Successfully reported this slideshow.
We use your LinkedIn profile and activity data to personalize ads and to show you more relevant ads. You can change your ad preferences anytime.

Tense ทั้งหมด

115,730 views

Published on

Tense ทั้งหมด

  1. 1. 1.1 ความหมายของ Tense Tense คือ รูปของคำากริยาที่บอกเวลาของการกระทำา ในภาษาอังกฤษการก ระทำาที่เกิดขึ้นในเวลาที่แตกต่างกันจะใช้รูปของคำากริยาที่แตกต่างกัน เช่น 1. I am playing football now. ( ฉันกำาลังเล่นฟุตบอล ) 2. I played football yesterday. ( ฉันเล่นฟุตบอลเมื่อวานนี้ ) ในประโยคที่ 1 รูปของคำากริยาคือ am playing บอกให้รู้ว่าการเล่นฟุตบอล กำาลังเกิดขึ้นในขณะที่พูดประโยคนี้ออกมา ในประโยคที่ 2 รูปของคำากริยาคือ played บอกให้รู้ว่าการเล่นฟุตบอลเกิด ขึ้นเมื่อวานนี้ 1.2 ชนิดของ Tense แบ่งออกเป็น 3 ชนิดใหญ่ คือ 1. Present Tense ใช้กับการกระทำาที่เป็นปัจจุบัน 2. Past Tense ใช้กับการกระทำาที่เป็นอดีต 3. Future Tense ใช้กับการกระทำาที่เป็นอนาคต แต่ละ Tense ใหญ่แบ่งออกเป็น 4 Tense ย่อย จึงมีทั้งหมด 12 Tense ดังนี้ Present Tense Past Tense Future Tense 1. Present Simple Tense 1. Past Simple Tense 1. Future Simple Tense 2. Present Progressive Tense 2. Past Progressive Tense 2. Future Progressive Tense 3. Present Perfect Tense 3. Past Perfect Tense 3. Future Perfect Tense 4. Present Perfect Progressive Tense 4. Past Perfect Progressive Tense 4. Future Perfect Progressive Tense
  2. 2. 1.3 โครงสร้างของ Tense ทั้ง 12 Tense ย่อยมีโครงสร้างของประโยค ดังนี้ Present Tense Past Tense Future Tense 1. S + V.1 1. S + V.2 1. S + will , shall +V.1 2. S + is ,am , are + V.1 เติม ing 2. S + was , were + V.1 เติม ing 2. S + will, shall + be + V.1 เติม ing 3. S + have , has + V.3 3. S + had + V.3 3. S + will , shall + have , has + V.3 4. S + have , has + been + V.1 เติม ing 4. S + had + been + V.1 เติม ing 4. S +will , shall + have + been + V.1 เติม in Present Simple Tense 2.1 ประโยค Present Simple Tense เชิงบอกเล่า โครงสร้าง : Subject + Verb 1 (s ) ( ประธาน + กริยาช่องที่ 1 ( s ) ) ( เมื่อประธานเป็นเอกพจน์บุรุษที่ 3 หลังคำากริยาจะต้องเติม s ) ตัวอย่าง : 1.I go to school by car. (ฉันไปโรงเรียนโดยรถยนต์) 2. He walks to school. ( เขาเดินไปโรงเรียน ) 3. You play football every day. ( คุณเล่นฟุตบอลทุกวัน ) 4. Somsri and Somsak study English every day .( สมศรีและสมศักดิ์ เรียนภาษาอังกฤษทุกวัน ) 2.2 ประโยค Present Simple Tense เชิงปฏิเสธ
  3. 3. เมื่อต้องการแต่งประโยคใน Present Simple Tense ให้มีความหมายเชิง ปฏิเสธ ทำาได้ด้วยการใช้ Verb to do มาช่วย มีหลักการใช้ดังนี้ do ใช้กับประธานพหูพจน์ และ I กับ you does ใช้กับประธานเอกพจน์ ซึ่งมีโครงสร้างดังนี้ โครงสร้าง : Subject + do / does + not + Verb 1 ( ประธาน + do / does + not + กริยาช่องที่ 1 ) ตัวอย่าง : 1. I do not ( don’t ) go to school by car. ( ฉันไม่ไปโรงเรียน โดยรถยนต์ ) 2. He does not ( doesn’t ) walk to school. ( เขาไม่เดินไปโรงเรียน ) 3. You do not play football every day. ( คุณไม่เล่นฟุตบอลทุกวัน ) 4. Somsri and Somsak do not study English every day .( สมศรีและ สมศักดิ์ไม่เรียนภาษาอังกฤษทุกวัน ) ข้อสังเกต : เมื่อนำา does มาช่วยในประโยคแล้ว ต้องตัด s ออกด้วย 2.3 ประโยค Present Simple Tense เชิงคำาถามและการตอบ เมื่อต้องการแต่งประโยคใน Present Simple Tense ให้มีความหมายเชิง คำาถาม ทำาได้ด้วยการนำา do หรือ does มาวางไว้หน้าประโยค และตอบด้วย Yes หรือ No ซึ่งมีโครงสร้างของประโยคดังนี้ โครงสร้าง : Do / Does + Subject + Verb 1 ? ( Do / Does + ประธาน + กริยาช่องที่ 1 ) ตัวอย่าง : 1. Does he walk to school ? (เขาเดินไปโรงเรียนใช่หรือไม่ ) -Yes, he does. ( ใช่ เขาเดินไปโรงเรียน ) -No, he doesn’t. ( ไม่ใช่ เขาไม่ได้เดินไปโรงเรียน ) 2. Do you play football every day ? ( คุณเล่นฟุตบอลทุกวันใช่หรือไม่ ) -Yes, I do. ( ใช่ ฉันเล่นฟุตบอลทุกวัน )
  4. 4. -No, I don’t. ( ไม่ใช่ ฉันไม่ได้เล่นฟุตบอลทุกวัน ) 2.4 หลักการใช้ Present Simple Tense 1. ใช้กับเหตุการณ์หรือการกระทำาที่เป็นความจริง ตลอดไปหรือเป็นความจริงตามธรรมชาติ เช่น 1. The sun rises in the east.( พระอาทิตย์ขึ้น ทางทิศตะวันออก ) 2. Fire is hot. ( ไฟร้อน ) 2. ใช้กับการกระทำาที่กระทำาอยู่จนเป็นนิสัย มักจะมีกลุ่มคำาที่มีความหมายว่า เสมอๆ บ่อยๆ ทุกๆ อยู่ด้วย เช่น 1. I get up at six o’clock every day. ( ฉัน ตื่นนอนเวลา 6 นาฬิกาทุกวัน ) 2. He plays football every day. ( เขาเล่น ฟุตบอลทุกวัน ) 2.5 หลักการเติม s ที่คำากริยา 1.กริยาที่ลงท้ายด้วย s, ss, sh, ch, o, หรือ x ให้เติม e ก่อนแล้วจึงเติม s เช่น pass - passes = ผ่าน brush - brushes = แปรงฟัน catch - catches = จับ go - goes = ไป box - boxes = ชก 2.กริยาที่ลงท้ายด้วย y และหน้า y เป็นพยัญชนะ ให้เปลี่ยน y เป็น ie แล้วจึง เติม s เช่น cry - cries = ร้องไห้ fry - fries = ทอด
  5. 5. try - tries = พยายาม ข้อยกเว้น ถ้ากริยานั้นหน้า y เป็นสระ ให้เติม s ได้เลย เช่น play - plays = เล่น stay - stays = พัก 3. กริยาที่นอกเหนือจากที่กล่าวในข้อ 1 และ ข้อ 2 ให้เติม s ได้เลย resent Progressive Tense 3.1 ประโยค Present Progressive Tense เชิงบอกเล่า โครงสร้าง: Subject + is, am, are + Verb 1 ing. ( ประธาน + is, am, are + กริยาช่อง 1 เติม ing.) ตัวอย่าง 1. Somchai is sleeping. ( สมชายกำาลังนอนหลับ ) 2. I am playing football. ( ฉัน กำาลังเล่น ฟุตบอล ) 3. They are watching TV. ( พวกเขากำาลังดูโทรทัศน์ ) 3.2 ประโยค Present Progressive Tense เชิงปฏิเสธ เมื่อต้องการแต่งประโยค Present Progressive Tense ให้มีความหมาย เชิงปฏิเสธให้นำา not มาเติมหลัง Verb to be ซึ่งมีโครงสร้างดังนี้ โครงสร้าง: Subject + is, am, are + not + Verb 1 ing. ( ประธาน + is, am, are + not + กริยาช่อง 1 เติม ing. ) ตัวอย่าง : 1. Somchai is not ( isn’t ) sleeping. ( สมชายไม่ได้กำาลังนอน หลับ ) 2. I am not playing football. ( ฉันไม่ได้ กำาลังเล่น ฟุตบอล ) 3. They are not ( aren’t ) watching TV. ( พวกเขาไม่ได้กำาลังดูโทรทัศน์ ) 3.3 ประโยค Present Progressive Tense เชิงคำาถามและการตอบ
  6. 6. เมื่อต้องการแต่งประโยค Present Progressive Tense ให้มีความหมาย เชิงคำาถามให้นำา Verb to be มาวางไว้หน้าประโยคและตอบด้วย Yes หรือ No ซึ่งมีโครงสร้างดังนี้ โครงสร้าง: Is, Am, Are + Subject + Verb 1 ing. ? ( Is, Am, Are +ประธาน + กริยาช่อง 1 เติม ing. ? ) ตัวอย่าง : 1. Is Somchai sleeping ? ( สมชายกำาลังนอนหลับใช่หรือไม่ ) -Yes, he is . ( ใช่ เขากำาลังนอนหลับ ) -No, he isn’t. ( ไม่เขาไม่ได้กำาลังนอนหลับ ) 2. Are they studying English ? (พวกเขากำาลังเรียนภาษาอังกฤษใช่หรือ ไม่ ) -Yes, they are. ( ใช่พวกเขากำาลังเรียน ) -No, they aren’t . ( ไม่พวกเขาไม่ได้กำาลังเรียน ) 3. Am I playing football ? ( ฉัน กำาลังเล่น ฟุตบอลใช่หรือไม่ ) -Yes, you are. ( ใช่คุณกำาลังเล่นฟุตบอล ) -No, you aren’t . ( ไม่คุณไม่ได้กำาลังเล่นฟุตบอล ) 3.4 หลักการใช้ Present Progressive Tense 1. ใช้กับการกระทำาที่กำาลังเกิดขึ้นในขณะที่พูด เช่น 1. I am studying English . ( ฉันกำาลังเรียนภาษาอังกฤษ ) 2. Somchai is sleeping. ( สมชายกำาลังนอนหลับ ) 3. They are watching TV. ( พวกเขากำาลังดูโทรทัศน์ ) 3.5 หลักการเติม ing ท้ายคำากริยา 1. คำากริยาธรรมดา ให้เติม ing ได้เลย เช่น speak ( พูด ) - speaking
  7. 7. eat (กิน) - eating 2. คำากริยาที่มีพยางค์เดียว มีตัวสะกดตัวเดียว ให้เพิ่มตัวสะกดอีก 1 ตัว แล้ว เติม ing เช่น sit ( นั่ง ) - sitting run ( วิ่ง ) - running 3. คำากริยาที่ลงท้ายด้วย e เพียงตัวเดียวให้ตัด e ทิ้งแล้วเติม ing เช่น come ( มา ) - coming drive ( ขับรถ ) - driving 4. คำากริยาที่ลงท้ายด้วย ie ให้เปลี่ยน ie เป็น y แล้วเติม ing เช่น die ( ตาย ) - dying lie ( นอน ) - lying Present Perfect Tense 4.1 ประโยค Present Perfect Tense เชิงบอกเล่า โครงสร้าง : Subject + have , has + Verb 3 ( ประธาน + have , has + กริยาช่อง 3 ) ตัวอย่าง : 1. I have studied English for 5 years.( ฉันเรียนภาษาอังกฤษ มา 5 ปีแล้ว ) 2. He has lived in Bangkok since 1990.( เขาอาศัยอยู่ในกรุงเทพฯตั้งแต่ ปี ค.ศ. 1990 ) 4.2 ประโยค Present Perfect Tense เชิงปฏิเสธ เมื่อต้องการแต่งประโยค Present Perfect Tense ให้มีความหมายเชิง ปฏิเสธให้เติม not หลัง Verb to have ซึ่งมีโครงสร้างดังนี้ โครงสร้าง : Subject + have , has + not + Verb 3
  8. 8. ( ประธาน + have , has + not + กริยาช่อง 3 ) ตัวอย่าง : 1. I have not studied English for 5 years.( ฉันเรียนภาษา อังกฤษมาไม่ถึง 5 ปี ) 2. He has not lived in Bangkok since 1990.( เขาไม่ได้อาศัยอยู่ใน กรุงเทพฯตั้งแต่ปี ค.ศ. 1990 ) 3.3 ประโยค Present Perfect Tense เชิงคำาถามและการตอบ เมื่อต้องการแต่งประโยค Present Perfect Tense ให้มีความหมาย เชิง คำาถามให้นำา Verb to have มาวางไว้หน้าประโยค และตอบด้วย Yes หรือ No ซึ่งมีโครงสร้างดังนี้ โครงสร้าง : Have, Has + Subject + Verb 3 ? (Have, Has + ประธาน + กริยาช่อง 3 ? ) ตัวอย่าง : 1.Have you studied English for 5 years ?( คุณเรียนภาษา อังกฤษมา 5 ปีแล้วใช่หรือไม่ ) -Yes, I have. ( ใช่ ฉันเรียนภาษาอังกฤษมา 5 ปีแล้ว ) -No, I haven’t. ( ไม่ ฉันเรียนภาษาอังกฤษมาไม่ถึง 5 ปี ) 2. Has he lived in Bangkok since 1990 ?( เขาอาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1990 ใช่หรือไม่ ) -Yes, he has. (ใช่ เขาอาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ ตั้งแต่ปี ค.ศ.1990 ) -No, he hasn’t. ( ไม่ เขาไม่ได้อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1990 ) 4.4 หลักการใช้ Present Perfect Tense 1. ใช้กับเหตุการณ์หรือการกระทำาที่เกิดขึ้นแล้วในอดีต และเหตุการณ์นั้นยัง คงต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน เช่น • Somchai has studied English for 5 years. ( สมชายเรียน ภาษาอังกฤษมา 5 ปีแล้ว ขณะนี้ก็ยังเรียนอยู่ )
  9. 9. • I have worked in this company since 1990. ( ฉันทำำงำน ในบริษัทนี้ตั้งแต่ปี 1990 ขณะนี้ก็ยังทำำอยู่ ) 2. ใช้กับเหตุกำรณ์ที่เคยหรือไม่เคยทำำในอดีต ซึ่งมิได้บ่งบอกเวลำที่แน่นอน เอำไว้ และมักจะมีคำำวิเศษณ์ คือ ever, never, once, twice มำใช้ร่วมเสมอ เช่น - I have never seen him before. ( ฉันไม่เคยเห็นเข้ำมำก่อน ) - Have you ever been abroad ?( คุณเคยไปต่ำงประเทศหรือเปล่ำ ) - She has been to Bangkok twice. ( หล่อนเคยไปกรุงเทพฯ 2 ครั้ง ) 4.5 กริยำ 3 ช่อง กริยำ 3 ช่องมีที่มำดังนี้ 1. มีรูปมำจำกกำรเติม ed ที่ท้ำยคำำกริยำ เช่น ช่องที่ 1 ช่องที่ 2 ช่องที่ 3 ควำมหมำย walk walked walked เดิน move moved moved เคลื่อน opened opened opened เปิด clean cleaned cleaned ทำำควำมสะอำด 2. มีรูปมำโดยกำรผัน ซึ่งมีกำรกำำหนดไว้โดยเจ้ำของภำษำ เช่น ช่องที่ 1 ช่องที่ 2 ช่องที่ 3 ควำมหมำย see saw seen เห็น make made made ทำำ
  10. 10. speak spoke spoken พูด sell sold sold ขำย go went gone ไป Present Perfect Progressive Tense 5.1 ประโยค Present Perfect Progressive Tense เชิงบอกเล่ำ โครงสร้ำง : Subject + have , has + been + Verb 1 ing ( ประธำน + have , has + been + กริยำช่อง 1 เติม ing ) ตัวอย่ำง : 1. He has been speaking for 3 hours. ( เขำพูดมำ 3 ชั่วโมง แล้ว ) 2. They have been playing football for 2 hours. ( เขำทั้งหลำยเล่น ฟุตบอลมำ 2 ชั่วโมงแล้ว ) 5.2 ประโยค Present Perfect Progressive Tense เชิงปฏิเสธ เมื่อต้องกำรแต่งประโยค Present Perfect Progressive Tense ให้มีควำม หมำยเชิงปฏิเสธให้เติม not หลัง Verb to have ซึ่งมีโครงสร้ำงดังนี้ โครงสร้ำง : Subject + have , has + not + been + Verb 1 ing (ประธำน+have, has+not + been+ กริยำช่อง 1 เติม ing ) ตัวอย่ำง : 1. He has not been speaking for 3 hours. ( เขำพูดมำไม่ถึง 3 ชั่วโมง ) 2. They have not been playing football for 2 hours.( เขำทั้งหลำยเล่น ฟุตบอลมำไม่ถึง 2 ชั่วโมง ) 5.3 ประโยค Present Perfect Progressive Tense เชิงคำำถำมและกำร ตอบ เมื่อต้องกำรแต่งประโยค Present Perfect Progressive Tense ให้มีควำม หมำย เชิงคำำถำมให้นำำ Verb to have มำวำงไว้หน้ำประโยค และตอบด้วย Yes หรือ No ซึ่งมีโครงสร้ำงดังนี้
  11. 11. โครงสร้ำง : Have , Has + Subject +been + Verb 1 ing ? (Have, Has + ประธำน + been + กริยำช่อง 1 เติม ing ?) ตัวอย่ำง : 1. Has he been speaking for 3 hours ?( เขำพูดมำตลอด 3 ชั่วโมงใช่หรือไม่ ) -Yes , he has. ( ใช่ เขำพูดมำตลอด 3 ชั่วโมง ) - No, he hasn’t . ( ไม่ เขำพูดมำไม่ถึง 3 ชั่วโมง ) 2. Have they been playing football for 2 hours ? ( เขำทั้งหลำยเล่น ฟุตบอลมำตลอด 2 ชั่วโมงใช่หรือไม่ ) - Yes, they have. ( ใช่ เขำเล่นมำตลอด 2 ชั่วโมง ) - No, they haven’t . (ไม่ เขำเล่นมำไม่ถึง 2 ชั่วโมง ) 5.4 หลักกำรใช้ Present Perfect Progressive Tense 1. ใช้กับกำรกระทำำหรือเหตุกำรณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต ต่อเนื่องมำจนถึงปัจจุบัน และจะดำำเนินต่อไปอีกในอนำคต (Present Perfect Progressive Tense ใช้เหมือน Present Perfect Tense ต่ำงกันแต่เพียงว่ำ Present Perfect Progressive Tense เน้นควำมต่อเนื่องไปถึงอนำคต ) เช่น Present Perfect Tense Present Perfect Progressive Tense He has worked for 3 hours. He has been working for 3 hours. ในประโยคนี้เขำทำำงำนมำแล้ว 3 ชั่วโมง แต่ไม่ทรำบว่ำจะทำำต่อไปอีกหรือไม่ ในประโยคนี้เขำทำำงำนมำแล้ว 3 ชั่วโมง และจะทำำต่อไปอีก Past Simple Tense 6.1 ประโยค Past Simple Tense เชิงบอกเล่ำ
  12. 12. โครงสร้ำง : Subject + Verb 2 ( ประธำน + กริยำช่องที่ 2 ) ตัวอย่ำง : 1.He walked to school yesterday. ( เขำเดินมำโรงเรียนเมื่อ วำนนี้ ) 2. They played volleyball last week. ( เขำทั้งหลำยเล่นวอลเลย์บอล สัปดำห์ที่แล้ว ) 6.2 ประโยค Past Simple Tense เชิงปฏิเสธ เมื่อต้องกำรแต่งประโยคใน Past Simple Tense ให้มีควำมหมำยเชิงปฏิเสธ ทำำได้ด้วยกำรใช้ Verb to do ช่องที่ 2 คือ did มำช่วย และเติม not ข้ำงหลัง มีโครงสร้ำงของประโยคดังนี้ โครงสร้ำง : Subject + did + not + Verb 1 ( ประธำน + did + not + กริยำช่องที่ 1 ) ตัวอย่ำง : 1. He did not ( didn’t ) walk to school yesterday. ( เขำไม่ได้ เดินมำโรงเรียนเมื่อวำนนี้ ) 2. They did not play volleyball last week. ( เขำทั้งหลำยไม่ได้เล่น วอลเลย์บอลสัปดำห์ที่แล้ว ) ข้อสังเกต : เมื่อนำำ did มำใช้ในประโยคแล้วต้องเปลี่ยนกริยำช่องที่ 2 ให้เป็นกริยำช่องที่ 1 ด้วย 6.3 ประโยค Past Simple Tense เชิงคำำถำมและกำรตอบ เมื่อต้องกำรแต่งประโยคใน Past Simple Tense ให้มีควำมหมำยเชิง คำำถำม ทำำได้ด้วยกำรนำำ did มำวำงไว้หน้ำประโยค และตอบด้วย Yes หรือ No ซึ่งมีโครงสร้ำงของประโยคดังนี้ โครงสร้ำง : Did + Subject + Verb 1 ( Did + ประธำน + กริยำช่องที่ 1 )
  13. 13. ตัวอย่ำง : 1. Did he walk to school yesterday ?( เมื่อวำนนี้เขำเดินมำ โรงเรียนใช่หรือไม่ ) - Yes, he did. ( ใช่ เขำเดินมำ ) - No, he didn’t. ( ไม่เขำไม่ได้เดินมำ ) 2. Did they play volleyball last week ?( เขำทั้งหลำยเล่นวอลเลย์บอล สัปดำห์ที่แล้วใช่หรือไม่ ) - Yes, they did. ( ใช่ เขำทั้งหลำยเล่น ) - No, they didn’t . ( ไม่ เขำทั้งหลำยไม่ได้เล่น ) 6.4 หลักกำรใช้ Past Simple Tense 1. ใช้กับเหตุกำรณ์หรือกำรกระทำำที่เกิดขึ้นและจบลงไปแล้วในอดีต ซึ่งมัก จะมีคำำ กลุ่มคำำ หรืออนุประโยคต่อไปนี้อยู่ในประโยค คำำ กลุ่มคำำ อนุประโยค ago last night when he was young once last year when he was five years old yesterday yesterday morning when I lived in Tokyo during the war เช่น 1. I lived in Chaing mai 3 years ago. ( ฉันอยู่ที่เชียงใหม่เมื่อ 3 ปีที่ แล้ว เดี๋ยวนี้ไม่ได้อยู่แล้ว ) 2. His father died during the war. ( พ่อของเขำตำยระหว่ำงสงครำม ) 3. He learned English when he was young. ( เขำเรียนภำษำอังกฤษเมื่อ เขำเป็นเด็ก ) 6.5 หลักกำรเติม ed ที่คำำกริยำ 1. กริยำที่ลงท้ำยด้วย e ให้เติม d ได้เลย เช่น
  14. 14. love - loved = รัก move - move = เคลื่อน hope - hoped = หวัง 2. กริยำที่ลงท้ำย ด้วย y และหน้ำ y เป็นพยัญชนะ ให้เปลี่ยน y เป็น I แล้ว เติม ed เช่น cry - cried = ร้องไห้ try - tried = พยำยำม marry - married = แต่งงำน ข้อยกเว้น ถ้ำหน้ำ y เป็นสระ ใหเติม ed ได้เลย เช่น play - played = เล่น stay - stayed = พัก , อำศัย enjoy - enjoyed = สนุก obey - obeyed = เชื่อฟัง 3. กริยำที่มีพยำงค์เดียว มีสระตัวเดียว และลงท้ำยด้วยพยัญชนะที่เป็นตัว สะกดตัวเดียวให้เพิ่มพยัญชนะที่ลงท้ำยอีก 1 ตัว แล้วเติม ed เช่น plan - planned = วำงแผน stop - stopped = หยุด beg - begged = ขอร้อง 4. กริยำที่มี 2 พยำงค์ แต่ลงเสียงหนักพยำงค์หลัง และพยำงค์หลังนั้น มีสระ ตัวเดียว และลงท้ำยด้วยพยัญชนะที่เป็นตัวสะกดตัวเดียว ให้เพิ่มพยัญชนะที่ ลงท้ำยอีก 1 ตัว แล้วเติม ed เช่น concur - concurred = ตกลง, เห็นด้วย occur - occurred = เกิดขึ้น
  15. 15. refer - referred = อ้ำงถึง permit - permitted = อนุญำต ข้อยกเว้น ถ้ำออกเสียงหนักที่พยำงค์แรก ไม่ต้องเติมพยัญชนะตัวสุดท้ำย เข้ำมำ เช่น cover - covered = ปกคลุม open - opened = เปิด 5. นอกจำกกฏที่กล่ำวมำแล้วข้ำงต้น เมื่อต้องกำรให้เป็นช่อง 2 ให้เติม ed ได้เลย เช่น walk - walked = เดิน start - started = เริ่ม worked - worked = ทำำงำน Past Simple Tense 6.1 ประโยค Past Simple Tense เชิงบอกเล่ำ โครงสร้ำง : Subject + Verb 2 ( ประธำน + กริยำช่องที่ 2 ) ตัวอย่ำง : 1.He walked to school yesterday. ( เขำเดินมำโรงเรียนเมื่อ วำนนี้ ) 2. They played volleyball last week. ( เขำทั้งหลำยเล่นวอลเลย์บอล สัปดำห์ที่แล้ว ) 6.2 ประโยค Past Simple Tense เชิงปฏิเสธ เมื่อต้องกำรแต่งประโยคใน Past Simple Tense ให้มีควำมหมำยเชิงปฏิเสธ ทำำได้ด้วยกำรใช้ Verb to do ช่องที่ 2 คือ did มำช่วย และเติม not ข้ำงหลัง มีโครงสร้ำงของประโยคดังนี้
  16. 16. โครงสร้ำง : Subject + did + not + Verb 1 ( ประธำน + did + not + กริยำช่องที่ 1 ) ตัวอย่ำง : 1. He did not ( didn’t ) walk to school yesterday. ( เขำไม่ได้ เดินมำโรงเรียนเมื่อวำนนี้ ) 2. They did not play volleyball last week. ( เขำทั้งหลำยไม่ได้เล่น วอลเลย์บอลสัปดำห์ที่แล้ว ) ข้อสังเกต : เมื่อนำำ did มำใช้ในประโยคแล้วต้องเปลี่ยนกริยำช่องที่ 2 ให้เป็นกริยำช่องที่ 1 ด้วย 6.3 ประโยค Past Simple Tense เชิงคำำถำมและกำรตอบ เมื่อต้องกำรแต่งประโยคใน Past Simple Tense ให้มีควำมหมำยเชิง คำำถำม ทำำได้ด้วยกำรนำำ did มำวำงไว้หน้ำประโยค และตอบด้วย Yes หรือ No ซึ่งมีโครงสร้ำงของประโยคดังนี้ โครงสร้ำง : Did + Subject + Verb 1 ( Did + ประธำน + กริยำช่องที่ 1 ) ตัวอย่ำง : 1. Did he walk to school yesterday ?( เมื่อวำนนี้เขำเดินมำ โรงเรียนใช่หรือไม่ ) - Yes, he did. ( ใช่ เขำเดินมำ ) - No, he didn’t. ( ไม่เขำไม่ได้เดินมำ ) 2. Did they play volleyball last week ?( เขำทั้งหลำยเล่นวอลเลย์บอล สัปดำห์ที่แล้วใช่หรือไม่ ) - Yes, they did. ( ใช่ เขำทั้งหลำยเล่น ) - No, they didn’t . ( ไม่ เขำทั้งหลำยไม่ได้เล่น ) 6.4 หลักกำรใช้ Past Simple Tense
  17. 17. 1. ใช้กับเหตุการณ์หรือการกระทำาที่เกิดขึ้นและจบลงไปแล้วในอดีต ซึ่งมัก จะมีคำา กลุ่มคำา หรืออนุประโยคต่อไปนี้อยู่ในประโยค คำา กลุ่มคำา อนุประโยค ago last night when he was young once last year when he was five years old yesterday yesterday morning when I lived in Tokyo during the war เช่น 1. I lived in Chaing mai 3 years ago. ( ฉันอยู่ที่เชียงใหม่เมื่อ 3 ปีที่ แล้ว เดี๋ยวนี้ไม่ได้อยู่แล้ว ) 2. His father died during the war. ( พ่อของเขาตายระหว่างสงคราม ) 3. He learned English when he was young. ( เขาเรียนภาษาอังกฤษเมื่อ เขาเป็นเด็ก ) 6.5 หลักการเติม ed ที่คำากริยา 1. กริยาที่ลงท้ายด้วย e ให้เติม d ได้เลย เช่น love - loved = รัก move - move = เคลื่อน hope - hoped = หวัง 2. กริยาที่ลงท้าย ด้วย y และหน้า y เป็นพยัญชนะ ให้เปลี่ยน y เป็น I แล้ว เติม ed เช่น cry - cried = ร้องไห้ try - tried = พยายาม marry - married = แต่งงาน ข้อยกเว้น ถ้าหน้า y เป็นสระ ใหเติม ed ได้เลย เช่น
  18. 18. play - played = เล่น stay - stayed = พัก , อาศัย enjoy - enjoyed = สนุก obey - obeyed = เชื่อฟัง 3. กริยาที่มีพยางค์เดียว มีสระตัวเดียว และลงท้ายด้วยพยัญชนะที่เป็นตัว สะกดตัวเดียวให้เพิ่มพยัญชนะที่ลงท้ายอีก 1 ตัว แล้วเติม ed เช่น plan - planned = วางแผน stop - stopped = หยุด beg - begged = ขอร้อง 4. กริยาที่มี 2 พยางค์ แต่ลงเสียงหนักพยางค์หลัง และพยางค์หลังนั้น มีสระ ตัวเดียว และลงท้ายด้วยพยัญชนะที่เป็นตัวสะกดตัวเดียว ให้เพิ่มพยัญชนะที่ ลงท้ายอีก 1 ตัว แล้วเติม ed เช่น concur - concurred = ตกลง, เห็นด้วย occur - occurred = เกิดขึ้น refer - referred = อ้างถึง permit - permitted = อนุญาต ข้อยกเว้น ถ้าออกเสียงหนักที่พยางค์แรก ไม่ต้องเติมพยัญชนะตัวสุดท้าย เข้ามา เช่น cover - covered = ปกคลุม open - opened = เปิด 5. นอกจากกฏที่กล่าวมาแล้วข้างต้น เมื่อต้องการให้เป็นช่อง 2 ให้เติม ed ได้เลย เช่น walk - walked = เดิน start - started = เริ่ม
  19. 19. worked - worked = ทำางาน Past Progressive Tense 7.1 ประโยค Past Progressive Tense เชิงบอกเล่า โครงสร้าง: Subject + was , were + Verb 1 ing ( ประธาน + was , were + กริยาช่องที่ 1 เติม ing ) ตัวอย่าง : 1. I was playing football at 4 pm. yesterday. ( ฉันกำาลังเล่นฟุตบอลตอน 4 โมงเย็นเมื่อวานนี้ ) 2. She was watching TV at 6 pm. yesterday. ( หล่อนกำาลังดูโทรทัศน์ตอน 6 โมงเย็นเมื่อวานนี้ ) 3. They were studying English at 9 am. yesterday. ( เขาทั้งหลายกำาลังเรียนภาษาอังกฤษตอน 9 โมงเช้าเมื่อวานนี้ ) 7.2 ประโยค Past Progressive Tense เชิงปฏิเสธ เมื่อต้องการแต่งประโยค Past Progressive Tense ให้มีความหมายเชิง ปฏิเสธให้นำา not มาเติมหลัง Verb to be ซึ่งมีโครงสร้างดังนี้ โครงสร้าง: Subject + was, were + not + Verb1 ing. ( ประธาน + was , were + not + กริยาช่องที่ 1 เติม ing ) ตัวอย่าง : 1. I was not ( wasn’t ) playing football at 4 pm. yesterday. ( ฉันกำาลังเล่นฟุตบอลตอน 4 โมงเย็นวานนี้ ) 2. She was not watching TV at 6 pm. yesterday. ( หล่อนกำาลังดูโทรทัศน์ตอน 6 โมงเย็นเมื่อวานนี้ ) 3. They were not (weren’t ) studying English at 9 am. yesterday.
  20. 20. ( เขาทั้งหลายกำาลังเรียนภาษาอังกฤษตอน 9 โมงเช้าเมื่อวานนี้ ) 7.3 ประโยค Past Progressive Tense เชิงคำาถามและการตอบ เมื่อต้องการแต่งประโยค Past Progressive Tense ให้มีความหมาย เชิง คำาถามให้นำา Verb to be มาวางไว้หน้าประโยคและตอบด้วย Yes หรือ No ซึ่งมีโครงสร้างดังนี้ โครงสร้าง: Was , Were + Subject + Verb 1 ing. ? ( Was , Were + ประธาน + กริยาช่อง 1 เติม ing. ? ) ตัวอย่าง : 1. Was she watching TV at 6 pm. yesterday ? ( หล่อนกำาลังดูโทรทัศน์ตอน 6 โมงเย็นวานนี้ใช่หรือไม่ ) - Yes, she was. ( ใช่หล่อนกำาลังดูโทรทัศน์ ) - No, she wasn’t ( ไม่หล่อนไม่ได้กำาลังดูโทรทัศน์ ) 2. Were they studying English at 9 am. yesterday ? (เขาทั้งหลายกำาลังเรียนภาษาอังกฤษตอน 9 โมงเช้าวานนี้ใช่หรือไม่ ) - Yes, they were. ( ใช่เขาทั้งหลายกำาลังเรียน ) - No, they weren’t. ( ไม่เขาทั้งหลายไม่ได้กำาลังเรียน ) 7.4 หลักการใช้ Past Progressive Tense 1. ใช้กับเหตุการณ์ทีกำาลังเกิดขึ้น ณ จุดเวลาใดเวลาหนึ่งในอดีตตามที่ระบุ ไว้อย่างชัดเจน เช่น -1. I was cleaning my room at 9 o’clock yesterday. ( ฉันกำาลังทำาความสะอาดห้องตอน 9 โมงเมื่อวานนี้ ) -2. They were reading newspaper at 8 o’clock yesterday. ( เขากำาลังอ่านหนังสือพิมพ์ตอน 8 โมงเมื่อวานนี้ )
  21. 21. 2. ใช้กับเหตุการณ์ 2 เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่พร้อมกันในอดีต กล่าวคือ มี เหตุการณ์อันหนึ่งเกิดขึ้นและกำาลังดำาเนินไปอยู่ก่อนและแล้วมีเหตุการณ์ที่ สองเกิดขึ้นมา มีหลักการแต่งประโยคดังนี้ • เหตุการณ์ที่เกิดอยู่ก่อน ใช้ Past Progressive Tense • เหตุการณ์ที่เกิดทีหลังใช้ Past Simple Tense เช่น- 1. While he was walking along the street , he saw an accident. ( ขณะที่เขากำาลังเดินไปตามถนนเขาเห็นอุบัติเหตุ ) -2. I was taking a bath when the telephone rang. ( ฉันกำาลังอาบนำ้าอยู่เมื่อโทรศัพท์มันดัง ) 3. ใช้กับเหตุการณ์ 2 อย่างที่กำาลังเกิดขึ้นอยู่พร้อมกันในอดีต เช่น -1. My mother was cooking while I was watching TV. ( แม่ของฉันกำาลังทำาอาหารในขณะที่ฉันกำาลังดูโทรทัศน์ ) 2. He was standing while she was sitting. ( เขากำาลังยืนในขณะที่หล่อนกำาลังนั่ง ) Past Perfect Tense 8.1 ประโยค Past Perfect Tense เชิงบอกเล่า โครงสร้าง : Subject + had + verb 3 ( ประธาน + had + กริยาช่อง 3 ) ตัวอย่าง : 1. He had gone. ( เขาได้ไปแล้ว ) 2. She had studied Thai. ( หล่อนได้เรียนภาษาไทย ) 8.2 ประโยค Past Perfect Tense เชิงปฏิเสธ
  22. 22. เมื่อต้องการแต่งประโยค Past Perfect Tense ให้มีความหมายเชิงปฏิเสธ ให้เติม not หลัง Verb to have ซึ่งมีโครงสร้างดังนี้ โครงสร้าง : Subject + had + not + Verb 3 ( ประธาน + had + not + กริยาช่อง 3 ) ตัวอย่าง : 1. He had not (hadn’t ) gone. ( เขายังไม่ได้ไป ) 2. She had not studied Thai. ( หล่อนยังไม่ได้เรียนภาษาไทย ) 8.3 ประโยค Past Perfect Tense เชิงคำาถามและการตอบ เมื่อต้องการแต่งประโยค Past Perfect Tense ให้มีความหมายเชิงคำาถาม ให้นำา Verb to have มาวางไว้หน้าประโยคและตอบด้วย Yes หรือ No ซึ่งมีโครงสร้างดังนี้ โครงสร้าง : Had + Subject + Verb 3 ? (Had + ประธาน + กริยาช่อง 3 ? ) ตัวอย่าง : 1. Had he gone ? ( เขาได้ไปแล้วใช่หรือไม่ ) -Yes, he had. ( ใช่เขาได้ไปแล้ว ) -No, he hadn’t. ( ไม่เขายังไม่ได้ไป ) 2. Had she studied Thai ? ( หล่อนได้เรียนภาษาไทยแล้วใช่หรือไม่ ) - Yes, she had. ( ใช่หล่อนได้เรียนแล้ว ) - No, she hadn’t. ( ไม่ หล่อนยังไม่ได้เรียน ) 8.4 หลักการใช้ Past Perfect Tense 1. ใช้กับเหตุการณ์หรือการกระทำา 2 อย่างที่เกิดขึ้นไม่พร้อมกันในอดีตและ สิ้นสุดลงไปแล้วทั้ง 2 เหตุการณ์ ดังนี้ • เหตุการณ์ใดเกิดก่อนใช้ Past Perfect Tense
  23. 23. • เหตุการณ์ใดเกิดหลังใช้ Past Simple Tense เช่น - We went out for a walk after we had eaten dinner. ( พวกเราออกไปเดินเล่นหลังจากรับประทานอาหารเย็น ) Past Perfect Progressive Tense 9.1 ประโยค Past Perfect Progressive Tense เชิงบอกเล่า โครงสร้าง : Subject + had + been + Verb 1 ing ( ประธาน + had + been + กริยาช่อง 1 เติม ing ) ตัวอย่าง : 1. They had been playing football for three hours.( เขาทั้ง หลายได้เล่นฟุตบอลโดยไม่หยุดมา 3 ชั่วโมงแล้ว ) 2. It had been raining for five hours.( ฝนได้ตกโดยไม่หยุดมาเป็นเวลา 5 ชั่วโมงแล้ว ) 9.2 ประโยค Past Perfect Progressive Tense เชิงปฏิเสธ เมื่อต้องการแต่งประโยค Past Perfect Progressive Tense ให้มีความ หมายเชิงปฏิเสธให้เติม not หลัง Verb to have ซึ่งมีโครงสร้างดังนี้ โครงสร้าง : Subject + had + not + been + Verb 1 ing (ประธาน + had + not + been + กริยาช่อง 1 เติม ing ) ตัวอย่าง : 1. They had not ( hadn’t ) been playing football for three hours. ( เขาทั้งหลายเล่นฟุตบอลมาไม่ถึง 3 ชั่วโมง ) 2. It had not been raining for five hours. ( ฝนตกมาไม่ถึง 5 ชั่วโมง )
  24. 24. 9.3 ประโยค Past Perfect Progressive Tense เชิงเชิงคำาถามและ การตอบ เมื่อต้องการแต่งประโยค Past Perfect Progressive Tense ให้มีความ หมาย เชิงคำาถาม ให้นำา Verb to have มาวางไว้หน้าประโยค และตอบด้วย Yes หรือ No ซึ่ง มีโครงสร้างดังนี้ โครงสร้าง : Had + Subject + been + Verb 1 ing ? ( Had + ประธาน + been + กริยาช่อง 1 เติม ing ? ) ตัวอย่าง :1. Has they been playing football for three hours ? ( เขาทั้งหลายได้เล่นฟุตบอลมาตลอด 3 ชั่วโมงใช่หรือไม่ ) -Yes, they had. ( ใช่ เขาทั้งหลายเล่นมา 3 ชั่วโมงแล้ว ) -No, they hadn’t.( ไม่ เขาทั้งหลายเล่นมาไม่ถึง 3 ชั่วโมง ) 2. Had it been raining for five hours ? ( ฝนตกโดยไม่หยุดมาเป็นเวลา 5 ชั่วโมงแล้วใช่หรือไม่ ) - Yes, it had. ( ใช่มันตกมา 5 ชั่วโมงแล้ว ) - No, it hadn’t. ( ไม่ใช่มันตกมาไม่ถึง 5 ชั่วโมง ) 9.4 หลักการใช้ Past Perfect Progressive Tense 1. ใช้กับเหตุการณ์หรือการกระทำา 2 อย่างที่เกิดขึ้นไม่พร้อมกันในอดีตและ สิ้นสุดลงไปแล้วทั้ง 2 เหตุการณ์ ดังนี้ - เหตุการณ์ใดเกิดก่อนใช้ Past Perfect Progressive Tense - เหตุการณ์ใดเกิดหลังใช้ Past Simple Tense เช่น 1. He had been sleeping for 30 minutes before we woke him up.
  25. 25. ( เขาได้นอนหลับมา 30 นาทีก่อนที่เราจะปลุกเขา ) 2. He sat down after he had been playing football for an hour. ( เขานั่งพักหลังจากได้เล่นฟุตบอลมา 1 ชั่วโมง ) Future Simple Tense 10.1 ประโยค Future Simple Tense เชิงบอกเล่า โครงสร้าง : Subject + will, shall + verb 1 ( ประธาน + will , shall + กริยาช่อง 1 ) ตัวอย่าง : 1. I shall go to Chiang mai tomorrow. ( ฉันจะไปเชียงใหม่ วันพรุ่งนี้ ) 2. She will study Spanish next week. ( หล่อนจะเรียนภาษาสเปนสัปดาห์ หน้า ) 10.2 ประโยค Future Simple Tense เชิงปฏิเสธ เมื่อต้องการแต่งประโยค Future Simple Tense ให้มีความหมายเชิงปฏิเสธ ให้เติม not หลัง will หรือ shall ซึ่งมีโครงสร้างดังนี้ โครงสร้าง : Subject + will, shall + not + verb 1 ( ประธาน + will , shall + not + กริยาช่อง 1 ) ตัวอย่าง : 1. I shall not ( shan’t ) go to Chiang mai tomorrow. ( ฉันจะ ไม่ไปเชียงใหม่วันพรุ่งนี้ ) 2. She will not ( won’t ) study Spanish next week. ( หล่อนจะไม่เรียน ภาษาสเปนสัปดาห์หน้า ) 10.3 ประโยค Future Simple Tense เชิงเชิงคำาถามและการตอบ เมื่อต้องการแต่งประโยค Future Simple Tense ให้มีความหมาย เชิง คำาถามให้นำา will หรือ shall มาวางไว้หน้าประโยค และตอบด้วย Yes หรือ No ซึ่งมีโครงสร้างดังนี้
  26. 26. โครงสร้าง : Will,Shall + Subject + verb 1 ? ( Will, Shall + ประธาน + กริยาช่อง 1 ? ) ตัวอย่าง : 1. Shall you go to Chiang mai tomorrow ? ( คุณจะไป เชียงใหม่วันพรุ่งนี้ใช่หรือไม่ ) • Yes, I shall. ( ใช่ฉันจะไป ) • No, I shan’t. ( ไม่ฉันจะไม่ไป ) 2. Will she study Spanish next week ? ( หล่อนจะเรียนภาษาสเปน สัปดาห์หน้าใช่หรือไม่ ) - Yes, she will. ( ใช่หล่อนจะเรียน ) - No, she won’t. ( ไม่หล่อนจะไม่เรียน ) 10.4 หลักการใช้ Future Simple Tense 1. ใช้กับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เช่น My father will go to America next month. ( พ่อของฉันจะไปอเมริกา เดือนหน้า ) I shall play football tomorrow afternoon.( ฉันจะเล่นฟุตบอลบ่ายวันพรุ่ง นี้ ) Future Progressive Tense 11.1 ประโยค Future Progressive Tense เชิงบอกเล่า โครงสร้าง : Subject + will ,shall + be + verb 1. ing ( ประธาน + will ,shall + be + กริยาช่อง 1 เติม ing ) ตัวอย่าง : 1. She will be playing tennis.( หล่อนจะกำาลังเล่นเทนนิสอยู่ ) 2. They will be cooking.( เขาทั้งหลายจะกำาลังทำาอาหารอยู่ ) 11.2 ประโยค Future Progressive Tense เชิงปฏิเสธ
  27. 27. เมื่อต้องการแต่งประโยค Future Progressive Tense ให้มีความหมายเชิง ปฏิเสธให้เติม not หลัง will หรือ shall ซึ่งมีโครงสร้างดังนี้ โครงสร้าง : Subject + will ,shall + not + be + verb 1. ing (ประธาน + will ,shall + not + be + กริยาช่อง 1 เติม ing ) ตัวอย่าง : 1. She will not ( won’t ) be playing tennis.( หล่อนจะไม่กำาลัง เล่นเทนนิสอยู่ ) 2. They will not ( won’t ) be cooking.( เขาทั้งหลายจะไม่กำาลังทำาอาหาร อยู่ ) 11.3 ประโยค Future Progressive Tense เชิงเชิงคำาถามและการ ตอบ เมื่อต้องการแต่งประโยค Future Progressive Tense ให้มีความหมาย เชิง คำาถามให้นำา will หรือ shall มาวางไว้หน้าประโยค และตอบด้วย Yes หรือ No ซึ่งมีโครงสร้างดังนี้ โครงสร้าง : Will , Shall + Subject + be + verb 1 ing ? ( Will , Shall + ประธาน + be + กริยาช่อง 1 เติม ing ? ) ตัวอย่าง : 1. Will she be playing tennis ?( หล่อนจะกำาลังเล่นเทนนิสอยู่ ใช่หรือไม่ ) • Yes, she will. ( ใช่ หล่อนจะเล่นอยู่ ) • No, she won’t. ( ไม่ หล่อนจะไม่เล่น อยู่ ) 2. Will they be cooking ?( เขาทั้งหลายจะกำาลังทำาอาหารอยู่ใช่หรือไม่ ) • Yes, they will. ( ใช่เขาทั้งหลายจะ ทำาอยู่ ) • No, they won’t. ( ไม่ใช่เขาทั้งหลาย จะไม่ทำาอยู่ ) 11.4 หลักการใช้ Future Progressive Tense
  28. 28. ใช้กับเหตุการณ์ 2 อย่างที่จะเกิดขึ้นก่อนหลังกันในอนาคต ดังนี้ • เหตุการณ์ใดเกิดก่อนใช้ Future Progressive Tense • เหตุการณ์ใดเกิดทีหลังใช้ Present Simple Tense เช่น 1. He will be reading when I visit him.( เขาจะอ่านหนังสืออยู่เมื่อผม ไปเยี่ยมเขา ) 2. I shall be watching TV when he arrives.( ฉันจะอ่านหนังสืออยู่เมื่อ เขามาถึง ) Future Perfect Tense 12.1 ประโยค Future Perfect Tense เชิงบอกเล่า โครงสร้าง : Subject + will ,shall + have + verb 3 ( ประธาน + will ,shall + have + กริยาช่อง 3 ) ตัวอย่าง : 1. She will have gone.( หล่อนคงจะไปแล้ว ) 2. They will have cooked.( เขาทั้งหลายคงจะทำาอาหารแล้ว ) Future Perfect Progressive Tense 13.1 ประโยค Future Perfect Progressive Tense เชิงบอกเล่า โครงสร้าง : Subject + will, shall + have + been + verb 1. ing (ประธาน+ will shall +have +been + กริยาช่อง 1 เติม ing ) ตัวอย่าง : 1. She will have been playing tennis.( หล่อนคงจะเล่นเทนนิส อยู่ ) 2. They will have been cooking.( เขาทั้งหลายคงจะทำาอาหารอยู่ ) 13.2 ประโยค Future Perfect Progressive Tense เชิงปฏิเสธ
  29. 29. เมื่อต้องการแต่งประโยค Future Perfect Progressive Tense ให้มีความ หมายเชิงปฏิเสธให้เติม not+ หลัง will หรือ shall ซึ่งมีโครงสร้างดังนี้ โครงสร้าง : Subject + will ,shall + not +have + been +verb 1. ing (ประธาน + will , shall + not + have + been + กริยาช่อง 1 เติม ing ) ตัวอย่าง : 1. She will not ( won’t ) have been playing tennis.( หล่อน คงจะไม่เล่นเทนนิสอยู่ ) 2. They will not have been cooking.( เขาทั้งหลายคงจะไม่ทำาอาหารอยู่ ) 13.3 ประโยค Future Perfect Progressive Tense เชิงเชิงคำาถามและ การตอบ เมื่อต้องการแต่งประโยค Future Perfect Progressive Tense ให้มีความ หมาย เชิงคำาถามให้นำา will หรือ shall มาวางไว้หน้าประโ ยคและตอบด้วย Yes หรือ No ซึ่งมีโครงสร้าง ดังนี้ โครงสร้าง : Will , Shall + Subject + have + been + verb 1. ing ? ( Will ,Shall +ประธาน + have + been + กริยาช่อง 1 เติม ing ) ตัวอย่าง : 1. Will she have been playing tennis ?( หล่อนคงจะเล่น เทนนิสอยู่ใช่หรือไม่ ) • Yes, she will. ( ใช่ หล่อนคงจะ เล่นอยู่ ) • No, she won’t . ( ไม่ หล่อน คงจะไม่เล่นอยู่ ) 2. Will they have been cooking ?( เขาทั้งหลายคงจะทำาอาหารอยู่ใช่หรือ ไม่ ) • Yes, they will. ( ใช่ เขาทั้ง หลายคงจะทำาอยู่ ) • No, they won’t . ( ไม่ เขาทั้ง หลายคงจะไม่ทำาอยู่ )
  30. 30. 13.4 หลักการใช้ Future Perfect Progressive Tense ใช้กับเหตุการณ์ 2 อย่างที่จะเกิดขึ้นก่อนหลังกันในอนาคตแต่เน้นความต่อ เนื่องของการกระทำา ดังนี้ - เหตุการณ์ใดเกิดก่อนใช้ Future Perfect Progressive Tense - เหตุการณ์ใดเกิดทีหลังใช้ Present Simple Tense เช่น 1. He will have been reading for two hours when I visit him. ( เขาคงจะอ่านหนังสืออยู่เป็นเวลา 2 ชั่วโมงแล้ว เมื่อผมไปเยี่ยมเขา ) 2. I shall have been watching TV for an hour when he arrives. ( ฉันคงจะอ่านหนังสืออยู่เป็นเวลา 1 ชั่วโทงแล้ว เมื่อเขามาถึง )

×