Saengdhamma Vol.36 No. 427 November 2010

1,978 views

Published on

Saengdhamma Vol.36 No. 427 November 2010 Wat Thai Washington, D.C.

Published in: Education
0 Comments
0 Likes
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

No Downloads
Views
Total views
1,978
On SlideShare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
34
Actions
Shares
0
Downloads
7
Comments
0
Likes
0
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

Saengdhamma Vol.36 No. 427 November 2010

  1. 1. ทุกชีวิตมีปัญหา พระพุทธศาสนามีทางแก้ Saeng Dhamma ปีที่ ๓๖ ฉบับที่ ๔๒๗ ประจำ�เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๓ วารสารธรรมะรายเดือนที่เก่าแก่ที่สุดในอเมริกา แสงธรรม Vol.36 No.427 November 2010 ปี ๒๕๕๓ ฉบับกฐินสามัคคี
  2. 2. The Buddha’s Words............................................... 1 INSIGHT, BY ORGANIZED TRAINING............................. 2 Knowing The World Ven. Ajanh Chah.................... 7 MY (VERY BRIEF) LIFE AS A BUDDHIST MONK...ByMatthew 13 The Hot News Of World Buddhism ...........................15 ปฏิบัติธรรมประจ�ำเดือนพฤศจิกายน............................ 22 เสียงธรรม...จากวัดไทย...........................หลวงตาชี 23 ประมวลภาพกิจกรรมต่างๆ เดือนตุลาคม ................ 30 เสียงธรรม...จากหลวงตาชี ........................................ 32 ท่องแดนพระพุทธศาสนา ๒,๓๐๐ ปี ดร.พระมหาถนัด 39 สาระธรรมจาก...พระไตรปิฎก ..................................... 41 อนุโมทนาพิเศษ / Special Thanks............................ 42 Thai Temple’s News....................โดย Handy 43 รายนามผู้บริจาคเดือนตุลาคม .....Ven. Pradoochai 46 รายนามผู้บริจาคออมบุญประจ�ำปีและเจ้าภาพภัตตาหารเช้า... 53 รายนามเจ้าภาพถวายเพล / Lunch............................ 54 ก�ำหนดการท�ำบุญวันทอดกฐินสามัคคี ปี 2553 ............ 62 Photos taken by Ven. Pradoochai, Ven. Ananphiwat, Ven.Srisuporn Mr. Yuttachat,Mr. Kevin, Mr. Sam & Bank, Ms. Golf Objectives : �To promote Buddhist activities. �To foster Thai culture and tradition. �To inform the public of the temple’s activities. �To promide a public relations center for Buddhists living in the United States. เจ้าของ : วัดไทยกรุงวอชิงตัน, ดี.ซี. ที่ปรึกษา : พระวิเทศธรรมรังษี กองบรรณาธิการ : ดร.พระมหาถนัด อตฺถจารี พระสมุห์ณัฐิวุฒิ ปภากโร พระจรินทร์ อาภสฺสโร พระมหาเรืองฤทธิ์ สมิทฺธิญาโณ พระสุริยา เตชวโร พระมหาสราวุธ สราวุโธ พระมหาประดู่ชัย ภทฺทธมฺโม พระมหาศรีสุพรณ์ อตฺตทีโป พระมหาค�ำตัล พุทฺธงฺกุโร พระอนันต์ภิวัฒน์ พุทฺธรกฺขิโต และอุบาสก-อุบาสิกาวัดไทยกรุงวอชิงตัน, ดี.ซี. SAENG DHAMMA Magazine is published monthly by Wat Thai Washington, D.C. Temple At 13440 Layhill Rd., Silver Spring, MD 20906 Tel. (301) 871-8660, 871-8661 Fax : 301-871-5007 E-mail : watthaidc@hotmail.com Homepage : www.watthaidc.org Radio Network : www.watthai.iirt.net 2,500 Copies สารบัญ Contents สื่อส่องทาง สว่างอ�ำไพ ทุกชีวิตมีปัญหา พระพุทธศาสนามีทางแก้ วารสารธรรมะรายเดือนที่เก่าแก่ที่สุดในอเมริกา ปีที่ 36 ฉบับที่ 427 ประจ�ำเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2553 Vol.36 No.427 November, 2010 แสงธรรม
  3. 3. ถ้อยแถลง คณะผู้จัดทำ� “ใบไม้เอย ใบไม้ร่วง เจ้าจะร่วงกันไปถึงไหน ท�ำไมไม่เหลือสักใบแล้วต่อไปจะเหลืออะไรเชยชม เมื่อก่อนนี้เจ้าชูช่อไสว ทั้งดอกทั้งใบเจ้าก็สลวยมาวันนี้เจ้าระทดระทวยแล้วเจ้าก็ม้วยลงกับดิน...” อนิจจตาแห่งกาลเวลา ฤดูกาลหมุนเวียนเปลี่ยนแปลง แสดงให้เห็นความต่าง ใบไม้ที่เคยเขียวขจีมีเต็มต้นในช่วงฤดูร้อนเปลี่ยนสี เด็ดขั้ว ร่วงหล่น นั้นก็หมายความว่า ลมหนาว หิมะ ฯ ก�ำลังจะมาแทนความร้อนอันแสนอุ่นที่ก�ำลังจะจากลา ในธรรมชาติย่อมเป็นกฎการหมุนเวียน เพราะเมื่อฤดูหนาวที่แล้วใบไม้ก็ ไม่มีเช่นเดียวกัน เมื่อมีได้ ก็ไม่มีได้ เมื่อไม่มีได้ ก็มีได้เช่นกัน “เพราะสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี” นั่นเอง บ้านเมืองไทยเรากลับมีน�้ำท่วมใหญ่ หลายจังหวัดทั้งภาคอีสานภาคกลางซึ่งนับว่าเป็นการท่วมที่ล้าช้ากว่าปีอื่นๆสร้างความเสียหายที่จะต้องระดมช่วยกันอีกมากมาย เรื่องน�้ำท่วม ภัยแล้ง เป็นมหากาพย์คู่สังคมไทยที่แก้กันไม่สิ้นสุด เขื่อนเล็ก เขื่อนใหญ่ก็แล้ว เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตาม กันต่อไป “แสงธรรม” ในมือท่านฉบับพฤศจิกายนนี้มาในกฐินทาน ที่ชื่อว่าเป็นทานที่จ�ำกัดเวลาคือช่วงแรม ๑ ค�่ำ เดือน ๑๑ ถึงวันขึ้น ๑๕ ค�่ำ เดือน ๑๒ เท่านั้น นอกจากนี้ยังบ่งบอกถึงข้อจ�ำกัดอื่นๆ อีก จึงถือกันว่ากฐินเป็นบุญพิเศษจริงๆ หลายคนจึงพยายามขอ เป็นประธานทอดกฐินในวัดใดวัดหนึ่งให้ได้ ไม่ได้ประธานแบบเดียว ก็ขอเป็นประธานร่วม ฉบับก่อนได้บอกข่าวไปแล้วว่า ปีนี้กฐิน วัดไทย ดี.ซี. จัดทอดถวายในวันอาทิตย์ที่ ๗ พฤศจิกายน ศกนี้ โดยมีคณะพยาบาลบัลติมอร์ และพุทธศาสนิกชนร่วมกันเป็น เจ้าภาพ ปัจจัยที่ได้จะได้น�ำไปสมทบก่อสร้างอาคารหลวงตาชี ที่ขณะนี้อยู่ระหว่างการขอใบอนุญาต ดังที่ปรารภไปในฉบับที่แล้วในวาระครบรอบ ๓ ปีแห่งการมรณภาพของพระพรหมมังคลาจารย์ หรือหลวงพ่อปัญญานันท ภิกขุ และในปีหน้า (๒๕๕๔) ท่านจะมีอายุครบ ๑๐๐ ปี จึงใคร่ขอน�ำเสนอ “๑๐๐ ปี ๑๐๐ เรื่องหลวงพ่อเล่า” ซึ่งเป็นเรื่องราว ที่หลวงพ่อเคยเล่าไว้ในปาฐกถาธรรม ส�ำหรับฉบับนี้ ขอเสนอเรื่อง “แปลงร้ายกลายเป็นดี” เพราะสมัยนี้ใครเขาก็พูดว่าให้มอง ด้านบวก ซึ่งหลวงพ่อมองมานาน เรื่องราวจะเป็นอย่างไรขอเชิญ ติดตามได้ ณ บัดนี้ “คราวหนึ่งนั่งรถไฟมาจากปักษ์ใต้ แล้วมา เสียตรงที่บางสะพานน้อย คนในรถบ่นกันอุบอิบๆ “แหม แย่ ไม่ทันโทรเลขให้เขามารับ จะมาคอยเก้อ” อย่างนั้นอย่างนี้พูดกัน ใหญ่เลย อาตมานั่งๆ ฟัง เห็นว่าโยมจะไปกันใหญ่แล้ว ก็เลยต้องเทศน์เสียหน่อย ปาฐกถาเสียหน่อยในรถไฟก็ไม่เป็นไร เลยบอก ว่า “โยมอย่ามีความทุกข์เลย โยมทุกข์ร้อนรถมันก็ไม่เดินหรอก โยมบ่นมันก็ไม่เดิน เครื่องมันเสีย คนนั้นเขาไม่มีเจตนาให้มันเสีย มันเสียตามธรรมชาติ เพราะสิ่งทั้งหลายมันไม่เที่ยงแท้แน่นอน มันก็ต้องอย่างนี้แหละ โยมเคยมาเที่ยวแถวบางสะพานน้อยหรือ เปล่า” “ยังเลย ไม่เคยมาเที่ยว” “อย่างนั้นก็ดีแล้ว เดินไปเที่ยวตลาดไป ซื้อกล้วยตากมากิน ฝากลูกฝากหลานก็ยังได้ ปลาเค็มแถวนี้ก็ไม่แพงใกล้ทะเล ไปเดิน ชมตลาดกันดีกว่า”ลงจากรถเป็นแถวไปเลยอาตมาน�ำขบวนเลยพอโยมไปเที่ยวตลาดชวนพูดชวนคุยให้สบายใจไปกินน�้ำมะพร้าว อ่อนบ้าง ซื้อกล้วยตากบ้าง คนหนึ่งก็ซื้อปลาเค็มบ้างไปฝากลูกหลาน แล้วที่เป็นทุกข์ก็หายกลุ้มไปเท่านั้นเอง เราไม่ได้มองในแง่ดี ไว้ ไปมองในแง่เสีย “แหม รถมาเสียที่ตรงนี้ เสียที่ตรงนี้ก็ดีแล้ว เราได้ลงไปเที่ยวบางสะพานน้อยเพราะยังไม่เคยมาเที่ยว ไปดูซิ คลองบางสะพานยังมีของขายหรือเปล่า”ว่าไปตามเรื่องให้โยมแกสบายใจเลยทุกคนยิ้มออกมาได้แล้วก็เดินไปชมนกชมไม้ไปตาม เรื่องต่อไป กลับมาไม่เท่าใดเขาเอาหัวรถมาเปลี่ยน ก็ลากรถไปได้ต่อไป ใจมันก็หมดทุกข์หมดร้อนไป นี่เป็นตัวอย่างให้เห็นง่ายๆว่า ควรแปลเหตุการณ์ที่ร้ายให้กลายเป็นดีเหตุการณ์ที่จะเป็นทุกข์ให้เป็นสุขสดชื่น เราต้องหัดแปร ญัตติ พูดตามภาษาในสภา เรียกว่าแปรญัตติเสียบ้าง อย่ายืนยันมติของตัวเรื่อยไป ถ้ายืนยันเรื่อยไป ประธานก็ขับออกจากสภา เท่านั้นเอง บอกว่าคุณออกไป เข้าป่าไป เกเร ผู้แทนนี้ใช้ไม่ได้ ถูกออกนอกสภาเลยไม่ได้อภิปรายต่อไป เราต้องหัดแปรเสียมั่ง อะไร มันไม่สวยสดงดงาม ให้สดชื่นรื่นเริงขึ้นมา อันนี้ก็จะท�ำให้จิตใจสบาย (ความพอใจเป็นทรัพย์อย่างยิ่ง วันอาทิตย์ที่ ๕ กันยายน ๒๕๑๙) ท้ายสุด ขออ�ำนวยพรญาตมิตรจงพิชิตทุกข์ เสริมสร้างสุข เพิ่มบุญกุศล น�ำตนรอดปลอดภัยด้วยแสงแห่งพระธรรม ทุกท่าน เทอญ
  4. 4. แสงธรรม Saeng Dhamma1 The Buddha’s Words พุทธสุภาษิต อตฺตานเมว ปฐมํ ปฏิรูเป นิเวสเย อถญฺญมนุสาเสยฺย น กิลิสฺเสยฺย ปณฺฑิโต ฯ (๑๕๘) ควรปฏิบัติตนให้ดีก่อน แล้วค่อยสอนคนอื่น บัณฑิตเมื่อทำ�ได้อย่างนี้ จึงจะไม่สร้างมลทินแก่ตัว One should first establish oneself in what is proper, and then instruct others. A wise man who acts in this way shall never get defiled.
  5. 5. แสงธรรม Saeng Dhamma2 INSIGHT, BYORGANIZEDTRAINING by Buddhadasa Bhikkhu http://www.buddhanet.net/budasa10.htm INSIGHT, BY ORGANIZED TRAINING Now we shall deal with the organized systems of insight training, which were not taught by the Buddha but were developed by later teachers. This kind of practice is suit- able for people at a fairly undeveloped stage, who still cannot perceive the unsatisfactori- ness of worldly existence with their own eyes, naturally. This doesn’t mean, however, that the results obtained by these systems have any special qualities not obtainable by the nature method, because when we examine the Tipi- taka closely, we find the nature method is the only one mentioned. Some people consider, however, that natural insight can be developed only by someone who has become so remark- ably virtuous, or has such a suitable disposition, that for him to come to a full understanding of things is just child’s play. What is a person to do who lacks transcendent virtues and the ap- propriate disposition? For such people, teachers laid down ordered systems of practice, concise courses which start from scratch and have to be followed through thoroughly and systematically. These systems of practice for developing in- sight are now known by the technical term “Vi- passana - dhura.” Vipassana - dhura is contrasted with Study (Gantha - dhura), the two being con- sidered nowadays complementary aspects of training. Vipassana- dhura is study done within; it is strictly mental training, having nothing to do with textbooks. Neither the term Study (Gantha - dhura) nor Vipassana - dhura is mentioned in the Tipitaka, both appearing only in later books; but Vipassana - dhura is nevertheless a genuine Buddhist practice, designed for people intent on eliminating suffering. It is based directly on sus- tained, concentrated introspection. In order to
  6. 6. แสงธรรม Saeng Dhamma3 explain Vipassana to people, teachers in former ages considered it in terms of the following questions: What is the basis, the foundation of Vipassana? What are the characteristics by which we may know that this is Vipassana? Just what is the activity called Vipassana? What should be the ultimate result of Vipassana? Asked what is the basis, the foundation of Vipassana, we answer: morality and concentra- tion. “Vipassana” means “clear insight,” and refers to the unobscured vision that may arise when a person’s mind is full of joy and devoid of any defilement. Joy develops when there is Moral Purity (Sila visuddhi); morality is a prereq- uisite. This is stated in the texts (Rathavinitas- utta, Majjhima - nikaya, 24), where the practice is described as proceeding in a series of stages called the Seven Purifications, and culminating in the Path and the Fruit. Teachers regard the at- tainment of Moral Purity as the first of the Seven Purifications. It consists of faultless behavior and is prerequisite to purification of the mind (Citta - visuddhi). Purification of the mind, achieved when the mind has been rendered free of any contamination, is conducive to Purification of Views (Ditthi- visuddhi) or freedom from mis- understanding. Freedom from misunderstand- ing leads to purity by freedom from doubt (Kankhavitarana- visuddhi), and this conduces in its turn to the arising of purity by knowledge and vision of what is the true path to be followed and what is not the path (Magga - magga - Nana- dassana - visuddhi). This knowledge of the path to be followed leads to the purity by knowledge and vision of the progress along the path Patipa- da - Nanadassana visuddhi). This finally leads to the last stage of full intuitive insight or purity of knowledge and vision (Nanadassana - visuddhi), which is the perfection of the very Noble Path. Because the Fruit of the Path arises automati- cally once the Path is established, the attain- ment of the Path is regarded as the culmination of the practice. Moral purity is faultless behavior by way of body and speech. As long as any imperfection in body or speech remains, morality in the true sense is lacking. When it has been perfected, that is, when tranquillity of bodily activities and speech has been achieved, the result is bound to be mental tranquillity, conducive in its turn to the further stages of purification: freedom from misunderstanding, freedom from doubt, knowledge as to what is the Path to be followed and what is not, knowledge and vision of the progress along the Path and finally full intuitive insight. These last five stages constitute vipas- sana proper. Purification of conduct and mind are merely the entrance into the path of vipas- sana. THE SEVEN PURIFICATIONS, THE FIVE STAGES IN VIPASSANA, AND THE NINE STEPS IN THE PER- FECTION OF KNOWLEDGE I Moral purity II Men- tal purity III(1) Freedom from false views IV (2) Freedom from doubt V (3) Knowledge and vision
  7. 7. แสงธรรม Saeng Dhamma4 of what is the true Path VI (4) Knowledge and vision of the progress along the Path (a) Knowl- edge of arising and passing away (b) Knowledge of passing away (c) Awareness of fearsomeness (d) Awareness of danger (e) Disenchantment (f) Desire for freedom (g) Struggle to escape (h) Im- perturbability (i) Readiness to perceive the Four Noble Truths VII (5) Full Intuitive Insight The Purification consisting of freedom from misunderstanding implies the elimination of all false views, both inborn and acquired. It cov- ers the whole range from irrational belief in magic to false ideas as to the true nature of things-for instance, re- garding this body and mind as something enduring, something worthwhile, a self; seeing it as animal, hu- man being, celestial being, or god, or as some- thing magical or sacred; failing to perceive that it consists of just the four elements, or of just body plus mind, and regarding it instead as a self, as possessing a soul or spirit, which enters and leaves it; failing to see it as consisting of the five aggregates: body, feeling, perception, active thinking and consciousness; failing to see it as just a mass of perceptions received by way of the eye, ear, nose, tongue, body and mind. False views lead to belief in magic and sacred objects, and so give rise to fear. Rites and rituals are then performed to neutralize the fear, and the end result is firm attachment to rites and rit- uals-all on account of false views. Such a situa- tion indicates views that are not as yet faultless. To have given up false views is to have attained what was originally called the third Purification, and what later teachers classed the first stage in vipassana. The Purification consisting of freedom from doubt is brought about by introspection into causes. With free- dom from false views, one sees oneself as just body plus mind. Freedom from doubt consists in perceiv- ing the nature of the causes responsible for the coming into ex- istence of the body- mind complex. One sees penetratingly and in fine detail the coming into existence and the interaction of ignorance, desire, grasping and clinging karma, “nutriment,” and so on, to form body and mind. Freedom from doubt results simply from this clear knowledge of the causes and effects of all things. In the vipassana sys- tem, teachers recognize twenty or thirty kinds of doubt, but summed up they all amount to doubt as to whether or not “one’s self” exists, whether or not “one’s self” existed previously,
  8. 8. แสงธรรม Saeng Dhamma5 whether or not “one’s self” will continue to ex- ist in the future and, if so, in what form. The only way doubt can be completely dispelled is to realize that there is no “I,” but only elements, aggregates, a nervous system together with such causes as ignorance, craving and attachment, karma, “nutriment,” and so on. Because no real “I” is involved at all, one starts giving up the foolish idea: “I am, I have been, I shall be.” With the complete eradication of doubt, the second stage in vipassana has been achieved. This does not mean that the “I”- conceit has been giv- en up for good and all; fine vestiges are still present. Adequate understanding of the mode of interaction of causes has resulted in the dispelling of doubt and has made it pos- sible to give up the idea of “I” in its grossest forms. When doubt has been transcended, it be- comes possible to bring about the Purification consisting of perfect knowledge as to what is the right path to follow and what is not. There exist several obstacles to this further progress, which usually arise in the course of vipassana practice. While the mind is in a concentrated state, there are likely to arise various strange phenomena with which the meditator may be- come overawed, such as wonderful impressive auras seen in the mind’s eye (the physical eyes being shut). If these effects are purposely en- couraged, they can become highly developed; and if the meditator jumps to the conclusion that “this is the Fruit of vipassana practice,” or congratulates himself saying, “This is something supernatural; this will do me!” and the like, the arising of these phenomena is liable to bar the way to the true Path and Fruit. Consequently, teachersconsideritaside track,ablindalley. An- other example is the arising of feelings of joy and contentment which continually overflow the mind to such an extent that it becomes incapable of any further introspec- tion, or jumps to the conclusion that “this is Nirvana, right here and now,” so that the way becomes blocked and further progress is im- possible. This is another obstruction to insight. Teachers say, furthermore, that even insight into the nature of body and mind may sometimes lead to self satisfaction and the delusion that the meditator has a remarkable degree of spir- itual insight, so that he becomes overconfident. This too is an obstacle to progress in vipassana. Occasionally the meditator may make use of the mental power he has developed to make
  9. 9. แสงธรรม Saeng Dhamma6 his body go rigid, with the result that he loses the awareness necessary for further introspec- tion. This is a stubborn obstacle in the path to further progress, yet meditators usually approve of it, regarding it as a supernatural faculty, or even as the Fruit of the Path. Anyone who be- comes so pleased with and infatuated by the at- tainment of deep concentration, this sitting with body rigid and devoid of all sensation, that he is unable to progress further in vipassana, is in a most pitiable position. Another condition that may very easily come about is a blissful rapture the like of which the meditator has never encountered before. Once arisen it induces wonder and amazement and unjustified self satisfaction. While the rapture lasts, he body and the mind experience extreme bliss and all problems vanish. Things that for- merly were liked or disliked are liked or disliked no longer when recalled to mind. Things the meditator had formerly feared and dreaded or worried and fretted over no longer induce those reactions, so that he gets the false idea that he has already attained liberation, freedom from all defilements; because for as long as he is in that condition he has all the characteristics of a genuinely perfected individual. Should satisfac- tion arise with respect to this condition, it acts as an obstacle to further progress in vipassana. And in time the condition will fade away so that things formerly liked or disliked will be liked or disliked again just as before, or even more so. To be continued คุณประสาร มานะกุล และครอบครัว พร้อมญาติมิตร ทำ�บุญอุทิศส่่วนกุศล แด่คุณพ่อ และบรรพบุรุษ วันอาทิตย์ ที่ 10 เดือนตุลาคม พ.ศ. 2553
  10. 10. แสงธรรม Saeng Dhamma7 KNO ING THE WORLD By Ajahn Chah http://www.ajahnchah.org/book/It_Can_Be_Done.php All things just as they are display the truth. But we have biases and preferenc- es about how we want them to be. Lokavidū means knowing the world clearly. The world is these phenomena (sabhāva) abiding as they are. To sum it up simply, the world is arom. That’s an easy way to put it. The world is arom. If we say ‘’world,’’ that’s pretty vast. ‘’Arom are the world’’ is a lot simpler. The world is arom. Being deluded by the world is being de- luded by arom; being deluded by arom is being deluded by the world. Lokavidū, knowing the world clearly: however the world is, that’s what we should know. It exists according to its con- ditions. So we should have full, present aware- ness of it. Such as the teaching that we should know sankhāras for what they are, develop wisdom that knows sankhāras. Whatever the truth of sankhāras is, however they really are, that’s the truth we should know. That’s called wis- dom that accepts and knows without obstacles. We need to develop a mind that has tranquility as well as wisdom in control of things together. We talk about sīla, samādhi, paññā, and about samatha meditation and vipassanā medita- tion. But they are really all the same matter. They are the same, but we divide them into different categories and get confused. I’ve often made a simple analogy about it - there are things to compare it to - which can make it easier to contemplate and understand. A little mango later becomes a large, ripe mango. Is the little mango the same piece of fruit as the large one? From the time it’s just a bud flowering on the tree, it’s the same one mango. As it grows into a small mango and then gets bigger and bigger, almost ripe, then finally ripe, it’s only undergoing change. The aspects of practice we talk about are the same. Sīla simply means giving up wrongdo- ing. A person without Sīla is in a hot condition. When someone gives up wrongdoing and evil ways, that brings coolness. Cool, without harm
  11. 11. แสงธรรม Saeng Dhamma8 or ill effects. The blessing that comes from this freedom from harmful effects is a tranquil mind - that is samādhi. When the mind is in samādhi, clean and pure, it will see many things. It’s like water that is still and undisturbed. You can see your face in it. You can see things further away reflected as well. You can see the roof of the building over there. If a bird alights on the roof you can see it. These factors are really all one, just like the one mango. The tiny fruit is that same one mango. The growing fruit is the same mango. The ripe fruit is the same mango. From green to yellow, it’s the same mango; it’s undergoing change, and that’s why we see difference. Having this kind of simple understanding can put us at ease. Doubts will diminish. If instead we are relying on texts and seeking detailed explanations, we are likely to end up in con- fusion. So we have to watch our own minds. ‘’Bhikkhus! You should be watching over your minds. Those who watch over their minds shall escape the snares of Māra.’’ Both Māra and his snares. And it depends on our own investigation. My way of practice was a little strange. After I ordained and started to practise, I had a lot of doubts and questions. But I didn’t like to ask anyone about them very much. Even when I met Ajahn Mun, I didn’t ask him many ques- tions. I wanted to ask, but I didn’t. I sat and listened to his teaching. I had questions, but I didn’t ask. Asking someone else is like borrow- ing someone else’s knife to cut something. We never come to have our own knife. That’s the way I felt. So I didn’t ask many questions of oth- ers. If I stayed with a teacher for a year or two, I’d listen to his discourses and try to work things out for myself. I would seek my own answers. I was different from other disciples, but I was able to develop wisdom; this way made me re- sourceful and clever. I didn’t become heedless, rather I contemplated things until I could see for myself, increasing my understanding and remov- ing my doubts. My advice is to not let yourself get wrapped up in doubts and questions. Let them go and directly contemplate whatever you are experi- encing. Any physical pleasure or pain you ex- perience, don’t make a big deal out of it. When you sit in meditation and start to feel tired or uncomfortable, adjust your position. Endure as much as you can, and then move. Don’t over- do it. Develop a lot of mindfulness - that’s the point. Doing your walking and sitting meditation as much as you can, the aim is to be developing mindfulness as much as you can, knowing things fully. That’s enough. Please take my words to contemplate. What- ever form of practice you’re doing, when objects of mind arise, whether internally or externally, those are called arom. The one who is aware of the arom is called... well, whatever you want to call it is OK; you can call it ‘’mind.’’ The arom is one thing, and the one who knows the arom is
  12. 12. แสงธรรม Saeng Dhamma9 another. It’s like the eye and the objects it sees. The eye isn’t the objects, and the objects aren’t the eye. The ear hears sounds, but the ear isn’t the sound and the sound isn’t the ear. When there is contact between the two, then things happen. All states of mind, happy or unhappy, are called arom. Whatever they may be, never mind - we should constantly be reminding ourselves that ‘’this is uncertain.’’ This is something people don’t consider very much, that ‘’this is uncertain.’’ Just this is the vital factor that will bring about wisdom. It’s re- ally important. In order to cease our coming and going and come to rest, we only need to say, ‘’This is uncertain.’’ Sometimes we may be dis- traught over something to the point that tears are flowing; this is something not certain. When moods of desire or aversion come to us, we should just remind ourselves of this one thing. Whether standing, walking, sitting, or lying down, whatever appears is uncertain. Can’t you do this? Keep it up no matter what happens. Give it a try. You don’t need a lot - just this will work. This is something that brings wisdom. The way I practise meditation is not very complicated - just this. This is what it all comes down to: ‘’it’s uncertain.’’ Everything meets at this point. Don’t keep track of the various instances of mental experience. When you sit there may be various conditions of mind appearing, seeing and knowing all manner of things, experiencing dif- ferent states. Don’t be keeping track of them3, and don’t get wrapped up in them. You only need to remind yourself that they’re uncertain. That’s enough. That’s easy to do. It’s simple. Then you can stop. Knowledge will come, but then don’t make too much out of that or get attached to it. Real investigation, investigation in the cor- rect way, doesn’t involve thinking. As soon as something contacts the eye, ear, nose, tongue, or body, it immediately takes place of its own. You don’t have to pick up anything to look at - things just present themselves and investiga- tion happens of its own. We talk about vitakka, ‘’initial thought.’’ It means raising something up. What is vicāra, ‘’discursive thought’’? It’s inves- tigation, seeing the planes of existence (bhūmi) that appear. In the final analysis, the way of the Buddha flourishes through impermanence. It is always timely and relevant, whether in the time of the Buddha, in other times past, in the present age, or in the future. At all times, it is impermanence that rules. This is something you should medi- tate on. The true and correct words of the sages will not lack mention of impermanence. This is the truth. If there is no mention of impermanence, it is not the speech of the wise. It is not the speech of the Buddha or the ariyas; it’s called speech that does not accept the truth of existence.
  13. 13. แสงธรรม Saeng Dhamma10 All things have need of a way of release. Contemplation is not a matter of holding on and sticking to things. It’s a matter of releasing. A mind that can’t release phenomena is in a state of intoxication. In practice, it’s important not to be intoxicated. When practice really seems to be good, don’t be intoxicated by that good. If you’re intoxicated by it, it becomes something harmful, and your practice is no longer correct. We do our best, but it’s important not to become drunk on our efforts, otherwise we are out of har- mony with Dhamma. This is the Buddha’s advice. Even the good is not something to get intoxicated by. Be aware of this when it happens. A dam needs a sluiceway so that the water can run off. It’s the same for us in practice. Us- ing will power to push ourselves and control the mind is something we can do at times, but don’t get drunk on it. We want to be teach- ing the mind, not merely controlling it, so that it becomes aware. Too much forcing will make you crazy. What’s vital is to keep on increas- ing awareness and sensitivity. Our path is like this. There are many points for comparison. We could talk about construction work and bring it back to the way of training the mind. There is a lot of benefit to be had from prac- ticing meditation, from watching over your mind. This is the first and foremost thing. The teach- ings you can study in the scriptures and com- mentaries are true and valuable, but they are secondary. They are people’s explanations of the truth. But there is actual truth that surpasses the words. Sometimes the expositions that are derived seem uneven or are not so accessible, and with the passing of time they can become confusing. But the actual truth they are based on remains the same and isn’t affected by what anyone says or does. It is the original, natural state of things that does not change or deterio- ผมขอขอบคุณทุกท่านที่ให้เกียรติมาร่วมงานทำ�บุญ 100 วันคุณแม่มาก คุณวงค์ เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2553 รวมทั้งร่วมบริจาคเงินและนำ�อาหารมาถวายเพล ผมได้นำ�เงินถวายวัดเพื่อร่วม สมทบทุนสร้างอาคาร 80 ปีหลวงตาชี จำ�นวน $1,879 เหรียญ ขออำ�นาจคุณพระศรีรัตนตรัย จงอำ�นวยพรให้ทุกท่านมีสุขภาพพลานามัยแข็งแรง ประพจน์-ศิริพร คุณวงค์ และครอบครัว เจ้าภาพ
  14. 14. แสงธรรม Saeng Dhamma11 rate. The explanations people compose are sec- ondary or tertiary, one or two steps removed, and though they can be good and beneficial and flourish for some time, they are subject to deterioration. It’s like the way the population keeps in- creasing and troubles increase along with it. That’s quite natural. The more people there are, the more issues there will be to deal with. Then leaders and teachers will try to show us the right way to live, to do good and solve problems. That can be valid and necessary, but it’s still not the same as the reality those good ideas are based on. The true Dhamma that is the essence of all good has no way to decline or deteriorate, because it is immutable. It is the source, the saccadhamma, existing as it is. All the followers of the Buddha’s way who practise the Dhamma must strive to realize this. Then they may find different means to illustrate it. Over time, the explanations lose their potency, but the source remains the same. So the Buddha taught to focus your atten- tion and investigate. Practitioners in search of the truth, do not be attached to your views and knowledge. Don’t be attached to the knowl- edge of others. Don’t be attached to anyone’s knowledge. Rather, develop special knowledge; allow the saccadhamma to be revealed in full measure. In training the mind, investigating the sac- cadhamma, our own minds are where it can be seen. When there is doubt about anything, we should be paying attention to our thoughts and feelings, our mental processes. This is what we should know. The rest is all superficial. In practising Dhamma, we will meet with many sorts of experiences, such as fear. What will we rely on then? When the mind is wrapped up in fear, it can’t find anything to rely on. This is คุณแทน ดาว พร้อมครอบครัว ทำ�บุญทักษิณานุประทาน อุทิศส่วนกุศลให้ลูกชาย คุณต่วน ดาว ครบ 1 ปี ที่เสียชีวิต 17 ตุลาคม พ.ศ. 2553
  15. 15. แสงธรรม Saeng Dhamma12 something I’ve gone through, the deluded mind stuck in fear, unable to find a safe place any- where. So where can this be settled? It gets set- tled right at that place where it appears. Wher- ever it arises, that is where it ceases. Wherever the mind has fear, it can end fear right there. Putting it simply, when the mind is completely full of fear, it has nowhere else to go, and it can stop right there. The place of no fear is there in the place of fear. Whatever states the mind undergoes, if it experiences nimitta, visions, or knowledge in meditation, for example, it doesn’t matter - we are taught to focus awareness on this mind in the present. That is the standard. Don’t chase after external phenomena. All the things we contemplate come to conclusion at the source, the place where they arise. This is where the causes are. This is important. When we feel fear - this is a good exam- ple, since it’s easy to see - if we let ourselves experience it until it has nowhere to go, then we will have no more fear, because it will be exhausted. It loses its power, so we don’t feel fear anymore. Not feeling fear means it has be- come empty. We accept whatever comes our way, and it loses its power over us. This is what the Buddha wanted us to place our trust in, not being attached to our own views, not being attached to others’ views. This is really important. We are aiming at the knowl- edge that comes from realization of the truth, so we don’t want to get stuck in attachment to our own or others’ views and opinions. But when we have our ideas or interact with others, watching them contact the mind can be illu- minating. It’s in those things that we have and experience that knowledge can be born. In watching the mind and cultivating medi- tation, there can be many points of wrong un- derstanding or deviation. Some people focus on conditions of mind and want to analyze them excessively, so their minds are always active. Or maybe we examine the five khandhas, or we go into further detail with the thirty-two parts of the body - there are many such classifica- tions that are taught for contemplation. So we ponder and we analyze. Looking at the five doesn’t seem to get us to any conclusion, so we might go into the thirty-two parts, always analyzing and investigating. But the way I see it, our attitude towards these five khandhas, these heaps that we see right here, should be one of weariness and disenchantment, because they don’t follow our wishes. I think that’s probably enough. If they survive, we shouldn’t be overly joyful to the point of forgetting ourselves. If they break up, we shouldn’t be overly dejected by that. Recognizing this much should be enough. We don’t have to tear apart the skin, the flesh, and the bones. To be continued
  16. 16. แสงธรรม Saeng Dhamma13 Althoughmydecisiontoundertakeatem- porary ordination as a Buddhist monk was a very long process—years in the making, in fact—the actual ceremony itself passed by much more quickly than I could have ever im- agined. Even after months of memorizing and practicing the Pali verses of the ordination cer- emony (upasampada kammavacana) and count- less rehearsals with Venerable Pradoochai and the other monks of the temple, I was still a little nervous as I entered the Buddha Hall that morn- ing. But as the ceremony progressed, I could see the smiles on the faces of my friends and fam- ily, and my confidence grew. Before I even knew it, the ceremony was over, and I emerged as Venerable Aggacitto, a Buddhist monk. As I would quickly discover, however, the ac- tual ordination ceremony turned out to be only a tiny first step in the great journey that was my 10-day ordination. And no sooner was my first meal as a monk completed and my friends and families on their way back home, did I truly realize exactly what I had gotten myself into. Although I had certainly worked hard in prepar- ing for my ordination, my life as a monk would require even more learning—and fast. The first step, and perhaps the most difficult for me, was learning how to wear the robe. It had never occurred to me how many different styles one could wear something as simple as three piec- es of cloth, nor how difficult it could be to master theartofwearingone,especiallywithoutsomeone else helping you to put it on. Sadly, over my ten days, I never really mastered the art of putting on my own robe without assistance—especially in the rolled, over-the-shoulder style preferred by Thai monks—but thankfully, I had the constant help of my brother monks to assist me. And yet, with all my difficulties wearing the robe, I was able to find in it a simple lesson about Buddhism. Unlike my regular clothes, which I had worn my entire life and had really become more MY(VERYBRIEF)LIFE ASABUDDHISTMONK Part II: Robes By Matthew R.G. Regan
  17. 17. แสงธรรม Saeng Dhamma14 To be Continued next month. of a second skin, the robes presented an opportu- nity for awareness. Because I was so unfamiliar and uncomfortable with them, I had to pay special at- tention to my posture, the way they changed after hours of being worn, and of course, whether or not they were falling down. If I wasn’t constantly mind- ful about my robes, I would—at the very least— look sloppy and disheveled, not the sort of image a good monk should convey. But beyond being a reminder to be mindful, they also served as a visual reminder of my com- mitment—whenever I looked down or passed by a mirror, I couldn’t help but notice the bright yellow robes I was wearing. From my first wak- ing moment to my last before I went to bed, my robes served as a constant remind of what I was undertaking, and what my priorities had to be. At the end of my first day in robes, strug- gling through working and chanting and eating in them, I was exhausted. But I was also happy and relieved. I knew that my temporary ordination would not be an easy thing, but I could already feel the effect it was having over me. By taking myself out of my normal day-to-day existence, I was able to more deeply appreciate and reflect on the things that I so often took for granted. As I folded my outer robe (sanghati) and put it away for the evening, next to the small stupa that was given to me by the abbot of the Sri Lankan temple, Bhante Uparatana, I composed a little verse to sum up my feelings. The next morning, as I did each morning of my temporary monkhood, I recited it silently just before I got out of bed and got ready for the day: Today I am a monk Tomorrow I might not be Today I should work As hard as I can To remove the kilesa (defilements) And plant the parami (virtues) So that I may become Peaceful and pure But even though I had already learned a lot, I knew my journey was just beginning. In a few short days, I was going on retreat with Ajahn Thanat and Ajahn Ampol, and I would experience life as a monk outside the familiar confines of Wat Thai DC. It was only then that I truly began to understand the meaning of being a “bhikkhu”—a homeless wanderer.
  18. 18. แสงธรรม Saeng Dhamma15 ►►Ukraine’s Buddhist school tackles drug addictionRT.com, October 5, 2010 Kiev, Ukraine -- Nature and cold water - this is pretty much all the students of the Dragon-Tiger School in Ukraine’s Crimea need to fight drug addiction. And the results are impres- sive. Aleksey enjoys his new life. And gathering honey is one of his favorite hobbies. This man now finds it hard to believe that less than a year ago he was barely alive. Aleksey was a drug ad- dict, until friends told him of a special school tucked away deep in the Crimean mountains. “At first I feared for my health if I stopped taking drugs. People at this school told me they’d give me some pills,” Aleksey shared his experience. “I came here and I saw these ‘pills’ – sauna, cold spring water and a natural environment. We bathe in cold water every day and this is better than any medication. We enjoy this life with na- ture around us without drugs.” Opened in the mid-1990s, the Dragon-Tiger School became the first of its kind in Ukraine. Over the past decade, it has helped several hundred young people to escape from drug addiction. Its director Valery Marzhin says they use only natural methods to bring youth back to a normal life. “The main mission of this school is to bring man back to nature,” he explained. “Humanity departed from nature and started stagnating. We integrate youths with basic elements like earth, wind, wa- ter and fire. We want them to live just like our ancestors lived – respecting the goods of nature and completely self-sufficient.” At first glance, the school looks like a Buddhist monastery. Watching the physical exercises which students do, they look more like martial arts. And one corner of the school’s grounds leaves almost no doubt about its essence. The spiritual heart The Hot News of World Buddhism
  19. 19. แสงธรรม Saeng Dhamma16 of the school is a piece of meteorite sitting on a Buddhist pedestal. This is where students re- charge their energy, as well as mark the birth of each day with the ring of a bell. But Marzhin says that his school has no religious element whatsoever. He says in a fight against inner chaos, all faiths can offer good solutions. The school providesdiversemeansofself-reconstruction,regard- less of a person’s religious conviction. “We’ve got both physical practice and spiritual exercises,” he said.“Wedevelopbothbodyandsoul.Wewantour students to understand that their fate is in their own hands, so we also educate them. We have an exten- sive library and we do translations of historic books.” From just several followers in the mid-1990s, the Dragon-Tiger School now has more than 200 per- manent students. It is not financed by the state, but its director says there are enough benefactors to aid their cause – which he describes as a natural, non- violent healing of society. ►►Buddhist: Tolerance an outgrowth of love By GEORGE MORRIS, 2theAdvocate.com, Oct 21, 2010 Baton Rouge, LA (USA) -- Having previously chosen Christians, Jews and a Muslim for its speakers, the Interfaith Federation of Greater Baton Rouge went outside the bounds of monotheism for its 24th annual Community Prayer Breakfast on Wednesday. TRAVIS SPRADLING/The Advocate Thich Dao Quang, a Zen Buddhist monk who serves as abbot at Tam Bao Temple in Baton Rouge, bestows a blessing on Keith Horcasitas, left, a licensed social worker with Catholic Chari- ties at the Catholic Diocese of Baton Rouge, after extending an offer to Horcasitas to come to visit and pray at the temple. Horcasitas, a practicing Catholic who utilizes Zen prayer techniques to deepen his Christian spirituality, said he was hon- ored by the blessing. In monk Thich Dao Quang, the federation found a Buddhist who can both quote the New Testament and deliver a punch line. Quang, abbot at Baton Rouge’s Tam Bao Tem- ple, spoke on “cultivating the seed of love” at the Greater New Guide Baptist Church education center. He is a native of Vietnam who came to the United States in 1994. His self-effacing humor appeared to overcome any religious or cultural differences he had with the audienceof200,whichenjoyedhisstoryaboutmov- ing to Baton Rouge in 2003. “All of my American friends, they whisper to my ears,‘Thay(spiritualteacher),pleasedonotmoveto Louisiana,’”Quangsaid.“I’dsay,‘Why?’Andthey’d say,‘Louisianaisoneofthemostconservativestates in the country. Don’t you know that?’ “I said, ‘Yes, I have heard about that, but I be- lieve in my karma. If I have a good karma, I may end up with the most liberal people and open-minded people in the most conservative state.’ And it hap- pened.” Quang was 8 years old when the Vietnam War
  20. 20. แสงธรรม Saeng Dhamma17 endedin1975,andhisfather,whohadbeenapolice officerinSouthVietnam,wasimprisonedforsixyears for having served with the losing side’s government. Quang entered a Buddhist seminary in 1991, and three years later his family immigrated to the United Statesunderaprogramtoassistthosewhohadbeen imprisoned for their assistance to American forces in the war. “So, I have to say thank you to the communist societythatarrestedmyfather.ThatisthereasonI’m here,”hesaid.“ThatisawayIcanpracticetolerance and forgiveness for the communist society.” Toleranceisoneoutgrowthoflove,whichQuang saidisthebasisforallreligion.HequotedIJohn3:18, “Littlechildren,letusnotloveinwordortonguebut in deed and in the truth.” He emphasized that ac- tions are more significant than beliefs. “I see the similarity and difference also between the Buddhist belief and Buddhist practitioner and theChristian beliefandChristianpractitioner,”Quang said. “I love to interact, I love to work together with theChristianpractitionerratherthantheBuddhistbe- liever, also. We have to practice, not believe.” Quang said reacting on emotion gets in the way of showing love. A key to overcoming this is concentrating on understanding why someone is behaving in bothersome ways. He offered a humorous hypothetical. “I give a wonderful speech but you sleep right now,”Quangsaid,promptinglaughter.“Ihavetoun- derstand. I can’t jump to conclusions. … Probably he or she did not sleep well last night.” “If you practice maintaining the seed of love and compassionintoyourlifeandyougeneratethisposi- tiveenergy,theloveandcompassionintoyourcom- munity, your family, I strongly believe we’ll make Baton Rouge become a greater, greater community in the country. I’m very happy to be here, because I feel this is the right place, this is the right time. We work together. We live together.” ►►Buddhist monks demand renewable energy in Bodhgaya ANI, Oct 20, 2010 Bodh Gaya, India -- Buddhist monks re- leased sky lanterns before Buddha’s 80-feet-tall statue to demand renewable en- ergy as a solution to the power crisis in the reli- gious town of Bodhgaya in Bihar’s Gaya District. “Many children have been called here from various monasteries because Bodhgaya is a very pure place. Today’s event has been organised to create awareness about renewable energy,” said Bodhgaya Temple Manager Bhanke Dinan- and, while addressing the media persons at Bod- hgaya on Tuesday. “It is considered auspicious to start this noble activity from this area and people have come from different areas to be a part of this great event,” he added. Buddhist monks from Thailand, Japan, Chi- na, Tibet and other countries came together to spread awareness about renewable energy in several districts of Bihar, and demanded an en- ergy revolution in the state. “The message is that we must create electricity and safe energy
  21. 21. แสงธรรม Saeng Dhamma18 to avoid climate change,” added Dinanand. The monks are campaigning for renewable energy as a means to deliver electricity to people without adversely affecting the climate. ►►Rescuing Afghanistan’s Buddhist History By ANN MARLOWE, Wall Stree Journal, Sept 17, 2010 Kabul, Afghanistan -- Even as once-secure parts of Afghanistan succumb to criminality and the insurgency, and the Afghan financial system hoversonthebrinkoffailure,therearesmallsignsof hope here. A spectacular Buddhist archaeological site is now being excavated by the Afghan govern- ment’s National Institute of Archaeology, near where Al Qaeda ran a training camp in the 1990s. Work on Mes Aynak (“Little copper well”) has proceeded at a rapid pace since it began in May, because the archaeologists—16 Afghans and two Frenchmen from DAFA (Délégation Archéologique Française en Afghanistan)—are racing against time. Within three years, the site is slated to be destroyed by Afghanistan’s largest single foreign investment, a Chinese-run copper mine not 900 yards away. The planistodocumentthesitethoroughlyandattempt to remove as many of the smaller stupas and stat- ues as possible for conservation in the National Mu- seum or possibly a future local museum. Because the buildings are mudbrick and schist, a wholesale relocation isn’t possible. Visiting the main 262-by- 131-foot Buddhist temple, which once boasted a stupa 32 to 50 feet high, it was hard not to gasp. The head of DAFA, Philippe Marquis, pulled back plastic protectivesheetstorevealstatueafterstatueofBud- dhas and donors. In many niches, large hands and feetpeekedout,therestofthebodiesstillobscured under mudbrick. Some statues were intact except for their heads, removed by looters. There are wall paintings in still-vibrant reds and black, and even the stumpofawoodenpillar. MesAynakisimpressively large. Scattered in the hills around the ruined tem- plearedozensofareaswherethearchaeologistswill dotestdigs.“Everymoundisanarchaeologicalsite,” says Mr. Marquis. There was a civic and commercial area—I saw two places where Afghan workers were confidentlyclearingthedirtawayfromfinelyworked terra-cotta storage jars—and ancient mining remains. “The question is whether the mining drew the mon- astery, because of its wealth, or whether the monas- tery worked the mine,” Mr. Marquis explained. Areas where the ground is blackened are sites of ancient copper smelting and will be investigated thoroughly. (The mine was abandoned some time in the early Islamic period when deforestation made it impossi- ble to continue smelting.) At just over one square mile, Mes Aynak is one of the country’s largest Bud- dhist sites, equal in importance to the famous ruins inBamiyanandthelootedsiteofHadda.Mr.Marquis
  22. 22. แสงธรรม Saeng Dhamma19แสงธรรม Saeng Dhamma says that it’s likely Mes Aynak was begun in the first century, but most of the ruins he showed me date from the fourth and fifth centuries. During that pe- riod, and for the next century or two, he says, it’s possible that Afghanistan was ruled by a theocratic Buddhist kingdom, “like Tibet.” Must the site be destroyed? Mr. Marquis says the sitesurveynowtakingplaceisaimedatprovidingthe Afghan government with the means to make an in- formed decision about Mes Aynak’s fate. “Our job is to help Afghans set up this operation. Our budget of $10 million will be spread over three years. The Chinese have an obligation for excavating, but not for restoration of the clay statues. We are asking the U.S.,Italy,ChinaandtheU.N.formoney—wearetry- ing to create an international coalition like the one fighting in Afghanistan.” Mr. Marquis is convinced of the significance of the site for our knowledge of the Buddhist world and argues that Mes Aynak, if properly excavatedandpreserved,couldoffer“are- ward a hundred times bigger than the copper mine. The copper mine is for 20 or 30 years. But this will be around for much, much longer.” The mine is supposed to bring about $880 million to the govern- ment before production, but the payments depend oncontractualbenchmarksthathavenotbeenmet. The Afghan government didn’t accept the Chinese plans for waste storage—which is a good thing—but this will delay the series of payments. The $880 mil- lion is equal to the annual customs and tax revenue of Afghanistan, but given the realities of corruption, it is questionable what impact it will actually have on Afghans’lives.Bycontrast,theruins,Mr.Marquissays, “are for everybody. This is for the future of Afghani- stan.” The unequivocal good news is that the work is proceeding under the efficient Afghan supervision ofNadirRasouli,withAfghansdoingalloftheexcava- tion. Mr. Marquis is doing the documentation only. The Afghans I met, who are working under Mir Zakir, deputy director of the National Institute of Archaeol- ogy, were enthusiastic about their labor and eager to show me their finds. “They are very proud of their work,” Mr. Marquis says. “They are not working only for money. “ Ms. Marlowe is a visiting fellow at the Hudson Institute who blogs for World Affairs. She reports fre- quently from Afghanistan. ►►Singapore Buddhist Lodge gives S$475,600 worth of bursaries to students Channel News Asia, 16 October 2010 SINGAPORE -- S$475,600 worth of bursaries fromtheSingaporeBuddhistLodgeEducation Foundation were given to 367 students from tertiary institutes on Saturday. Education Minister Ng Eng Hen (R) giving out the bursaries. Thesestudentscamefromjuniorcolleges, arts institutes, polytechnics and universities. Among them, two outstanding students were given the “En- deavour Award” for their excellent academic results despitetheirfinancialandeconomicdifficulties. The awards are distributed under the organising efforts of the Singapore Buddhist Lodge, Jamiyah Singapore, Hindu Endowments Board and Taoist Federation. Education Minister Ng Eng Hen says he’s pleased that their collaboration in the past few years have allowed students from different races and faiths to benefit from the combined resources. “This com- ing together of leaders and organisations of different races and faiths with the sole purpose of promoting thewelfareandinterestsoftheneedyanddisadvan- taged demonstrates a uniquely Singapore spirit and
  23. 23. แสงธรรม Saeng Dhamma20 cooperation.Itisthroughsuchcollaborationsthatwe strengthenoursocialfabricandenhancesocialcohe- sion.” Since 1978, more than S$10 million worth of bursaries have been awarded to some 20,000 needy students. ►►Revered Phuket monk to turn 114 Phuket Daily News, Aug 18, 2010 PHUKET, Thailand -- Hundreds of well-wishers are expected to help revered Phuket monk Luang Pu Supha celebrate his 114th birthday next month. Revered Phuket monk Luang Pu Supha at his temple in Chalong. Photo by Atchaa Khamlo. The secret to the aged monk’s longevity is to “eat less, speak less and always speak the truth”. Last year the Gazette broke the story about Luang Pu Supha’s reputed age on September 4. For previous reports click here. Having just returned from a five- day pilgrimage to Medan, Indonesia with his aides, the aged monk is “tired”, but looking forward to his landmark birthday celebrations, which will take place at his temple, named after him, in Chalong on September 16 and 17. Although Luang Pu Supha is not recognized by Guinness World Records as the World’s Oldest Living Man, for many of those closest to him, he is actually celebrating his 116th birthday. Hisbirthcertificate,claimedtohavebeenissuedtwo years after he was born, reads September 17, 1896. This would make him either four days – or two-years and four-days – older than American Walter Bruen- ing, currently recognized as the World’s Oldest Living Man by Guinness. All his official identification docu- ments, including his current house registration and ID card, show that he is four days older than the Ameri- can,unofficiallymakinghimtheWorld’sOldestLiving Man. One of Luang Pu Supha’s closest aides and temple committee members, Kriangsak “Ko Keng” Suksoomboon said, “If Guinness World Records wouldliketocometoprovehisage,thenthiswould be a good thing, but we will not pay for that.” To verify such a record, a Guinness verification expert would need to come to Phuket. Before Luang Pu Supha left for his trip to Indonesia, the Gazette was granted a private audience with the revered monk and Ko Keng in his quarters. Luang Pu Supha was in goodspiritsabouthistripandupcomingbirthdaycel- ebrations, but had a little difficulty with hearing. He spoketotheGazettewiththehelpofKoKeng. “His body is strong but inside he is getting old now,” said Ko Keng. Luang Pu Supha avoids spices and salts in his diet, but is said to have a sweet tooth, his fa- vorite dessert being khao neaw kaew (sticky rice with sugar). Recently Luang Pu Supha was admitted to Siriraj Hospital in Bangkok to receive treatment for an “enlarged heart”, but has been recovering well, he added, Thesupercentenarianbirthdaycelebrations will begin on September 16 and continue the next day. Luang Pu Supha plans to release 119 birds as well as award 139 scholarships before members of thepublicwillbeinvitedtopaytheirrespectsat1pm on his birthday.
  24. 24. แสงธรรม Saeng Dhamma21 WAT THAI WASHINGTON D.C. SUMMARIZED STATEMENT OF ACTIVITES & NET CASHFLOWS FOR THE PERIOD OF JANUARY 1 - SEPTEMBER 30, 2010 Income: Sub-total Total Donations Donations-General Support 276,693 Donations-80th LT’s Building Funds 34,384 Donations-Luang Ta Chee’s Birthday* 18,181 Donations-Tipitaka** 21,723 Total Donations 350,981 Investment Dividends 313 Interest 2,404 2,717 Total Income $353,698 Expenses: Utilities Electricity 29,977 Oil & Propane Gas 2,442 Solid Waste & Refuse Collection 6,310 Water 4,534 Total Utilities 43,263 Printing & Distribution Equipment Leasing and Repair 2,858 Postage 8,463 Printing Services 29,809 Supplies 527 Total Printing & Distribution 41,657 Insurance Health-Monks 29,346 Property and Liability 4,306 Total Insurance 33,652 Equipment Expenses Equipment Purchases 4,229 Equipment Rental 2,076 Maintenance Contracts & Repairment 9,833 Total Equipment Expenses 16,138 Automobile 2,522 Building and Ground 1,153 Donation 4,163 Food & Grocery 2,336 Fund raising 10,830 Bank Charges 173 Medical-Monks 3,418 Office Expenses 7,296 Security Services 819 Summer School 7,085 Telephone and Internet 3,158 Travel 1,742 Total Expenses 179,405 Net Income-Expenses: $174,293 Less: Assets- New Building & Music Instruments (29,612) Net Cash Flows: $144,681 Nisakorn Praisaengpetch Phramaha Thanat Inthisan Assistant Treasurer President * Reported in Net Income and Expenses. **The expenses related to Tipitaka will be shown in October report.
  25. 25. แสงธรรม Saeng Dhamma22 ขอเชิญทุกท่านร่วมนมัสการพระสารีริกธาตุ ณ อุโบสถ วัดไทยฯ ดี.ซี. Those who are interested in Thai Theravada Buddhism and mem- bers of the general public are cordially invited to Wat Thai, D.C., Temple to pay their respect to or simply view the Buddha relics on display in the chanting hall. ณ วัดไทยกรุงวอชิงตัน, ดี.ซี. 20 พฤศจิกายน 2553 � สาธยายพระไตรปิฎก ภาษาบาลี � ฟังบรรยายธรรม - ธรรมสากัจฉา � เจริญจิตตภาวนา - แผ่เมตตา ขอเชิญพุทธศาสนิกชนร่วมดับร้อนผ่อนคลายทุกข์ด้วยธรรมโอสถ ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยพร้อมกัน เวลา 9.00 น. ศึกษาและปฏิบัติธรรมตามแนวพระไตรปิฎก ปฏิบัติธรรมประจ�ำเดือนพฤศจิกายน
  26. 26. แสงธรรม Saeng Dhamma23 เสียงธรรม...จากวัดไทย ผู้น�ำคอยเพ่งโทษ ปรวชฺชานุปสฺสิสฺส นิจฺจํ อุชฺฌานสญฺญิโน อาสวา ตสฺส วฑฺฒนฺติ อารา โส อาสวกฺขยา. อาสวะทั้งหลาย ย่อมเจริญแก่บุคคลนั้น ผู้คอยเพ่งโทษของคนอื่น ผู้มีความ มุ่งหมายในอันยกโทษเป็นนิตย์ บุคคลนั้นเป็นผู้ห่างไกลจากความสิ้นไปแห่งอาสวะ พระวิเทศธรรมรังษี (หลวงตาชี) มีเรื่องเล่าว่า มีพระรูปหนึ่งชื่อ “อุชฌาน สัญญี” พระรูปนี้ชอบเที่ยวหาโทษของพระ ทั้งหลาย (จับผิด) อย่างเดียวเท่านั้นว่า พระรูปนี้ไม่ ดี พระรูปนั้นไม่เรียบร้อย คอยจับผิดมองหาข้อ บกพร่อง ของพระรูปอื่นเป็นนิสัย พระทั้งหลาย กราบทูลพระศาสดา ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระ เถระชื่อโน้นชอบท�ำกรรมไม่ดีอย่างนี้ พระพุทธเจ้าข้า” พระศาสดาตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุตั้งอยู่ใน ข้อวัตร กล่าวสอนอยู่ เป็นผู้ที่ใคร ๆ ไม่ควรติเตียน ส่วนภิกษุใดแสวงหาโทษ (แส่หาโทษ) ของชนเหล่า อื่น เพราะความมุ่งหมายในการยกโทษ กล่าวอย่าง นี้แล้ว เที่ยวไปอยู่ บรรดาคุณธรรมวิเศษมีฌาน เป็นต้น คุณธรรมวิเศษแม้อย่างหนึ่ง ย่อมไม่เกิดขึ้น แก่ภิกษุนั้น อาสวะความเศร้าหมองทั้งหลายเท่านั้น ย่อมเจริญอย่างเดียว” นี่คือเรื่องพระรูปหนึ่งในยุคพุทธกาล มีจิตสันดาน ในการเที่ยวจับผิดเพ่งโทษพระรูปอื่นๆ กล่าวโทษ พระรูปนั้น จับผิดพระรูปนี้ พระรูปนั้นไม่ดี พระรูป นี้ไม่เรียบร้อย คอยจับผิด คอยเพ่งโทษพระรูปอื่น ไม่ เว้นแต่ละวัน จนพระทั้งหลายพากันเข้าเฝ้ากราบทูล เรื่องนี้แด่พระศาสดา พระองค์ทรงแสดงพระธรรม เทศนาแก่พระทั้งหลายว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุ ผู้ตั้งอยู่ในข้อวัตรปฏิบัติ ประพฤติตนอยู่ในหลักธรรม พระศาสนา อาศัยความเมตตาว่ากล่าวตักเตือน สอน เพื่อนสหธรรมให้ปฏิบัติตามธรรมวินัย เป็นผู้อันใคร ๆ ไม่ควรต�ำหนิติเตียน ส่วนพระรูปใดคอยแต่จับผิด มอง หาแต่ในแง่ร้ายส่ายหาความบกพร่อง จ้องเพ่งโทษของ ชนเหล่าอื่น เพราะเจตนามุ่งร้ายจะท�ำลายคนอื่นให้ เสียหายต่าง ๆ นานา พระศาสดาตรัสว่า บรรดา คุณธรรมวิเศษประเภทต่าง ๆ เช่น ฌานสมาบัติ สมาธิ สมาบัติ ผลสมาบัติ เป็นต้น คุณธรรมวิเศษแม้แต่อย่าง หนึ่ง ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่พระรูปนั้นเลย อาสวะกิเลสความ
  27. 27. แสงธรรม Saeng Dhamma24 เศร้าหมองหมักดองอยู่ในจิตสันดานทั้งหลายเท่านั้น ย่อมเจริญขึ้นอย่างเดียว พระที่มีพฤติกรรมเช่นนี้ ย่อม ห่างไกลจากความสิ้นไปแห่งอาสวะ” ที่กล่าวมานี้ เป็นเรื่องของพระในยุคพุทธกาล ประพฤติตนเป็นคนพาลสันดานคอยจับผิดพระอื่นเป็น นิสัย บุคคลประเภทนี้มีกันมาทุกยุคทุกสมัย มีทุกเพศ ทุกวัย ทุกระดับชั้น มีกันทุกวงการ ทุกสังคม ไม่ว่า จะเป็นสังคมชาวบ้าน สังคมชาวเมือง สังคมชาววัดวา ศาสนา ก็มีบุคคลประเภทคอยเพ่งโทษ คอยจับผิด คอยแสวงหาช่องมองหาทางใส่ร้ายป้ายสีคนอื่นปะปน ระคนกันอยู่โดยทั่วไป ตราบใดที่จิตใจของคนยังไม่พ้น จากกิเลสตัณหา ก็น�ำพาให้มีบุคคลประเภทนี้อย่าง หลีกเลี่ยงไม่ได้ เราจะสังเกตเห็นในสังคมทั่ว ๆ ไป ตั้งแต่สังคมส่วนย่อย จนถึงสังคมส่วนรวม สังคม ประเทศชาติ ก็เกลื่อนกราดไปด้วยบุคคลประเภทคอย เพ่งโทษคนอื่นด้วยกันทั้งนั้น มากบ้าง น้อยบ้าง ตาม ส่วนแห่งเหตุปัจจัย คณะใด หมู่ใด สังคมใด คนใน สังคมเป็นคนมีกิเลสตัณหาในจิตใจมาก หมู่นั้น คณะ นั้น สังคมนั้น ก็มีคนประเภทคอยเพ่งโทษ คอยจับผิด มาก ถ้าหากคนในสังคมมีกิเลสตัณหาในจิตใจน้อย คน พวกที่คอยเพ่งโทษคอยจับผิดคนอื่นนี้ ก็มีน้อยคนพวก ที่คอยเพ่งโทษ คอยจับผิดคนอื่นนี้ พวกเขาจะมองไม่ เห็น มองไม่เห็นความผิดของตนเอง แม้จะมีมาก แต่ หากพวกเขาจะมองเห็นโทษ มองเห็นความผิดคนอื่น แม้มีน้อย ก็คอยโพนทะนากล่าวหาเป็นการใหญ่ ไม่ แปลกอะไรกับคนโปรยแกลบลงในพื้นที่ต่างๆ ฉะนั้น ดังประพันธ์ภาษิตว่า สุทสฺสํ วชฺชมญฺเญสํ อตฺตโน ปน ทุทฺทสํ ปเรสํ หิ โส วชฺชานิ โอปุนาติ ยถา ภุสํ. โทษคนอื่นเห็นได้ง่าย ฝ่ายโทษของตนเห็นได้ ยาก เพราะว่าบุคคลนั้น ย่อมปล่อยโทษคนเหล่านั้น เหมือนคนโปรยแกลบ แต่ว่าปกปิดโทษของตน เหมือนพรานนกปกปิดร่างกายตน ด้วยเครื่องปกปิด ฉะนั้น พระศาสดาทรงปรารภเมณฑกะเศรษฐี ผู้มีบุญญาธิ การมาก พระองค์ทอดพระเนตรเห็นอุปนิสัยโสดาปัตติ ผลของเศรษฐีพร้อมทั้งนางจันทปทุมผู้ภริยา และธนัญ ชัยเศรษฐีผู้บุตร และนางสุมนาเทวีผู้เป็นสะใภ้ และ วิสาขาผู้เป็นหลานสาว และนายปุณณทาส จึงเสด็จ ไปสู่ภัททิยนคร เมื่อท่านเมณฑกะเศรษฐีทราบข่าว เสด็จ จึงพร้อมกันออกมาคอยรับเสด็จกลางทาง พวก เดียรถีย์นอกศาสนาได้เห็นจึงห้ามเศรษฐีไว้ และยกโทษ กล่าวโทษพระศาสดาต่างๆ นานา เศรษฐีก็ไม่ฟัง ครั้น มาเฝ้าได้ฟังพระธรรมเทศนา ส�ำเร็จโสดาปัตติผลแล้ว จึงกราบทูลเรื่องนั้นให้ทรงทราบ พระองค์จึงตรัสคาถา ข้างต้นนั้นว่า โทษคนอื่นเห็นได้ง่าย ฝ่ายโทษของตนเห็นได้ยาก เพราะว่าบุคคลนั้น ย่อมโปรยโทษคนเหล่าอื่น เหมือน คนโปรยแกลบ แต่ว่าย่อมปกปิดโทษตนเอง เหมือน พรานนกปกปิดร่างกายตนด้วยเครื่องปกปิด ฉะนั้น โทษคนอื่น แลเห็น เช่นภูเขา โทษของเรา แลไม่เห็น เท่าเส้นขน อุจจาระคนอื่น เหม็นเบื่อ เราเหลือทน อุจจาระของตน ถึงเหม็น ไม่เป็นไร มนุษย์ปุถุชนคนที่ยังมีจิตใจหนาไปด้วยกิเลส ก็เป็น เหตุเป็นปัจจัยให้มองเห็นแต่โทษของคนอื่น ชอบน�ำ เอาโทษของคนเหล่าอื่นไปโพนทะนากระจายขยายให้ แพร่หลายไปในกลุ่มชนต่าง ๆ เหมือนคนโปรยแกลบ ให้ปลิวไปทั่วสารทิศ แต่ว่าชอบปกปิดโทษตนเอง ไม่ ให้ใครรู้ใครเห็น เป็นเหมือนพฤติกรรมของพรานนก ชอบปกปิดร่างกายของตนด้วยเครื่องปกปิดชนิดไม่ให้
  28. 28. แสงธรรม Saeng Dhamma25 ใครมองเห็น พวกโจร พวกคนพาลสันดานชั่ว ชอบ ปกปิดความชั่วความเลวของตน พวกเขามองไม่เห็น ความชั่วความเลวของตน คนประเภทนี้มีกันมากใน สังคมทุกยุคทุกสมัย เพราะจิตใจของพวกเขาเหินห่าง จากพระธรรม จิตใจตกต�่ำถูกครอบง�ำด้วยโมหะ อวิชชา จึงเป็นคนมีจิตใจมืดบอด ไม่รู้อรรถ ไม่เห็น ธรรมคือความดี พระมหามุนี ตรัสว่า มุฬฺโห อตฺถํ น ชานาติ มุฬฺโห ธมฺมํ น ปสฺสติ อนฺธตมํ ตทา โหติ ยํ โมโห สหเต นรํ. คนหลงย่อมไม่รู้อรรถ คนหลงย่อมไม่เห็นธรรม ความหลง ย่อมครอบง�ำนรชนเมื่อไร ความมืดตื้อย่อม มีเมื่อนั้น พวกที่ชอบเพ่งโทษคนอื่น จับผิดคนอื่น มอง หาความบกพร่องของคนอื่นนั้น เพราะพวกเขาถูก โมหะ ความหลงผิด ความเข้าใจผิด ความส�ำคัญผิด เข้าครอบง�ำจิตใจ ท�ำให้พวกเขามองไม่เห็นความดีของ คนอื่น แม้คนอื่นจะมีความดีมากมายหลายอย่างก็มอง ไม่เห็น เป็นเพราะจิตใจของพวกเขามันมีแต่ความ สกปรกเศร้าหมอง จึงมองคนอื่นเห็นเป็นคนสกปรกไป ด้วย เช่น คนใส่แว่นสี ถ้าใส่แว่นสีอะไร ก็มองเห็น เป็นสีนั้น ใส่แว่นสีด�ำ ก็มองทุกสิ่งทุกอย่างเป็นสีด�ำไป หมด ใส่แว่นสีอะไร ก็มองเห็นเป็นสีนั้น ดังนั้น คน ที่มีจิตใจเศร้าหมอง จึงมองเห็นแต่โทษของคนอื่น ส่วน ความดีของเขากลับมองไม่เห็น ทั้งนี้และทั้งนั้น เพราะ จิตใจของตนเองมีแต่ความผิด มีแต่โทษ แล้วจะมอง เห็นคุณเห็นประโยชน์ของคนอื่นได้อย่างไร นี่แหล่ะคือ เหตุคือปัจจัย ที่ท�ำให้คนเรามองเห็นแต่โทษของคนอื่น คอยเพ่งโทษ คอยจับผิดคนอื่น เพราะกิเลสคือ “โมหะ” ความหลงผิด ความเข้าใจผิด ความส�ำคัญ ผิด ห่อหุ้มปกคลุมจิตใจจนมืดมิดนี้เอง มนุษย์ส่วนใหญ่ ในสังคมจึงมีค่านิยมในด้านเพ่งโทษซึ่งกันและกันตลอด เวลา ในสังคมปัจจุบัน ซึ่งเป็นสังคมขาดธรรม คือคนใน สังคมพากันมองข้ามหลักธรรมทางศาสนา เห็นว่าหลัก ธรรมทางศาสนาไม่มีความส�ำคัญ และไม่จ�ำเป็นที่จะ น�ำมาใช้ในชีวิตประจ�ำวัน เมื่อคนในสังคมพากันมอง ข้ามหลักธรรมเช่นนี้ ก็เป็นเหตุให้จิตใจของคนขาด ธรรมะ เมื่อจิตใจขาดธรรมะ ก็เหมือนสระขาดน�้ำ สระขาดน�้ำก็ไม่มีประโยชน์อะไร จิตใจที่ขาดธรรมะ ก็มีลักษณะเช่นเดียวกัน ดังนั้น เมื่อคนในสังคมเป็น คนมีจิตใจขาดธรรมะ แน่นอนละ พวกเขาก็เป็นคน ประเภทมองไม่เห็นประโยชน์และมองไม่เห็นความดี ของคนอื่น พวกเขามองเห็นแต่โทษ เห็นแต่ความผิด เห็นแต่ความบกพร่องของคนอื่นตลอดเวลา เมื่อโมหะ อวิชชา ครอบง�ำจิต ท�ำให้คน เห็นผิด คิดเหลวไหล มองเห็นโทษ คนอื่น ดาษดื่นไป โทษของตน นั้นไซร้ กลับไม่มอง คนพวกนี้ มีสันดาน ชอบจับผิด โทษคนอื่น น้อยนิด คิดเป็นกอง โทษของตน มากมาย ไม่เคยมอง เขาเป็นคน จองหอง ไม่มองตน ได้พูดถึงคนเพ่งโทษ คนจับผิด คนคิดหาความ บกพร่องของคนอื่นมาพอสมควรแล้ว ต่อไปก็ขอเข้าสู่ ประเด็น “ผู้น�ำคอยเพ่งโทษ” เพื่อท่านทั้งหลายจะได้ ศึกษาหาความรู้ในรายละเอียดกันต่อไป ค�ำว่า “ผู้น�ำ” ทุกท่านก็คงจะเข้าใจกันดีแล้วว่า หมายถึงคนประเภทไหน ผู้น�ำ หรือหัวหน้า ก็หมาย ถึงบุคคลที่ได้รับการยอมรับของคนในสังคมให้เป็นผู้น�ำ หมู่ ผู้น�ำคณะ ผู้น�ำสังคม ผู้น�ำประเทศชาติ จนถึง ผู้น�ำระดับโลก ผู้น�ำแต่ละระดับชั้น ต้องเป็นผู้มีความ
  29. 29. แสงธรรม Saeng Dhamma26 รู้ความเข้าใจ มีภาวะความเป็นผู้น�ำ และต้องเป็นผู้มี วิสัยทัศน์ มองการณ์ไกล เพื่อจะได้น�ำหมู่ น�ำคณะ น�ำสังคม น�ำประเทศชาติ ไปสู่ความเจริญก้าวหน้าใน ทุก ๆ ด้าน ประการส�ำคัญก็ต้องมีหลักธรรมประจ�ำใจ ด้วย จึงจะช่วยให้ความเป็นผู้น�ำที่สมบูรณ์ ตามความ หมายในทางพระพุทธศาสนา แต่เท่าที่สังเกตเห็น ผู้น�ำส่วนใหญ่ในทุกระดับชั้น มักจะเป็นผู้น�ำที่มีความบกพร่องในทางจิตใจ คือมี จิตใจเต็มไปด้วย “อคติ” และ “อิจฉาริษยา” ผู้น�ำ ประเภทนี้มีกันมากในทุกยุค ทุกสมัย โดยเฉพาะอย่าง ยิ่งในยุคปัจจุบันทุกวันนี้ ซึ่งเป็นยุคที่คนในสังคมพากัน ขาดธรรม “คนขาดธรรม” ผู้น�ำแต่ละระดับพากัน ขาดธรรมไปด้วย ก็พาให้คนในสังคมซวยกันไปด้วย เพราะมีผู้น�ำขาดธรรม ผู้น�ำที่ขาดธรรมทุกระดับชั้น ตั้งแต่สังคมหมู่บ้าน ต�ำบล อ�ำเภอ จังหวัด จนถึง สังคมประเทศชาติ ถ้าได้ผู้น�ำขาดธรรม ก็เป็นกรรม ของคนในสังคมนั้น เพราะผู้น�ำประเภทนี้ แทนที่จะ ท�ำหน้าที่ของผู้น�ำที่ดี น�ำคนในสังคมไปสู่ความเจริญ ก้าวหน้าในทุก ๆ ด้าน กลับเป็นผู้น�ำคอยแต่เพ่งโทษ คอยจับผิด คอยสอดส่องมองหาแต่ความบกพร่องของ คนในสังคม มีค่านิยมในการกล่าวโทษ ยกโทษ โยน ความผิดให้คนในสังคมไม่เว้นแต่ละวัน กล่าวกันว่า วันๆ ไม่ต้องท�ำอะไรที่เป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่หมู่ แก่ คณะ แก่สังคม แก่ประเทศชาติ ฉลาดแต่ในทางคอย เพ่งโทษ คอยจับผิด คอยสอดส่องมองหาความ บกพร่องของคนอื่นตลอดเวลา แล้วก็ก่อให้เกิดปัญหา ขึ้นในสังคมแห่งการอยู่ร่วมกัน มีโทษมหันต์เหลือที่จะ พรรณนา ตัวอย่างผู้น�ำระดับหมู่บ้าน ที่ก่อความร้าวฉานให้ เกิดขึ้นในสังคม ซึ่งมีค่านิยมในการคอยเพ่งโทษ คอย จับผิดของคนในหมู่บ้านของตน มีเรื่องเล่าว่า ในอดีตกาล มีหมู่บ้านแห่งหนึ่งชื่อ “อจลคาม” มีสหาย ๓๓ คน มีมฆะมาณพเป็นหัวหน้า ร่วมมือ ร่วมใจกันสร้างถนนหนทาง จากหมู่บ้านหนึ่งไปสู่ หมู่บ้านหนึ่ง เพื่อความสะดวกในการคมนาคมไปมา หาสู่กัน ด้วยธุรกิจต่าง ๆ เรียกกันว่าสร้าง “ทางไป สวรรค์” ท�ำกันไปเป็นเวลานานงานก็ก้าวหน้าไปโดย ล�ำดับ นับเป็นคราวเคราะห์ร้าย นายบ้าน (ผู้ใหญ่ บ้าน) ซึ่งเป็นผู้น�ำ เป็นหัวหน้าในหมู่บ้านนั้น เกิด ความส�ำคัญผิดคิดเพ่งโทษ เลยจับผิดสหาย ๓๓ คน ว่า พากันซ่องสุมสะสมก�ำลังพล ซึ่งเป็นภัยอันตราย แก่สังคมหมู่บ้าน นานไปถ้าปล่อยไว้อาจจะเป็นภัยต่อ ประเทศชาติบ้านเมือง เรื่องก็บานปลายไปกันใหญ่ จึงน�ำความไปกราบทูลพระราชาให้ทรงทราบ พระราชาทรงสดับเสียงนั้นแล้ว ก็ทรงหวั่นพระทัย กลัวภัยจะเกิดขึ้นแก่บ้านเมือง จึงรับสั่งให้ผู้น�ำหมู่บ้าน (ผู้ใหญ่บ้าน) จัดการจับพวกเหล่านั้นมาลงโทษตามกฏ หมายบ้านเมือง ผู้น�ำหมู่บ้านก็รีบจัดการตามรับสั่ง ทันที เพราะเป็นไปตามแผนของตนอยู่แล้ว จึงให้ พนักงานจับพวกเหล่านั้น โดยวิธีมัดมือมัดเท้าแล้วให้ นอนเรียงกัน ให้ขับช้างสงครามเหยียบให้แหลกเป็น ชิ้นเล็กชิ้นน้อยตายไปตาม ๆ กัน คฤหัสถ์ผู้ครองเรือนเป็นคนเกียจคร้านไม่ดี บรรพชิตคือนักบวชไม่ส�ำรวมกายวาจาใจไม่ดี พระ ราชาไม่ทรงใคร่ครวญก่อนแล้วท�ำลงไปไม่ดี บัณฑิต เป็นคนมักโกรธ ก็ไม่ดี มฆะมาณพผู้เป็นหัวหน้าถูกตัดสินประหารชีวิต ก็ หาได้มีจิตใจหวั่นไหวต่อมรณภัยคือความตายไม่ เขามี จิตใจตั้งมั่นเป็นปกติสุขทุกประการ ไม่สะทกสะท้าน หวาดหวั่นพรั่นพรึงแต่อย่างใด มีจิตใจตั้งมั่นอยู่ใน คุณธรรมคือเมตตา และได้ให้โอวาทแก่สหายร่วมงาน ทุกคนว่า “ท่านทั้งหลาย ความตายจักมาถึงพวก

×