2 130702100837-phpapp01

119 views

Published on

0 Comments
0 Likes
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

No Downloads
Views
Total views
119
On SlideShare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
2
Actions
Shares
0
Downloads
2
Comments
0
Likes
0
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

2 130702100837-phpapp01

  1. 1. นายรังสิทธิ์ แก่นอินทร์ ม.6/1 กลุ่มวัน อังคาร หน่วยที่ 2 โปรโตคอล Protocol คือมาตรฐาน หรือข้อตกลงเกี่ยวกับการสื่อสารข้อมูลในระบบเครือข่าย ซึ่ง ครอบคลุมถึงวิธีการและรูปแบบการส่งข้อมูล จังหวะเวลาการส่งข้อมูล ลำาดับการรับส่ง ข้อมูล และวิธีจัดการป้องกันความผิดพลาดต่าง ๆ โปรโตคอลเปรียบเสมือนภาษาที่ใช้ใน การสื่อสารในระบบเครือข่าย ดังนั้นถ้าใช้โปรโตคอลที่ต่างกันก็จะคุยกันไม่รู้เรื่อง องค์ ประกอบของโปรโคคอลประกอบด้วย 3 ส่วนหลักคือ • Syntax หมายถึงรูปแบบ(Format) หรือโครงสร้าง(Structure) ของข้อมูล เช่น กำาหนด ว่าใน 8 บิตแรกจะหมายถึงแอดเดรส(address) ของผู้ส่ง อีก 8 บิตถัดมา หมายถึง แอดเดรสของผู้รับ ส่วนที่เหลือจึงจะเป็นข้อมูลจริงๆ ถ้าไม่มีการกำา หนด syntax แล้ว แอนติตี้จะไม่สามารถทราบได้เลยว่าบิตแต่ละบิตที่ได้รับมานั้น คืออะไร • Semantics หมายถึง ความหมายของข้อมูลที่ได้รับมา เช่น เมื่อได้รับข้อมูลแล้ว เอนติตี้ รู้syntax แล้ว แต่จะยังไม่รู้ว่าบิตแต่ละบิตนั้นทำาอะไรได้บ้าง ดังนั้นจึงต้อ งมาทำาการ แปลความหมายของบิตเหล่านั้นเสียก่อน เช่น เมื่อทราบแอดเดรส ของผู้รับแล้ว เอนติตี้ จะสามารถทำาการหาเส้นทาง • Timing เป็นข้อกำาหนดของเวลาในการรับส่งข้อมูล เนื่องจากเอนติตี้แต่ละตัวนั้น มา ความเร็วในการรับส่งที่ไม่เท่ากัน เช่น ตัวหนึ่งมีความเร็วของการส่ง 100 Mbps แต่อีก ตัวมีความเร็วในการรับแค่1 Mbps ถ้าไม่มีโพรโตคอลแล้วข้อมูล โดยส่วนใหญ่จะหายไป เนื่องจากเอนติตี้ที่ทำางานช้ากว่าจะไม่สามารถรับข้อมูล ได้ทัน โพรโทคอลเป็นองค์ประกอบที่สำาคัญของการสื่อสารข้อมูล ดังนั้นจึงจำาเป็นต้องมี มาตรฐาน (Standard) เพื่อให้เกิดความเป็นสากล และเนื่องจากมีการใช้อุปกรณ์ มากมายหลากหลายชนิด สำาหรับการสื่อสารข้อมูลในระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ อีกทั้ง ยังมีผู้ผลิตอุปกรณ์ดังกล่าวกระจายอยู่ ทั่วโลก ดังนั้นจึงต้องมีการกำาหนดมาตรฐานเอา ไว้ เพื่อให้อุปกรณ์ทุกชิ้นสามารถทำางานร่วมกันได้ ตัวอย่างของมาตรฐานการสื่อสามารข้อมูลด้วยคอมพิวเตอร์ที่กำาหนด โดย International Organization for Standardization (ISO) มีดังนี้ การสื่อสารข้อมูลด้วยคอมพิวเตอร์จะประกอบด้วยฝ่ายผู้ส่งและผู้รับ และจะเริ่ม ด้วยฝ่ายผู้ส่ง ต้องการส่งข้อมูลโดยผ่านชั้นมาตรฐาน 7 ชั้น เรียงลำาดับดังนี้ 1. ชั้นกายภาพ(physical layer)ทำาหน้าที่แปลงข้อมูลในรูปของสัญญาณ ดิจิทัลให้ ผ่านตัวกลางแต่ละชนิดได้ 2. ชั้นเชื่อมโยงข้อมูล(data link layer)ทำาหน้าที่เสมือนเป็นผู้บริการส่ง ข้อมูล คือ ส่งข้อมูลผ่านทางสายส่งโดยมีกระบวนการตรวจสอบความผิดพลาดของข้อมูล อันเนื่องมาจาก สัญญาณรบกวนที่เกิดในสายส่ง รวมทั้งมีการแก้ไขความผิด พลาดดังกล่าวด้วย เป็นชั้นที่ควบคุมความ ถูกต้องระหว่างการส่งข้อมูลระหว่าง จุด(node) 2 จุดที่อยู่ติดกันในเครือข่าย 3. ชั้นเครือข่าย(network layer)ทำาหน้าที่ควบคุมการส่งผ่านข้อมูล ระหว่างต้นาง และปลายทางโดยผ่านจุดต่างๆ บนเครือข่ายให้เป็นไปตามเส้นทางที่กำาหนด รวบรวมและ แยกแยะข้อมูลเพื่อหาเส้นทางในการส่งข้อมูลที่เหมาะสม 4. ชั้นขนส่ง(transport layer)เป็นชั้นของการตรวจสอบและควบคุมการส่ง ข้อมูล ระหว่างเครื่องต้นทางและเครื่องปลายทางให้ถูกต้อง
  2. 2. 5. ชั้นส่วนงาน(session layer)ทําหน้าที่สร้างการติดต่อระหว่างเครื่องต้น ทางและ ปลายทาง ตลอดจนดูแลการส่งข้อมูลระหว่างเครื่องทั้งสองให้ถูกต้องและมี ประสิทธิภาพโดย กําหนดขอบเขตการรับ-ส่ง คือกําหนดจุดผู้รับและผู้ส่งโดยจะ เพิ่มเติมรูปแบบการรับ-ส่ง ข้อมูลว่าเป็นแบบ ข้อมูลชุดเดียว หรือหลายชุดพร้อมๆ กัน เช่น โมดูล(module) ของการนําเสนอผ่านเว็บ 6. ชั้นการนําเสนอข้อมูล(presentation layer)จะแปลงข้อมูลที่ส่งมาให้ อยู่ในรูป แบบที่โปรแกรมของเครื่องผู้รับเข้าใจ รวมทั้งการจัดรูปแบบและนําเสนอข้อมูลโด ยกําหนดรูปแบบ ภาษา ชนิด และวิธีการเข้าถึงข้อมูลของเครื่องผู้ส่งให้เครื่อง ผู้รับเข้าใจ เช่น การนําเสนอผ่านเว็บ การ เข้ารหัสและถอดรหัสข้อมูล 7. ชั้นการประยุกต์(application layer)เป็นส่วนติดต่อระหว่างโปรแกรม ประยุกต์ ของเครือข่ายผู้ใช้ โดยคอมพิวเตอร์จะแปลงข้อมูลที่ได้รับเข้าสู่ระบบ เช่น การ เข้าใช้งานระบบ คอมพิวเตอร์ที่อยู่ในเครือข่าย การถ่ายโอนข้อมูลและไปรษณีย์ อิเล็กทรอนิกส สําหรับโพรโทคอลการสื่อสารข้อมูลในปัจจุบันมีอยู่มากมาย แต่ในที่นี้เราจะมาทํ าความรู้จัก กับโพรโทคอลที่มีการใช้งานอย่างกว้างขวางคือ TCP/IP, FTP, HTTP และ HTTPs โพรโตคอล TCP/IP (Transmission Control Protocol/Internet Protocol) ได้รับการพัฒนามาตั้งแต่ปี1960 ซึ่งถูกใช้เป็นครั้งแรกในเครือข่าย ARPANET ซึ่งต่อมาได้ขยายการ เชื่อมต่อไปทั่วโลกเป็นเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ทําให้TCP/IP เป็นที่ ยอมรับอย่างกว้างขวางจนถึง ปัจจุบันเป็นชุดของโพรโตคอลที่ถูกใช้ในการสื่อสารผ่าน เครือข่ายอินเทอร์เน็ต โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อให้สามารถใช้สื่อสารจากต้นทางข้ามเครือ ข่ายไปยังปลายทางได้ และสามารถหาเส้นทางที่จะส่ง ข้อมูลไปได้เองโดยอัตโนมัติ ถึง แม้ว่าในระหว่างทางอาจจะผ่านเครือข่ายที่มีปัญหา โพรโตคอลก็ยังคง หาเส้นทางอื่นใน การส่งผ่านข้อมูลไปให้ถึงปลายทางได้โดยมีจุดประสงค์ของการสื่อสารตามมาตรฐาน สามประการคือ o เพื่อใช้ติดต่อสื่อสารระหว่างระบบที่มีความแตกต่างกัน o ความสามารถในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในระบบเครือข่าย เช่นใน กรณีที่ผู้ ส่งและผู้รับยังคงมีการติดต่อกันอยู่ แต่โหนดกลางทีใช้เป็นผู้ ช่วยรับ-ส่งเกิด เสียหายใช้การไม่ได้ หรือสายสื่อสารบางช่วงถูกตัดขาด กฎการสื่อสารนี้ จะต้องสามารถจัดหาทางเลือกอื่นเพื่อทําให้การสื่อสา รดําเนินต่อไปได้โดย อัตโนมัต o มีความคล่องตัวต่อการสื่อสารข้อมูลได้หลายชนิดทั้งแบบที่ไม่มีความเร่ง ด่วน เช่น การจัดส่งแฟ้มข้อมูล และแบบที่ต้องการรับประกันความเร่ง ด่วนของ ข้อมูล เช่น การสื่อสารแบบ real-time และทั้งการสื่อสารแบบ เสียง (Voice) และข้อมูล(data) การส่งข้อมูลโดยใช้โพรโตคอล TCP/IP จะเป็นการส่งข้อมูลผ่านในแต่ละเลเยอร์ โดยแต่ละเล เยอร์จะทําการประกอบข้อมูลที่ได้รับมา กับข้อมูลส่วนควบคุมซึ่งถูกนํามาไว้ ในส่วนหัวของข้อมูลเรียกว่า Header ภายใน Header จะบรรจุข้อมูลที่สําคัญของ โพรโตคอลที่ทําการ Encapsulate เมื่อผู้รับได้รับข้อมูล ก็จะเกิดกระบวนการทํางานย้อน กลับคือ โพรโตคอลเดียวกัน ทางฝั่งผู้รับก็จะ ได้รับข้อมูลส่วนที่เป็น Header ก่อนและนํา
  3. 3. ไปประมวลและทราบว่าข้อมูลที่ตามมามีลักษณะอย่างไร ซึ่งกระบวนการย้อนกลับนี้เรียก ว่า Demultiplexing ชั้นโฮสต์-เครือข่าย(Host-to-network) โพรโตคอลสําหรับการควบคุมการสื่อสารในชั้นนี้เป็นสิ่งที่ไม่มีการกําหน ดรายละเอียดอย่างเป็นทางการหน้าที่หลักคือการรับข้อมูลจากชั้น สื่อสาร IP มา แล้วส่งไปยังโหนดที่ระบุไว้ในเส้นทางเดินข้อมูลทางด้านผู้รับก็จะทํางานในทาง กลับกันคือรับข้อมูลจากสายสื่อสารแล้วนําส่งให้กับโปรแกรมในชั้นสื่อสาร ชั้นสื่อสารอินเตอร์เน็ต(The Internet Layer) ใช้ประเภทของระบบการสื่อสารที่เรียกว่าระบบเครือข่ายแบบสลับช่อง สื่อสารระดับแพ็กเก็ต(packet-switching network) ซึ่งเป็น การติดต่อแบบไม่ต่อ เนื่อง(Connectionless) หลักการทํางานคือการปล่อยให้ข้อมูลขนาด เล็กที่เรียก ว่า แพ็กเก็ต(Packet) สามารถไหลจากโหนดผู้ส่งไปตามโหนดต่างๆ ในระบบ จนถึงจุดหมายปลายทางได้โดยอิสระหากว่ามีการส่งแพ็กเก็ตออกมาเป็นชุดโดย มีจุดหมาย ปลายทางเดียวกันในระหว่างการเดินทางในเครือข่ายแพ็กเก็ตแต่ละ ตัวในชุดนี้ก็จะเป็นอิสระ แก่กันและกัน ดังนั้นแพ็กเก็ตที่ส่งไปถึงปลายทางอาจจะ ไม่เป็นไปตามลําดับก็ได้ ชั้นสื่อสารนําส่งข้อมูล(Transport Layer) แบ่งเป็นโพรโตคอล 2 ชนิดตามลักษณะ ลักษณะ แรกเรียก ว่า Transmission Control Protocol (TCP) เป็นแบบที่มีการกําหนดช่วงการ สื่อสารตลอดระยะเวลาการสื่อสาร(connection-oriented) ซึ่งจะยอมให้มีการส่ง ข้อมูล เป็นแบบ Byte stream ที่ไว้ใจได้โดยไม่มีข้อผิดพลาด ข้อมูลที่มีปริมาณ มากจะถูกแบ่ง ออกเป็นส่วนเล็กๆเรียกว่า message ซึ่งจะถูกส่งไปยังผู้รับผ่าน ทางชั้นสื่อสารของ อินเทอร์เน็ตทางฝ่ายผู้รับจะนํา message มาเรียงต่อกันตา มลําดับเป็นข้อมูลตัวเดิม TCP ยังมีความสามารถในการควบคุมการไหลของ ข้อมูลเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ส่งส่งข้อมูลเร็วเกินกว่า ที่ผู้รับจะทํางานได้ทันอีกด้วย โพรโตคอลการนําส่งข้อมูลแบบที่สองเรียกว่า UDP (User Datagram Protocol) เป็นการติดต่อแบบไม่ต่อเนื่อง(connectionless) มีการตรวจสอบ ความถูกต้องของข้อมูลแต่จะไม่มีการแจ้งกลับไปยังผู้ส่งจึงถือได้ว่าไม่มีการตรวจ สอบความ ถูกต้องของข้อมูล อย่างไรก็ตามวิธีการนี้มีข้อดีในด้านความรวดเร็ว ในการส่งข้อมูลจึงนิยมใช้ ในระบบผู้ให้และผู้ใช้บริการ(client/server system) ซึ่งมีการสื่อสารแบบถาม/ตอบ (request/reply) นอกจากนั้นยังใช้ในการส่ง ข้อมูลประเภทภาพเคลื่อนไหวหรือการส่งเสียง (voice) ทางอินเทอร์เน็ต ชั้นสื่อสารการประยุกต์(Application Layer) มีโพรโตคอลสําหรับสร้างจอเทอร์มินัลเสมือนเรียกว่า TELNET โพรโตคอลสําหรับการจัดการแฟ้มข้อมูล เรียกว่า FTP และโพรโตคอล สําหรับ ให้บริการจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ เรียกว่า SMTP โดยโพรโตคอลสําหรับสร้างจอ เทอร์มินัลเสมือนช่วยให้ผู้ใช้สามารถติดต่อกับเครื่องโฮสต์ที่อยู่ไกลออกไปโดย ผ่าน อินเทอร์เน็ตและสามารถทํางานได้เสมือนกับว่ากําลังนั่งทํางานอยู่ที่เครื่อง โฮสต์นั้น โพรโตคอลสําหรับการจัดการแฟ้มข้อมูลช่วยในการคัดลอกแฟ้มข้อมูล มาจากเครื่องอื่นที่อยู่ ในระบบเครือข่ายหรือส่งสําเนาแฟ้มข้อมูลไปยังเครื่องใดๆ ก็ได้โพรโตคอลสําหรับให้บริการ จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ช่วยในการจัดส่ง ข้อความไปยังผู้ใช้ในระบบหรือรับข้อความที่มีผู้ส่ง เข้ามา โพรโตคอล FTP (File Transfer Protocal)
  4. 4. การถ่ายโอนไฟล์ หรือเรียกได้อีกอย่างว่า การ คัดลอกแฟ้มข้อมูลบนเครือข่าย คือ การโอนย้ายแฟ้มข้อมูลจากเครื่องคอมพิวเตอร์ระบบหนึ่งมายัง อีกระบบหนึ่งผ่าน เครือข่าย ซึ่งทําได้หลายรูปแบบ เช่น การโอนจากแม่ข่ายมายังเครื่องพีซี หรือ เครื่อง พีซีไปแม่ข่ายหรือระหว่างแม่ข่ายด้วยกันเอง การถ่ายโอนแฟ้มข้อมูลหรือการโอนย้าย แฟ้มข้อมูลอาศัยโปรแกรมหนึ่งที่มีการใช้งานกันมาก และมีบริการอยู่ในโฮสต์แทบทุก เครื่อง คือ โปรแกรม FTP การทํางานของโปรโตคอล FTP จะเริ่มจากผู้ใช้ (USER) เรียกใช้โปรแกรมผ่าน User Interface และ เมื่อเป็นโปรแกรม FTP พร้อมใช้งานแล้วถ้ามี การใช้คําสั่งต่างๆ ของ FTP จะเป็นหน้าที่ของ PI (Protocol Interpreter module) ทําหน้าที่แปล คําสั่ง และทํางานตามคําสั่ง ในกรณีที่มีการส่งรับข้อมูลก็จะเป็นหน้าที่ของ DT (Data Transfer module) ซึ่งโมดูล PI และ DT นี้จะอยู่ทั้งด้านของไคลเอนต์และเซิร์ฟเวอร์ โพรโตคอล HTTP(Hyper Text Transport Protocol) คือโพรโทคอลในระดับชั้นโปรแกรมประยุกต์เพื่อการแจกจ่ายและการทํางานร่วม กันกับสารสนเทศของสื่อผสมใช้สําหรับการรับทรัพยากรที่ เชื่อมโยงกับภายนอก ซึ่งนํา ไปสู่ การจัดตั้งเวิลด์ไวด์เว็บ HTTP เป็นมาตรฐานในการร้องขอและการ ตอบรับระหว่างเครื่องลูกข่ายกับ เครื่องแม่ข่าย ซึ่ง เครื่องลูกข่ายคือผู้ใช้ปลายทาง(end-user) และ เครื่องแม่ข่ายคือ เว็บไซต์ เครื่องลูกข่ายจะสร้างการ ร้องขอเอชทีทีพีผ่านทางเว็บเบราว์เซอร์ เว็บครอว์ เลอร์ หรือเครื่องมืออื่น โพรโตคอล HTTPs(Hypertext Transfer Protocol Security คือ ระบบความปลอดภัยของ HTTP protocol สําหรับการแลกเปลี่ยนข้อมูล ระหว่างเครื่อง server และ client ที่คิดค้นขึ้นโดยบริษัท Netscape เมื่อปลายปี ค.ศ. 1994 โดยมีจุดประสงค์เพื่อรักษาความลับของข้อมูลขณะรับ-ส่ง และ เพื่อให้แน่ใจว่า ข้อมูลนั้นถูกรับ-ส่งระหว่างผู้รับและผู้ส่งตามที่ระบุไว้จริง

×