Successfully reported this slideshow.
We use your LinkedIn profile and activity data to personalize ads and to show you more relevant ads. You can change your ad preferences anytime.
ภาวะผู้น ำา สำา หรับ ผู้บ ริห ารสถานศึก ษาในอนาคต       สถานการณ์ ภาวการณ์ซึ่งเปลี่ยนแปลงไปตามบริบท ของสังคม ทั้งด้านเศรษฐ...
อย่างแม่นยำาและถูกต้อง มี ความยืดหยุ่นและสามารถสนองตอบต่อสัญญาณบอกเหตุดังกล่าวด้วยวิธีการต่างๆได้ ดี เช่น ปรับตัวด้านโครงส...
4. ผู้บริหารต้องปรับกลยุทธ์การบริหารจัดการโดยยึดหลัก การให้เ กิด ความเชื่อ มโยงระหว่า งกัน เช่น ความเชื่อมโยงการทำางานของค...
9. ผู้บ ริห ารต้อ งจัด ทำา หลัก สูต รสถานศึก ษาให้สอดคล้อ งกับ สภาพความเป็น จริง ของโรงเรีย นและชุม ชน ทั้งสองฝ่ายต้องร่วม...
เรียกว่า Synergy ขึน ซึงทำาให้งานสำาเร็จได้ง่าย รวดเร็วขึ้น                   ้   ่และได้ปริมาณงานออกมามากขึ้นกว่าเดิม ที่...
Upcoming SlideShare
Loading in …5
×

ภาวะผู้นำสำหรับผู้บริหารสถานศึกษาในอนาคต

29,185 views

Published on

ภาวะผู้นำสำหรับผู้บริหารสถานศึกษาในอนาคต

Published in: Education

ภาวะผู้นำสำหรับผู้บริหารสถานศึกษาในอนาคต

  1. 1. ภาวะผู้น ำา สำา หรับ ผู้บ ริห ารสถานศึก ษาในอนาคต สถานการณ์ ภาวการณ์ซึ่งเปลี่ยนแปลงไปตามบริบท ของสังคม ทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง สิ่งแวดล้อมเทคโนโลยี ฯลฯเป็นการเปลี่ยนแปลงซึ่งต้องบริหารแบบรู้เท่าทัน ทันการณ์ มีวิสัยทัศน์ โดยใช้พื้นฐานความรู้เดิมเป็นตัวตั้ง แล้วนำามาวิเคราะห์เรียบเรียง เพื่อศึกษาและทำาความเข้าใจ แล้วจัดการกำาจัดจุดอ่อน และเพิ่มจุดแข็ง ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ภาวะผู้นำาเป็นกระบวนการที่ผู้นำาหรือที่มีภาวะผู้นำา เป็นผู้ที่ชักนำา จูงใจชี้นำา ใช้อิทธิพลหรืออำานาจที่มีอยู่ในรูปแบบต่าง ๆ ทำาให้หรือกระตุ้นให้หรือชี้นำาให้เพื่อนร่วมงานหรือผู้ใต้บังคับบัญชาให้ยินดี เต็มใจ พร้อมใจ ยินดีในการกระทำาการ ให้มีความกระตือรือร้นหรือร่วมดำาเนินการอย่าใดอย่างหนึ่งตามที่ผู้นำาต้องการ ให้มีพฤติกรรมไปในทิศทางที่เขาชักนำาในการทำางานหรือดำาเนินกิจกรรมที่ผู้นำา นั้นรับผิดชอบหรือตามที่ผู้นำานั้นต้องการ การ เปลี่ยนแปลงเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องอยู่ตลอดเวลา ไม่อาจแยกจากกันได้เด็ดขาดว่าเป็นยุคอดีตยุคปัจจุบัน และยุคอนาคต แต่จะมีลักษณะที่คาบเกี่ยวและมีความสัมพันธ์ต่อกันเสมือนอยู่บนเส้นตรงเดียว กัน กระแสการเปลี่ยนแปลงทางการศึกษาที่เราคาดหมายว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตก็เช่นกัน ก็อาจมีกระแสหลักอยู่หลายประเด็นที่ได้เกิดมาในอดีต แล้วดำาเนินสืบต่อมาในปัจจุบันและอาจต่อเนื่องต่อไปในอนาคตก็ได้ หรืออาจเป็นกระแสหลักที่คาดว่าจะเกิดขึ้นใหม่ในอนาคตเลยก็ได้ ดังนั้น ผู้นำาในโรงเรียนในอนาคต ควรมีผู้บริหารที่เป็นผู้นำาการเปลี่ยนแปลงสู่คุณภาพการศึกษา ผู้บริหารในอนาคตจึงต้องมีคุณสมบัติที่เป็นผู้นำาการเปลี่ยนแปลงสู่คุณภาพการศึกษา และจัดการบริหารสถานศึกษาให้เป็น องค์ก ารแห่ง การเรีย นรู้ (learning organization)อย่างแท้จริง ผู้บริหารในอนาคตจะต้องมีศักยภาพดังต่อไปนี้ 1. ผู้บริหารต้องมีความสามารถรับรู้ เข้าใจ และตีความต่อสัญญาณบอกเหตุใดๆที่จะเข้ามาจากสิ่งแวดล้อม ภายนอกได้
  2. 2. อย่างแม่นยำาและถูกต้อง มี ความยืดหยุ่นและสามารถสนองตอบต่อสัญญาณบอกเหตุดังกล่าวด้วยวิธีการต่างๆได้ ดี เช่น ปรับตัวด้านโครงสร้าง ปรับหลักสูตร ปรับกระบวนการเรียนการสอนปรับกระบวนการบริหารจัดการใหม่ที่มีความสอดคล้องเหมาะสมเป็นต้น สามารถที่จะมีอิทธิพลทั้งเชิงรุก และเชิงรับ ต่อชุมชน/สังคม โดยเฉพาะต่อแนวคิดและค่านิยมที่ได้รับผลกระทบจากภาวะโลกาภิวัตน์ 2. ผู้บริหารจำาเป็นต้องเปลี่ยนโครงสร้างองค์กรที่ก่อให้เกิดความร่วมมือและมีความยืดหยุ่นคล่องตัวมากขึ้น ซึงน่าจะเป็น ่โครงสร้า งแบบแนวนอน มากกว่า และยิ่งถ้าโรงเรียนต้องการปรับตัวเพื่อความอยู่รอดได้ดีในอนาคตด้วยแล้ว ก็จำาเป็นที่จะต้องสลายพรมแดนระหว่างหน่วยงานย่อยต่างๆภายในให้เหลือน้อยที่ สุดต้องลดการควบคุม(control)แต่ เพิ่มการประสานสัมพันธ์ ให้มากขึ้น ยึดความยืดหยุ่นคล่องตัวเพื่อให้เกิดการบริหารที่มุ่งเป้าหมายของงานมากกว่า เพื่อการบริหารระเบียบกฎเกณฑ์แบบราชการซึ่งเป็นระบบที่ตึงตัวที่ไม่เหมาะ สมอย่างยิ่งกับการบริหารจัดการสถาบันทางวิชาการ 3. ผู้บริหารต้องมีภาวะผู้นำาที่ดี โดยต้องปรับเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นผู้ค วบคุม งาน (controller) หรือ ผู้ค ุม กฎ(gatekeeper) ไปสู่บทบาทใหม่ในฐานะ ผู้ส นับ สนุน หรือ ผู้เอื้อ อำา นวยด้า นสารสนเทศ มากขึ้น เป็นผู้น ำา การพัฒ นาศัก ยภาพของครูแ ละ เป็น ผู้ใ ช้ว ิธ ีก ารกระจายอำา นาจการตัด สิน ใจให้แ ก่ผ ู้ร ่ว มงาน ด้วยเหตุนี้แนวคิดเดิมที่ถือว่าการบริหารหน่วยงานจะต้องขึ้นอยู่กับการตัดสินใจโดยผู้น ำาเพีย งคนเดีย วหรือ Single leader เท่านั้น จำาเป็นต้องปรับเปลี่ยนมาเป็น การกระจายภาวะผู้น ำา ให้แก่ผู้ร่วมงานในระดับต่างๆได้มีโอกาสเป็นผู้นำาที่ได้รับการมอบอำานาจความรับผิดชอบการตัดสินใจในขอบเขตงานของตนได้ด้วยตนเองมากขึ้น
  3. 3. 4. ผู้บริหารต้องปรับกลยุทธ์การบริหารจัดการโดยยึดหลัก การให้เ กิด ความเชื่อ มโยงระหว่า งกัน เช่น ความเชื่อมโยงการทำางานของครูแต่ละคนให้กลายเป็นทีม ความเชื่อมโยงระหว่างทีมงานกับทีมงาน ระหว่างแผนกงานกับแผนกงาน และระหว่างโรงเรียนกับชุมชนภายนอก เป็นต้น 5. ผู้บริหารต้อ งสร้า งเครือ ข่า ยพัน ธมิต ร (strategicnetworks) กับ สถานศึกษาอื่น ตลอดจนกับหน่วยงานอื่นทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อประโยชน์ของความร่วมมือ การใช้ทรัพยากรร่วม และการเพิ่มความแข็งแกร่งทางวิชาการ การสร้างผลผลิตที่ตรงกับความต้องการของผู้ใช้ รวมทั้งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการโรงเรียนมากยิ่งขึ้น 6. ผู้บริหารต้องให้ความสำาคัญกับผู้ม ีส ่ว นได้เ สีย กับโรงเรีย น เช่น ผู้ป กครองและชุม ชนที่ต้องการเข้าไปมีบทบาทต่อการดำาเนินงานและการจัดการศึกษาอย่างต่อเนื่องและสมำ่าเสมอ 7. ผู้บริหารจะต้องแสดงบทบาทการเป็น ผู้น ำา ที่ส ำา คัญของสัง คมแห่ง ความรู้ (knowledge society) โดยต้องใช้เทคโนโลยีก้าวหน้าชั้นสูงเป็นเครื่องมือดำาเนินการไปสู่ความสำาเร็จดังกล่าว ตลอดจนใช้เพื่อการพัฒนาศักยภาพการเรียนรู้ของนักเรียนให้ได้ตามความคาดหวังของสังคม 8. ผู้บริหารต้องพัฒนาแหล่งเรียนรู้ให้หลากหลายและทันสมัยเรียกว่า การเรีย นรู้แ บบไร้พ รมแดน โดย ไม่จำากัดเวลาและสถานที่ ซึ่งอาจเป็นที่บ้าน ที่ทำางาน ศูนย์การค้า รวมทั้งที่โรงเรียนเองก็ได้ กล่าวโดยสรุปต่อไปนี้จะมีแหล่งความรู้ที่มีขนาดใหญ่มหึมา มีข้อมูลสารสนเทศที่ทันสมัยให้เลือกได้ตามที่ต้องการอย่างหลากหลายมากมาย และมีความน่าสนใจ ตลอดจนทุกคนสามารถเข้าถึงองค์ความรู้และสารสนเทศเหล่านั้นได้ดีกว่าการเรียน แบบเดิมในห้องเรียน ปรากฏการณ์ดังกล่าว จะบีบบังคับให้ครูต้องพัฒนาตนเองเพื่อให้สามารถทำาหน้าที่ภายใต้สถานการณ์ที่ เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างมีประสิทธิผล
  4. 4. 9. ผู้บ ริห ารต้อ งจัด ทำา หลัก สูต รสถานศึก ษาให้สอดคล้อ งกับ สภาพความเป็น จริง ของโรงเรีย นและชุม ชน ทั้งสองฝ่ายต้องร่วมมือกันจัดการเรียนรู้ให้กับผู้เรียน มิฉะนั้นสิ่งที่เรียน/ที่ สอนอยู่ในโรงเรียนนับวันจะล้าสมัยห่างไกลจากความเป็นจริงยิ่งขึ้น จนไม่สามารถสร้างผลผลิตจากการศึกษาให้สอดคล้องตรงตามความต้องการของผู้ใช้ผล ผลิตของโรงเรียนได้ หน้าที่สำาคัญของการศึกษาขั้นพื้นฐานมิอาจจำากัดเพียงแค่การให้สาระความรู้ที่ จำาเป็นแก่เรียนเท่านั้น แต่สิ่งที่จำาเป็นและขาดไม่ได้ก็คือ การทำา ให้ผ ู้เ รีย นมีท ัก ษะชีว ิต ที่สอดคล้องกับการดำารงชีวิตในโลกสมัยใหม่ได้อย่างชาญฉลาดและอย่างมีความสุข การรู้เ ท่า ทัน โลก การรู้จ ัก ทางเลือ กการรู้จ ัก แก้ป ัญ หา การได้ร ับ การพัฒ นาทัก ษะและนิส ัยใฝ่ร ู้ใ ฝ่เ รีย นอย่า งไม่ย อมจบสิ้น (life-long learner) 10. ผู้บริหารจะต้องมีกระบวนการพัฒนาบุคลากรให้เ ป็นครูม ือ อาชีพ (professionalism) มากยิ่ง ขึ้น โดยมุ่ง เน้นให้ค รูม ีค วามเป็น นัก จัด การการเรีย นรู้ (learningmanagers) ฝีมือดี ที่มีเจตคติแห่งความเป็นครูสูง มีความรู้ความสามารถและทักษะในการปฏิบัติวิชาชีพที่ทันสมัยอยู่ในระดับสูง 11. ผู้บริหารต้องให้การสนับสนุนการปฏิบัติงานของครูในทุกเรื่องและในทุกบริบท จำาเป็นอย่างยิ่งที่จ ะต้อ งร่ว มมือ ทำากัน เป็น ทีม เสมือนคณะแพทย์ที่ทำาการผ่าตัดคนไข้ ด้วยเหตุนี้ครูจึงต้องได้รับการพัฒนาด้านการทำางานแบบทีม รวมทั้งพัฒนาความฉลาดรู้ทางอารมณ์ (EQ) อีกด้วย 12. ผู้บริหารจะต้อ งสร้า งและมีว ัฒ นธรรมการทำา งานที่ส่งเสริมให้เกิด ความร่ว มมือ ร่ว มใจ (collaborative)มากกว่าการเน้นเรื่อง การแข่ง ขัน (competitive) ในการดำาเนินกิจกรรมต่างๆทุกด้านของนักเรียน ครู และบุคลากรทุกฝ่ายในโรงเรียน ตลอดจนชุมชนภายนอก เพราะความร่ว มมือร่ว มใจกันจะก่อให้เกิดความมีพ ลัง เพิ่ม ที่ม ากกว่า ปกติ ที่
  5. 5. เรียกว่า Synergy ขึน ซึงทำาให้งานสำาเร็จได้ง่าย รวดเร็วขึ้น ้ ่และได้ปริมาณงานออกมามากขึ้นกว่าเดิม ที่สำาคัญคือ จะช่วยเสริมสร้างบรรยากาศของการมี สามัค คีธ รรม ให้เ กิด ขึ้น ในที่ท ำา งาน องค์กรหรือสถานศึกษาที่มีคุณภาพเป็นที่ยอมรับของชุมชนและสังคม หัวใจ สำาคัญก็คือ ผู้นำาหรือผู้บริหารสถานศึกษาที่จะเป็นตัวจักรสำาคัญในการบริหารจัดการเกิดการ ขับเคลื่อน ซึงประกอบไปด้วย คน งบประมาณและการจัด การ ่ให้เ กิด ประสิท ธิภ าพสูง สุด ผู้น ำา หรือ ผู้บ ริห ารสถานศึก ษา จึงเป็นผู้มีบทบาทสำาคัญที่จะชี้เป็นชี้ตายต่อ องค์กรเพื่อตอบสนอง นโยบาย หลักสูตร และความคาดหวังของสังคมได้ตามความคาดหวังหรือไม่ ยังเป็นคำาถามดังก้องมาหลายทศวรรษ และยังต้องตามหาคำาตอบกันต่อไป ดังคำากล่าวที่ว่า “การปลูกพืชจะเจริญงอกงามต้องเห็นเงาของผู้ปลูกฉันใดโรงเรียนจะมีคุณภาพต้องเห็นเงาผู้บริหารฉันนั้น”

×