Successfully reported this slideshow.
We use your LinkedIn profile and activity data to personalize ads and to show you more relevant ads. You can change your ad preferences anytime.

Global climate system

371 views

Published on

ภูมิศาสตร์

Published in: Education
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

Global climate system

  1. 1. Global Climate System Atmosphere Terrain Analysis
  2. 2. "ภูมิอากาศ" ต่างจาก "ลมฟ้าอากาศ" อย่างไร ?  ภูมิอากาศ (Climate) หมายถึง สภาวะอากาศของทวีป ประเทศ เมือง หรือท้องถิ่นแห่งหนึ่งแห่งใดในช่วงระยะเวลาหนึ่ง เป็นลักษณะอากาศที่ เกิดขึ้นในช่วงระยะเวลายาวนาน จึงจัดได้ว่าเป็นตัวแทนของลักษณะอากาศ เฉลี่ยของภูมิภาคใดภูมิภาคหนึ่งในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ในบางครั้งเราเรียกว่า “ภูมิอากาศประจาถิ่น“(Topoclimate)  “ลมฟ้าอากาศ”(Weather) หมายถึง สภาวะอากาศที่เกิดขึ้นในช่วง ระยะเวลาหนึ่งในพื้นที่แห่งหนึ่ง ต่างจากภูมิอากาศที่มีสภาวะอากาศ เปลี่ยนแปลงไปตามช่วงระยะเวลาต่างๆ ในรอบปี โดย ภูมิอากาศเป็นสภาวะ อากาศเฉลี่ย หรือลมฟ้าอากาศเฉลี่ยในระยะเวลาหลายๆ ปีของพื้นที่แห่งใด แห่งหนึ่งนั่นเอง
  3. 3. อะไรเป็นตัวการทาให้ภูมิอากาศบนโลกของเรามีความแตกต่างกัน ? จากลักษณะสภาพทั่วไปของพื้นผิวโลกที่มีความแตกต่างกัน มีผลทาให้ลักษณะภูมิอากาศ แตกต่างกันไป หรือแม้แต่พื้นที่ตาแหน่งละติจูดเดียวกันบนพื้นโลกแต่ถ้าหากอยู่กันคน ละพื้นที่ก็ทาให้มีลักษณะภูมิอากาศแตกต่างกันได้โดยขึ้นอยู่กับตัวการหรือปัจจัยที่ ควบคุมลมฟ้าอากาศที่แตกต่างกัน ปัจจัยดังกล่าว ได้แก่  ละติจูด (Latitude)  ลักษณะของพื้นดินและพื้นน้า(Land and Water Area)  ความกดอากาศและลม (Wind and Pressure)  กระแสน้าในมหาสมุทร (Ocean Current)  ตาแหน่งที่ตั้งทางภูมิศาสตร์และลมประจาที่พัดผ่าน (Location)
  4. 4. เราแบ่งเขตภูมิอากาศของโลกของโลกได้อย่างไร ?  การแบ่งเขตภูมิอากาศทาได้หลายวิธีโดยอาศัยองค์ประกอบของอากาศ ทางด้านต่างๆ เช่น อุณหภูมิ หยาดน้าฟ้า ลักษณะพืชพรรณธรรมชาติ แนว ปะทะของมวลอากาศ และลักษณะดิน โดยการแบ่งเขตภูมิอากาศของโลกจะ เน้นเฉพาะบนภาคพื้นดินเท่านั้น เนื่องจากบนพื้นน้าความแตกต่างของ อุณหภูมิมีไม่มากนัก การแบ่งเขตภูมิอากาศของโลกสามารถจาแนกได้จาก  อุณหภูมิ  หยาดน้าฟ้า  พืชพรรณ  มวลอากาศและแนวปะทะอากาศ
  5. 5. การแบ่งเขตภูมิอากาศโดยอาศัยอุณหภูมิ  เป็นการแบ่งเขตภูมิอากาศที่อาศัยอุณภูมิเป็นเกณฑ์มีวิวัฒนาการมาจากวิธีการแบ่งเขตภูมิ อากาศของชาวกรีกโบราณแบ่งออกได้เป็น 3 เขต ได้แก่  เขตภูมิอากาศร้อน (Tropic Zone) อยู่ในเขตละติจูดต่าระหว่างละติจูด ที่ 23 องศาเหนือ ถึง 23 องศาใต้มีอุณหภูมิเฉลี่ยแต่ละเดือนสูงกว่า 18 องศาเซลเซียส เป็นเขตที่ มีอากาศร้อนตลอดปี ไม่มีฤดูหนาว ลักษณะพืชพรรณธรรมชาติเป็นป่าดงดิบ (Rainforest)  เขตภูมิอากาศอบอุ่น (Temperate Zone) อยู่ในเขตละติจูดกลางระหว่างเขต ร้อนและเขตหนาว มีอุณหภูมิของอากาศเดือนที่หนาวที่สุดเฉลี่ยต่ากว่า 18 องศาเซลเซียส แต่สูงกว่า –3 องศาเซลเซียส เป็นบริเวณที่มีฤดูหนาวและฤดูร้อนแตกต่างกันอย่างเห็นได้ ชัด พืชพรรณธรรมชาติเป็นป่าสน (Boreal Forest)  เขตภูมิอากาศหนาว (Polar Zone) อยู่ในเขตละติจูดตั้งแต่ 66 องศาเหนือ และใต้ ไปยังขั้วโลก เป็นเขตภูมิอากาศที่ไม่มีฤดูร้อนอุณหภูมิของอากาศเฉลี่ยแต่ละเดือนต่ากว่า 10 องศาเซลเซียส พืชพรรณธรรมชาดติเป็นแบบทรุนดรา(Tundra)
  6. 6. การแบ่งเขตภูมิอากาศโดยอาศัยหยาดน้าฟ้า  เนื่องจากมีการพิจารณาว่าหยาดน้าฟ้ามี ความสาคัญต่อพืชพรรณ การระบายน้า ความชื้น ปริมาณน้าผิวดินและปริมาณน้าใต้ดินเป็นอย่างมาก จึงพิจารณาถึงปริมาณหยาดน้าฟ้า ซึ่ง ได้แก่ ปริมาณน้าฝน หรือหิมะที่ตกลงมาเป็นเกณฑ์ในการพิจารณา โดย โทมัส เอ. แบล์ร์ แบ่งออกเป็นดังนี้  เขตภูมิอากาศแห้งแล้ง (Arid Zone) ได้แก่บริเวณพื้นที่ซึ่งมีหยาดน้า ฟ้าเล็กน้อย คือ 0 – 250 มิลลิเมตรต่อปี  เขตภูมิอากาศกึ่งแห้งแล้ง (Semi - arid Zone) ได้แก่บริเวณพื้นที่ซึ่ง มีหยาดน้า ฟ้าตกเบาบาง ระหว่าง 250 – 500 มิลลิเมตรต่อปี  เขตภูมิอากาศกึ่งชุ่มชื้น (Subhumid Zone) ได้แก่บริเวณพื้นที่ซึ่งมี หยาดน้าฟ้า ตกปานกลาง ระหว่าง 500 – 1,000 มิลลิเมตรต่อปี  เขตภูมิอากาศชุ่มชื้น (Humid Zone) ได้แก่บริเวณพื้นที่ซึ่งมีหยาดน้า ฟ้าตกหนัก ระหว่าง 1,000 – 2,000 มิลลิเมตรต่อปี  เขตภูมิอากาศชุ่มชื้นมาก (Very Wet) ได้แก่บริเวณพื้นที่ซึ่งมีหยาด น้าฟ้าตกหนักมาก ตั้งแต่ 2,000 มิลลิเมตรต่อปี
  7. 7. การแบ่งเขตภูมิอากาศโดยใช้พืชพรรณธรรมชาติ พืชพรรณธรรมชาติแต่ละชนิดจะมีความสัมพันธ์กับองค์ประกอบของภูมิอากาศ ซึ่งทาให้พืชพรรณเจริญเติบโต และสามารถปรับตัวให้เข้ากับลักษณะภูมิอากาศได้ เช่น พืชตระกูลเดียวกันจะขึ้นรวมกันอยู่อย่างหนาแน่นใน ลักษณะอากาศอย่างเดียวกัน ดังนั้น บลูเมนสต็อค (Blumenstock) และธอร์นธเวต (Thornthwaite) จึงแบ่งเขตภูมิอากาศโดยอาศัยพืชพรรณธรรมชาติเป็นเกณฑ์ และแบ่งเขตภูมิอากาศ ออกเป็น 11 เขต ได้แก่  เขตภูมิอากาศแบบป่ าศูนย์สูตร  เขตภูมิอากาศแบบป่ ามรสุม  เขตภูมิอากาศแบบป่ าละเมาะ  เขตภูมิอากาศแบบป่ าเมดิเตอร์เรเนียน  เขตภูมิอากาศแบบป่ าไม้ใบกว้าง  เขตภูมิอากาศแบบป่ าสน  เขตภูมิอากาศแบบทุ่งหญ้าสะวันนา  เขตภูมิอากาศแบบทุ่งหญ้าแพรี่  เขตภูมิอากาศแบบทุ่งหญ้าสเต็ปป์  เขตภูมิอากาศแบบทุ่งหญ้าทะเลทราย  เขตภูมิอากาศแบบทรุนดราและขั้วโลก
  8. 8. การแบ่งเขตภูมิอากาศโดยใช้มวลอากาศและแนวปะทะมวล อากาศ  ใช้แหล่งกาเนิดและแนวปะทะของมวลอากาศเป็นเกณฑ์โดยจะนาเอาจุดกาเนิดการเคลื่อนที่และแนวปะทะของมวลอากาศ เป็นเกณฑ์ในการพิจารณา โดยไม่ได้คานึงว่าที่ตั้งแหล่งกาเนิดว่าจะอยู่บนภาคพื้นดินหรือพื้นน้า แหล่งกาเนิดของมวล อากาศจะเปลี่ยนแปลงไปตามฤดูกาลที่มีการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของอากาศ ความชื้น และลม โดยจาแนกเขตภูมิอากาศ ออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ คือ  ภูมิอากาศในเขตละติจูดต่า เป็นแหล่งกาเนิดของมวลอากาศเขตร้อนและร่องความกดอากาศต่าแถบศูนย์สูตร บริเวณ ละติจูดที่ 23 องศาเหนือ ถึง 23 องศาใต้อยู่ภายใต้อิทธิพลของเขตความกดอากาศสูงกึ่งโซนร้อนแถบละติจูดม้าเป็นมวล อากาศอุ่นลักษณะอากาศจมตัว และมีมวลอากาศขั้วโลกซึ่งเป็นมวลอากาศเย็นแผ่ลงมาปกคลุมเป็นครั้งคราว  ภูมิอากาศในเขตละติจูดกลางเป็นเขตที่มีการปะทะกันของมวลอากาศอุ่นเขต ร้อนและมวลอากาศเย็นขั้วโลก ทาให้เกิด แนวปะทะมวลอากาศขึ้นตลอด ทาให้เขตนี้มักเกิดพายุซึ่งมีทิศทางการเคลื่อนที่ไปยังทิศตะวันออกตามอิทธพลของลม ประจาฝ่ายตะวันตก และยังก่อให้เกิดพายุไซโคลนด้วย  ภูมิอากาศในเขตละติจูดสูง เป็นเขตที่เกิดจากอิทธิพลของมวลอากาศเย็นแถบ ขั้วโลก และมวลอากาศอาร์กติก โดยมวล อากาศขั้วโลกมีจุดกาเนิดอยู่ที่ ตอนกลางของประเทศแคนาดาและไซบีเรียแต่จะไม่ปรากฏทางซีกโลกใต้เนื่องจากซีกโลก ใต้ไม่มีพื้นดิน และจะเกิดแนวปะทะอากาศตามแนวละติจูดที่ 60 – 70 องศาเหนือ และใต้เนื่องจากมวลอากาศเย็นที่ เคลื่อนที่มาจากขั้วโลก และมวลอากาศอุ่นที่เคลื่อนที่ขึ้นหรือลงมาจากตาแหน่งละติจูดที่ต่ากว่า จึงทาให้เกิดแนวปะทะมวล อากาศอาร์กติก หรือ แนวปะทะมวลอากาศแอนตาร์กติก อันเป็นสาเหตุสาคัญที่ทาให้ในแนวละติจูดที่ 60–70 องศาเหนือ และใต้เป็นแนวความกดอากาศต่ากึ่งขั้วโลกเกิดขึ้น
  9. 9. การแบ่งเขตภูมิอากาศแบบเคิปเปน  ดร.วลาดิเมอร์ เคิปเปน (Waldimir Koppen) ชาวเยอรมัน ได้ คิดระบบการแบ่งเขตภูมิอากาศขึ้นในปี ค.ศ. 1918 โดยใช้ข้อมูลอุณหภูมิ ของอากาศและปริมาณน้าฝนเฉลี่ยในรอบปีหรือรายเดือนเป็นเกณฑ์ในการ จาแนก แต่มิได้ใช้ข้อมูลความกดอากาศ ทิศทางลม และพายุเข้ามา ประกอบการพิจารณา  โดยแบ่งเขตภูมิอากาศของโลกออกเป็น 5 กลุ่ม โดยใช้ตัวอักษร ภาษาอังกฤษตัวใหญ่ ได้แก่ A B C D และ E แทนกลุ่มภูมิอากาศ
  10. 10. การแบ่งลักษณะภูมิอากาศ (Climates) ในการจาแนกภูมิอากาศนั้น เคิปเปน (Koppen) ได้แบ่งภูมิอากาศ ออกเป็น 5 แบบใหญ่ๆได้แก่  แบบ A ภูมิอากาศเขตร้อน (Tropical Climates)  แบบ B ภูมิอากาศแบบแห้งแล้ง (Dry Climates)  แบบ C ภูมิอากาศแบบอบอุ่น  แบบ D ภูมิอากาศแบบอุณหภูมิต่า (Snow)  แบบ E ภูมิอากาศแบบน้าแข็ง (Ice Climates)
  11. 11. แบบ A  A แทนกลุ่มภูมิอากาศร้อนและชุ่มชื้นไม่มีฤดูหนาว อุณหภูมิปานกลางของอากาศทุก เดือนสูงกว่า 18 องศาเซลเซียส ปริมาณน้าฝนตกไม่น้อยกว่า 875 มิลลิเมตรต่อปี และใช้ ตัวอักษรภาษาอังกฤษตัวใหญ่และตัวเล็กแทนลักษณะภูมิอากาศย่อยๆดังนี้  f ทุกๆ เดือนหยาดน้าฟ้ารวมจะมีค่า 6 เซนติเมตร หรือมากกว่า  m มีฤดูแล้งสั้นๆ หยาดน้าฟ้ารวมของเดือนที่แห้งแล้งที่สุดจะมีค่าต่ากว่า 6 เซนติเมตร แต่จะมีค่าเท่าหรือมากกว่า10 – ( R / 25) ( R หมายถึง ค่าของหยาดน้าฟ้ารวม ตลอดปีที่มีหน่วยเป็นเซนติเมตร)  w แห้งแล้งในฤดูหนาว ปริมาณหยาดน้าฟ้ารวมของเดือนที่แห้งแล้งที่สุดจะ มีค่า น้อยกว่า 10 – (R / 25)  S แห้งแล้งในฤดูร้อน แต่จะพบอยู่น้อยมากในเขตอากาศแบบ A
  12. 12. แบบ A ภูมิอากาศเขตร้อน (Tropical Climates) ลักษณะภูมิอากาศแบบนี้คือ อุณหภูมิเฉลี่ยของทุกเดือนจะไม่ต่ากว่า 64.4 องศาฟาเรนไฮต์(18 องศาเซลเซียส) ภูมิอากาศแบบนี้ไม่มีฤดูหนาว แบ่งได้3 แบบคือ  ภูมิอากาศแบบป่าดิบชื้น (Af)  ภูมิอากาศร้อนชื้นแถบมรสุม (Am)  ภูมิอากาศแบบทุ่งหญ้าสะวันนา (Aw)
  13. 13. Tropical Rainy Climates Source: http://www.southasianmedia.net/profile/Bangladesh/images/2.jpg
  14. 14. แบบ B ภูมิอากาศแบบแห้งแล้ง (Dry Climates) คือการระเหยของน้าจะมีมากกว่าปริมาณน้าฝนที่ตกลงมา แบบได้เป็น 2 แบบ คือ  แบบทะเลทราย (Bw)  แบบทุ่งหญ้าสเตปป์ (Bs)
  15. 15. Dry Climates Source:http://www.essc.psu.edu/~carleton/California_Cha/IMAG0000.JPG
  16. 16. แบบ C ภูมิอากาศแบบอบอุ่น หรือ ภูมิอากาศอุณหภูมิปาน กลาง (Warm Temperate) คือเดือนที่หนาวเย็นที่สุดจะมีอุณหภูมิเฉลี่ยต่า กว่า 64.4 องศา ฟาเรนไฮต์แต่ไม่ต่ากว่า 26.6 องศาฟาเรนไฮต์(-3 องศา เซลเซียส) แบ่งได้เป็น 3 แบบ คือ  แบบกึ่งโซนร้อน  แบบชายฝั่งทะเลตะวันตก  แบบเมดิเตอร์เรเนียน
  17. 17. Marine West Coast Climate
  18. 18. แบบ C  C แทนกลุ่มภูมิอุ่นและชุ่มชื้นในละติจูดกลาง ในฤดูหนาวอากาศอบอุ่นค่อนข้างเย็น อุณหภูมิเดือนที่หนาว ที่สุดโดยเฉลี่ยต่ากว่า 18 องศาเซลเซียส แต่สูงกว่า - 3 เซลเซียส เป็นเขตภูมิอากาศ ที่มีทั้งฤดูหนาวและฤดูร้อน ปรากฏอย่างเด่นชัด  สัญลักษณ์อักษรตัวที่ 2 ของกลุ่ม C คือ w เดือนที่หยาดน้าฟ้าตกมากที่สุดในฤดูร้อนจะมีค่ามากกว่าเดือนที่แห้ง แล้งที่สุดในฤดูหนาว อย่างน้อย 10 เท่า S เดือนที่หยาดน้าฟ้าตกมากที่สุดในฤดูหนาวจะมีค่ามากกว่าเดือนที่แห้ง แล้งที่สุด ในฤดูร้อนอย่างน้อย 3 เท่า หยาดน้าฟ้าที่ตกในเดือนที่แห้ง แล้งที่สุดจะมีค่าต่ากว่า 4 เซนติเมตร f หยาดน้าฟ้าที่ตกลงมาทุกเดือนจะมีค่าเกินกว่า 3 เซนติเมตร  สัญลักษณ์อักษรตัวที่ 3 ของกลุ่ม C a เดือนที่อบอุ่นที่สุดจะมีอุณหภูมิเฉลี่ยสูงกว่า 22 องศาเซลเซียส และอย่างน้อย 4 เดือน ที่ อุณหภูมิของอากาศต้องสูงกว่า 10 องศาเซลเซียส b ไม่มีเดือนใดเลยที่อุณหภูมิของอากาศสูงกว่า 22 องศาเซลเซียส แต่ อย่างน้อย 4 เดือน ที่มีอุณหภูมิเฉลี่ยสูงกว่า 10 องศาเซลเซียส c 1 ถึง 3 เดือน อุณหภูมิเฉลี่ยสูงกว่า 10 องศาเซลเซียส
  19. 19. เขตภูมิอากาศแบบอบอุ่นชื้น ( Humid Mesothermal Climate “ C” ) Source:http://www.ferrum.edu/deanofchapel/images/mediterranean %20view%20from%20hotel%20rooftop_jpg.jpg
  20. 20. แบบ D  D กลุ่มภูมิอากาศชุ่มชื้นในเขตละติจูดกลาง ในฤดูหนาวอากาศหนาวเย้นอย่างรุนแรง อุณหภูมิของเดือนที่ หนาวที่สุดโดยเฉลี่ยต่ากว่า –3 องศาเซลเซียส แต่เดือนที่อบอุ่นที่สุดจะมีอุณหภูมิเฉลี่ยสูงกว่า 10 องศา เซลเซียส  สัญลักษณ์อักษรตัวที่ 2 ของกลุ่ม D w เดือนที่หยาดน้าฟ้าตกมากที่สุดในฤดูร้อนจะมีค่ามากกว่าเดือนที่แห้ง แล้งที่สุดในฤดูหนาว อย่างน้อย 10 เท่า S เดือนที่หยาดน้าฟ้าตกมากที่สุดในฤดูหนาวจะมีค่ามากกว่าเดือนที่แห้ง แล้งที่สุด ในฤดูร้อนอย่างน้อย 3 เท่า หยาดน้าฟ้าที่ตกในเดือนที่แห้ง แล้งที่สุดจะมีค่าต่ากว่า 4 เซนติเมตร f หยาดน้าฟ้าที่ตกลงมาทุกเดือนจะมีค่าเกินกว่า 3 เซนติเมตร  สัญลักษณ์อักษรตัวที่ 3 ของกลุ่ม D a เดือนที่อบอุ่นที่สุดจะมีอุณหภูมิเฉลี่ยสูงกว่า 22 องศาเซลเซียส และ อย่างน้อย 4 เดือน ที่ อุณหภูมิของอากาศต้องสูงกว่า 10 องศาเซลเซียส b ไม่มีเดือนใดเลยที่อุณหภูมิของอากาศสูงกว่า 22 องศาเซลเซียส แต่ อย่างน้อย 4 เดือน ที่มีอุณหภูมิเฉลี่ยสูงกว่า 10 องศาเซลเซียส c 1 ถึง 3 เดือน อุณหภูมิเฉลี่ยสูงกว่า 10 องศาเซลเซียส d อุณหภูมิเฉลี่ยเดือนที่หนาวที่สุดต่ากว่าหรือเท่ากับ -38 องศาเซลเซียส
  21. 21. แบบ D ภูมิอากาศแบบอุณหภูมิต่า (Snow) ลักษณะนี้คือ เดือนที่หนาวที่สุด มีอุณหภูมิเฉลี่ยต่ากว่า 26.6 องศาฟา เรนไฮต์ ส่วนที่ร้อน ที่สุดคือ 50 องศาฟาเรนไฮต์ แบ่งเป็น 2 แบบคือ  แบบอุณหภูมิต่าที่มีความชื้นตลอดปี  แบบอุณหภูมิต่าที่มีความแห้งแล้งในฤดูหนาว
  22. 22. เขตภูมิอากาศแบบเย็นชื้น ( Humid Microthermal Climate “ D” ) Source: http://www.asiatravel.com/czech/gifs/czech3.jpg
  23. 23. แบบ E ภูมิอากาศแบบน้าแข็ง (Ice Climates)  E กลุ่มภูมิอากาศขั้วโลก ไม่มีฤดูร้อน อุณหภูมิเฉลี่ยของเดือนที่อบอุ่นที่สุด ต่ากว่า 10 องศาเซลเซียส  สัญลักษณ์อักษรตัวที่ 2 ของกลุ่ม E  T อุณหภูมิเฉลี่ยของเดือนที่อบอุ่นที่สุดสูงกว่า 0 องศาเซลเซียส แต่ต่ากว่า10 องศา เซลเซียส  F อุณหภูมิเฉลี่ยของเดือนที่อบอุ่นที่สุดเท่ากับ 0 องศาเซลเซียสหรือต่ากว่า
  24. 24. แบบ E ภูมิอากาศแบบน้าแข็ง (Ice Climates) คือ ไม่มีเดือนใดที่มีอุณหภูมิเฉลี่ยสูงกว่า 50 องศาฟาเรนไฮต์ (10 องศาสเซลเซียส) แบ่งเป็น 2 แบบคือ  แบบทุนดรา  แบบเขตน้าแข็งแบบขั้วโลก
  25. 25. Polar Climate Source: http://www.nationalgeographic.com/xpeditions/ activities/08/popup/images/big_polar.jpg
  26. 26. Tundra and Icecap Source: http://www.uwsp.edu/geo/faculty/ritter/images/biosphere/vegetation/ tundra_ice_mounds_Alaska_DDS21_LMC0007.jpg

×