Successfully reported this slideshow.
We use your LinkedIn profile and activity data to personalize ads and to show you more relevant ads. You can change your ad preferences anytime.

การเปลี่ยนแปลงพลังงานและการเกิดปฏิกิริยาเคมี

34,308 views

Published on

การเปลี่ยนแปลงพลังงานและการเกิดปฏิกิริยาเคมี วิทยาศาสตร์ 4 ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยครูเสกสรรค์ สุวรรณสุข

Published in: Education

การเปลี่ยนแปลงพลังงานและการเกิดปฏิกิริยาเคมี

  1. 1. www.themegallery.com LOGO การเปลี่ยนแปลงพลังงาน และการเกิดปฏิกิริยาเคมี วิทยาศาสตร์ ม.2 ครูเสกสรรค์ สุวรรณสุข www.kruseksan.com
  2. 2. จุดประสงค์การเรียนรู้ ทดลองและอธิบายการเกิดปฏิกิริยาเคมี และยกตัวอย่าง ปฏิกิริยาเคมีในชีวิตประจาวัน เขียนสมการเคมีในรูปประโยคสัญลักษณ์และอธิบาย ปฏิกิริยาเคมีระหว่างโลหะกับออกซิเจน โลหะกับน้า กรดกับเบส กรดกับสารประกอบคาร์บอเนต ทดลองและอธิบายความสัมพันธ์ของมวล พลังงานและ การเกิดปฏิกิริยาเคมี ทดลองและอธิบายปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดปฏิกิริยาเคมี สืบค้นข้อมูลและอภิปรายเกี่ยวกับสารเคมีและปฏิกิริยาเคมี ที่มีผลต่อสิ่งแวดล้อม การใช้สารเคมีอย่างถูกต้อง ปลอดภัย นักเรียน สามารถ
  3. 3. Concept Maps ระบบกับการเปลี่ยนแปลง การใช้สารเคมีได้อย่าง ถูกต้องและปลอดภัย พลังงานกับ การเกิดปฏิกิริยาเคมี แผนผังความคิด (Concept Maps)
  4. 4. การเกิดปฏิกิริยาเคมีเป็นการเปลี่ยนแปลงของสาร แล้วได้สารใหม่ ในกระบวนการเปลี่ยนแปลงนี้อาจสังเกตเป็น ปรากฏการณ์ใดปรากฏการณ์หนึ่งหรือหลายๆ ปรากฏการณ์ ประกอบกัน เช่น การเกิดฟองแก๊ส การเปลี่ยนแปลงสี การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ การเกิดตะกอน เป็นต้น การเกิดปฏิกิริยาของสาร มวลของสารตั้งต้นที่เข้าทา ปฏิกิริยาจะเท่ากับมวลของสารผลิตภัณฑ์ที่เกิดขึ้นใน ปฏิกิริยา แต่ละปฏิกิริยาจะมีพลังงานเข้ามาเกี่ยวข้องเสมอ Introduction
  5. 5. เมื่อปฏิกิริยาเคมีเกิดขึ้น ความร้อนที่ปฏิกิริยาเคมีให้ ออกมาอาจมากกว่าความร้อนที่ปฏิกิริยาได้รับ เรียกปฏิกิริยา ประเภทนี้ว่า ปฏิกิริยาคลายความร้อน Introduction
  6. 6. หากความร้อนที่ปฏิกิริยาเคมีให้ออกมามีค่าน้อยกว่า ความร้อนที่ปฏิกิริยาได้รับ จะเรียกปฏิกิริยาประเภทนี้ว่า ปฏิกิริยาดูดความร้อน Introduction
  7. 7. ระบบ (System) หมายถึง สิ่งที่ต้องการศึกษาสมบัติ และการเปลี่ยนแปลง 1. ระบบกับการเปลี่ยนแปลง สิ่งแวดล้อม (environment) ระบบกับสิ่งแวดล้อม ในการศึกษาการเปลี่ยนแปลงใดๆ ก็ตามจาเป็นต้องกาหนด ของสิ่งที่ต้องการศึกษา เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการศึกษานั้น สภาวะระบบ อุณหภูมิ อุปกรณ์
  8. 8. 1.ระบบกับการเปลี่ยนแปลง ระบบกับสิ่งแวดล้อม สิ่งแวดล้อม (Environment) หมายถึง สิ่งต่างๆ ที่อยู่นอก ขอบเขตที่ต้องการศึกษา เช่น การศึกษาการละลายของ น้าตาลในน้า
  9. 9. 1.1 การเปลี่ยนแปลงพลังงานของระบบ ระบบกับสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงประเภทคายความร้อน (Exothermic System) หมายถึง ระบบที่เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงแล้ว ระบบจะถ่ายเทความร้อน ให้กับสิ่งแวดล้อม ทาให้สิ่งแวดล้อมมีอุณหภูมิสูงขึ้น และระบบมีอุณหภูมิ ต่าลง เช่น การเผาไหม้ การเยือกแข็ง ฯลฯ 1. การเปลี่ยนแปลงประเภทคายความร้อน เขียนเป็นสมการได้ : A + B C + D + Energy
  10. 10. 1.1 การเปลี่ยนแปลงพลังงานของระบบ ระบบกับสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงประเภทดูดความร้อน (Endothermic System) หมายถึง ระบบที่เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงแล้ว สิ่งแวดล้อมจะถ่ายเท ความร้อนให้แก่ระบบ ทาให้สิ่งแวดล้อมมีอุณหภูมิต่าลง และระบบมี อุณหภูมิสูงขึ้น เช่น การหลอมเหลว , การละลายบางประเภท ฯลฯ 2. การเปลี่ยนแปลงประเภทดูดความร้อน เขียนเป็นสมการได้ : A + B + Energy C + D
  11. 11. 1.2 ประเภทของระบบ ระบบกับสิ่งแวดล้อม ระบบที่มีการถ่ายเท ทั้งมวลและพลังงานระหว่างระบบกับ สิ่งแวดล้อม เช่น กระบวนการหายใจ , การระเหยของน้า , การสังเคราะห์แสงของพืช , การเผาไหม้ในที่โล่ง ฯลฯ 1. ระบบเปิด (Open system)
  12. 12. 1.2 ประเภทของระบบ ระบบกับสิ่งแวดล้อม ระบบที่ไม่มีการถ่ายเทมวล แต่มีการถ่ายเทพลังงานระหว่างระบบกับ สิ่งแวดล้อม เช่น แก้วน้าที่มีฝาปิด , การละลายของเกลือหรือน้าตาล ปฏิกิริยาที่ไม่มีแก๊สในระบบ , อากาศในลูกโป่ง ฯลฯ 2. ระบบปิด (Close system)
  13. 13. 1.2 ประเภทของระบบ ระบบกับสิ่งแวดล้อม กฎทรงมวล : มวลของสารที่เข้าทาปฏิกิริยา = มวลของสารที่เกิดจากปฏิกิริยา
  14. 14. 1.2 ประเภทของระบบ ระบบกับสิ่งแวดล้อม ระบบที่ไม่มีการถ่ายเท ทั้งมวลและพลังงานระหว่างระบบกับ สิ่งแวดล้อม เช่น กระติกน้าแข็ง , กระบอกสุญญากาศ , จักรวาล ฯลฯ 3. ระบบแยกตัว (Isolated system)
  15. 15. 2. พลังงานกับการเกิดปฏิกิริยาเคมี เมื่อสารทาปฏิกิริยากันจะได้สารใหม่เกิดขึ้น สามารแบ่งประเภท ของการเปลี่ยนแปลงตามทิศทางการถ่ายเทพลังงานได้ 2 ประเภท ดังนี้ 1. ปฏิกิริยาดูดพลังงาน เขียนสมการได้ดังนี้ A + B + Energy C + D 2. ปฏิกิริยาคายพลังงาน เขียนสมการได้ดังนี้ A + B C + D + Energy
  16. 16. 2. พลังงานกับการเกิดปฏิกิริยาเคมี การเกิดปฏิกิริยาของสารนั้น สามารถอธิบายได้ด้วยทฤษฎีการชน (Collision theory) ซึ่งอธิบายการเกิดปฏิกิริยาของสารว่า ปฏิกิริยาเคมี เกิดขึ้นได้เนื่องจาก การชนกันของโมเลกุลของสารตั้งต้น เช่น โมเลกุล A ชนกับโมเลกุล B ซึ่งในความเป็นจริงการชนกันแต่ละครั้งอาจไม่ได้ เกิดปฏิกิริยาทุกครั้ง การที่โมเลกุลชนกันแล้วเกิดปฏิกิริยาได้นั้นต้องมีพลังงานจลน์รวมกัน แล้วอย่างน้อยเท่ากับพลังงานก่อกัมมันต์ (activation energy : Ea) ซึ่ง เป็นพลังงานต่าสุดที่ทาให้เกิดปฏิกิริยาได้ ถ้ามีพลังงานต่ากว่าพลังงานก่อกัมมันต์ โมเลกุลจะไม่มีการเปลี่ยนแปลง หลังการชนกัน โมเลกุลของสารตั้งต้นที่ชนกันแล้วเกิดปฏิกิริยาเคมีนั้นจะ รวมตัวเป็นสารเชิงซ้อนกัมมันต์ (activated complex) ซึ่งจะอยู่ได้เพียง ชั่วขณะแล้วจะกลายเป็นสารผลิตภัณฑ์
  17. 17. 2. พลังงานกับการเกิดปฏิกิริยาเคมี 1.พลังงานเคมี พลังงานเคมี เป็นพลังงานศักย์ที่แฝงอยู่ในโครงสร้างของสาร การเกิดปฏิกิริยาจะมีพลังงานที่เกี่ยวข้อง 2 ขั้นตอน คือ ขั้นที่ 1 ขั้นดูดพลังงานเพื่อสลายพันธะเดิมในสารตั้งต้น ขั้นที่ 2 ขั้นคายพลังงานเมื่อสร้างพันธะใหม่ในผลิตภัณฑ์
  18. 18. 2. พลังงานกับการเกิดปฏิกิริยาเคมี ปฏิกิริยาดูดความร้อน (Endothermic Reaction) ปฏิกิริยาเคมีที่มีการดูด พลังงานเพื่อสลายพันธะของสาร ตั้งต้น มากกว่า พลังงานที่คาย ออกมาเมื่อสร้างพันธะใหม่ โดยปฏิกิริยาดูดความร้อน สารตั้งต้นจะมีพลังงานต่ากว่า ผลิตภัณฑ์
  19. 19. 2. พลังงานกับการเกิดปฏิกิริยาเคมี ปฏิกิริยาดูดความร้อน (Endothermic Reaction) สาหรับสมการแสดงปฏิกิริยาดูดความร้อนสามมารถเขียนได้ 2 แบบ คือ สารตั้งต้น + พลังงาน ผลิตภัณฑ์ หรือ สารตั้งต้น ผลิตภัณฑ์ DE = (+) ผลจากปฏิกิริยาดูดความ คือ สิ่งแวดล้อมจะมีพลังงานลดลง หรืออุณหภูมิลดลง เมื่อนามือ มาสัมผัสจะรู้สึกเย็น
  20. 20. 2. พลังงานกับการเกิดปฏิกิริยาเคมี ปฏิกิริยาคายความร้อน (Exothermic Reaction) ปฏิกิริยาเคมีที่มีการดูด พลังงานเพื่อสลายพันธะของสาร ตั้งต้น น้อยกว่า พลังงานที่คาย ออกมาเมื่อสร้างพันธะใหม่ โดยปฏิกิริยาคายความร้อน สารตั้งต้นจะมีพลังงานสูงกว่า ผลิตภัณฑ์
  21. 21. 2. พลังงานกับการเกิดปฏิกิริยาเคมี ปฏิกิริยาคายความร้อน (Exothermic Reaction) สาหรับสมการแสดงปฏิกิริยาคายความร้อนสามมารถเขียนได้ 2 แบบ คือ สารตั้งต้น ผลิตภัณฑ์+ พลังงาน หรือ สารตั้งต้น ผลิตภัณฑ์ DE = (-) ผลจากปฏิกิริยาคายความ คือ สิ่งแวดล้อมจะมีพลังงานเพิ่มขึ้น หรืออุณหภูมิเพิ่มขึ้น เมื่อนามือ มาสัมผัสจะรู้สึกร้อน
  22. 22. 2. พลังงานกับการเกิดปฏิกิริยาเคมี 2. พลังงานก่อกัมมันต์ (Activation Energy, Ea) พลังงานน้อยที่สุดที่ใช้ในการเกิดปฏิกิริยาเคมี มีค่าเท่ากับ ผลต่างพลังงานของสารเชิมซ้อนกัมมันต์และสารตั้งต้น ก) ปฏิกิริยาประเภทคายความร้อน ข) ปฏิกิริยาประเภทดูดความร้อน
  23. 23. 2. พลังงานกับการเกิดปฏิกิริยาเคมี 2. พลังงานก่อกัมมันต์ (Activation Energy, Ea) ในปฏิกิริยาเคมีที่มีพลังงานก่อกัมมันต์น้อย ปฏิกิริยาจะเกิดได้เร็ว เนื่องจากสารตั้งต้นเปลี่ยนไปเป็นผลิตภัณฑ์ได้ง่าย
  24. 24. 2. พลังงานกับการเกิดปฏิกิริยาเคมี 3. ปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดปฏิกิริยา อัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี (Rate of reaction) หมายถึง ปริมาณการลดลงของสารตั้งต้นหรือปริมาณการเพิ่มขึ้นองผลิตภัณฑ์ ต่อหนึ่งหน่วยเวลา ปฏิกิริยา A + B C + D อัตราการเกิดปฏิกิริยา (R) = ปริมาณสารตั้งต้นที่ลดลง เวลา หรือ อัตราการเกิดปฏิกิริยา (R) = ปริมาณสารผลิตภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้น เวลา
  25. 25. 2. พลังงานกับการเกิดปฏิกิริยาเคมี 3. ปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดปฏิกิริยา 1. ความเข้มข้นของสารตั้งต้น : เมื่อเพิ่มความเข้มข้น จานวนอนุภาคของสารตั้งต้นมากขึ้น ทาให้สารอยู่ใกล้กันมากขึ้น เกิดการชนกันมากขึ้น อัตราของ ปฏิกิริยาสูงขึ้น
  26. 26. 2. พลังงานกับการเกิดปฏิกิริยาเคมี 3. ปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดปฏิกิริยา 2. พื้นที่ผิวของสารที่เขาทาปฏิกิริยา : การเพิ่มพื้นที่ผิวจะทาให้เกิดปฏิกิริยาได้เร็วขึ้น
  27. 27. 2. พลังงานกับการเกิดปฏิกิริยาเคมี 3. ปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดปฏิกิริยา 3. อุณหภูมิ : การเพิ่มอุณหภูมิทาให้อนุภาคเคลื่อนที่ได้เร็วขึ้น อนุภาคชนกันได้มากขึ้น ปฏิกิริยาจึงเกิดเร็วขึ้น
  28. 28. 2. พลังงานกับการเกิดปฏิกิริยาเคมี 3. ปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดปฏิกิริยา 4. ตัวเร่งปฏิกิริยาและตัวหน่วงปฏิกิริยา : ตัวเร่งปฏิกิริยา(Catalyst) คือ สารที่เติมลงไปแล้วทาให้ ปฏิกิริยาเคมีเกิดเร็วขึ้น โดยจะมีส่วนร่วมในปฏิกิริยาเคมีด้วย แต่เมื่อ ปฏิกิริยาเคมีสิ้นสุดลงแล้วจะกลับคืนเป็นสารเดิม
  29. 29. 2. พลังงานกับการเกิดปฏิกิริยาเคมี 3. ปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดปฏิกิริยา 4. ตัวเร่งปฏิกิริยาและตัวหน่วงปฏิกิริยา : ตัวหน่วงปฏิกิริยา(Inhibitor) คือ สารที่เติมลงไปแล้วทาให้ ปฏิกิริยาเกิดช้าลง
  30. 30. 2. พลังงานกับการเกิดปฏิกิริยาเคมี 3. ปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดปฏิกิริยา 5. ธรรมชาติของสารตั้งต้น : สารแต่ละชนิดมีสมบัติต่างกัน เช่น Na ทาปฏิกิริยากับน้าเร็วกว่า Mg Mg ทาปฏิกิริยากับกรด HCl เกิดฟองแก๊สมาก และเร็ว แต่ Zn ทาปฏิกิริยากับกรด HCl เกิดฟองแก๊ซช้า
  31. 31. 2.1 สมการเคมี 1. การเกิดปฏิกิริยาเคมี ปฏิกิริยาเคมี หมายถึง การเปลี่ยนแปลงทางเคมีของสารตั้งต้น (Reactants) เกิดเป็นสารใหม่ที่มีสมบัติแตกต่างจากสารเดิม ซึ่งเรียกว่า ผลิตภัณฑ์ (Product) เขียนอธิบายด้วยสมการทางเคมี ดังนี้ สารตั้งต้น ผลิตภัณฑ์ ตัวอย่าง เช่น aA + bB cC + dD 2H2O(l) H2(l) + O2 (l) สารตั้งต้น ผลิตภัณฑ์
  32. 32. 2.1 สมการเคมี 2.หลักการเขียนสมการเคมี 1. เขียนสูตรหรือสัญลักษณ์ : แทนสารตั้งต้น (reactant) ไว้ทาง ซ้ายมือ ถ้ามากกว่า 1 ชนิดให้ใช้เครื่องหมาย + ระหว่างสาร (เพื่อแสดงว่าสารนั้นทาปฏิกิริยากัน) แล้วเขียน แสดง การเปลี่ยนแปลง เขียนสูตรหรือสัญลักษณ์แทนผลิตภัณฑ์ (product) ไว้ทางขวามือ หมายเหตุ : ลูกศร ( ) เขียนต่อจากสูตรสารตั้งต้น แสดงถึง การเปลี่ยนแปลง 2 ลักษณะ ดังนี้ แสดงการเปลี่ยนแปลง ไปข้างหน้า แสดงการเปลี่ยนแปลง ย้อนกลับ
  33. 33. 2.1 สมการเคมี 2.หลักการเขียนสมการเคมี สูตรเคมี คือ กลุ่มของสัญลักษณ์ที่แสดงธาตุองค์ประกอบของสารใน โมเลกุล 2. ระบุสถานะของสารไว้ในวงเล็บหลังสูตร โดยใช้สัญลักษณ์ดังนี้ (s) = ของแข็ง (solid) (l) = ของเหลว (liquid) (g) = แก๊ส (gas) (aq) = สารละลายที่มีน้าเป็นตัวทาละลาย (aqueous solution) หมายเหตุ : aA + bB cC + dD a , b , c และ d เป็นสัดส่วนของ โมล , โมเลกุล และปริมาตรแก๊ส
  34. 34. 2.1 สมการเคมี 2.หลักการเขียนสมการเคมี 3. การดุลสมการ (balancing equation) : เป็นการทาจานวน อะตอมของสารตั้งต้นและผลิตภัณฑ์ให้เท่ากัน โดยใช้วิธีดุลสมการ แบบตรวจพินิจ คือ นับจานวนอะตอมของแต่ละธาตุของสารตั้งต้น และสารผลิตภัณฑ์ แล้วหาตัวเลขไปเติมหน้าสูตรหรือสัญลักษณ์ เพื่อทาให้จานวนอะตอมของธาตุทางซ้ายและขวาของแต่ละธาตุ เท่ากัน ตัวอย่าง : CaCO3(s) + 2HCl(aq) CaCl2(aq) + CO2(g) + H2O(l)
  35. 35. 2.1 สมการเคมี จงดุลสมการต่อไปนี้ Fe2O3(s) + CO(g)  Fe(s) + CO2(g) NaHCO3(s)  Na2CO3(s) + CO2(g) + H2O(l) FeS(s) + HCl(aq)  FeCl2(aq) + H2S(g) Fe(s) + O2 (g)  Fe2O3(s) 3 32 2 2 234
  36. 36. 2.1 สมการเคมี 3.ปฏิกิริยาเคมีที่ควรทราบ ดังนี้ 1. ปฏิกิริยาระหว่างธาตุโลหะหรืออโลหะกับแก๊สออกซิเจน หรือปฏิกิริยาการเผาไหม้ (combustion reaction) : ผลของปฏิกิริยา : เมื่อธาตุรวมตัวกับออกซิเจน จะได้ สารประกอบออกไซด์ ตัวอย่าง : เผาคาร์บอนในอากาศ C(s) + O2(g) CO2(g) + ความร้อน ภาชนะทาด้วยโลหะอะลูมิเนียม เช่น ขันน้า ใช้ไปนานๆ จะหมอง 4Al(s) + 3O2(g) 2Al2O3(s)
  37. 37. 2.1 สมการเคมี 2. ปฏิกิริยาระหว่างธาตุโลหะกับกรด : ผลของปฏิกิริยา : โลหะที่ใช้เป็นเครื่องมือและเครื่องใช้ เช่น ตะปู เหล็ก มีด จอบ หลังคาสังกะสี เมื่อถูกกรดจะเกิดการผุกร่อน ได้แก๊สไฮโดรเจน ตัวอย่าง : โลหะ + กรด เกลือ + แก๊สไฮโดรเจน Zn(s) + 2HCl(aq) ZnCl2(aq) + H2(g) โลหะสังกะสี สารละลายกรดไฮโดรคลอริก เกลือซิงค์คลอไรด์ แก๊สไฮโดรเจน
  38. 38. 2.1 สมการเคมี 3. ปฏิกิริยาระหว่างหินปูนหรือสารประกอบคาร์บอเนต (CO3 -2) กับกรด : สารประกอบคาร์บอเนตที่พบในชีวิตประจาวันส่วนใหญ่ คือ หินปูนหรือหินอ่อน ซึ่งส่วนใหญ่ประกอบด้วย แคลเซียมคาร์บอเนต สารประกอบคาร์บอเนตเมื่อสัมผัสกับสารละลายกรดจะได้แก๊ส คาร์บอนไดออกไซด์และน้าเป็นผลิตภัณฑ์ และสารชนิดอื่นด้วย ปฏิกิริยานี้ทาให้วัสดุก่อสร้างประเภทหินปูนเกิดการกร่อน เช่น เจดีย์ผุกร่อนมีวัชพืชขึ้นได้ง่าย หรือ น้าฝนละลายแก๊ส คาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศได้กรดคาร์บอนิก ทาปฏิกิริยากับ หินปูนตามภูเขาได้ ทาให้เกิด “หินงอกหินย้อย”
  39. 39. 2.1 สมการเคมี CO2 + H2O H2CO3 H2CO3 + CaCO3(s) Ca(HCO3)2(aq) ตกลงสู่พื้น อยู่บนเพดาน Ca(HCO3)2(aq) CaCO3(s) + H2O + CO2 “หินงอก” “หินย้อย” ถ้าดื่มน้าตามธรรมชาติที่มี Ca(HCO3)2 ละลายอยู่ เกิด การสะสมกระเพาะปัสสาวะ หรือถุงน้าดีได้
  40. 40. 2.1 สมการเคมี 4. ปฏิกิริยาการสะเทินหรือปฏิกิริยาระหว่างกรดกับเบส : สารละลายกรดทาปฏิกิริยากับสารละลายเบส ได้เกลือกับน้า ปฏิกิริยานี้ เรียกว่า “ปฏิกิริยาสะเทิน (neutralization)” ตัวอย่าง : กรด + เบส เกลือ + น้า HCl(aq) + NaOH(aq) NaCl(aq) + H2O(l) สารละลายกรด สารละลายโซเดียม สารละลาย น้า ไฮโดรคลอริก ไฮดรอกไซด์ เกลือแกง
  41. 41. 2.1 สมการเคมี 5. การเกิดสนิมของโลหะ : เกิดจากโลหะสัมผัสน้าและอากาศซึ่งมีแก๊สออกซิเจน ทาให้เกิด การผุกร่อน เกลือ (salt) เป็นสารประกอบที่มีโลหะและอโลหะ (ยกเว้นออกซิเจน) เช่น เกลือแกง (NaCl) , ด่างทับทับ (KMnO4) , โพแทศเซียมไอโอไดด์ (KI) และแคลเซียมคาร์บอเนต (CaCO3)
  42. 42. 2.2 ประโยชน์จากปฏิกิริยาเคมี 1. ปฏิกิริยาการเผาไหม้เชื้อเพลิง ให้พลังงานความร้อนในการ หุงต้ม ให้พลังงานให้กับรถยนต์ และเครื่องจักรต่างๆ
  43. 43. 2.2 ประโยชน์จากปฏิกิริยาเคมี 2. ทาให้เกิดหินงอกหินย้อย 1. ทัศนียภาพที่สวยงาม 2. ส่งเสริมการท่องเที่ยว
  44. 44. 2.2 ประโยชน์จากปฏิกิริยาเคมี 3. ลดความเป็นกรดในกระเพาะอาหาร ยาลดกรดในกระเพาะอาหาร อาจเป็นเบส เช่น อะลูมิเนียม ไฮดรอกไซด์ , แมกนีเซียมออกไซด์, ยาลดกรดบางชนิดใช้ CaCO3 เป็นส่วนผสม
  45. 45. 2.2 ประโยชน์จากปฏิกิริยาเคมี 4. ด้านการเกษตร ใช้ปูนขาว (CaO) และ น้าปูนใส (Ca(OH)2 ลดความ เป็นกรดของดิน ใช้ปูนมาล (CaCO3) ลดความ เป็นกรดของดิน
  46. 46. 2.2 ประโยชน์จากปฏิกิริยาเคมี 5. ผลิตสารเคมี ผลิตเอทานอลโดยการหมัก น้าตาลด้วยยีสต์
  47. 47. 2.3 ผลกระทบที่เกิดจากปฏิกิริยาเคมี รอบๆตัวเราและในร่างกายเรามีปฏิกิริยาเคมีเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ปฏิกิริยาเคมีเกิดจากกระบวนการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของสารต่างๆ มีผลให้พลังงานของระบบเปลี่ยนไปและให้ผลิตภัณฑ์หรือสารใหม่เกิดขึ้น ปฏิกิริยาเคมีบางชนิดเกิดขึ้นเอง แต่บางชนิดต้องได้รับพลังงานจานวนหนึ่ง ก่อนจึงจะเกิดปฏิกิริยาได้ ปฏิกิริยาเคมีหลายชนิดสามารถนามาใช้ประโยชน์ในชีวิตประจาวัน อุตสาหกรรม เกษตรกรรมและทางการแพทย์ในขณะเดียวกันปฏิกิริยาบาง ชนิดก็ให้ผลลบต่อสิ่งแวดล้อมและชีวิตของมนุษย์เองปฏิกิริยาเคมีแต่ละชนิด มีอัตราการเกิดปฏิกิริยาที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลัก 5 ประการ ได้แก่ ความเข้มข้น พื้นที่ผิว อุณหภูมิ ตัวเร่งปฏิกิริยา และธรรมชาติของสาร ผลของปัจจัยดังกล่าวสามารถหาได้จากการทดลอง ซึ่งมีผลกระทบต่อ สิ่งแวดล้อมดังนี้
  48. 48. 2.3 ผลกระทบที่เกิดจากปฏิกิริยาเคมี 1. การเกิดปรากฏการณ์เรือนกระจก : ทาให้อุณหภูมิของโลกสูงขึ้น : โดย ปรากฏการณ์เรือนกระจกเกิดจากแก๊ส CO2 ในชั้นบรรยากาศหนาแน่น ทาให้รังสี อัลตราไวโอเลต (UV) ผ่านชั้นบรรยากาศ ลงมาได้ ทาให้เกิดความร้อน แต่รังสีความร้อน จากผิวโลก ผ่านชั้นแก๊สเรือนกระจกไม่ได้ แก๊ส CO2 ส่วนใหญ่เกิดจากการเผาไหม้ เชื้อเพลิง แก๊สเรือนกระจกส่วนใหญ่ เป็น CO2 แต่ก็มีสารซีเอฟซี เช่น CFCl3 , CH4 สารซีเอฟซี ใช้มากในสเปร์ ชนิดต่างๆ และโฟม
  49. 49. 2.3 ผลกระทบที่เกิดจากปฏิกิริยาเคมี 1. การเกิดปรากฏการณ์เรือนกระจก (greenhouse effect):
  50. 50. 2.3 ผลกระทบที่เกิดจากปฏิกิริยาเคมี 2. แก๊สโอโซนถูกทาลาย : แก๊สโอโซน (O3) ในชั้นบรรยากาศที่ห่อหุ้มโลก ถูกทาลายด้วยสารซีเอฟซี เกิดรูโอโซนหรือมีโอโซน น้อย รังสีอัลตราไวโลเลต ผ่านมายังโลกได้มากขึ้น ทาให้เกิดโรคมะเร็งผิวหนัง ต้อกระจก และอุณหภูมิของ โลกสูงขึ้น
  51. 51. 2.3 ผลกระทบที่เกิดจากปฏิกิริยาเคมี 3. แก๊สคาร์บอนมอนอกไซด์ (CO) : เกิดจากการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ของ เชื้อเพลิง เช่น การเผาไหม้ในที่อับ อากาศ ส่วนใหญ่จากท่อไอเสียรถยนต์ แก๊ส CO เข้าไปขัดขวางการทางานของ เซลล์เม็ดเลือดแดง ซึ่งทาหน้าที่ ลาเลียง ออกซิเจน (O2) การรวมตัวของ ฮีโมโกลบิน (Hb) ในเม็ดเลือดแดง กับ CO ออกซิเจนจะถูกนาไปใช้ลดลง
  52. 52. 2.3 ผลกระทบที่เกิดจากปฏิกิริยาเคมี 4. ฝนกรด : อาคารบ้านเรือน หินปูน และ โลหะถูกกัดกร่อนด้วยฝนกรด ฝนกรด เกิดจากแก๊ส CO2 , SO2 และ NO2 ละลายน้า ฝนกรด เกิดมาก บริเวณอุตสาหกรรม
  53. 53. 2.3 ผลกระทบที่เกิดจากปฏิกิริยาเคมี 5. ธาตุกัมมันตรังสี : ให้รังสีที่มีประโยชน์และโทษ ประโยชน์จากรังสี ให้ พลังงานและใช้ฆ่าเชื้อ ราในผลผลิตทาง การเกษตร ทางการแพทย์ ใช้รังสี แกมมารักษาโรคมะเร็ง ใช้เป็นเชื้อเพลิงในใน โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ โทษของกัมมันตรังสี คือ ทาลาย เซลล์ เนื้อเยื่อ อวัยวะ
  54. 54. 3. การใช้สารเคมีอย่างถูกต้องปลอดภัย ในชีวิตประจาวันจะต้องเกี่ยวข้องกับสารต่างๆ มากมาย เนื่องจาก สิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบตัวเราจัดเป็นสารเคมีทั้งสิ้น เมื่อนามาใช้ประโยชน์ อาจทาให้เกิดผลกระทบ ซึ่งเป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม ได้ เพื่อให้การใช้สารเคมีอย่างถูกต้องและปลอดภัยควรปฏิบัติ ดังนี้
  55. 55. 3. การใช้สารเคมีอย่างถูกต้องปลอดภัย 1.ผู้ใช้ควรมีความรู้เกี่ยวกับสมบัติสารที่ใช้ 2.ก่อนใช้ควรอ่านฉลากเพื่อทาความเข้าใจเกี่ยวกับวิธีที่ใช้ 3.ไม่ควรใช้สารเคมีมากเกินไปและไม่ทิ้งสารเคมีในที่สาธารณะ 4.ถ้ามีผู้กลืนสารพิษประเภทยาฆ่าแมลง ให้ดื่มนมสดหรือกินไข่ดิบ เพื่อให้เกิดการตกตะกอนของสารพิษและอาเจียน หลังจากนั้นนาส่ง โรงพยาบาล 5.ถ้าถูกสารเคมีให้รีบล้างให้สะอาดทันที 6.ไม่ควรกาจัดขยะพลาสติกโดยการเผา เนื่องจากเกิดควันที่เป็นพิษ
  56. 56. 3. การใช้สารเคมีอย่างถูกต้องปลอดภัย 7. ควรรู้จักสัญลักษณ์เกี่ยวกับสารที่เป็นอันตราย เพื่อหลีกเลี่ยงจาก อันตราย เช่น ระวังอันตรายจาก สารกัมมันตรังสี ระวังวัตถุมีพิษ ห้ามรับประทาน ระวังวัสดุไวไฟ ห้ามเข้าใกล้เปลวไฟ ระวังอันตรายจาก เชื้อโรค ระวังอันตรายจาก การกัดกร่อน ระวังอันตรายจาก วัตถุระเบิด
  57. 57. 3. การใช้สารเคมีอย่างถูกต้องปลอดภัย 7. ควรรู้จักสัญลักษณ์เกี่ยวกับสารที่เป็นอันตราย เพื่อหลีกเลี่ยงจาก อันตราย เช่น
  58. 58. www.themegallery.com LOGO นายเสกสรรค์ สุวรรณสุข ครู คศ.2 โรงเรียนแก่นนครวิทยาลัย 08-7224-5846 www.kruseksan.com

×