Saeng Dhamma Vol 35 No. 419 March, 2010

1,271 views

Published on

Saeng Dhamma Magazine
Wat Thai Washington, D.C.
(Buddhist Association)
MD, USA

Published in: Education, Spiritual
0 Comments
0 Likes
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

No Downloads
Views
Total views
1,271
On SlideShare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
3
Actions
Shares
0
Downloads
9
Comments
0
Likes
0
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

Saeng Dhamma Vol 35 No. 419 March, 2010

  1. 1. สื่อส่องทาง สว่างอ�าไพ แสงธรรม ทุกชีวิตมีปัญหา พระพุทธศาสนามีทางแก้ วารสารธรรมะรายเดือนที่เก่าแก่ที่สุดในอเมริกา ปีที่ 35 ฉบับที่ 419 ประจ�าเดือนมีนาคม พ.ศ. 2553 Vol.35 No.419 March, 2010 Objectives : �To promote Buddhist activities. สารบัญ �To foster Thai culture and tradition. �To inform the public of the temple’s activities. Contents �To promide a public relations center for Buddhists living in the United States. The Buddha’s Words............................................... 1 Three Universal Characteristics Ven. Buddhadasa 2 เจ้าของ : วัดไทยกรุงวอชิงตัน, ดี.ซี. Aging and Dying......................Ven. Prayudh Payutto 7 ที่ปรึกษา : พระวิเทศธรรมรังษี Understanding Dukkha..................Ven. Ajahn Chah 12 กองบรรณาธิการ : บทความพิเศษ เรียนพุทธศาสนาใน 15 นาที...พุทธทาสภิกขุ 16 ดร.พระมหาถนัด อตฺถจารี ปฏิบัติธรรมประจ�าเดือนมีนาคม .................................. 22 พระสมุห์ณัฐิวุฒิ ปภากโร เสียงธรรม...จากวัดไทย.............................หลวงตาชี 23 พระจรินทร์ อาภสฺสโร ประมวลภาพกิจกรรมต่างๆ เดือนกุมภาพันธ์............... 30 พระมหาเรืองฤทธิ์ สมิทฺธิญาโณ เสียงธรรม... จากหลวงตาชี.......................................... 32 พระสุริยา เตชวโร อนุโมทนาพิเศษ / Special Thanks............................ 39 พระมหาสราวุธ สราวุโธ ท่องแดนพระพุทธศาสนา 2,300 ปี...ดร.พระมหาถนัด 40 พระมหาประดู่ชัย ภทฺทธมฺโม หลักชาวพุทธ......................โดย พระพรหมคุณาภรณ์ 43 พระมหาศรีสุพรณ์ อตฺตทีโป ข่าวสารจากวัดไทยฯ ดี.ซี...........โดย ดร.พระมหาถนัด 47 พระอนันต์ภิวัฒน์ พุทฺธรกฺขิโต รายนามผู้บริจาคเดือนกุมภาพันธ์......Ven. Sarawut 51 รายนามผู้บริจาคออมบุญประจ�าปีและเจ้าภาพภัตตาหารเช้า... 53 และอุบาสก-อุบาสิกาวัดไทยกรุงวอชิงตัน, ดี.ซี. รายนามเจ้าภาพถวายเพล / Lunch............................. 54 SAENG DHAMMA Magazine ก�าหนดการท�าบุญวันสงกรานต์ .................................... 62 is published monthly by Wat Thai Washington, D.C. Temple At 13440 Layhill Rd., Silver Spring, MD 20906 Photos taken by Tel. (301) 871-8660, 871-8661 Mr. Sam & Bank, Ms. Golf, Fax : 301-871-5007 Ven. Pradoochai, E-mail : watthaidc@hotmail.com Mr. Yuttachat, Homepage : www.watthaidc.org Ven. Ananphiwat, Mr. Kevin, Radio Network : www.watthai.iirt.net Ven. Sanit and Ven. Somphong 2,500 Copies
  2. 2. ถ้อยแถลง เดือนสามของปีใหม่ยางกรายเข้ามาแล้ว วันเวลาไม่เคยหยุดรอใครหรือผูใดเลย จะยากดีมจน เพศไหน วัยใด เวลาก็มให้เท่าเทียม ่ ้ ี ี กัน ต่างกันแต่ผใช้และได้ประโยชน์ของคนนัน เดือนนี “สาระดีๆ จากอินเตอร์เน็ต” ขอนำาเอาข้อเขียนบทนีมาให้ทกท่านได้อานกัน... ู้ ้ ้ ้ ุ ่ พระพุทธเจ้าเคยอบรมสังสอนมนุษย์ไว้วา ทรัพย์สนทีพงได้จากการประกอบ กิจการงานต่างๆ นัน ควรแบ่งออกเป็น 4 กองเท่าๆ กัน ่ ่ ิ ่ ึ ้ กองแรก เก็บสะสมไว้ใช้ยามขัดสน กองสอง ใช้จ่ายเพื่อทดแทนผู้มีพระคุณ กองสาม ใช้เพื่อความสุขส่วนตัว กองสี่ ใช้เพื่อสร้างสรรค์ความดีงามให้แก่สังคม แล้วการทำางานของมนุษย์ล่ะ หลายคนยังมัววุ่นแก่การทำางานโดยไม่ยอมแบ่งเวลาเหลียวหลังมองถึงบุคคลที่รักและห่วงใยตนเอง เลยหรือ ทุกคนมีเวลาวันละ 24 ชั่วโมงเท่าๆ กัน แต่ผู้ใดที่ทุ่มเวลาทั้งหมดให้กับงานโดยไม่ยอมแบ่งปันเวลาให้แก่ผู้ใด แม้กระทั่งตัว เองเป็นมนุษย์ที่เขลาเบาปัญญาที่สุด บริหารไม่ได้แม้กระทั่งเวลา 24 ชั่วโมงของตัวเองในแต่ละวันแล้ว มนุษย์ผู้นั้นจะบริหารอะไรได้ ทำาไมมนุษย์ผู้ชาญฉลาดจึงไม่แบ่งปันเวลาให้เสมือนหนึ่งการแบ่งปันกองเงินตามคำาสั่งสอนของพระพุทธเจ้าบ้างเล่า ไม่ต้องแบ่งเวลา ให้เป็นสี่กองเท่าๆ กันหรอก เพียงแต่แบ่งปันเวลาในแต่ละส่วนให้เหมาะสมเท่านั้น 8 ชั่วโมงสำาหรับการทำางานเพื่อความก้าวหน้ามั่นคงในชีวิต 8 ชั่วโมงสำาหรับการพักผ่อนเก็บเรี่ยวแรงไว้ต่อสู้กับหน้าที่การงานและอุปสรรคในวันพรุ่งนี้ 5 ชั่วโมงสำาหรับการเดินทางเพื่อประกอบกิจการต่างๆ 2 ชั่วโมงสำาหรับโลกส่วนตัวของตนเอง 59 นาที สำาหรับดูแลและรักษาความสะอาดของที่อยู่อาศัยและช่วยเหลือสังคม และ 1 นาทีของคุณที่มอบให้กับคนที่รักและห่วงใยคุณโดยไม่นำาเวลาอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะเพียง 1 นาทีนี้ มันมีค่ามากเกิน กว่าคณานับได้ในความรู้สึกของเขาคนนั้น จงอย่ากล่าวว่า “ไม่มีเวลา...” เพราะเวลาเป็นสิ่งที่ยุติธรรมที่สุด ในโลกนี้ที่มีให้แก่มนุษย์ มนุษย์ทุกคนมีเวลาวันละ 24 ชั่วโมงเท่าๆ กัน ไม่มีใครมีเวลามากและไม่มีใครมีเวลาน้อยไปกว่านี้ 24 ชั่วโมงใน 1 วัน ที่มหาเศรษฐี หรือยาจกมีเท่าเทียมกันไม่ขาดเกินแม้แต่เศษเสี้ยวของวินาที ด้วยเหตุนี้ มนุษย์ผู้ใดที่กล่าวว่า “ไม่มีเวลา” จึงเป็นผู้ล้มเหลวในการ บริหารเวลา 24 ชั่วโมงในแต่ละวันของตนเองอย่างสิ้นเชิง และใช้คำาว่า “ไม่มีเวลา” เป็นข้อแก้ตัวเพื่อปกปิดความล้มเหลวเรื่องเวลา ของตนเองอย่างขลาดเขลา มนุษย์ผู้ฉลาดและประสบความสำาเร็จในชีวิต จึงไม่ใช่ผู้ที่เก่งแต่การทำางานอย่างเดียว แต่มนุษย์ผู้ฉลาด และประสบความสำาเร็จในชีวิตต้องเป็นผู้ที่รู้จักแบ่งสัดส่วนเวลาวันละ 24 ชั่วโมงของตนเองได้อย่างลงตัว วันละ 24 ชั่วโมงของตนเอง ที่มีไว้สำาหรับการทำางาน การพักผ่อน การเดินทาง มิตรภาพ ความรัก ความอบอุ่น ความห่วงใย ความเอื้ออาทร ฯลฯ โดยไม่ขาดตก บกพร่องแม้แต่สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เข้ามาเกี่ยวข้องในชีวิต นี่แหละคือมนุษย์ผู้ชาญฉลาดที่รู้จัก “ใช้เวลา” แล้ววันนี้..คุณจะยังอ้างเหตุผลว่า “ไม่มีเวลา” อีกหรือ? ปีนี้แถบ ดี.ซี. แมรีแลนด์ ถือว่าเจอกับพายุหิมะถี่หนัก และยาวนานที่สุดในรอบหลายๆ ปีก็ว่าได้ ปีที่แล้ว ปีนี้เกิดเหตุการณ์ความ รุนแรงทางธรรมชาติหลายที่ สร้างความเสียหายให้กับประเทศชาติต่างๆ หลายต่อหลายครั้ง และไม่มีทีท่าว่าจะหยุดยั้ง เดี๋ยวน้ำาท่วม (ธาตุน้ำา) เดี๋ยวแผ่นดินไหว (ดิน) โคลนถล่ม (ดิน น้ำา) ปรากฏการณ์ทางลม (พายุต่างๆ) และธาตุไฟ (ภูเขาไฟระเบิด ที่มีอยู่บ้างก็แค่ ไฟไหม้ ซึ่งยังไม่รุนแรงมากนัก) เมื่อไรที่ธาตุพื้นฐานอันเป็นสิ่งผสมของสิ่งต่างๆ ในโลก คือ ดิน น้ำา ไฟ ลม ก็เช่นเดียวกัน เครื่องมือ ที่สามารถทำาลายได้ก็คงไม่หนีไปจาก ดิน น้ำา ไฟ ลมเช่นเดียวกัน มีข่าวปล่อยมากมายเรื่องโลกแตกหรือวันสิ้นโลกก็ตาม อย่ามัวแต่ แสวงหาเรือหรือโลกใหม่กันอยู่เลย โลกที่เราอยู่ใบนี้นี่แหละคือคำาตอบ เพียงแต่ว่า เราจะอยู่อย่างไรบนโลกใบนี้ ถ้าเราได้เพิ่มการดูแล ด้านทาน ศีล ภาวนา ขยันหมั่นดูแลประคองใจของตนอยู่กับความดี โดยการคิดดี พูดดี ทำาดี คบเพื่อนดีๆ ไปสู่สถานที่ดีๆ โลกก็เกิด สันติสุขแล้ว ลองทำากันดูนะว่าจะเกิดจริงหรือไม่ ตรุษจีนผ่านพ้น แน่นอนพลาดไม่ได้กับปีใหม่ไทย ในนาม “สงกรานต์” วัดไทย ดี.ซี. ขอเชิญชวนญาติมิตรทุกท่านร่วมงานปีใหม่ ไทย ตรุษสงกรานต์ รับปีขาลในวันอาทิตย์ที่ ๑๑ เมษายน ศกนี้ ทำาบุญ ตักบาตร สวดมนต์ไหว้พระ ปฏิบัติธรรม ซื้อผัก ต้นไม้ อาหาร หวานคาว ของที่ระลึก ตามแบบฉบับวัดไทย ดี.ซี. ขอทุกท่านจงมีสุขทุกถ้วนหน้า พัฒนาจิตใจให้สูงส่ง ขจัดชั่วตัวกิเลสเหตุล่มจม ยกอารมณ์เข้าสู่พระนิพพาน คณะผู้จัดท�า
  3. 3. แสงธรรม 1 Saeng Dhamma The Buddha’s Words พุทธสุภาษิต ชีรนฺติ เว ราชรถา สุจิตฺตา อโถ สรีรมฺปิ ชรํ อุเปติ สตญฺจ ธมฺโม น ชรํ อุเปติ สนฺโต หเว สพฺภิ ปเวทยนฺติ ฯ (๑๕๑) ราชรถ อันวิจิตรงดงาม ยังเก่าได้ แม้แต่ร่างกายเราก็ไม่พ้นชราภาพ แต่ธรรมของสัตบุรุษหาแก่ไม่ สัตบุรุษทั้งหลาย ย่อมกล่าวสอนกันเช่นนี้แล Splendid royal chariots wear away, the body too comes to old age. But the good’s teaching knows not decay. Indeed, the good teach the good in this way.
  4. 4. แสงธรรม 2 Saeng Dhamma THREE UNIVERSAL CHARACTERISTICS by Buddhadasa Bhikkhu http://www.viet.net/~anson/ebud/budasa-handbook/budasa03.htm ...Continued from last issue... THE TRUE NATURE OF THINGS edge, partial knowledge, halfway knowledge, which N ow as we have seen, Buddhism is the teaching of the Buddha, the Enlightened One, and a Buddhist is one who practices according for example clumsily mistakes bad for good, and a source of suffering for a source of happiness. Do try your utmost to look at things in terms of suf- to the teaching of the Enlightened One. With regard fering, and so come to know, gradually, step by to what was he enlightened? He simply knew the step. Knowledge so gained will be Buddhist knowl- nature of all things. Buddhism, then, is the teaching edge based on sound Buddhist principles. Studying that tells us the truth about what things are really by this method, even a woodcutter without book like or what is what. It is up to us to practice until learning will be able to penetrate to the essence of we have come to know that truth for ourselves. Buddhism, while a religious scholar with several de- We may be sure that once that perfect knowledge grees, who is completely absorbed in studying the has been attained, craving will be completely de- Tipitaka but doesn’t look at things from this point stroyed by it, because ignorance will cease to be of view, may not penetrate the teaching at all. in the very same moment that knowledge arises. Those of us who have some intelligence should be Every aspect of Buddhist practice is designed to capable of investigating and examining things and bring knowledge. Your whole purpose in setting coming to know their true nature. Each thing we your mind on the way of practice that will pen- come across we must study, in order to understand etrate to Buddha-Dhamma is simply to gain knowl- clearly its true nature. And we must understand edge. Only, do let it be right knowledge, knowledge the nature and the source of the suffering which attained through clear insight, not worldly knowl- produces, and which sets us alight and scorches
  5. 5. แสงธรรม 3 Saeng Dhamma us. To establish mindfulness, to watch and wait, to we grow older, all simply because we don’t know examine in the manner described the suffering that ourselves. We still don’t know the mental life we comes to one-- this is very best way to penetrate to live. To get to know the Tipitaka and the profound Buddha-Dhamma. It is infinitely better than learning things hidden within it is most difficult. Let us rather it from the Tipitaka. Busily studying Dhamma in the set about studying Buddha-Dhamma by getting to Tipitaka from the linguistic or literary viewpoint is no know our own true nature. Let us get to know all the way to come to know the true nature of things. Of things which make up this very body and mind. Let course the Tipitaka is full of explanations as to the us learn from this life: life which is spinning on in the nature of things; but the trouble is that people listen cycle of desiring, acting on the desires, and reaping to it in the manner of parrots or talking myna birds, the results of the action, which then nourish the will repeating later what they have been able to memo- to desire again, and so on, over and over incessantly; rize. They themselves are incapable of penetrating life which is obliged to go spinning on in the circle to the true nature of things. If instead they would do of samsara, that sea of suffering, purely and simply some introspection and discover for themselves the because of ignorance as to the true nature of things facts of mental life, find out firsthand the properties or what is what. of the mental defilements, of suffering, of nature, in Summing up, Buddhism is an organized practi- other words of all the things in which they are in- cal system designed to reveal to us the “what is volved, they would then be able to penetrate to the what.” Once we have seen things as they really real Buddha- Dhamma. Though a person may never are, we no longer need anyone to teach or guide have seen or even heard of the Tipitaka, if he carries us. We can carry on practising by ourselves. One out detailed investigation every time suffering arises progresses along the Aryian Path just as rapidly as and scorches his mind he can be said to be study- one eliminates the defilements and gives up inap- ing the Tipitaka directly, and far more correctly than propriate action. Ultimately one will attain to the people actually in the process of reading it. These best thing possible for a human being, what we call may be just caressing the books of the Tipitaka eve- the Fruit of the Path, Nirvana. This one can do by ryday without having any knowledge of the immortal oneself simply by means of coming to know the Dhamma, the teaching contained within them. Like- ultimate sense of the “what is what.” wise, we have ourselves, we make use of ourselves, we train ourselves, and we do things connected with THREE UNIVERSAL CHARACTERISTICS ourselves every day, without knowing anything about ourselves, without being able to handle adequately problems concerning ourselves. We are still very def- W e shall now discuss in detail the three characteristics common to all things, namely impermanence, unsatisfactoriness (suffer- initely subject to suffering, and craving is still present ing) and non-selfhood. to produce more and more suffering every day as All things whatsoever have the property of
  6. 6. แสงธรรม 4 Saeng Dhamma changing incessantly; they are unstable. All things thorough understanding of the “what is what” or whatsoever have the characteristic of unsatisfac- the true nature of things. The ways of practice de- toriness; seeing them evokes disillusionment and signed to bring about insight in these three char- disenchantment in anyone having clear insight into acteristics are numerous; but one single notewor- their nature. Nothing whatsoever is such that we thy fact is bound to be revealed once that perfect are justified in regarding it as “mine.” To our nor- insight has been attained, namely the fact that mally imperfect vision, things appear as selves; but nothing is worth grasping at or clinging to. There as soon as our vision becomes clear, unobscured is nothing that we should want to get, to have, and accurate, we realize that there is no self-entity to be. In short: nothing is worth getting; nothing is present in any of them. worth being. Only when one has come to perceive These three characteristics were the aspect of that having anything or being anything is a delu- the teaching which the Buddha stressed more than sion, a deception, a mirage, and that nothing at all any other. The entire teaching when summed up is worth getting or worth being, has one achieved amounts simply to insight into impermanence, un- true insight into impermanence, unsatisfactoriness satisfactoriness and non-selfhood. Sometimes they and non-selfhood. A man may have been reciting are mentioned explicitly, sometimes they are ex- the formula: “anicca, dukkha, anatta” morning and pressed in other terms, but fundamentally they evening hundreds and thousands of times and yet aim at demonstrating the same single truth. The not be able to perceive these characteristics. It is impermanence of all things had been taught be- just not in their nature to be perceptible through fore the time of the Buddha, but it had not been hearing or reciting. expounded as profoundly as it was by the Buddha. Now intuitive insight, or what we call “seeing Unsatisfactoriness, likewise, had been taught but Dhamma,” is not by any means the same thing not in its full depth. It had not been treated from as rational thinking. One will never come to see the point of view of causation, and no directions Dhamma by means of rational thinking. Intuitive had been given as to how it could be thoroughly insight can be gained only by means of a true in- and completely done away with. Earlier teachers ner realization. For instance, suppose we are exam- had not understood its true nature as did the Bud- ining a situation where we had thoughtlessly be- dha in his enlightenment. As for non-selfhood in come quite wrapped up in something which later the ultimate sense, this is taught only in Buddhism caused us suffering. If, on looking closely at the This doctrine tells us that a person who has com- actual course of events, we become genuinely fed plete understanding of the “what is what” or the up, disillusioned and disenchanted with that thing, nature of things will know that nothing whatsoever we can be said to have seen Dhamma, or to have is a self or belongs to a self. This was taught only gained clear insight. This clear insight may develop by the Buddha, who truly had a complete and in time until it is perfected, and has the power to
  7. 7. แสงธรรม 5 Saeng Dhamma bring liberation from all things. If a person recites empty of self. As soon as any individual has come aloud: “anicca, dukkha, anatta” or examines these to perceive the emptiness of things, there arises in characteristics day and night without ever becom- him the realization that it is not worth getting or ing disenchanted with things, without ever losing being any of those things. This feeling of not desir- the desire to get things or to be something, or the ing to get or to be has the power to protect one desire to cling to things, that person has not yet from falling slave, to the defilements or to any kind attained to insight. In short, then, insight into im- of emotional involvement. Once an individual has permanence, unsatisfactoriness and non-selfhood attained this condition, he is thenceforth incapable amounts to realizing that nothing is worth getting of any unwholesome state of mind. He does be- or worth being. come carried away by or involved in anything. He There is a word in Buddhism that covers this does not become in any way attracted or seduced completely, the word sunnata, or emptiness, emp- by anything. His mind knows permanent liberty and tiness of selfhood, emptiness of any essence that independence, and is free from suffering. we might have a right to cling to with all our might The statement “Nothing is worth getting or be- as being “mine.” Observation, which leads to the ing” is to be understood in a rather special sense. insight that all things are devoid of any essence The words “get” and “be” refer here to getting that is worth clinging to is the real core of the re- and being with a deluded mind, with a mind that ligion. It is the key to Buddhist practice. When we grasps and clings wholly and entirely. It is not sug- have come to know clearly that everything of every gested that one could live without having or being kind is devoid of selfhood we can be said to know an thing at all. Normally there are certain things Buddha-Dhamma in its entirety. The single phrase one can’t do without. One needs property, chil- “empty of self” sums up the words “impermanent dren, wife, garden, field and so on. One is to be (anicca), unsatisfactory (dukkha) and not self (an- good, one can’t help being a winner or a loser, or atta).” When something is perpetually changing, having some status or other. One can’t help be- devoid of any permanent unchanging element, it ing something or other. Why then are we taught can also be said to be empty. When it is seen to be to regard things as not worth getting or being? The overflowing with the property of inducing disillu- answer is this: the concepts of getting and being are sionment, it can be described as empty of any enti- purely relative; they are worldly ideas based on ig- ty that we might have a right to cling to. And when norance. Speaking in terms of pure reality, or abso- we discover on examination that it possesses no lute truth, we cannot get or be anything at all. And stable component whatever that could be “self,” why? Simply because both the person who is to do that it is simply nature, changing and fluctuating in the getting and the thing that is to be got are im- accordance with the laws of nature, which we have permanent, unsatisfactory (suffering) and nobody’s no right to call a self, then it can be described as property. But an individual who doesn’t perceive
  8. 8. แสงธรรม 6 Saeng Dhamma this will naturally think “I am getting..., I have..., I vicious circle of three events: desire; action in keep- am....” We automatically think in these terms, and ing with the desire; effect resulting from that ac- it is this very concept of getting and being that is tion; inability to stop desiring, having to desire once the source of distress and misery. more; action; once again another effect; further Getting and being represent a form of desire, augmenting of desire ... and so on endlessly. Bud- namely the desire not to let the thing that one dha called this the “Wheel” of samsara because it is in the process of getting or being disappear or is endless cycling on, a rolling on. It is because of slip away. Suffering arises from desire to have and this very circle that we are obliged to endure suf- desire to be, in short, from desire; and desire arises fering and torment. To succeed in breaking loose from failure to realize that all things are inherently from this vicious circle is to attain freedom from undesirable. The false idea that things are desirable all forms of suffering, in other words Nirvana. Re- is present as an instinct right from babyhood and gardless of whether a person is a pauper or a mil- is the cause of desire. Consequent on the desire lionaire, a king or an emperor, a celestial being or a there come about results of one sort or another, god, or anything at all, as long as he is caught up in which may or may not accord with the desire. If this vicious circle, he is obliged to experience suf- the desired result is obtained, there will arise a still fering and torment of one kind or another, in keep- greater desire. If the desired result is not obtained, ing with his desire. We can say then that this wheel there is bound to follow a struggling and striving of samsara is well and truly overloaded with suf- until one way or another it is obtained. Keeping this fering. For the rectifying of this situation morality is up results in the vicious circle: action (karma), re- quite inadequate. To resolve the problem we have sult, action, result, which is known as the Wheel of to depend on the highest principles of Dhamma. Samsara. Now this word samsara is not to be taken as referring to an endless cycle of one physical ex- To be continued istence after another. In point of fact it refers to a คุณแมน น้องบูม-แบ็งค์ นำารถมากวาดสโนว์ให้วด และคุณนก-ตาล-ตุก-วาสนา-จีด-จุก ั ๊ ๊ มาพักทีวดทำาอาหารถวายพระสงฆ์วดไทยฯ ดี.ซี. ในช่วงสโนว์ตกหนักถึง 3 ฟุต 5-11 ก.พ. 2553 ่ั ั
  9. 9. แสงธรรม 7 Saeng Dhamma Aging and Dying by Ven. Prayudh Payutto [A talk delivered on April 22, 2539/1996, to an international medical symposium on Death and Dying.] http://www.what-buddha-taught.net/ Distinguished participants: the good and worthwhile life of the old, and can T oday I have been expected to speak on death and dying, but I would like instead to speak on aging and dying rather than on death then die unconfused or even die an enlightened death. A human's life span is traditionally divided into and dying. three stages, the first, the middle and the last stage. Old age and death are natural phenomena. In Of course, with attention to what is good and right, accordance with the law of nature all conditioned one should live a good life through all the three things are impermanent and liable to change, being stages of life. However if, through negligence, one subject to causes and conditions. Everything that fails to fulfill the good life in the first and middle has a beginning must at last come to an end. The stages of life, there is still room left for one to fulfill lives of all beings, after being born, must decay and it in the last one, that is, in one's old age. die. Aging is just the decline of life and the decay Not only when still a young black-haired man in of the faculties; and death is the passing-away, the the prime of youth, but also when he became old, termination of the time of life, the break-up of the the Buddha was still perfect in his lucid wisdom. aggregates and the casting off of the body. This means a happy and fruitful life in old age is Although, by nature, aging and death are merely a possibility. Moreover, as mentioned earlier, one facts of life, psychologically they often mean to can even make progress in the good life and attain the worldlings a loss of hope, the frustration of all to perfection in this last stage of life. aspirations, a leap into a great darkness, and thus So many people spend the whole time of their the feelings of fear and anguish. early and middle years in search of fame and for- In spite of degeneration and loss inherent in tune, in seeking after wealth and power, and in aging and dying, old age can be turned into an op- pursuit of material pleasures. They might say that portunity for development, and death into that for their lives have been worthwhile. Really, they are a sublime attainment. At the least, one should live not. It is not enough. They have not got the best of
  10. 10. แสงธรรม 8 Saeng Dhamma their lives. They have not realized the full potential of other people and, therefore, people in old age of being human. To live longer into old age gives should be more self-reliant. In these situations, them an advantage over other people as they are they should devote themselves more to an in- in a position to make advances towards fulfilling timate relationship with the natural environment. these potentials. They should enjoy physical movements and activi- What are these potentials? There are a lot of ties amidst nature. them. Examples are the various kinds of inner and As far as personal relationships are concerned, independent happiness through inner develop- love of sons and daughters leads to concerns about ment. In short, there are a lot of the good that their weal and woe which are satisfied by parental people in search of wealth, power and pleasures care. However, when children have grown up and will never experience and enjoy except that they can take care of themselves, they take responsi- survive to develop them in their old age. bility for themselves. At this point, the concerns As long life up to an old age is an advantage if of the old parents over their grown-up sons and one learns how to utilize it, we should look after our- daughters, or of the grandparents over their grand- selves well so that we will have long lives. Of course, children, often lead to vexation on the part of the good care of life is needed. We should look after our- latter and an upset on the part of the former. It is selves well, physically and behaviorally, emotionally not good to the mental health of both sides. and volitionally, and intellectually and intuitionally. There is a principle in the Buddha's teaching The interdependence and interrelationship among that when children grow up and are able to take re- these aspects of life should be rightly steered so that sponsibility for their own lives, parents are expect- they become intercontributary. ed to develop equanimity. This means love must First, physical care should not be separated be balanced by equanimity. In other words, love from behavioral development in relationship with that grows into attachment, whether to persons the social and natural environment. In addition or things, must be replaced by equanimity. Love to sufficient nutritious food and physical exercise, must be maintained at the level of loving-kindness right attitudes and behavior such as beneficial hab- or friendly love. In Thailand, aged people find the its should be developed in connection with eating, balance of loving-kindness with equanimity in join- general material consumption and recreations. ing their peers in the Buddhist observances at a As all know well, the present-day society func- village monastery and even stay there overnight tions as a system of competition and consumption every seven or eight days. where people fall into the state of time-scarcity To go further in emotional care and volition- because of competitive individualism and person- al encouragement, the elderly should develop in al pursuit of material pleasures. In the context of themselves the will to do something. This means such a society, people find it difficult to take care that one should have something in mind that one
  11. 11. แสงธรรม 9 Saeng Dhamma values highly and has a loving interest in, which one heart and the head, where the emotion will be re- wants very strongly to do, for example, the writing fined, made wholesome and strengthened by the of some book on one's cherished experiences, the intellectual faculty. However, in passing, I would carrying out of a gardening program, or the search like to mention another two points. for knowledge of a spiritual matter. Let one's will to Elderly people usually have bodies that are action be so strong as to make one say to oneself: frail and easily afflicted with diseases. This tends "I cannot die if I have not completed this task." to make them worried and dejected. Here they are Many of us can think of elderly people, espe- encouraged by the Buddha to train themselves: cially those after retirement, who, not long after "Although my body is ill, my mind shall not be ill," retiring from work, became subject to loneliness, or "Even though my body becomes frail, my mind dejected, down-hearted and gloomy. They quickly shall not be weakened." withered away and died. Some suffer from depres- Another point is concerned with happiness. sion and even commit suicide. But the elderly who Many or most people think of happiness in terms develop the will to action will not be so. Their will- of sensual or material pleasures. If happiness con- power and strong spirit will only develop. They have sists in satisfying the senses, life in old age will be something to commit themselves to and there, a great torment, forever deprived of happiness, be- also, they will apply reasoning and intellectual in- cause aging means, among other things, the degen- vestigation. They will become strong and healthy, eration and decay of the sense-faculties. both in mind and in body. The Buddha says that In reality, there are roughly two kinds of hap- one who has the four qualities of the desire to act, piness. One is sensual happiness, dependent on strong willpower, the sense of commitment, and external material pleasures. As this kind of happi- the spirit of investigation or experimentation, can ness is dependent on material objects outside our- live long throughout the whole life span. selves, those who are devoted to its enjoyment Now we come to the boundary between the become pleasure-seekers or the seekers after hap-
  12. 12. แสงธรรม 10 Saeng Dhamma piness. In the pursuit of this kind of happiness, the the external happiness intensifies these negative pleasure-seekers learn and spend a lot of energy emotions even more. This seems to be a very un- to develop the ability to look for and recognize the happy life in old age. goods to gratify their senses. This has even been Wise people not only develop the ability to unconsciously taken by these people to be the seek for external objects to satisfy sensual desires, meaning of education. they develop the potential for creativity to cre- But it is the gift of human beings that they are ate in themselves various positive mental qualities possessed of the potential for creativity. Through and inner happiness. We are usually advised by this potential, they have created, using their crea- the Buddha to develop five skillful qualities as the tive thinking and constructive ideas, the human constant factors of the mind, namely joy, delight, world of inventions and technologies. Directed in- relaxing calm, happiness and concentration. These side, this potential can be developed for the crea- five qualities will keep away all negative emotions tion of inner happiness and the various kinds of and unhappiness. It is the development of the abil- skillful mental qualities. ity to create happiness or to be happy. As this sec- Unfortunately, the pleasure-seekers or happi- ond kind of happiness is an internal mental quality ness-pursuers, being engrossed in the search for ex- independent of material objects outside, the per- ternal objects to gratify their senses, fail to develop son who has developed it becomes, in contrast to this potential for the inner creativity. This crea- the pleasure-seeker, the possessor of happiness. In tive or formative potential left undeveloped then their old age, the elderly should learn to develop works out for their inner lack of happiness and for more and more inner happiness so that they will various negative mental states. Thus in this way the enjoy lives of peace, freedom and happiness. pleasure-seekers, while seeking external happiness There is still a higher level of happiness. It is through the gratification of the senses with materi- happiness beyond all formations. This is the high- al objects, create or form inside themselves stress, est kind of happiness, to be realized through the anxiety, worry, depression, fear, insomnia and all liberating wisdom or insight into the true nature of kinds of negative mental states, and even clinical things. mental disorders. In the way of liberating the mind through wis- To be sure, these pleasure-seekers in their old dom and insight, we are advised by the Buddha age will suffer double anguish. Externally, because to free and learn the truth of things at every step. of the degeneration of their sense-faculties, they Aging and death are among the facts of life that experience the frustration of the sensual happi- should be constantly reviewed. In the words of the ness. Internally, they are subject to the formation Buddha: and arising of unskillful feelings such as fear, anxi- "These five facts of life should be again and ety, stress, and depression, and the frustration of again contemplated by everyone, whether female
  13. 13. แสงธรรม 11 Saeng Dhamma or male, whether layperson or monk: that liberates the mind. The mind of the wise who "I am subject to old age: I am not freed from it. realize the truth, being freed, is set to equilibrium "I am subject to disease: I am not freed from it. and stands in equanimity. The person who is in this "I am subject to death: I am not freed from it. state of being is in the position to enjoy the highest "There will be division and separation from all happiness. that is dear to me. Some of the disciples of the Buddha attained "I am the owner of my actions: whatever I do, to enlightenment and final freedom even at the whether good or bad, I become heir to it." moment of death. For those who have not realized Death, in particular, which is the central point the final goal of perfect freedom, at the moment or culmination of these facts, is a special focus of of death they are advised to die with a clear and contemplation. Buddhists are advised to practice peaceful mind, unconfused. mindfulness or contemplation of death (marana- In short, three points should be observed con- sati). This mindfulness or contemplation is far dif- cerning aging and death. First, aging and death are ferent from imagination or fanciful thinking, which plain facts of life, the contemplation of which may often leads to fear, sorrow and downheartedness. lead to insight into the truth of all things. Second, That is called unwise attention. The right and wise aging and death can be an opportunity for the devel- contemplation of death leads to the acceptance of opment of a good life, we should make the best out the fact of the impermanence of life, and further of them. Third, relying on aging and death, even the to leading a life of diligence or earnestness to get ageless and the deathless can be attained to. the best of life before it comes to an end. Further- With these remarks, I bring my talk to a close. more, it leads to the realization of the truth of the Thank you. impermanence of all things. The insight into the true nature of all things will bring about wisdom สนง. ผูชวยทูตฝ่ายทหารบก และ สนง. เศรษฐกิจการคลัง, สนง. ก.พ. สนง. เกษตร ้ ่ มาทำาบุญถวายภัตตาหารเพลแด่พระสงฆ์วดไทยฯ ดี.ซี. เป็นประจำาทุกเดือน ขออนุโมทนาบุญมา ณ โอกาสนี้ ั
  14. 14. แสงธรรม 12 Saeng Dhamma Understanding Dukkha By Ajahn Chah http://www.what-buddha-taught.net/ I t sticks on the skin and goes into the flesh; from the flesh, it gets into the bones. It's like an insect on a tree that eats through the bark, into sound entering the ears. It doesn't get inside and affect us. It's like we're boxing, and we keep hitting the other guy but he doesn't go down. We remain the wood, and then into the core, until finally the stuck in our self-conceit. The wise have said that tree dies. moving a mountain from one place to another is We've grown up like that. It gets buried deep easier than moving the self-conceit of people. inside. Our parents taught us grasping and attach- We can use explosives to level a mountain and ment, giving meaning to things, believing firmly that then move the earth. But the tight grasping of our we exist as a self-entity and that things belong to us. self-conceit--oh man! The wise can teach us to our From our birth that's what we are taught. We hear dying day, but they can't get rid of it. It remains hard this over and over again, and it penetrates our hearts and fast. Our wrong ideas and bad tendencies remain and stays there as our habitual feeling. We're taught so solid and unbudging, and we're not aware of it. to get things, to accumulate and hold on to them, So the wise have said that removing this self-conceit to see them as important and as ours. This is what and turning wrong understanding into right under- our parents know, and this is what they teach us. So standing is about the hardest thing to do. it gets into our minds, into our bones. For us who are worldly beings (putthujana) to When we take an interest in meditation and hear progress on to being virtuous beings (kalyanajana) the teaching of a spiritual guide, it's not easy to un- is so hard. Putthujana means people who are thick- derstand. It doesn't really grab us. We're taught not ly obscured, who are dark, who are stuck deep in to see and do things the old way, but when we hear this darkness and obscuration. The kalyanajana has it, it doesn't penetrate the mind; we only hear it with made things lighter. We teach people to lighten, our ears. People just don't know themselves. but they don't want to do that, because they don't So we sit and listen to teachings, but it's just understand their situation, their condition of ob-
  15. 15. แสงธรรม 13 Saeng Dhamma scuration. So they keep on wandering in their con- they just go. Wrong view is like that. It delights in fused state. that kind of thing. The stinking and rotten is what If we come across a pile of buffalo dung, we smells good to it. It's bogged down and immersed won't think it's ours and we won't want to pick it in that. up. We will just leave it where it is, because we What's sweet-smelling to a bee is not sweet to know what it is. a fly. The fly doesn't see anything good or valuable It's like that. That's what's good in the way in it and has no craving for it. There is difficulty in of the impure. That which is evil is the food of practice, but in anything we undertake, we have bad people. If you teach them about doing good, to pass through difficulty to reach ease. In Dhar- they're not interested, but prefer to stay as they ma practice, we begin with the truth of dukkha, are, because they don't see the harm in it. With- the pervasive unsatisfactoriness of existence. But out seeing the harm, there's no way things can be as soon as we experience this, we lose heart. We rectified. If you recognize it, then you think, "Oh! don't want to look at it. Dukkha is really the truth, My whole pile of shit doesn't have the value of a but we want to get around it somehow. It's similar small piece of gold!" and then you will want gold to the way we don't like to look at old people, but instead; you won't want the dung anymore. If you prefer to look at those who are young. don't recognize this, you remain the owner of a pile If we don't want to look at dukkha, we will nev- of dung. If you are offered a diamond or a ruby, you er understand dukkha, no matter how many births won't be interested. we go through. Dukkha is noble truth. If we allow That's the "good" of the impure. Gold, jewels, ourselves to face it, then we will start to seek a and diamonds are considered something good in way out of it. If we are trying to go somewhere the realm of humans. The foul and rotten is good and the road is blocked, we will think about how for flies and other insects. If you put perfume on to make a pathway. Working at it day after day, we it, they would all flee. What those with wrong view can get through. When we encounter problems, we consider good is like that. That's the "good" for develop wisdom like this. Without seeing dukkha, those with wrong view, for the defiled. It doesn't we don't really look into and resolve our problems; smell good, but if we tell them it stinks, they'll say we just pass them by indifferently. it's fragrant. They can't reverse this view very easily. My way of training people involves some suf- So it's not easy to teach them. fering, because suffering is the Buddha's path to If you gather fresh flowers, the flies won't be enlightenment. He wanted us to see suffering, and interested in them. Even if you tried to pay them, to see origination, cessation, and the path. This is they wouldn't come. But wherever there's a dead the way out for all the aryas, the awakened ones. animal, wherever there's something rotten, that's If you don't go this way, there is no way out. The where they'll go. You don't need to call them-- only way is knowing suffering, knowing the cause
  16. 16. แสงธรรม 14 Saeng Dhamma of suffering, knowing the cessation of suffering, and fering is bad. It's not like that. Suffering is saccad- knowing the path of practice leading to the ces- hamma, truth. If there is suffering in the heart, it sation of suffering. This is the way that the aryas, becomes the cause that makes you think about beginning with stream entry, were able to escape. escaping. It leads you to contemplate. You won't It's necessary to know suffering. sleep so soundly, because you will be intent on investigating to find out what is really going on, try- ing to see causes and their results. Happy people don't develop wisdom. They are asleep. It's like a dog that eats its fill. After that it doesn't want to do anything. It can sleep all day. It won't bark if a burglar comes-- it's too full, too tired. But if you only give it a little food, it will be alert and awake. If someone tries to come sneak- ing around, it will jump up and start barking. Have you seen that? We humans are trapped and imprisoned in this world and have troubles in such abundance, and If we know, we will see it in everything we ex- we are always full of doubts, confusion, and worry. perience. Some people feel that they don't really This is no game. It's really something difficult and suffer much. But practice in Buddhism is for the troublesome. So there's something we need to get purpose of freeing ourselves from suffering. What rid of. According to the way of spiritual cultivation, should we do not to suffer anymore? When dukkha we should give up our bodies, give up ourselves. arises, we should investigate to see the causes of We have to resolve to give our lives. We can see its arising. Then once we know that, we can prac- the example of great renunciants, such as the Bud- tice to remove those causes. Suffering, origination, dha. He was a noble of the warrior caste, but he cessation--in order to bring it to cessation, we have was able to leave it all behind and not turn back. to understand the path of practice. Then once we He was the heir to riches and power, but he could travel the path to fulfillment, dukkha will no longer renounce them. arise. In Buddhism, this is the way out. If we speak the subtle Dharma, most people Opposing our habits creates some suffering. But will be frightened by it. They won't dare to enter generally we are afraid of suffering, and if some- it. Even saying, "Don't do evil," most people can't thing will make us suffer, we don't want to do it. follow this. That's how it is. So I've sought all kinds We are interested in what appears to be good and of means to get this across, and one thing I often beautiful, but we feel that anything involving suf- say is, no matter we are delighted or upset, happy
  17. 17. แสงธรรม 15 Saeng Dhamma or suffering, shedding tears or singing songs, never spiders come to stay in it. Lizards come to stay in mind--living in this world, we are living in a cage. it. All sorts of insects and crawling things come to We don't get beyond this condition of being in a stay in it. Snakes may come to live in it. Anything cage. Even if you are rich, you are living in a cage. may come to live in it. It's not only our hall; it's If you are poor, you are living in a cage. If you sing everything's hall. and dance, you're singing and dancing in a cage. If These bodies are the same. They aren't ours. you watch a movie, you're watching it in a cage. People come to stay in and depend on them. Ill- What is this cage? It is the cage of birth, the cage ness, pain, and aging come to reside in them, and of aging, the cage of illness, the cage of death. In we are merely residing along with them. When this way, we are imprisoned in the world. "This is these bodies reach the end of pain and illness mine." "That belongs to me." We don't know what and finally break up and die, that is not us dying. we really are or what we're doing. Actually all we So don't hold on to any of this. Instead you have are doing is accumulating suffering for ourselves. to contemplate the matter, and your grasping will It's not something far away that causes our suffer- gradually be exhausted. When you see correctly, ing, but we don't look at ourselves. However much wrong understanding will stop. happiness and comfort we may have, having been It is birth that has created this burden for us. born we cannot avoid aging, we must fall ill, and But generally, we people can't accept this. We we must die. This is dukkha itself, here and now. think that not being born would be the greatest The time we can be afflicted with pain or illness evil. Dying and not being born would be the worst is always. It can happen at any time. It's like we've thing of all. That's how we view things. We usually stolen something. They could come to arrest us at only think about how much we want in the future. any time because we've done that. That's our situ- And then we desire further, "In the next life, may ation. There is danger and trouble. We exist among I be born among the gods, or may I be born as a harmful things; birth, aging, and illness reign over wealthy person." our lives. We can't go elsewhere and escape them. We're asking for an even heavier burden! But we They can come catch us at any time--it's always a think that will bring happiness. good opportunity for them. So we have to cede this to them and accept the situation. We have To be continued to plead guilty. If we do, the sentence won't be so heavy. If we don't, we suffer enormously. If we plead guilty, they'll go easy on us--we won't be in- carcerated too long. When the body is born, it doesn't belong to anyone. It's like our meditation hall. After it's built,
  18. 18. แสงธรรม 16 Saeng Dhamma เรียนพุทธศาสนา ใน ๑๕ นาที บทความพิเศษ โดย.. พุทธทาสภิกขุ นั บตั้งแต่กาลที่โลกว่างเปล่า เริ่มกลายเป็น มนุษย์โลกขึ้น เมื่อหลายแสนปีมาแล้ว มนุษย์ได้ใช้มันสมองแสวงหาความสุขใส่ตน เป็นลำา อัลเลาะห์ ของอิสลาม ต่างสอนให้มอบความเชื่อใน พระเจ้าเหล่านั้นแต่ผู้เดียว ว่าเป็นผู้มีอำานาจเหนือสิ่ง ใดทั้งหมด ทั้งๆ ที่ไม่ต้องรู้ว่า ตัวพระเจ้านั้นเป็นอะไร ดับๆ มาทุกๆ ยุค จนในที่สุดเกิดมีผู้สั่งสอนลัทธิแห่ง กันแน่ และผิดจากหลักธรรมดาโดยประการต่างๆ ความสุขนั้นต่างๆ กัน ตัวผู้สอนเรียกว่า ศาสดา, คำา ต่อมาเมือสองพันปีเศษมาแล้ว ภายหลังแต่พระเจ้า ่ สอนที่สอนเรียกว่า ศาสนา, ผู้ที่ทำาตามคำาสอน เรียก ของศาสนาพราหมณ์ ก่อนแต่พระคริสต์ และพระมูหะมัด ว่า ศาสนิก, ทุกอย่างค่อยแปรมาสู่ความดียิ่งขึ้นทุกที ของชาวยุโรปและอาหรับ พระพุทธเจ้าได้อบตบงเกิดขึน ุ ัิ ั ้ สำาหรับคำาสอนขั้นโลกิยะหรือจรรยา ย่อมสอนมีหลัก ทรงสอนการพึงตนเอง และ ทรงสอนหลักธรรมทางใจใน ่ ตรงกันหมดทุกศาสนา หลักอันนั้นว่า จงอย่าทำาชั่ว จง ขันสูง ผิดกับศาสนาอืนทังหมด คือ ้ ่ ้ ทำาดี ทั้งต่อตนเองและผู้อื่น ดังที่ทราบกันได้อยู่ทั่วไป หลักกรรม แล้ว แต่ส่วนคำาสอนขั้นสูงสุดที่เกี่ยวกับความสุขทาง ใจอันยิ่งขึ้นไปนั้น สอนไว้ต่างกัน ศาสนาทั้งหลายมีจุด หมายอย่างเดียวกัน เป็นแต่สูงต่ำากว่ากันเท่านั้น ท รงสอนเป็นใจความว่า สุขทุกข์ เป็นผลเกิด มาจากเหตุของมันเอง ได้แก่ การกระทำา ของผู้นั้น ผลเกิดจากการกระทำาของผู้ใด ผู้นั้นต้อง ทุกองค์ศาสดาเว้นจากพระพุทธเจ้า สอนให้ยึด ได้รับอย่างแน่นอน และยุติธรรม ไม่มีใครอาจสับ เอาสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ซึ่งสาวกไม่มีความรู้พิสูจน์ว่าเป็น เปลี่ยน ตัวผู้ทำา กับตัวผู้รับ หรือมีอำานาจเหนือกฎอัน สิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงสุด เป็นผู้สร้างโลกและอำานวยสุขแก่ นี้ได้ นี่เรียกว่า ลัทธิกรรม มีเป็นหลักสั้นๆ ว่า สัตว์ สัตว์โลก เป็นที่พึ่งของตน ให้นับถือบูชาสิ่งนั้นโดย ทั้งหลาย มีกรรมเป็นของตน หมุนไปตามอำานาจเก่า ซึ่งในระหว่างนั้นก็ทำากรรมใหม่เพิ่มเข้า อันจะกลาย แน่นแฟ้น ปราศจากการพิสูจน์ ทดลอง แต่อย่าง เป็นกรรมเก่าต่อไปตามลำาดับ เป็นเหตุและผลของกัน ใด เริ่มต้นแต่ยุคที่ถือผี ถือไฟ ถือดวงอาทิตย์ ดวง และกันไม่รู้จักสิ้นสุด คาบเกี่ยวเนื่องกันเหมือนลูกโซ่ จันทร์ และดวงดาวต่างๆ มาจนถึงยุคถือพระเป็นเจ้า ไม่ขาดสาย เช่น พระนารายณ์ และพระพรหม ของศาสนาฮินดู เราเรียกความเกี่ยวพันอันนี้กันว่า สังสารวัฏ หรือ พระยะโฮวา ของศาสนาคริสเตียนและยิว และพระ สายกรรม มันคาบเกี่ยวระหว่างนาทีนี้กับนาทีหน้า
  19. 19. แสงธรรม 17 Saeng Dhamma หรือชั่วโมงนี้กับชั่วโมงหน้า วันนี้กับวันหน้า เดือนนี้ ในเมล็ดของมันเอง งอกงามกลายเป็นต้นไม้ใหญ่โต กับเดือนหน้า ปีนี้กับปีหน้า จนถึงชาตินี้กับชาติหน้า ขึ้นได้ รูปธาตุ และนามธาตุนั้น แต่ละอย่างก็ล้วนเกิด สับสน แทรกแซงกันจนรู้ได้ยากว่า อันไหนเป็นเหตุ มาจากการรวมพร้อมของพืชอื่นอีกต่อหนึ่ง เกิดสืบต่อ ของอันไหนแน่ ดูเผินๆ จึงคล้ายกับว่า มีใครคอย กันมาเป็นลำาดับ จนกว่าจะเหมาะสำาหรับผสมกันเข้า บันดาล สายกรรมประจำาบุคคลหนึ่งๆ ย่อมผิดจาก ในรูปใหม่เมื่อใดรูปธาตุในกายนี้ เช่น พืชและเนื้อสัตว์ ของอีกคนหนึ่ง เพราะฉะนั้น ต่างคนจึงต่างเป็นไป ซึ่งอาศัยสิ่งอื่นเกิดมาแล้วหลายต่อหลายทอด จนมา ตามแนวกรรมของตน ไม่เหมือนกัน กรรมเป็นเหตุ เป็นเชื้อบำารุงร่างกายนี้ โดยเป็นเชื้อให้เกิดและบำารุง สุขและทุกข์เป็นผลเกิดมาแต่กรรมนั้นๆ ส่วนเล็กที่สุดของร่างกาย (Cell) ที่สำาหรับจะเป็นเนื้อ หนัง กระดูก ผม ขน เล็บ ฟัน โลหิต และอื่นๆ ใน หลักอนัตตา ท ร่างกายเรา ธาตุลมอันเกิดขึ้นจากธรรมชาติส่วนอื่นๆ รงสอนอีกว่า ไม่มีพระเจ้าผู้สร้าง ไม่มีสิ่งอัน ก็ได้ใช้เป็นลมหายใจเข้าไปบำารุงโลหิต และ สิ่งต่างๆ ควรเรียกได้ว่า ตัวตน สรรพสิ่งไม่มีผู้ใดสร้าง โลหิตเป็นเหตุให้เกิดความอบอุ่นและความร้อนขึ้นได้ เกิดขึ้นแปลกๆ ก็เพราะปัจจัยตามธรรมชาติที่จะต้อง ค่อยๆ แปรไปตามลำาดับ ตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ เท่านี้ก็พอจะมองเห็นได้ว่า มันอาศัยกัน เกิดขึ้นเป็น โดยไม่อยู่ในอำานาจของใคร เรียกว่า มันเป็นอนัตตา ลำาดับๆ มามากมาย นี้เป็นการเกิดการผสม การแปร หลักอนัตตานี้จึงมีแต่ในพุทธศาสนา ไม่มีในศาสนา ของธรรมชาติฝ่ายรูปธาตุ อื่น อันสอนว่าทุกสิ่งพระเจ้าสร้างขึ้นเป็นตัวตน และ ส่วนนามธาตุนั้น ยิ่งละเอียดมาก นามธาตุอาศัย อยู่ใต้อำานาจพระเจ้า ผู้เป็นเจ้าแห่งตัวตนทั้งหลาย อยู่ได้เฉพาะในรูปธาตุที่ได้ปรับปรุงกันไว้เหมาะเจาะ ทรงสอนว่า ไม่มีตัวตน ซึ่งเที่ยงและยั่งยืน สิ่ง แล้ว และมีหน้าที่บังคับรูปธาตุพร้อมทั้งตนเอง ให้ตั้ง หนึ่งย่อมเกี่ยวเนื่องมาแต่อีกสิ่งหนึ่ง และสิ่งนั้นก็เกิด อยู่หรือเป็นไปต่างๆ ตลอดเวลาที่เข้ามาเนื่องเป็นอัน ทยอยมาแต่สิ่งอื่น แม้สิ่งอื่นนั้นก็เกิดทยอยมาแต่สิ่ง เดียวกัน ควรเปรียบเรื่องนี้ด้วยเครื่องไดนาโมไฟฟ้า อื่นอีก ตั้งต้นมานานซึ่งไม่มีใครกำาหนดได้ และจะ ชิ้นโลหะต่างๆ กว่าจะมาคุมกันเข้าจนเป็นอย่างนี้ได้ เกิดสืบต่อกันไปข้างหน้าอีกเท่าไรแน่ก็กำาหนดมิได้ นั้น ล้วนแต่เกิดจากอุตุนิยมสืบมา ไม่รู้กี่หมื่นกี่แสน เหมือนกัน กฎข้อนี้เป็นไปทำานองเดียวกัน ทั้งสิ่ง ปี จนมนุษย์นำามาปรับปรุงให้เป็นรูปต่างๆ ก็ยังหา ที่มีวิญญาณและที่หาวิญญาณมิได้ สำาหรับสิ่งที่หา มีไฟฟ้าเกิดขึ้นไม่ แต่เมื่อได้ยักย้ายประกอบกันเข้า วิญญาณมิได้ จักยกไว้ เพราะไม่เกี่ยวกับสุขทุกข์ ส่วน จนถูกส่วน พร้อมด้วยอาการหมุน มันจึงปรากฏแรง สิ่งที่มีวิญญาณ เช่น มนุษย์และสัตว์เดรัจฉาน ทั่วไป ไฟฟ้าอย่างแรงขึ้นได้ ไฟฟ้าบางส่วนนั้นปรากฏขึ้นมา เป็นสิ่งควรเรียนรู้ เพราะเกี่ยวกับสุขทุกข์ในชีวิต จากการหมุนของเครื่อง การหมุนของเครื่องกลับได้ มนุษย์เราเกิดจากการรวมพร้อมแห่งรูปธาตุ (Physi- แรงไฟนั้นเองมาช่วยสนับสนุนในการหมุนบางส่วนก็ cal Element) และนามธาตุ (Mental Element) อัน มี ถ้ามีแต่ชิ้นโลหะก็ดี มีแต่อาการหมุนอย่างเดียวก็ดี มีประจำาอยู่ตามธรรมดาในโลกนี้ เมื่อสองอย่างนี้ ยัง หรือมีแต่กระแสไฟฟ้า อันเป็นธรรมชาติประจำาอยู่ใน ประชุมกันเข้าได้อย่างเหมาะส่วน ก็เป็นมนุษย์ขึ้น เช่น สิ่งต่างๆ ในโลกก็ดี ยังไม่ประชุมกันเข้าได้แล้ว กระแส เดียวกับพืชพรรณไม้ ที่อาศัยดินฟ้าอากาศ และเชื้อ ไฟฟ้าใหม่ จะไม่ปรากฏขึนมาได้เลย ฉันใดก็ฉนนัน รูป ้ ั ้
  20. 20. แสงธรรม 18 Saeng Dhamma ธาตุ หรือ ร่างกายนี เปรียบเหมือนเครืองไดนาโม นาม ้ ่ ภายในและภายนอกตนก็ดีว่าเป็นสิ่งที่จะเป็นไปตาม ธาตุเปรียบเหมือนกระแสไฟฟ้า ได้อาศัยกันกลับไป ความประสงค์ของตนทุกเมือแล้ว จะเกิดเป็นปัญหายุง ่ ่ กลับมา จึงเป็นไปได้ ทังแต่ละอย่างๆ ล้วนต้องอาศัย ้ ยากขึนในใจของผูนน มืดมิดเกินกว่าทีเขาจะสะสางได้ ้ ้ ้ั ่ ความประจวบพร้อมแห่งเครืองประกอบ ซึงเกิดมาแต่ ่ ่ พระองค์จงทรงสอนให้หน่ายและละวางสิงต่างๆ ด้วย ึ ่ สิงอืนหลายทอดด้วยกัน นามธาตุกเกิดสืบมาโดยตรง ่ ่ ็ การไม่ยดถือทางใจ แม้วาตามธรรมดาคนเราจะต้องอิง ึ ่ จากพวกนามธาตุ อิงอาศัยอยูกบรูปธาตุ เมือรวมกันเข้า ่ ั ่ อาศัยสิงนันๆ เพือมีชวตอยู หมายความว่าเราปฏิบติ ่ ้ ่ ีิ ่ ั แล้ว เราสมมติเรียกคนหรือสัตว์ ชือนันชือนี เพือสะดวก ่ ้ ่ ้ ่ ต่อมันให้ถกต้องก็แล้วกัน ู แก่การพูดจา เช่นเดียวกับสมมติเรียกชินโลหะและวัตถุ ้ เมื่อเราไม่เข้าไปผูกใจในสิ่งใด สิ่งนั้นก็ไม่เป็นนาย ต่างๆ ว่าเครืองไดนาโม ยีหอนันยีหอนีเหมือนกัน หลัก ่ ่ ้ ้ ่ ้ ้ บังคับใจเราให้อยาก ให้โกรธ ให้เกลียด ให้กลัว ให้ ของการทีสงต่างๆ เป็นเหตุผลของกันและให้เกิดสืบ ่ ่ิ เหี่ยวแห้ง หรือให้อาลัยถึงมันได้ เราจะอยู่เป็นสุข สาวกันไปนี เป็นปัญหาทีละเอียด ลึกซึง ซึงพระองค์ได้ ้ ่ ้ ่ เมื่อใจหลุดพ้นแล้ว ก็เป็นอันว่าไม่มีอะไรมาทำาให้เรา ทรงตีแตกอย่างทะลุปรุโปร่งในตอนหัวค่าแห่งคืนตรัสรู้ ำ กลับเป็นทุกข์ได้อีกจนตลอดชีวิต การคิดแล้วคิดอีก ทีใต้ตนมหาโพธิทพทธคยาเรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท ่ ้ ์ ่ี ุ เพื่อตีปัญหานี้ให้แตกจนใจหลุดพ้นเรียกว่า วิปัสสนา ความรูอนนี ทำาให้พระองค์ทรงรูจกโลกดีพอทีจะตี ้ั ้ ้ั ่ กัมมัฏฐาน และเมื่อใจเราไม่ค่อยยอมคิดให้จริงจัง ลึก ปัญหาทีสองออกได้สบไปว่า มนุษย์เราควรทำาอย่างไร ่ ื ซื้ง เพราะอาจฟุ้งซ่าน ด้วยความรัก ความโกรธ ความ กัน จึงเหมาะแก่โลกซึงมีธรรมชาติเป็นอย่างนี หรือจะ ่ ้ กลัว ความขี้เกียจ หรืออะไรก็ตาม จะต้องทำาการข่ม อยูเป็นสุขในโลกอันมีสภาวะเช่นนีได้? การตีปญหา ่ ้ ั ใจให้ปลอดจากอุปสรรคนั้นๆ เสียก่อน การข่มใจนั้น ข้อสองออกได้สาเร็จผล เกิดเป็นหลักธรรมต่างๆ ที่ ำ เราเรียกกันว่า สมถกัมมัฏฐาน ถ้าไม่มีอุปสรรคเหล่า พระองค์ใช้สอนบริษทในสมัยต่อมานันเอง อันรวมใจ ั ่ นี้ สมถกัมมัฏฐานก็ไม่เป็นของจำาเป็นนัก นอกจาก จะ ความได้สนๆ ว่า สิงซึงเกิดมาจากสิงอืน ซึงไม่เทียง ้ั ่ ่ ่ ่ ่ ่ เข้าฌาน เพื่อความสุขของพระอริยเจ้า เช่นเดียวกับ ถาวร และทังอาการทีสบต่อกันมาก็ไม่ถาวรแล้ว สิงนัน ้ ่ื ่ ้ การหลับนอน เป็นการพักผ่อนอย่างแสนสุขของพวก จะเทียงถาวรอย่างไรได้ ย่อมกระสับกระส่าย โยกโคลง ่ เราๆ เหมือนกัน คำาสั่งสอนส่วนมากของพระองค์ เรา แปรปรวนไปตามกัน สิงทีแปรปรวน ไม่คงที ย่อมก่อให้่ ่ ่ จึงพบแต่วิปัสสนากัมมัฏฐานเป็นส่วนใหญ่ เกิดภาวะชนิดทีทนได้ยาก คือทำาให้เจ้าของได้รบความ ่ ั ไม่พอใจ เสียใจ และเป็นทุกข์ เมือมันแปรปรวนและ ่ ความยึดถือ หรืออุปาทาน เป็นทุกข์อยูอย่างนีแล้ว ่ ้ มนุษย์จึงไม่ควรฝืนธรรมดา สะเออะเข้าไปรับ เอาความทุกข์นั้น โดยเข้าใจอ้างตัวเอง เป็นเจ้าของ เ ราจะมองเห็นอย่างแจ่มแจ้งได้แล้วว่า สภาพ แห่งทุกข์มีอยู่ในโลกนี้จริง แต่บุคคลผู้จะรับ ทุกข์นั้นหามีไม่ ถ้าหากเขาจะไม่หลงเข้าไปรับเอา ร่างกายนี้และร่างกายอื่น มันไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่ ด้วยความเข้าใจผิดว่า สิ่งนั้นเป็นสุขและอยากได้ หรือ กรรมสิทธิ์ของเรา เห็นได้ตรงที่ไม่อยู่ในอำานาจเรา หวงแหนจนเกิดการยึดมั่น หรือเข้าใจไปว่า ทั้งมัน เราไม่ได้ทามันขึน นอกจากอำานาจธรรมชาติแห่งนาม ำ ้ ทั้งเขาเป็นตัวตนที่จะอยู่ในอำานาจของตนได้ทุกอย่าง และรูปเท่านัน ผูทเข้าไปผูกใจในสิงต่างๆ ทังทีเป็นของ ้ ้ ่ี ่ ้ ่ ตามแต่จะปรารถนา คิดดูกเป็นการน่าขันและน่าสลดใจ ็

×