1. AEC
2. AEC
3.
4.
AEC
1
Single Market and Production Base )
AEC
AEC
AEC
e-commerce
12
1.
2.
3.
4.
AEC
AEC
2
1.
2.
CLMV)
3.
4.
5.
6.
AEC
•Your subtopic goes here
การค้าของไทยกับอาเซียน
0
5,000
10,000
15,000
20,000
25,000
30,000
35,000
40,000
1991
1992
1993
19...
1.
2.
CLMV)
3.
4.
5.
6.
AEC
CLMV
GDP
(
GDP
(
2.0 6.0
7.5 6.8
7.0 6.0
5.3 1.5
6.3 5.4
1.
2.
CLMV)
3.
4.
5.
6.
AEC
1.
2.
CLMV)
3.
4.
5.
6.
AEC
(ASEAN Comprehensive Investment Agreement: ACIA)
• FDI)
portfolio
investments)
•
•
•
•
•
•
•
•
•
1.
2.
3.
4.
2546 – 2550)
2546-50 2549 2550
18,328 4,875 4,134
13,354 -268 14,224
11,491 2,941 2,467
10,845 -0.1 9
6,185 28 1,916
4,534...
1.
2.
CLMV)
3.
4.
5.
6.
AEC
1.
2.
CLMV)
3.
4.
5.
6.
AEC
GDP
(
GDP
(
9.0 6.7
2.5 0.3
0.25 -0.2
7.3 5.1
•
•
•
•
•
•
•
•
•
•
•
•
•
3
•
1.
2.
• FTA
• Safeguard)
•
•
1.
2.
3.
4.
5.
6.
4
•
1.
2.
3.
4.
5.
certificate of origin)
•
1. ASEAN CCI(ASEAN Chambers of Commerce and Industry)
2. ASEAN-BAC ASEAN Business Advisory Council)
Thank you
Aec3
Aec3
Aec3
Upcoming SlideShare
Loading in …5
×

Aec3

279 views

Published on

Published in: Business, Technology
0 Comments
0 Likes
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

No Downloads
Views
Total views
279
On SlideShare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
1
Actions
Shares
0
Downloads
6
Comments
0
Likes
0
Embeds 0
No embeds

No notes for slide
  • เนื้อหาการบรรยายภาพรวม AEC น.3ผลประโยชน์และโอกาสภายใต้ AEC น.8ต้องเตรียมความพร้อมอย่างไร น.23บทบาทของสภาอุตสาหกรรมฯ น.26
  • ลักษณะของ AEC ประชาคมอาเซียนได้ตั้งเป้าที่จะรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียน ประกอบด้วย ประชาคมความมั่นคงอาเซียน ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน ซึ่งแต่เดิมได้กำหนดไว้ในปี ค.ศ. 2020 ปัจจุบันได้ถูกเร่งเป็นปี ค.ศ. 2015 แล้ว โดยมีเป้าหมายให้อาเซียนมีตลาดและฐานการผลิตร่วมกันและมีการเคลื่อนย้ายสินค้า บริการ การลงทุน เงินทุน และแรงงานมีฝีมือ อย่างเสรี ตามเจตนารมณ์ของผู้นำอาเซียนที่ได้ประกาศไว้ภายใต้แถลงการณ์บาหลี ฉบับที่ 2 (Bali Concord II) เมื่อปี 2546 เสาหลักเศรษฐกิจ จะเป็นพลังขับเคลื่อนหลักให้เกิดการรวมตัวของอาเซียน โดยมีเป้าหมาย คือการจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ซึ่งจะเป็นตลาดและฐานการผลิตร่วม (single market and production base) ที่มีการเคลื่อนย้ายสินค้า บริการ การลงทุน แรงงานมีฝีมืออย่างเสรี และเงินทุนอย่างเสรีมากขึ้น Single Market and Production Base เป็นนิยามการรวมกลุ่มของอาเซียน ซึ่งหากจะเปรียบเทียบกับระดับการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจตามทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ ซึ่งแบ่งเป็น 5 ระดับ คือ Free Trade Area ; Customs Union; Common Market; Monetary Union; Total Economic Union นั้น จะใกล้เคียงกับระดับที่สามที่เรียกว่าตลาดร่วม (Common Market) ที่สินค้าและปัจจัยการผลิตอื่นๆ อันได้แก่ เงินทุน แรงงาน และบริการ จะมีการเคลื่อนย้ายอย่างเสรีระหว่างประเทศสมาชิก แต่สำหรับอาเซียน ได้จำกัดการเคลื่อนย้ายแรงงานอย่างเสรีไว้ที่แรงงานมีฝีมือและให้มีการเปิดเสรีเงินทุนมากขึ้น เนื่องจากทั้ง 2 เรื่องมีความอ่อนไหวสำหรับประเทศสมาชิกจึงต้องใช้เวลาในการดำเนินการมากกว่าเรื่องอื่นๆ
  • เป้าหมายของ AEC ประเทศสมาชิกอาเซียนมุ่งหวังผลลัพธ์ที่สำคัญที่จะเกิดขึ้นจากการรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจ (เป้ายการรวมตัว) 4 ด้านหลักๆ สำคัญ ได้แก่การส่งเสริมให้อาเซียนเป็นตลาดและฐานการผลิตเดียว มีการเคลื่อนย้ายเงินทุน สินค้า บริการ การลงทุน แรงงานฝีมือระหว่างประเทศสมาชิกโดยเสรี ส่งเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของอาเซียน ลดช่องว่างของระดับการพัฒนาของประเทศสมาชิกอาเซียน ส่งเสริมให้อาเซียนสามารถรวมตัวเข้ากับประชาคมโลกได้อย่างไม่อยู่ในภาวะที่เสียเปรียบ
  • การเร่งรัดรวมกลุ่มเศรษฐกิจ 12 สาขานำร่อง ในการกระบวนการรวมตัวเป็น “ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน” อาเซียนได้กำหนดให้มีการเร่งรัดการรวมกลุ่มเศรษฐกิจใน 12 สาขาเป็นการนำร่องก่อน โดยพยายายามส่งเสริมให้เกิดการเคลื่อนย้ายสินค้าและบริการอย่างเสรีใน 12 สาขา โดยมีเป้าหมายเพื่อให้เกิดการรวมกลุ่มในด้านการผลิตและการจัดซื้อวัตถุดิบ เพื่อเป็นฐานการผลิตร่วมของอาเซียน และเกิดการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ โดยแต่ละสาขามีประเทศเจ้าภาพเป็นผู้รับผิดชอบประสานงานหลัก ได้แก่ สาขาผลิตภัณฑ์เกษตรและสาขาประมง (พม่า), สาขาผลิตภัณฑ์ยางและสาขาสิ่งทอ (มาเลเซีย), สาขายานยนต์และสาขาผลิตภัณฑ์ไม้ (อินโดนีเซีย), สาขาอิเล็กทรอนิกส์ (ฟิลิปปินส์), สาขาเทคโนโลยีสารสนเทศและสาขาสุขภาพ (สิงคโปร์), สาขาการท่องเที่ยวและสาขาการบิน (ไทย) ทั้งนี้ รายละเอียดความร่วมมือทั้ง 12 สาขานี้ประกอบด้วย การเร่งลดภาษีสินค้าใน 9 สาขา (ผลิตภัณฑ์เกษตร/ ประมง/ ผลิตภัณฑ์ไม้/ผลิตภัณฑ์ยาง/ สิ่งทอ/ยานยนต์/ อิเล็กทรอนิกส์/ เทคโนโลยีสารสนเทศ/สาขาสุขภาพ) ให้เร็วขึ้นจากกรอบอาฟตา 3 ปี การขจัดมาตรการที่มิใช่ภาษี พัฒนาแนวทางเพื่อลด/เลิกมาตรการที่เป็นอุปสรรคทางการค้าระหว่างประเทศอาเซียนการปรับปรุงกฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้าให้มีความโปร่งใสมีมาตรฐานที่เป็นสากล และอำนวยความสะดวกให้แก่เอกชนมากขึ้น การค้าบริการตั้งเป้าหมายด้านระยะเวลาที่ชัดเจนเพื่อให้การค้าบริการของอาเซียนเป็นไปอย่างเสรีมากขึ้น และพัฒนาระบบการยอมรับร่วมกัน (Mutual Recognition Arrangements: MRAs) เพื่ออำนวยความสะดวกในการประกอบวิชาชีพในสาขาบริการการลงทุนเร่งเปิดเสรีสาขาการลงทุนภายใต้กรอบความตกลงด้านการลงทุนของอาเซียน โดยการลด/ยกเลิกข้อจำกัดด้านการลงทุนต่างๆ การอำนวยความสะดวกด้านพิธีการด้านศุลกากร เช่น การใช้ระบบพิกัดอัตราศุลกากรฮาร์โมไนซ์อาเซียน(AHTN) กับประเทศนอกกลุ่ม (extra-ASEAN trade) และพัฒนาระบบพิธีการศุลกากร Single Window เพื่ออำนวยความสะดวกในด้านการค้า การพัฒนามาตรฐานและความสอดคล้องของผลิตภัณฑ์พัฒนาการยอมรับมาตรฐานซึ่งกันและกัน(MRA) ในด้านคุณภาพสินค้า การตรวจสอบการออกใบรับรองตลอดจนปรับปรุงกฎระเบียบ/ข้อกำหนดสำหรับผลิตภัณฑ์สาขาต่างๆให้สอดคล้องกันมากยิ่งขึ้นการเคลื่อนย้ายของนักธุรกิจผู้เชี่ยวชาญ ผู้ประกอบวิชาชีพ แรงงานมีฝีมือและผู้มีความสามารถพิเศษเพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางให้แก่นักธุรกิจการอำนวยความสะดวกด้านการเดินทางภายในอาเซียน ปรับปรุงกระบวนการ พิธีการในการตรวจลงตราให้กับนักเดินทางต่างชาติเข้าในอาเซียน นอกจากนี้ รวมถึงการพัฒนาบุคคลากร ส่งเสริมการพัฒนาขีดความสามารถของบุคลากรในสาขาต่างๆ ตลอดจนส่งเสริมและขยายควาร่วมมือด้านทรัพย์สินทางปัญญา และการบังคับใช้กฎหมาย
  • ผลลัพธ์ของ AEC ประโยชน์สำคัญๆ ที่คาดว่าประเทศสมาชิกจะได้รับร่วมกันจากการรวมตัวทางเศรษฐกิจ ประกอบด้วย ขยายโอกาสทางการค้าและการลงทุนในภูมิภาค เนื่องจากมีการเคลื่อนย้ายสินค้า บริการ การลงทุน เงินทุน แรงงานได้อย่างเสรีมากขึ้น ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการผลิต ส่งเสริมการใช้วัตถุดิบ/ ชิ้นส่วนที่ผลิตในภูมิภาค นอกจากนี้ การรวมตัวทางเศรษฐกิจจะก่อให้เกิดตลาดขนาดใหญ่ที่มีประชากรมากว่า 560 ล้านคน ช่วยดึงดูดการค้าและการลงทุนจากนอกภูมิภาค เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ อันเป็นผลจากการประหยัดจากขนาด (economy of scale) การแบ่งงานกันทำ (division of labor) และการพัฒนาความชำนาญในการผลิต (specialization) รวมทั้งการพัมฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ร่วมกัน เสริมสร้างอำนาจการต่อรองและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน การรวมตัวของอาเซียนจะก่อให้เกิดพันธมิตรและหุ้นส่วนทางธุรกิจ ลดการพึ่งพาตลาดภายนอก ซึ่งจะช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองในเวทีเจรจาทั้งระดับภูมิภาคและพหุภาคี และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของแต่ละประเทศ อันเป็นผลจากขนาดตลาดและความร่วมมือเพื่อพัฒนาด้านต่างๆ ระหว่างกัน ยกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ผู้บริโภค ผู้บริโภคสามารถเลือกซื้อหาสินค้าได้หลากหลายมากขึ้นในราคาที่ถูกลง
  • เพิ่มช่องทางการส่งออกของไทย การรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนจะทำให้ขนาดเศรษฐกิจของอาเซียนมีขนาดใหญ่เป็นลำดับ 3 ของโลกรองจากเขตการค้าเสรีอเมริกาเหนือและสหภาพยุโรป ในขณะที่ประเทศทั่วโลกต่างได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจอย่างมากโดยเฉพาะประเทศในกลุ่ม G 3 อย่างสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรปและญี่ปุ่น ที่ถือเป็นตลาดส่งออกหลักของไทย ดังนั้น การรวมตัวของอาเซียนในการลดภาษีและอุปสรรคทางการค้าที่มิใช่ภาษีจึงเป็นความหวังของผู้ส่งออก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การรวมตัวกันทำก่อให้เกิดตลาดขนาดใหญ่ซึ่งประกอบด้วยประชากรมากกว่า 560 ล้านคน รวมทั้งการผ่อนคลายกฎระเบียบและการอำนวยความสะดวกทางการค้าด้านต่างๆ เช่น การลด/ยกเลิกภาษีที่ที่เป็นภาษีและมิใช่ภาษี กฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้า การอำนวยความสะดวกด้านการค้า ความร่วมมือด้านมาตรฐานสินค้า (MRA) ย่อมทำให้ผู้ส่งออกเกิดความมั่นใจและมีช่องทางในการส่งออกมากขึ้น
  • การค้าของไทยกับอาเซียนภาคการส่งออกของไทยได้ประโยชน์จากการเปิดเสรีทางการค้าภายใต้กรอบ AFTA มาตั้งแต่ปี 2536 ปัจจุบันอาเซียนเป็นตลาดส่งออกสินค้าอันดับ 1 ของไทยคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 22.5 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด คาดว่า หลังจากที่ประเทศสมาชิกเดิม 6 ประเทศ(คือไทย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย สิงคโปร์และบรูไน) ยกเลิกภาษีสินค้าเกือบทั้งหมดในปี 2553 จะช่วยขยายมูลค่าการค้าระหว่างไทยกับอาเซียนมากขึ้น ทั้งนี้ มูลค่าการส่งออกของไทยเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 20 ขณะที่การนำเข้าจะขยายตัวสูงกว่าร้อยละ 30 ในช่วงปี 2551-2558
  • สินค้าและบริการของไทยที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์ กลุ่มสินค้าและบริการที่ผู้ประกอบการไทยค่อนข้างมีความได้เปรียบด้านการแข่งขันและอาจจะได้รับประโยชน์จากการลด/ยกเลิกภาษีของอาเซียน ได้แก่ ประเภทสินค้า เช่น สินค้าเกษตร ประมง ไม้ ยางพารา ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ประเภทบริการ เช่น ธุรกิจแฟรนไชส์ อาหาร โลจิสติกส์ สิ่งพิมพ์ บริการสุขภาพและธุรกิจรักษาพยาบาล ผู้ประกอบการสามารถใช้จากการลดภาษีภายใต้ AFTA สำหรับสินค้าที่อยู่ในความตกลง โดยสินค้าจะต้องมีแหล่งกำเนิดในอาเซียน (รายละเอียดเกี่ยวกับการลดภาษี และแหล่งกำเนิดสินค้าสามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมจากกรมศุลกากรและกรมการค้าต่างประเทศ)
  • 2. ขยายโอกาสการส่งออกสินค้าไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ กัมพูชา ลาว พม่า เวียดนาม (CLMV)แม้ว่าสิงคโปร์ มาเลเซียและอินโดนีเซีย จะเป็นตลาดส่งออกที่สำคัญของไทยในกลุ่มอาเซียน แต่ในปี 2551 ที่ผ่านมา การส่งออกสินค้าของไทยไปยังประเทศเพื่อนบ้านอย่างลาว พม่า กัมพูชาและเวียดนาม (CLMV) ขยายตัวสูงถึงร้อยละ 30 สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วส่งผลให้ความต้องการสินค้าส่งออกจากไทยซึ่งมีพรมแดนติดต่อกันเพิ่มขึ้น อีกส่วนหนึ่งคือ ผู้บริโภคในประเทศเหล่านี้ ยอมรับในคุณภาพสินค้าของไทยเมื่อมีรายได้สูงขึ้นจึงปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมาใช้สินค้าไทยซึ่งมีภาพลักษณ์ดีกว่า และในปี 2552 นี้มีแนวโน้มว่า กลุ่มประเทศ CLMV จะได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจน้อยกว่าประเทศอื่นในอาเซียนจึงน่าจะเป็นความหวังของภาคการส่งออกไทยในขณะนี้โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภคและสินค้าขั้นกลาง ทั้งนี้ แม้ว่ากัมพูชา ลาว พม่าและเวียดนาม (CLMV) จะได้รับการขยายเวลาการยกเลิกภาษีตามข้อตกลงไปจนถึงวันที่ 1 มกราคม 2558 แต่มูลค่าการนำเข้าและการส่งออกระหว่างไทยกับกลุ่มCLMV ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง และเมื่อกลุ่มประเทศ CLMV ยกเลิกภาษีในปี 2558 น่าจะทำให้การค้าของไทยกับอาเซียนขยายตัวได้เพิ่มขึ้น
  • 3. เพิ่มขีดความสามารถในการเป็นแหล่งดึงดูดการลงทุน การรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียนจะช่วยดึงดูดความสนใจของนักลงทุนต่างชาติให้เข้ามาลงทุนในอาเซียน (รวมถึงไทย) มากขึ้น หลังจากที่นักลงทุนต่างชาติแห่แหนเข้าไปลงทุนในจีนและอินเดียเป็นจำนวนมาก การเปิดเสรีการลงทุนของอาเซียนที่ลด/ยกเลิกเงื่อนไขและกฎระเบียบด้านการลงทุนจะเปิดโอกาสให้นักลงทุนอาเซียนและนักลงทุนต่างชาติที่มีธุรกิจในประเทศอาเซียนสามารถเข้ามาลงทุนทางตรง (FDI) และลงทุนในหลักทรัพย์ (portfolio) ภายในประเทศอาเซียนได้สะดวกขึ้น ทั้งนี้ อาเซียนมีเป้าหมายที่จะเป็นฐานการผลิตในอุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมปิโตรเคมีและอุตสาหกรรมเหล็กของโลก ซึ่งจะช่วยให้นักลงทุนอาเซียนและต่างชาติที่มีธุรกิจในอาเซียนเข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้นโดยเฉพาะการลงทุนในภาคการผลิตที่ไทยมีความได้เปรียบสูงอย่างอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเปิดเสรีด้านการลงทุนอาเซียนอาจจะเอื้อประโยชน์ให้กับนักลงทุนต่างชาติที่ตั้งฐานการผลิตในกลุ่มอาเซียนมาเป็นเวลานานอย่างญี่ปุ่น ที่กำลังอาศัยใช้ประโยชน์จากความตกลง FTA ของอาเซียนกับตลาดใหม่อย่างจีน อินเดีย ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ในการเข้าไปตั้งฐานการผลิตในประเทศเหล่านี้ เห็นได้จากบริษัทรถยนต์ของญี่ปุ่นที่มีฐานการผลิตรถยนต์และชิ้นส่วนในอาเซียนมีแผนจะเข้าไปลงทุนในอินเดียโดยนำชิ้นส่วนจากอาเซียนเข้าไปประกอบรถยนต์ในอินเดีย เป็นต้น
  • 4. เพิ่มโอกาสของนักลงทุนไทยในการไปลงทุนยังประเทศเพื่อนบ้าน ในอีกด้านหนึ่ง นักลงทุนไทยจะสามารถย้ายฐานการผลิตเข้าไปลงทุนในประเทศอาเซียนเพื่อรักษาความได้เปรียบด้านการแข่งขันได้อย่างเสรีจะสามารถย้ายฐานการผลิตเข้าไปลงทุนในประเทศอาเซียนเพื่อรักษาความได้เปรียบด้านการแข่งขันได้อย่างเสรี โดยเฉพาะประเทศที่เป็นแหล่งวัตถุดิบที่สำคัญของไทย เช่น การลงทุนการผลิตสินค้าเกษตรแปรรูปในกลุ่มประเทศ CLMV หรือ การลงทุนผลิตสินค้าประมงและแปรรูปในอินโดนีเซีย ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถลดต้นทุน วัตถุดิบและการขนส่งสินค้าได้มากขึ้น ดังนั้นประเทศไทยควรจะเลือกใช้ความหลากหลายและความพร้อมทางเศรษฐกิจที่แตกต่างกันของอาเซียนให้เป็นประโยชน์กับโอกาสทางการค้าการลงทุนของไทยโดยพิจารณาจากจุดเด่นและจุดด้อยของแต่ละประเทศ
  • ความร่วมมือด้านการลงทุนของอาเซียนความตกลงว่าด้วยการลงทุนอาเซียน (ASEAN Comprehensive Investment Agreement: ACIA) เป็นส่วนหนึ่งของแผนงานการจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) โดยเป็นความตกลงที่ปรับปรุงจากความตกลงเดิมได้แก่ AIA และ IGA เพื่อให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น โดยมีเนื้อหาครอบคลุมการเปิดเสรีใน 5 สาขา ได้แก่ การผลิต การเกษตร การประมง การป่าไม้ และเหมือนแร่ และบริการที่เกี่ยวข้อง และประกอบด้วยหลักการเปิดเสรีที่มีความครอบคลุม ซึ่งผู้ประกอบการจะได้รับประโยชน์จากกฎเกณฑ์ในแต่ละด้าน กล่าวคือ การเปิดเสรีการลงทุน (Liberalization) ACIA มีแนวทางการเปิดเสรีแบบ negative list กล่าวคือ ต้องเปิดเสรีทุกรายการ หากไม่ต้องการเปิดรายการใดหรือมีมาตรการใดที่ขัดกับพันธกรณีด้านการเปิดเสรีการลงทุนแต่สมาชิกต้องการคงไว้ จะต้องเขียนสงวนไว้ในตาราง พันธกรณีในการเปิดเสรียังครอบคลุมถึงเรื่องการปฏิบัติเยี่ยงคนชาติ (National Treatment) และการปฏิบัติต่อสมาชิกอาเซียนเยี่ยงชาติที่ได้รับความอนุเคราะห์ยิ่ง (Most-Favoured Nation Treatment) สำหรับรายการและมาตรการข้อสงวนแต่ละประเทศต้องมีการทบทวนและปรับปรุงเป็นระยะๆ และให้ลดลงตามที่กำหนดไว้ในแผนงานเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย AEC ทันตามกำหนดในปี 2015 การคุ้มครองการลงทุน (Protection) การปฏิบัติต่อนักลงทุนอย่างเป็นธรรมและเท่าเทียม เช่น การให้เคลื่อนย้ายเงินอย่างเสรี การชดเชยในกรณีเกิดเหตุการณ์ไม่สงบ การเวนคืน หรือกรณีที่รัฐผิดพันธกรณีและการกระทำของรัฐก่อให้เกิดความเสียหายต่อการลงทุน อนุญาตให้นักลงทุนสามารถฟ้องร้องรัฐได้ เป็นต้น การอำนวยความสะดวกและความร่วมมือ (Facilitation and Cooperation) ได้แก่ การปรับประสานนโยบายการลงทุนระหว่างรัฐเพื่อเอื้ออำนวยความสะดวกต่อการลงทุน การปรับปรุงระเบียบและขั้นตอนต่างๆ การเผยแพร่ข้อมูลด้านการลงทุน เช่น กฎระเบียบต่างๆ ผ่านศูนย์บริการลงทุนเดียว (One-stop Investment Centre) การส่งเสริมการปรับปรุงฐานข้อมูลและความร่วมมือระหว่างภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมากขึ้น เป็นต้น การส่งเสริมการลงทุน (Promotion and Awareness) ได้แก่การส่งเสริมให้อาเซียนเป็นแหล่งรวมของการลงทุนและเครือข่ายการผลิต ด้วยการสร้างสภาพแวดล้อมที่จำเป็น ส่งเสริมการลงทุนในทุกรูปแบบสาขาใหม่ให้เข้ามาลงทุนในอาเซียน การส่งเสริมการลงทุนระหว่างประเทศสมาชิกด้วยกันเอง การพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ความร่วมมือเป็นเครือข่ายระหว่างบรรษัทข้ามชาติที่อยู่ในอาเซียน
  • ทำไมจึงควรไปลงทุนยังประเทศเพื่อนบ้านปัจจุบันธุรกิจไทยมีแนวโน้มเข้าไปลงทุนยังต่างประเทศโดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่ม CLMV มากขึ้น ทั้งนี้เนื่องจากสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจทั้งภายในและต่างประเทศที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้ธุรกิจมีการแข่งขันต้องปรับตัวในภาวะการแข่งขันสูง ทั้งนี้สาเหตุดังกล่าวหลักๆ ประกอบด้วย เพื่อเข้าถึงตลาดที่เติบโตสูงของประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ในเอเชีย เช่น จีน อินเดีย และเวียดนาม (ซึ่งในปี 2550 มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจร้อยละ 11.4 ร้อยละ 9.2 และร้อยละ 8.5 ตามลำดับ) \เพื่อเข้าถึงทรัพยากรราคาถูก เช่น วัตถุดิบ และแรงงานราคาถูก (โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่พึ่งพาแรงงานเข้มข้น ต้องเผชิญกับแรงบีบคั้นจากค่าจ้างแรงงานที่สูงกว่าประเทศกำลังพัฒนาคู่แข่ง) เพื่อหลีกเลี่ยงอุปสรรคทางการค้า หรือได้ประโยชน์จากสิทธิพิเศษทางการค้า จากการเข้าไปผลิตสินค้าในบางประเทศ ซึ่งพบเห็นบ่อยในอุตสาหกรรมอาหารเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน ในภาวะปัจจุบันที่ธุรกิจไทยเผชิญกับค่าเงินบาท/ดอลลาร์สหรัฐฯที่แข็งค่าขึ้นประมาณร้อยละ 25 นับตั้งแต่ปี 2548 เป็นต้นมา ทำให้สินค้าที่ผลิตจากไทยแข่งขันในตลาดต่างประเทศได้ยากลำบากขึ้นในด้านราคา ทำให้เกิดการปิดตัวของโรงงานผลิตสินค้า เช่น สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม และรองเท้าในกลางปี 2550 ปัจจุบันการออกไปลงทุนตั้งฐานการผลิตในต่างประเทศจึงนับเป็นการปรับตัวในเชิงกลยุทธ์ทางธุรกิจเพื่อความอยู่รอด รวมทั้งเพื่อแสวงหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆที่เปิดกว้างขึ้น
  • ภาพรวมการลงทุนในต่างประเทศและประเทศเพื่อนบ้านประเทศที่ไทยเข้าไปลงทุนมากที่สุดในระยะ 5 ปีที่ผ่านมา ได้แก่ สิงคโปร์ ฮ่องกง จีน พม่าเวียดนาม สหราชอาณาจักร ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย ลาวและกัมพูชา อย่างไรก็ตาม หากพิจาณาในกรณีเข้าไปลงทุนเพื่อจัดตั้งหรือขยายธุรกิจ (ไม่ใช่การลงทุนในหุ้น) พบว่าไทยสนใจไปลงทุนไปลงทุนในจีน อินเดีย และประเทศเพื่อนบ้านกลุ่ม CLMV อันประกอบด้วยกัมพูชา (C) ลาว (L) พม่า (M) และเวียดนาม (V) มากที่สุด ธุรกิจไทยที่มีการลงทุนในต่างประเทศมากที่สุดในระยะ 5 ปีที่ผ่านมา (เรียงตามลำดับมูลค่าการลงทุน) ได้แก่ อุตสาหกรรมอาหาร สถาบันการเงิน ธุรกิจบริการ ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ธุรกิจการลงทุน ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เครื่องจักรและอุปกรณ์ขนส่ง การค้า และธุรกิจก่อสร้าง สำหรับประเทศที่ไทยมีการเข้าไปลงทุนอย่างโดดเด่นในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมาได้แก่ เวียดนาม อินเดียและลาว กล่าวเฉพาะเวียดนามและลาวคือ เวียดนาม : ไทยมีการลงทุนในเวียดนามมากในสาขา เกษตรกรรม ป่าไม้ อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม อาหารสัตว์ สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม รองเท้า ผลิตภัณฑ์พลาสติก วัสดุก่อสร้าง นิคมอุตสาหกรรม โรงแรม และการท่องเที่ยว โดยความสนใจของนักธุรกิจต้องเข้าไปลงทุนเพื่อเข้าถึงทรัพยากรในประเทศ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ต้องพึ่งพาแรงงานราคาถูก ขณะที่ตลาดในเวียดนามมีอัตราเติบโตอย่างรวดเร็ว รวมทั้งมีความโดดเด่นด้านการท่องเที่ยวทำให้ธุรกิจบริการใหม่ เช่น ค้าปลีก ที่อยู่อาศัย และโรงแรม และวัสดุก่อสร้าง มีการขยายตัวอย่างรวดเร็วลาว : ไทยเป็นหนึ่งประเทศที่เข้าไปลงทุนในลาวมากที่สุด ธุรกิจสำคัญที่เข้าไป ได้แก่ การผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ การเกษตร ป่าไม้ เหมืองแร่ และการก่อสร้าง โดยเฉพาะการเข้าไปลงทุนและก่อสร้างในโครงการไฟฟ้พลังน้ำ ได้แก่ โครงการน้ำงึม 1และ2 รวมทั้งกำลังมีการศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาโครงการน้ำบาก 1 น้ำบาก 2 และโครงการไชยะบุรี ซึ่งแต่ละโครงการมีมูลค่านับหมื่นล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีธุรกิจการเกษตรที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น เช่น contract farming ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
  • 5. ประโยชน์ด้านการท่องเที่ยว ความตกลงของอาเซียนที่ครอบคลุมถึงการเปิดเสรีภาคบริการ โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยวซึ่งมีวาระเร่งรัดผลักดันความร่วมมือด้านต่าง ๆ เพื่อให้การเดินทางท่องเที่ยวภายในภูมิภาค (Intra-ASEAN Travel and Tourism) มีความสะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้น เช่น การเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวในภูมิภาคโดยเร่งพัฒนาเส้นทางคมนาคมและการขนส่ง การอำนวยความสะดวกในการข้ามพรมแดนของนักท่องเที่ยว รวมถึงการสร้างแรงจูงใจให้นักท่องเที่ยวอาเซียนหันมาเดินทางท่องเที่ยวในภูมิภาคมากขึ้น ปัจจัยเหล่านี้จะช่วยกระตุ้นให้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยและอาเซียนขยายตัวเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะในภาวะปัจจุบันที่นักท่องเที่ยวอาเซียนและต่างชาติได้รับ ผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจจึงปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมาท่องเที่ยวในสถานที่ที่มีค่าใช้จ่ายไม่มากนัก นอกจากนี้ การเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวในภูมิภาคจะช่วยดึงดูดความสนใจของต่างชาติให้เข้ามาลงทุนในภาคการท่องเที่ยวของไทยมากขึ้น
  • 6. เพิ่มอำนาจต่อรองของไทยและการขยายความร่วมมือกับประเทศนอกภูมิภาคอาเซียนวางเป้าหมายที่จะเชื่อมโยงการค้าการลงทุนกับนานาชาติเพื่อเข้าเป็นส่วนหนึ่งในระบบการค้าโลก โดยขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจให้กว้างขึ้นผ่านการลงนามในความตกลงการค้าเสรี (FTA) กับประเทศคู่เจรจานอกกลุ่มอาเซียน (ASEAN+1) อาทิ อาเซียน-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ อาเซียน-ญี่ปุ่น อาเซียน-เกาหลีใต้ อาเซียน-จีน อาเซียน-อินเดีย เป็น ซึ่งจะช่วยให้สินค้าและบริการของอาเซียนสามารถกระจายเข้าสู่ตลาดของประเทศคู่เจรจาเหล่านี้ได้มาก ซึ่งรวมถึงอุตสาหกรรมและสินค้าของไทยที่จะได้รับประโยชน์จากการลดอุปสรรคทางการค้าจากการลงนามในความตกลงกับประเทศคู่เจรจานอกอาเซียน ซึ่งจะทำให้สินค้าส่งออกของไทยสามารถเข้าสู่ตลาดเหล่านี้ได้มากขึ้นด้วย ผู้ประกอบการสามารถใช้สิทธิประโยชน์ภายเขตการค้าเสรีระหว่างอาเซียนกับประเทศคู่เจรจาต่างๆ ได้ ซึ่งขณะนี้ที่เจรจาแล้วเสร็จและสามารถขอรับสิทธิประโยชน์ได้แล้ว เช่น อาเซียน-จีน อาเซียน-ญี่ปุ่น และอาเซียน-เกาหลีใต้ (ตุลาคม 2552) และอาเซียน –ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ (ต้นปี2553)
  • สินค้าที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบ สินค้าหรืออุตสาหกรรมของไทยที่ไม่พร้อมในการแข่งขันหรือไม่มีความได้เปรียบในด้านต้นทุน คงหลีกหนีไม่พ้นกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นอันเนื่องมาจากการลดอุปสรรคในด้านการค้าต่างๆ ทำให้สินค้าจากประเทศอาเซียนที่มีคุณภาพและราคาต่ำกว่าเข้ามาแข่งขันหรือตีตลาดในประเทศมากขึ้น ดังนั้น ผู้ประกอบการที่ไม่มีความพร้อม หรือมีขีดความสามารถในการแข่งขันต่ำอาจถูกกดดันให้ต้องออกจากตลาดไป ทั้งนี้ มีสินค้าของไทยบางรายการที่อาจจะเผชิญกับการแข่งขันอย่างรุนแรงจากประเทศคู่แข่งที่มีศักยภาพสูงกว่า แบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม คือ สาขาเกษตร เช่น ปาล์มน้ำมันที่อาจจะต้องแข่งขันกับมาเลเซีย ถั่วเหลือง(กัมพูชา) ข้าว(เวียดนาม) กาแฟ(อินโดนีเซีย) ชา(ลาวและเวียดนาม) น้ำมันมะพร้าว (ฟิลิปปินส์) สำหรับสินค้าข้างต้น ไทยได้ชะลอการเปิดตลาดเอาไว้จนถึงปี 2558 สาขาอุตสาหกรรม ได้แก่ เหล็ก โลหะและผลิตภัณฑ์ เครื่องจักรกล ยานยนต์และชิ้นส่วน สิ่งทอเครื่องนุ่งห่ม ผลิตภัณฑ์พลาสติกและเฟอร์นิเจอร์ โดยในกลุ่มนี้ผู้ที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบมาก คือ ผู้ประกอบขนาดกลางและเล็ก
  • แนวทางเตรียมความพร้อมและปรับตัวภาครัฐ การเจรจจาจัดทำความตกลง FTA แต่ละประเทศย่อมได้รับประโยชน์และเสียผลประโยชน์ในบางด้าน ภาครัฐต้องมีแนวทางในการเจรจาโดยยึดถือผลประโยชน์ในภาพรวมและของคนส่วนใหญ่ในประเทศ ขณะเดียวกันต้องมีแนวทางในการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ รวมถึงมาตรการเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศที่อาจได้รับความเสียหายจากการจัดทำ FTA ซึ่งมาตรการแก้ไขเยียวยานี้ได้ถูกกำหนดไว้ในบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญในมาตรา 190 ซึ่งรัฐบาลต้องปฏิบัติตามด้วย โดยมาตรการที่รัฐบาลได้ดำเนินการในช่วงที่ผ่านมาประกอบด้วย กองทุน FTA – กองทุนสำหรับช่วยเหลือกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้าเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับช่วยเหลือและยกระดับความสามารถทางการแข่งขันของธุรกิจไทยที่ถูกกระทบจากการเปิดเสรีให้สินค้าจากต่างประเทศเข้ามามากขึ้นภายใต้ FTA ปัจจุบัน ทางการไทยได้จัดตั้งกองทุนเงินช่วยเหลือเพื่อการปรับตัวของภาคการผลิตและภาคบริการที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้า (กองทุน FTA) โดยกำหนดหลักเกณฑ์และรูปแบบการช่วยเหลือ ที่สำคัญ ได้แก่ การช่วยเหลือที่ไม่ใช่เป็นการให้เงิน แต่เป็นการสนับสนุนการดำเนินกิจกรรมที่ช่วยยกระดับอุตสาหกรรม เช่น การจัดสัมมนา การทำวิจัยเพื่อพัฒนาและหาแนวทางปรับตัว โดยมีระยะเวลาโครงการ1-3 ปี ภาครัฐควรจัดหางบประมาณสำหรับกองทุน FTA อย่างเพียงพอและต่อเนื่อง และกำหนดขั้นตอนการอนุมัติโครงการที่คล่องตัว รวมทั้งสนับสนุนโครงการที่เป็นประโยชน์อย่างแท้จริง อย่างไรก็ตาม ควรมีกระบวนการติดตามและประเมินผลของโครงการภายใต้กองทุน FTA อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อให้เกิดผลประโยชน์แก่กลุ่มเป้าหมายที่ต้องการช่วยเหลืออย่างเป็นรูปธรรม มาตรการปกป้องฉุกเฉิน (Safeguard) –พระราชบัญญัติปกป้องจากการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้น หรือกฎหมายเซฟการ์ด (Safeguard) เป็นมาตรการปกป้องฉุกเฉิน เพื่อลดผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้าที่ทำให้เกิดการไหลทะลักของสินค้านำเข้าที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนส่งผลเสียหายต่อภาคธุรกิจภายในประเทศ อย่างไรก็ตาม มาตรการปกป้องฉุกเฉิน หรือกฎหมายเซฟการ์ด มีกำหนดกรอบระยะเวลาในการใช้ และการใช้มาตรการเซฟการ์ดจะต้องมีข้อมูลที่พิสูจน์ได้ถึงความเสียหายที่ร้ายแรงจากการเปิดเสรี ซึ่งถือเป็นมาตรการที่ดีในการช่วยเหลือผู้ประกอบการในประเทศที่ได้รับผลกระทบรุนแรงจากการเปิดเสรีทางการค้า แต่การใช้มาตรการนี้ จำเป็นต้องอาศัยข้อมูลที่ครบถ้วนและอ้างอิงได้ในการพิสูจน์ความเสียหาย รวมถึงต้องพิจารณาความสมดุลระหว่างการปกป้องผู้ผลิตซึ่งประกอบด้วยผู้ผลิตหลายกระบวนการ และการปกป้องผู้บริโภคด้วย ปรับปรุง พัฒนาระบบมาตรฐานสินค้าของไทย เช่น มาตรฐานสุขอนามัย  มาตรฐานสินค้า  การตรวจสอบ  และสิ่งแวดล้อม  เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคที่อาจได้รับความเสียหายจากการนำเข้าสินค้าที่มีมาตรฐานต่ำ  และเพื่อยกระดับมาตรฐานสินค้าไทยสู่สากล
  • แนวทางเตรียมความพร้อมและปรับตัวภาคเอกชน การเตรียมและปรับตัวในเชิงรุกของผู้ประกอบการเพื่อตักตวงผลประโยชน์ให้ได้สูงสุด รวมถึงการบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้น มีแนวทางดังนี้เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เช่น การสร้างมูลค่าเพิ่ม (value creation) การสร้าง brand name ให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากลดำเนินกลยุทธ์การตลาดในเชิงรุก โดยเจาะถึงตลาดผู้ซื้อในต่างประเทศและศึกษาความต้องการของผู้ซื้อ เพื่อพัฒนาสินค้าให้สอดคล้องกับความต้องการ นำเทคโนโลยีใหม่ๆเข้ามาใช้ เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะเทคโนโลยีด้านสารสนเทศที่จะช่วยอำนวยความสะดวกในการดำเนินธุรกิจ และให้ความสำคัญกับเรื่องการวิจัยและพัฒนา (R&D) ให้มากขึ้น เพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ พัฒนาและสร้างความสัมพันธ์กับภาคเอกชนของประเทศสมาชิกอาเซียนอื่น เพื่อสร้างเครือข่าย หรือพันธมิตรในการดำเนินธุรกิจ และสร้างอำนาจในการเจรจาต่อรองทางการค้า ศึกษาและติดตามกฎระเบียบ ข้อตกลงต่างๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างถ่องแท้ เพื่อตักตวงผลประโยชน์ให้ได้สูงสุด และหากพบอุปสรรคที่เกี่ยวกับมาตรการกีดกันทางการค้าให้ประสานแจ้งหน่วยงานภาพรัฐทราบเพื่อแก้ไขปัญหาโดยเร็ว การเข้าไปลงทุนหรือร่วมลงทุนกับประเทศเพื่อนบ้าน ประเทศในอาเซียนมีความหลากหลายและความพร้อมทางเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน มีทั้งกลุ่มที่มีความชำนาญในด้านเทคโนโลยี กลุ่มที่เป็นฐานการผลิต และกลุ่มที่มีทรัพยกรและแรงงานสำหรับการผลิต ดังนั้น ไทยจึงจำเป็นต้องพิจารณาเลือกใช้จุดแข็งที่มีอยู่ในแต่ละประเทศให้เป็นประโยชน์ โดยอาจย้ายฐานการผลิตของบางอุตสาหกรรมเข้าไปในประเทศเพื่อนบ้านเพื่อสร้างความได้เปรียบในการการแข่งขัน หรือการร่วมลงทุนกับประเทศเพื่อนบ้าน  นอกจากนี้ อาเซียนจะต้องยกเลิกภาษีและมาตรการทางการค้าภายใต้กรอบอาฟตาระหว่างกันในปี 2553 รวมทั้งเปิดเสรีภาคบริการ เงินทุนและแรงงานภายในปี 2558 อย่างไรก็ตาม มีแนวโน้มว่าประเทศอาเซียนอาจจะนำมาตรการทางการค้าด้านเทคนิคมาใช้ เช่น มาตรฐานสินค้าและการติดฉลากที่ไม่ละเมิดกรอบ WTO โดยทั่วไปมาตรการเหล่านี้เป็นมาตรการที่มีขึ้นเพื่อปกป้องผู้บริโภคในประเทศของตนซึ่งเป็นการยากที่จะจำกัดหรือยกเลิกไป ดังนั้น ผู้ประกอบไทยจะต้องพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานของสินค้าให้เป็นที่ยอมรับในตลาดโลก เพราะการผลิตสินค้าที่ได้มาตรฐานจะเปิดโอกาสให้สินค้าไทยส่งออกไปยังตลาดใดในโลกก็ได้โดยไม่ต้องประสบกับอุปสรรคด้านมาตรฐานสินค้า โดยเฉพาะการพัฒนามาตรฐานทางด้านการอนุรักษ์โลกซึ่งเป็นกระแสที่คาดว่าจะมีมาตรการเพิ่มขึ้นอีกในอนาคต
  • บทบาทของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยส.อ.ท. มีบทบาทและภารกิจที่สำคัญ คือ เป็นแกนกลางในการติดต่อประสานงานระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชน (โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่เป็นสมาชิก) รวมทั้งกับภาคเอกชนต่างประเทศ โดยทำหน้าที่ในการรวบรวม นำเสนอปัญหาและแนวทางแก่ไขปัญหาสู่ภาครัฐ รวมทั้งเป็นศูนย์กลางในการเผยแพร่แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารต่างๆ ทั้งจากภาครัฐ ภาคเอกชนและแหล่งที่เกี่ยวข้องให้แก่สมาชิก ทั้งนี้ เป้าหมายการดำเนินงานของส.อ.ท. คือ การมุ่งส่งเสริมให้ภาคเอกชนไทยสามารถปรับตัวและเจริญเติบโตท่ามกลางบริบทการค้าระหว่างประเทศที่มีการแข่งขันสูง โดยมีขีดความสามารถในการแข่งขันทั้งระดับภูมิภาคและระดับโลก
  • บทบาทของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ต่อ) บทบาทของส.อ.ท. ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการความร่วมมือระหว่างประเทศ แบ่งออกได้เป็น 2 ระดับ คือ ระดับในประเทศ และระดับระหว่างประเทศ ระดับประเทศเป็นกลไกประสานงานระหว่างภาครัฐและผู้ประกอบการรวบรวมข้อคิดเห็น ท่าที และข้อเสนอแนะของภาคเอกชนแก่หน่วยงานภาครัฐ ติดตามสถานการณ์ ความเคลื่อนไหวทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก เป็นศูนย์กลางในการแลกเปลี่ยนและเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารต่างๆ (เช่น ข้อมูลด้านการค้า กฎเกณฑ์ เงื่อนไขความตกลงภายใต้กรอบต่างๆ ให้แก่อุตสาหกรรมที่เป็นสมาชิกและผู้สนใจทั่วไป)เป็นตัวแทนของภาครัฐในการตรวจสอบและให้การรับรองด้านต่างๆ แก่ผู้ประกอบการ เช่น การออกใบรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า (certificate of origin) การออกหนังสือรับรองการมี-ไม่มีผู้ผลิตวัตถุดิบจำเป็นภายในประเทศให้แก่สมาชิก เพื่อขอลดหย่อนอัตราอากรขาเข้าต่อ BOI เป็นต้น
  • บทบาทของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ต่อ) ระดับระหว่างประเทศ ในระดับระหว่างประเทศอาเซียน ส.อ.ท. ได้เข้าไปมีบทบาทผ่านกรอบความร่วมมือของภาคเอกชนของอาเซียน เช่น ASEAN CCI (ASEAN Chambers of Commerce and Industry) องค์กรดังกล่าวจัดตั้งขึ้นภายหลังการประชุมระดับรัฐมนตรีอาเซียนในปี 2513 ณ กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ ประกอบด้วยสมาชิกที่เป็นสภาหอการค้าและอุตสาหกรรมอาเซียน 10ประเทศ นับเป็นองค์กรหลักที่แสดงถึงบทบาทการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนในอาเซียน นอกเหนือไปจากเวทีภาครัฐที่ดำเนินอยู่ ทั้งนี้ ASEAN CCI ทำหน้าที่ที่สำคัญคือ การเป็นกลางประสานงานและแลกเปลี่ยนข้อมูลและสร้างความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนในอาเซียนและประเทศนอกภูมิภาค รวมทั้งเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างภาคเอกชนในอาเซียน ตลอดจนรวบรวมและจัดทำข้อเสนอแนะ ข้อคิดเห็นซึ่งเป็นมุมมองของภาคเอกชนต่อภาครัฐ เช่น ในเวทีประชุมรัฐมนตรีอาเซียน (AEM) ทั้งนี้ ในปี 2551--2552 นี้ ประเทศไทยได้รับมอบหมายให้เป็นประธานกลุ่ม ASEAN-CCI โดยมีคุณสันติ วิลาสศักดานนท์ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ดำรงตำแหน่งประธาน ASEAN-CCI คนที่ 18 และคุณอรินทร์ จิรา เลขาธิการส.อ.ท ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ ASEAN-CCI ไทยมีแนวนโยบายและแนวทางในการผลักดันให้ ASEAN-CCI บรรลุเป้าหมายที่สำคัญ คือ การสร้างความเข็มแข็งของโครงการ ASEAN–CCI ต่างๆให้เอื้อประโยชน์ต่อภาคเอกชนที่แท้จริง , เพิ่มเงินกองทุน ASEAN–CCI, ขยายขอบเขตจำนวนสมาชิกใน ASEAN–CCI , การปรับปรุงความสัมพันธ์กับคู่ค้าให้ดียิ่งขึ้น, การส่งเสริมการสร้าง ASEAN SMEs, การเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับ ASEAN Business Advisory Council and ASEAN Pioneer Project Scheme ASEAN Business Advisory Council- ASEAN-BAC) หรือ สภาที่ปรึกษาธุรกิจอาเซียน ASEAN-BAC ประกอบด้วยผู้แทนจากภาคธุรกิจของสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศ ประเทศละ 3 คน โดยเป็นการแต่งตั้งจากภาครัฐ มีหน้าที่ในการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในอาเซียน ตลอดจนนำเสนอข้อคิดเห็น ประเด็นที่สำคัญที่เป็นความคิดเห็นและข้อห่วงใยของภาคเอกชนในอาเซียนเพื่อสนับสนุนให้บรรลุเป้าหมายการเป็น “ประชาคมอาเซียน” ภายในปี 2015 ในวาระที่ไทยเป็นเจ้าภาพและประธานอาเซียน (ASEAN) ระหว่างปี 2551-2552 นี้ ไทยมีฐานะเป็นประธานในระดับภาคเอกชนโดยคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ได้มีมติแต่งตั้งให้ นายอรินทร์ จิรา เลขาธิการส.อ.ท. เป็นประธานสภาที่ปรึกษาธุรกิจอาเซียน (ASEAN-BAC) ทั้งนี้ ซึ่งประเทศไทยในฐานะประธานมีข้อเสนอแนะที่สำคัญต่ออาเซียน ได้แก่ 1) สนับสนุนการจัดตั้ง ASEAN Green Lane เพื่อเพิ่มความสะดวกในการขนส่งสินค้าผ่านด่านศุลกากรระหว่างประเทศที่เร็วกว่าปัจจุบัน 2) จัดตั้ง ASEAN Retail Chain Franchise Association เพื่อส่งเสริมยี่ห้ออาเซียน (ASEAN Brandname) ทำให้ประชาชนอาเซียนรู้สึกถึงความเป็นอาเซียนในตัว 3) พัฒนาความมั่นคงด้านอาหารและพลังงานทดแทนให้เป็นรูปธรรม และควรร่วมมือกันสร้างสาธารณูปโภคให้ดีทั่วภูมิภาคเพื่อเมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัว อาเซียนจะมีความพร้อมที่สุดและมีอำนาจต่อรองมาก
  • Aec3

    1. 1. 1. AEC 2. AEC 3. 4.
    2. 2. AEC 1
    3. 3. Single Market and Production Base ) AEC AEC
    4. 4. AEC e-commerce
    5. 5. 12
    6. 6. 1. 2. 3. 4. AEC
    7. 7. AEC 2
    8. 8. 1. 2. CLMV) 3. 4. 5. 6. AEC
    9. 9. •Your subtopic goes here การค้าของไทยกับอาเซียน 0 5,000 10,000 15,000 20,000 25,000 30,000 35,000 40,000 1991 1992 1993 1994 1995 1996 1997 1998 1999 2000 2001 2002 2003 2004 2005 2006 2007 ปี มูลค่า (ล้านเหรียญสรอ.) การส่งออกไทยไปอาเซียน การนาเข้าไทยจากอาเซียน
    10. 10. 1. 2. CLMV) 3. 4. 5. 6. AEC
    11. 11. CLMV GDP ( GDP ( 2.0 6.0 7.5 6.8 7.0 6.0 5.3 1.5 6.3 5.4
    12. 12. 1. 2. CLMV) 3. 4. 5. 6. AEC
    13. 13. 1. 2. CLMV) 3. 4. 5. 6. AEC
    14. 14. (ASEAN Comprehensive Investment Agreement: ACIA) • FDI) portfolio investments) • • • • • • • • •
    15. 15. 1. 2. 3. 4.
    16. 16. 2546 – 2550) 2546-50 2549 2550 18,328 4,875 4,134 13,354 -268 14,224 11,491 2,941 2,467 10,845 -0.1 9 6,185 28 1,916 4,534 -1 3,832 3,204 326 81 2,792 1,579 848 2,424 504 2,373 2,153 9 1,099 117,925 25,404 40,287 - 2549 2550 28,177 6,811 9,060 14,867 3,590 3,943 11,188 -1,003 6,191 9,961 4,537 2,492 7,284 45 5,328 4,058 590 2,121 3,339 1,940 -202 3,326 -727 1,439
    17. 17. 1. 2. CLMV) 3. 4. 5. 6. AEC
    18. 18. 1. 2. CLMV) 3. 4. 5. 6. AEC
    19. 19. GDP ( GDP ( 9.0 6.7 2.5 0.3 0.25 -0.2 7.3 5.1
    20. 20. • • • • • • • • • • • • •
    21. 21. 3
    22. 22. • 1. 2. • FTA • Safeguard) •
    23. 23. • 1. 2. 3. 4. 5. 6.
    24. 24. 4
    25. 25. • 1. 2. 3. 4. 5. certificate of origin)
    26. 26. • 1. ASEAN CCI(ASEAN Chambers of Commerce and Industry) 2. ASEAN-BAC ASEAN Business Advisory Council)
    27. 27. Thank you

    ×