20100905 wp ch2-trend-implication 2

302 views

Published on

  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

20100905 wp ch2-trend-implication 2

  1. 1. Smart Farm Flagship มกราคม 2556 2 สถานการณ์ด ้า นเกษตรและ นัย ต่อ การพัฒ นาเทคโนโลยี สารสนเทศของไทย2.1 สถานการณ์ด ้า นเกษตรและอาหารของโลก 1 ประเด็นท้าทายสำาหรับโลกในศตวรรษที่ 21 อาจต้องเผชิญกับภัยคุกคามหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการผันแปรของสภาพอากาศ(climate change/climate variability) ที่กระทบต่อห่วงโซ่การผลิตอาหาร จนอาจก่อให้เกิดวิกฤติด้านอาหาร (food crisis) ทำาให้มีประชากรอดอยากมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงสัดส่วนโครงสร้างประชากรที่กำาลังเดินหน้าเข้าสู่สังคมสูงอายุ (aging society) อัตราการเกิดที่มีสดส่วนลดลง ัสัดส่วนวัยแรงงานที่ลดน้อยถอยลง การเกิดโรคอุบัติใหม่ โรคอุบัติซำ้า และโรคเรื้อรัง อาจก่อให้เกิดวิกฤติการขาดแคลนแรงงานในอนาคต ทั้งนี้องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (Food and AgricultureOrganization of the United Nations: FAO) ระบุว่าการเกษตรในศตวรรษที่ 21 ต้องเผชิญกับแรงกดดันหลายประการ เช่น • การเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรสำาหรับใช้เป็นอาหารให้เพียงพอ กับประชากรที่เพิ่มขึ้นด้วยจำานวนแรงงานที่ลดลง • การผลิตพืชพลังงานเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตพลังงาน ชีวภาพที่มีความต้องการสูงขึ้น • การพัฒนาประเทศกำาลังพัฒนาที่พึ่งพาเกษตรกรรม เพื่อเพิ่มผลิต ภาพการผลิตให้เพียงพอ กับความต้องการอาหารในอนาคต • พัฒนาวิธีการผลิตที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืน สอดคล้องกับ ทรัพยากรการผลิตและภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 1 How to feed the world in 2050, 03 Issue Briefs for High-level Expert forum on 12-13 October 2009, Food and Agriculture Organization of the United Nations. -1-
  2. 2. Smart Farm Flagship มกราคม 2556 2.1.1 ความมั่นคงด้านอาหาร ปริมาณความต้องการด้านอาหารและเกษตรในศตวรรษที่ 21 ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการเพิ่มขึ้นของจำานวนประชากร โดยองค์การสหประชาชาติ (The United Nations: UN) ได้คาดการณ์ไว้ว่า ประชากรโลกจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 34 จากจำานวน 7,066,964,964 ล้านคนในปี2556 (ค.ศ.2013) เป็น 9.1 พันล้านคน ในปี 2593 (ค.ศ.2050) (ภาพที่2.1) โดยคาดว่าจำานวนประชากรที่เพิ่มขึ้นจะอยู่ในประเทศที่กำาลังพัฒนาโดยเฉพาะแอฟริกาจะเป็นภูมิภาคที่จำานวนประชากรเพิ่มขึ้นเร็วที่สุด (คาดว่าเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 114) ส่วนภูมิภาคเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จำานวนประชากรจะเพิ่มขึ้นช้าที่สุด (ร้อยละ 13) ทั้งนี้ จำานวนประชากรร้อยละ 70 ของทั้งหมด จะอาศัยอยู่ในเขตเมืองเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันที่มีเพียงร้อยละ 49 จึงคาดว่าความต้องการอาหารจะเพิ่มขึ้นตามรายได้ที่เพิ่มมากขึ้น (ภาพที่ 2.2) โดยคาดว่าในปี 2593 (ค.ศ.2050) รายได้ตอหัว ่ของประชากรเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณจากปัจจุบัน ทั้งนี้คาดว่าเศรษฐกิจของประเทศกำาลังพัฒนาจะมีอัตราการเติบโตที่รวดเร็วกว่าประเทศพัฒนาแล้วแนวโน้มที่เกิดขึ้นดังกล่าวบ่งชี้ว่าความต้องการผลิตผลทางการเกษตรยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งพืช ธัญพืช และเนื้อสัตว์ ซึ่งคาดว่าในปี 2593(ค.ศ.2050) ความต้องการจะเพิ่มขึ้นเป็น3 พันล้านตัน จากผลผลิตปัจจุบันอยู่ที่ 2.1 พันล้านตัน (ภาพที่ 2.3) ภาพที่ 2.1 แนวโน้ม การเพิ่ม ขึ้น ของประชากรโลก -2-
  3. 3. Smart Farm Flagship มกราคม 2556ที่มา: Wikipedia-World Population: Estimates of population evolution indifferent continents between 1950 and 2050, according to the United Nations. The vertical axis is logarithmic and is in millions of people. -3-
  4. 4. Smart Farm Flagship มกราคม 2556 ภาพที่ 2.2 แนวโน้ม การเพิ่ม ขึ้น ของรายได้ ที่มา: Food and Agriculture Organization of the United Nations, 2009. ภาพที่ 2.3 แนวโน้ม ความต้อ งการผลิต ผลทางการเกษตร -4-
  5. 5. Smart Farm Flagship มกราคม 2556 ที่มา: Food and Agriculture Organization of the United Nations, 2009. 2.1.2 พื้นที่เพาะปลูก การขยายของพื้นที่เมือง หรือการพัฒนาพื้นที่ชนบทเป็นพื้นที่เมืองย่อมส่งผลกระทบต่อพื้นที่เพาะปลูก โดยพื้นที่เพาะปลูกในประเทศพัฒนาแล้วมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง (ภาพที่ 2.4) โดย FAO คาดการณ์ว่า ในปี2593 (ค.ศ.2050) พื้นที่เพาะปลูกโดยรวมขยายตัวเพิ่มขึ้น 70 ล้านเฮกเตอร์ หรือประมาณ ร้อยละ 5 จากปัจจุบัน พื้นที่เพาะปลูกของประเทศกำาลังพัฒนา (ในภูมิภาคแอฟริกาตะวันออกเฉียงเหนือ และเอเชียใต้) ขยายตัวเพิ่มขึ้น 120 ล้านเฮกเตอร์ ในขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วพื้นที่เพาะปลูกลดลง 50ล้านเฮกเตอร์(ภาพที่ 2.5) ซึ่งหมายความว่าในอนาคตประเทศกำาลังพัฒนาจะเป็นฐานการผลิตอาหารที่สำาคัญของโลก ภาพที่ 2.4 แนวโน้ม การเปลี่ย นแปลงของพื้น ที่เ พาะปลูก -5-
  6. 6. Smart Farm Flagship มกราคม 2556 ที่มา: Food and Agriculture Organization of the United Nations, 2009. ภาพที่ 2.5 การขยายตัว ของพื้น ที่เ พาะปลูก ในภูม ิภ าคต่า งๆ ที่มา: Food and Agriculture Organization of the United Nations, 2009. 2.1.3 วิกฤตินำ้า (Water crisis) สถานการณ์นำ้าของโลก เปลี่ยนแปลงไปอันเนื่องมาจากอิทธิพลของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก (climate change) นำ้าที่เคยพอเพียงสำาหรับการอุปโภคบริโภค และกิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์ไม่ว่าจะเป็นเพื่อการเกษตรอุตสาหกรรม สันทนาการ กำาลังเกิดการขาดแคลน นอกจากนี้ จำานวนประชากรโลกที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ปริมาณความต้องการใช้นำ้าเพิ่มขึ้นด้วยขณะเดียวกัน มลพิษที่ถูกสร้างขึ้นจากกิจกรรมของมนุษย์ย้อนกลับไปทำาลาย -6-
  7. 7. Smart Farm Flagship มกราคม 2556แหล่งนำ้าธรรมชาติทั้งนำ้าผิวดินและใต้ดิน ในขณะที่วงจรชีวิตของนำ้า(water cycle) กำาลังถูกรุกรานจากการกระทำาของมนุษย์ กล่าวคือธรรมชาติสามารถสร้างนำ้าต้นทุนได้ในปริมาณที่ไม่แตกต่างไปจากอดีต แต่นำ้าต้นทุนเหล่านี้กลับปนเบื้อนไปด้วยมลพิษทางอากาศที่ทำาให้คุณภาพนำ้าเปลี่ยนไปและเป็นสิ่งที่อันตรายสำาหรับกิจกรรมของมนุษย์มากขึ้น วิกฤตินำ้าที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตเป็นวิกฤติ2 ทาง คือ การมีนำ้ามากหรือน้อยเกินปกติ จากข้อสงสัยที่ว่า โลกเรากำาลังเข้าสู่สภาวะวิกฤตินำ้าหรือไม่ ข้อมูลจาก World Water Council สะท้อนภาพปัญหาดังกล่าวได้อย่างดี • ประชากรโลกประมาณ 1.1 พันล้านคน อาศัยอยู่โดยไม่มีนำ้า สะอาดบริโภค • ประชากรโลกประมาณ 1.8 ล้านคนเสียชีวิตเนื่องจากติดเชื้ออหิ วาต์ จากนำ้าดื่มที่ไม่สะอาด • เด็กประมาณ 3,900 คน เสียชีวิตทุกวันจากโรคที่ปนเปื้อนมากับ นำ้า • พื้นที่รับนำ้ามากกว่า 260 แห่ง เป็นการใช้ประโยชน์ร่วมกัน มากกว่า 2 ประเทศ กฏหมายระหว่างประเทศว่าด้วยการแบ่งปัน และการจัดการนำ้ายังไม่มีความชัดเจน เกิดการแย่งชิงนำ้า • การบริโภคนำ้าของประชากรเขตเมืองในสหรัฐและญี่ปุ่น สูงถึง 350 ลิตร/คน/วัน ขณะที่ประชากรในเขต Sub-Sahara ขอ งอัพริกาใช้นำ้าเพียง 10-20 ลิตร/คน/วัน • การผลิตข้าวสาร 1 กก. ใช้นำ้าประมาณ 1,400 ลิตร ขณะที่การ ผลิตเนื้อ 1 กก. ใช้นำ้าในปริมาณสูงถึง 13,000 ลิตร ข้อมูลจาก United Nations Environment Programme(UNAP) ชี้ให้เห็นว่า (ภาพที่ 2.6) ภาคเกษตรเป็นภาคการผลิตที่มีการใช้นำ้ามากกว่าภาคการผลิตอื่นๆ นอกจากนี้ปริมาณความต้องการนำ้าเพื่อการเกษตรเพิ่มมากขึ้นตามการเติบโตของประชากรควบคู่กับความต้องการผลิตสินค้าอาหารเพื่อเลี้ยงประชากรโลก โดยเฉพาะในพื้นที่ของประเทศกำาลังพัฒนาที่เป็นแหล่งผลิตอาหารและผลิตผลทางการเกษตรของโลกมีเปอร์เซ็นต์ของการใช้นำ้าอยู่ในระดับสูง รวมทั้งประเทศไทยและประเทศในภูมิภาคอาเซียนยกเว้นประเทศมาเลเซียและสิงคโปร์ (ภาพที่ 2.7) -7-
  8. 8. Smart Farm Flagship มกราคม 2556 ภาพที่ 2.6 ปริม าณการใช้น ำ้า ของแต่ล ะภาคการผลิต ที่มา: United Nations Environment Programme, 1999ภาพที่ 2.7 การบริโ ภคนำ้า ในภาคเกษตรของแต่ล ะประเทศทั่ว โลก -8-
  9. 9. Smart Farm Flagship มกราคม 2556 -9-
  10. 10. Smart Farm Flagship มกราคม 2556 ที่มา: United Nations Environment Programme, 2000 - 10 -
  11. 11. Smart Farm Flagship มกราคม 2556 ในอนาคต UNAP คาดการณ์วาหลายประเทศในทวีปยุโรปกำาลังจะ ่เผชิญกับภาวะการขาดแคลนนำ้า ส่วนในภูมิภาคอาเซียนมีเพียงประเทศไทยเท่านั้นที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่มีอัตราการใช้นำ้ามากกว่าปริมาณนำ้าต้นทุน และจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่อาจจะเผชิญกับวิกฤติการขาดแคลนนำ้า (Severestress) (ภาพที่ 2.8) ภาพที่ 2.8 ที่มา: United Nations Environment Programme ปัจจัยที่ก่อให้เกิดวิกฤตินำ้า (key drivers) 1) ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate change) ส่งผลให้อุณหภูมิโดยเฉลี่ยสูงขึ้น อัตราการระเหยของ นำ้าเร็วขึ้น นำ้าแข็งขั้วโลกการละลายเร็วขึ้น ส่งผลกระทบต่อสมดุล ของนำ้าที่หมุนเวียนอยู่ในธรรมชาติ ในบางพื้นที่ระดับนำ้าทะเลสูง ขึ้นจนไม่สามารถทำาการเกษตรได้อีกต่อไป บางพื้นที่อาจมีฝน ตกหนักจนเกิดอุทุกภัย หรือบางพื้นที่เกิดภาวะแห้งแล้งอย่างที่ไม่ เคยเกิดขึ้นมาก่อน 2) สภาพเศรษฐกิจ สังคมของแต่ละพื้นที่ (Socio-economic) • การเติบโตของประชากร (Population growth) จำานวน ประชากรที่เพิ่มขึ้น แปรผันโดยตรงกับความต้องการบริโภา คนำ้าต่อหัวมากขึ้น ในขณะที่แหล่งสำารองนำ้าไม่ได้เพิ่มขึ้น และยังอาศัยนำ้าต้นทุนจากธรรมชาติ นอกจากนี้ธรรมชาติ ของประชากรมีการย้ายถิ่นอยู่ตลอดเวลาตามสภาพ เศรษฐกิจสังคมของแต่ละพื้นที่ จากปี 2007 เป็นต้นมา ประชากรที่อาศัยในเขตเมือง (urban area) มีมากกว่า - 11 -
  12. 12. Smart Farm Flagship มกราคม 2556 ประชากรที่อาศัยในชนบท ในจำานวนนี้กว่า 900 ล้านคน อาศัยอยู่ในสลัมของเมืองใหญ่ทั่วโลก ความต้องการพื้นที่ สำาหรับชุมชนเมืองเพิ่มขึ้น พื้นที่เกษตรลดลง มลพิษในเขต เมืองเพิ่มขึ้น ส่วนหนึ่งไหลลงสู่ระบบนำ้าและการใช้นำ้าใต้ดิน เกินขนาด อีกส่วนหนึ่งก่อให้เกิดภาวะเรือนกระจก กระทบ ต่อฤดูกาลและปริมาณนำ้าฝน ส่งผลให้สถานการณ์นำ้าใน การเกษตรอยู่ในวิกฤติ • การเติบโตทางเศรษฐกิจ (Overall economic development) การพัฒนาเศรษฐกิจเป็นแรงขับดันทั้งด้าน บวกและลบ ( positive and negative key driver) ผลก ระทบโดยตรงของการเติบโตทางเศรษฐกิจคือ ความ ต้องการพื้นที่และนำ้าสำาหรับใช้เป็นปัจจัยการผลิตมากขึ้น ในขณะเดียวกันผลตอบแทนจากเศรษฐกิจที่เติบโตก็กลับนำา มาใช้ในภาคเกษตรบรรเทาผลกระทบ (Mitigation)2 และ การปรับตัว (Adaptation)3 ต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพ อากาศนี้ นำาไปสู่การชะลอการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิโลก • การใช้ทรัพยากรอย่างไร้ขีดจำากัด การเติบโตทางเศรษฐกิจ ทำาให้เกิดการใช้ทรัพยากรที่จำากัดอย่างขาดสมดุล เป็น วงจรที่ทำาให้การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศมีความรุนแรง มากขึ้น ความต้องการพลังงานทางเลือกสูงขึ้นโดยเฉพาะ Bio-energy ส่งผลกระทบถึงความมั่นคงทางอาหาร ทั้งทาง ด้านการใช้ทรัพยากรนำ้าเพื่อการผลิต การแย่งวัตถุดิบเพื่อ ใช้ผลิตอาหารหรือพลังงาน 2 การปรับตัว (Adaptation) ต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ คือ การเตรียม การพัฒนาในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านโครงสร้างสาธารณูปโภค การบริหารจัดการ ทรัพยากรธรรมชาติ การให้ความรู้เพื่อลดความอ่อนไหว (vulnerability) ที่คนจะได้ รับจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 3 การบรรเทาผลกระทบ (Mitigation) คือ การดำาเนินการเพื่อพยายามลดการ เปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น การควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ การ คิดค้นเทคโนโลยีเพื่อประหยัดพลังงาน อาจกล่าวได้ว่าการดำาเนินการตามพิธีสารเกียวโตส่วนใหญ่เป็นการบรรเทาผลกระทบ ทั้งนี้ การปรับตัวและการบรรเทาผล กระทบมีความสัมพันธ์ในเชิงผกผัน กล่าวคือ หากการบรรเทาผลกระทบเป็นไปอย่าง มีประสิทธิภาพมาก การปรับตัวก็จะมีความจำาเป็นและใช้ทรัพยากรน้อยลง - 12 -
  13. 13. Smart Farm Flagship มกราคม 2556 2.1.4 สมดุลพืชอาหารและพืชพลังงาน การเพิ่มขึ้นของปริมาณการใช้พืชอาหารเพื่อพลิตพลังงาน จากวิกฤติราคานำ้ามันและพลังงาน ที่ทำาให้หลายประเทศดิ้นรนหาพลังงานทดแทนชนิดอื่น เช่น เชื้อเพลิงชีวภาพ4 ส่งผลต่อภาคการผลิตอาหารและเกษตรอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งประเด็นของการใช้พลังงาน/เชื้อเพลิงในการผลิตอาหาร หรือการนำาพืชอาหารไปใช้เป็นในฐานะพืชพลังงาน (ภาพที่2.9) เพื่อผลิตเป็นพลังงานทางเลือกใหม่ทดแทนนำ้ามันในห้วงวิกฤติราคานำ้ามันที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ความต้องการพลังงานทางเลือกยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สำาหรับความต้องการเชื้อเพลิงชีวภาพที่ใช้ผลิตผลทางการเกษตรเป็นวัตถุดิบ FAO คาดว่ายังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง (ตารางที่ 2.1) และความต้องการใช้พื้นที่เพาะปลูกพืชพลังงานเพื่อเป็นวัตถุดิบในการผลิตพลังงานชีวภาพก็เพิ่มขึ้น เช่นกัน (ตาราง 2.2) ภาพที่ 2.9 การเปลี่ย นพืช อาหารเป็น เชื้อ เพลิง ชีว ภาพ 4 biofuel คือ เชื้อเพลิงที่ได้จากชีวมวล (biomass) หรือสสารที่ได้จากพืชและสัตว์ - 13 -
  14. 14. Smart Farm Flagship มกราคม 2556 ที่มา: Food and Agriculture Organization of the United Nations, 2008.ตารางที่ 2.1 แนวโน้ม ความต้อ งการพลัง งานจำา แนกตามวัต ถุด ิบที่มา: Food and Agriculture Organization of the UnitedNations, 2008. - 14 -
  15. 15. Smart Farm Flagship มกราคม 2556ตารางที่ 2.2 ความต้อ งการพื้น ที่เ พาะปลูก พืช สำา หรับ การผลิตพลัง งานชีว ภาพที่มา: Food and Agriculture Organization of the UnitedNations, 2008. อย่างไรก็ตามการเพิ่มจำานวนของประชากร ตลอดจนการเจริญเติบโตของพื้นที่เมือง ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคอาหารของประชากรโลก โดยผู้บริโภคหันมานิยมบริโภคเนื้อ ปลา นมและอาหารที่มีโปรตีนสูงมากขึ้น รับประทานอาหารแปรรูป และประเภทพร้อมปรุงมากขึ้นบริโภคธัญพืชโดยตรงน้อยลง โดยนายคอสตาส สตามูลิส แห่งองค์การอาหารและเกษตร กล่าวว่า ….......“กลุ่มประเทศผู้ผลิตอาหาร จำาเป็นจะต้องลงทุนด้านการเกษตรไม่น้อยกว่า 80,000 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐทุกปี เพื่อสนองอุปสงค์ใหม่ด้านอาหาร หมายความว่าจะต้องมีการลงทุนด้านการเกษตรมากกว่าปัจจุบันประมาณร้อยละ 50 โดยเงินลงทุนควรมาจากภาคเอกชน อย่างไรก็ตามภาครัฐก็มีบทบาทที่สำาคัญมาก ต่อการจัดหาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนนหนทางข่าวสาร และสถาบัน ให้กับชาวนาและผู้ผลิตอาหาร เนื่องจากกลุ่มผู้ผลิตพวกนี้ไม่มีความสามารถในการลงทุน อย่างไรก็ตาม ในอนาคตมีเรื่องที่ท้าทายอยู่ 2 ประการ ประการแรก คือการทำาให้มั่นใจได้ว่าสามารถเพิ่มผลิตภาพภาคเกษตร เพื่อสนองความต้องการเกี่ยวกับสินค้าเกษตร เชื้อเพลิง - 15 -
  16. 16. Smart Farm Flagship มกราคม 2556ชีวภาพ อาหาร อาหารสัตว์ และอื่นๆ ได้ครบถ้วน ประการที่สอง คือการทำาให้มั่นใจได้ว่าประชากรโลกทุกคน สามารถเข้าถึงอาหารที่ผลิตออกมาสำาหรับนำามารับประทานได้ ภายในปี 2050(พ.ศ. 2593) หรือเร็วกว่านั้น” โดยสรุปแล้วปัจจัยพื้นฐาน 4 ประการ5 ที่เป็นตัวกำาหนดการเปลี่ยนแปลงระบบอาหารและเกษตรของโลก ได้แก่ • กระบวนการความเป็นเมือง ทำาให้พื้นที่การเกษตรลดลง ความสามารถ ในการพึ่งพิงตนเองด้านอาหารของผู้คนลดลง • การบริหารจัดการนำ้า การเกษตรกรรม การปลูกพืชหลายชนิดที่พึ่งพิง การใช้นำ้ามาก และมีการใช้นำ้ามากเกินขนาด • นำ้ามันและพลังงาน กระบวนการผลิตอาหารส่วนใหญ่ล้วนพึ่งพิงนำ้ามัน และพลังงานในการผลิต และแน่นอนว่านำ้ามันกำาลังจะหมดไป ซึ่งจะส่ง ผลกระทบต่อการผลิตทั่วโลก • ความหลากหลายทางชีวภาพ ขณะนี้ไม่มีมาตรการใดที่จะปกป้องความ หลากหลายทางชีวภาพ จำาเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการสร้างการปกป้อง ขึ้นมาใหม่ ในอนาคตการกำาหนดนโยบายด้านอาหารและเกษตร จำาเป็นต้องให้ความสำาคัญกับการเพิ่มผลิตภาพการผลิต การเพิ่มประสิทธิภาพของการใช้ปัจจัยการผลิต (ใช้พื้นที่และนำ้าเพื่อการผลิตน้อยลง) การลดการพึ่งพาปัจจัยการผลิตที่ได้จากการผลิตพลังงานและผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี เช่น ปุ๋ยเคมี และเคมีภัณฑ์ต่างๆ ซึ่งราคาแปรผันตามราคาพลังงานเชื้อเพลิง การวิจัยและพัฒนาเพื่อการผลิตอาหารอย่างยั่งยืน รวมถึงการใช้เทคโนโลยีการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอีกด้วย2.2 สถานการณ์ด ้า นเกษตรและอาหารภายในประเทศ ประเทศไทยได้รับผลกระทบจากความผันผวนของสภาวะการเปลี่ยนแปลงของโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยปัจจัยสำาคัญที่ส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรและอาหารของไทย ได้แก่ • การเปลียนแปลงของสภาพภูมอากาศ (climate change) ก่อให้ ่ ิ เกิดความผันผวนของฤดูกาล 5 ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์. - 16 -
  17. 17. Smart Farm Flagship มกราคม 2556 การระบาดของแมลงศัตรูพชอย่างรุนแรง ภัยธรรมชาติ การ ื ขาดแคลนนำ้า และอุทกภัย ทำาให้ผลผลิตและประสิทธิภาพการผลิต ลดลง • ความผันผวนของราคาพลังงาน ราคานำ้ามันที่เพิ่มสูงขึ้น ทำาให้ ปัจจัยการผลิตจากฐานพลังงาน (ปุ๋ย เคมีภัณฑ์) เพิ่มสูงขึ้น หลายประเทศรวมทั้งไทย หันไปพี่งพิงพลังงานชีวภาพที่ใช้พืช อาหารบางชนิดและชีวมวลเป็นวัตถุดิบในการผลิต ด้วยราคา พลังงานที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ก่อให้เกิดกระแสการปลูกพืชพลังงานเพิ่มขึ้น โดยลดพื้นที่เพาะ ปลูกพืชอาหาร ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงด้าน อาหารของประเทศไทย • ภาวะเศรษฐกิจโลกที่ถดถอย กระทบต่อการส่งออกผลิตภัณฑ์ สินค้าเกษตรและอาหารอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจาก ประเทศไทยเป็นผู้ผลิตสินค้าเกษตรและอาหารรายใหญ่ของโลก จากข้อมูลของ FAO ในปี พ.ศ.2548 ไทยถูกจัดเป็นผู้ผลิต สินค้าเกษตร 1 ใน 20 อันดับแรกสำาหรับสินค้าส่งออก 47 ชนิด • ความผันผวนของราคาผลผลิต ราคาสินค้าเกษตรของไทยมีแนว โน้มเปลี่ยนแปลงตามราคาตลาดโลก หากราคาสินค้าเกษตร ตกตำ่านอกจากจะเพิ่มความเสี่ยงให้กับรายได้ของเกษตรกรแล้ว ยังก่อให้เกิดการลดปริมาณการผลิตพืชอาหาร โดยหันไปผลิต พืชพลังงานมากขึ้น เนื่องจากราคาพลังงานยังคงมีแนวโน้มสูงขึ้น • วิถีการผลิต – บริโภคใหม่ เพื่อตอบสนอง หรือเอื้อต่อการกอบ โกยผลประโยชน์ทางการค้าเป็นหลัก ด้วยการเปลี่ยนระบบการ เพาะปลูกพืชที่หลากหลายของเกษตรกรรายย่อย เป็นการเพาะ ปลูกพืชเชิงเดี่ยวของเกษตรกรรายใหญ่ เพื่อป้อนอุตสาหกรรม เป็นสำาคัญ • เงื่อนไขความตกลงทางการค้ากับต่างประเทศ ทั้งกรอบความร่วม มือ FTA ASEAN และ WTO ล่าสุดมาตรการสร้างความมั่นคง ด้านอาหาร ที่ประเทศไทยต้องปรับตัวหากปฏิบัติตามข้อตกลง เหล่านั้น - 17 -
  18. 18. Smart Farm Flagship มกราคม 2556 2.2.1 ความมั่นคงด้านอาหาร ปัจจุบันหลายๆ ประเทศให้ความสำาคัญกับการแก้ไขปัญหาวิกฤตอาหาร และวิกฤตความอดอยากโลก จากข้อมูลของ FAO ระบุว่า ในปี2010 มีประชากรทั่วโลกที่ยังยากจนและหิวโหยกว่า 925 ล้านคน578 ล้านคนในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกอยู่ในภาวะหิวโหย สำาหรับประเทศไทยที่เป็นผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์สินค้าเกษตรและอาหาร 20 ลำาดับแรก สำาหรับสินค้า 50 รายการ (ตารางที่ 2.3) แต่กลับมีผู้หิวโหยอยู่ถึง 10.7 ล้านคน(ตารางที่ 2.4)ตารางที่ 2.3 สิน ค้า ที่ป ระเทศไทยมีป ริม าณส่ง ออกมากที่ส ุด ในประเทศผู้ส ่ง ออก 20 ลำา ดับ แรก - 18 -
  19. 19. Smart Farm Flagship มกราคม 2556 Ra Ra Ra Commodity Commodity Commodity nk nk nk Silk-worm Natural 1 31 1 6 cocoons, 13 Asparagus rubber 8 5 reelable 1 Fruit, tropical 32 1 Pineapples 7 13 Papayas 9 fresh nes 6 2 3 Chillies and3 2 Canary seed 7 Rice, paddy 13 0 7 peppers, dry 2 34 2 Kapok Fibre 7 Castor oil seed 14 Fibre Crops Nes 1 8 2 35 2 Cassava 8 Ginger 15 Spices, nes 2 9 Kapokseed in 2 Pepper (Piper 4 Indigenous6 2 8 15 Shell 3 spp.) 0 Geese Meat 2 Indigenous 47 4 Palm oil 8 16 Garlic 4 Buffalo Meat 1 2 48 4 Palm kernels 9 Maize, green 17 Fruit Fresh Nes 5 2 Other 2 4 Roots and9 4 9 Pulses, nes 17 Bastfibres 6 3 Tubers, nes1 2 Tangerines, 4 Indigenous 4 Jute 9 170 7 mandarins, clem. 4 Chicken Meat1 2 4 Vegetables fresh 4 Sugar cane 9 Nuts, nes 181 8 5 nes1 2 4 Indigenous 4 Cereals, nes 9 Bananas 182 9 6 Pigmeat Mangoes,1 3 4 Lemons and 5 mangosteens, 10 Sesame seed 203 0 7 limes guavas Pumpkins,1 3 4 6 Coconuts 12 Taro (cocoyam) 20 squash and4 1 8 gourds1 Indigenous 3 4 6 12 Beans, green 20 Watermelons5 Duck Meat 2 9 - 19 -

×