Successfully reported this slideshow.
We use your LinkedIn profile and activity data to personalize ads and to show you more relevant ads. You can change your ad preferences anytime.

การเขียนบทความวิจัย

28,894 views

Published on

Published in: Education

การเขียนบทความวิจัย

  1. 1. การเขียนบทความวิจัย สุวิมล ว่องวาณิช ภาควิชาวิจัยและจิตวิทยาการศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เรียบเรียงจาก ศ . กิตติคุณ ดร . นงลักษณ์ วิรัชชัย
  2. 2. ลักษณะของบทความวิจัย <ul><li>เป็นเอกสารทางวิชาการประเภทเดียวกับรายงานการวิจัยแต่มีลักษณะต่างจากรายงานการวิจัย … .. </li></ul><ul><li>มีความยาวจำกัด จำนวนหน้าน้อยกว่ารายงานการวิจัย จัดทำขึ้นเพื่อนำเสนอในวารสาร สื่อสิ่งพิมพ์ หรือที่ประชุมสัมมนา </li></ul>
  3. 3. ลักษณะของบทความวิจัย <ul><li>มีความทันสมัย ทันต่อเหตุการณ์ มากกว่ารายงานการวิจัย เพราะสามารถตัดต่อผลการวิจัยบางส่วนมานำเสนอ เพื่อเผยแพร่หรือตรวจสอบความคิดได้ </li></ul>
  4. 4. ลักษณะของบทความวิจัย <ul><li>เป็นมาตรฐานกว่ารายงานการวิจัย เพราะต้องผ่านการตรวจสอบเนื้อหาสาระ และรูปแบบการจัดพิมพ์ให้ได้ตามเกณฑ์มาตรฐานของวารสารหรือคณะกรรมการประชุม </li></ul>
  5. 5. ประเภทของวารสาร <ul><li>วารสารทางวิชาการเฉพาะทาง เป็นวารสารที่มีจุดเน้นของลักษณะบทความต่างกัน บางฉบับเน้นบทความที่เป็นการวิเคราะห์เชิงทฤษฎีและการศึกษาเชิงประจักษ์ทางการศึกษา </li></ul><ul><li>วารสารแนวปริทัศน์ (review) เน้นการพิมพ์บทความแนวบูรณาการ หรือการสังเคราะห์งานวิจัยหรือแนวคิดทฤษฎี ตลอดจนการพัฒนากรอบความคิดในสาขาวิชาต่าง ๆ ตามจุดเน้นของวารสาร </li></ul><ul><li>วารสารรายเดือน หรือพิมพ์มากกว่า 6 ฉบับต่อปี </li></ul>
  6. 6. <ul><li>วารสารวิธีวิทยาการวิจัย </li></ul><ul><li>Journal of Research Methodology </li></ul>
  7. 7. <ul><li>คุณภาพ </li></ul><ul><li>คุณประโยชน์ </li></ul><ul><li>คุณธรรม </li></ul>
  8. 8. มุมมองเกี่ยวกับการยกระดับคุณภาพบทความในวารสาร <ul><li>ยกระดับคุณภาพของงานวิจัย </li></ul><ul><li>ช่วยสร้างสรรค์งานวิจัย ให้ comment ทางบวก </li></ul><ul><li>เชิญชวนนักวิชาการดัง ๆ มาเผยแพร่ </li></ul><ul><li>สนับสนุนการตีพิมพ์วารสารของนิสิตนักศึกษา </li></ul><ul><li>เชิญนักวิชาการต่างสถาบันมาเผยแพร่มากขึ้น </li></ul><ul><li>หาองค์กรสนับสนุนการตีพิมพ์ สมศ . สมาคมวิจัยสังคมศาสตร์แห่งประเทศไทย เงินบริจาคเข้าเงินกอลทุน </li></ul>
  9. 9. ปัญหาของ Impact Factor <ul><li>วารสารออกน้อยฉบับ </li></ul><ul><li>วารสารออกไม่ตรงเวลา กองบรรณาธิการ ไม่ได้ทำงานแบบ Full Time </li></ul><ul><li>เนื้อหาสาระหลากหลาย เน้นวิธีวิทยาการวิจัย คนไม่ค่อยอ้างอิง </li></ul>
  10. 10. <ul><li>เราปล่อยให้ </li></ul><ul><li>impact factor </li></ul><ul><li>เป็นธรรมชาติ </li></ul>
  11. 11. ส่วนประกอบของบทความวิจัย <ul><li>บทคัดย่อ (Abstract) เสนอวัตถุประสงค์ของการวิจัย วิธีการวิจัย และผลการวิจัยโดยสรุป มีความกะทัดรัด และสั้น </li></ul>
  12. 12. ส่วนประกอบของบทความวิจัย <ul><li>ส่วนนำ (Introduction) </li></ul><ul><ul><li>การบรรยายให้เห็นพัฒนาการของผลงานวิจัยก่อนหน้านี้ และนำเข้าสู่ปัญหาวิจัย </li></ul></ul><ul><ul><li>ปัญหาวิจัยและวัตถุประสงค์ของการวิจัย </li></ul></ul><ul><ul><li>การรายงานเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยในส่วนทฤษฎี และงานวิจัยสำคัญที่นำไปสู่การสร้างกรอบความคิด รวมทั้งสมมติฐานการวิจัย </li></ul></ul><ul><ul><li>การรายงานเหตุผลพร้อมเอกสารอ้างอิงในการเลือกวิธีดำเนินการวิจัยที่ใช้ในบทความนี้ </li></ul></ul>
  13. 13. ส่วนประกอบของบทความวิจัย <ul><li>วิธีการ (Methods) </li></ul><ul><li>เสนอสาระของวิธีดำเนินการวิจัย ประกอบด้วยลักษณะของประชากร กลุ่มตัวอย่าง และการได้มาซึ่งกลุ่มตัวอย่าง การนิยามตัวแปร เครื่องมือวิจัยและคุณภาพเครื่องมือ วิธีการรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล และข้อสังเกตเกี่ยวกับวิธีการวิจัยที่ใช้ </li></ul>
  14. 14. ส่วนประกอบของบทความวิจัย <ul><li>ผลการวิเคราะห์ข้อมูล (Analysis Results) </li></ul><ul><li>เสนอเนื้อหาบรรยายแนวทางการวิเคราะห์ข้อมูล ผลการวิเคราะห์ข้อมูลและการแปลความหมาย ผลการวิเคราะห์ข้อมูลที่อยู่ในรูปตารางหรือรูป ต้องมีการบรรยายสาระประกอบด้วย มิใช่เสนอแต่ตารางหรือรูปโดยไม่มีการบรรยาย </li></ul>
  15. 15. ส่วนประกอบของบทความวิจัย <ul><li>การอภิปรายและสรุปผล (Discussion/Conclusion) </li></ul><ul><li>เสนอข้อค้นพบโดยสรุป อธิบายข้อค้นพบที่ขัดแย้งหรือสอดคล้องกับสมมติฐานการวิจัยมีเหตุผลประกอบ อภิปรายข้อบกพร่อง ข้อจำกัด ข้อดีของการวิจัย ซึ่งนำไปสู่การให้ข้อเสนอแนะในการปฏิบัติหรือวิจัยต่อไป </li></ul>
  16. 16. ส่วนประกอบของบทความวิจัย <ul><li>ส่วนอ้างอิงและภาคผนวก (References/Appendix) </li></ul><ul><li>ประกอบด้วยบรรณานุกรม เชิงอรรถ บันทึกหรือหมายเหตุของผู้วิจัย ส่วนผนวกเป็นส่วนที่ผู้วิจัยต้องการเสนอสาระให้ผู้อ่านได้รับรู้เพิ่มเติมนอกเหนือจากที่เสนอในบทความ </li></ul>
  17. 17. รูปแบบการพิมพ์บทความวิจัย <ul><li>หน้าชื่อเรื่อง </li></ul><ul><li>หน้าบทคัดย่อ </li></ul><ul><li>หน้าเนื้อเรื่อง </li></ul><ul><li>หน้ารายการอ้างอิง / ภาคผนวก </li></ul><ul><li>อาจมีหน้ากิติกรรมประกาศ </li></ul>
  18. 18. แนวทางการเขียนบทความวิจัย <ul><li>มีความเข้าใจกระจ่างแจ้งในรายงานวิจัยที่ต้องการนำเสนอ </li></ul><ul><li>การกำหนดโครงร่าง การจัดลำดับความคิด การเรียบเรียงเนื้อหาสาระ ควรทิ้งช่วงห่าง 1-2 สัปดาห์ และนำกลับมาปรับปรุงลีลาการเขียน และภาษาให้ถูกต้องตามแบบของบทความ </li></ul>
  19. 19. แนวทางการเขียนบทความวิจัย <ul><li>การเสนอเนื้อหา ควรให้ความสำคัญกับความชัดเจน ถูกต้อง ตรงไปตรงมา และสมบูรณ์ </li></ul><ul><li>การใช้ภาษาต้องมีความเป็นมาตรฐาน มีความเหมาะสมกับผู้อ่านที่เป็นนักวิชาการ และใช้ภาษาถูกต้อง </li></ul><ul><li>การลำดับเนื้อหาให้เป็นไปตามหลักการวิจัย มีความต่อเนื่องตั้งแต่ต้นจนถึงผลสรุปและการอภิปรายผลการวิจัย แต่ละย่อหน้ามีความสำคัญ และเชื่อมโยงความคิดที่ต่อเนื่อง </li></ul>
  20. 20. แนวทางการเขียนบทความวิจัย <ul><li>การใช้คำศัพท์ให้เลือกคำศัพท์ที่เป็นไปตามศัพท์บัญญัติ ได้รับการรับรองใช้กันแพร่หลาย ถ้าเป็นศัพท์ใหม่จากภาษาต่างประเทศ ควรมีวงเล็บกำกับ หรือมีเชิงอรรถอธิบายเสริม และใช้คำศัพท์วิชาการคงที่แบบเดียวกันทั้งบทความ </li></ul><ul><li>การเขียนประโยคควรเป็นประโยคสมบูรณ์ ใช้ประโยคสั้น หลีกเลี่ยงประโยคซ้อน และระมัดระวังเครื่องหมายวรรคตอนให้ถูกต้อง </li></ul><ul><li>ให้ความสำคัญกับการพิสูจน์อักษร </li></ul>
  21. 21. ข้อบกพร่องที่พบบ่อย ( วิธีการอ้างอิง ) <ul><ul><li>ในตัวเนื้อหาใช้ชื่อนามสกุลคำเต็ม ไม่จำเป็นต้องใส่ชื่อย่อ </li></ul></ul><ul><ul><li>ในรายการอ้างอิง ให้พิมพ์เฉพาะชื่อหรือเอกสารที่มีการอ้างในเนื้อหาไม่ควรลอกรายการอ้างอิงหรือภาคผนวกจากรายงานการวิจัยฉบับเต็ม </li></ul></ul><ul><ul><li>รายการที่อ้างในเนื้อกับในรายการอ้างอิงไม่ตรงกัน </li></ul></ul><ul><ul><li>วิธีการอ้างอิงไม่ถูกต้อง ให้ตรวจสอบข้อกำหนดของวารสาร </li></ul></ul><ul><ul><li>ข้อสังเกต การอ้างอิง มักใส่ชื่อเมืองหรือสำนักพิมพ์ไม่ถูกต้อง </li></ul></ul><ul><ul><li>ตรวจสอบการอ้างอิงเอกสารที่ค้นมาจาก web </li></ul></ul>
  22. 22. ข้อบกพร่องที่พบบ่อย ( ด้านเนื้อหาสาระ ) <ul><li>ใช้เนื้อหาจากรายงานการวิจัยในบทที่ 5 ทั้งหมด </li></ul><ul><li>ไม่มีรายละเอียดของข้อมูลเชิงประจักษ์ </li></ul><ul><li>มีแต่ผลการวิจัยและการอภิปราย ข้อเสนอแนะ ขาดเนื้อหาเกี่ยวกับเอกสารที่เกี่ยวข้อง </li></ul><ul><li>บทคัดย่อยาวเกินไป ให้ดูข้อกำหนดของวารสารแต่ละฉบับ บางฉบับมีการกำหนดจำนวนคำ ต้องไม่เกินคำที่กำหนด </li></ul>
  23. 23. การนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล <ul><li>ถ้ามีตาราง กราฟ แผนภาพ ควรแยกต่างหาก แต่บอกบริเวณที่ต้องการให้แทรก เนื่องจากต้องมีการจัดหน้าใหม่ รูปภาพหรือแผนภาพต้องมีความคมชัด </li></ul><ul><li>ควรมีการอธิบายผลในตาราง วารสารมาตรฐานทั่วไปจะมีการเขียนคำอธิบายมาก่อนตาราง ระวังอย่านำเสนอข้อมูลในตารางลอย ๆ โดยไม่มีการอธิบาย </li></ul><ul><li>ระวังเรื่องวิธีการวิเคราะห์ข้อมูล ถ้าไม่มีความชำนาญทางด้านสถิติ ควรให้ผู้รู้ช่วยตรวจสอบก่อน </li></ul><ul><li>สถิติบางตัว มีหลักเกณฑ์การนำเสนอ เช่น regression, fator analysis ควรมีการนำเสนอข้อมูลเมทริกซ์สหสัมพันธ์ด้วย </li></ul>
  24. 24. การอภิปรายผลและข้อเสนอแนะ <ul><li>นำประเด็นที่ค้นพบมาอภิปราย และมีการอ้างอิงทฤษฎีหรือข้อค้นพบจากงานวิจัยอื่น ๆ ประกอบ </li></ul><ul><li>ข้อเสนอแนะต้องมีผลการวิจัยรองรับ </li></ul>
  25. 25. การใช้ภาษา <ul><li>ภาษาไม่จบประโยค </li></ul><ul><li>ภาษาไม่เป็นเหตุเป็นผล เช่น นอกจากนี้ อย่างไรก็ตาม เนื่องจาก </li></ul><ul><li>เขียนหนังสือเป็น outline ไม่มีคำอธิบาย นำเสนอเนื้อหาเป็นข้อย่อย โดยมีตัวเลขกำกับข้อ ตลอดบทความ ไม่เป็น paragraph </li></ul><ul><li>ภาษาพูด ( ควรหลีกเลี่ยง หากเป็นบทความวิชาการ ) ยกเว้นบทความในหนังสือพิมพ์ </li></ul><ul><li>ภาษาฟุ่มเฟือย ไม่กระชับ </li></ul><ul><li>คัดลอกข้อความเหมือนต้นแบบ แต่ไม่ได้ใช้หลักการ quote </li></ul>
  26. 26. ข้อบกพร่องที่พบบ่อยในงานวิจัย
  27. 27. ข้อบกพร่องที่พบบ่อยในงานวิจัย <ul><li>ส่วนที่ 1 ข้อบกพร่องทั่วไป </li></ul><ul><li>ปัญหาด้านภาษา </li></ul><ul><li>1. ใช้ภาษาที่เป็นประโยคซับซ้อน มีคำเชื่อม ที่ ซึ่ง และ แต่ หลายประโยค จนบางครั้ง 1 ย่อหน้ามีใจความสำคัญเพียงประโยคเดียว ข้อความส่วนใหญ่ที่ปรากฏเป็นเพียงส่วนขยาย </li></ul><ul><li>2. ในหนึ่งย่อหน้ามีประเด็นหลักหลายประเด็น และไม่สามารถเขียนเชื่อมโยงความคิดได้ ทำให้ไม่ทราบว่าผู้เขียนต้องการเน้นใจความสำคัญในส่วนใด </li></ul>
  28. 28. ข้อบกพร่องที่พบบ่อยในงานวิจัย <ul><li>ในหนึ่งหน้ามีเพียงย่อหน้าเดียว หรือบางครั้งต้องแม้ขึ้นหน้าใหม่ ก็ยังไม่จบย่อหน้า ทำให้ผู้อ่านจับประเด็นไม่ได้ เพราะมีข้อความยาวเกินไป ใช้ภาษาที่ไม่ถูกหลักไวยากรณ์ ทำให้อ่านเข้าใจยาก ไม่จบประโยค </li></ul><ul><li>ใช้ภาษาที่ไม่กระชับ ใช้คำซ้ำบ่อย โดยเฉพาะคำว่า ที่ ซึ่ง โดย </li></ul><ul><li>มีการใช้คำไม่คงที่ภายในรายงาน เช่น บางครั้งใช้คำว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน บางครั้งใช้คำว่า ความสามารถทางการเรียน บางครั้งใช้คำว่า สัมฤทธิผลทางการศึกษา หรือความรู้ความเข้าใจของผู้เรียน </li></ul><ul><li>ใช้ภาษาโดยขาดประธานของประโยค </li></ul>
  29. 29. ประสบการณ์จากการตรวจอ่านบทความ
  30. 30. ข้อบกพร่องด้านการจัดพิมพ์ <ul><li>การจัดทำหัวเรื่อง (Heading) </li></ul><ul><li>การกำหนดระบบการจัดเรียงหัวข้อเรื่อง </li></ul><ul><li>รูปแบบการจัดพิมพ์ </li></ul>
  31. 31. การจัดพิมพ์ <ul><li>จัดทำขนาดตารางที่เหมาะสมกับข้อความในแต่ละย่อหน้า สำหรับตารางที่มีขนาดใหญ่ อาจพิมพ์หน้าขวาง ไม่ใช่พิมพ์แนวตั้ง แต่มีความกว้างของตารางยาวเกินขอบเขตของหน้านั้น ๆ ( ขนาดตารางใหญ่กว่าย่อหน้า ) </li></ul><ul><li>การเว้นช่องว่างระหว่างบรรทัด (spacing) ต้องสวยงาม ไม่เว้นห่างเกินไป นิสิตนักศึกษาบางคนกำหนดระยะห่างระหว่างบรรทัดให้กว้างกว่าปกติ เพื่อให้งานวิจัยมีจำนวนหน้ามากขึ้น </li></ul>
  32. 32. การจัดพิมพ์ <ul><li>การเว้นวรรค ช่องไฟ ภายในประโยคหรือย่อหน้าต้องถูกต้องตามหลักภาษา บางครั้งการจัดพิมพ์ด้วยคอมพิวเตอร์ทำให้ควบคุมช่องไฟยาก </li></ul><ul><li>ต้องให้ความสำคัญกับการตัดคำระหว่างบรรทัด คำที่ยาวมากแต่พิมพ์ไม่พอ จำเป็นต้องอยู่คนละบรรทัด ควรใช้เครื่องหมาย - คั่นคำ </li></ul>
  33. 33. การจัดพิมพ์ <ul><li>การพิมพ์ข้อความหรือชื่อผู้แต่งในวงเล็บ </li></ul><ul><li>ต้องระวังในเรื่องขนาดหรือรูปแบบของตัวอักษรที่ใช้ในการพิมพ์ โดยเฉพาะรูปแบบของตัวอักษรต้องเป็นแบบเดียวกันตลอดเล่ม </li></ul><ul><li>การตรวจสอบความถูกต้องของตัวสะกด / การพิสูจน์อักษร </li></ul>
  34. 34. ส่วนที่สอง ข้อบกพร่องด้านมโนทัศน์ <ul><li>การนำเสนอเนื้อหาในบทนำ </li></ul><ul><li>ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหาวิจัย </li></ul><ul><li>การอธิบายหลักการสำคัญที่ไกลจากปัญหาวิจัยมาก และมีการเอกสารแหล่งค้นที่ไม่ค่อยสำคัญมากนัก </li></ul><ul><li>มักยกคำกล่าวอ้างของนักการศึกษาดัง ๆ ของประเทศที่ปรากฏตามหนังสือพิมพ์หรือเอกสารต่าง ๆ ข้อความเหล่านี้จริง ๆ แล้ว เป็นเพียงความรู้สึกของผู้พูด ซึ่งไม่มีความหนักแน่น </li></ul><ul><li>ไม่สามารถหาเหตุผลอธิบายได้ว่าทำไมจึงต้องการศึกษาในประเด็นวิจัยนั้น ๆ ส่วนใหญ่จะระบุว่า ผู้วิจัยสนใจจะศึกษา …… . และลงท้ายด้วยประโยคที่ชี้ให้เห็นความสำคัญของการศึกษาประเด็นนี้อีกประมาณ 1 – 2 ประโยค </li></ul>
  35. 35. หลักการของการเขียนเนื้อหาในความเป็นมาและความสำคัญของปัญหาวิจัย <ul><li>ระบุสภาพที่พึงประสงค์หรือที่ต้องการจะให้เป็น ซึ่งถือว่าเป็นหลักการที่ใช้ในการวิจัยนั้น ๆ </li></ul><ul><li>ระบุสภาพที่เกิดขึ้นจริงในขณะนั้น ส่วนนี้ควรมีข้อมูลสถิติ ผลการวิจัยสนับสนุน จะทำให้รายงานวิจัยดูน่าเชื่อถือมากขึ้น </li></ul><ul><li>ชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างสภาพที่พึงประสงค์กับสภาพที่เกิดขึ้นจริงซึ่งทำให้เกิดปัญหา และจำเป็นต้องใช้กระบวนการวิจัยในการแก้ไขปัญหา หรือค้นหาคำตอบเพื่อขจัดช่องว่างที่เกิดขึ้นให้หมดไป </li></ul><ul><li>ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการศึกษาประเด็นวิจัยดังกล่าวว่าจะเกิดประโยชน์อะไรกับใคร อย่างไร </li></ul>
  36. 36. <ul><li>การกำหนดคำถามวิจัย </li></ul><ul><li>ข้อบกพร่องที่พบในรายงานวิจัยของนิสิตนักศึกษา คือ การกำหนดคำถามวิจัยในลักษณะของข้อความที่รู้คำตอบอยู่แล้ว มีเพียงผู้วิจัยที่ยังไม่รู้คำตอบ </li></ul><ul><li>การเขียนวัตถุประสงค์ของการวิจัย </li></ul><ul><li>ระบุสิ่งที่เป็นประโยชน์จากการวิจัย </li></ul><ul><li>ระบุผลการวิจัยที่ต้องการอยากรู้ </li></ul><ul><li>ระบุปัญหาที่ต้องการแก้ไขให้หมดไป </li></ul><ul><li>จริง ๆ แล้ว ต้องระบุกิจกรรมหรือกระบวนการที่ผู้วิจัยต้องกระทำเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ตอบคำถามวิจัย </li></ul>
  37. 37. <ul><li>มักเขียนขอบเขตของการวิจัยเป็นสูตรตายตัวคือ ประกอบด้วยเนื้อหาเกี่ยวกับ </li></ul><ul><li>ประชากร ตัวแปร เครื่องมือวิจัย </li></ul><ul><li>บางคนเขียนวิธีดำเนินการวิจัยเหมือนบทที่ 3 อยู่ภายใต้หัวข้อขอบเขตของการวิจัย </li></ul><ul><li>ควรระบุเหตุผลที่คัดเลือกตัวแปรบางตัวที่นำเข้ามาศึกษาในกรอบความคิด และเหตุผลที่ตัดตัวแปรบางตัวออกจากกรอบความคิด ไม่ควรระบุแต่ชื่อตัวแปรที่ศึกษาว่าคืออะไรเท่านั้น ต้องขยายความให้เห็นแนวคิดเบื้องหลัง เพื่อให้ผู้อ่านรายงานวิจัยเข้าใจวิธีคิดของผู้วิจัยได้ชัดเจน </li></ul>ขอบเขตของการวิจัย
  38. 38. <ul><li>ข้อจำกัดของการวิจัย ข้อจำกัดของการวิจัยหลายประการที่ไม่สามารถรับได้ในการวิจัย เช่น กลุ่มตัวอย่างไม่ตั้งใจให้ข้อมูล ทำให้ข้อมูลในการวิจัยไม่ค่อยน่าเชื่อถือ </li></ul><ul><li>ข้อตกลงเบื้องต้น </li></ul><ul><li>ข้อตกลงเบื้องต้นของการวิจัยเป็นสิ่งที่ไม่ต้องพิสูจน์ แต่จำเป็นต้องสร้างความเข้าใจให้ตรงกัน มิฉะนั้นจะทำให้เกิดข้อจำกัดของการวิจัยได้ </li></ul><ul><li>นิยามคำศัพท์ </li></ul><ul><li>คำศัพท์ที่มีความหมายซึ่งเป็นที่เข้าใจตรงกัน ไม่ใช้ในความหมายอื่น ไม่จำเป็นต้องนิยาม </li></ul><ul><li>การตัดคำสำคัญออกเป็นส่วนๆ เช่น ความคิดเห็นเกี่ยวกับการปฏิรูปการศึกษา </li></ul>
  39. 39. ประโยชน์ได้รับจากการวิจัย <ul><li>มักจะเขียนจำนวนข้อของประโยชน์ที่ได้รับจากการวิจัยตามจำนวนข้อของวัตถุประสงค์ของการวิจัย โดยใช้ประโยคที่ว่า ทำให้ทราบ .. ที่จริงต้องขยายต่อว่าข้อมูลที่ทราบทำให้เกิดประโยชน์อะไร </li></ul><ul><li>คาดหวังสูงหรือมากเกินไปจากผลการวิจัยนั้น ๆ เช่น การพัฒนารูปแบบการสอนแบบใหม่ ๆ แล้วผู้วิจัยเขียนประโยชน์ของการวิจัยว่าทำให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนดีขึ้น </li></ul>
  40. 40. การนำเสนอเนื้อหาในบทที่สอง ( เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการวิจัย ) <ul><li>ข้อบกพร่องเกี่ยวกับวิธีการอ้างอิง </li></ul><ul><li>ประเภทของแหล่งค้น / แหล่งอ้างอิง </li></ul><ul><li>มักใช้แหล่งค้นทุติยภูมิ อ้างอิงแหล่งค้นที่มีผู้อื่นอ้างก่อนแล้ว ไม่ได้ค้นใหม่เพิ่มเติม ทำให้เอกสารอ้างอิงไม่ทันสมัย </li></ul><ul><li>การอ้างอิงโดยไม่ได้เรียบเรียงภาษาใหม่ (paraphrase) </li></ul><ul><li>การอ้างอิงไม่ตรงตามต้นฉบับ </li></ul><ul><li>การอ้างอิงแบบตัดต่อความคิด </li></ul>
  41. 41. ข้อบกพร่องเกี่ยวกับการสืบค้น <ul><li>ความทันสมัยของเอกสาร / แหล่งค้น </li></ul><ul><li>ประเภทของเอกสารที่อ้างอิง </li></ul><ul><li>ข้อบกพร่องเกี่ยวกับการสังเคราะห์เอกสาร </li></ul>
  42. 42. การนำเสนอเนื้อหาในบทที่สาม ( วิธีดำเนินการวิจัย ) <ul><li>การกำหนดประชากรและกลุ่มตัวอย่าง </li></ul><ul><li>มักรายงานอัตราการตอบกลับของกลุ่มตัวอย่างว่ามีการกระจายตามตัวแปรต่าง ๆ เช่นใด หากผู้วิจัยกำหนดให้กลุ่มตัวอย่างที่สุ่มมาสัดส่วนตามตัวแปรเพศหรือภาคภูมิศาสตร์หรือสังกัดในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน ก็ไม่น่าประหลาดใจที่ส่วนใหญ่อัตราการตอบกลับหรือกลุ่มตัวอย่างที่จัดเก็บได้เป็นเช่นที่กำหนดในกรอบการสุ่ม </li></ul>
  43. 43. การนำเสนอเนื้อหาในบทที่สาม ( วิธีดำเนินการวิจัย ) <ul><li>เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย </li></ul><ul><li>การเขียนเครื่องมือวิจัยและขั้นตอนการสร้างที่เป็นรูปแบบเดียวกัน มีรายละเอียดน้อย และรายงานวิจัยส่วนใหญ่ใช้ข้อความแบบเดียวกัน ทั้งที่เป็นการวิจัยคนละตัวแปร กล่าวคือ ผู้วิจัยมักระบุประเภทของเครื่องมือวิจัย และขั้นตอนการสร้างเครื่องมือ </li></ul>

×