรบริหารกิจการบานเมืองทีดี ข. การบริหารราชการเพื่อใหเกิดประโยชนสุขของประชาชน ค. การบริหารราชการเพื่อใหเกิดผลสัมฤทธิ์ตอภารกิจของรัฐ  ง. คณะกรรมการบริหารกิจการบานเมืองที่ดี ตอบ ข. การบริหารราชการเพื่อใหเกิดประโยชนสุขของประชาชน หมวด 2 การบริหารราชการเพื่อใหเกิดประโยชนสุขของประชาชน 10.การบริหารราชการเพื่อประโยชนสุขของประชาชน หมายถึงการปฏิบัติราชการที่มี เปาหมายเพื่อสิ่งใด

×