ทรัพยากรธรรมชาติ

4,783 views

Published on

Published in: Technology, Education
1 Comment
2 Likes
Statistics
Notes
No Downloads
Views
Total views
4,783
On SlideShare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
302
Actions
Shares
0
Downloads
108
Comments
1
Likes
2
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

ทรัพยากรธรรมชาติ

  1. 1. <ul><li>ทรัพยากรธรรมชาติ </li></ul>
  2. 2. หลักการการอนุรักษ์ / การใช้ทรัพยากรธรรมชาติ <ul><li>ทรัพยากรธรรมชาติ หมายถึง สิ่งแวดล้อมชนิดต่างๆที่เกิดขึ้นตาม </li></ul><ul><li>ธรรมชาติทั้งที่มีชีวิตและสิ่งที่ไม่มีชีวิต </li></ul><ul><li>ประเภททรัพยากรธรรมชาติ มี 3 ประเภท คือ </li></ul><ul><li>ทรัพยากรธรรมชาติประเภทใช้ไม่หมด เช่น แสงอาทิตย์ </li></ul><ul><li>อากาศ น้ำ </li></ul><ul><li>2. ทรัพยากรธรรมชาติประเภทสามารถบำรุงรักษาใหม่ได้ เช่น ดิน ป่าไม้ สัตว์ป่า </li></ul><ul><li>3. ทรัพยากรธรรมชาติประเภทใช้แล้วหมดหรือสิ้นเปลื้อง เช่น แร่ธาตุ พลังงาน ทัศนียภาพ </li></ul>
  3. 3. คำถาม 1. ทำไมมนุษย์ต้องอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติหรือ สิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต ??? <ul><li>2. เหตุผลที่ต้องศึกษาทรัพยากรธรรมชาติและหลักการการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ </li></ul>
  4. 4. ความสำคัญทรัพยากรธรรมชาติ <ul><li>ทรัพยากรธรรมชาติมีความสำคัญต่อมนุษย์เป็นอย่างมาก ดังนี้ </li></ul><ul><li>1. มนุษย์ใช้ทรัพยากรธรรมชาติเป็น ปัจจัยสี่ - ปัจจัยห้า ในการดำรงชีวิตของมนุษย์ มนุษย์ไม่สามารถขาดทรัพยากรเหล่านี้ได้ ดังนั้นมนุษย์จึงจำเป็นต้องรู้จักวิธีการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างถูกวิธีหรือการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อ พัฒนาคุณภาพชีวิต มนุษย์ให้ดีขึ้นตลอดไป แต่ปัจจุบันพบว่าการใช้ทรัพยากรธรรมชาติของมนุษย์ไม่ถูกต้อง ส่งผลให้ทรัพยากรธรรมชาติถูกทำลาย มนุษย์ขาดปัจจัยสี่ – ปัจจัยห้า </li></ul><ul><li>2. มนุษย์กับทรัพยากรธรรมชาติมีความสัมพันธ์กันแบบพึ่งพากันไม่สามารถแยกกันได้ (Symbiosis) ส่งผลให้มนุษย์มีคุณภาพชีวิตที่ดีทั้งทางร่างกาย อารมณ์และจิตใจดี </li></ul>
  5. 5. สาเหตุที่ต้องอนุรักษ์ <ul><li>2. ทรัพยากรธรรมชาติบางชนิดที่ใช้แล้ว สิ้นเปลือง หรือเปลี่ยนสภาพไปจากเดิม ทำให้ไม่สามารถนำทรัพยากรมาใช้ได้อีก ประกอบ </li></ul><ul><li>กับมนุษย์มีความ ความจำเป็นที่ต้องการใ ช้ทรัพยากรธรรมชาติ เพิ่มขึ้น ตามอัตราการเพิ่มของมนุษย์ และความเจริญทางเทคโนโลยี แต่มนุษย์ขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความสำคัญของทรัพยากรธรรมชาติ และ </li></ul><ul><li>ผลกระทบที่อาจจะเกิดจากการใช้ทรัพยากรไม่ถูกวิธี ประกอบกับการขาดการประชาสัมพันธ์ </li></ul><ul><li>ของหน่วยงานต่างๆทั้งของรัฐบาลและเอกชนอย่างจริงจัง </li></ul><ul><li>3. ทรัพยากรธรรมชาติส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจ หากประเทศใดมีทรัพยากรธรรมชาติมาก ก็ส่งผลให้เศรษฐกิจประเทศนั้นดีตามไปด้วย ดังนั้นประเทศมหาอำนาจต่างๆพยายามที่จะหาทรัพยากรจาก ประเทศที่ด้อยพัฒนา เพื่อนำทรัพยากรธรรมชาติไปพัฒนาประเทศของตนให้สามารถอยู่ได้ด้วยตนเอง ดังนั้นจึงมีการล่าอาณานิคมของประเทศมหาอำนาจเกิดขึ้น หรือ </li></ul><ul><li>ใช้เทคนิคต่างๆมากมายเพื่อยึดทรัพยากรที่ตนเองต้องการ </li></ul>
  6. 6. 4 . ทรัพยากรธรรมชาติแสดงออกถึงความเจริญทางวัฒนธรรม หากประเทศใดมีการใช้ทรัพยากรอย่างถูกหลักการอนุรักษ์แล้ว แสดงว่าประเทศนั้นมีวัฒนธรรมดี ทำให้ทรัพยากรต่างๆสามารถใช้เป็นปัจจัยสี่ - ปัจจัยห้าได้ตลอดไปหรือใช้ได้แบบยั่งยืน
  7. 7. ผลกระทบที่เกิดขึ้นเนื่องจาก การใช้ทรัพยากรธรรมชาติไม่ถูก หลักนิเวศวิทยาและหลักอนุรักษ์วิทยา <ul><li>หากมนุษย์มีการใช้ทรัพยากรธรรมชาติไม่ถูกหลักการแล้ว ย่อมส่งผลกระทบ ดังนี้ </li></ul><ul><li>1. ทรัพยากรธรรมชาติชนิดต่างๆ ( สิ่งแวดล้อม ) รวมทั้งมนุษย์ก็จะได้รับผลกระทบด้วย แบบทวีคูณ ส่งผลให้ระบบนิเวศชีวมณฑลไม่สามารถทำงานได้อย่างปกติ ยากที่จะปรับปรุง แก้ไขให้กลับคืนสู่สภาพสมดุลธรรมชาติดังเดิม </li></ul><ul><li> ตัวอย่างเช่น การใช้ทรัพยากรป่าไม้ไม่ถูกวิธี ย่อมส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอื่นๆ ได้แก่ </li></ul><ul><li>* สัตว์ป่าไม่มีที่อยู่อาศัย </li></ul><ul><li>* ทรัพยากรน้ำเกิดปรากฏการน้ำท่วม </li></ul><ul><li>* ทรัพยากรอากาศมีอุณหภูมิโลกสูงขึ้น </li></ul><ul><li>* ทรัพยากรดินขาดความอุดมสมบูรณ์ ไม่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืชต่างๆ </li></ul><ul><li>* มนุษย์มีปัจจัยสี่ไม่เพียงพอ </li></ul>
  8. 8. ดังนั้นเราต้องศึกษาหลักการการอนุรักษ์ และนำไปปฏิบัติในชีวิตประจำวันต่อไป แต่การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติจะประสบความสำเร็จได้นั้น ต้องอาศัยความร่วมมือกันของบุคคลหลายๆฝ่าย คือ ภาครัฐบาล เอกชน และที่สำคัญตัวประชาชนเองต้องให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี โดยทุกองค์กรร่วมมือกันดำเนินการ ดังนี้ 1. การจัดตั้งชมรมหรือสมาคมเพื่ออนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ 2. การออกกฎหมายควบคุม โดยรัฐบาล 3. การให้การศึกษาแก่ประชาชน เพื่อให้เข้าใจถึงความสำคัญ ผลกระทบและแนวทางการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างถูกวิธี 4. การจัดตั้งหน่วยงานขึ้นรับผิดชอบเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติ เช่น กรมป่าไม้ กรมประมง เพื่อรับผิดชอบทรัพยากรป่าไม้ สัตว์น้ำ
  9. 9. หลักการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติแบบยั่งยืน <ul><li>1. การถนอม เช่น การเก็บรักษาดินในรูปของการปลูกคลุมดิน </li></ul><ul><li>การกำหนดเขตพื้นที่ป่าไม้ </li></ul><ul><li>2. การบูรณะฟื้นฟู ( ปรับปรุง ) เช่น ซ่อมแซมอุปกรณ์ภายในบ้านให้มี </li></ul><ul><li>สภาพเดิม โดยยึดหลักนิเวศวิทยา สำหรับการจัดการสิ่งแวดล้ม </li></ul><ul><li>แบบบูรณาการ </li></ul><ul><li>3. การนำมาใช้ใหม่ เช่น การนำแก้วไปหลอมใหม่เพื่อนำกลับมาใช้อีก </li></ul><ul><li>4. การเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งาน เช่น ทาสีเหล็กที่นำมาสร้างบ้านเพื่อ </li></ul><ul><li>ป้องกันสนิม </li></ul><ul><li>5. การนำสิ่งอื่นมาใช้ทดแทน เช่น การใช้ไฟเบอร์แทนเหล็กในการ </li></ul><ul><li>ประกอบรถยนต์ </li></ul><ul><li>6. การสำรวจแหล่งทรัพยากรธรรมชาติเพิ่มขึ้น เช่น การค้นหาแหล่ง </li></ul><ul><li>พลังงานจากดวงอาทิตย์แทนพลังงานจากน้ำมัน </li></ul><ul><li>7. การประดิษฐ์ของเทียมขึ้นใช้ เช่น การใช้อัญมณีปลอมทดแทนเพชร </li></ul><ul><li>8. ประหยัด เช่น การใช้น้ำเท่าที่จำเป็น </li></ul>
  10. 10. ความสัมพันธ์มนุษย์กับทรัพยากรธรรมชาติ ( สิ่งแวดล้อม ) แบบบูรณาการ การใช้และการป้องกัน ( แนวทางการพัฒนาทางวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม ) มนุษย์ ทรัพยากรธรรมชาติ ปัจจัยสี่ คุณภาพชีวิตที่ดี ( มลพิษสิ่งแวดล้อม ) ผลกระทบ ของเสียหรือสารปนเปื้อน
  11. 11. จากเหตุผลข้างต้น มนุษย์จึงต้องเรียนรู้วิธีการใช้และการป้องกันหรือการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติให้เข้าใจอย่างแท้จริงเพื่อมนุษย์จะได้มีปัจจัยสี่ใช้ตลอดไป หากมนุษย์ไม่เรียนรู้วิธีการใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่ถูกต้องแล้วจะทำให้ทรัพยากรธรรมชาติมีคุณสมบัติที่เปลี่ยนแปลงไป ดังนี้ 1. ทรัพยากรธรรมชาติจะมีของเสียหรือสารปนเปื้อนต่างๆปนอยู่ในทรัพยากรธรรมชาติ ทำให้ทรัพยากรธรรมชาตินั้นๆเกิดเป็นมลพิษสิ่งแวดล้อมขึ้น ส่งผลกระทบต่อมนุษย์ 2. มนุษย์จะได้มีทรัพยากรธรรมชาติใช้เป็นปัจจัยสี่และปัจจัยที่ห้า ส่งผลให้มนุษย์มีคุณภาพชีวิตที่ดีไม่ต้องอาศัยอยู่ในระบบนิเวศที่เป็นมลพิษสิ่งแวดล้อม ( สถานภาพวิกฤต )
  12. 12. ความหมาย การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ หมายถึง การเก็บ การรักษา การบูรณะฟื้นฟูและการใช้ทรัพยากรธรรมชาติให้ถูกต้องตามหลักการอนุรักษ์เพื่อมนุษย์จะได้มีทรัพยากรธรรมชาติใช้ได้ตลอดไป โดยที่ไม่ส่งผลกระทบต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อมอื่นๆ หรือส่งผลกระทบแบบทวีคูณต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อม
  13. 13. งาน <ul><li>1. ให้นักศึกษา นำเสนอ Power Point เพื่อชี้ถึงความสำคัญของ </li></ul><ul><li>ทรัพยากรธรรมชาติ </li></ul><ul><li>2. แนวทางการใช้และการอนุรักษ์ ทรัพยากรธรรมชาติ เช่น น้ำ ดิน ป่าไม้ </li></ul><ul><li>สัตว์ป่า ชายฝั่งทะเลและแนวปะการัง แร่ธาตุและพลังงาน ป่าชายเลน </li></ul><ul><li>ให้สอดคล้องกับหลักการอนุรักษวิทยา </li></ul><ul><li>3. นำเสนอ Power Point พร้อมยกตัวอย่างประกอบจากเหตุการณ์ปัจจุบัน เพื่อ </li></ul><ul><li>แสดงถึง ผลกระทบที่เกิดจากการใช้ / รักษา ทรัพยากรธรรมชาติที่ไม่สอดคล้อง </li></ul><ul><li>กับหลักการอนุรักษวิทยา กลุ่มละ 10 นาที </li></ul>
  14. 14. ทรัพยากรน้ำ <ul><li>ความสำคัญของน้ำ น้ำมีความสำคัญต่อมนุษย์ทั้งทางตรงและอ้อม ดังนี้ </li></ul><ul><li>1. เพื่อการอุปโภคบริโภคของมนุษย์และสิ่งมีชีวิตต่างๆที่เป็นองค์ประกอบในระบบนิเวศ ได้แก่ พืช สัตว์ต่างๆ โดยมนุษย์จะเก็บน้ำไว้ในรูปเขื่อน ฝาย หรือคลองระบายน้ำเพื่อ ใช้สำหรับการเกษตร อุตสาหกรรม ผลิตกระแสไฟฟ้า การคมนาคมขนส่ง เป็นแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์น้ำและนันทนาการ </li></ul><ul><li>2. การลำเลียงอาหารของกลุ่มสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศ โดยน้ำจะเป็นตัวกลางที่จะนำอาหารจากแหล่งผลิตไปเลี้ยงส่วนต่างๆในร่างกาย </li></ul><ul><li>3. ควบคุมอุณหภูมิของโลก ไม่ให้มีอุณหภูมิของโลกที่สูงจนเกินไป เพื่อว่ากลุ่มสิ่งมีชีวิตจะสามารถอาศัยอยู่ในระบบนิเวศของโลกได้อย่างปกติ </li></ul>                                                                                                                                                                 
  15. 15. สาเหตุที่ทำให้ทรัพยากรน้ำเกิดปัญหาและผลกระทบ <ul><li>1. การขาดแคลนน้ำ มีสาเหตุจากมนุษย์ทำลายทรัพยากรป่าไม้ </li></ul><ul><li> 1.1 ทำให้วัฏจักรการหมุนเวียนธาตุคาร์บอนและ </li></ul><ul><li>ไฮโดรเจนมีการหมุนเวียนแบบไม่เป็นวัฎจักร ฝนทิ้งช่วงเป็น </li></ul><ul><li>เวลานาน </li></ul><ul><li>1.2 มนุษย์ขาดการวางแผนการใช้น้ำระยะสั้นและระยะยาว </li></ul><ul><li>1.3 ป่าไม้ถูกทำลายในอัตราที่สูงขึ้นเรื่อยๆส่งผลกระทบ </li></ul>
  16. 16. ผลกระทบ ปัญหาการขาดแคลนน้ำจืด เป็นปัญหาที่พบได้ทั่วไปทั้งในเมืองและชนบท เป็นปัญหาที่แพร่กระจายเป็นวงกว้าง และถึงขั้นเรียกว่า “ภัยแล้ง” ปัญหานี้ในอนาคตจะกลายเป็นปัญหาที่น่าเป็นห่วงมากขึ้น แม้ปัจจุบันเรามีน้ำจากธรรมชาติอยู่มาก ก็ยังเกิดปัญหาสภาพการขาดแคลนน้ำรุนแรงในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะช่วงฤดูแล้ง
  17. 17. ผลกระทบ การขาดแคลนน้ำ <ul><li>1. ทำให้ปริมาณน้ำเพื่อการอุปโภค บริโภคในระบบ </li></ul><ul><li>2. นิเวศลดน้อยลงไม่เพียงพอกับความต้องการของกลุ่มสิ่งมีชีวิตที </li></ul><ul><li>เป็นองค์ประกอบในระบบนิเวศในอีก 5 ปีข้างหน้า (2555) </li></ul><ul><li>สัตว์น้ำไม่มีที่อยู่อาศัย </li></ul><ul><li>ดินขาดความชุ่มชื้น </li></ul><ul><li>อากาศแปรปรวน พายุโซนร้อน โลกร้อน </li></ul><ul><li>6. การคมนาคมไม่สะดวก </li></ul>
  18. 18. ปัญหาและผลกระทบ <ul><li>การเกิดน้ำท่วม มี สาเหตุ จากการที่ฝนตกหนักติดต่อกันเป็นเวลานาน เขื่อน ถูกทำลาย ระบบนิเวศมีปรากฏการเกิดภาวะเรือนกระจก </li></ul>
  19. 19. <ul><li>ผลกระทบ </li></ul><ul><li>1. กลุ่มสิ่งมีชีวิตที่เป็นโครงสร้างในระบบนิเวศ ได้แก่ พืช สัตว์ </li></ul><ul><li>และจุลินทรีย์ได้รับความเสียหาย </li></ul><ul><li>2. ทรัพยากรน้ำเกิดมลพิษน้ำสูงขึ้น </li></ul><ul><li>3. นอกจากนี้ส่งผลให้มีอัตราการเกิดโรคระบาดสูง </li></ul><ul><li>4. ดินเกิดกษัยการอย่างรุนแรง </li></ul>
  20. 20. <ul><li>3. น้ำขาดคุณภาพ มีสาเหตุมาจาก </li></ul><ul><li>น้ำมีแร่ธาตุ อินทรีย์สารแขวนลอยในน้ำในอัตราที่สูง </li></ul><ul><li>ส่งผลกระทบทำให้น้ำมีสี กลิ่น รส น้ำกระด้างไม่เหมาะต่อการอุปโภคและบริโภค </li></ul>
  21. 21. <ul><li>คุณภาพของน้ำไม่เหมาะสม มีสาเหตุ </li></ul><ul><li>1) การทิ้งสิ่งของและการระบายน้ำทิ้งลงสู่แหล่งน้ำ ทำให้แหล่งน้ำสกปรกและเน่าเหม็นจนไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้ มักเกิดตามชุมชนใหญ่ๆ ที่อยู่ใกล้แหล่งน้ำ หรือท้องถิ่นที่มีโรงงานอุตสาหกรรม 2) สิ่งที่ปกคลุมผิวดินถูกชะล้างและไหลลงสู่แหล่งน้ำมากกว่าปกติ มีทั้งสารอินทรีย์ สารอนินทรีย์ และสารเคมีต่างๆ ที่ใช้ในกิจการต่างๆ ซึ่งทำให้น้ำขุ่นได้ง่ายโดยเฉพาะในฤดูฝน 3) มีแร่ธาตุเจือปนอยู่มากจนไม่เหมาะแก่การใช้ประโยชน์ น้ำที่มีแร่ธาตุปนอยู่เกินกว่า 50 พีพีเอ็มนั้น เมื่อนำมาดื่มจะทำให้เกิดโรคนิ่วและโรคอื่นได้ 4) การใช้สารเคมีที่มีพิษตกค้าง เช่น สารที่ใช้ป้องกันหรือกำจัดศัตรูพืชหรือสัตว์ ซึ่งเมื่อถูกฝนชะล้างลงสู่แหล่งน้ำจะก่อให้เกิดอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต </li></ul>
  22. 22. <ul><li>5. ปัญหาการใช้ทรัพยากรน้ำอย่างไม่เหมาะสม เช่น ใช้มากเกินความจำเป็นโดยเฉพาะเมื่อเกิดภาวะขาดแคลนน้ำ หรือการสูบน้ำใต้ดินขึ้นมาใช้มากจนดินทรุด เป็นต้น </li></ul><ul><li>6. ปัญหาความเปลี่ยนแปลงของฟ้าอากาศ เนื่องจากปรากฏการณ์เอล นิโน (El Nino) และลา นินา (La Nina) โดยปรากฏการณ์เอลนิโนเป็นปรากฏการณ์ที่ผิดธรรมชาติจะเกิดขึ้นประมาณ 5 ปีต่อครั้ง นานครั้งละ 8 - 10 เดือน โดยกระแสน้ำอุ่นในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตกบริเวณเส้นศูนย์สูตรไหลย้อนกลับไปแทนที่กระแสน้ำเย็นในมหาสมุทร แปซิฟิกตะวันออกลงไปถึงชายฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือของทวีปอเมริกาใต้ ( ประเทศเปรู เอกวาดอร์ และชิลีตอนเหนือ ) ทำให้ผิวน้ำที่เคยเย็นกลับอุ่นขึ้นและที่เคยอุ่นกลับเย็นลง </li></ul>
  23. 23. แนวทางอนุรักษ์น้ำแบบยั่งยืน <ul><li>1. ถนอม โดยการจัดหาน้ำที่มีคุณภาพให้เพียงพอกับการอุปโภคบริโภค อุตสาหกรรม คมนาคม เป็นต้น โดยการสร้างเขื่อน อ่างเก็บน้ำ บ่อ สระ เพื่อเก็บ ถนอมทรัพยากรน้ำ ไว้ใช้ได้นานๆ </li></ul><ul><li>2. การปรับปรุง โดยการป้องกันการเกิดมลพิษน้ำ ด้วยการออกกฎหมายลงโทษผู้ที่กระทำความผิด ฝ่าฝืนอย่างรุนแรง หรือต้องทำการบำบัดน้ำทุกครั้งที่มีการใช้น้ำก่อนที่จะปล่อยน้ำลงสู่แหล่งน้ำตามธรรมชาติ เพื่อให้สอดคล้องกับ หลักการ ป้องกันแบบบูรณาการและสอดคล้องกับหลักนิเวศวิทยา </li></ul><ul><li>ส่วนปัญหาการเกิดน้ำท่วม มีแนวทางอนุรักษ์แบบยั่งยืน โดยการปลูกป่าไม้เพิ่มขึ้นเพื่อเก็บกักน้ำไว้ในพื้นดินหรือโดยการ สร้างเขื่อน </li></ul><ul><li>3. การนำน้ำมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เป็นการใช้น้ำเพื่อประโยชน์หลายๆอย่าง เช่นนำที่เช็ดบ้านสามารถนำไปรดน้ำต้นไม้ </li></ul>
  24. 24. ทรัพยากรดิน <ul><li>ความสำคัญของทรัพยากรดินที่มี </li></ul><ul><li>ต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อม </li></ul><ul><li>เป็นแหล่งที่ให้ปัจจัยสี่ เช่นอาหาร ยารักษาโรค เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัยแก่มนุษย์และสิ่งมีชีวิตต่างๆ </li></ul><ul><li>2. เป็นแหล่งค้ำยันให้แก่พืช เพื่อว่าพืชจะสามารถดูดสารอาหารพวกอนินทรีย์สารหรือปุ๋ยต่างๆนำไปใช้ในการเจริญเติบโตได้ </li></ul><ul><li>3. เป็นแหล่งนันทนาการแก่มนุษย์ เช่น แพะเมืองผีที่จังหวัดแพร่ เพื่อใช้เป็นแหล่งพักผ่อน ทำให้ร่างกาย อารมณ์และจิตใจของมนุษย์ดีขึ้น </li></ul>
  25. 25. สาเหตุดินถูกทำลายและผลกระทบต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อม <ul><li>1. มนุษย์ โดยที่มนุษย์ทำการปลูก พืชแบบซ้ำซาก ทำไร่เลื่อนลอย ใส่ปุ๋ยเคมีมากเกินไป ไม่มีการปรับปรุงดินในขณะที่ใช้ดิน ส่งผลให้คุณภาพดินขาดความอุดมสมบูรณ์ไม่เหมาะสม ต่อการเพาะปลูกพืชต่อไป ซึ่งสาเหตุนี้มีปริมาณมากถึง 80 เปอร์เซ็นต์ด้วยกัน ทำให้มนุษย์มีปัจจัยสี่ไม่เพียงพอ นอกจากนี้ดินมีสารตกค้างได้แก่ ปรอท ตะกั่ว แคลเมียล ในระบบนิเวศสูง ทำให้มนุษย์เป็นโรคมินามาตะ โรคอิไต - อิไต โรคไข้ดำมากขึ้นเรื่อยๆ </li></ul><ul><li>2. ธรรมชาติ ดินที่เสื่อมสภาพโดยธรรมชาติ เช่น ดินกรด ดินด่าง ดินทราย ดินพรุ เป็นต้น ซึ่งมีเพียง 20 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ส่งผลให้ประเทศต้องสูญเสียทรัพยากรที่จะใช้เป็นปัจจัยสี่มากขึ้นหรือใช้ทรัพยากรไม่เต็มที่ นั้นเอง </li></ul><ul><ul><li>ดังนั้นเราควรปรับปรุงดินที่มีปัญหาดังกล่าวให้สามารถให้ผลผลิตแก่มนุษย์ โดยใช้หลักการจัดการระบบนิเวศให้สอดคล้องกับหลักนิเวศวิทยา เพื่อทำให้องค์ประกอบของระบบนิเวศทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิตสามารถแสดงบทบาทหน้าที่ต่างๆของระบบสิ่งแวดล้อมเช่น บทบาทผู้ผลิต ผู้บริโภคและผู้ย่อยสลาย ได้อย่างมี ประสิทธิภาพ นอกจากนี้มนุษย์ต้องปรับปัจจัยทางกายภาพ ( องค์ประกอบที่ไม่มีชีวิต ) ให้ เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืชนั้นๆด้วย </li></ul></ul>
  26. 26. แนวทางการอนุรักษ์ทรัพยากรดินแบบยั่งยืน โดยยึดหลักการอนุรักษ์วิทยา <ul><li>1. ปรับปรุง โดยการปรับปรุงดินที่มีปัญหาตามธรรมชาติและมนุษย์เป็นสาเหตุให้เกิดปัญหา เช่น ดินเค็ม ดินเปรี้ยว ดินพรุ และดินที่มีสารพิษโลหะหนักปนเปื้อน ให้เหมาะสมต่อการเพาะปลูกสำหรับเป็นแหล่งอาหารสำหรับการหมุนเวียนในระบบนิเวศ โดยมีแนวทางอนุรักษ์แบบยั่งยืน ดังนี้ </li></ul><ul><li>1.1. ดินเค็ม โดย การใส่กรดกำมะถันลงไปในดินเค็ม ( pH มากกว่า 7 ) เพื่อปรับ pH ดินให้เป็นกลาง </li></ul><ul><li>เหมาะสมต่อการเพาะปลูกพืช </li></ul><ul><li>1.2 ดินเปรี้ยว โดย การใส่ปูนขาวหรือปูนมาร์ล ลงไปในดินที่เป็นกรด ( pH น้อยกว่า 7 ) </li></ul><ul><li>1.3 ดินพรุ โดย การใส่ปูนขาวพร้อมทั้งระบายน้ำตลอดเวลาสำหรับดินที่เป็นดินพรุ ( pH มากกว่า 7 ) </li></ul><ul><li>1.4 ดินที่มีสารพิษโลหะหนักปนเปื้อน หมายถึง ดินที่มีสารปรอท ตะกั่วปนเปื้อนในดินมีการ </li></ul><ul><li>ปรับปรุงดินก่อนทำการเพาะปลูกโดยการใส่ปูนขาวลงไปเพื่อปรับ pH ให้เป็นด่างอ่อนๆ สำหรับยับยั้ง </li></ul><ul><li>การดูดซึมปรอท ตะกั่วสะสมในเนื้อเยื่อพืชที่ใช้เป็นปัจจัยสี่ของมนุษย์ </li></ul><ul><li>2 . ถนอม โดยการปลูกพืชคลุมดิน ปลูกพืชแบบขั้นบันได ปลูกพืชสลับแถว ปลูกพืชหมุนเวียน เพื่อรักษาธาตุอาหารในดินไม่ให้ถูกกัดเซาะโดยกระแสน้ำหรือ กระแสลม </li></ul><ul><li>3. ทดแทน โดยการใช้ดินเทียมสำหรับปลูกพืชในบริเวณที่มีพื้นที่ดินจำกัด เช่น การใช้ดินเทียมสำหรับปลูกต้นไม้ในเขตกรุงเทพมหานครเพื่อฟอกอากาศเสียให้มนุษย์ . </li></ul>
  27. 27. คำถาม <ul><li>1. การปลูกพืชคลุมดิน การปลูกพืชแบบขั้นบันได </li></ul><ul><li>การปลูกพืชสลับแถว และการปลูกพืชหมุนเวียน </li></ul><ul><li>ช่วยในการอนุรักษ์ดินได้อย่างไร </li></ul><ul><li>2. การ ปลูกพืชสลับแถวกับการปลูกพืชหมุนเวียนมี </li></ul><ul><li>ความแตกต่างกันอย่างไร </li></ul>
  28. 28. เฉลย <ul><li>1. การปลูกพืชคลุมดิน การปลูกพืชแบบขั้นบันได การปลูกพืชสลับแถว และการปลูกพืชหมุนเวียน ช่วยในการอนุรักษ์ดิน โดยพืชที่ปลูกแบบต่างๆ จะ ช่วยป้องกันไม่ให้ธาตุอาหารบนดิน (nutrients) ถูกพัดพาโดยธรรมชาติ ได้แก่ กระแสลม กระแสน้ำ ทำให้ผู้ผลิต ( ต้นไม้ ) ชนิดต่างๆสามารถเจริญเติบโตได้ ระบบนิเวศสามารถให้ ปัจจัยสี่และปัจจัยห้าแก่กลุ่มสิ่งมีชีวิต ได้แก่ ผู้ผลิต ผู้บริโภคและผู้ย่อยสลาย ซึ่งเป็นโครงสร้างในระบบนิเวศได้อย่างเพียงพอกับความต้องการ </li></ul><ul><li>2. ปลูกพืชสลับแถวเป็นการปลูกพืชมากกว่าหนึ่งชนิดในพื้นที่และเวลาเดียวกัน ส่วนปลูกพืชหมุนเวียนเป็นการปลูกพืชเพียงชนิดเดียวในพื้นที่เดียว แต่กันละเวลากัน </li></ul>
  29. 29. ทรัพยากรป่าไม้ <ul><li>ประเภทป่าไม้ของประเทศไทยมี 2 ประเภท คือ </li></ul><ul><li>ป่าไม่ผลัดใบ เช่น ป่าดิบเขา ป่าสน ป่าดิบแล้ง ป่าดงดิบชื้น ป่าพรุ ป่าชายหาด ป่าชายเลน </li></ul><ul><li>ป่าผลัดใบ เช่น ป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง </li></ul><ul><li>ซึ่งป่าไม้ทั้งสองประเภทมีเอกลักษณ์ของกลุ่มสิ่งมีชีวิตกลุ่มพืช สัตว์และผู้ย่อยสลายและกลุ่มสิ่งไม่มีชีวิตที่เป็นองค์ประกอบของระบบนิเวศแตกต่างกัน ดังนี้ </li></ul>
  30. 30. <ul><li>ชนิดของป่าในประเทศไทย ป่าไม้ในประเทศไทยเป็นป่าในเขตร้อน ( Tropical Forest ) มีพืชพันธุ์มากมายหลายชนิด ซึ่งหากแบ่งเป็นประเภทใหญ่ๆแล้ว จะแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ 1. ป่าประเภทผลัดใบ ( Deciduous Forest ) ป่าประเภทนี้ ประกอบด้วยพันธุ์ไม้ที่มักจะผลัดใบพร้อมๆกันในฤดูแล้ง ใบไม้ที่ร่วงหล่น และไม้ที่ล้มลุกที่คลุมอยู่บนพื้นดินมักจะกลายเป็นเชื้อเพลิง ก่อให้เกิดไฟไหม้ลุกลามเป็นไฟป่าอย่างกว้างขวางในป่าประเภทนี้เสมอ แต่เมื่อย่างเข้าฤดูฝน ต้นไม้ต่างๆก็จะออกดอก ออกใบ และไม้พื้นล่างก็จะเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว       </li></ul><ul><li>         </li></ul>ประเภทของป่าไม้ในประเทศไทย
  31. 31. <ul><li>มีลักษณะเป็นป่าโปร่ง ประกอบด้วยต้นไม้ขนาดใหญ่และขนาดกลางหลายชนิดบางแห่งมีไม้ไผ่ชนิดต่างๆขึ้นอยู่กระจัดกระจายทั่วไป พื้นดินมักเป็นดินร่วนปนทรายในฤดูแล้งต้นไม้ส่วนมากจะผลัดใบและมักจะเกิดไฟป่าขึ้นลุกลามแทบทุกปี เมื่อเข้าฤดูฝนต้นไม้จึงผลิใบและกลับเขียวชอุ่มเหมือนเดิมป่าเบญจพรรณในภาคเหนือมักจะมีไม้สักขึ้นปะปนอยู่ทั่วไปไม้สักที่ขึ้นอยู่ตามธรรมชาติในป่าเบญจพรรณนี้จะมี ครอบคลุมอาณาเขตลงมาถึงจังหวัดกาญจนบุรีในภาคกลางในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออกมีป่าเบญจพรรณอยู่น้อยและไม่มีไม้สักขึ้นอยู่ ในภาคใต้มีป่าเบญจพรรณขึ้นอยู่น้อยมากและกระจัดกระจาย เช่น ระนอง สตูล และนครศรีธรรมราชพันธุ์ไม้ชนิดที่สำคัญได้แก่ สัก ประดู่ แดง มะค่าโมง ตะแบก เสลา อ้อยช้าง ยมหอม ยมหิน มะเกลือ สมพง เก็ดดำ ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีไม้ไผ่ที่สำคัญอีกหลายชนิดเช่น ไผ่ป่า ไผ่รวก ไผ่ไร่ เป็นต้น </li></ul>
  32. 32. <ul><li>ลักษณะทั่วไปเป็นป่าโปร่ง มีต้นไม้ขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก ขึ้นอยู่ปะปน และหญ้าเพ็ก ซึ่งเป็นไม้ไผ่ขนาดเล็กขึ้นอยู่ทั่วไป พื้นที่แห้งแล้ง ดินร่วนปนทรายหรือกรวดลูกรัง ความอุดมสมบูรณ์น้อย ต้นไม้แทบทั้งหมดผลัดใบและมักเกิดไฟไหม้ป่าลุกลามทุกปีป่าเต็งรังมีอยู่ทั่วไป ทั้งในที่ราบและที่ภูเขาในภาคเหนือมักเกิดขึ้นในที่เขาซึ่งมีดินตื้นและแห้งแล้งมากต้นไม้ที่ขึ้นอยู่จึงไม่ค่อยเติบโตและมีขนาดเล็กแคระแกรน ป่าจึงมักจะมีลักษณะโปร่งมาก ถ้าหากดินดีจะมีความชุ่มชื้นอยู่บ้าง ต้นไม้ก็มีขนาดใหญ่ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีป่าแดงอยู่มากที่สุด และมักขึ้นอยู่บนเนินเขาหรือที่ราบดินทราย ลักษณะป่าจึงแน่นทึบและสมบูรณ์กว่าป่าแดงในภาคตะวันออกเฉียงเหนือบางแห่งมีลักษณะค่อนไปทางป่าเบญจพรรณมากชนิดพันธุ์ไม้ที่สำคัญในป่าเต็งรัง ได้แก่ เต็ง รัง เหียง พลวง กราด ติ้ว พะยอม แต้ว มะค่าแต้ ประดู่ แดง สมอไทย ตะแบกเลือด แสลงใจ รกฟ้า ฯลฯ ส่วนไม้พื้นล่างที่พบมากได้แก่ มะพร้าวเต่า ปุ่มเป้ง หญ้าเพ็ก และหญ้าชนิดอื่นๆ </li></ul>
  33. 33. ป่าผลัดใบแบบป่าเต็งรังหรือป่าโคก <ul><li>1. องค์ประกอบที่มีชีวิต (Biotic components) </li></ul><ul><li>1.1 ผู้ผลิต (Producer) ได้แก่ เต็ง รัง พลวง เหียง ( ต้นไผ่ ต้นคูณ ต้นประดู่ ต้นสัก ) </li></ul><ul><li>1.2 ผู้บริโภค (Consumer) ได้แก่ กวาง เก้ง เม่น ตุ่น นกกระทุง </li></ul><ul><li>1.3 ผู้ย่อยสลาย (Decomposer) ได้แก่ เชื้อจุลินทรีย์จำพวกเชื้อรา แบคทีเรีย </li></ul><ul><li>จำนวนปานกลาง </li></ul><ul><li>2. องค์ประกอบที่ไม่มีชีวิต (Abiotic components) ได้แก่ </li></ul><ul><li>* อุณหภูมิสูงกว่าระหว่าง 65-95 . F </li></ul><ul><li>* ปริมาณน้ำฝน (precipitation) เฉลี่ยประมาณ 30 นิ้วต่อปี </li></ul><ul><li>* ความชื้นต่ำ ( แสงส่องถึงพื้นดินมาก ) * ดินมีธาตุอาหารต่ำ ( สีแดง ) </li></ul>ตะเคียนหนูและมะค่าโมง ต้นเต็ง นกกระทุง
  34. 34. <ul><li>ป่าหญ้าที่อยู่ทุกภาคบริเวณป่าที่ถูกแผ้วถางทำลายบริเวณพื้นดินที่ขาดความสมบูรณ์และถูกทอดทิ้ง   หญ้าชนิดต่าง ๆ   จึงเกิดขึ้นทดแทนและพอถึงหน้าแล้งก็เกิดไฟไหม้ทำให้ต้นไม้บริเวณข้างเคียงล้มตาย   พื้นที่ป่าหญ้าจึงขยายมากขึ้นทุกปี   พืชที่พบมากที่สุดในป่าหญ้าก็คือ   หญ้าคา   หญ้าขนตาช้าง   หญ้าโขมง   หญ้าเพ็กและปุ่มแป้ง   บริเวณที่พอจะมีความชื้นอยู่บ้าง และการระบายน้ำได้ดีก็มักจะพบพงและแขมขึ้นอยู่ และอาจพบต้นไม้ทนไฟขึ้นอยู่   เช่น   ตับเต่า   รกฟ้าตานเหลือง   ติ้วและแต้ว </li></ul>
  35. 35. โครงสร้างระบบนิเวศทุ่งหญ้าเขตร้อน สามารถสรุปได้ ดังนี้ <ul><li>1. กลุ่มสิ่งมีชีวิต จำแนกตามบทบาทและหน้าที่ สามารถจำแนกได้ 3 กลุ่มคือ </li></ul>1.1 กลุ่มผู้ผลิต ได้แก่ ไม้ล้มลุก ไม้พุ่มและไม้ยืนต้น เป็นต้น 1.2 กลุ่มผู้บริโภค เมื่อจำแนกตามอาหารที่บริโภค สามารถจำแนกได้ 4 ประเภท - ผู้บริโภคพืช เช่น แรด จิงโจ้ ควายป่า เป็นต้น - ผู้บริโภคสัตว์ เช่น สิงโต สุนัขป่า หม้อข้าวหม้อแกงลิง เป็นต้น - ผู้บริโภคพืชและสัตว์ เช่น นกกระจอกเทศ เป็นต้น - ผู้บริโภคซาก เช่น ไฮยีน่า เป็นต้น 1.3 กลุ่มผู้ย่อยสลาย เช่น เชื้อราดิน แบคทีเรีย จุลินทรีย์ 2. กลุ่มสิ่งไม่มีชีวิต เช่น ดิน แสง น้ำฝน เป็นต้น
  36. 36. <ul><li>ป่าประเภทนี้ได้แก่ ป่าซึ่งปรากฏเห็นเขียวชอุ่มตลอดปี แม้พันธุ์ไม้ชนิดต่างๆที่ขึ้นอยู่จะมีการทิ้งใบตามธรรมชาติ แต่ก็เป็นการทยอยล่วงหล่น และเกิดใหม่ทดแทนอยู่ตลอดเวลา ไม่เห็นความแตกต่างเหมือนในป่าประเภทผลัดใบ ป่าประเภทนี้มีอยู่ทั่วไปในประเทศไทยซึ่งอาจจะแยกได้ตามลักษณะเด่นของป่าได้เป็น 4 ชนิด คือ </li></ul>
  37. 37. <ul><li>ป่าดงดิบมีอยู่ทั่วไปในทุกภาคของประเทศ แต่ที่มีมากที่สุดได้แก่ ภาคใต้ และภาคตะวันออกในบริเวณจังหวัดระยอง จันทบุรี และตราดเพราะบริเวณนี้ฝนตกชุกและมีความชุ่มชื้นมากในท้องที่ภาคอื่นป่าดงดิบมักกระจายตามบริเวณที่มีดินฟ้าอากาศชุ่มชื้นมาๆ เช่น ตามหุบเขาริมแม่น้ำ ลำธาร ห้วย แหล่งน้ำ และบนภูเขาลักษณะของป่าดงดิบโดยทั่วไป มักเป็นป่ารกทึบ มองดูเขียวชอุ่มตลอดปี มีพันธุ์ไม้หลายร้อยชนิดขึ้นเบียดเสียดกันอยู่ ทั้งขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก ซึ่งล้วนแต่เป็นชนิดที่ไม่ผลัดใบแทบทั้งสิ้น ป่าดงดิบในพื้นที่บางแห่ง เช่น ในภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีความชุ่มชื้นน้อยกว่าที่อื่นชนิดพันธุ์ไม้ที่ขึ้นอยู่จึงแตกต่างไปบ้างเล็กน้อย และป่ามีลักษณะโปร่งขึ้น เรียกกันว่า ป่าดิบแล้งชนิดพันธุ์ไม้ที่สำคัญและมีคุณค่าทางเศรษฐกิจในป่าดงดิบมีมากมาย เช่น ยาง ตะเคียน กระบาก เคี่ยม จำปาป่า หลุมพอ มะหาด มะม่วงป่า มะยมป่า ตาเสือ ฯลฯนอกจากนี้มีพันธุ์ไม้ขนาดเล็กชนิดอื่นขึ้นปะปนอยู่ ซึ่งเรียกว่าไม้พื้นล่าง ได้แก่ ไผ่บงไผ่หก ระกำ กระวาน หวาย และเถาวัลย์ชนิดต่างๆ อีกมากมาย ซึ่งสามารถแยกออกเป็นป่าดงดิบชนิดต่าง ๆ   ดังนี้ </li></ul>
  38. 38. <ul><li>  </li></ul><ul><li>     เป็นป่ารกทึบมองดูเขียวชอุ่มตลอดปีมีพันธุ์ไม้หลายร้อยชนิดขึ้นเบียดเสียดกันอยู่มักจะพบกระจัดกระจายตั้งแต่ความสูง 600 เมตร   จากระดับน้ำทะเล   ไม้ที่สำคัญก็คือ ไม้ตระกูลยางต่าง ๆ   เช่น   ยางนา   ยางเสียน   ส่วนไม้ชั้นรอง คือ   พวกไม้กอ   เช่น   กอน้ำ   กอเดือย </li></ul><ul><li>   </li></ul>
  39. 39. <ul><li>           เป็นป่าที่อยู่ในพื้นที่ค่อนข้างราบมีความชุ่มชื้นน้อย   เช่น   ในแถบภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือมักอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 300-600 เมตร   ไม้ที่สำคัญได้แก่   มะคาโมง   ยางนา   พยอม   ตะเคียนแดง   กระเบากลัก และตาเสือ </li></ul><ul><li>     </li></ul><ul><li>        </li></ul><ul><li>ป่าชนิดนี้เกิดขึ้นในพื้นที่สูง ๆ หรือบนภูเขาตั้งแต่ 1,000-1,200 เมตร   ขึ้นไปจากระดับน้ำทะเล   ไม้ส่วนมากเป็นพวก Gymonosperm  ได้แก่   พวกไม้ขุนและสนสามพันปี   นอกจากนี้ยังมีไม้ตระกูลกอขึ้นอยู่   พวกไม้ชั้นที่สองรองลงมาได้แก่   เป้ง   สะเดาช้าง และขมิ้น </li></ul>
  40. 40. <ul><li>ป่าสนเขาหรือป่าสนในประเทศไทยมักปรากฏอยู่ตามภูเขาสูงจากระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 700 ขึ้นไปป่านิดนี้จึงมีมากทางภาคเหนือ ในภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีอยู่บ้างไม่มากนัก และบางทีอาจปรากฏในที่ซึ่งมีระดับ ความสูงจากระดับน้ำทะเลเพียง 200-300 เมตรเท่านั้นในภาคตะวันออกและภาคใต้ ตั้งแต่จังหวัดชุมพรลงไป ยังไม่ปรากฏว่าพบป่าชนิดนี้ขึ้นอยู่ตามธรรมชาติป่าสนโดยทั่วไปมักจะขึ้นอยู่ในที่ที่ดินไม่ค่อยจะอุดมสมบูรณ์นักมีความเป็นกรดสูง ลักษณะเป็นป่าโปร่งไม่ผลัดใบ ต้นสนบางทีจะขึ้นอยู่เป็นหมู่ล้วนๆ โดยไม่มีต้นไม้ชนิดอื่นขึ้นอยู่ปะปน แต่บางครั้งอาจขึ้นกระจายเป็นหย่อมๆ หรือขึ้นอยู่ปะปนกับชนิดพันธุ์ไม้ของป่าดงดิบเขา หรือป่าเต็งรังชนิดพันธุ์ไม้ที่สำคัญของป่าชนิดนี้ คือ สนสองใบ และสนสามใบ ส่วนต้นไม้ชนิดอื่นๆที่ขึ้นอยู่ด้วยกัน ไดแก่ จำพวกพันธุ์ไม้ป่าดงดิบเขา เช่น ก่อชนิดต่างๆ หรือพันธุ์ไม้ป่าเต็งรังบางชนิด คือ เต็ง รัง เหียง พลวง เป็นต้น </li></ul><ul><li>           </li></ul>2. ป่าสนเขา
  41. 41. โครงสร้างระบบนิเวศป่าสน <ul><li>โครงสร้างของระบบนิเวศป่าสน </li></ul><ul><li>(Coniferous Forest Ecosystem) </li></ul><ul><li>มี 2 ส่วน คือ </li></ul><ul><li>1. กลุ่มสิ่งมีชีวิต ซึ่งจำแนกตามบทบาทและหน้าที่สามารถจำแนกได้ 3 กลุ่ม คือ </li></ul><ul><li>1.1 ผู้ผลิต (Producer) ได้แก่ </li></ul><ul><li>1. ไม้สนสองใบ 2. สนสามใบ </li></ul>
  42. 42. <ul><li>1.2 ผู้บริโภค (Consumer) ซึ่งเมื่อจำแนกตามอาหารที่บริโภคสามารถ จำแนกได้ 4 ประเภท คือ </li></ul><ul><li>1.2.1 ผู้บริโภคพืช (Herbivore) ได้แก่ </li></ul><ul><li>1. กระต่ายป่า 2. กระรอก 3.Caribou </li></ul><ul><li>1.2.2 ผู้บริโภคสัตว์ (Carnivore) ได้แก่ </li></ul><ul><li>1. แมวป่า 2. สุนัขป่า 3. หมี </li></ul><ul><li>1.2.3 ผู้บริโภคทั้งพืชและสัตว์ (Omnivore) ได้แก่ 1. นก </li></ul><ul><li>1.2.4 ผู้บริโภคซาก (Scavenger) ได้แก่ </li></ul><ul><li>1. หนอน </li></ul><ul><li>1.3 ผู้ย่อยสลาย (Decomposer) ได้แก่ </li></ul><ul><li>1. แบคทีเรีย </li></ul><ul><li>2. กลุ่มสิ่งที่ไม่มีชีวิต ได้แก่ 1. น้ำ 2. ดิน 3. อากาศ </li></ul>
  43. 43. <ul><li>ป่าชนิดนี้มักปรากฏในบริเวณที่มีน้ำจืดท่วมมาก ๆ   ดินระบายน้ำไม่ดีป่าพรุในภาคกลาง   มีลักษณะโปร่งและมีต้นไม้ขึ้นอยู่ห่าง ๆ   เช่น   ครอเทียน   สนุ่น   จิก   โมกบ้าน   หวายน้ำ   หวายโปร่ง   ระกำ   อ้อ และแขม   ในภาคใต้ป่าพรุมีขึ้นอยู่ตามบริเวณที่มีน้ำขังตลอดปีดินป่าพรุที่มีเนื้อที่มากที่สุดอยู่ในบริเวณจังหวัดนราธิวาสดินเป็นพีท   ซึ่งเป็นซากพืชผุสลายทับถมกัน   เป็นเวลานานป่าพรุแบ่งออกได้ 2 ลักษณะ คือ ตามบริเวณซึ่งเป็นพรุน้ำกร่อยใกล้ชายทะเลต้นเสม็ดจะขึ้นอยู่หนาแน่นพื้นที่มีต้นกกชนิดต่าง ๆ เรียก &quot; ป่าพรุเสม็ด หรือ ป่าเสม็ด &quot;  อีกลักษณะเป็นป่าที่มีพันธุ์ไม้ต่าง ๆ   มากชนิดขึ้นปะปนกัน </li></ul><ul><li>  ชนิดพันธุ์ไม้ที่สำคัญของป่าพรุ   ได้แก่   อินทนิล   น้ำหว้า   จิก   โสกน้ำ   กระทุ่มน้ำภันเกรา   โงงงันกะทั่งหัน   ไม้พื้นล่างประกอบด้วย   หวาย   ตะค้าทอง   หมากแดง และหมากชนิดอื่น ๆ </li></ul>
  44. 44. <ul><li>เป็นป่าโปร่งไม่ผลัดใบขึ้นอยู่ตามบริเวณหาดชายทะเล   น้ำไม่ท่วมตามฝั่งดินและชายเขาริมทะเล   ต้นไม้สำคัญที่ขึ้นอยู่ตามหาดชายทะเล   ต้องเป็นพืชทนเค็ม และมักมีลักษณะไม้เป็นพุ่มลักษณะต้นคดงอ   ใบหนาแข็ง   ได้แก่   สนทะเล   หูกวาง   โพธิ์ทะเล   กระทิง   ตีนเป็ดทะเล   หยีน้ำ   มักมีต้นเตยและหญ้าต่าง ๆ ขึ้นอยู่เป็นไม้พื้นล่าง   ตามฝั่งดินและชายเขา   มักพบไม้เกตลำบิด   มะคาแต้   กระบองเพชร   เสมา และไม้หนามชนิดต่าง ๆ   เช่น   ซิงซี่   หนามหัน   กำจาย   มะดันขอ   เป็นต้น </li></ul>
  45. 45. <ul><ul><ul><li>ป่าชายเลนบางทีเรียกว่า ป่าเลนน้ำเค็ม หรือป่าเลน หรือป่าโกงกาง ลักษณะเป็นป่าไม่ผลัดใบ มีต้นไม้ขึ้นหนาแน่น แต่ละชนิดมีรากค้ำยันและรากหายใจแตกต่างกันไป ป่าชนิดนี้ปรากฏอยู่ตามที่ดินเลนริมทะเล หรือบริเวณปากแม่น้ำใหญ่ๆ ซึ่งมีน้ำเค็มท่วมถึง ตามชายทะเลภาคตะวันออก มีอยู่ทุกจังหวัด แต่ที่มีมากที่สุด คือ บริเวณปากแม่น้ำเวฬุ อำเภอลุง จังหวัดจันทบุรี ในภาคใต้มีอยู่ตามชายฝั่งทะเลทั้งสองด้าน ทั้งชายฝั่งด้านตะวันออกมีชายทะเลขึ้นอยู่เป็นแห่งๆ ตั้งแต่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ลงไปจนถึง จังหวัดปัตตานี ส่วนชายฝั่งด้านตะวันตกมีป่าชายเลนขึ้นอยู่อย่างหนาแน่น ตั้งแต่จังหวัดระนอง ถึงจังหวัดสตูลพันธุ์ไม้ที่ขึ้นอยู่ตาม ป่าชายเลน ส่วนมากเป็นพันธุ์ไม้ขนาดเล็ก ใช้ประโยชน์สำหรับเผาถ่าน และทำฟืน พันธุ์ไม้ชนิดที่สำคัญได้แก่ โกงกาง ประสัก ถั่วขาว ถั่วดำ โปรง ตะบูน แสมทะเล ลำพูน และลำแพน ฯลฯส่วนไม้พื้นล่างมักเป็นพวก ปรงทะเล เหงือกปลาหมอ ปอทะเล และเป้ง เป็นต้น </li></ul></ul></ul>
  46. 46. <ul><li>1 . เป็นส่วนที่สำคัญมากส่วนหนึ่งของวัฏจักร น้ำ ออกซิเจน คาร์บอนและไนโตรเจนในระบบนิเวศ ทำให้เกิดความสมดุลแห่งระบบด้วยการหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงแร่ธาตุและสสารในระบบนิเวศ </li></ul>ความสำคัญและประโยชน์ของป่าไม้
  47. 47. <ul><li>2 . ป่าช่วยในการอนุรักษ์ดินและน้ำ เมื่อฝนตกน้ำฝนบางส่วนจะถูกต้นไม้ในป่าดูดซับไว้ แล้วค่อยๆ ปลดปล่อยให้ไหลลงสู่ผิวดิน อีกส่วนหนึ่งจะซึมลงสู่ดินชั้นล่าง สามารถลดการพังทลายของดินได้ ลดการกัดเซาะหน้าดินที่อุดมสมบูรณ์ ป้องกันการเกิดน้ำท่วมฉับพลันและสามารถลดความรุนแรงของการเกิดภาวะน้ำท่วม เนื่องจากต้นไม้ช่วย ชะลอการไหลของน้ำบนผิวหน้าดิน และการมีป่าไม้ปกคลุมดินจะช่วยป้องกันการกัดเซาะได้ดีกว่าปลูกพืชชนิดอื่น </li></ul>
  48. 48. <ul><li>3 . ช่วยปรับสภาพบรรยากาศ เนื่องจากป่าไม้ช่วยเก็บรักษาความชุ่มชื้นในดินไว้ ร่มเงาของป่าช่วยป้องกันไม่ให้ความร้อนจากดวงอาทิตย์ตกกระทบผิวดินโดยตรง บริเวณป่าไม้จะมีน้ำที่เกิดจากการระเหยจากใบและลำต้น กลายเป็นไอน้ำในอากาศจำนวนมาก อากาศเหนือป่าไม้จึงมีความชื้นมาก เมื่ออุณหภูมิอากาศลดลง ไอน้ำจะกลั่นตัวเป็นหยดน้ำเกิดเป็นเมฆจำนวนมาก สุดท้ายก่อให้เกิดฝนตกลงมาในป่าที่มีต้นไม้หนาแน่นและส่งผลให้พื้นที่ใกล้เคียงได้รับน้ำฝน และทำให้สภาพอากาศที่ชุ่มชื้นแม้กระทั่งในฤดูร้อน ดังนั้นพื้นที่ที่มีป่าไม้มาก เช่น เขาใหญ่ ดอนอินทนนท์ ภูกระดึง เขาหลวง จะเห็นว่ามีเมฆปกคลุมอยู่บนภูเขาและจะมีฝนตกมากกว่าบริเวณข้างล่าง </li></ul>
  49. 49. <ul><li>4 . ป่าไม้เป็นแหล่งต้นน้ำลำธาร ในบริเวณที่ป่าไม้มีความสมบูรณ์ต้นไม้มีรากลึกและชอนไชอยู่ในดิน อินทรีย์วัตถุจากต้นไม้และสัตว์ป่าจะช่วยปรับโครงสร้างของดินให้มีรูพรุนที่สามารถเก็บกักน้ำได้ดี น้ำฝนที่ผ่านต้นไม้จะลงสู่ดินในแนวดิ่งแล้วค่อยๆ ไหลซึมกระจายไปตามรากที่แตกแขนงออกไปตามอนุภาคดิน รูพรุนที่อยู่ในดินเฉพาะรูพรุนขนาดเล็กในเม็ดดินนั้นสามารถกักเก็บน้ำได้มากกว่า น้ำหนักของเม็ดดินแห้งถึง 3-10 เท่า และน้ำที่กักเก็บไว้นั้น จะค่อยๆ ปลดปล่อยสู่ชั้นน้ำใต้ดินเพื่อลงสู่แหล่งน้ำลำธาร ป่าจึงเปรียบได้ กับฟองน้ำขนาดใหญ่ที่ทำหน้าที่ เป็นแหล่งกักเก็บน้ำตามธรรมชาติ ถ้าป่าเกิดในที่สูง น้ำที่กักเก็บไว้จะค่อยๆ ซึมลงมารวมกันตามหุบเขา เกิดธารน้ำเล็กๆ มากมาย และกำเนิดแม่น้ำลำธารที่สามารถมีน้ำใช้ได้ ทุกฤดูกาล เป็นต้น </li></ul>
  50. 50. <ul><li>5 . ป่าไม้เป็นแหล่งปัจจัยสี่ ป่าไม้เป็นแหล่งผลิต / ผู้ผลิต ปัจจัยพื้นฐานต่อการดำรงชีพของมนุษย์ เมือง / ชุมชนเกษตรกรรม และอุตสาหกรรมที่สำคัญและหาสิ่งอื่นมาทดแทนมิได้ ป่าไม้มีความผูกพันต่อความเป็นอยู่จากอดีตจนถึงปัจจุบัน ได้แก่ การนำไม้มาใช้ใน การก่อสร้างบ้านเรือน ที่อยู่อาศัย เป็นเครื่องตกแต่งบ้าน ใช้เป็นเชื้อเพลิงในการหุงต้มอาหาร ซึ่งในเรื่องอาหารมนุษย์ ได้รับจากป่าโดยตรง เช่น ได้ส่วนของผล เมล็ด ใบ ดอก ลำต้นเป็นอาหาร และได้รับน้ำผึ้ง หรือเนื้อสัตว์ป่าโดยทางอ้อม สมุนไพรหรือยาแผนโบราณที่ใช้รักษาโรค ส่วนใหญ่ได้มาจากผลิตภัณฑ์ของป่าไม้ ได้มีการนำสมุนไพรจากป่ามาดัดแปลง สกัดเอาส่วนที่สำคัญ จากเปลือก ดอก ผล เมล็ด ราก นำมาใช้ในการผลิตยารักษาโรคที่ออกมาในรูปของยาเม็ด ยาน้ำ หรือแคปซูล </li></ul><ul><li>6 . เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า ป่าไม้จัดว่าเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยและหลบภัยที่สำคัญที่สุดของสัตว์ป่า ซึ่งสัตว์เหล่านี้มีความสำคัญต่อมนุษย์ เช่น เป็นอาหาร ยารักษาโรค ช่วยขจัดแมลงและประดับป่าไม้ให้เกิดความงดงาม การทำลายพื้นที่ป่าจึงเสมือนทำลายสัตว์ป่าด้วย </li></ul>
  51. 51. <ul><li>7 . เป็นแนวป้องกันลมพายุ เมื่อลมพายุพัดมาปะทะพื้นที่ป่าไม้ซึ่งเป็นสิ่งกีดขวางความเร็วและลมพายุจะลดลง ดังนั้น ลมพายุที่พัดผ่านแนวป่าไม้จะมีความเร็วน้อยกว่าพัดผ่านที่โล่งแจ้ง ช่วยลดความเสียหายของสิ่งก่อสร้าง ป่าไม้จึงเป็นกำแพงธรรมชาติที่ช่วยป้องกันความรุนแรงของลมพายุได้ </li></ul><ul><li>8 . ด้านการพักผ่อนหย่อนใจ ธรรมชาติของป่าไม้จะเต็มไปด้วยสีสัน ความเขียวชอุ่ม ร่มเย็น ก่อให้เกิดความสบายตาเมื่อพบเห็น ความสดสวยงดงามของดอกไม้ ความชุ่มชื้น น้ำในลำธารที่ใสสะอาด ความเงียบสงบจากเสียงรบกวนของชุมชน ความน่าชมและน่ารักของสัตว์ป่า ทำให้เขตป่าไม้เป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจที่สำคัญอย่างหนึ่งของมนุษย์ ในช่วงวันหยุดต่างๆ จะพบเห็นประชาชนทั้งในท้องถิ่นและในเมืองจำนวนมากเดินทางไปเที่ยวหรือพักผ่อนหย่อนใจในเขตอุทยานแห่งชาติ วนอุทยาน สวนพฤกษศาสตร์ สวนป่า และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เป็นต้น ป่าไม้จึงเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญอย่างหนึ่งไปด้วย </li></ul>
  52. 52. <ul><li>9 . ช่วยลดมลพิษทางอากาศ เนื่องจากป่าไม้เป็นตัวช่วยดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์เพื่อนำไปใช้ในการสังเคราะห์อาหาร แล้วปลดปล่อยก๊าซออกซิเจนมาให้กับสิ่งมีชีวิตอื่นๆ บนโลก สมดุลระหว่างคาร์บอนไดออกไซด์และออกซิเจนในอากาศจึงเกิดขึ้น และเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า พืชในตระกูลสูงสามารถดูดกลืนก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ แล้วเปลี่ยนแปลงให้เป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ปล่อยออกสู่บรรยากาศแล้วจึงดึงกลับมาใช้ในการสังเคราะห์อาหารในเวลากลางวัน ดังนั้นจะเห็นได้ว่าต้นไม้มีประโยชน์มากในการช่วยกำจัดคาร์บอนมอนอกไซด์และคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศ ในเมืองใหญ่ๆ ซึ่งมีแต่ป่าคอนกรีตและไม่ค่อยมีต้นไม้ อากาศในเมืองจึงมีปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์สูง การปลูกต้นไม้มากๆ จะช่วยลดปริมาณก๊าซทั้งสองชนิดนี้ลงได้ </li></ul><ul><li>** เนื่องจากป่าไม้สามารถเอื้ออำนวยประโยชน์ต่อประชาชนได้ทั้งทางตรงและทางอ้อมดังที่กล่าวมาแล้ว การทำลายป่าถือว่าเป็นการทำลายผลประโยชน์ส่วนรวมของประชาชน ป่าไม้เมื่อถูกทำลายลงแล้วยากที่จะฟื้นฟูให้กลับสู่สภาพเดิมได้ ดังนั้นเพื่อประโยชน์ของเราเองและต่อประเทศชาติโดยส่วนรวม โปรดช่วยดูแลรักษาป่าเพื่อให้ป่านั้นๆ มีอยู่และเอื้ออำนวยประโยชน์ตลอดไป </li></ul>
  53. 53. สรุปความสำคัญทรัพยากรป่าไม้ ที่มีต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อม <ul><li>ให้ปัจจัยสี่ ทำให้มนุษย์มีอาหาร ยารักษาโรค เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัยแก่มนุษย์และสิ่งมีชีวิตต่างๆ </li></ul><ul><li>2 . ช่วยควบคุมอุณหภูมิโลกไม่ให้สูงเกินไป จนก่อให้เกิดมลพิษความร้อน ภาวะเรือนกระจก (green house effect) โดยป่าไม้จะเปลี่ยนก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้เป็นแป้งและน้ำตาล โดยผ่านกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง ทำให้รังสีความร้อนจากดวงอาทิตย์ ได้แก่ รังสี UV บีและซี สามารถแผ่กลับคืนสู่บรรยากาศได้ ส่งผลให้อุณหภูมิของโลกไม่เพิ่มขึ้น </li></ul><ul><li>3 . รักษาความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรดิน ให้มีแร่ธาตุที่สำคัญต่อการเจริญเติบโตของพืช เนื่องจากรากของต้นไม้ในป่าช่วยกักเก็บแร่ธาตุไว้ไม่ให้ถูกกระแสน้ำและลมพัดพาไปสู่พื้นที่ต่ำกว่า </li></ul>
  54. 54. 4. เป็น แหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่านานาชนิด เพื่อเป็นแหล่งขยายพันธุ์สัตว์ให้มีชนิด ปริมาณและสัดส่วนในระบบนิเวศที่เหมาะสม ส่งผลให้ประสิทธิภาพการถ่ายทอดสารอาหารและพลังงานสามารถถ่ายทอดเป็นไปตามกฎ 10 เปอร์เซ็นต์ 5. เป็นแหล่งเก็บรักษาน้ำไว้ ทำให้ไม่เกิดปรากฏการณ์น้ำท่วม เนื่องจากต้นไม้ในพื้นที่ป่าไม้จะสามารถเก็บน้ำไว้ในลำต้น สำหรับนำใช้ในการลำเลียงอาหารได้ในปริมาณที่มากเทียบเท่ากับแหล่งน้ำขนาดใหญ่
  55. 55. <ul><li>1 . การทำไม้ ความต้องการไม้เพื่อกิจการต่างๆ เช่น เพื่อทำอุตสาหกรรมโรงเลื่อย โรงงานกระดาษสร้างที่อยู่อาศัยหรือการค้า ทำให้ต้นไม้ถูกลอบตัดและตัดถูกต้องตามกฎหมาย ทั้งอนุญาตผูกขาดทั้งสัมปทานระยะยาว ขาดระบบการควบคุมที่ดี ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายมุ่งแต่ตัวเลขปริมาตรที่จะทำออก โดยไม่ระวังดูแลพื้นที่ป่า ไม่ติดตามผลการปลูกป่าทดแทนตามเงื่อนไขสัมปทานว่า ได้ดูแลรักษาต้นไม้ให้เจริญเติบโตอย่างปลอดภัยหรือไม่ </li></ul>สาเหตุของการสูญเสียทรัพยากรป่าไม้
  56. 56. <ul><li>2 . การเพิ่มจำนวนประชากรของประเทศ ทำให้ความต้องการจากภาคเกษตรกรรมมากขึ้น ความจำเป็นที่ต้องการขยายพื้นที่เพาะปลูกเพิ่มขึ้น พื้นที่ป่าไม้ในเขตภูเขาจึงเป็นเป้าหมายของการขยายพื้นที่เพื่อการเพาะปลูก การบุกรุกพื้นที่ป่าอาจกระทำโดยราษฏรสามารถบุกรุกเข้าครอบครองพื้นที่หลังการทำไม้ได้อย่างง่ายดาย จากการ เพิกเฉยของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง หรือเกษตรกรเหล่านี้ทำการเกษตรโดยขาดการวางแผนการใช้ที่ดินอย่างมี ประสิทธิภาพเป็นเหตุให้มีหนี้สินเพิ่มขึ้น ต้องขายที่ดินแล้วอพยพเข้าป่าลึกไปเรื่อยๆ หรือการขายที่ดินผืนใหญ่ ในราคาสูงขึ้นผิดปกติให้แก่นักลงทุนที่สนองนโยบายการท่องเที่ยวด้วยการสร้างรีสอร์ท สนามกอล์ฟ ยิ่งเป็นเหตุ ซ้ำเติมให้พื้นที่ป่าไม้ถูกบุกรุกมากขึ้น </li></ul>
  57. 57. <ul><li>3 . การส่งเสริมการปลูกพืชหรือเลี้ยงสัตว์เศรษฐกิจเพื่อการส่งออก เช่น มันสำปะหลัง ปอ ฯลฯ โดยไม่ส่งเสริมการใช้ที่ดินอย่างเต็มประสิทธิภาพทั้งๆ ที่พื้นที่ป่าบางแห่งไม่เหมาะที่จะนำมาใช้ในการเกษตรกรรมเพาะปลูก เนื่องจาก ( 1 ) พื้นที่ขรุขระไม่สะดวกในการขุดไถพรวน ( 2 ) พื้นที่ลาดเอียง และดินง่ายต่อการเกิดกษัยการ ( 3 ) ชั้นดินบาง หลังจากการเพาะปลูกได้ไม่นาน พื้นดินที่ถูกปล่อยทิ้งไว้ให้เป็นทุ่งหญ้าไม่สามารถปลูกพืชได้อีก ทำให้มีการขยายพื้นที่เพาะปลูกด้วยการบุกรุกป่าเพิ่มมากขึ้นอีก กรณีของการส่งเสริมการเลี้ยงกุ้งกุลาดำก็เช่นกัน ทำให้พื้นที่ป่าชายเลนถูกบุกรุกและทำลายลงกว่าครึ่งในรอบ 30 ปีที่ผ่านมา </li></ul>
  58. 58. <ul><li>4 . การกำหนดแนวเขตพื้นที่ป่า กระทำไม่ชัดเจนหรือไม่กระทำเลยในหลายๆ ป่า ทำให้ราษฏรเกิดความสับสนทั้งโดยเจตนาและไม่เจตนา บางแห่งเจ้าหน้าที่ในพื้นที่เองยังไม่สามารถชี้แนวเขตได้ถูกต้อง ทำให้เกิดการพิพาทในเรื่องที่ดินทำกินและที่ดินป่าไม้อยู่ตลอดเวลา และมักเกิดการร้องเรียนต่อต้านในเรื่องกรรมสิทธิ์ที่ดิน ซึ่งช่วงระยะนี้เองการบุกรุกพื้นที่ป่าก็ดำเนินไปเรื่อยๆ กว่าจะรู้แพ้รู้ชนะป่าก็หมดสภาพไปแล้ว </li></ul>
  59. 59. สาเหตุและผลกระทบที่เกิดจากการใช้ทรัพยากรป่าไม้ <ul><li>มนุษย์ ทำการลักลอบตัดไม้ทำลายป่ามากขึ้นเพื่อนำพื้นดินไปทำการเกษตร อุตสาหกรรม ชุมชน สร้างเขื่อนการทำเหมืองแร่และใช้ที่ดินไม่ถูกวิธี เช่นทำไร่เลื่อนลอย ส่งผลให้พื้นที่ป่าไม้ลดลงไม่ถึง 25 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ประเทศ ทำให้ประเทศนั้นเกิดปัญหาน้ำท่วม อุณหภูมิสูงขึ้น ดินขาดความสมบูรณ์ สัตว์ป่าสูญพันธุ์มากขึ้น ส่งผลให้มนุษย์เกิดโรคระบาดท้องร่วง โรคเครียด </li></ul><ul><li>2. ธรรมชาติ พบว่าพื้นที่ป่าไม้ถูกทำลายโดยธรรมชาติเพียง 20 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น อันเนื่องจากการเสียดสีของวัตถุในป่าทำให้เกิดไฟป่าเกิดขึ้น ส่งผลให้สัตว์ป่าไม่มีที่อยู่อาศัยสำหรับการสืบพันธ์และเจริญเติบโต ปัจจัยสี่และปัจจัยห้าที่มนุษย์จะได้รับจากสัตว์ป่าลดลงไม่เพียงพอกับความต้องการของมนุษย์ที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ทำให้การทำงานของโครงสร้างในระบบนิเวศมีการทำงานที่ผิดปกติไปจากเดิมได้ </li></ul>
  60. 60. <ul><li>ป่าไม้มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการดำรงชีพของมนุษย์และการคงอยู่ของสิ่งแวดล้อมต่างๆ จากการสูญเสียทรัพยากร ป่าไม้ในทุกส่วนของโลกหรือของประเทศไทย ทำให้ทุกฝ่ายตระหนักถึงการสูญเสียและผลที่ได้รับจากการกระทำอันนี้ การดำเนินงานอนุรักษ์ป่าไม้จึงได้รับความสนใจจากภาครัฐบาลและเอกชน และประชาชนทั่วไปอย่างกว้างขวาง การอนุรักษ์ป่าไม้เป็นแนวทางการแก้ไขปัญหาดังกล่าวกระทำได้ ดังนี้ </li></ul><ul><li>1 . การกำหนดนโยบายป่าไม้แห่งชาติ กำหนดให้มีพื้นที่ป่าไม้ทั่วประเทศอย่างน้อยในอัตราร้อยละ 40 ของพื้นที่ประเทศ เป็นการกำหนดแนวทางการจัดการและการพัฒนาป่าไม้ในระยะยาวเพื่อประโยชน์ 2 ประการ ดังนี้ </li></ul>การอนุรักษ์ป่าไม้
  61. 61. <ul><li>1.1 ป่าเพื่อการอนุรักษ์ กำหนดไว้เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ดิน น้ำ พันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ที่หายาก และป้องกันภัยธรรมชาติอันเกิดจากน้ำท่วมและการพังทลายของดิน ตลอดทั้งเพื่อประโยชน์ในการศึกษา การวิจัย และนันทนาการของประชาชนในอัตราร้อยละ 15 ของพื้นที่ประเทศ หรือประมาณ 48 ล้านไร่ </li></ul><ul><li>1.2 ป่าเพื่อเศรษฐกิจ กำหนดไว้เพื่อการผลิตไม้และของป่า เพื่อประโยชน์ในทางเศรษฐกิจ ในอัตราร้อยละ 25 ของพื้นที่ประเทศ หรือประมาณ 80 ล้านไร่ ป่าอนุรักษ์ หมายถึง พื้นที่ได้รับการคุ้มครองที่ถูกต้องตามกฎหมาย โดยทั่วไปอยู่ในการดูแลของกรมป่าไม้ ซึ่งพื้นที่เหล่านี้อาจเป็นพื้นที่ป่าไม้ชายฝั่งทะเล หรือลักษณะอื่นๆ ที่มีระบบ นิเวศดั้งเดิม หรืออาจมีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย เพื่อใช้ประโยชน์ในการอนุรักษ์ เช่น การท่องเที่ยว นันทนาการ การศึกษาวิจัย ป่าอนุรักษ์ในระดับสากล ( IUCN ) </li></ul>
  62. 62. แนวทางการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้แบบยั่งยืน <ul><li>1. ถนอม โดยการกำหนดพื้นที่ป่าไม้เป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติ เขตป่าอนุรักษ์ เขตอุทยาน เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า การปลูกป่า กำหนดนโยบายป่าไม้แห่งชาติ เพื่อรักษาพื้นที่ป่าไม้หรือ ถนอมทรัพยากรป่าไม้ ไว้ เพื่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อมสามารถทำงานได้ดีและมีประสิทธิภาพ </li></ul><ul><li>2. ปรับปรุง โดยการฟื้นฟูพื้นที่ป่าไม้ที่เสื่อมโทรมให้กลับคืนสู่สภาพเดิม เช่นปรับปรุงพื้นที่เหมืองแร่เก่า นากุ้ง นาเกลือ ป่าชายเลนเสื่อมโทรม ให้เป็นป่าที่สมบูรณ์อีกครั้งโดยใช้ ความรู้หลักพื้นฐานนิเวศวิทยาวางแผนเพื่อจัดการ หรือพัฒนาทางวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมให้พื้นที่เสื่อมโทรมกลับคืนสู่ระบบนิเวศที่สมดุลธรรมชาติและอยู่ในภาพพจน์ที่พึ่งปรารถนาของมนุษย์ตลอดไป </li></ul><ul><li>3. ประหยัด โดยการใช้ไม้เท่าที่จำเป็นในการครองชีพเท่านั้น </li></ul><ul><li>4. ทดแทน โดยการใช้เหล็กหรือปูนซิเมนต์ทดแทนการใช้ไม้ในการสร้างบ้านเรือนของมนุษย์ </li></ul>
  63. 63. อ่านเพิ่มเติม <ul><li>เขตป่าสงวนแห่งชาติ </li></ul><ul><li>เขตป่าอนุรักษ์แห่งชาติ </li></ul><ul><li>เขตอุทยานแห่งชาติ </li></ul><ul><li>เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแห่งชาติ </li></ul><ul><li>และ การปลูกป่า </li></ul><ul><li>มีลักษณะที่แตกต่างกันอย่างไรและช่วยในการอนุรักษ์ป่าไม้ได้อย่างไร </li></ul><ul><li>* ขนาดพื้นที่ ลักษณะพิเศษของแต่ละเขต </li></ul>
  64. 64. ทรัพยากรสัตว์ป่า
  65. 65. สัตว์ป่า คือ สัตว์ทุกชนิดไม่ว่า สัตว์บก สัตว์น้ำ สัตว์ปีก แมลง หรือแมง ซึ่งโดยภาพธรรมชาติย่อมเกิดและดำรงชีวิตอยู่ในป่าหรือในน้ำและให้หมายความรวมถึงไข่ของสัตว์ป่าเหล่านั้นทุกชนิดด้วย แต่ไม่หมายความรวมถึงสัตว์พาหนะที่ได้จดทะเบียนทำตั๋วรูปพรรณตามกฎหมาย ว่าด้วยสัตว์พาหนะแล้ว และสัตว์พาหนะที่ได้มาจากการสืบพันธุ์ของสัตว์พาหนะ ดังกล่าว ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ป่าไม้ อันเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าได้ถูกทำลายลงไปมาก ตลอดจนการไล่ล่าของมนุษย์จึงทำให้ปริมาณสัตว์ป่ามีจำนวนลดน้อยลงทุกปีจนบางชนิดสูญพันธุ์บางชนิดก็ใกล้จะสูญพันธุ์เพื่อรักษาความสมดุลทางธรรมชาติจึงจำเป็นที่เราจะต้อง�

×