Saengdhamma April, 2010

1,351 views

Published on

Saeng Dhamma Magazine
Wat Thai Washington, D.C.
(Buddhist Association)
USA

Published in: Education, Spiritual
0 Comments
0 Likes
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

No Downloads
Views
Total views
1,351
On SlideShare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
4
Actions
Shares
0
Downloads
7
Comments
0
Likes
0
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

Saengdhamma April, 2010

  1. 1. สื่อส่องทาง สว่างอ�าไพ แสงธรรม ทุกชีวิตมีปัญหา พระพุทธศาสนามีทางแก้ วารสารธรรมะรายเดือนที่เก่าแก่ที่สุดในอเมริกา ปีที่ 35 ฉบับที่ 420 ประจ�าเดือนเมษายน พ.ศ. 2553 Vol.35 No.420 April, 2010 Objectives : �To promote Buddhist activities. สารบัญ �To foster Thai culture and tradition. �To inform the public of the temple’s activities. Contents �To promide a public relations center for Buddhists living in the United States. The Buddha’s Words............................................... 1 Three Universal Characteristics Ven. Buddhadasa 2 เจ้าของ : วัดไทยกรุงวอชิงตัน, ดี.ซี. Aging and Dying......................Ven. Prayudh Payutto 7 ที่ปรึกษา : พระวิเทศธรรมรังษี Understanding Dukkha..................Ven. Ajahn Chah 12 กองบรรณาธิการ : สุขา สังฆัสสะ สามัคคี.................................................... 16 ดร.พระมหาถนัด อตฺถจารี ใบสมัคร กรรมการวัดไทยกรุงวอชิงตัน, ดี.ซี............. 19 พระสมุห์ณัฐิวุฒิ ปภากโร อนุโมทนาพิเศษ / Special Thanks............................ 20 พระจรินทร์ อาภสฺสโร ปฏิบัติธรรมประจ�าเดือนเมษายน.................................. 22 พระมหาเรืองฤทธิ์ สมิทฺธิญาโณ เสียงธรรม...จากวัดไทย.............................หลวงตาชี 23 พระสุริยา เตชวโร ประมวลภาพกิจกรรมต่างๆ เดือนมีนาคม.................... 30 พระมหาสราวุธ สราวุโธ เสียงธรรม... จากหลวงตาชี.......................................... 32 พระมหาประดู่ชัย ภทฺทธมฺโม รายนามเจ้าภาพถวายเพล / Lunch............................ 38 พระมหาศรีสุพรณ์ อตฺตทีโป ท่องแดนพระพุทธศาสนา 2,300 ปี...ดร.พระมหาถนัด 39 พระอนันต์ภิวัฒน์ พุทฺธรกฺขิโต บ�าบัดความเครียดด้วยลมหายใจ................................. 43 ข่าวสารจากวัดไทยฯ ดี.ซี...........โดย ดร.พระมหาถนัด 46 และอุบาสก-อุบาสิกาวัดไทยกรุงวอชิงตัน, ดี.ซี. รายนามผู้บริจาคเดือนมีนาคม...........Ven. Sarawut 51 SAENG DHAMMA Magazine รายนามผู้บริจาคออมบุญประจ�าปีและเจ้าภาพภัตตาหารเช้า... 54 is published monthly by ก�าหนดการท�าบุญวันวิสาขบูชา.................................... 62 Wat Thai Washington, D.C. Temple At 13440 Layhill Rd., Silver Spring, MD 20906 Tel. (301) 871-8660, 871-8661 Photos taken by Fax : 301-871-5007 Mr. Sam & Bank, Ms. Golf, E-mail : watthaidc@hotmail.com Ven. Pradoochai, Homepage : www.watthaidc.org Mr. Yuttachat, Radio Network : www.watthai.iirt.net Ven. Ananphiwat, Mr. Kevin, 2,500 Copies Ven. Sanit and Ven. Somphong
  2. 2. ถ้อยแถลง “แสงธรรม” ฉบับปีใหม่ไทย เข้าสูปเี สืออย่างแท้จริง จะเป็นพยัคฆ์ทมิฬ เสือดุ เสือเผ่น หรือเสืออะไรก็สดแล้วแต่ ชีวตก็เดินกันต่อไป ่ ุ ิ ช่วงนีมเี มล์สงต่อๆ กัน จึงขอน�าเอามาเฉพาะเนือในซึงน่าจะเป็นสารทีดชนหนึงมาน�าเสนอ ้ ่ ้ ่ ่ ี ิ้ ่ “ลูกพ่อ ในพืนแผ่นดินนีทกสิงเป็นของคูกนมาโดยตลอด มีความมืดและความสว่าง ความดีและความชัว ถ้าให้เลือกในสิงทีตนชอบ ้ ้ ุ ่ ่ั ่ ่ ่ แล้ว ทุกคนปรารถนาความสว่างปรารถนาความดีด้วยกันทุกคน แต่ความปรารถนานั้นจักส�าเร็จลงได้ จักต้องมีวิธีที่จักด�าเนินให้ไปถึง ความสว่างหรือความดีนั้น ทางที่จักต้องไปให้ถึงความดีก็คือรักผู้อื่น เพราะความรักผู้อื่นสามารถแก้ปัญหาได้ทุกปัญหา ถ้าให้โลกมีแต่ ความสุขและเกิดสันติภาพ ความรักผู้อื่นจักเกิดขึ้นได้ พ่อขอบอกลูกดังนี้... ๑. ขอให้ลูกมองผู้อื่นว่า เป็นเพื่อนเกิด เพื่อนแก่ เพื่อนเจ็บ เพื่อนตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น ไม่ว่าอดีต...ปัจจุบัน...อนาคต ๒. มองโลกในแง่ดี และจะให้ดยงขึน ควรมองโลกจากความเป็นจริง อันจักเป็นทางแก้ปญหาอย่างถูกต้องและเหมาะสม ี ิ่ ้ ั ๓. มีความสันโดษ คือ - มีความพอใจเป็นพื้นฐานของจิตใจ พอใจตามมีตามได้ คือได้อย่างไรก็เอาอย่างนั้น ไม่ยึดติด ขอให้คิดว่ามีก็ดี ไม่มีก็ได้ พอใจตามก�าลัง คือมีน้อยก็พอใจตามที่ได้น้อย - ไม่เป็นอึ่งอ่างพองลมจะเกิดความเดือดร้อนในภายหลัง - พอใจตามสมควร คือท�างานให้มีความพอใจเหมาะสมแก่งาน - ให้ด�ารงชีพให้เหมาะสมแก่ฐานะของตน ๔. มีความมั่นคงแห่งจิต คือให้มองเห็นโทษของความเกียจคร้าน และมองเห็นคุณประโยชน์ของความเพียร และเมื่อเกิดสิ่งที่ ไม่พึงปรารถนาให้ภาวนาว่า...มีลาภ มียศ สุข ทุกข์ปรากฏ สรรเสริญ นินทา เสื่อมลาภ เสื่อมยศ เป็นกฎธรรมดา อย่ามัวโศกานึก ว่า “ชั่งมัน” ...พ่อ...” ช่วงสงกรานต์มาถึงอีกแล้ว ผู้คนคงดีใจว่าฤดูหนาวอันยาวนาน หิมะสีขาว ถนนลื่นๆ อุบัติเหตุง่ายๆ คงจะผ่านไปสักที และหวังถึง อากาศ แสงแดดอันอบอุ่นที่ไปกระตุ้นการเติบโตของต้นไม้ ดอกไม้แห่งฤดูกาลจะเบ่งบานงามสะพรั่ง เหมือนประกาศว่าถึงเวลาของ ฉันแล้ว เช่นเดียวกันกับเทศกาลปีใหม่ไทย ในนาม “สงกรานต์” วันแห่งความทรงจ�าของคนไทยทีกระจายไปทัวโลกนึกถึงวันแห่งความ ่ ่ สนุกสนาน การสาดน�้า สรงน�้าพระ รดน�้าด�าหัว ท�าบุญให้ทาน ขนทรายเข้าวัด ก่อเจดีย์ทราย อะไรมากมายแล้วแต่ละวัฒนธรรมท้อง ถิน เมือได้อพยพโยกย้ายมาอยูตางถินต่างแดน ประเพณีวฒนธรรมซึงเป็นรากฐานของชีวตก็หาได้เหือดหายไปไม่ เมือมีวดวา มีพระเจ้า ่ ่ ่่ ่ ั ่ ิ ่ ั พระสงฆ์ กิจกรรมวันปีใหม่ไทยของแต่ละวัดจึงเป็นกิจกรรมที่คนไทยต่างโหยหา เพราะเป็นกิจกรรมที่ต่างจากวันส�าคัญทางศาสนา วัดไทยกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ปีนี้ก�าหนดจัดงานในวันอาทิตย์ที่ ๑๑ เมษายน ศกนี้ กิจกรรมมีทั้งภาคส่วนศาสนา ท�าบุญตักบาตร ฟังเทศน์ฟังธรรม บังสุกุลให้ผู้ล่วงลับ รับแจกหนังสือ ซี.ดี. ธรรมะมากมาย ส่วนกิจกรรมที่คนพลาดไม่ได้เพราะทั้งไทยและเทศต่างพุ่ง เข้าหา นั่นคือการออกร้านจ�าหน่ายอาหาร ขนม ไก่ย่าง ส้มต�า พืชผักส�าหรับกินหรือจะปลูกก็ยังมีบริการในราคามิตรภาพเช่นเดิม และ ที่พลาดไม่ได้คือการแสดงของเด็กๆ นักเรียน จึงเป็นวันที่ทุกท่านไม่ควรพลาดในรอบปี บอกพ่อแม่พี่น้องผองเพื่อนว่าอย่าได้พลาด วัน ที่ ๑๑ เมษายนนี้ มีรถรับส่งจากสถานี Glenmont ถึง วัดไทยฯ ดี.ซี. เช่นเคย สุดท้ายขออ�านวยพรให้ทุกท่านจงมีความสุขตามสมควรแก่ธรรมของทุกท่านเทอญ คณะผู้จัดท�า
  3. 3. แสงธรรม 1 Saeng Dhamma The Buddha’s Words พุทธสุภาษิต อปฺปสฺสุตายํ ปุริโส พลิวทฺโท ว ชีรติ มํสานิ ตสฺส วฑฺฒนฺติ ปญฺญา ตสฺส น วฑฺฒติ ฯ (๑๕๒) คนโง่แก่เปล่า เหมือนโคถึก มากแต่เนื้อหนังมังสา แต่ปัญญาหาเพิ่มขึ้นไม่ Just as the ox grows old, so ages he of little learning his flesh increases, his wisdom is waning.
  4. 4. แสงธรรม 2 Saeng Dhamma THREE UNIVERSAL CHARACTERISTICS by Buddhadasa Bhikkhu http://www.viet.net/~anson/ebud/budasa-handbook/budasa03.htm ...Continued from last issue... THE TRUE NATURE OF THINGS carry right on desiring. The reason we are obliged W e have seen that suffering has its origins in desire, which is just what the Buddha set out in the Second Noble Truth. Now there to continue experiencing distress is that we are not yet free from desire, but are still slaves to it. Thus it can be said that an evil man does evil because are three kinds of desire. The first kind is sensual he desires to do evil, and experiences the kind of desire, desiring and finding pleasure in things: in suffering appropriate to the nature of an evil man; shapes and colors, sounds, scents, tastes, or tactile and that a good man desires to do good, and so objects. The second kind is desire for becoming, is bound to experience another kind of suffering, desire to be this or that according to what one a kind appropriate to the nature of a good man. wants. The third kind is desire not to become, de- But don’t understand this as teaching us to give sire not to be this or that. That there are just these up doing good. It is simply teaching us to realize three kinds of desire is an absolute rule. Anyone that there exist degrees of suffering so fine that is defied to challenge this rule and demonstrate the average man cannot detect them. We have the existence of a kind of desire other than these to act on the Buddha’s advice: if we are to break three. free from suffering completely, simply doing good Anyone can observe that wherever there is de- is not sufficient. It is necessary to do things beyond sire, there distress is too; and when we are forced and above the doing of good, things that will serve to act on a desire, we are bound to suffer again in to free the mind from the condition of serfdom accordance with the action. Having got the result, and slavery to desire of any kind. This is the quin- we are unable to put an end to our desire, so we tessence of the Buddha’s teaching. It cannot be
  5. 5. แสงธรรม 3 Saeng Dhamma bettered or equalled by any other religion in the tics of impermanence, unsatisfactoriness and non world, so ought to be carefully remembered. To selfhood. Having got something, we have to see succeed in overcoming these three forms of desire to it that it stays with us, is as we wish it to be, or is to attain complete liberation from suffering. is of benefit to us. But that thing is by nature im- How can we eliminate desire, extinguish it, cut it permanent unsatisfactory and nobody’s property. out at its roots and put an end to it for good? The It cannot conform to the aims and objectives of answer to this is simply: observe and take note of anyone. It will only change as is its nature. All our impermanence, unsatisfactoriness (suffering) and efforts, then, are an attempt to oppose and with- non-selfhood until we come to see that there is stand the law of change; and life, as an attempt to nothing worth desiring. What is there worth get- make things conform to our wishes, is fraught with ting or being? What is there such that when a per- difficulty suffering. son has got it or becomes it, it fails to give rise to There exists a technique for coming to real- some kind of suffering? Ask yourself this question: ize that nothing at all is worth getting or being. What is there that you can get or be that will not It consists in examining things deeply enough to bring distress and anxiety? Think it over. Does hav- discover that in the presence of craving one has ing a wife and children lead to lightheartedness feelings of a certain kind towards getting and be- and freedom or does it bring all sorts of responsi- ing; that when desire has given way completely bilities? Is the gaining of high position and title the to insight into the true nature of things, one’s at- gaining of peace and calm or the gaining of heavy titude towards getting and being is rather different. obligations? Looking at things in this way, we read- As an easy example let us consider eating. One ily see that these things always bring only burden man’s eating accompanied by craving and desire and responsibility. And why? Everything whatso- for delicious tastes must have certain features that ever is a burden simply by virtue of its characteris- distinguish it from another man’s eating, which is ขอเชิญท่านผูสนใจเรียนภาษาไทย ฟรี ทีวดไทยฯ ดี.ซี. ทุกวันจันทร์, พุธ เวลา 7.30 - 9.00 p.m. ้ ่ั
  6. 6. แสงธรรม 4 Saeng Dhamma accompanied not by desire, but by clear compre- from bad, and verify that studying is the very best hension, or insight into the true nature of things. thing for you to be doing. If you have a job of Their eating manners must differ, their feelings some kind, then learn how to distinguish right from while eating must differ, and so must the results wrong, good from bad, and satisfy yourself that arising from their eating. that job is the best thing for you to be doing, and Now what we have to realize is that one can of benefit to all concerned. Then do it well, and still eat food even though one lacks all craving for with all the coolness and equanimity your insight delicious tastes. The Buddha and Arahants, individ- provides. If, in doing something, we are motivated uals devoid of craving, were still able to do things by desire, then we worry while doing it and we and be things. They were still able to do work, far worry when we have finished; but if we do it with more in fact than any of us can with all our desires. the guiding power of discrimination, we shall not What was the power by virtue of which they did be worried at all. This is the difference it makes. it? What corresponded to the power of craving, of It is essential, then, that we be always aware desiring to be this or that, by virtue of which we do that, in reality all things are impermanent, unsat- things? The answer is that they did it by the power isfactory and not selves, that is, that they are not of insight, clear and thorough knowledge of what worth getting or being. If we are to become in- is what or the true nature of things. We by contrast volved in them, then let us do so with discrimina- are motivated by desire, with the result that we tion and our actions will not be contaminated with are, unlike them, continually subject to suffering. desire. If we act wisely, we shall be free of suffer- They did not desire to get or possess anything, and ing right from beginning to end. The mind will not as a result others were benefited thanks to their blindly grasp at and cling to things as worth get- benevolence. Their wisdom told them to make it ting and being. We shall be sure to act with wake- known rather than remain indifferent, and so they fulness, and be able to proceed in accordance were able to pass the teaching on to us. with tradition and custom, or in accordance with Freedom from craving brings many incidental the law. For example, though we may own land benefits. A body and mind freed from craving can and property, we need not necessarily have any look for and partake of food motivated by intelli- greedy feelings about them. We need not cling to gent discrimination and not, as before, by desire. If things to the extent that they become a burden, we wish to break free from suffering, following the weighing down and tormenting the mind. The law footsteps of the Buddha and the arahants, then is bound to see to it that our piece of land remains we must train ourselves to act with discrimination in our possession. We don’t need to suffer worry rather than with craving. If you are a student, then and anxiety about it. It isn’t going to slip through learn how to distinguish right from wrong, good our fingers and disappear. Even if someone comes
  7. 7. แสงธรรม 5 Saeng Dhamma along and snatches it from us, we can surely still limb by getting and being blindly, always acting on resist and protect it intelligently. We can resist desire? It behoves us to understand things and live without becoming angry, without letting ourselves wisely, involving ourselves in things in such a way become heated with the flame of hatred. We can that they cause a minimum of suffering, or ideally, depend on the law and do our resisting without none at all. any need to experience suffering. Certainly we Here is another point: we must bring to our fel- ought to watch over our property; but if it should low men, our friends, and particularly our relatives in fact slip out of our grip, then becoming emo- and those close to us, the understanding that this tional about it won’t help matters at all. All things is how things are, so that they may have the same are impermanent, perpetually changing. Realizing right view as we have. There will then be no up- this, we need not become upset about anything. sets in the family, the town, the country, and ul- “Being” is the same. There is no need to cling timately in the whole world. Each individual mind to one’s state of being this or that, because in will be immune to desire, neither grasping at nor reality there is no satisfactory condition at all. All becoming wrapped up in anything or anyone. In- conditions bring about suffering of one kind or stead everyone’s life will be guided by insight, by another. There is a very simple technique, which the ever-present, unobscured vision that there is we must have a look at later, known as vipassana, in reality nothing that we can grasp at and cling to. the direct practice of Dhamma. It consists of close Everyone will come to realize that all things are introspection, which reveals that there is nothing impermanent, unsatisfactory and devoid of any worth being, or that there is really no satisfactory self-entity, that none of them are worth becoming state of being at all. Have a look at this question infatuated with. It is up to us to have the sense to yourself; see if you can discover any satisfactory give them up, to have right views, in keeping with condition or state of being. Being a son? a parent? the Buddha’s teaching. A person who has done husband? wife? master? servant? Is any of these this is fit to be called a true Buddhist. Though he agreeable? Even being the man with the advan- may never have been ordained nor even taken the tage, the one with the upper hand, the winner--is precepts, he will have truly penetrated to Bud- that agreeable? Is the condition of a human being dha, Dhamma and Sangha. His mind will be iden- agreeable? Even the condition of a celestial be- tical with that of Buddha, Dhamma and Sangha. ing or a god--would that be agreeable? When you It will be uncontaminated, enlightened and tran- have really come to know the what is what, you quil, simply by virtue of not grasping at anything find that nothing whatsoever is in any way agree- as worth getting or worth being. So a person can able. We are making do with mindlessly getting readily become a genuine, full-fledged Buddhist and being. But why should we go risking life and simply by means of this technique of being ob-
  8. 8. แสงธรรม 6 Saeng Dhamma servant, perceiving impermanence, unsatisfactori- not yet want it; some day we are bound to want ness selfhood until he comes to realize that there it. When we have completely given up evil and is nothing worth getting or being. have done good to our utmost, the mind will still The lowest forms of evil originate in and are be weighed down with various kinds of attenuated powered by desire to get and to be; milder forms desire, and there is no known way of getting rid of evil consist of actions less strongly motivated by of them other than by striving to go beyond the desire; and all goodness consists of action based power of desire, to go beyond the desire to get or on the finest, most tenuous sort of desire, the be anything, bad or good. If there is to be Nirvana, desire to get or to be, on a good level. Even in freedom from suffering of every kind, there has to its highest forms, good is based on desire which, be absolute and complete absence of desire. however, is so fine and tenuous that people don’t In short, to know what is what in the ultimate consider it in any way a bad thing. The fact is, how- sense is to see everything as impermanent, unsat- ever, that good action can never bring complete isfactory and devoid of selfhood. When we really freedom from suffering. A person who has become know this, the mind comes to see things in such a free from desire, that is to say an Arahant, is one way that it does not cling to get or to be anything. who has ceased acting on desire and has become But if we have to become involved in things in incapable of doing evil. His actions lie outside the the ways known as “having” and “being,” then categories of good and evil. His mind is free and we become involved intelligently, motivated by has transcended the limitations of good and evil. insight, and not by desire. Acting thus, we remain Thus he is completely free of suffering. This is a free from suffering. fundamental principle of Buddhism. Whether or not we are able to do it or wish to do it, this is the way to liberation from suffering. Today we may คุณน้�อ้อย น้�หว�น คุณย�ยเสริมศรี และคณะ / คุณน�ตย� - Mr.Richard คุณประพิณ คุณจำ�เนียร ำ ำ และคณะ ทำ�บุญถว�ยภัตต�ห�รเพลทีวดไทยฯ ดี.ซี. ทุกๆ เดือน ่ั
  9. 9. แสงธรรม 7 Saeng Dhamma Helping Yourself To Help Others by Ven. Prayudh Payutto [This talk was delivered to a group of Thai laypeople on an occasion of alms-giving in memory of a deceased relative.] http://www.what-buddha-taught.net/ Making merit in the name of a deceased clear our own minds, and then consciously dedi- T he ceremony of making merit in the name of a deceased is one way of showing appreciation for our benefactors. Even many years cate the fruits of our good actions. When the mind is so established, our dedication of merit is most thorough and fruitful. Merit or goodness must first after they have passed away, their children and arise within our own heart before it can be dedi- relatives still take their goodness to heart and cated to another. express their appreciation with an annual act of almsgiving, dedicating any merits arising from the By helping oneself one helps others occasion in their memory. This is one way of acknowledging their goodness, enabling their memory and worthiness to live on in the hearts of T herefore, in the practice of Dhamma, even if one specifically looks to the benefit of other beings, the results that are most assured are their children and relatives. It is also an opportu- those that arise within oneself. Thus it is said that nity for the sponsors to develop skillful qualities. by helping oneself one helps others, and by help- In the Buddhist religion it is said that when ing others one helps oneself. people perform meritorious actions in the name There is an analogy regarding this related by the of a deceased, they should make their minds calm Buddha in the story of the two acrobats. One form and clear. When the mind is so cleared and com- of acrobatics performed in the Buddha’s time in- posed, that act of dedicating merit is said to be volved the use of a long bamboo pole, which was most efficacious. Looking at it in one way, the act balanced on the head and shoulders of one ac- of merit-making seems to be done simply for the robat, while another acrobat balanced himself on sake of the deceased, but if we look more closely top of the pole. They would perform various tricks we will see that really the results arise within our- and balancing acts in this way. Two of these acro- selves. When we are performing an act of merit to bats, master and apprentice, were traveling around be dedicated to another, we must first calm and the country performing their art.
  10. 10. แสงธรรม 8 Saeng Dhamma One day the master said, “Now you keep your the proclaimer of the Dhamma, is like a skillful eye on me, and I’ll keep my eye on you and so doctor who prescribed particular medicines for keep you from falling off.” particular illnesses. If a doctor is not skillful, even The apprentice replied, “Oh, no, master. You though he may have good medicine he may pre- should look after yourself while I look after myself. scribe it wrongly. His treatment will then not be In this way we can perform our act and earn a liv- very effective. A skillful doctor will be very ef- ing in safety.” fective in treating his patients, because he thor- The meaning of the story is: in looking after your- oughly understands the properties of the various self you also look after others, and by looking after medicines. others you also look after yourself. In practicing Sometimes we hear it said, “Buddhism has been the Dhamma we are cultivating virtue, which first with us for thousands of years, and yet we still see arises in ourselves. That virtue can then extend to people fighting and in conflict. Evil still abounds. others, even without our knowing about it. Specifi- Buddhism seems incapable of dealing with it, it’s cally, when practicing Dhamma we are cultivating useless. We may as well dispense with it.” Some morality (sila), concentration (samadhi) and wis- people see it like this. dom (pañña). When our moral conduct is pure we Do you think this is true? They say that even don’t harm others. This is one result of Dhamma though we’ve had this Buddhist religion for so practice. Although we have developed that virtue many years, people are still corrupt, they still live within ourselves, its good effects extend to others in conflict. Religion seems powerless to stop these in that we no longer present any danger to them. things. We can see no concrete results from reli- Again, if we help others, for example by exercising gion at all. Better to do away with it. forbearance (khanti), not harming others through To these people I say, “Well, the science of anger, but exercising metta, goodwill, and karuna, medicine has been with us for many thousands of compassion, we are practicing Dhamma, the fruit years. Medicine is plentiful and there have been of which also arises within ourselves. Thus it is said doctors curing illnesses throughout the ages, for that looking after ourselves we look after others, thousands, even tens of thousands, of years. And and when looking after others we look after our- yet we see disease and illness still abound. If what selves. The practice of Dhamma is co-productive in you say is true then we must also say that the sci- that its effects extend to all beings. ence of medicine is redundant, we may as well throw that out, too.” A medicine for treating the ills of life This leads us to consider that this body of ours is D hamma, when well practiced, is like a by nature a breeding ground for illness, and is sub- medicine for treating the ills of life, ena- ject to pain and aging. We have to procure medi- bling us to live our lives well. The Buddha, as cines and exercise the body in order to maintain
  11. 11. แสงธรรม 9 Saeng Dhamma our strength and live as free of illness and pain as In our lives we have both body and mind. As we can. for the body, the doctors usually deal with its ill- Therefore the science of medicine, and the nesses. It is the Dhamma, however, that we must profession of doctor, are still very valuable use for dealing with our lives as a whole, particu- things. As long as there are people in the world larly the mind. What is the disease that incessantly there will be pain and disease, so there must hounds the mind? It is the disease of defilements also be treatment for them. Similarly, in regard (kilesa). Whenever greed, hatred or delusion arise to religion, as long as there are people in the within the mind they cause discontent and suffer- world there is also “mind”. Like the body, the ing to arise. Such a mind can be called an ill or mind can be weakened and damaged. Prob- diseased mind. When diseases such as greed arise, lems arise in the mind and cause discontent. they stifle and oppress the mind, causing it to be- The quality that disturbs the mind is what we come obsessed with some object or other. The call in Buddhism dukkha (suffering). As long as mind is not spacious or clear. When hatred arises, there are people living in this world there will it heats and agitates the mind. This is another dis- be suffering, so we must also have a treatment ease that unsettles the mind, as do all other kinds for it. When one person is cured there are still of defilements. countless others to follow. The healthy mind should have the qualities Thus religion can be compared to the science of of lightness, radiance, clarity and calm. Whenever medicine, and the Buddha to a great doctor. Hav- defilements arise, these qualities disappear. Clarity ing cured many people in his own time, he also becomes murkiness, calm changes to excitement left us his teaching so that we who follow after him and agitation, the quality of lightness gives way to can treat our own illnesses. oppression and conflict. These are the symptoms สำ�นักง�น กพ. ได้น�นักเรียนทุนรัฐบ�ลไทย ม�ถว�ยภัตต�ห�รเพล ฟังธรรม สนทน�ธรรม และได้ชวยย้�ย ำ ่ ค�สิโบเตรียมง�นสงกร�นต์ โดยมีคณแทน ด�ว และคุณวิโรจน์ บ�ลี ช่วยกำ�กับดูแแล เมือวันที่ 17 มี.ค. 53 ุ ่
  12. 12. แสงธรรม 10 Saeng Dhamma of the diseases of the mind, which are all caused which is even more extensive. Just now I spoke of by defilements. So we say that defilements are a the troubled and disturbed mind. Now this very disease which must be treated. mind, as well as the body, which together we call In this regard the Buddha’s teaching is like a a “life,” being compounded of the five khandhas, handbook of medicines. Some of the medicines are all sankhara, conditioned things. All sankhara are for specific illnesses. The cultivation of good- have certain characteristics. They are unstable, will, for example, is for treating the disease of unenduring or suffering, and not self, they do anger. Apart from goodwill, which acts like a re- not come under anybody’s power other than the freshing, cool shower on the mind when it is op- natural process of cause and effect. All sankhara pressed and disturbed, there is also patient en- conform to these Three Characteristics, known durance to aid in driving annoyance and irritation in Pali as the tilakkhana. That all conditions are from the mind, or karuna, compassion, for coun- unstable, suffering and not self is another kind teracting destructive thoughts, or pañña, wisdom, of disease, one that is inherent in all sankhara, for brightening the mind and making it clear and khandhas, body and mind. It is the disease of light. their imperfection, of their deprivation. Being im- There are many different types of Dhamma perfect they are naturally hounded by conflict, medicine, and they must be used appropriately. struggle and change. One who aspires to skillfulness in using these This imperfection also causes problems in the medicines should follow the example of the Bud- mind, so people suffer not only as a result of dha, whom we revere as the greatest “Dhamma the workings of the grosser defilements, which Doctor,” in that he prescribed medicines with the we can clearly see arising from time to time in greatest proficiency. If a teacher is unable to use the mind, but also from the more subtle defile- these medicines skillfully, his teaching may be- ment of not knowing the true nature of life. Suf- come so much hot air. Anybody listening to it fering arises because of the very imperfection of would have to rely on his own wisdom to choose conditions, of their being subject to the Three the teachings appropriate to his needs, and if he Characteristics. This is a more profound kind of wasn’t skillful he might not obtain much benefit disease, one which we must cure in order to real- from the teaching. ly transcend suffering. It is not enough to simply try to cure the greed, hatred and delusion that The primal disease are constantly arising in the mind, we must also A ll of the above refers to Dhamma as a collection of specific medicines for use with specific illnesses, the diseases of the de- clearly know the nature of life, that it is bounded by these Three Characteristics. If we don’t understand this, we will cling to filements. Now there is another kind of disease the five khandhas as being a self or belonging to
  13. 13. แสงธรรม 11 Saeng Dhamma self, demanding of them not to change, but no Becoming aware of sense contact matter how much we cling to them they won’t conform to our wishes, they simply follow causal conditions. Clinging to them only causes disap- W e must find a way to treat these diseas- es by not allowing the defilements to arise. But how do we prevent the defilements from pointment and suffering. arising? First we must look on a broader scale. Just Thus, on the deeper level, we could say that now we looked at things in terms of ourselves, see- beneath the greed, hatred and delusion, the ing the disease as something that arises in our own real cause of suffering is the imperfect nature of minds, in our own lives. We saw defilements aris- conditions, ignorance of which causes the defile- ing in our own minds, while conditions, which are ments of greed, hatred and delusion to arise in impermanent and imperfect, we saw as ourselves. the mind. But if we look on a broader scale we will see clear- We must therefore study the diseases of our ly that the disease (roga) is based on contact with lives on two levels. The disease which is most ap- the world (loka). parent is the disease of the various defilements: To be continued greed, aversion, delusion, conceit, stubbornness, jealousy, stinginess and so on, which we see all around us. However, looking more deeply, we find that all disease is caused by the nature of conditions, which are bound by impermanence, stressfulness and insubstantiality (anicca, dukkha and anatta). BANGKOK GARDEN RESTAURANT คุณแขก และคณะผูปกครองนักเรียนปี 2552 ้ โดย..คุณยุพน-คุณอ๊อด-คุณเล็ก ถว�ยเพลทุกเดือน ิ ถว�ยเพลทุกเดือน ขออนุโมทน�บุญม� ณ โอก�สนี้
  14. 14. แสงธรรม 12 Saeng Dhamma Understanding Dukkha By Ajahn Chah http://www.what-buddha-taught.net/ ...Continued from last issue... for one meal we might eat two plates, and that's enough for us. If we know moderation, then we T o really penetrate the Dharma purely is thus very difficult. We need to rely on serious in- vestigation. will be happy and comfortable, but this is not very common. The Buddha taught the Santitigatha, the Instruc- Such thinking is an entirely different way from tions for the Rich. It means being content with what what the Buddha teaches. That way is heavy. The we have. That is a rich person. This is the instruc- Buddha said to let go of it and cast it away. But tion for the rich. we think, I can't let go. So we keep carrying it, and I think this kind of knowledge is really worth it keeps getting heavier. This is birth creating the studying. The knowledge taught in the Buddha's cause for heaviness way is something worth learning, worth reflecting Going a little further, do you know if craving on. First, it teaches the way of ethical living. If we has its limits? At what point will it be satisfied? Is have enough material sustenance to support our there such a thing? If you consider it, you will see lives, then we can use this to block the way to the that tanha, blind craving, can't be satisfied. It keeps lower realms. on desiring more and more; even if this brings such Then, the pure Dharma of practice goes be- suffering that we are nearly dead, tanha will keep yond that. It's a lot deeper. Some of you may not on wanting things, because satisfaction is not pos- be able to understand it. Just take the Buddha's sible for it. words that there is no more birth for him, that birth This is something important. If we people could and becoming are finished. Hearing this makes you think in a balanced and moderate way--well, let's uncomfortable. To state it directly, the Buddha said talk about clothes. How many sets do we need? that we should not be born, because that is suffer- And food--how much do we eat? At the most, ing. Just this one thing, birth, the Buddha focused
  15. 15. แสงธรรม 13 Saeng Dhamma on, contemplating it and realizing its gravity. Being suffering ceases. That's all there is. We pounce on born, all dukkha comes along with that. It happens and grab at it again and again, pouncing on arising, simultaneously with birth. When we come into this pouncing on cessation, never really understanding it. world, we get eyes, a mouth, a nose--it all comes When dukkha arises, we call that suffering. along, only because of birth. But if we hear about When it ceases, we call that happiness. It's all old dying and not being born again, we feel it would be stuff, arising and ceasing. We are taught to watch utter ruination. We don't want to go there. But the body and mind arising and ceasing. There's nothing deepest teaching of the Buddha is like this. else outside of this. To sum it up, there is no hap- Why are we suffering now? Because we were piness-- there's only dukkha. We recognize suffering born. So we are taught to put an end to birth. This as suffering when it arises. Then when it ceases, we is not just talking about the body being born and consider that to be happiness. We see it and des- the body dying. That much is easy to see--a child ignate it as such, but it isn't. It's just dukkha ceas- can understand it. The breath comes to an end, ing. Dukkha arises and ceases, arises and ceases, the body dies, and then it just lies there. This is and we pounce on it and catch hold of it. Hap- what we usually mean when we talk about death. piness appears and we are pleased. Unhappiness But a breathing dead person--that's something we appears and we are distraught. It's really all the don't know about. A dead person who can walk same, mere arising and ceasing. When there is aris- and talk and smile is something we haven't thought ing, there's something, and when there is ceasing, about. We only know about the corpse that's no it's gone. This is where we doubt. Thus it's taught longer breathing. That's what we call death. that dukkha arises and ceases, and outside of that, It's the same with birth. When we say someone there is nothing. When you come down to it, there has been born, we mean that a woman went to is only suffering. But we don't see clearly. the hospital and gave birth. But the moment of We don't recognize clearly that there is only the mind taking birth--have you noticed that, such suffering because when it stops, we see happiness as when you get upset over something at home? there. We seize on it and get stuck there. We don't Sometimes love is born. Sometimes aversion is really know what's going on, which is just arising born. Being pleased, being displeased--all sorts of and ceasing. states. This is all nothing but birth. The Buddha summed things up by saying that We suffer just because of this. When the eyes there are only arising and ceasing, and there's noth- see something displeasing, dukkha is born. The ears ing outside of that. This is difficult to listen to. But hear something that you really like, and dukkha is one who truly has a feel for the Dharma doesn't also born. There is only suffering. need to take hold of anything and dwells in ease. The Buddha summed it up by saying that there That's the truth. is only a mass of suffering. Suffering is born and The truth is that in this world of ours, there is
  16. 16. แสงธรรม 14 Saeng Dhamma nothing that does anything to anybody. There is The Buddha's teaching is that first we should nothing to be anxious about. There's nothing worth give up evil, and then we practice what is good. crying over, nothing to laugh at. Nothing is inher- Second, he said that we should give up evil and ently tragic or delightful. But such is what's ordinary give up the good as well, not having attachment to for people. it, because that is also one kind of fuel. When there Our speech can be ordinary, relating to oth- is something that is fuel, it will eventually burst ers according to the ordinary way of seeing things. into flame. Good is fuel. Bad is fuel. That's OK. But if we are thinking in the ordinary way, Speaking on this level kills people. People that leads to tears. aren't able to follow it. So we have to turn back to In truth, if we really know the Dharma and see the beginning and teach morality. Don't harm each it continuously, nothing is anything at all; there other. Be responsible in your work, and don't harm are only arising and passing away. There's no real or exploit others. The Buddha taught this, but just happiness or suffering. The heart is at peace then, this much isn't enough to stop. when there is no happiness or suffering. When Why do we find ourselves here, in this condi- there is happiness and suffering, there is becoming tion? It's because of birth. As the Buddha said in his and birth. first teaching, the Discourse on Turning the Wheel We usually create one kind of karma, which is of Dharma, "Birth is ended. This is my final exist- trying to stop suffering to give rise to happiness. ence. There is no further birth for the Tathagata." That's what we want. But what we want is not real So what does it mean to be really practicing Dhar- peace; it's happiness and suffering. The aim of the ma? We should practice correctly. There are so Buddha's teaching is to practice to create a type of many methods of meditation you can practice, but karma that is beyond happiness and suffering and the point is that it should be leading you to letting that will bring peace. But we aren't able to think go, to cessation, to making an end of grasping at- like that. We can only think that having happiness tachment. It's just like people in the world earning will bring us peace. If we have happiness, we think their livelihoods in various ways. There are farmers, that's good enough. businesspeople, civil servants, engineers, factory Thus we humans wish for things in abundance. workers producing all sorts of goods; and it is all If we get a lot, that's good. Generally that's how we summarized as earning a living. Here it's the same think. Doing good is supposed to bring good results, for us; we call it practicing Dharma. and if we get that, we're happy. We think that's all we So, where is the Dharma? The entire Dharma is need to do, and we stop there. But where does good sitting here with us. When you've gotten old, don't come to conclusion? It doesn't remain. We keep go- think that's something wrong. When your back is ing back and forth, experiencing good and bad, trying aching, don't think that's some kind of mistake. If day and night to seize on what we feel is good. your stomach hurts, don't think that's something
  17. 17. แสงธรรม 15 Saeng Dhamma wrong. If you are suffering, don't think that's wrong. their nature of impermanence. If we don't struggle If you're happy, don't think that's wrong. All of this with this reality, then wherever we are, we will be is Dharma. Suffering is merely suffering. Happiness happy. Wherever we sit, we are happy. Wherever is merely happiness. Hot is merely hot. Cold is we sleep, we are happy. Even when we get old, we merely cold. It's not that "I am happy, I am suf- won't make a big deal out of it. You stand up and fering, I am good, I am your back hurts, and you bad, I gained something, think, "Yeah, that's about I lost something." What is right." It's right, so don't there that can be lost by fight it. When the pain a person? There's nothing stops, you might think, at all. Gaining something "Ah, that's better." But it's is Dharma. Losing it is not better. You're not yet Dharma. Being happy and dead, so it will hurt again. comfortable is Dharma. This is the way it is, so Being ill at ease is Dharma. you have to keep turning It means not grasping onto your mind to this con- all these conditions, but recognizing what they are. templation and not let it back away from the prac- If you have happiness, you realize, "Oh! Happiness tice. Keep steadily at it, and don't trust in things too is not permanent." If you are suffering, you realize, much; trust the Dhamma instead, that life is like "Oh! Suffering is not permanent." "Oh, this is really this. Don't believe in happiness. Don't believe in good!"--that's not permanent. "That is bad, really suffering. Don't get stuck in following after anything. bad!"--not permanent. They are all just that much. With this kind of foundation, then whatever oc- So don't hold so firmly onto them. curs, never mind-- it is not anything permanent, it The Buddha taught about impermanence. What is not anything certain. The world is like this. Then is permanent? Only that this is the way things are; there is a path for us, a path to manage our lives they don't follow anyone's wishes. That is noble and protect ourselves. With mindfulness and clear truth. Impermanence rules the world, and that is comprehension, with all-encompassing wisdom, that something permanent. This is the point we are de- is the path in harmony. Nobody can deceive us, be- luded at, so this is where you should be looking. cause we have entered the path. Constantly looking Whatever occurs, recognize it as right. Everything is here, we are meeting the Dharma at all times. right in its own nature, which is ceaseless motion To be continued and change. Our bodies exist thus. All sankhara, conditioned phenomena, exist thus. We can't stop them; they can't be stilled. Not being stilled means
  18. 18. แสงธรรม 16 Saeng Dhamma สุขา สังฆัสสะ สามัคคี ความพร้อมเพรียงของหมู่คณะ น�าความสุขมาให้ www.Dhammathai.org สามัคคีคือพลัง เตือนกันด้วยความหวังดี กล่าววาจาสุภาพ แสดงความ ค วามสามัคคี หมายถึง ความพร้อมเพรียงกัน ความกลมเกลียวเป็นน�้าหนึ่งใจเดียวกัน ไม่ ทะเลาะเบาะแว้ง วิวาทบาดหมางซึ่งกันและกัน เคารพนับถือกัน ทั้งต่อหน้าและลับหลัง 3. เมตตามโนกรรม คิดต่อกันด้วยเมตตา คือ ตั้ง จิตปรารถนาดี คิดท�าแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์แก่กัน มอง ความสามัคคีมี 2 ประการ คือ กันในแง่ดี มีหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใสต่อกัน 1. ความสามัคคีทางกาย ได้แก่ การร่วมแรง 4. สาธารณโภคี ได้มาแบ่งกันกินใช้ คือ แบ่งปัน ร่วมใจกันในการท�างาน ลาภผลทีได้มาโดยชอบธรรม แม้เป็นของเล็กน้อย ก็แจก ่ 2. ความสามัคคีทางใจ ได้แก่ การร่วมประชุม จ่ายให้ได้มีส่วนร่วมใช้สอยบริโภคทั่วกัน ปรึกษาหารือกันในเมื่อเกิดปัญหาขึ้น 5. สีลสามัญญตา ประพฤติให้ดีเหมือนเขา คือ มี ความสามัคคี ดังทีวามานี จะเกิดมีขนได้ ต้องอาศัย ่่ ้ ึ้ ความประพฤติสจริต ดีงาม รักษาระเบียบวินยของส่วน ุ ั เหตุทเี่ รียกกันว่า สาราณียธรรม ธรรมเป็นเหตุให้ระลึก รวม ไม่ทาตนให้เป็นทีนารังเกียจ หรือ เสือมแก่หมูคณะ � ่ ่ ่ ่ ถึงกัน กระท�าซึ่งความเคารพระหว่างกัน อยู่ร่วมกันใน 6. ทิฏฐิสามัญญตา ปรับความเห็นเข้ากันได้ คือ สังคมด้วยดี มีความสุข ความสงบ ไม่ทะเลาะเบาะแว้ง เคารพรับฟังความคิดเห็นกัน มีความเห็นชอบร่วมกัน ท�าร้ายท�าลายกัน มี 6 ประการ คือ ตกลงกันได้ในหลักการส�าคัญ ยึดถืออุดมคติหลักแห่ง 1. เมตตากายกรรม ท�าต่อกันด้วยเมตตา คือ แสดง ความดีงาม หรือจุดหมายอันเดียวกัน ไมตรีและความหวังดีตอเพือนร่วมงาน ร่วมกิจการ ร่วม ่ ่ ธรรมทั้ง 6 ประการนี เป็นคุณค่าก่อให้เกิดความ ้ ชุมชน ด้วยการช่วยเหลือธุระต่างๆ โดยเต็มใจ แสดง ระลึกถึง ความเคารพนับถือกันและกัน เป็นไปเพื่อ อาการกิรยาสุภาพ เคารพนับถือกัน ทังต่อหน้าและลับ ิ ้ ความสงเคราะห์ยึดเหนี่ยวน�้าใจกัน เพื่อป้องกันความ หลัง ทะเลาะ ความวิวาทแก่งแย่งกัน เพือความพร้อมเพรียง ่ 2. เมตตาวจีกรรม พูดต่อกันด้วยเมตตา คือ ช่วย ร่วมมือ ผนึกก�าลังกัน เพื่อความเป็นน�้าหนึ่งใจเดียวกัน บอกแจ้งสิ่งที่เป็นประโยชน์ สั่งสอนหรือแนะน�าตัก อานิสงส์ของความสามัคคีนี้ ท่านกล่าวไว้ว่า เป็น
  19. 19. แสงธรรม 17 Saeng Dhamma บ่อเกิดแห่งความสุข ความ เดียว แต่เป็นเหตุให้เกิด เจริญ เป็นเหตุแห่งความ สงครามได้เหมือนกัน ยก ส�าเร็จในกิจการงานต่างๆ ตั ว อย่ า งเรื่ อ งของเมื อ ง การงานอั น เกิ น ก� า ลั ง ที่ ไพศาลี แคว้นวัชชี พวกเจ้า คนๆ เดียวจะท�าได้ เช่น ลิ จ ฉวี มี ค วามสามั ค คี กั น การก่อสร้างบ้านเรือน ต้อง พระเจ้าอชาตศัตรู ท�าอะไร อาศัยความสามัคคีเป็นที่ ไม่ได้ แต่เมื่อถูกวัสสการ ตัง แมลงปลวกสามารถสร้างจอมปลวกทีใหญ่โตกว่าตัว ้ ่ พราหมณ์ยุยงให้แตกสามัคคีกันเท่านั้น ก็เป็นเหตุให้ หลายเท่าให้ส�าเร็จได้ ก็อาศัยความสามัคคีกัน ความ พระเจ้าอชาตศัตรู เข้าโจมตีและยึดเมืองเอาไว้ได้ใน สามัคคีคอพลัง เพราะฉะนัน การรวมใจสามัคคีกนจึงเกิด ื ้ ั ที่สุด มีพลัง ส่วนการแตกสามัคคีกนท�าให้มกาลังน้อย ั ี� ดังนั้น ความสามัคคี ถ้าเกิดมีขึ้นในที่ใด ย่อมท�าให้ โทษของการแตกสามัคคีกันนั้น ท่านกล่าวไว้ว่า ที่นั้นมีแต่ความสงบสุข ความเจริญ ส่วนความแตก หาความสุข ความเจริญไม่ได้ ไม่มีความส�าเร็จด้วย สามัคคี ถ้าเกิดมีขึ้นในที่ใด ย่อมท�าให้ที่นั้นประสบแต่ ประการทั้งปวง เหตุให้แตกความสามัคคีกันนี้ อาจเกิด ความทุกข์ มีแต่ความเสื่อมเสียโดยประการเดียว จากเหตุเล็กๆ น้อยๆ ก็เป็นได้ เหมือนเรื่องน�้าผึ้งหยด คุณดลวรรณ เหวียน พร้อมครอบครัว และคณะ ทำ�บุญ 100 วันอุทศให้คณพ่อศุกรี กัมปน�นนท์ / ิ ุ คุณเฉลิมพล สุกชะด� และครอบครัว ทำ�บุญถว�ยสังฆท�นอุทศให้พอประเวศ สุกชะด� 21 มี.ค. 53 ิ ่
  20. 20. แสงธรรม 18 Saeng Dhamma น้องแอนทีน่า น้องน้ำาหวาน ฟ้อนรำาในวันมาฆบูชา โดยการสอนของครูเมธินี คณะนักเรียนดนตรีไทย แสดงวันมาฆบูชา สอนโดยครูกัญญาภัทร คุณไก่ วราลี ภูศรี เจ้าภาพข้าวเหนียวสังขยา คุณวณี ฤทธิ์ถาวร และคณะ เจ้าภาพก๋วยเตี๋ยว สมาคมชาวใต้ โดยคุณไพโรจน์-คุณสวรรค์ คงเพชร ถวายน้ำาดื่ม ร้านทะเลไทย โดย คุณพยุง-จินตนา งามสอาด กลุ่มพลังบุญ โดยคุณปราณี และคณะ คุณนก และคณะ เจ้าภาพข้าวยำาปักษ์ใต้
  21. 21. แสงธรรม 19 Saeng Dhamma ใบสมัคร กรรมการอ�านวยการ, กรรมการทั่วไป วัดไทยกรุงวอชิงตัน, ดี.ซี. ๑๓๔๔๐ ถนนเลย์ฮิลล์ เมืองซิลเวอร์สปริง มลรัฐแมรี่แลนด์ สหรัฐอเมริกา ๒๐๙๐๖ ปีพุทธศักราช ๒๕๕๓-๒๕๕๕ ���������� � ชื่อ-นามสกุล (ภาษาไทย) .................................................................................................................... � NAME ................................................................................................................................................. � ที่ท�างาน .............................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................. � ต�าแหน่ง .............................................................................................................................................. � ที่อยู่ปัจจุบัน ........................................................................................................................................ .................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................. � โทรศัพท์ ที่บ้าน ...................................................... ที่ท�างาน ............................................................ ข้าพเจ้ามีความประสงค์ ที่จะสมัครเป็น � กรรมการอ�านวยการ � กรรมการทั่วไป ของวัด ไทยกรุงวอชิงตัน, ดี.ซี. ปีพุทธศักราช ๒๕๕๓-๒๕๕๕ เพื่อท�างานให้แก่พระพุทธศาสนาและสังคมไทยใน สหรัฐอเมริกาให้เจริญยิ่งขึ้นไป ลงชื่อ ..................................................................... ................... / ....................... / ...................... หมายเหตุ กรุณาส่งใบสมัครที่ WAT THAI WASHINGTON, D.C. 13440 LAYHILL RD, SILVER SPRING, MD 20906 ภายในวันที่ ๓๐ เดือนมิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๓
  22. 22. แสงธรรม 20 Saeng Dhamma อนุโมทนาพิเศษ / Special Thanks คณะสงฆ์และคณะกรรมการวัดไทยกรุงวอชิงตัน, ดี.ซี. ขออนุโมทนาแด่สาธุชนทุกๆ ท่าน ทีมจตศรัทธาถวาย ่ีิ ภัตตาหารเช้า-เพล บริจาคสิงของ เสียสละแรงกาย แรงใจ ก�าลังสติปญญา และความสามารถเท่าทีโอกาสจะอ�านวย ่ ั ่ ช่วยเหลือกิจกรรมของวัดด้วยดีเสมอมา ท�าให้วัดของเรามีความเจริญรุ่งเรืองก้าวหน้ามาโดยล�าดับ โดยเฉพาะ อย่างยิงท่านเจ้าภาพทีชวยวัดในวันมาฆบูชาทีผานมา จึงประกาศอนุโมทนากับทุกๆ ท่านมา ณ โอกาสนี้ ่ ่ ่ ่ ่ อนุโมทนาแด่.. อนุโมทนาแด่.. คุณถนัด สิทธิอ่วม คุณประภาศรี ดุราศวิน ถวายเก้าอี้พับ 10 ตัว ที่ช่วยช่อมเครื่องฮีทเตอร์ให้กับวัดไทยฯ ดี.ซี. คุณกาญจนา ทับจัน ถวายเก้าอี้พับ 5 ตัว อุทิศส่วนบุญกุศลให้แก่ อนุโมทนาแด่.. คุณแม่จรัส ดุราศวิน คุณแม่กาญจนา เกาฏีระ 11 กุมภาพันธ์ 2553 ถวาย CD วันคล้ายวันเกิด 200 แผ่น คุณชูศรี กอร์ ธนบดี อนุโมทนาแด่.. ถวายช็อกโกแลต วันคล้ายวันเกิด คุณยายเสริมศรี เชื้อวงศ์ ทำาบุญเนื่องในวันเกิด 12 มีนาคม 53 อนุโมทนาแด่.. ให้ลูกชายคือ คุณสมศักดิ์ เชื้อวงศ์ คุณหมออุษา บุนนาค และคุณนรินทร์ เชื้อวงศ์ ที่ได้ปวารณารักษาสุขภาพฟัน มีขูดหินปูน อุดฟัน ถวายน้ำาทับทิม น้ำา Cranberry, แด่พระภิกษุสงฆ์วัดไทยกรุงวอชิงตัน,ดี.ซี. น้ำา V8 Splash ,โค๊ก 1 แพ็ค ด้วยดีเสมอมา สไปรท์ 1 แพ็ค และเมล็ดมะม่วงหิมพานต์ เจ้าภาพน้ำาดื่มถังใหญ่ ถวายประจำาทุกเดือน คุณแม่สงวน เกิดมี คุณจารุณี พิทโยทัย คุณทัฬห์ อัตวุฒิ คุณบุณณ์ภัสสร คุณศรสวรรค์ พงศ์วรินทร์ คุณละม้าย คุณประมวล ทวีโชติ คุณณัฐกานต์ จารุกาญจน์ คุณยายเสริมศรี เชื้อวงศ์ น.พ. อรุณ คุณสุมนา สวนศิลป์พงศ์
  23. 23. แสงธรรม 21 Saeng Dhamma อนุโมทนาพิเศษ คุณแทน ด�ว คุณสิทธิศักดิ์ ปร�งขำ� คุณวิโรจน์ บ�ลี และคุณสมบูรณ์ จรรย�ทรัพย์กิจ ได้ช่วยกันทำ�พื้นเวทีใช้เป็นกองอำ�นวยก�ร ที่สรงน้ำ�หลวงพ่อดำ� ตักบ�ตรพระประจำ�วันเกิด ในวันสงกร�นต์ 11 เมษ�ยน 2553 ศกนี้ คุณพัชร� ตวงเศรษฐวุฒิ เหรัญญิกวัดไทยฯ ดี.ซี. Mr. DuWayne Engelhart and Mr.Edward Gresser who teach Mr. Gary Henderson ช่วยซ่อมฮีท the English langauge to monks and students at Wat Thai DC. คุณกษิม� ปรุงธัญญพฤกษ์ พร้อมครอบครัว คุณสุก�นด� เจตบุตร ช่วยพิมพ์ง�นเอกส�รให้วัด และคุณพวงทอง- ทำ�บุญวันสงกร�นต์ ถว�ยไก่ 6 ลัง 72 ตัว คุณแหม่ม มะลิกุล เป็นเจ้�ภ�พและจัดดอกไม้ในวันม�ฆบูช�
  24. 24. แสงธรรม 22 Saeng Dhamma ขอเชิญทุกท่านร่วมนมัสการพระสารีรกธาตุ ณ อุโบสถ วัดไทยฯ ดี.ซี. ิ Those who are interested in Thai Theravada Buddhism and mem- bers of the general public are cordially invited to Wat Thai, D.C., Temple to pay their respect to or simply view the Buddha relics on display in the chanting hall. ปฏิบัติธรรมเดือนเมษายน ณ วัดไทยกรุงวอชิงตัน,ดี.ซี. วันเสาร์ที่ 24 เมษายน 2553 นำาปฏิบัติโดย...หลวงตาชี พระมหาถนัด อตฺถจารี และคณะ All are welcome to participate in the next retreat which will be held on April 24th, 2010.
  25. 25. แสงธรรม 23 Saeng Dhamma เสียงธรรม.. จากวัดไทย พระวิเทศธรรมรังษี (หลวงตาชี) ผู้นำ� กับ อำ�น�จ นาทิฏฺฐา ปรโต โทสํ อณุํ ถูลานิ สพฺพโส อิสฺสโร ปณเย ทณฺฑํ สามํ อปฺปฏิเวกฺขิยาติ. ผู ้ ห ลั ก ผู ้ ใ หญ่ เ พี ย งแต่ ส งสั ย ว่ า คนอื ่ น ทํ า ผิ ด จะมากน้ อ ยก็ ต าม ถ้ า ยั ง ไม่ ไ ด้ ส อบสวนให้ แ น่ ช ั ด ก็ ไ ม่ ค วรลงโทษ พระพุ ท ธภาษิ ต บทนี้ สมเด็ จ พระชิ น สี ห ์ สั ม มา พระพุทธองค์ด้วยเรื่องไม่จริง นางเป็นหญิงอันตราย สัมพุทธเจ้า ทรงแสดง ณ ธรรมสภา วัดพระเชตวัน ต้องการให้ประชาชนทั้งหลายหลงผิด คิดชิงชังพระ มหาวิ ห าร ทรงปรารภนางจิ ณ จมาณวิ ก าที่ พู ด ใส่ ศาสดา บัดนี้ นางถูกปฐพีแผ่นดินสูบตายเสียแล้ว ร้ายพระพุทธองค์ ท�าให้ประชาชนเชื่อว่าเป็นความ ฝ่ายพระบรมศาสดาเสด็จพบภิกษุทงหลายสนทนาั้ จริ ง ภายหลั ง ต่ อ มา เมื่ อ ประชาชนรู ้ ค วามจริ ง ว่ า กันอยู่ จึงตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวก นางจิณจมาณวิกาใส่ร้ายพระพุทธองค์โดยประสงค์ เธอก�าลังสนทนาเรื่องอะไรกันอยู่ เมื่อภิกษุเหล่านั้น จะท�าลายพระพุทธศาสนา จึงพากันรุมประชาทัณฑ์ กราบทูลแล้วจึงได้ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การที่ จนนางถู ก แผ่ นดินสูบตายไป นางจิณจมาณวิกาให้รายเรา แล้วถึงความพินาศไป มิใช่ ้ ต่อมา ภิกษุทงหลายได้ประชุมสนทนากันถึงเรืองที่ ั้ ่ แต่ในบัดนีเ้ ท่านัน แม้ในกาลก่อน นางก็เคยให้รายป้ายสี ้ ้ เกิดขึ้นในธรรมสภาว่า นางจิณจมาณวิกากล่าวหา เรา แล้วก็พบกับความพินาศเช่นนี้เหมือนกัน จากนั้นก็
  26. 26. แสงธรรม 24 Saeng Dhamma ทรงน�าเอาเรื่องในอดีตมาสาธกให้ภิกษุทั้งหลายได้ฟัง ชายพอรูขาวก็รบรุดมาเยียมทันที ได้ทรงถามถึงอาการ ้่ ี ่ ว่า :- ป่วยด้วยความห่วงใย ฝ่ายรัตนาวดีเมื่อเห็นเจ้าชายมา ติดกับจึงรีบลุกขึ้นรับเข้ากอดเจ้าชายด้วยหมายจะ ยั่วยวนกวนใจให้เจ้าชายร่วมรักกับตน แต่เจ้าชายไม่ ยินยอมผ่อนตาม และเตือนรัตนาวดีวา ก�าลังท�าสิงทีไม่ ่ ่ ่ ควรท�า ฝ่ายหญิงคนใช้ หลังจากไปบอกเจ้าชายแล้ว ก็รบรุด ี ต่อไปทูลบอกข่าวแก่พระราชา หวังจะให้พระองค์ทรง ทราบถึงอาการป่วยของรัตนาวดีผู้เป็นนาย ฝ่ายพระ ราชาครั้นทรงทราบแล้วก็รีบเสด็จไปโดยเร็ว ครั้นถึง แล้ ว ก็ ท รงเปิ ด ประตู เ สด็ จ เข้ า ไปในห้ อ ง ได้ ท อด เมื่อครั้งพระองค์เสวยพระชาติเป็นพระเจ้ามหา พระเนตรเห็นภาพที่รัตนาวดีก�าลังสวมกอดเจ้าชายอยู่ ปทุมกุมารบรมโพธิสตว์ เป็นรัชทายาทแห่งกษัตริยปทุม ทรงพิโรธจนพระวรกายสั่น ส่วนรัตนาวดีนั้นเมื่อเผชิญ ั ์ นครในครังนัน นางจิณจมาณวิกาเป็นพระชายาอีกองค์ กับเหตุการณ์คับขันเช่นนี้ก็แสร้งแต่งเรื่องโยนความผิด ้ ้ ของพระเจ้าปทุมราช เธอมีชอว่า “รัตนาวดี” ส่วนพระ แก่เจ้าชาย นางกราบทูลพระราชาว่า เจ้าชายบุกรุกเข้า ื่ โพธิสัตว์ทรงเป็นพระโอรสองค์ใหญ่ของพระเจ้าปทุม มาลวนลามในห้อง ส่วนเจ้าชายเมื่อถูกใส่ร้ายเช่นนี้ ก็ ราชและพระนางปทุ ม วดี ทรงมี รู ป ร่ า งสง่ า งาม มี สุดที่จะเบี่ยงบ่ายได้ รู้สึกตกพระทัย จึงกราบทูลพระ อัธยาศัยโอบอ้อมอารี ยิ้มแย้มแจ่มใส เป็นที่รักใคร่ของ ราชบิดาไปว่ารัตนาวดีใส่ร้ายพระองค์ ความจริง ข้า ประชาชนทั่วไป พระองค์ตั้งใจมาเยี่ยมอาการป่วยของนางไม่ได้สร้าง ส่วนพระนางรัตนาวดีกเป็นสาวสวยรวยเสน่ห์ เป็น เรื่องอ�าพรางแต่อย่างใด ็ พระชายาอันเป็นทีเสน่หาอย่างยิงของพระราชา ต่อมา แต่เนื่องจากพระราชา ทรงเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด ่ ่ ไม่นาน รัตนาวดีได้มีโอกาสรู้จักคุ้นเคยกับเจ้าชายมหา ปรากฏอยู่ข้างหน้า จึงทรงเชื่อว่า ถ้อยค�าของรัตนาวดี ปทุม เธอตกหลุมรักทันที ต้องการเจ้าชายไว้เป็นคู่ เป็นความจริง โดยไม่ทนทีจะพินจพิจารณาให้รอบคอบ ั ่ ิ อภิรมย์ ทังทีเ่ ธอเป็นพระชายาของพระราชาอยูแล้ว แต่ จึงรับสั่งให้ทหารจับเจ้าชายไปประหารชีวิต โดยการ ้ ่ เพราะเธอมักมากในรสรัก รสเสน่หาเป็นอารมณ์ โยนทิ้งเหว ก่อนที่เจ้าชายจะถูกจับโยนลงสู่ก้นเหว ได้ เช้าวันหนึ่ง รัตนาวดีแกล้งนอนป่วยอยู่ในห้องแล้ว ทรงเขี ย นจดหมายเล่ า เรื่ อ งทั้ ง หมด เพื่ อ ทู ล ให้ ออกอุบายให้หญิงคนใช้ไปทูลเจ้าชายให้มาเยียมภายใน พระมารดาทรงทราบ เมื่อเสร็จแล้วผูกจดหมายไว้ใน ่ ห้องนอน เพราะนางทราบดีว่า เจ้าชายเป็นคนหัวอ่อน ชายผ้าห่มแล้วก็มอบอาภรณ์ให้แก่เจ้าหน้าที่น�าไปทูล ว่าง่าย หากเจ้าชายทราบว่าตนป่วยไข้ไม่สบายก็จะต้อง ถวายพระนางปทุมวดีผู้เป็นมารดา มาเยี่ยมแน่นอน และก็เป็นอย่างที่นางคาดคิดไว้ เจ้า ฝ่ายพระนางปทุมวดี เมื่อได้รับจดหมายก็ทรงเปิด

×