โวหาร

52,505 views

Published on

Published in: Education
0 Comments
3 Likes
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

No Downloads
Views
Total views
52,505
On SlideShare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
1,986
Actions
Shares
0
Downloads
74
Comments
0
Likes
3
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

โวหาร

  1. 1. <ul><li>โวหาร </li></ul>
  2. 2. <ul><li>โวหาร คือ ศิลปะการใช้ถ้อยคำที่ก่อให้เกิดจินตนาการ มีรสกระทบอารมณ์และความรู้สึก ซึ่งต่างจากใช้ถ้อยคำตรงไปตรงมา โดยที่โวหารนั้นเมื่อกล่าวถึงสิ่งหนึ่งจะมีความหมายอีกสิ่งหนึ่ง เพื่อเป็นการขยายความให้ชัดเจนขึ้น ผู้รับสารสามารถเข้าใจความหมายได้ลึกซึ้งกว่าการใช้ถ้อยคำอย่างตรงไปตรงมา บางครั้งผู้รับสารยังสามารถเห็นภาพ เข้าใจถึงความคิดและความรู้สึกของผู้ส่งสาร การใช้โวหารลักษณะดังกล่าววงการวาทศิลป์และการประพันธ์ </li></ul><ul><li>เรียกว่า ภาพพจน์ ( Figures of Speech ) </li></ul>
  3. 3. <ul><li>การใช้โวหารกระทำได้อย่างกว้างๆ ๓ วิธี คือ </li></ul><ul><li>การสร้างบุคคลสมมุติ </li></ul><ul><li>การเปรียบเทียบสิ่งหนึ่งกับอีกสิ่งหนึ่ง </li></ul><ul><li>การใช้เสียงคำสร้างภาพและความหมายพิเศษ </li></ul>
  4. 4. <ul><li>การสร้างบุคคลสมมุติ </li></ul><ul><li>การใช้โวหารโดยการสร้างบุคคลสมมุติ ได้แก่ การใช้คำโดยไม่เปลี่ยนแปลงความหมายพื้นฐานสัตว์ ธรรมชาติหรือนามธรรมที่กล่าวถึง เช่น คลื่น ลม น้ำ ปลา ความรัก ความเศร้า ก็ยังคงสภาพเช่นเดิม เพียงสมมุติให้แสดงกิริยาอาการและความรู้สึกนึกคิดได้อย่างมนุษย์ โวหารลักษณะนี้เรียกว่า บุคลาธิษฐาน นิยมใช้ในวรรณกรรมทั้งร้อยแก้วและร้อยกรอง เพื่อให้เกิดภาพชัดเจนและเร้าอารมณ์ความรู้สึก </li></ul>
  5. 5. <ul><li>ตัวอย่าง เช่น </li></ul><ul><li>ลดาดิน ติณชาติหลับใหล ตื่นขึ้น ไหวไหวในลมหนาว </li></ul><ul><li>หยาดย้อยพลอยน้ำค้างแวววาว ราวท้าแก้วแหวนแดนดิน </li></ul><ul><li>สายธารดั่งนาฬิกาแก้ว แว่วแว่วจ๊อกจ๊อกเซาะ ซอกหิน </li></ul><ul><li>เงียบเงียบกรวดทรายไหลริน กลิ้งกระแสสินธุ์แข่งเวลา </li></ul>จาก A-NET 2550
  6. 6. <ul><li>สรุป </li></ul><ul><li>โวหาร คือ ศิลปะการใช้ถ้อยคำที่ก่อให้เกิดจินตนาการ มีรสกระทบอารมณ์และความรู้สึก ผู้รับสารสามารถเข้าใจความหมายได้ลึกซึ้งกว่าการใช้ถ้อยคำอย่างตรงไปตรงมา บางครั้งผู้รับสารยังสามารถเห็นภาพ เข้าใจถึงความคิดและความรู้สึกของผู้ส่งสาร และ การใช้โวหารโดยการสร้างบุคคลสมมุติ เช่น คลื่น ลม น้ำ ปลา ความรัก ความเศร้า ก็ยังคงสภาพเช่นเดิม สมมุติให้แสดงกิริยาอาการและความรู้สึกนึกคิดได้อย่างมนุษย์ โวหารลักษณะนี้เรียกว่า บุคลาธิษฐาน </li></ul>
  7. 7. การเปรียบเทียบสิ่งหนึ่งกับอีกสิ่งหนึ่ง
  8. 8. การใช้ถ้อยคำเพื่อให้เกิดภาพวิธีนี้มีการเปลี่ยนแปลงความหมายพื้นฐานของคำ โดยการเปรียบเทียบของสิ่งหนึ่งกับอีกสิ่งหนึ่งในลักษณะต่างๆ ดังนี้ ๑ . อุปลักษณ์ คือ การเปรียบเทียบของสิ่งหนึ่งว่าเป็นหรือคืออีกสิ่งหนึ่งโดยตรง โดยใช้กริยาอาศัยส่วนเติมเต็ม เป็น คือ ใช่ เท่า ต่าง บางทีภาพพจน์แบบอุปลักษณ์กล่าวถึงสิ่งที่นำมาเปรียบเทียบทันทีโดยปริยายไม่มีคำกริยาดังกล่าว จงตั้งเอากายเจ้า เป็น สำเภาอันโสภา ความเพียร เป็น โยธา แขนซ้ายขวา เป็น เสาใบ นิ้ว เป็น สายรยางค์ สองเท้า ต่าง เสมอใหญ่ ปาก เป็น นายงานไป อัธยาศัย เป็น เสบียง สติ เป็น หางเสือ ถือท้ายเรือไว้ให้เที่ยง ถือไว้อย่าให้เอียง ตัดลัดเลี่ยมข้ามคงคา ( ดรุณศึกษา เล่ม ๓ )
  9. 9. ครืนครืน ใช่ ฟ้าร้อง เรียมครวญ หึ่งหึ่ง ใช่ ลมหวน พี่ให้ ฝนตก ใช่ ฝนนวล พี่ทอด ใจนา ร้อน ใช่ ร้อนไฟไหม้ พี่ร้อนกลกาม ( ตำนานศรีปราชญ์ : พระยาปริยัติธรรมธาดา ( แพ ) ) สารสยามภาคพร้อง กลกานท์ นี้ฤา คือ คู่มาลาสวรรค์ ช่อช้อย เบญญาพิศาลแสดง เดิมเกียรติ พระฤา คือ คู่ไหมแสร้งร้อย กึ่งกลาง ( ลิลิตยวนพ่าย )
  10. 10. กลางคืนคอย เป็น ควันอั้นอัดไว้ ครั้นกลางวันก็ เป็น ไฟไปทุกอย่าง ร่างกายถูกผูกพันสรรพางค์ เป็น สื่อกลางแก่ใจรับใช้การ ( วารีดุริยางค์ : เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ) ตะปูดอกใหญ่ตรึ้ง บาทา อยู่เฮย จึ่งบ่อาจลีลา คล่องได้ เชิญผู้ที่เมตตา แก่สัตว์ ปวงแฮ ชักตะปูนี้ให้ ส่งข้าอัญขยม ( ขัตติยพันธกรณี : รัชการที่ ๕ ) คำ ตะปู เป็นอุปลักษณ์ ในความหมายเปรียบเป็นพระประชวรหรือความเจ็บปวดในพระทัยโดยปริยาย ไม่มีคำกริยาเป็น เช่นอุปลักษณ์ทั่วไปหรือไม่มีคำเชื่อมแสดงอุปมาประกอบ
  11. 11. ๒ . อุปมา คือ การเปรียบเทียบว่าสิ่งหนึ่งเหมือนกับอีกสิ่งหนึ่ง โดยใช้คำเชื่อมซึ่งมีความหมายเดียวกับ เหมือน คำเชื่อมดังกล่าว เช่น กล คล้าย เฉก เปรียบเหมือน เสมือน ประดุจ ประหนึ่ง ปาน ปูน เพียง ราว ราวกับ ชีวิตสังขารมนุษย์ไม่ยั่งยืนยาว เหมือน เหล็ก เหมือน ศิลา ความชั่วนั้นคงจะปรากฏเป็นโทษติดตัวเ หมือน เงาตามหลังอยู่ไม่ขาด ท่านมีรอยปิดทองคำเปลวแผ่นเล็กๆ ระกะไปราวกับพระพุทธรูปโบราณที่คนบนบาน ( พระครูวัดฉลอง : สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ )
  12. 12. กรุงกษัตริย์ขอขึ้นก็นับร้อย เราเป็นเมืองน้อยกระจิหริด ดั่งหิ่งห้อยจะแข่งแสงอาทิตย์ เห็นผิดระบอบบุราณมา ( อิเหนา : รัชกาลที่ ๒ ) พันลึกล่มลั่นฟ้า เฉกอสุนีผ่าหล้า แหล่งเพี้ยงพกพัง แลนา ( ลิลิตตะเลงพ่าย : สมเด็จฯกรมพระปรมานุชิตชิโนรส ) คุณแม่หนาหนักเพี้ยง พสุธา คุณบิดรดุจอา - กาศกว้าง คุณพี่พ่างศิขรา เมรุมาศ คุณพระอาจารย์อ้าง อาจสู้สาคร ( โลกนิติคำโคลง : สมเด็จฯกรมพระยาเดชาดิศร )
  13. 13. <ul><li>นามนัย คือ การเปรียบเทียบโดยใช้ส่วนประกอบที่เด่นและมีความสัมพันธ์กับสิ่งหนึ่งสิ่งใดแทนสิ่งนั้น ๆ ทั้งหมด </li></ul>๓ . นามนัย
  14. 14. <ul><li>ฉัตร เป็นเครื่องสูงที่สำคัญยิ่งของพระเจ้าแผ่นดิน </li></ul><ul><li>มงกุฎ เป็นเครื่องสูงสำคัญของพระเจ้าแผ่นดินและเป็นรางวัลสำคัญ </li></ul><ul><li>ที่มอบให้หญิงผู้ชนะการประกวดนางงาม </li></ul><ul><li>เข็มขัด เป็นเครื่องหมายบอกตำแหน่งของผู้ชนะเลิศมวยอาชีพรุ่น </li></ul><ul><li>ต่างๆ </li></ul><ul><li>เก้าอี้ เป็นเครื่องใช้สำคัญอย่างหนึ่งของผู้ทำหน้าที่บริหารงาน </li></ul><ul><li>สมอง เป็นอวัยวะสำคัญในการคิดและใช้สติปัญญา </li></ul>
  15. 15. ตัวอย่างการใช้คำ <ul><li>ท้าวทั่วทิศทั่วเทศ ได้ทุกเขตทุกด้าว น้าว มกุฏ มานบ น้อมพิภพมานอบว่านครรามินทร์ ผลัดแผ่นดินเปลี่ยนราช เยียววิวาทชิง ฉัตร เพื่อกษัตริย์สองสู้ </li></ul><ul><li>( ลิลิตตะเลงพ่าย : สมเด็จฯกรมพระปรมานุชิตชิโนรส ) </li></ul>
  16. 16. ตัวอย่างการใช้คำ <ul><li>หญิงไทยได้ครอง มงกุฎ นางงามเอเชียแปซิฟิกมาแล้ว ๒ คนนักมวยไทยได้ครอง เข็มขัด มวยโลกรุ่นเล็กหลายสถาบันคนที่มีความรู้ระดับปริญญานับเป็น สมอง ของชาติ </li></ul>
  17. 17. ความหมายของอุปมานิทัศน์ <ul><li>อุปมานิทัศน์ คือ การเปรียบเทียบโดยการยกเรื่องราวหรือนิทานมาประกอบ ขยาย หรือแนะโดยนัยให้ผู้อ่านผู้ฟังเข้าใจในแนวคิด หลักธรรม หรือความประพฤติที่สมควรได้แจ่มแจ้งยิ่งขึ้น </li></ul>๔ . อุปมานิทัศน์
  18. 18. ตัวอย่างการใช้อุปมานิทัศน์ <ul><li>นิทานเรื่อง คนตาบอดคลำช้าง เป็นอุปมานิทัศน์ชี้ให้เห็นว่า คนที่มีประสบการณ์หรือมีภูมิหลังต่างกันย่อมมีความสามารถในการรับรู้ความเชื่อ และ ทัศนคติต่างกัน </li></ul>
  19. 19. <ul><li>โคลงโลกนิติบทที่ว่าด้วย หนูท้ารบราชสีห์ เป็นอุปมานิทัศน์แสดงให้เห็นว่า คนโง่หรือคนพาลที่ด้อยทั้งกำลังกายและกำลังปัญญาบังอาจข่มขู่ท้าทายผู้ทีกำลังเหนือกว่าตนทุกด้าน แต่ผู้ที่ถูกท้ากลับเห็นว่า ถ้าตนลดตัวลงไปเกี่ยวข้องด้วยเท่ากับเอาพิมเสนไปแลกกับเกลือ จึงหลีกเลี่ยงเสีย ปล่อยให้คนโง่ซึ่งมีความอหังการนั้นพ่ายแพ้แก่ตนเอง </li></ul>
  20. 20. ๕ . ปฏิพากย์ <ul><li>ปฏิพากย์ คือ การเปรียบเทียบโดยใช้คำที่มีความหมายตรงกันข้าม ส่วนมากใช้เป็นสำนวนคำพังเพยหรือสุภาษิต เช่น </li></ul><ul><li>หวานเป็นลม ขมเป็นยา </li></ul><ul><li>ลิ้นยาวทำให้ชีวิตสั้น </li></ul><ul><li>รักยาวให้บั่น รักสั้นให้ต่อ </li></ul>
  21. 21. ๖ . สัญลักษณ์ สัญลักษณ์ คือ การเปรียบเทียบโดยใช้สิ่งหนึ่งแทนสิ่งหนึ่ง ซึ่งมีคุณสมบัติหรือลักษณะบางอย่างร่วมกัน
  22. 22. <ul><li>เช่น </li></ul><ul><li>ดอกไม้มีความสวยงามบอบบาง ซึ่งเป็นลักษณะร่วมกันกับผู้หญิง </li></ul><ul><li>ดอกไม้จึงมักใช้เป็นสัญลักษณ์แทนผู้หญิง </li></ul><ul><li>ราชสีห์เป็นสัตว์มีอำนาจยิ่งใหญ่ น่าเกรงขาม จึงมักใช้เป็น </li></ul><ul><li>สัญลักษณ์แทนผู้มีอำนาจ </li></ul><ul><li>รู้ไหม ? </li></ul><ul><li>ทราบไหม ว่าการที่ตราครุฑเป็นสัญลักษณ์ของประเทศไทยก็เนื่องมาจาก </li></ul><ul><li>คติความเชื่อที่ว่าครุฑเป็นสัตว์ที่มีฤทธิ์มาก เป็นพาหนะของพระนารายณ์ </li></ul><ul><li>และ พระมหากษัตริย์ก็เป็นพระนารายณ์ อวตารมาปกครองบ้านเมือง </li></ul>
  23. 23. สัญลักษณ์ที่นิยมใช้กันทั่วไป เช่น สีขาว แทนความบริสุทธิ์ ความไร้เดียงสา สีดำ แทนความตาย ความโศก ความชั่วร้าย ดอกมะลิ แทนความบริสุทธิ์ ความยินดี ดอกกุหลาบ แทนความรักของหนุ่มสาว ดอกบานไม่รู้โรย แทนความมั่นคง ความยั่งยืน ผึ้ง มด แทนความขยันขันแข็ง ความอุตสาหะ เมฆ หมอก แทนอุปสรรค ความเศร้า
  24. 24. ฝน แทนความชุ่มฉ่ำ ความเมตตากรุณา รุ่งอรุณ แทนความแจ่มใส การเริ่มต้น หญ้าแพรก ดอกมะเขือ แทนสติปัญญา ความงอกงาม สุนัขจิ้งจอก แทนคนเจ้าเล่ห์ ลา แทนคนโง่ นกขมิ้น แทนคนเร่ร่อนพเนจร
  25. 25. อาจเป็นการกล่าวเกินจริง ( อติพจน์ ) หรือการกล่าวน้อยกว่าความจริง ( อวพจน์ ) การกล่าวเกินจริงเป็นการเปรียบเทียบให้เห็นหนักแน่นชัดเจน กระทบความรู้สึกยิ่งขึ้น และสามารถแสดงความรู้สึกของกวีได้อย่างชัดเจน ๗ . การกล่าวผิดความเป็นจริง
  26. 26. ตัวอย่างอติพจน์ เช่น ร้องไห้จนน้ำตาเป็นสายเลือด การบินไทยรักคุณเท่าฟ้า รอไปชาติหน้า เราบินข้ามโลกมาชั่วลัดนิ้วมือเดียว
  27. 27. ตราบขุนคิริข้น ขาดสลาย แลแม่ รักบ่หายตราบหาย หกฟ้า สุริยจันทรขจาย จากโลก ไปฤๅ ไฟแล่นล้างสี่หล้า ห่อนล้างอาลัย

×