Saeng Dhamma Vol. 37 No. 437 September 2011

801 views

Published on

วารสารแสงธรรม ออน์ไลน์ ปีที่ 37 ฉบับที่ 436 ประจำเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2554

Published in: Education
0 Comments
0 Likes
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

No Downloads
Views
Total views
801
On SlideShare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
1
Actions
Shares
0
Downloads
3
Comments
0
Likes
0
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

Saeng Dhamma Vol. 37 No. 437 September 2011

  1. 1. สื่อสองทาง สวางอ�าไพ แสงธรรม ทุกชีวิตมีปญหา พระพุทธศาสนามีทางแก วารสารธรรมะรายเดือนที่เกาแกที่สุดในอเมริกา ปที่ 37 ฉบับที่ 437 ประจ�าเดือนกันยายน พ.ศ. 2554 Vol.37 No.437 September, 2011Objectives :To promote Buddhist activities. สารบัญTo foster Thai culture and tradition.To inform the public of the temple’s activities. ContentsTo promide a public relations center for The Buddha’s Words............................................. 1 Buddhists living in the United States. Emptiness By Ven. Buddhadasa................................... 2 A taste of Freedom By Ven. Ajanh Chah........... 7เจาของ : วัดไทยกรุงวอชิงตัน, ดี.ซี. The Buddha’s Warning By Ven. Laung Ta Chi.................... 11ที่ปรึกษา : พระวิเทศธรรมรังษี Novice Summer 2011 ...................................................... 16กองบรรณาธิการ : ภาพกิจกรรมสามเณรภาคฤดูรอน 2011................................. 19 ดร.พระมหาถนัด อตฺถจารี ภาพกิจกรรมพระนวกะ ป 2011................................ 20พระสมุหณัฐิวุฒิ ปภากโร กิจกรรมโรงเรียนวัดไทยฯ ดี.ซี. พิธมอบสัมฤทธิบตร.............. 21 ี ัพระจรินทร อาภสฺสโรพระมหาเรืองฤทธิ์ สมิทฺธิญาโณ ปฏิบัติธรรมประจ�าเดือนกันยายน................................ 22พระสุริยา เตชวโร เสียงธรรม...จากวัดไทย........................หลวงตาชี 23พระมหาสราวุธ สราวุโธ ประมวลภาพกิจกรรมเดือนสิงหาคม........................ 30พระมหาประดูชัย ภทฺทธมฺโม เสียงธรรม...จากหลวงตาชี ...................................... 32พระมหาศรีสุพรณ อตฺตทีโป ทองแดนพระพุทธศาสนา ๒,๓๐๐ ป ดร.พระมหาถนัด 39พระมหาค�าตัล พุทฺธงฺกุโร สาระธรรมจาก...พระไตรปฎก ................................... 43พระอนันตภิวัฒน พุทฺธรกฺขิโต อนุโมทนาพิเศษ / Special Thanks............................ 45และอุบาสก-อุบาสิกาวัดไทยกรุงวอชิงตัน, ดี.ซี. Thai Temple’s News...............โดย ดร.แฮนดี้ 46 รายนามผูบริจาคเดือนสิงหาคม.....Ven.Pradoochai 49SAENG DHAMMA Magazine รายนามผูบริจาคออมบุญประจ�าปและเจาภาพภัตตาหารเชา...53is published monthly by รายนามเจาภาพถวายเพล / Lunch.............................54Wat Thai Washington, D.C. TempleAt 13440 Layhill Rd., ก�าหนดการวันสารทไทย... ...........................................62Silver Spring, MD 20906Tel. (301) 871-8660, 871-8661Fax : 301-871-5007 Photos taken byE-mail : watthaidc@hotmail.com Ven. Pradoochai, Ven. KhumtanHomepage : www.watthaidc.org Ven. Ananphiwat, Ven.SrisupornRadio Network : www.watthai.iirt.net Mr. Kevin & Mr. Sam2,500 Copies Bank & Ms. Golf
  2. 2. ถ้อยแถลง เทศกาลเขาพรรษาก็ไดผานมาแลว ๑ เดือนกวา ๆ องคสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจาทรงตรัสอภิณหปจจเวกขณะ คือบทพิจารณาเนือง ๆ เพื่อทรงเตือนใหเราทานทั้งหลาย ไดใชชีวิตดวยความเปนผูไมประมาทและขาดสติวา “วันคืนลวงไป ๆบัดนี้เราก�าลังท�าอะไรอยู” ดังนั้น ทุกชีวิตมีเวลาอันจ�ากัด จงอยาชารีบเรงท�าความดี อยางมากไมเกินรอยปก็จะตองละโลกนี้ไป อยาผลัดวันประกันพรุงที่จะท�าความดี เพราะถาสายเกินไปเมื่อไร ก็ตนเองนั่นแหละจะตองไดเสวยผลของการไมกระท�ากรรมดี ไมมีผูใดอื่นจะรับผลของความดีความชั่วที่ตนเองท�าไว เพราะความดีก็ตาม ความชั่วก็ตาม เปนสิ่งที่ท�าไดทุกเวลา แตจะท�าสองอยางพรอมกันไมได ตองท�าทีละอยาง จึงตองตัดสินใจเลือกวาจะท�าอยางไหน จะท�าความดีหรือจะท�าความชั่ว เดือนกันยายนของทุกป เปนเทศกาลงานท�าบุญวันสารทไทย โดยวันสารทเปนวันท�าบุญกลางเดือนสิบ คือวันแรม ๑๕ค�าเดือน ๑๐ ทีถอคติสบตอกันมาวา ญาติทลวงลับไปแลว จะมีโอกาสไดกลับมารับสวนบุญ จากญาติพนองทีมชวตอยู ดังนันจึงมี ่ ่ื ื ี่  ี่  ่ ี ี ิ ้การท�าบุญอุทศสวนกุศลไปใหญาติทลวงลับไปแลวในวันนี้ ขนมในวันสารทจะขาดเสียมิไดอยางหนึงคือ กระยาสารท เปนขนมที่ ิ ี่  ่ตองท�าดวยขาวตอกกวนกับน�าตาล ใสถวลิสง และงาลงไปดวย เปนตามประเพณี นอกจากนีบางแหงก็มี ขนมกง ขนมเจาะหู ้ ั่ ้ขาวตมลูกโยนก็มี ถึงแมวาในแตละทองทีจะมีชอเรียกทีแตกตางกัน เชน ภาคกลาง เรียกวา “สารทไทย”, ภาคเหนือ เรียก “งาน  ่ ื่ ่ทานสลากภัต” หรือ “ตานก๋วยสลาก”, ภาคอีสาน เรียก “ท�าบุญขาวสาก”, ภาคใต เรียก “งานบุญเดือนสิบ” หรือ “ประเพณีชิงเปรต” แตกมจดประสงคเดียวกัน คือ การท�าบุญกลางป เพือใหเกิดความเปนสิรมงคลแกตนเองทีมชวตผานพนเวลามาไดถง ็ีุ ่ ิ ่ีีิ ึกึงป และเปนการแสดงความกตัญูกตเวที ดวยการท�าบุญอุทศสวนกุศลใหแกบรรพบุรษผูทลวงลับไปแลว “ยามเปนอยูได ่ ิ ุ  ี่  พึงบุญกุศลของตน แมยามเมือเราวายชนม์ไดพงบุญกุศลของบุคคลเปนทีรก” ดังทีทานผูรไดกลาวไววา ่ ่ ึ่ ่ั ่   ู  “ อิทัง โน ญาตีนัง ทั้งหมูญาติ ขอประกาศยังกุศลมหาศาล ใหไดรับไดกุศลผลของทาน ใหเบิกบานทั่วหนาสถาพร ตนเดือนสิบชวงสารทประกาศบอก ลูกหลานออกท�าบุญเพื่อถายถอน ตอบแทนคุณบรรพชนไมตัดรอน ไดถายถอนตอบแทนทานเลี้ยงมา ” ในปนี้ วัดไทย ฯ ดี.ซี. ไดก�าหนดจัดงาน “วันสารทไทย” ขึ้นใน วันอาทิตย์ที่ ๑๘ กันยายน ๒๕๕๔ ตั้งแตเวลา๐๙.๐๐-๑๖.๐๐ น. มีกิจกรรมท�าบุญตักบาตรพระสงฆ ตักบาตรพระประจ�าวันเกิด ปดทององคหลวงพอด�า ฟงพระธรรมเทศนา บังสุกุลอุทิศสวนกุศลแกบรรพบุรุษที่ลวงลับ และออกรานจ�าหนายอาหารไทย สินคาไทย พรอมทั้งชมนาฏศิลปไทย-ดนตรีไทยของนอง ๆ นักเรียนวัดไทยฯ ดี.ซี. เหมือนเชนเคย อยาลืม ! ทายสุดนี้ ขอฝากบทกลอนสอนธรรม “แกซวยดวยธรรม”ที่พระวิเทศธรรมรังษี (หลวงตาชี) ประพันธไววา “คนใดมี พระธรรม ประจ�าจิต เปนนิมิต เครื่องหมาย คลายทุกขัง มีลาภผล สมบูรณ์ พูนพลัง แมมุงหวัง สิ่งใด ก็ไหลมา ขอเชิญชวน มวลประชา ทั่วหลาโลก ที่เศราโศก เพราะเคราะห์กรรม น�าวิถี จงช�าระ ชะลาง ลางไมดี ดวยความดี คือพระธรรม จ�าไวเอย” ขออ�านวยพรใหทุกทานเจริญรุงเรืองงอกงามไพบูลยในพระพุทธศาสนาโดยทั่วหนากันเทอญ คณะผูจัดท�า
  3. 3. แสงธรรม 1 Saeng Dhamma The Buddha’s Words พุทธสุภาษิต อุตฺติฏเฐ นปฺปมชฺเชยฺย ธมฺมํ สุจริตํ จเร ธมฺมจารี สุขํ เสติ อสฺมึ โลเก ปรมฺหิ จ. (๑๖๘)ลุกขึ้นเถิด อย่ามัวประมาทอยู่เลย จงประพฤติสุจริตธรรมเพราะผูประพฤติธรรม ย่อมอยู่เป็นสุข ทั้งในโลกนี้และโลกหนาArise! Be not negligent! Lead a righteous life. For onewho lives a righteous life dwells in peace here and hereafter.
  4. 4. แสงธรรม 2 Saeng Dhamma by Buddhadasa Bhikkhu http://www.what-buddha-taught.net/Books/BhikkhuBuddhadasa ...Continued from last issue...หน้าที่ของคน S o we may lay down the principle that in the grasping at and clinging to ‘I’, and ‘mine’ there is rupadhatu and arupadhatuหน้าที่ หนึ่ง ในฐานะ เป็นมนุษย์ and in their absence there is nirodhadhatu. Toต้องได้สิ่ง สูงสุด ก่อนเป็นผี reverse it one may say that if nirodhadhatu en-ตามที่คน ควรจะได้ อย่างไรดีไม่เสียที ที่เกิดมา ประสาคน ฯ ters the mind one sees only emptiness the state free of ‘ I’ and ‘mine’ manifests itself clearly. Ifหน้าที่ สอง ในฐานะ เพื่อนมนุษย์ another element enters one will see it as form,ต้องช่วยกัน สูงสุด หยุดฉ้อฉลไม่ช่วงชิง ประโยชน์ใคร มาใส่ตน smile, visible object, sound, smell, taste, tactileมุ่งเอาผล มีเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย ฯ object, feeling, memory, thought, consciousness and so on, the whole confusing crowd, each oneหน้าที่ สาม ตามฐานะ พล (ละ) โลกต้องช่วยกัน ดับโศก แห่งโลกหาย having a part to play in the arising of clinging, ifทำาโลกนี้ ให้น่าอยู่ ดูสบาย not as love then as hate.มีความหมาย โลกมนุษย์ สุดงามงด ฯ Thus we all have just two dominant moodsหน้าที่คน คนหนึ่ง มีถึงสาม - satisfaction and dissatisfaction. We are accus-พยายาม ทำาให้เข้ม เต็มกำาหนด tomed to only these two. We have only beenให้เสร็จสิ้น ก่อนตาย ให้เรืองยศ interested (in gaining that which is felt to be de-ให้ปรากฏ เป็นมนุษย์ ยอดสุดเอย... sirable and to ee from or destroy that which โดย... พุทธทาสภิกฺขุ is felt to be disagreeable. It is unceasing distur-
  5. 5. แสงธรรม 3 Saeng Dhammabance, the mind is never empty. For the mind to in sensuality they are attached to material formbe empty we must go beyond, overcome all the and unable to give it up.disturbing elements and come and dwell with So what else will one get attached to ifthe element of emptiness. one can free oneself from the attachment to Another way that the Buddha talked about materiality? One will attach to, the causally con-elements in order to show their properties was ditioned things that lie beyond it, i.e. all the ben-to make a threefold division. He spoke rst of e cial dhammas. We don’t have to talk of thenekkhamadhatu (the element of renunciation) harmful dhammas here, nobody wants them,as the cause for the withdrawal from sensual- but of the virtues and virtuous actions that oneity; secondly of arupadhatu as the cause for projects will earn one rebirth as a wonderful be-the withdrawal from materiality and thirdly of ing up in heaven. People dream about this end-nirodhadhatu as the cause for the withdrawal lessly. But being born in heaven is sankhata (afrom the conditioned. Seeing nekkhamadhatu, conditioned state). We are all so caught up inthe element of renunciation, is the cause for the being this and that kind of self and having thiswithdraw from sensuality because it is its antith- and that kind of possession of self. Being theesis. Seeing the element that is the antithesis self of an animal is no good so we want a hu-of sensuality is called seeing nekkhamadhatu. man self. Seeing that being a human is no goodBeing unconsumed by the re of sensuality is we want to become a celestial being. That’snekkhamadhatu. The mind that withdraws from no good so we want to become a brahma-god.sensuality is a mind that contains nekkhamadhatu. Seeing that being a brahma-god is no good we Beings that are able to free themselves from want to become a mahabrahma-god. There’s asensuality attach to the beautiful and pleasur- self there all the time, it’s all sankhata. Only onable things that are unconnected with gross sen- the discovery of nirodhadhatu can we withdrawsuality but are still in the realm of form, albeit from the conditioned. Thus nirodhadhatu is theon a re ned revel, as for example rishis, munis nal element it is the element of extinguishing.and yogis who get attached to the pleasures It is the utter extinguishing of ‘I’ and ‘mine’.of rupajhana (absorptions. of the Fine-Material If there is an absolute and nal extinction (an-Sphere). Or on a more mundane level perhaps upadisesanibbanadhatu) then one becomeswe see old people attached to antiques or ex- an arahant. If the extinction is incomplete (sa-quisite potted plants. Although these things are upadisesanibbinadhatu) then one becomes oneunconnected with the crudest sensuality, such of the lesser Noble Ones, for there is still a rem-people may be even more lost than those lost nant of ego, it is not the true ultimate emptiness
  6. 6. แสงธรรม 4 Saeng Dhammaof paramamsunnam. ta dwelt and passed His life in sunnatavihara. To summarize: we must know the dhatus, When He was teaching Dhamma His mind wasthe true constituents of all things. Please un- empty of “self” and “belonging to self”. Whenderstand them according to the main principle He was on alms - round or doing His daily taskswhereby there is rupadhatu: elements with form; His mind was empty. When He was resting orarupadhatu: elements without form; nirodhad- enjoying Himself in His free time [20]. He washatu: the element which is the extinguishing of dwelling empty of ‘self” and “belonging toboth the form and formless elements. We can self.” Thus He af rmed to Sariputta that, thecon dently assert that there is nothing outside Tathagata passed His life in sunnatavihara.the scope of these three words. Here we are not talking about the ordinary We are learning something about the Bud- unenlightened person but of the Great Man, ofdha’s science, the science, that encompasses the Buddha - how He lived and in what abode Hethe physical, mental and spiritual spheres. It en- dwelt. If you want to see the Buddha’s dwellingables us to have an utterly thorough knowledge place, don’t go thinking that it’s a building madeof all things that precludes any further grasping of bricks and mortar or something in India. Youat them. And it is this that must be the meaning should think of the abode called sunnatavihara orof emptiness for us. mahapurisavihara. It must be supremely empty. Now I’ll expand on a few points in order The supreme emptiness is not the mo-to round off our understanding of emptiness. In mentary ash that we may experience sittingthe Uppannasaka Sutta of the Majjhima Nikaya here, which has disappeared by the time we getthe Buddha calls sunnata ‘mahipurisavihara.’ home. Sunnatavihara refers to the ultimate emp-This translates as meaning that emptiness is the tiness and so another word is used, a rather longabode of the Great Man. The Great Man does one, paramanuttara-¬sunnata. It is composed ofnot have a wandering, restless mind that spins three words: parama + anuttara + sunnata, andthis way and that as does the mind of an ordi- means “supreme unsurpassable emptiness”. Innary man. The Great Man bas a mind that dwells the technical literature of Dhamma, this pointin emptiness, with emptiness, is itself emptiness. relates to the cetosama¬dhi devoid of nimittas,That being so, sunnata is the abode or temple [21] where the mind lacking any nimitta is ra-of the Great Man i.e. of the Buddha and the diantly pure to the extent of being free of thearahants. To say that emptiness is their abode asavas. This condition may be of a kind that canmeans that they live it and breathe it. be regressed from or it may be permanent. If at The Buddha stated that He, the Tathaga- any moment that there is the kind of cetosama-
  7. 7. แสงธรรม 5 Saeng Dhammadhi where there are no nimittas to be clung to the mind empty.as self or as belonging to self, then that radiant The term paramanuttarasunnata as usedmind, free of the asavas, is called paramanut- by the Buddha means the utter destruction oftarasunnata and is the natural, unforced state of greed, aversion and delusion, the grasping atthe arahants. and clinging to things as self or as belonging to self, and thus has the same meaning as sa- mucchedapahana or ‘ nal abandonment.’ Consequently when speaking of the highest level of sunnata the Buddha used this term supreme unsurpassable emptiness. If we gradually lower our eyes from this summit of emptiness we will be able to un- derstand its lesser levels. Directly below the peak of paramanuttarasunnata are the fol- lowing : nevasannanasannayatana If we unenlightened people are ever going akincannayatanato be true adepts we must be able to attain this vinnancayatanacetosamadhi. Even if we don’t end the asavas akasanancayatanaonce and for all it will be an occasional freedom pathavisannafrom them. It will be borrowing something of arannasanna.the Buddha and the arahants to have a look at Looking downwards from the summit it is hardso that we don’t lose heart. For that which is to understand so we will start from the bottomcalled emptiness or enlightenment or Nibbana and gradually raise our eyes to the peak.is both of the sort that is obtained absolutely To be continuedand nally and of the temporary, uncertain sortthat we ordinary folk may know. There is even athird sort, which occurs by coincidence. At timeswhen our surroundings are particularly condu-cive the mind may be empty for an hour or two.But the important thing is that we set our mindson practising to the best of our abilities to make
  8. 8. แสงธรรม 6 Saeng Dhamma I grew up knowing that I would one day become a monk, but I only knew that it was a rite of passage for becoming an adult. I didn’t realize how much I would learn. I was a novice monk before, and I thought it would be similar to that, but I was wrong. As monks, Eve, Bing, and I expected to learn chants, but we learned so much more. Even though I’ve been to Thailand a dozen times and have taken many culture classes, I learned a lot about Buddhism and Thai heritage. I reviewed the story of the Buddha, learned about “buhn” and “bahp” (merits and demerits), and was taught which actions were “mongkohn.” PHRA ATOM ZERFAS I have always known that Buddhism was about doing what was rightand giving up what you don’t need in life. I never realized it stressed impermanence so much.Ajahn Chah discusses how we should see certain aspects of life as a banana peel because ithas no affect on us. We don’t care for it. I’m generally a happy person, but there will alwaysbe things in life that can make us sad. Ajahn Chah talks about how poor situations are a partof life. “It is as it is.” Being introduced to his writings has really helped me keep a positiveattitude in life. The most important value that I feel that I’ve improved upon this week was respect.I’m constantly looking for ways to show respect for everyone, especially my parents. As much aseveryone respected me, as a monk, I want to show that same respect to them, no matter whothey are or what title I have. I really want to thank everyone for all their support. I’ll be working and hopefullytutoring math in the area, I’ll be sure to come around more often. :)คุณสุมนา - คุณณรงคศักดิ์ - คุณรัตนา และหลาน ร่วมท�าบุญถวายภัตตาหารเพลพระสงฆ ๒๑ ส.ค. ๒๕๕๔
  9. 9. แสงธรรม 7 Saeng Dhamma A Taste of Freedom On The Dangers Of Samadhi A Dhammatalk By Ajahn Chah http://www.accesstoinsight.org/lib/thai/chah/atasteof.html ...Continued from last issue... W ned, which in turn gives morality the strength hen the mind is rmly uni ed, hav- to increase in purity. As our morality becomes ing no sense impressions to disturb it, purer, this will help in the development of con-one can remain in that state for any length of centration. When concentration is rmly estab-time. There will be no painful feelings to disturb lished it helps in the arising of wisdom. Moral-us. When samadhi has reached this level, we can ity, concentration and wisdom help each other,leave it when we choose, but if we come out of they are inter-related like this. In the end thethis samadhi we do so comfortably, not because Path becomes one and functions at all times.we’ve become bored with it or tired. We come We should look after the strength which arisesout because we’ve had enough for now, we feel from the path, because it is the strength whichat ease, we have no problems at all. leads to Insight and Wisdom. If we can develop this type of samadhi,then if we sit, say, thirty minutes or an hour, On The Dangers Of Samadhithe mind will be cool and calm for many days.When the mind is cool and calm like this, it is Samadhi is capable of bringing much harmclean. Whatever we experience, the mind will or much bene t to the meditator, you can’t saytake up and investigate. This is a fruit of samadhi. it brings only one or the other. For one who has Morality has one function, concentration no wisdom it is harmful, but for one who hashas another function and Wisdom another. wisdom it can bring real bene t, it can lead himThese factors are like a cycle. We can see them to Insight.all within the peaceful mind. When the mind is That which can be most harmful to thecalm it has collectedness and restraint because meditator is Absorption Samadhi (Jhana), the sa-of wisdom and the energy of concentration. As madhi with deep, sustained calm. This samadhiit becomes more collected it becomes more re- brings great peace. Where there is peace, there is
  10. 10. แสงธรรม 8 Saeng Dhammahappiness. When there is happiness, attachment gate it, it’s not that we are aimlessly thinking orand clinging to that happiness arise. The medita- guessing away; it’s something that arises from ator doesn’t want to contemplate anything else, peaceful mind. This is called “awareness withinhe just wants to indulge in that pleasant feeling. calm and calm within awareness.” If it’s simplyWhen we have been practicing for a long time ordinary thinking and imagining, the mind won’twe may become adept at entering this samadhi be peaceful, it will be disturbed. But I am notvery quickly. As soon as we start to note our talking about ordinary thinking, this is a feelingmeditation object, the mind enters calm, and that arises from the peaceful mind. It’s calledwe don’t want to come out to investigate any- “contemplation.” Wisdom is born right here.thing. We just get stuck on that happiness. This So, there can be right samadhi and wrongis a danger to one who is practicing meditation. samadhi. Wrong samadhi is where the mind en- We must use Upacara Samadhi. Here, we ters calm and there’s no awareness at all. Oneenter calm and then, when the mind is suf - could sit for two hours or even all day but theciently calm, we come out and look at outer ac- mind doesn’t know where it’s been or what’stivity. [5] Looking at the outside with a calm mind happened. It doesn’t know anything. There isgives rise to wisdom. This is hard to understand, calm, but that’s all. It’s like a well-sharpenedbecause it’s almost like ordinary thinking and knife which we don’t bother to put to any use.imagining. When thinking is there, we may think This is a deluded type of calm, because therethe mind isn’t peaceful, but actually that think- is not much self-awareness. The meditator maying is taking place within the calm. There is con- think he has reached the ultimate already, sotemplation but it doesn’t disturb the calm. We he doesn’t bother to look for anything else. Sa-may bring thinking up in order to contemplate madhi can be an enemy at this level. Wisdomit. Here we take up the thinking to investigate it, cannot arise because there is no awareness ofit’s not that we are aimlessly thinking to investi- right and wrong.คุณยายยุพิน เลาหพันธุ เจาของราน Bangkok Garden ท�าบุญเลี้ยงพระฉลองวันเกิด ๒๑ ส.ค. ๒๕๕๔
  11. 11. แสงธรรม 9 Saeng DhammaWith right samadhi, no matter what level of refer to the mind, which has mindfulness andcalm is reached, there is awareness. There is full clear comprehension of the truth at all times.mindfulness and clear comprehension. This is When samadhi has been rightly developed,the samadhi which can give rise to wisdom, one wisdom arises like this. This is called “insight,”cannot get lost in it. Practitioners should under- knowledge of the truth.stand this well. You can’t do without this aware- There are two kinds of peace — the coarseness, it must be present from beginning to end. and the re ned. The peace which comes fromThis kind of samadhi has no danger. samadhi is the coarse type. When the mind is You may wonder where does the bene t peaceful there is happiness. The mind thenarise, how does the wisdom arise, from sama- takes this happiness to be peace. But happinessdhi? When right samadhi has been developed, and unhappiness are becoming and birth. Therewisdom has the chance to arise at all times. is no escape from samsara [6] here because weWhen the eye sees form, the ear hears sound, still cling to them. So happiness is not peace,the nose smells odor, the tongue experiences peace is not happiness.taste, the body experiences touch or the mind The other type of peace is that whichexperiences mental impressions — in all pos- comes from wisdom. Here we don’t confusetures — the mind stays with full knowledge of peace with happiness; we know the mind whichthe true nature of those sense impressions, it contemplates and knows happiness and unhap-doesn’t “pick and choose.” In any posture we piness as peace. The peace which arises fromare fully aware of the birth of happiness and un- wisdom is not happiness, but is that which seeshappiness. We let go of both of these things, we the truth of both happiness and unhappiness.don’t cling. This is called Right Practice, which Clinging to those states does not arise, the mindis present in all postures. These words “all pos- rises above them. This is the true goal of alltures” do not refer only to bodily postures, they Buddhist practice.ครอบครัว LIANE ท�าบุญถวายเพลอุทิศส่วนกุศลใหแด่คุณแม่ตัง ฮวง โงว ๑๕ ส.ค. ๒๕๕๔
  12. 12. แสงธรรม 10 Saeng Dhamma“...The Buddha laid down Morality, Concentra- ing the Middle Way of Dhamma, so he pointedtion and Wisdom as the Path to peace, the way them out in order to show the penalty involvedto enlightenment. But in truth these things are in both. Because we are still stuck, because wenot the essence of Buddhism. They are merely are still wanting, we live repeatedly under theirthe Path... The essence of Buddhism is peace, way. The Buddha declared that these two waysand that peace arises from truly knowing the are the ways of intoxication, they are not the waynature of all things...” of a meditator, nor the ways to peace. These ways are indulgence in pleasure and indulgenceThe Middle Way Within in pain, or, to put it simply, the way of slack- ness and the way of tension. If you investigate The teaching of Buddhism is about giving within, moment by moment, you will see thatup evil and practicing good. Then, when evil is the tense way is anger, the way of sorrow. Goinggiven up and goodness is established, we must this way there is only dif culty and distress. In-let go of both good and evil. We have already dulgence in Pleasure — if you’ve escaped fromheard enough about wholesome and unwhole- this, it means you’ve escaped from happiness.some conditions to understand something about These ways, both happiness and unhappiness,them, so I would like to talk about the Middle are not peaceful states. The Buddha taught toWay, that is, the path to escape from both of let go of both of them. This is right practice. Thisthose things. is the Middle Way. All the Dhamma talks and teachings of theBuddha have one aim — to show the way out To be continuedof suffering to those who have not yet escaped.The teachings are for the purpose of giving usthe right understanding. If we don’t understandrightly, then we can’t arrive at peace. When the various Buddhas became en-lightened and gave their rst teachings, theyall declared these two extremes — indulgencein pleasure and indulgence in pain. [7] Thesetwo ways are the ways of infatuation, they arethe ways between which those who indulge insense pleasures must uctuate, never arriving atpeace. They are the paths which spin around insamsara. The Enlightened One observed that all be-ings are stuck in these two extremes, never see- สุขสันตวนเกิดคุณยายเสริมศรี เชือวงศ ครบ ๘๔ ป ั ้
  13. 13. แสงธรรม 11 Saeng Dhamma The Buddha’s Warning Essays On The Dhamma By Luang Ta Chi Edited by Du Wayne Engelhart ...Continued from last issue... special meaning for all Buddhists as a holy andThe Meaning of Magha Puja miraculous day. This is why Buddhist commu- nities from all over the world join together to These are the primary subjects of discussion celebrate this very important day.that the Buddha presented during his discourseto the 1,250 arahants on the rst Magha Puja VIII. Be Aware of Your Thoughts;Day. He understood clearly that these monks The Buddha’s Warningwould travel far and wide spreading the Dham-ma and that they needed to be well prepared World peace would surely be achievedto be successful. To help them carry out their if all people in the world had a peacefulduties, the Lord Buddha laid the foundation mind . . ., that is, if their minds were freefor the proper actions for the monks to follow. from evil thoughts, evil speech, and evilThese important ideas describe the standard of action.conduct that all missionary monks should fol-low. These characteristics are so important to Rejoice when the mind is not negligent.help them carry out their duties of teaching the Guard the pure mind. Pull yourself out of situ-Dhamma that some people like to call Magha ations that can lead to de lement. Be contentPuja the “Dhamma Day.” with mindfulness. It was also on Magha Puja Day, forty- ve In present-day society many people turnyears after the rst such day, that the Buddha away from friendly warnings. Caught in individu-announced that three months later he would alism, they are not open to advice for whichgive up his body and enter the state of nal they did not ask. If we try to force our ideasnirvāna. One can see that Magha Puja has a upon them, they respond by closing both their
  14. 14. แสงธรรม 12 Saeng Dhammaears and their minds. their friends. Attracted by what is characteristic People often refuse advice because their of popular culture, teenagers falsely feel thatminds are eaten up by ill will, greed, hatred, and their youth excuses them from studying religiondelusion. This condition leads to malevolent or practicing meditation. They live only for thethoughts, speech, and actions, which, in turn, can moment, enjoying sensual pleasures such asproduce criminal behavior and social dif culties. drinking, dancing, and playing computer games.This chain of negative causality is not easy to Our young people are focused on establish-break because human beings tend to corruption. ing a career and making a name for themselvesOur human weaknesses and lack of awareness of- within an extremely competitive and individu-ten lead us down paths of wickedness where we alistic society. For most, however, spend-are sunk in ill will, greed, hatred, or delusion. ing time studying religion is not thought to be Of these four negative tendencies, greed is worthwhile. Sadly, this careless way of lookingeverywhere. It runs through our society, affect- spreads through the thinking of our youth.ing personal relationships and threatening spirit- Once in a while, however, some youth ex-ual growth. We must with continued determina- perience a breakthrough and change their at-tion listen to the Buddha’s warning to be always titudes toward religion. This usually happensmindful of every thought, guarding against the when they come face to face with their ownevil in uence of greed, and trying hard to root mortality as the result of an accident or a seri-out all greedy thoughts. ous illness. Having to deal with a crisis, these youth come to understand the importance of1. Always Being Mindful religion and commit to changing their ways. It is, of course, good that these few become aware One of the most important teachings of the of their thoughts and pay attention to religion,Dhamma is to stay mindful of your thoughts, but this is not enough. As a people, we needspeech, and actions. Following this principle to be open to spiritual growth on all levels, inleads to happiness and safety in any situation. good times and in bad, and in sickness and inHowever, people usually tend to be careless health. As youth, we form our personalities andabout their thoughts. develop the morality and guiding principles nec- Careless thinking and action are especial- essary to help us get through the storms of adultly common among today’s youth. Our youth life. Therefore, we must not put religious teach-seem satis ed with everything as long as they ings and practices on hold until later life. In hishave good health. They are not motivated to teachings on mindfulness, the Buddha warns usincrease their merit or to improve themselves that we cannot put our lives on hold because,in any way not determined by the latest fads of in the long run, we cannot avoid death:
  15. 15. แสงธรรม 13 Saeng Dhamma - Death gives no prior warning to anyone. ephant. Concerned about the dif culty of the - No one knows the place, the date, and job, the trainer called the king’s soldiers to helpthe time of his death. him. He ordered the soldiers to act as if they - Only a few people can reach the age of were going to attack. Frightened by the soundsone hundred. of battle, Pavaraka could not stand still. In an at- - All of us have to die some day, regard- tempt to protect himself, the elephant used allless of age, sex, or social status. his strength and courage to run away from the - Those who live lives of sensual grati - oncoming army. Empowered by his increasedcation and remain unaware of their own mor- inner strength caused by fear, Pavaraka was abletality are careless people. to pull himself free from the mud-hole trap. Their interest attracted by the story, the Because our time on earth is limited, the bhikkhus asked the Buddha what lesson theyBuddha reminds us to use this time wisely and should draw for their own lives. The Buddha an-not to procrastinate. He also calls on us to be swered that the elephant fell into the mud holecontinuously mindful. His warning not to be because he was not mindful of what he was do-negligent means we should be attentive and ing. Similarly, bhikkhus can be captured by de-careful in everything we do—in our actions, lements if they are not constantly careful andspeech, and thoughts. The Buddha calls us to attentive. Bhikkhus must follow the elephant’srejoice and to not want anything more than our example and work hard to free themselves frommindfulness. the chains of the de lements. When bhikkhus become free from the de lements, they are no2. The Parable of Pavaraka longer open to temptation by thoughts of ill will, greed, hatred, and delusion. The parable that best shows the Buddha’s The Buddha’s warning is directed in par-teaching on mindfulness is the story of Pavara- ticular at bhikkhus, especially those who live inka, a powerful elephant belonging to King Ko- monasteries, because if they are negligent, theysol. King Kosol was famous as the conqueror risk damaging relationships with their associatesof a small Indian country during the Buddha’s and their followers. Like the elephant, bhikkhuslifetime. Pavaraka had helped the king to win must use all their strength and courage to bemany wars, but now he was getting old, and his good disciples and good spiritual leaders forstrength was getting less and less. One day, as their communities.Pavaraka was looking for food in the jungle, he Although the Buddha is especially con-fell into a mud hole and could not get out. The cerned about the well-being of his disciples,king ordered Pavaraka’s trainer to rescue the el- he is also concerned about the well-being of
  16. 16. แสงธรรม 14 Saeng Dhammahis followers. Since the Buddha believes that ing bait on the hook. If they were fully awaremost people are under the in uence of ill will, of the deadly hook hidden inside, they wouldhe warns us to be always on guard against evil carefully avoid these traps. Meditation raisesthoughts that can hurt the purity of our minds. our consciousness to recognize and stay awayTo make our own well-being certain and to free from such fatal traps. The unguarded mind isourselves from unwholesome thoughts, we like jewelry without a box, open to attack frommust be ever mindful of where our thoughts are all sides. We must guard our minds carefullyleading us. because life in this world is full of delusion and Our thoughts often wander back to the easily moved one way or the other by eventspast or ahead to the future. When we are at that happen, by status in society, by praise,home, our minds can wander out to a movie or by happiness. If we are caught by what istheater or gambling casino, or they may get in- characteristic of modern society and fail to stayvolved in useless conversation. Sometimes our continuously mindful, we become partners withthoughts concentrate on a particular individu- greed and become captured by our delusions.al and follow that person everywhere. Some So keep careful guard and watch out for thepeople let their minds wander all day long and thief who comes hidden as greed to endangernever get anything done. These thoughts going to the pure mind.back and forth can lead us to confusion and un-necessary worry. Thus, we must get control of 3. Greedour thoughts. We need to follow our thoughtswhenever they wander and bring them back What is greed, and how do we show itshome. We need to concentrate our thoughts true character? According to the Oxford Englishand train our minds by staying constantly aware, Dictionary, greed is the excessive desire for foodattentive, and mindful. or wealth. Because it furthers immoderation, Staying constantly aware is not easy. The greed endangers everything in our lives. Like anmind wanders all the time. It is very, very hard addiction, greed makes us ugly and a danger-to stop thinking. If we do not want the mind ous to others. Greedy persons will do anythingto wander, we must be mindful as regards fol- to get what they want. Their reasons for ac-lowing our thoughts without ever stopping. The tion are always without love, and they neverminute our minds start wandering, we must pull think about how their actions will affect others.them back in. We are like shermen out to They will lie, cheat, steal, and even kill to getcatch the mind and bring it back to where is can more wealth. When greed enters the mind, thebe useful. Those who are addicted to sensual person’s mental health is greatly harmed. Sopleasure are like the sh attracted to tempt- be ever mindful of your thoughts. Do not let
  17. 17. แสงธรรม 15 Saeng Dhammayourself get involved with greed. Greed is the gence in guarding against allowing greed to settleenemy of good because it destroys our sense of into our hearts and minds. We defend ourselveswell-being. against the unwelcome advances of greed by Refraining from greed in a world that is becoming more charitable as regards our time,more and more directed toward the consumer skills, and possessions. By sharing our efforts,is not an easy job. Many people believe that skills, and belongings with others, we lessen thethe only way to get wealth is to submit to greed. likelihood of being tempted by greed. FollowBut I am here to tell you, my friends, that you these instructions wisely and keep the voice ofcan become wealthy without becoming greedy. Dhamma within you, and you can become aHow do you do this? That is the sixty-four mil- truly wealthy person.lion dollar question. The rst step is to understand that greed is 4. Conclusion.not the key to wealth. Greed is, in fact, the op-posite: it is the enemy of wealth. So it you truly The previous discussion helps show thewant to be wealthy, you must not be greedy. The Buddha’s warning to be diligently aware of ourpath to wealth requires hard work. There are no thoughts. If we fail to listen or if we hardenshortcuts. You work hard by taking care of your our hearts and minds, we set ourselves up forjob and being a good employee. You take care failure. As the Buddha advised the bhikkhus inof your job by becoming a diligent person who the parable of Pavaraka, we must actively tryknows how to earn a living within a moral value to pull ourselves out of the trap of the de le-system. Diligent people know how to plan the ments. We must diligently control negativespending of their income to cover their expenses thoughts, which lead to greed, hatred, criticismwhile also saving for a rainy day. Be diligent in of others, prejudice, abuse, and gossip. Theseyour work and diligent in your mindfulness. To are the most common traps that catch peoplepreserve freedom from greed, the Buddha calls of all races, ages, and genders. If we stay mind-on us to stay continually aware of our thoughts ful and spread loving-kindness to all people inand to follow these principles: all situations, we will automatically stop any - Keep saving with diligence and not with tripping that interrupts spiritual growth. If wegreed, and associate with the wise. have already stumbled or have, in fact, fallen - Limit expenses to what is necessary in down because of our addictions, we can freeorder to open the possibility of future wealth. ourselves immediately by promising never again - Do not enslave yourselves to greed. to be enslaved by the de lements. As we become more aware of our thoughts To be continuedand better understand the causes and effectsassociated with greed, we develop more dili-
  18. 18. แสงธรรม 16 Saeng Dhamma Novice Summer 2011 with their experience on Meditation Jason Wattanarungsikajora Becoming a novice was on my own free will, most of it at least. Meditation provided a path to haring inner peace. Although my entire legs hurt from spending what seemed like a Hellish 20 minutes sitting on a cold temple oor; it opened my mind to the thing that brings joy to my life. I focused entirely on them and why they are important to me, what makes them spe- cial and why I miss them. In my thoughts, when I became a novice, it was a mental and physical relieffor my family. It’s not because I’m a bad child, it’s because even they should take a break fromthe demands of a teenager like myself. But it also creates problems for me. I miss both them,and my friends that I always spend time with. However, in return to this choice I am able tobless those that have supported me throughout my life, both those back at home and others thatbring delicious food everyday. Bhumipat Chandarasrivongs 1) My experience on meditation was very hard but then when you get use to it you feel peaceful. There are 4 types of meditation; rst type, is sitting meditation, second, is walking meditation, third, is sleeping meditation and forth, standing meditation. Meditation makes you feel very peaceful. The hardest is walking because it hurts your feet. My favorite is sitting meditation because it helps to challenge you to sit still in place.
  19. 19. แสงธรรม 17 Saeng Dhamma 2) I think that when you become a novice your parents get a lot of Boon and success.You also make your parents happy and when your parents happy you also get Boon. When yourparents get Boon they have a lot of good things in life are more success. Sky Kantawat Malasai 1) My experience on meditation is a part of me becoming a novice. There are four types of meditation that I know of. Sitting meditation – the kind of meditation that we are all familiar with. Just sit down, relax and concentrate on spiritual enlightenment. My thought: sleepy. Walking meditation – walking around and enjoying the beauty of nature. It’s tiring sometimes but I deal with it. Standing meditation – I have no experience with this. Lying medita- tion – commonly called sleeping. Lying down and focusing on the movementof the abdomen. 2) I think that becoming a novice made my parents and family proud and happy. My wholefamily will get blessings from my deeds. Tango Khoohatong 1) How are my experiences on meditation? There are four types of meditation: sitting, walking, standing, and lying (sleeping). While I am doing sitting meditation, I sit with my legs crossed “criss- cross apple-sauce” style. Then, I lay my hands on my lap, right over left, and close my eyes. I focus on my breath while I am doing this for, usually, 15 minutes, for walking meditation, I walk slowly with my hands holding one another and only looking one to three meters ahead. For this, Ifocus on the movement of my feet and legs. Standing meditation uses the same posture as walkingmeditation except your eyes are closed and your concentration is on breathing. Lying meditation,commonly called sleeping meditation, involves lying on your back with your hands over your abdo-men. You focus on the movement of your diaphragm. Meditation is a good way to bring peace tomind. 2) What does becoming a novice do for my parents? Me becoming a novice lets me share blessings and merits with my family.
  20. 20. แสงธรรม 18 Saeng Dhamma Louis Prungthunyapluek 1) There are 3 types of meditation: sitting, sleeping, and walking. My fa- vorite is the sleeping meditation where you lay at on the oor with both hands over your abdomen. Then you concentrate on the motion of your inhale and exhale. The sitting meditation is where you sit on the oor and put your hands (right over left) across your lap. Then you close your eyes and all you will see is the back of your eyelids. The goal is to focus on your breathing and the movement of your abdomens. The nal type of meditationis walking meditation. You have to slowly walk at a constant pace while focusing on the movementfrom your head to your toe. 2) When I became a novice monk, I had to earn a lot of merits and give them to myparents. Every morning my Mom would come to the temple and give me food, then after I ateI would pray for her and all the people that helped with the meal. Also, when I rst became anovice monk, I wasn’t so calm and I was a little stressed. Now I am more calm and know howto deal with stress unlike before. This is what I had to do for my parents. Bank Viriya 1) The experience on meditation is that when you meditate you have to concentrate on breathing. Walking meditation, you have to concentrate on walking. When you’re lying down you have to concentrate on just lying there. Those are the new experiences on meditation. It makes you feel peaceful. Those are also the 3 types of meditation. 2) I learn a lot about the Buddha. For example, the Buddha wanted to nd his problems for 6 years but didn’t nd the answer. Then he did the thingshe saw other people do and nally found his answer. Then he became the Buddha from doing that. 3) I gave my mother Boon so that when she pass away she can go to heaven. I alsogave my parent money and made them happy for being a novice. My mom told me that the foodshe gives to the monk she eats the same thing in heaven. When I was a novice the 1st and 2ndtime she came to give us food for breakfast and lunch.
  21. 21. แสงธรรม 19 Saeng Dhamma บรรพชาสามเณรภาคฤดูรอน ประจำาป ๒๕๕๔ ้กิจกรรมการฝึกอบรมกาย วาจา ใจ “เรียนรู้พระธรรมวินัย ใฝ่ใจท�าสมาธิภาวนา แผเมตตาเป็นนิจ”
  22. 22. แสงธรรม 20 Saeng Dhamma พิธีอุปสมบท ณ วัดไทยฯ ดี.ซี. / ๑๔ ส.ค. ๒๕๕๔พระสคุณ ปภสฺสโร - พระณัฐพงษ์ ปฺญาวโร - พระ ATOM ญาณพโล
  23. 23. แสงธรรม 21 Saeng Dhamma วันกีฬาครอบครัวสัมพันธ์ ๑๔ ส.ค. ๒๕๕๔พิธมอบสัมฤทธิบตร ร.ร. วัดไทยฯ ดี.ซี. ๒๑ ส.ค. ๕๔ ี ั
  24. 24. แสงธรรม 22 Saeng Dhamma ขอเชิญทุกท่านร่วมนมัสการพระสารีรกธาตุ ณ อุโบสถ วัดไทยฯ ดี.ซี. ิ Those who are interested in Thai Theravada Buddhism and members of the general public are cordially invited to Wat Thai, D.C., Temple to pay their respect to or simply view the Buddha relics on display in the chanting hall. ปฏิบัติธรรมประจ�ำเดือน กันยำยนณ วัดไทยกรุงวอชิงตัน, ดี.ซี. 17 กันยายน 2554 ศึกษาและปฏิบัติธรรมตามแนวพระไตรปฎก � สาธยายพระไตรปฎก ภาษาบาลี � ฟงบรรยายธรรม - ธรรมสากัจฉา � เจริญจิตตภาวนา - แผ่เมตตา พรอมกันบนอุโบสถศาลา เวลา 9.00 A.M.
  25. 25. แสงธรรม 23 Saeng Dhamma เสียงธรรม.. จากวัดไทย พระวิเทศธรรมรังษี (หลวงตาชี) ยํ ยํ ชนปทํ ยาติ นิคเม ราชธานิโย สพฺพตฺถ ปูชิโต โหติ โย มิตฺตานํ น ทุพฺภติ. ผูไมประทุษรายตอมิตร ไปสูแวนแควน ตําบล หรือ เมืองหลวงใด ๆ ก็ตาม ยอมมีผูบูชาในที่ทั้งปวง ก อนจะเขาสูประเด็น “นกมีขน คนมีเพื่อน” เรา ก็จะตองท�าความเขาใจในเรืองตรงกันขามเสียกอน ่คือ “นกไมมีขน คนไมมีเพื่อน” ตามธรรมชาติธรรมดา จะมาผอนแรง แสดงวาคนไมมีเพื่อน ก็เสมือนนกกระเรียน ปกหักตกลงในปลักขึ้นไมได ก็รอแตวันตายจะมาถึงเทานั้น เอง คนไมมีเพื่อนจึงเปนภัยแกตัวเอง ดังนั้น เกิดมาเปนคนนกทุกประเภททุกชนิด ทุกขนาด ตามธรรมชาติของนกแลว แลวจะตองมีเพื่อน มีมิตร ชีวิตจึงจะมีความเจริญกาวหนาจะตองมีขนดวยกันทั้งนั้น ถานกตัวไหนไมมีขน ก็แสดงวา เกิดเปนคน อยูคนเดียว ก็เปลี่ยวจิตนกตัวนั้นเปนนกผิดปกติ เปนนกผิดธรรมชาติก็ไมอาจจะ จ�าตองคิด มีสหาย ไวเปนเพื่อนด�ารงชีวตอยูไดตามปกติ เพราะขาดปจจัยส�าคัญไปนันก็คอ ิ  ่ ื เมื่อเราผิด จะไดมิตร ไวคอยเตือนขน นกไมมขนสงผลใหเกิดภัยอันตรายแกตวของนกเอง จะ ี ั ควรมีเพื่อน มีสหาย ไวชวยงานบินไปไหนก็ไมได ผลสุดทายก็รอวันตายจะมาถึง สวนคน ตอไป ก็เขาสูประเด็น “นกมีขน คนมีเพือน” เพือศึกษา  ่ ่ไมมีเพื่อนก็เหมือนตาลยอดดวน ลวนไมมีความเจริญ หาความรูกันตอไป แนนอนนกตองมีขน ไมวาจะเปนนกกาวหนาในชีวิตเพราะไมมีมิตร ไมมีเพื่อนคอยเตือน คอย ประเภทไหน เล็กหรือใหญขนาดไหนก็ตองมีขนดวยกันทั้งชวยเหลือ เมื่อมีกิจอะไรที่ตัวคนเดียวท�าไมได ก็ไรเพื่อนที่ นั้น เพื่อเปนหลักประกันแหงการด�ารงชีวิตอยูดวยความ
  26. 26. แสงธรรม 24 Saeng Dhammaปลอดภัยของบรรดานกทังหลาย นกจะด�ารงชีวตอยูไดดวย ้ ิ   เปนเพือนมนุษยดวยกัน เปนตน สวนคนทีรวมสุขรวมทุกขกน ่  ่ ัความปลอดภัย ก็ตองอาศัยขนเปนปจจัยส�าคัญในอันจะบิน  จริง ๆ เรียกวา “สหาย” นีคอความหมายตามอักษร สุขก็สข ่ื ุไปไหนดวยความสะดวกสบาย เปนอุบายใหด�ารงชีวิตอยู ดวยกัน ทุกขกตองทุกขดวยกัน มันจึงจะเปนสหายกันได ถา ็ ดวยความเปนสุขปราศจากทุกขโดยประการทังปวง ลวงพน ้ ตรงกันขามมันก็ไมใชสหาย กลายเปนเกลอ พวกเกลอนีเ้ ผลอจากปญหานานาประการเพราะการมีขนเปนเครืองเชิดชูเพือ ่ ่ ไมได เผลอเมือไร ไดเรืองทุกที่ เคยไดยนไดฟงคนโกงกันไหม ่ ่ ิ การด�ารงชีวตอยูของนกทังหลาย เอาละ ! เรือง “นกมีขน” ิ  ้ ่ ละ นันแหละฤทธิของเจาเกลอมันละ พากันจ�าเอาไว “เพือน ่ ์ ่ขอกลาวโดยยอพอเปนตัวอยางแตเพียงเทานี้ เรื่องที่จะ กินเพือนกัน เพือนรูไมทน เพือนกันมันก็โกงกิน” ่ ่  ั ่กลาวโดยพิศดารก็คือเรื่องของ “คนมีเพื่อน” มนุษยเปนสังคมนิยมอยูกันแบบมีเพื่อน มีมิตร มีสหาย อีกนัยหนึ่ง ค�าวา “สหาย” นี้ ทานกลาวไววา สหายจนกลายเปนพรรคเปนพวกขึนในภายหลัง ความหวังทีตอง ้ ่ เปนมิตรของบุคคลผูมีกิจเกิดขึ้นบอย ๆ หมายความวามีเพื่อน มีมิตร มีสหาย ก็เพื่อเปนอุบายหาทางชวยเหลือ บุคคลผูมีความตองการ มีธุระกิจการงานเกิดขึ้นบอย ๆกิจการของกันและกันในคราวจ�าเปน เพราะงานบางอยาง สม�่าเสมอ เกิดขึ้นไมขาดสาย สหายเปนมิตรรวมท�ากิจกับคนเราอาจจะท�าคนเดียวไดส�าเร็จ แตงานบางอยางอาจ บุคคลประเภทนี้ รวมความแลวสหายกับมิตรมีความใกลชด ิเหลือก�าลังของคน ๆ เดียวจะท�าได ตองอาศัยก�าลังของคน กันจนแยกไมออก บอกไดวาสหายก็คอมิตร มิตรก็คอสหาย  ื ืหลายคน งานนั้นจึงจะส�าเร็จไดดวยดี ดวยเหตุนี้ คนเราจึง ดังธรรมบรรยายวาจ�าเปนตองมีเพื่อน มีมิตร มีสหาย จนกลายเปนคานิยมขึ้น สหาโย อตถชาตสส โหติ มิตต� ปุนปปุน�ในสังคมทั่วไป คนไหนไมมีเพื่อนก็เสมือนเปนคนมีปมดอย สย� กตานิ ปุญานิ ต� มิตต� สมปรายิก�.ในทางสังคม ขาดความนิยมนับถือในระหวางเพื่อนฝูง ค�า สหายเปนมิตรของคนมีธุรกิจความตองการเกิดขึ้นวา “เพื่อน” ไดแกคนที่อยูรวมกัน เชน รวมอยูรวมกิน รวม บ อ ย ๆ บุ ญ กุ ศ ลที่ ต นท� า ไว ดี แ ล ว จะเป น มิ ต รในการรวมงาน รวมคิดรวมท�า เปนเพื่อนรวมคิด เปนมิตรรวม สัมปรายภพภายภาคเบื้องหนา โลกหนาท�า รวมไปถึงคนที่ชอบพอกัน มีสัญชาติ เชื้อชาติเดียวกัน ชีวิตของคนเราจะกาวหนา ถอยหลัง โดงดัง จมดิ่ง สิ่ง
  27. 27. แสงธรรม 25 Saeng Dhammaแรกที่สุด ก็คือการคบเพื่อน ผูกมิตร มีสหาย ทางศาสนา ได ขืนคบไปก็มีแตความลมจมฉิบหายเรียกวา “เสวนา” ไดแกการซองเสพสมาคมไปมาหาสู รวม คนปอกลอก มีลักษณะ  คืออยูรวมกิน รวมการรวมงาน และรวมอะไรอีกมากมาย ๑. คิดเอาแตไดายเดียวบรรยายกันเองก็แลวกัน สรุปลงในเพื่อนรวมผิด มิตรรวม ๒. เสียแตนอยคิดเอาใหไดมากพูด สหายรวมท�า กิจกรรมของคนเราโดยสรุปแลวมีเพียง . เมื่อมีภัยแกตัว จึงรับท�ากิจของเพื่อน๓ อยาง คือ คิด พูด ท�า การคบหาสมาคมกันนี้แหละมี ๔. คบเพื่อน เพราะเห็นประโยชน์ของตัวบทบาทส�าคัญมากตอการด�าเนินชีวิตของคนเรา มีเพื่อนดี คนปอกลอก ฟงดูแตชื่อก็นากลัว ทั้งปอกทั้งลอกแลวก็เปนศรีแกตัว มีเพื่อนชั่วก็พาตัวิบหาย อุบายแหงการ อยางนี้จะคบไดอยางไร ขืนคบไปก็เหลือแตกระดูก ถูกแลวคบเพื่อนนี้ สมเด็จพระมหามุนีทรงรับสั่งไววา ที่พระทานสอนไมใหคบคนปอกลอกเปนสหาย ดูราย อเสวนา จ พาลาน� ปิตานจ เสวนา ละเอียดคนปอกลอกกันใหดี ก็เหมือนคนอัปรียไมมผด คิด  ีิ ปูชา จ ปูชนียาน� เอตมมงคลมุตตม�. เอาแตไดฝายเดียว ไมเหลียวแลประโยชนของเพื่อน คน การไมคบคนพาล ๑ การคบบัณิต ๑ การบูชา อะไรเห็นแกตัว ท�าชั่วเพราะความอยาก จะเอาใหมาก แตบุคคลที่ควรบูชา ๑ ทั้งสามนี้เปนมงคลสูงสุด เสียใหนอย ไมคอยจะให มีแตจะเอา เสียใหนอย คิดเอา นี่คือหลักในการคบเพื่อน การมีเพื่อน ที่พระพุทธองค ใหมาก อยากไดจนเกินควร เมื่อจวนตัวจึงรับท�ากิจของทรงเตือนไว ดังนั้น ถาเราจะคบหาสมาคมกับใคร ก็ควร เพื่อน คบเพื่อนเพราะเห็นแกประโยชนของตัว นี่คือความพิจารณาหนาหลังใหดีอยาผลีผลามคบใครตามความพอใจ ชั่วของคนปอกลอก บอกใหพิจารณาเวลาจะคบกับใคร ๆของตน เดียวจะสงผลใหเกิดปญหาในภายหลัง ตองระวัง ใหน�าลักษณะที่กลาวมานี้พิสูจนดู ก็จะรูทันที่วา เปนคนใหมาก “เพื่อนกินหาได แตเพื่อนตายหายาก” ขอฝาก ควรคบ หรือไมควรคบค�าพังเพยของคนโบราณนี้ เพื่อน�าไปใชในการคบเพื่อนจะไดเตือนใหระมัดระวัง หวังวามนุษยในยุควิทยาศาสตรกาวหนา เทคโนโลยี ระบบอินเตอรเน็ตน�าสมัย คงจะไมเยาะเยยไยไพในขอเสนอแนะอันเปนของคนโบราณนี้ เพือ ่เปนการงายในการพิจารณาปญหาเรื่องการคบเพื่อน ก็ขอน�าหลักใหญ ๆ ในเรืองมิตรสหายมาบรรยายใหทานทังหลาย ่  ้ไดรับฟงดังตอไปนี้ เพื่อน สหายในฝายไมดีเรียกวา “มิตตปิรูป” แปลวาคนเทียมมิตร ไมใชมิตรแท เปนมิตรเทียมมี  จ�าพวก คือ ๑. คนปอกลอก คนดีแตพูด มีลักษณะ  คือ ๒. คนดีแตพูด ๑. เก็บเอาของลวงแลวมาปราศัย . คนหัวประจบ ๒. อางเอาของที่ยังไมมีมาปราศัย ๔. คนชักชวนในทางิบหาย . สงเคราะห์ดวยสิ่งที่หาประโยชน์มิได บุคคลทั้ง  จ�าพวกนี้ ไมใชมิตร ไมใชเพื่อน เปนแตคน ๔. ออกปากพึ่งไมไดเทียมมิตร (เปนกาฝาก) จึงไมควรคบ เปนคนประเภทคบไม คนดีแตพูดหรือพวกปากมาก เปนคนอีกประเภทหนึ่ง
  28. 28. แสงธรรม 26 Saeng Dhammaที่พึงระวัง คนเราพังเพราะเพื่อนประเภทนี้มากตอมากแลว เราท�าดี เขาคลอยตาม นั้นงามมากดีแตพูดถึงเรื่องในอดีตและอนาคต ก�าหนดอะไรลงไป แตก็อยาก เตือนจิต มิตรสหายแนนอนไมได พูดอยางลม ๆ แลง ๆ แสดงถึงเรื่องที่ผานมา อยางหลงใหล ค�าสอพลอ พอยอดชายวา ถาเพื่อนไดพบกันอดีตที่ผานมา ปานนี้เพื่อนก็สบายไป เดียวจะตาย ตกตนยอ คอกระเด็นแลว เสียใจทีสมัยนัน เพือนกับฉันไมไดพบกัน แตไมเปนไร ่ ้ ่ คนชักชวนในทางิบหาย มีลักษณะ  คือตอไปในอนาคตขางหนา ฉันหวังวาจะมีโอกาสชวยเหลือ ๑. ชักชวนดื่มน�้าเมาเพือนอยางเต็มที่ มีอะไรในอนาคตขางหนาบอกมาเลยเพือน ่ ่ ๒. ชักชวนเที่ยวกลางคืนรัก ฉันจักชวยดวยความจริงใจ เห็นไหมละ ลมปากของ . ชักชวนใหมัวเมาในการเลนคนดีแตพูด มันหวานอยางนี้ ระวังใหดี อยาคบคนดีแตพูด ๔. ชักชวนเลนการพนันเปนเพื่อน เตือนตนเองเสมอ อยาเผลอเปนอันขาด เดียว คนชักชวนในทางิบหาย ไดแกเพื่อนที่ฉุดกระชากจะพลาดทาเสียที คนดีแตพูด...? ลากเราใหตกต�า แทนที่จะชักชวนไปในทางศีล ทางธรรม ่คนหัวประจบ มีลักษณะ  คือ กลับชักน�าใหตกต�า ชวนไปดื่มน�้าดอง ่ ๑. จะท�าชั่วก็คลอยตาม ของเมา เหลาสุรา เที่ยวบารเที่ยวผับ ๒. จะท�าดีก็คลอยตาม บังคับใหมัวเมาลุมหลงในการละเลน . ตอหนาวาสรรเสริญ ตาง ๆ นานา อันเปนยาเสพติด ชนิด ๔. ลับหลังตั้งนินทา เลิกไมได ชักชวนใหเลนการพนันขันตอ คนหัวประจบ หรือพวกประสบ ก อ ให เ กิ ด ความฉิ บ หาย ท� า ลายสอพลอปอปนนี้ ก็ควรระวังกันใหดี ทรัพยสินเงินทองของมีคา เวลาไดก็อย า ผลี ผ ลามเห็ น ตามที่ เขาประจบ ดีใจ เวลาเสียไปก็เกิดทุกข มีแตเรื่อง ทุกข ๆ ทั้งนั้น ที่เพื่อนผลักดันใหเราทุ ก อย า งไป ค� า ก็ ย อ สองค� า ก็ ย อ ฉิบหาย นีแหละทานทังหลายคือเพือน ่ ้ ่ประจบสอพลอ ไมวาเราจะท�าชั่ว ที่กดเราใหต�่าลง ดวยการชักชวนใหหรือท�าดี เพื่อนประเภทนี้เรียกวา ท�าความชั่วตาง ๆ ดังกลาวมา “คนเปนเพื่อนยุใหเราตกตนยอตาย อยา ป อ ก ล อ ก , ค น ดี แ ต  พู ด , ค น หั วไปหลงงมงายเชื่อตามลูกยอที่หมอยกให ตอหนาก็วาค�า ประจบ,คนชักชวนในทางิบหาย” ตามที่บรรยายมาสรรเสริญแตพอลับหลังก็ตั้งค�านินทา ทังหมดนี้ เปนคนไมดี ไมใชมตร ไมใชเพือน เปนแตคนเทียม ้ ิ ่ สรรเสริญ เยินยอ ยอมลอใจ มิตรเทานั้น ดังนั้น จึงไมควรคบหาสมาคมดวย ไมวาจะ ใหหลงใหล ทุจริต ผิดกุศล เปนเพือนรวมคิด เปนมิตรรวมพูด เปนสหายรวมท�า ใหเวน ่ ใครชมยอ ก็ยอมยก กระดกตน โดยเด็ดขาด ถาพลาดทาเสียที ก็จะกลายเปนผีในรางมนุษย ระวังคน ยกยอ จะลอเรา จ�ากันไวใหดี อยาผลีผลามเชื่อตามคนพวกนี้ นี่คือลักษณะของคนหัวประจบ อยาคบเปนเพื่อนพระ ตอไปนี้เปนประเด็น “คนมีเพื่อน” เพื่อนที่จะกลาวถึงทานเตือนใหหลีกเวนเหมือนเห็นอสรพิษ เพราะมันเปนพิษ ตอไปนี้เปนเพื่อนที่ดี เปนเพื่อนแท เพื่อนประเภทนี้ ทานเปนภัยคบไปก็มีแตความฉิบหายถายเดียว จ�าแนกไว มีอยู  จ�าพวก คือ
  29. 29. แสงธรรม 27 Saeng Dhamma ๑. เพื่อนมีอุปการะ เพื่อนรวมสุขรวมทุกข์ มีลักษณะ  คือ ๒. เพื่อนรวมสุขรวมทุกข์ ๑. ขยายความลับของตนแกเพื่อน . เพื่อนแนะประโยชน์ ๒. ปดความลับของเพื่อนไมใหแพรงพราย ๔. เพื่อนมีความรักใคร . ไมละทิ้งในยามวิบัติเพื่อนมีอุปการะ มีลักษณะ  คือ ๔. แมชีวิตก็อาจสละแทนกันได ๑. ปองกันเพื่อนผูประมาทแลว เพื่อนรวมสุขรวมทุกข์ เพื่อนประเภทนี้ ตรงกับค�าที่ ๒. ปองกันทรัพย์ของผูประมาทแลว ชาวบานทั่วไปเรียกกันวา “เพื่อนตาย” นั้นเอง เพื่อนกิน . เมื่อมีภัยก็พึ่งพากันได หาไดเพื่อนตายหายาก เพื่อนรวมสุขรวมทุกขนี้ เปนยอด ๔. เมือมีธระชวยออกทรัพย์เกินกวาทีจะออกปาก ่ ุ ่ แหงเพื่อนเปนยอดแหงมิตร ชนิดที่หาไดยากจริง ๆ ถาใคร เพื่อนมีอุปการะ ไดแกเพื่อนที่มีน�้าใจรักใครกันจริง ๆ มีเพื่อนประเภทนี้ ก็เปนศรีแกตนจนวันตาย ขยายความรักเพือนเสมือนรักชีวตของตนไมใชรกกันแตปาก แตหากรัก ่ ิ ั ลับของตนแกเพื่อน เสมือนหนึ่งวา เพื่อนกับตนเปนคน ๆดวยชีวตจิตใจ เมือรักเพือนเสมือนชีวต ก็คดหาทางปองกัน ิ ่ ่ ิ ิ เดียวกัน ตนมีความลับอะไร ก็ใหเพื่อนไดรูความลับนั้นทุกเพื่อนใหมีความปลอดภัย เพื่อนคนไหนประมาทขาดสติ ก็ อยาง ไมตางอะไรกับตน เพื่อนที่ดีไมตองมีลับลมคมใน มีด�าริหาวิธีปองกันเพื่อนคนนั้น ดวยการแนะน�าตักเตือน อะไรบอกเพื่อนใหหมด เพื่อนแทตองคบกันแบบเปดอกเพือนไมใหประมาท เพราะความประมาทเปนทางแหงความ ่ อยาปกปดความลับใหเปนทีแคลงใจสงสัยซึงกันและกัน ขอ ่ ่ตาย สวนคนประมาทแลวก็เหมือนคนตายแลว พรอมกัน ส�าคัญอีกอยางหนึงของเพือนประเภทนี้ ก็คอตองปดความ ่ ่ ืนั้นก็หาอุบายปองกันทรัพยของเพื่อนผูประมาทแลว ไมให ลับของเพื่อนใหดี อยาผลีผลามแพรงพรายขยายความลับเกิดความเสียหาย เมื่อมีภัยเกิดขึ้น ก็พึ่งพาอาศัยกันได ของเพื่อนใหใคร ๆ ลวงรูเปนอันขาด หัวขาดตีนเด็ดอยางไรคราวเจ็บไขไดปวยก็ชวยกันรักษาพยาบาล คร฀

×