57

421 views

Published on

0 Comments
0 Likes
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

No Downloads
Views
Total views
421
On SlideShare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
1
Actions
Shares
0
Downloads
2
Comments
0
Likes
0
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

57

  1. 1. เอการประกอบการจัดการเรียนรู้ รายวิชา ท๔๐๑๐๖ วรรณคดีกับชีวิต หน้า ๑ บทบาทที่ชัดเจนมากที่สุดของวรรณกรรม ก็คือ ผลกระทบทางด้านสังคม นักคิดนักเขียนทางด้านวรรณกรรมส่วนใหญ่ได้เน้นผลกระทบทางด้านนี้มาก เพราะถือว่าวรรณกรรมที่ดีจะต้องส่งผลต่อสังคม ไม่มากก็น้อย ด้วยเหตุนี้จึงขอกล่าวเฉพาะผลกระทบหรืออิทธิพลทางด้านสังคมซึ่งมีผู้แสดงความคิดเห็นไว้หลากหลาย อาทิ สุชาติ สวัสดิ์ศรี ได้เขียนไว้ในคานาหนังสือเรื่องนักเขียนหนุ่ม ( อ้างถึงใน Spender 2518 :หน้าคานา ) ว่า ความเป็นจริงในวรรณกรรมโดยทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นของต่างชาติหรือของไทยเองก็ตาม ปรากฏการณ์สาคัญอย่างหนึ่งที่เราไม่อาจปฏิเสธได้ก็คือ วรรณกรรมเป็นกระจกเงาที่สะท้อนภาพทางสังคมและเป็นดัชนีชี้แนวของกระบวนการทางวัฒนธรรม ตลอดจนเสนอให้เห็นการยึดถือคุณค่าต่างๆของคนในสังคมแต่ละยุคสมัย ความเป็นไปทางการเมือง ความเป็นอยู่ทางเศรษฐกิจระดับการศึกษา เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่สะท้อนออกมาให้เราได้จากคนอ่านและคนเขียนและถ้าหากจะมีความจริงที่นอกเหนือไปจากนี้อีกประการหนึ่งก็ คือ วรรณกรรมเป็นสัญลักษณ์ที่บอกให้เราเห็นความจริงจังของคนในชาติ หรือความฟุ้งเฟ้อของกลุ่มคนในสังคม ซึ่งทั้งนี้ย่อมแล้วแต่ว่ากลุ่มสังคมใดจะใช้กระจกเงาบานไหนออกมาฉาย ดังนั้นท่าทีและแนวโน้มของวรรณกรรมต่างๆไม่ว่าจะเป็นของไทยหรือต่างชาติ ไม่ว่าจะอยู่ในสถานะไหนย่อมมีอิทธิพลเกี่ยวข้องกัน และย่อมขึ้นอยู่ว่าบรรดาผู้มีส่วนสร้างสรรค์ผลงานทางวรรณกรรมทั้งหลาย ( ณ ที่นี้หมายถึงงานเขียนทั่วไปทั้ง ร้อยแก้วและร้อยกรอง โดยเน้นเฉพาะ นวนิยาย เรื่องสั้น กวีนิพนธ์ และบทละคร ) จะพยายามเพียงใดที่จะยกวรรณกรรมขึ้นไว้เป็นสื่อของการรับใช้สังคม หรือเหยียบย่าสังคมให้ต่าทรามลง เจตนา นาควัชระ ( 2521 : 13 - 17 ) ได้เสนอว่า วรรณกรรมเป็นสิ่งผูกพันกับสังคม และเป็นสมบัติร่วมของทุกยุคทุกสมัยทุกถิ่น การศึกษาวรรณกรรมจึงต้องควบคู่กับสังคม ซึ่งเป็นแหล่งกาเนิดของวรรณกรรม ผู้ประพันธ์ได้แสดงความคิด ปรัชญา ตลอดจนความจริงในสังคมด้วยความสนใจและความรับผิดชอบ วรรณกรรมจึงมีอิทธิพลต่อสังคม รวมทั้งพลังในสังคมมนุษย์ด้วย ส่วนเสนีย์ เสาวพงศ์ ( อ้างถึงใน รุ่งวิทย์ สุวรรณอภิชน ม.ป.ป. : 15 - 16 ) ได้เสนอข้อคิดเกี่ยวกับวรรณกรรมกับสังคมว่า เบื้องหลังปากกาที่สร้างงานเขียนหรือวรรณกรรม ก็คือผู้เขียนหรือนักประพันธ์ และเบื้องหลังนักประพันธ์ก็คือสังคม นั่นก็คือความเป็นจริงของวรรณกรรมทุกเล่มที่มีทัศนะของผู้เขียนสอดแทรกในงานของเขา พร้อมๆกับการถ่ายทอดประสบการณ์ของชีวิตของสังคมในงานเขียนของเขาแต่ละชิ้น ภาพของสังคมปรากฏในวรรณกรรมชิ้นนั้นๆ จะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม เป็นการมองภาพชีวิตในแต่ละบรรทัดของวรรณกรรมเล่มนั้นๆ (between thelines ) ซึ่งสอดคล้องกับแนวความคิดของพระมหากุเทพ ใสกระจ่าง ( 2521 : 1 , 13 ) ที่กล่าวว่า
  2. 2. เอการประกอบการจัดการเรียนรู้ รายวิชา ท๔๐๑๐๖ วรรณคดีกับชีวิต หน้า ๒วรรณกรรมเป็นผลผลิตทางปัญญา ที่เน้นคุณค่าของชีวิตที่ดีงาม วรรณกรรมของคนกลุ่มใดย่อมสะท้อนชีวิตและแนวความคิดของคนกลุ่มนั้น ดังคากล่าวที่ว่า เบื้องหลังวรรณกรรมทุกเล่มคือมนุษย์ เบื้องหลังมนุษย์คือเผ่าพันธุ์ และเบื้องหลังเผ่าพันธุ์คือสิ่งแวดล้อมที่เป็นธรรมชาติและสังคมซึ่งมีอิทธิพลต่อวรรณกรรม ดังนั้นการศึกษาวรรณกรรมจึงมิใช่แต่เพียงการอ่านตาราอย่างเดียวเท่านั้น หากแต่เป็นการศึกษาภาวการณ์ทางสังคมด้วย หรือแม้แต่ความคิดเห็นของพลศักดิ์ จิรไกรศิริ ( 2521 : 105 ) กล่าวว่าวรรณกรรมเป็นผลงานการสร้างสรรค์ทางความคิดของมนุษย์ในยุคหนึ่งยุคใด และความคิดของมนุษย์นั้นก็ถูกกาหนดโดยสภาพทางวัตถุในขณะนั้น สภาพทางวัตถุในที่นี้ก็คือระบบสังคมของมนุษย์นั่นเอง ทีปกร( 2521 : 35 ) กล่าวสนับสนุนว่าแหล่งกาเนิดอันแท้จริงของวัตถุดิบที่มนุษย์นามาสร้างเป็นงานวรรณกรรมนั้น มาจากความจัดเจนในการต่อสู้ของมนุษย์ทั้งในทางตรงและทางอ้อม วรรณกรรมจึงไม่เพียงแต่เป็นผลิตผลที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อสะท้อนถ่ายความจัดเจนที่ได้รับจากการต่อสู้ของชีวิตทั้งในทางธรรมชาติและทางสังคม หากยังเป็นการสร้างวัฒนธรรมเพื่อรับใช้ผลประโยชน์ของกลุ่มความคิดที่ตนสังกัดอยู่ด้วย สิทธา พินิจภูวดล และนิตยา กาญจนะวรรณ ( 2520 : 48 -49 ) กล่าวเสริมว่า วรรณกรรมเป็นผลงานของมนุษย์ ดังนั้นจึงเป็นที่เก็บรวบรวมความคิด ความเป็นอยู่ และลักษณะสภาพต่างๆของมนุษย์ที่เป็นส่วนหนึ่งของสังคมไว้ด้วยกัน วรรณกรรมจึงกลายเป็นหนังสือที่สามารถสะท้อนสภาพสังคมได้ สังคมของผู้แต่งหนังสือมีธรรมชาติเช่นไรวรรณกรรมก็มีธรรมชาติเช่นนั้น สังคมนั้นเปลี่ยนแปลงและวิวัฒนาการไปตามเหตุการณ์อย่างไร วรรณกรรมก็กล่าวถึงเหตุการณ์อย่างนั้น เช่นเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ ทางการเมือง ทางเศรษฐกิจ มีผลทาให้มนุษย์ในแต่ละสังคมประพฤติปฏิบัติตนต่างๆกัน หรือบางครั้งก็ออกมาในรูปเดียวกัน บางครั้งก็ขัดแย้งกัน บางครั้งก็กลมกลืนกันผู้แต่งหนังสือที่ช่างสังเกตก็จะเลือกหาเหตุการณ์เรื่องราวจากความเป็นไปในสังคมมาผูกเป็นเรื่องขึ้น โดยตั้งจุดประสงค์ไว้ต่างๆกัน บางคนผูกเรื่องขึ้นเพื่อรายงานเหตุการณ์แต่เพียงอย่างเดียว บางคนก็ชี้ให้เห็นลักษณะที่ขัดแย้งต่างๆเพื่อเตือนสติคนในสังคม สาหรับ ตรีศิลป์ บุญขจร ( 2523 : 6 - 10 ) กล่าวว่า วรรณกรรมย่อมสัมพันธ์กับสังคมวรรณกรรม สะท้อนประสบการณ์ชีวิตในยุคสมัยไม่ว่าจะจงใจสะท้อนสังคมหรือไม่ก็ตาม นักวิจารณ์บางคนจึงกล่าวว่า วรรณกรรมเป็นคันฉ่องแห่งยุคสมัย เนื่องจากเป็นภาพถ่ายชีวิตของยุคสมัยนั่นเอง ความสัมพันธ์ระหว่างวรรณกรรมกับสังคมมี 3 ลักษณะดังนี้คือ 1. วรรณกรรมเป็นภาพสะท้อนของสังคม ซึ่งการสะท้อนสังคมของวรรณกรรมมิใช่เป็นการสะท้อนอย่างบันทึกเหตุการณ์ทานองเอกสารประวัติศาสตร์ แต่เป็นภาพสะท้อนประสบการณ์ของผู้เขียนและเหตุการณ์หนึ่งของสังคม วรรณกรรมจึงมีความเป็นจริงทางสังคมสอดแทรกอยู่ นักเขียนบางคนมีความรับผิดชอบต่อสังคมเป็นอย่างมาก เขาจะสะท้อนความปราถนาที่จะปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้น วรรณกรรมของเขาฉายให้เห็นสิ่งที่เรียกว่าอุดมการณ์ซึ่งอาจจะเป็นอุดมการณ์ทางสังคมหรืออุดมการณ์ทางการเมืองก็ได้
  3. 3. เอการประกอบการจัดการเรียนรู้ รายวิชา ท๔๐๑๐๖ วรรณคดีกับชีวิต หน้า ๓ 2. สังคมมีอิทธิพลต่อวรรณกรรมหรือต่อนักเขียน ซึ่งนักเขียนอยู่ในสังคมย่อมได้รับอิทธิพลจากสังคมทั้งด้านวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี ศาสนา ปรัชญาและการเมืองสภาพการณ์ของปัจจัยเหล่านี้ย่อมเป็นสิ่งกาหนดโลกทัศน์และชีวทัศน์ของเขา การพิจารณาอิทธิพลของสังคมต่อนักเขียน ควรให้ความสนใจว่านักเขียนได้รับอิทธิพลจากสังคมมาอย่างไร และเขามีท่าทีสนองตอบต่ออิทธิพลเหล่านั้นอย่างไร 3. วรรณกรรมหรือนักเขียนมีอิทธิพลต่อสังคม นักเขียนที่ยิ่งใหญ่นอกจากมีความสามารถในการสร้างสรรค์วรรณกรรมให้มีชีวิต โน้มน้าวจิตใจผู้อ่านแล้ว ยังเป็นผู้มีทัศนะกว้างไกลกว่าคนธรรมดา สามารถเข้าใจโลกและมองสภาพความเป็นจริงได้ลึกกว่าคนทั่วไปมองเห็น ด้วยทัศนะที่กว้างไกลและลุ่มลึก ภาพที่เขาให้จึงเป็นจริงยิ่งกว่าความเป็นจริง ด้วยเหตุนี้วรรณกรรมที่ยิ่งใหญ่จึงเป็นอมตะ เพราะไม่เพียงแต่จะเสนอภาพปัจจุบันอย่างถึงแก่นของความเป็นจริงเท่านั้น แต่ยังคาดคะเนความเป็นไปในอนาคตได้อีกด้วย ดังนั้นอิทธิพลของวรรณกรรมต่อสังคม อาจเป็นได้ทั้งในด้านอิทธิพลภายนอก เช่น การ แต่งกาย หรือการกระทาตามอย่างวรรณกรรม เช่น หญิงไทยสมัยหนึ่งนิยมถักหางเปีย นุ่งกางเกงขาสั้นเหมือน " พจมาน " ในเรื่องบ้านทรายทอง หรือย้อมผมสีแดงเหมือน " จอย " ในเรื่องสลักจิต เป็นต้น และอิทธิพลทางความคิด การสร้างค่านิยม รวมทั้งความรู้สึกนึกคิด ดังเช่น หนังสือเรื่อง " TheSocial Contract " ของจัง จาคส์ รุสโซ ( Jean Jacques Rousseau ) พิมพ์เมื่อปี ค.ศ. 1762 เป็นหนังสือที่มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช มาเป็นระบอบประชาธิปไตย โดยให้แนวคิดเกี่ยวกับทฤษฏีทางรัฐศาสตร์ที่สาคัญ เรียกว่า " เจตนารมณ์ทั่วไป( General Will ) " เน้นเรื่องเสรีภาพและสิทธิของมนุษยชาติ ก็คืออานาจอธิปไตยนั่นเอง ซึ่งถือเป็นหลักการที่สาคัญยิ่งของการปกครองระบอบประชาธิปไตย อิทธิพลของหนังสือเล่มนี้มีส่วนก่อให้เกิดแรงบันดาลใจในการเรียกร้องอิสรภาพของสหรัฐอเมริกาใน ค.ศ. 1776 และการปฏิวัติในฝรั่งเศส ค.ศ. 1789 - 1792 และอิทธิพลของหนังสือเล่มนี้ก็ยังคงมีอยู่จนกระทั่งปัจจุบันนี้ ดังจะเห็นได้จากแนวคิดเรื่องทฤษฏีสัญญาประชาคม ( Social Contract Theory) ซึ่งมีนักวิชาการได้นามาอ้างอิงอยู่เสมอ หลังจากนั้นก็มีวรรณกรรมอีกหลายเล่ม ได้อิทธิพลและสนับสนุนการปกครองตามแนวคิดของรุสโซ เช่น จอห์น สจ๊วต มิลล์ ( John Stuart Mill ) นักเศรษฐศาสตร์และนักคิดชาวอังกฤษ ได้เขียนหนังสือ เรื่อง On Liberty โดยเน้นว่ารัฐบาลที่ดีต้องให้เสรีภาพแก่ประชาชน หรือความคิดของ จอห์น ล้อค ( John Lock ) ในผลงานชื่อ Two Treatise of Government ก็มีอิทธิพลอย่างมากต่อนักปฏิวัติชาวอเมริกัน ดังจะเห็นจากคาประกาศอิสรภาพของอเมริกา ดูเหมือนว่าจะลอกข้อความในหนังสือเล่มนี้มาทั้งหมด จะแตกต่างกันเพียงมีการเปลี่ยนแปลงคาศัพท์บางคาเท่านั้น ( พลศักดิ์ จิรไกศิริ 2522 : 148 - 149 )หนังสืออีกเล่มหนึ่งซึ่งมีความสาคัญและมีอิทธิพลต่อความคิดและพฤติกรรมของมนุษย์อย่างมาก มีส่วนในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของสังคม ไม่เพียงแต่เฉพาะประเทศใดประเทศหนึ่งเท่านั้น แต่มีอิทธิพลไปในหลายประเทศทั่วโลก
  4. 4. เอการประกอบการจัดการเรียนรู้ รายวิชา ท๔๐๑๐๖ วรรณคดีกับชีวิต หน้า ๔นั่นก็คือ หนังสือเรื่อง Das Kapital ( Capital ) เขียนโดยคาร์ล มาร์กซ์ ( Karl Marx ) ซึ่งเป็นนักการเมืองและนักปรัชญาชาวเยอรมัน ได้เขียนหนังสือเล่มนี้ในปลายศตวรรษที่ 19 เพื่อเผยแพร่ความคิด อุดมการณ์ทางเศรษฐกิจ ของมาร์กซ์ หรืออุดมการณ์มาร์กซิสต์ ซึ่งได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง วลาดิมิร์ เลนิน ( Vladimir Lenin ) อดีตผู้นาของรุสเซียได้นาอุดมการณ์ มาร์กซิสต์มาใช้ปกครองประเทศ ทั้งยังเป็นผู้นาในการเผยแพร่อุดมการณ์นี้ด้วย ซึ่งจะเห็นได้จากการปฏิวัติบอลเชวิค ( Bolshevist Revolution ) ในรุสเซีย เมื่อ ค.ศ. 1917 และมีผลต่อการเมืองในประเทศจีนมาก ถ้าการปฏิวัติในรุสเซียไม่ประสบผลสาเร็จ การก่อกาเนิดของลัทธิมาร์กซ์ในประเทศจีนและประเทศต่างๆ คงล่าช้าไปกว่าความเป็นจริงอีกหลายปี หลังจากนั้นก็มี เจ. วี. สตาลิน ( J. V. Stalin ) และนิกิตา ครุสชอฟ ( Nikita Khrushchev ) เป็นผู้สานต่อ หรือแม้แต่ประธานาธิบดีซูการ์โน ( Sukarno )ของอินโดนีเซียได้นาอุดมการณ์มาร์กซิสต์มาผสมผสานกับนโยบายชาตินิยม ( Nationalism ) ตามหลักศาสนาอิสลาม เรียกอุดมการณ์นี้ว่า ปัญจศิลา ( PantjaSila ) จึงกล่าวได้ว่าแนวความคิดของมาร์กซ์มีอิทธิพลต่อแนวความคิดของคนเกือบทั้งโลก แม้ว่ามาร์กซ์ได้ถึงแก่กรรมไปนานแล้วก็ตามแต่ความคิด และอุดมการณ์ของเขายังคงมีอยู่ พร้อมกับได้รับการนามาตีความใหม่แตกต่างกันออกไปในแต่ละสังคมและแต่ละประเทศ หรือแม้แต่หนังสือเรื่อง Animal Farm ของยอร์จ ออร์เวลล์ ( George Orwell ) ในราวต้นศตวรรษที่ 19 ได้เขียนขึ้นมาเพื่อล้อเลียนระบบการปกครองแบบเผด็จการภายใต้การนาของสตาลิน ผู้เป็นแรงสาคัญคนหนึ่งในการปฏิวัติของพวกบอลเชวิค (Bolsheviks ) ในปี ค.ศ.1917 ผู้เขียนได้แสดงให้เห็นว่าอุดมการณ์ที่ได้วางไว้อย่างสวยงามอาจถูกนามาเป็นเครื่องมือกอบโกยผลประโยชน์ของคนบางกลุ่มได้ จึงสะท้อนให้โลกได้รับรู้ว่า แม้ในรุสเซียเองก็ยังไม่มีความเสมอภาค ทั้งๆที่เป็นผู้นาในการเรียกร้องเรื่องความเสมอภาค อิทธิพลของหนังสือเล่มนี้จึงมีผลต่อการต่อต้านระบบเผด็จการมาก นับเป็นหนังสือขายดีเล่มหนึ่ง และได้มีผู้นาไปแปลเป็นภาษาต่างๆเผยแพร่ทั่วโลก ( นวลจันทร์ รัตตากร 2526 : 59 - 61 ) มีนักวิจารณ์หลายคนกล่าวว่า หนังสือเรื่องนี้เป็นหนังสือที่ดีและประสบผลสาเร็จมากกว่าหนังสือเล่มอื่นๆของ ยอร์จออร์เวลล์ ที่ได้เขียนขึ้น เป็นความคิดนอกแบบของบรรดาสัตว์ต่างๆในฟาร์มสัตว์ คิดโค่นผู้เป็นนายก่อการปฏิวัติขึ้น ขับไล่ผู้เป็นนายออกไป ดาเนินการปกครองและการงานภายในฟาร์มกันเอง การงานทุกอย่างดาเนินไปด้วยดี ประสบผลสาเร็จ ผู้ตั้งตนเป็นเจ้าคือหมูผู้ซึ่งบรรดาสัตว์ทั้งปวงถือว่าเป็นผู้มีสติปัญญาเฉียบแหลม ฉลาดกว่าสัตว์อื่นๆ แต่สุดท้ายก็เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมากมาย (ภาษาไทยชื่อ ฟาร์มสัตว์ แปลโดย สายธาร ) หรือแม้แต่ผลงานหลายๆเล่มของวอลแตร์ ( Voltaire ) ซึ่งผลงานของเขามีส่วนต่อการปฏิวัติในฝรั่งเศส ได้ชื่อว่าเป็นนักหนังสือพิมพ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของยุโรปสมัยนั้น และเป็นนักประพันธ์ที่เขียนเรื่องได้ไพเราะ วอลแตร์ต้องเข้าคุกบาสตีลล์หลายครั้งและเคยถูกขับไล่ออกนอกประเทศเพราะข้อเขียนของเขา แต่ประชาชนในอังกฤษและต่างประเทศยกย่องเทิดทูนวอลแตร์ เห็นว่าผลงานของเขาถูกต้อง ในที่สุดชาวฝรั่งเศสก็รับเขากลับประเทศ และจัดงานฉลองต้อนรับวอลแตร์ที่ประตูชัยฝรั่งเศสอย่างมโหฬาร วอลแตร์เขียนนวนิยาย บทละคร และโคลงกลอนต่างๆมากกว่า 50 เรื่อง แต่
  5. 5. เอการประกอบการจัดการเรียนรู้ รายวิชา ท๔๐๑๐๖ วรรณคดีกับชีวิต หน้า ๕เรื่องที่ได้รับการยกย่องว่ายอดเยี่ยมที่สุดคือเรื่อง ก็องดิดด์ ( Candide ) ( แปลเป็นภาษาไทยโดย วัลยา วิวัฒน์ศร ) เป็นนวนิยายอมตะที่นักภาษาศาสตร์ของฝรั่งเศสยกย่องว่าเป็น " นวนิยายตัวอย่าง " ที่เขียนอย่างง่ายๆ สละสลวยดีเยี่ยมและเป็นวรรณกรรมที่มีค่าคู่โลกมาจนกระทั่งปัจจุบันนี้ ก็องดิดด์มีความหมายว่าเชื่อง่าย ซื่อ บริสุทธิ์ จริงใจ เปิดเผย อ่อนต่อโลก วอลแตร์เล่าเรื่องให้ก็องดิดด์เป็นพระเอก ชะตากรรมของพระเอกผู้นี้เป็นเรื่องน่าตื่นเต้น ตลอดเรื่องอ่านสนุก เต็มไปด้วยปรัชญาชวนคิด การเสียดสี อารมณ์ขันลึกๆไปจนกระทั่งความเจ็บปวดรวดร้าวของความเป็นมนุษย์ จากบันทึกของผู้แปล ( วัลยา วิวัฒน์ศร อ้างถึงใน วอล์แตร์ 2542 : คานา ) ได้กล่าวว่าปรัชญานิยายเรื่อง ก็องดิดด์นี้ วอล์แตร์ เขียนขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1758 เพื่อตอบคาถามเรื่องความเป็นไปในโลกนี้ เมื่อมนุษย์ต้องเผชิญทั้งภัยพิบัติจากธรรมชาติและ จากน้ามือของมนุษย์ด้วยกัน เขาควรจะไว้วางใจในความเชื่อที่มีอยู่ ความเชื่อถือในสถาบันต่างๆที่เป็น องค์ประกอบหลักของสังคมของเขาต่อไปหรือไม่ เขาควรจะเชื่อมั่นในศักยภาพของความเป็นมนุษย์ และหวังจะรังสรรค์ผืนแผ่นดินและสังคมขึ้นใหม่หรือไม่ วอล์แตร์จึงเสนอปัญหาด้วยวิธีการเสียดสีแบบชวนขัน ตีแผ่สังคมฝรั่งเศสและชาติต่างๆในยุโรปตั้งแต่สมัยอดีตจนถึงสมัยที่วอล์แตร์มีชีวิตอยู่ หรือเรื่องอื่นๆของวอล์แตร์เช่น เรื่อง Letters Philosphiques ซึ่งถือเป็นหนังสือปรัชญาเล่มสาคัญที่สุดเล่มหนึ่ง และเรื่อง Letterson the English เป็นหนังสือที่นักการเมืองและนักปฏิวัติยังอ่านกันอยู่จนถึงปัจจุบัน หรือแม้แต่การเรียกร้องอิสรภาพหรือเอกราชของอินเดียจากอังกฤษ โดยมีบุคคลสาคัญผู้หนึ่งในการเรียกร้องคือ คานธี ซึ่งได้สร้างแนวทางในการเรียกร้องใหม่เรียกว่า " สัตยาเคราะห์ "หรือ Truth Force ( พลังแห่งสัจจะ ) นั่นก็คือเน้นเรื่องสัจจะกับเรื่องอหิงสา หรือความไม่รุนแรงโดยคานธี ได้รับอิทธิพลมาจากหนังสือหลายเล่ม ดังต่อไปนี้คือ เล่มแรกคือเรื่อง ภควัทคีตา เป็นคัมภีร์เก่าแก่ของศาสนาฮินดู ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของบทภารตยุทธ อันเป็นสงครามระหว่าง พวกปานฑพ กับพวกเการพ อรชุน ซึ่งเป็นพวกปานฑพหรือฝ่ายคนดี ต้องต่อสู้กับญาติพี่น้องของตนเองซึ่งอยู่ฝ่ายอธรรม อรชุนลังเลที่จะรบด้วยการยิงธนูไปสังหารญาติพี่น้องของตนเองที่อยู่ฝ่ายตรงกันข้าม พระกฤษณะซึ่งเป็นสารถีให้กับอรชุน จึงอธิบายสัจธรรมให้อรชุนเข้าใจ เรื่องต่อมาคือ TheKingdom of God is Within You ( อาณาจักรของพระเป็นเจ้าอยู่ในตัวท่าน ) ของตอลสตรอย ซึ่งเขียนขึ้นในปี ค.ศ. 1893 คานธี ได้กล่าวว่า การอ่านหนังสือเล่มนี้ได้รักษาข้าพเจ้าจากความสงสัยทั้งมวล และทาให้ข้าพเจ้าเป็นผู้ศรัทธาในอหิงสาที่แท้จริง เล่มต่อมาคือ บทกวีของ Shelly โดยเฉพาะบทกวีชื่อ The Mask of Anarchy ( หน้ากากอนาธิปไตย ) ซึ่งได้เขียนว่า " ด้วยการประสานแขนทั้งสอง และด้วยสายตาอันมุ่งมั่น ด้วยความกลัวเพียงเล็กน้อย และประหลาดใจเพียงบางเบา จงจ้องดูพวกเขาในขณะที่พวกเขาสังหาร จนกว่าความเกรี้ยวโกรธของคนเหล่านั้นจะเหือดหายสิ้น " สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้มีผู้เขียนจดหมายมาถามคานธีว่า จะทาอย่างไรกับศัตรูแบบฮิตเลอร์ คานธีตอบว่า " เราก็จะต้องมากอดอกยืนดู แล้วถ้าเขาจะใช้ปืนใหญ่ถล่มก็ปล่อยให้เขายิง จนกว่าเราจะเรียกร้องหรือจะดึงเอาความสงสารเห็นใจจากฝ่ายนั้น ออกมาได้ " ซึ่งจะเห็นได้ว่าคาพูดเหล่านี้
  6. 6. เอการประกอบการจัดการเรียนรู้ รายวิชา ท๔๐๑๐๖ วรรณคดีกับชีวิต หน้า ๖ได้รับอิทธิพลมาจากบทกวีของ Shelly นั่นเอง หนังสืออีกเล่มก็คือ Unto This Last ของ JohnRuskin เขียนขึ้นในปี ค.ศ. 1826 ประกอบด้วยบทความยาว 4 บทความรวมกัน จุดมุ่งหมายของหนังสือเล่มนี้เป็นการหาคานิยามในเชิงตรรก ของคาว่า ความมั่งคั่ง ( Wealth ) ซึ่งตามความหมายที่แท้จริงมิได้หมายถึงอานาจในทางทุนหรือทุนนิยม ที่จะบังคับคนให้ทางานให้แก่ตนได้ หากหมายถึงชีวิตที่สมบูรณ์พูนสุข ประเทศที่ร่ารวยมั่งคั่งคือประเทศซึ่งคนในประเทศมีความสุขมากที่สุดนั่นเอง Ruskin ได้โจมตีระบบเศรษฐกิจแบบปัจเจกชนนิยม ซึ่งเป็นระบบธุรกิจที่เน้นการแข่งขันในทุกๆวิถีทาง และได้เรียกร้องว่ามนุษย์มิใช่เครื่องจักร และเสนอแนะว่าสวัสดิการของรัฐและสังคมนั้น จะเกิดขึ้นได้ก็จาเป็นต้องมีระบบเศรษฐกิจ ซึ่งได้ดุลยภาพและนามาปฏิบัติจริงได้และมีรากฐานอยู่บนศีลธรรมผสมกับปรัชญาชนิดที่ประสานร่วมมือกัน และเล่มสุดท้ายเป็นงานเขียนของ Henry David Thorean ได้เขียนบทความชื่อ On Civil Disobedience ( ว่าด้วยการดื้อแพ่ง )ราว ค.ศ. 1849 ซึ่งคานธีได้นามาใช้ว่า Civil Resistance ( การต่อต้านของพลเมือง ) ( ชัยวัฒน์สถานันท์ 2528 : 30 - 33 ) ***************************

×