Successfully reported this slideshow.
We use your LinkedIn profile and activity data to personalize ads and to show you more relevant ads. You can change your ad preferences anytime.

เทคนิคการฝึกให้ตนเองมีความคิดเชิงสร้างสรรค์และคิดอย่างเป็นระบบ

7,962 views

Published on

For Student - Creative Thinking
เทคนิคการฝึกให้ตนเองมีความคิดเชิงสร้างสรรค์และคิดอย่างเป็นระบบ

Published in: Education
  • Be the first to comment

เทคนิคการฝึกให้ตนเองมีความคิดเชิงสร้างสรรค์และคิดอย่างเป็นระบบ

  1. 1. คอลัมน์ เล่าเรื่องคนปนเรื่องงาน โดย HR BURAPA เผยแพร่ ในหนังสือพิมพ์ภาคใต้โฟกัส รายสัปดาห์ ตอนที่ 36 -- 17 เทคนิคการฝึกให้ตนเองมีความคิดเชิงสร้างสรรค์และคิดอย่างเป็นระบบ สวัสดีครับฉบับนี้ผมขอเขียนเรื่อง เทคนิคการฝึกให้ตนเองมีความคิดเชิงสร้างสรรค์และคิดอย่างเป็นระบบ ที่มาของ บทความนี้ มาจากเหตุการณ์ในห้องเรียน(การสอนนิสิตปริญญาตรี) วิชา Human Resource Information System โดยระหว่างการ สอนผมได้แชร์ผลงานในปีก่อนๆ จนถึงปีปัจจุบัน เพื่อให้นิสิตได้มีโอกาสเปรียบเทียบกับผลงานของตนเองกับของคนอื่น ผม เปิดข้อมูลของนิสิตต่างคณะที่ผมสอนให้พวกเขาดูด้วย สาระสําคัญ คือ วิธีการนําเสนอรายงานกลุ่ม และหลักการทําข้อสอบ อย่างไรให้มีคุณภาพ จนกระทั่งมีนิสิตคนหนึ่งเขานั่งรอจนผมสอนเสร็จ แล้วเข้ามาพร้อมกับคําถามที่เขาสังสัยว่า “อาจารย์ครับ ผมเข้าใจแล้วว่าทําไมผมจึงยังไม่เก่งเท่าที่ควร เพราะผมคิดแต่ตามวิธีการของตนเอง ซึ่งไม่รอบด้าน ไม่ค่อยใช้ความคิดที่ หลากหลาย เห็นของคนอื่นๆ แล้วผมยังห่างไกล อาจารย์พอจะมีวิธีแนะนําอย่างไร เพื่อให้ผมฝึกเป็นนักคิด และมีความคิดเชิง สร้างสรรค์ได้บ้างครับ” งานนี้ผมต้องใช้เวลาในการแนะนํานิสิตคนดังกล่าวอยู่ประมาณครึ่งชั่วโมง เพื่อสอนเทคนิค การปฏิบัติ จริงให้เขาดู เพื่อให้เขาได้เห็นถึงวิธีการและเทคนิคของผมที่ใช้มาตลอดระยะเวลา ตั้งแต่สมัยนเรียน จนมาถึงการทํางานในสมัย ปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ผมจึงขอนําสิ่งที่สอนเขามาถ่ายทอดเป็นบทความอีกครั้งหนึ่ง พร้อมทั้งได้ เข้าไปค้นคว้าข้อมูลเพิ่มเติม ที่เว็บไซต์ Novabizz.com เพื่อหาคําอธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับสมองของคน มาประกอบเนื้อหาของ ผมเพิ่มเติม ในเว็บนี้เขาบอกว่า ความจริงเกี่ยวกับสมองของคนเราไว้น่าสนใจ สมองมนุษย์ทํางานอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าหลับ หรือ ตื่น แต่การทํางานในแต่ละส่วนจะแตกต่างกัน   Figure 1 อ้างอิง http://www.novabizz.com/NovaAce/Brain.htm ความจริงแล้ว คนส่วนใหญ่ ควรจะเรียนรู้เรื่องสมอง เพื่อไปโฟกัสที่ความฉลาด (Intelligence) คนเราจะเก่งนั้นเราต้อง มีทักษะที่จับต้องได้หลายอย่าง เช่น เราใช้ทักษะในการตัดสินใจเรื่อง ต่าง ๆ การใช้ความรู้สึกนึกคิด สมองเรานั้นมีสลับซับซ้อน มาก ซึ่งถ้าได้รับการพัฒนาได้สมบูรณ์แบบ สมองจะมีความสามารถ ที่จะเรียนรู้ และมีประสบการณ์มากขึ้น ขณะเดียวกันก็เก็บ ข้อมูล ใส่กลับเข้าไปในสมอง ทําให้สมองมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ประสบการณ์ที่เราได้มานั้น ทําให้พฤติกรรมการ ตอบสนอง ของเราต่อสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไปด้วย ผมได้ลองคัดเอาเนื้อหาบางส่วนจากเว็บไซต์นี้ มาให้อ่านกันนะครับ กล่าวกันว่า สมองของเราเป็นสิ่งมหัศจรรย์มาก เพราะมีเซลล์ประสาทสามารถที่จะเก็บข้อมูล แปลข้อมูลที่เข้ามาเป็นคลื่นกระแสไฟฟ้า แล้วเก็บไว้เป็น ประสบการณ์อยู่ในสมอง เปรียบได้กับ คลื่นไฟฟ้าที่โทรทัศน์รับเข้ามา แล้วแปลออกมาเป็นภาพบนจอให้เราเห็น คลื่นสมอง หรือคลื่นไฟฟ้าในสมองจะ
  2. 2. เป็นตัวกําหนดลักษณะ ของสิ่งที่เรารับรู้ ไม่ว่าจะเป็นลักษณะทางกายภาพ สติปัญญา อารมณ์ ความรู้สึกนึกคิด ความรู้สึกตัว และ อื่น ๆ ประสบการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ ยังสร้างสนามกระแสไฟฟ้าที่เฉพาะเจาะจง อย่างเช่น สนามกระแสไฟฟ้าที่เฉพาะ สําหรับ คณิตศาสตร์ หรือเฉพาะสําหรับดนตรี ศาสนา หรืออื่นๆ ซึ่งจะรับแต่กระแสไฟฟ้าที่เหมือน ๆ กันเข้ามาอยู่ในสนามเดียวกัน ทฤษฎีของขั้นตอนที่ทําให้คนเราเกิดความคิดที่นําไปสู่ความสําเร็จอย่างละเอียดว่า ขั้นตอนแรก เริ่มจากคนเราเกิด ความคิดสร้างสรรค์ คิดโครงการ หลังจากนั้นจะประสบปัญหา ก็พยายามหาทางแก้ไขปัญหา บางครั้งอาจจะเหนื่อยล้าจนหมด กําลังใจ ถึงกับคิดจะยกเลิก โครงการ แต่ในที่สุดทางแก้ปัญหาที่ดี และถูกต้อง ก็ผุดขึ้นมาเองโดยไม่คาดฝัน ขั้นตอนเหล่านี้ อธิบายได้ว่า ในสมองของเราขณะที่ เราเบื่อหน่าย และอยากจะเลิกทําสิ่งที่คิดไว้ จิตใต้สํานึกของเราก็ค่อย ๆ เอาชิ้นส่วนข้อมูล แต่ละอย่างมาประกอบกันเหมือนกับภาพต่อ แล้วในที่สุดก็ได้คําตอบออกมา ความคิดริเริ่ม หรือความคิดสร้างสรรค์ของ นักวิทยาศาสตร์ หรือศิลปินแบบนี้ เปรียบได้กับเด็กปัญญาอ่อนแต่มีความสามารถพิเศษ คือ อยู่ ๆ ความคิดสร้างสรรค์ หรือ คําตอบก็ออกมาเอง โดยมีความแตกต่างอยู่ที่ว่า ความคิดสร้างสรรค์ของนักวิทยาศาสตร์จะดําเนินต่อไปได้ ในขณะที่เด็กปัญญา อ่อนแต่มีความสามารถพิเศษ เพียงแค่รู้คําตอบแต่ไม่สามารถจะทําอะไรได้มากไปกว่านั้น ความฉลาด หรือ ความสามารถเฉพาะด้านอย่างเช่น ภาษา เกิดจากวงจรของกระแสไฟฟ้าของเซลล์ประสาทในสมอง ของเรานั่นเอง ซึ่งมาจากพัฒนาการของสมองที่นําเอาข้อมูลจากสิ่งกระตุ้น และการตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้นเก็บเข้ามาเป็น โครงสร้างของความรู้ เหมือนเรา เก็บข้อมูล (save) ไว้ในคอมพิวเตอร์ ซึ่งเราสามารถจะเรียกขึ้นมาใช้เมื่อไรก็ได้ ธรรมชาติจะ ค่อย ๆ ทําให้เรามีความสามารถ หรือมีความฉลาดขึ้นเป็นลําดับ ตามช่วงเวลาของพัฒนาการ หรือระยะเวลาที่เหมาะสม สมองข้างซ้าย จะมีหน้าที่ คิด อย่างเป็นเหตุเป็นผล มีสามัญสํานึก การ จัดระบบ การดูแลรายละเอียด และการ ทํางานที่จะต้องทําทีละอย่าง การควบคุม เกี่ยวกับ ภาษา ตัวเลข สัญลักษณ์ต่าง ๆ การแสดงออก (expression) การวิเคราะห์ การพูด การเขียน ส่วนสมองข้างขวา มีหน้าที่ เกี่ยวกับ ความคิดสร้างสรรค์จินตนาการ สัญชาตญาณ การสังเคราะห์ ศิลปะ ดนตรี และเรื่อง ของทิศทาง เป็นส่วนที่ ค่อนข้างผ่อนคลาย เป็นสมองที่เป็นจิตใต้ สํานึกมากกว่า ในขณะที่สมองข้างซ้าย เป็นส่วนที่อยู่ในจิตสํานึก สมองข้างขวา จะทําหน้าที่สร้าง กระบวนการต่าง ๆ อย่างรวดเร็ว สามารถทําอะไรหลาย ๆ อย่างในเวลาเดียวกัน ซึ่งตรงกันข้ามกับ สมองข้าง ซ้าย ที่จะทําได้ทีละอย่าง สมองข้างขวา จะมองภาพแบบรวม ๆ มากกว่า เจาะรายละเอียด เหมือนสมองข้างซ้าย สมองข้างขวา มี หน้าที่เกี่ยวกับ การรับรู้ เข้าใจ (reception) มากกว่า สมองข้างซ้าย ที่ทําหน้าที่เกี่ยวกับ การแสดงออก Figure 2 อ้างอิง www.drawmeanidea.com
  3. 3. 17 เทคนิค สู่การฝึกให้ตนเองมีความคิดเชิงสร้างสรรค์และคิดอย่างเป็นระบบ การคิดเชิงระบบ (Systems Thinking) เป็นกระบวนการคิดถึงสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ที่มองภาพรวมอย่าง เป็นระบบ มี ส่วนประกอบย่อยๆ โดยอาศัยการคิดในรูปแบบโดย ทางตรงและโดยทางอ้อม การคิดเชิงระบบจึงเป็นวิธีการคิดเชิงบูรณาการ เพื่อขยายขอบเขตการคิดของเราที่มีต่อเรื่องนั้นๆ ออกไป โดยไม่ด่วนสรุปหรือตัดสินใจ แต่พิจารณาเรื่องนั้นอย่างละเอียดถี่ถ้วน ทุกมุมมอง เปิดโอกาสให้ความคิดของคนเราได้มีการเชื่อมโยง เพื่อหาความเป็นไปได้ใหม่ๆ ได้มุมมองใหม่ๆ เห็นแนวทาง แก้ปัญหาที่ดีกว่าสร้างสรรค์ รวมทั้งให้เห็นความสัมพันธ์แบบเชื่อมโยงระหว่างเรื่องนั้น กับปัจจัยอื่นที่เกี่ยวข้อง ดังนั้นการคิด เชิงระบบจึงเป็นสิ่งสําคัญขั้นพื้นฐานของมนุษย์ทุกคน ความคิดสร้างสรรค์ (Creative Thinking) เป็นกระบวนการคิดที่มิใช่พรสวรรค์ แต่เป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถฝึกและ พัฒนาขึ้นมาได้ โดยกระบวนการพัฒนา จะอยู่เหนือจิตสํานึก ต้องพัฒนาใน 3 ด้าน คือ ร่างกาย , จิตวิญญาณ และสมอง การ พัฒนาสมองโดยการฝึกให้คิด แบบสร้างสรรค์ เช่น การใช้สมองซึกขวาเชื่อมโยงกับสมองซีกซ้าย การฝึกการคิดนอกกรอบ การ ฝึกการคิดทางบวก หรือการฝึกการคิดแบบริเริ่ม คล่องตัว ยืดหยุ่น และละเอียดลออ ฯลฯ ต่อไปนี้จะเป็นหลักการและวิธีการของผมที่นํามาใช้สอนลูกศิษย์โดยผมขออธิบายตามแผนภาพ ดังต่อไปนี้   Figure 3 17 เทคนิค สู่การฝึกให้ตนเองมีความคิดเชิงสร้างสรรค์และคิดอย่างเป็นระบบ    
  4. 4. เทคนิค วิธีการ / รายละเอียด (1) คุยกับผู้รู้ หรือ กูรู ในสายงานเฉพาะด้าน www.sallychang.info  ให้สนทนา สอบถามจากผู้รู้ คุยกับผู้รู้ให้เยอะๆแล้ว ไอเดียมันต่อยอดได้เอง??  สิ่งที่คุณจะได้จากผู้รู้(คนเก่ง) คือ ดูแบบอย่างที่เขา ประสบความสําเร็จ ดูทัศนคติที่คิดเป็นแบบผู้ชนะ ดู มั่นใจในตนเอง(สูงกว่าคนทั่วไป) มีพลังกายพลังใจที่ ยิ่งใหญ่ มีความทรหดอดทน ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ เหนือกว่าคนอื่น  ข้อสําคัญ คนเก่ง ที่เป็นคนดี ด้วยนั้น เราควรจะเลือก สนทนาด้วยให้ได้มากจํานวนที่สุด (2) อ่านความรู้จากหลากหลายสาขา  ไม่ดํารงตนเป็นคน “นํ้าเต็มแก้ว”  อย่ายึดติดกับความรู้เพียงสาขาเดียว ยังมีความรู้อีก เยอะมากๆที่คุณไม่รู้  ต้องมีนิสัยรักการอ่าน เพราะความรู้ไม่มีวันหมด มีอยู่ ทั้งชั่วชีวิตของคนเรา เขาเรียกสิ่งว่า เรียนรู้ตลอดชีวิต (Life Long Learning)  ความรู้ที่หลากหลาย จะทําให้สมองเราเปิดกว้าง พร้อมรับสิ่งใหม่ๆ (3) อ่านเอกสารจากภาพโมเดล ความคิดต่างๆ www.guides.lndlibrary.org  การอ่านความรู้จากแผนภาพ โมเดล หรือทฤษฎี จะทํา ให้เราสามารถมองเห็นวิธีการคิดเชิงระบบ ที่อิงอยู่กับ แนวคิด และทฤษฎีต่างๆ  การอ่านชีวประวัติประวัติของผู้นํา เจ้าของทฤษฎี ต่างๆ ตั้งแต่วัยเด็ก จนถึงวันที่เขาสามารถสร้างทฤษฎี ขึ้นมาได้  การอ่านคําคม สุภาษิต สํานวน หรือบทกลอนต่างๆ เพื่อให้เรามีทักษะด้านการเลือกใช้ภาษาพูดและภาษา เขียน
  5. 5. เทคนิค วิธีการ / รายละเอียด (4) คิดออกมาเป็น Flow หรือ Mindmap www.mindtools.com  การคิดเป็นแผนผังการไหล(Flow) เสมือนกับการคิดต่อยอด ออกไปเรื่อยๆ ให้ได้มากที่สุด จนกว่าจะคิดไม่ออก จะทําให้ เราสามารถฝึกสมองและจดจํา  การคิดเป็นผังมโนภาพหรือแผนผังความคิด ถือว่าเป็นวิธีหนึ่ง ที่ช่วยบันทึกความคิดเพื่อให้เห็นภาพความคิดที่หลากหลาย มุมมองที่กว้างและชัดเจนกว่าการบันทึกที่โดยยังไม่จัดระบบ ระเบียบความคิดใดๆ (วิกีพีเดีย)  การคิดของคนเราบางช่วง จะสูญเสียสมาธิ วิธีการนี้จะทําให้ สมองได้คิด ได้ทํางานเหมือนต้นไม้ที่แตกกิ่งก้านสาขา ออกไปเรื่อยๆ (5) ฝึกเล่นเกม ใช้ความคิด เพื่อฝึกสมอง www.buysku.com  การเล่นเกมตั้งแต่เล็กๆ นั้น มีความสําคัญตรงที่ช่วยให้เราฝึก สมอง ได้ความสนุกและเกิดความเพลิดเพลิน ซึ่งจะเป็น ต้นทุนของเราในการฝึกคิด ฝึกแก้ปัญหา ในอนาคตได้  ตัวอย่างคนที่ประสบความสําเร็จและเล่นเกม คือ วอร์เรน บัฟเฟต์ มหาเศรษฐีอันดับต้นของโลก ยามว่าง กันชวนเพื่อน มิตรสหายที่เป็นมหาเศรษฐี เหมือนกัน คือ บิลล์เกตส์ เล่น เกมไพ่บริดจ์กับบิลล์เกตส์ผ่านทางระบบออนไลน์ (เพื่อลับ สมองมากกว่าเพื่อการพนัน) (6) ฝึกคิดให้ต่างจากคนอื่นๆ (หาเอกลักษณ์) www.michaelhyatt.com  คนที่คิดต่าง มักจะมีคุณสมบัติพิเศษ คือ เป็นคนที่รักและใส่ ใจกับการริเริ่มสิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ  ตัวอย่างของการคิดต่างที่ประสบความสําเร็จ คือ สตีฟ จ็อบส์ ผู้ก่อตั้ง APPLE เขามักจะพูดเสมอว่า เราต้องทําสิ่งที่แตกต่าง จากคนอื่น และเขาเชื่อว่าพวกเราทําได้ดังนั้นAPPLE เป็นแบ รนด์ที่เกิดจากความต่างของแท้สินค้า IPOD, IPHONE และ IPAD ที่เราใช้กันทุกวันนี้ นั้นมาจากการที่พนักงานทุกคน ของ APPLE ถูกปลูกฝังให้เป็นคน Think different อยู่ ตลอดเวลา
  6. 6. เทคนิค วิธีการ / รายละเอียด (7) เล่นดนตรี เพื่อสร้างสุนทรียภาพทางความคิด www.clipart.dj  คนเราทุกคน โดยเฉพาะในวัยเด็ก ควรจะได้รับโอกาสในการ ฝึกทักษะทางดนตรี เพราะมันมีเหตุผลดี ๆ หลายอย่าง เช่น การฝึกเรื่องจังหวะ ฝึกสมาธิ ฝึกวินัย และที่สําคัญมันช่วย เสริมสร้างความมั่นใจในตัวเอง  ดนตรีจะช่วยในเรื่องฝึกทักษะการทํางานของร่างกายและ ประสาทสัมผัส – การฝึก มือ ตา หู ท่วงท่าของร่างกาย และ ผัสสะอื่นๆ ให้ทํางานพร้อมกันอย่างมีสมดุล (อันนี้จะเป็น ต้นทุนทางสมองและระบบคิดในอนาคต) (8) มองมุมต่างเพื่อพัฒนาจุดด้อยให้ตัวเอง www.builtlean.com  การรู้จักมองมุมต่างๆ จากคนอื่นและเปรียบเทียบกับตนเอง เพื่อพัฒนาจุดด้อยให้ตัวเรา ดังนั้นการเปิดใจรับฟังความคิด จากคนหลากหลายสาขาอาชีพ จะสามารถต่อยอดความคิด สร้างสรรค์ได้เช่นกัน  การพัฒนาจุดแข็งให้แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ แล้วค่อยๆปิด จุดอ่อนหรือพัฒนาจุดอ่อน จะทําให้เราก้าวได้เร็วกว่าคนอื่น  ปัจจุบันนี้องค์กรชั้นนํา ให้ความสําคัญกับการส่งเสริมและ พัฒนาให้ผู้บริหารและบุคลากรนํามาใช้กับการทํางานได้ อย่างมีประสิทธิภาพ (9) คิดแบบฝรั่ง ทําแบบญี่ปุ่น www.secretsofthehire.com  คิดแบบฝรั่ง คือ กล้าคิด และกล้าทําในสิ่งสิ่งใหม่ๆ ฝรั่งมักจะ ไม่ยึดติดกับกรอบ หากเห็นว่าสิ่งนั้นทําไปแล้วไม่เห็นผลลัพธ์  ทําแบบญี่ปุ่น คือ การคิดแบบมีเหตุผล หลักการ PDCA มี ความรับผิดชอบสูง มีวินัยสูง การทําได้แบบญี่ปุ่น เช่น การ ทําซํ้าๆ ปริมาณมาก แต่ผิดพลาดน้อย เราจะเห็นได้จากความ เชี่ยวชาญเรื่องการผลิต  การเลือกข้อดีของทั้งสองแบบมารวมกันจะทําให้เรามีความ เป็นมืออาชีพสูงกว่าคนปกติ  ความเห็นส่วนตัว ผมเชื่อว่าถ้าเด็กไทยได้มีโอกาสได้ฝึกฝน การคิดและการวิเคราะห์สิ่งต่างๆ รอบตัว ส่งเสริมการเรียน แบบที่ควรจะเป็น จะส่งผลให้เยาวชนจะมีระบบ ระเบียบใน การดําเนินชีวิตที่เป็นขั้นเป็นตอนและเป็นผู้ใหญ่ที่ดี
  7. 7. เทคนิค วิธีการ / รายละเอียด (10) ฝึกเขียน/บันทึกเรื่องราวต่างๆ www.appsaga.com  การฝึกจดบันทึก(Lecture) ให้สวยๆ ดูดี มีระเบียบ น่าอ่าน ผม เชื่อว่าจะเป็นอะไรที่ทําให้คนเราฝึกเรื่องนิสัยได้ดีมากๆ  ทักษะการเขียน เป็นระบบการสื่อสาร เกี่ยวกับการบันทึก ถ่ายทอดทาภาษา เพื่อแสดงออกซึ่งความรู้ ความคิด ความรู้สึก และอารมณ์ของเราย ดังนั้นใช้ตัวหนังสือ ภาพ สัญญลักษณ์ที่เป็นเครื่องหมายต่างๆ อย่างเป็นแบบแผน จะทํา ให้เราสามารถสื่อสารกับคนอื่นได้มีประสิทธิภาพ (11) ฝึกอ่านแบบเร็วๆ แต่จําได้แม่นยํา www.emmarae89.wordpress.com  การอ่านแบบเร็วๆ ในเบื้องต้น แต่สามารถจําใน content หรือ highlight ของเรื่องๆนั้นได้จะทําให้มีเวลามากขึ้น ในเลือกสิ่ง ที่สนใจ จะข้ามไป หรือจะอ่านต่อ สามารถทําให้เราใช้เวลา ในวันหนึ่งๆ ที่มี 24 ชั่วโมงเท่ากันได้อย่างเหมาะสม  เทคนิคการอ่านเร็ว เช่น การอ่านแบบสแกน (Scanning Reading) และการอ่านแบบคร่าวๆ เช่น การอ่านที่บทคัดย่อ บทนํา สารบัญ หรือบทสรุป หรืออ่านจากแผนภาพต่างๆใน หนังสือ ก่อนลงรายละเอียด  ข้อสําคัญ คือ ผมอยากจะบอก การเป็นหนอนหนังสือ หรือ คนที่มีนิสัยรักการอ่าน นั้นเป็นไม่ยากครับ แต่จะต้องผ่านการ ฝึกฝนการอ่านอยู่อย่างสมํ่าเสมอจนเป็นนิสัย (12) จมเวลากับหนังสือดีๆ หรือภาพยนต์ดีๆ www.psddesigntemplates.com  หนังสือดีๆ เรามักจะได้จากแนะนํา คนกล่าวถึง ขายดี หรือ แม้กระทั่งไปสังเกตเอาในงานกิจกรรม มหกรรมหนังสือ ระดับชาติ  หนังสือดีๆ นั้นจะช่วยเร่งรอบในวิธีการส่งเสริมความรู้ เพิ่มพูนปัญญาของเราได้เร็วกว่าปกติ (พยายามอ่านหนังสือที่ คนแนะนําให้อ่าน)  หนูดี วนิษา เรซ...ผู้เชี่ยวชาญด้านอัจฉริยภาพ เคยกล่าวเอาไว้ อย่างน่าสนใจว่า “อัจฉริยะสร้างได้” เทคนิคอย่างหนึ่งที่เธอ นํามาใช้คือ การขโมยเวลา โดยให้จมเวลากับหนังสือดีๆ โดย ไม่ต้องสนใจว่าเวลามันจะล่วงเลยไปซักเท่าไร    
  8. 8. เทคนิค วิธีการ / รายละเอียด (13) คิดแบบแว่บ หรือ ผุดความคิดแบบเร่งด่วน www.apaidemu.yotomo.com  มีคํากล่าวกันว่า สุดยอดความคิด ไอเดียบรรเจิด มักจะมาจาก ความคิดเพียงชั่วแล่น ที่เราผุดคิดขึ้นมาได้เอง  คุณเชื่อหรือไม่ว่าคนเหล่านี้คิดสุดยอดต่างกัน ( เช่น นัก สํารวจ นักประดิษฐ์ นักธุรกิจ นักการเมือง นักสร้างสรรค์ นักวิทยาศาสตร์ นักวิชาการ ผู้นําระดับโลก เป็นต้น)  คุณเชื่อหรือไม่ว่า ความคิดที่ไม่ได้ตั้งใจ มันแว่บเข้ามา นั้น มักจะเกิดตอนตื่นนอน ขณะอาบนํ้า ฟังเพลง นั่งสมาธิ และ ความคิดนี้แหล่ะ สร้างนวัตกรรมในโลกใบนี้ (14) การนั่งสมาธิ หรือฝึกจิต www.topicstock.pantip.com  ร่างกายจะแข็งแรงต้องเคลื่อนไหว จิตใจจะเข้มแข็งได้ต้อง หยุดนิ่ง(http://www.kalyanamitra.org/)  สมาธิเป็นพื้นฐานสําคัญที่ทําให้เกิด "ปัญญา" คือการรู้ธรรม ในข้อใดข้อหนึ่งแบบ รู้แจ้งแทงตลอด เห็นตามความเป็นจริง โดยไม่เหลือข้อสังสัยใดๆอยู่อีกเลย (http://freecheckhoroscope.wordpress.com/)  สมาธิ ไม่ได้อยู่ที่วัด แต่อยู่ในทุกสถานที่ที่คุณเอาใจใส่กับมัน (15) งานเขียน ศิลปะต่างๆ www.topwallpapers10.com  เขียนงานศิลปะ ด้วยมือ ฝึกสมาธิ ความคิดสร้างสรรค์เขียน แล้วห้ามลบ แต่ให้ไปต่อ จะทําให้เราสามารถต่อยอดไปได้ เรื่อยๆ  ศิลปะเป็นเครื่องจรรโลงใจให้แก่มนุษย์โลก และเป็นสื่อที่ใช้ ถ่ายทอดอารมณ์ถึงผู้อื่น (ศิลปะคือการสื่อสารชนิดหนึ่ง ที่ ช่วยทําให้เกิดการทํางานเป็นทีม การช่วยเหลือเอื้อเฟื้อ และ ช่วยลดความขัดแย้ง)    
  9. 9. เทคนิค วิธีการ / รายละเอียด (16) ทัศนคติบวก หรือมองโลกในแง่ดีเสมอ www.clipart.dj  “ทัศนคติเชิงบวกเป็นทางเลือกของคุณ ไม่ใช่สภาพแวดล้อม ตัวคุณ” ทัศนคติ จึงเป็น วิธีที่คุณจะตอบสนองต่อสถานการณ์ ต่างๆ ไม่ใช้ตัวสถานการณ์นั้นๆ คุณต้องควบคุมและเลือกที่ จะเป็นทางใดทางหนึ่ง แต่ทางด้านบวกจะมีอานุภาพที่ดีกว่า  ทัศนคติบวก สามารถปลุกพลัง/ศักยภาพของเราออกมา คนเราเกิดมาอาจมีไม่เท่ากันได้ในตอนแรก แต่ในตอนปลาย สร้างให้ดีขึ้นได้จงเชื่อมั่นไว้เสมอ คุณทําได้  ทัศนคติเชิงบวก จะนํามาซึ่งการนับถือตัวเอง ทําให้เรามอง โลกในแง่ดี มีความคิดที่จะมุ่งสู่ทิศทางที่ต้องการ เมื่อสิ่งที่ดีๆ เหล่านี้เกิดขึ้นในตัว ก็จะทําให้เรายอมรับการเปลี่ยนแปลงได้ (17) หาความรู้ผ่านโซเซียลเน็ตเวิร์ค www.michellehenry.fr  ห้องสมุดความรู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก คือ ความรู้ที่อยู่บน สังคมโซเชียลเน็ตเวิร์ค หรือ Social Network สังคมออนไลน์ บนโลกอินเตอร์เน็ต  ตอนนี้คําว่า โลกแบน หรือ โลกไร้พรมแดน เป็นสิ่งที่สามารถ จับต้องและมีตัวตนจริงๆ ทุกคนต้องรู้จักใช้ประโยชน์จาก นวัตกรรมของโลก  ประวัติผู้เขียน ศักดิ์ดา หวานแก้ว การศึกษา ปริญญาโท สาขาการจัดการทรัพยากรมนุย์มหาวิทยาลัยบูรพา ปริญญาตรี สาขารัฐประศาสนศาสตร์ บริหารรัฐกิจ มหาวิทยาลัย สงขลานครินทร์ สถานที่ทํางาน บริษัท ที ไอ พี เอส จํากัด(ท่าเรือบี4) ตําแหน่ง (1) ผู้จัดการฝ่ายบริหารและทรัพยากรมนุษย์ ตําแหน่ง (2) อาจารย์ประจํา (ปันส่วนเวลา) คณะการจัดการและการท่องเที่ยว อาจารย์พิเศษ คณะโลจิสติกส์ มหาวิทยาลัยบูรพา ตําแหน่ง (3) อุปนายกสมาคมบริหารงานบุคคลภาคตะวันออก นามปากกา HR BURAPA อีเมล์ sakdah@gmail.com hrburapa@gmail.com

×