แสง และการมองเห็น

23,618 views

Published on

0 Comments
4 Likes
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

No Downloads
Views
Total views
23,618
On SlideShare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
13,000
Actions
Shares
0
Downloads
392
Comments
0
Likes
4
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

แสง และการมองเห็น

  1. 1. 1
  2. 2. เรื่อง แสงและการมองเห็น 1. การแทรกสอด 2. การเลียวเบนของแสง ้ 3. เกรตติง 4. การกระเจิงของแสง 5. การเคลือนทีและอัตราเร็ว ่ ่ ของแสง โดยครู ชิตชัย โพธิ์ประภา 2
  3. 3. เรื่อง แสงและการมองเห็น 6. การสะท้ อนของแสง 7. การหักเหของแสง 8. เลนส์ บาง 9. ปรากฏการณ์ ทางแสง 10. ทัศนอุปกรณ์ โดยครู ชิตชัย โพธิ์ประภา 3
  4. 4. เรื่อง แสงและการมองเห็น 11. ความสว่ าง 12. ตาและการมองเห็น 13. สี 14. ปรากฏการณ์ ทางแสง โดยครู ชิตชัย โพธิ์ประภา 4
  5. 5. คุณสมบัตของแสง ิ1. การสะท้ อน2. การหักเห3. การแทรกสอด4. การเลียวเบน ้ 5
  6. 6. N2 A1 N1 A0 N1 A1 NA2 2A 2 s1 s2 การแทรกสอด 6
  7. 7. 7
  8. 8. 8
  9. 9. การแทรกสอด P s1d q s2 R L 9
  10. 10. การแทรกสอด 10
  11. 11. การแทรกสอด s1d q s2 R L L>>d 11
  12. 12. การแทรกสอด|S1P - S2P| = nl dsinq = nl d x = nl L 12
  13. 13. แถบสว่ าง แถบมืด 1|S1P - S2P| = nl |S1P - S2P| = (n- )l 2 dsinq = nl 1 dsinq = (n- )l 2 d x = nl L d x = (n- )l L 1 2 13
  14. 14. ตัวอย่ าง1. สลิตคู่มช่องห่ างกัน 500 mmเมื่อแสง ีความยาวคลืน 470 nm ผ่ านสลิตเกิดการ ่แทรกสอดบนฉากซึ่งห่ างสลิต 1 mแถบสว่ างที่ 3 อยู่ห่างจากจุดกึงกลางของ ่แถบสว่ างกลางเท่ าใด 14
  15. 15. ตัวอย่ าง3. ฉายแสงความยาวคลืน 600 nm ผ่ าน ่ชองแคบคู่ขนาด 30 mm ปรากฏแถบการแทรกสอดบนฉากห่ างออกไป 1 m แถบสว่ างที่ 3 เบนจากแนวกลางเป็ นระยะเท่ าใด และแถบมืดแต่ ละแถบห่ างกันเท่ าใด 15
  16. 16. ตัวอย่ าง4. แสงผ่ านช่ องแคบคู่ แถบสว่ างแถบที่ 2เบนจากแนวกลาง 30 0 จงหาว่ าระยะระหว่ างช่ องแคบเป็ นกีเ่ ท่ าของความยาวคลืน ่ 16
  17. 17. ตัวอย่ าง5. สลิตคู่อยู่ห่างกัน 100 mm วางอยู่ห่างจากฉาก 1m เมื่อมีแสงความยาวคลืน ่400 nmผ่ านสลิต จะทาให้ เกิดแถบสว่ างบนฉากแถบสว่ าง 2 แถบทีอยู่ถดกันจะ ่ ัอยู่ห่างกันเท่ าใด 17
  18. 18. การเลียวเบนของแสง ้ ผู้ทค้นพบปรากฏการณ์ การเลียวเบน ี่ ้ของแสงเป็ นคนแรกคือ กริมัลดิ(FrancescoMaria Grimaldi) ในปี 2203 18
  19. 19. การเลียวเบนของแสง ้ จากการทดลองพบว่ า เมื่อให้ แสงผ่ านสลิตทีแคบ โดยให้ ความยาวคลืนแสงมีค่า ่ ่มากกว่ าความกว้ างของช่ องสลิต จะเกิดปรากฏการณ์ เลียวเบนมีผลให้ แถบสว่ าง ้และแถบมืดสลับกันไป 19
  20. 20. การเลียวเบนของแสง ้ เมื่อใช้ แสงความยาวคลืนเดียวส่ องผ่ าน ่สลิตโดยให้ ระยะของแหล่ งกาเนิดแสงอยู่ไกลมากเทียบกับความกว้ างของช่ องสลิตเราจึงอาจประมาณได้ ว่าคลืนแสงทีมาตก ่ ่กระทบสลิตนั้นเป็ นคลืนระนาบ ่ 20
  21. 21. การเลียวเบนของแสง ้ และโดยใช้ หลักของฮอยเกนส์ ทถอว่ า ี่ ืทุก ๆ จุดบนสลิตจะทาหน้ าทีเ่ สมือนแหล่ งกาเนิดคลืนอาพันธ์ ใหม่ และคลืนเหล่ านี้ ่ ่เมื่อพบกันก็จะเกิดการแทรกสอดกัน จึงทาให้ เกิดแถบมืดและแถบสว่ าง สลับกันไป 21
  22. 22. การเลียวเบนของแสง ้ โดยแถบสว่ างกลางจะกว้ างและสว่ างมากทีสุด และถ้ าเราเพิมความกว้ างของ ่ ่สลิต ความกว้ างของแถบสว่ างกลางจะลดลง แต่ ถ้าลดความกว้ างของสลิตลงจะทาให้ แถบสว่ างกลางกว้ างขึน ส่ วน ้แถบสว่ างถัดไปจะมีความสว่ างลดลง ๆ 22
  23. 23. การเลียวเบนของแสง ้ P มืด A สว่ างd B q O C D มืด L d sin q = nl สว่ าง 23
  24. 24. การเลียวเบนของแสง ้ 24
  25. 25. การเลียวเบนของแสง ้ ปรากฏการณ์ การเลียวเบนของแสง ้โดยสลิตเดียว และการแทรกสอดของ ่แสงโดยสลิตคู่ จะเกิดขึนพร้ อมกันเสมอ ้ 25
  26. 26. ตัวอย่ าง6. แสงมีความยาวคลืน 600 nm ตกตั้ง ่ฉากผ่ านสลิตเดียวทีกว้ าง 500 mm ขอบ ่ ่ของแถบสว่ างกลางอยู่เหนือแนวกลางเป็ นมุมเท่ าใด 26
  27. 27. ตัวอย่ าง7. ต้ องวางสลิตเดียวห่ างจากฉากเท่ าใด ่เมื่อให้ แสงความยาวคลืน 500 nm ผ่ าน ่สลิตเดียวทีมีความกว้ าง 100 mm แล้ ว ่ ่ทาให้ จุดสว่ างกลางห่ างจากแถบมืด แถบที่ 1 บนฉากเป็ นระยะ 4 mm 27
  28. 28. เกรตติง เกรตติงมีลกษณะเป็ นแผ่ น ประกอบ ัด้ วยช่ องเล็กๆ เป็ นจานวนมากมาย ซึ่งอาจมีได้ ต้งแต่ 1,000 ถึง 10,000 ช่ อง ัต่ อเซนติเมตร โดยช่ องมีขนาดแคบมากและอยู่ห่างกันเท่ ากัน 28
  29. 29. เกรตติง PAd q OB D L d sin q = nl 29
  30. 30. เกรตติง จากสมการจะเห็นว่ าถ้ าให้ แสงทีมีความ ่ยาวคลืนต่ างกันผ่ านเกรตติง แถบสว่ าง ่ของแสงแต่ ละความยาวคลืนจะเกิด ณ ที่ ่ตาแหน่ งต่ าง ๆ กัน ดังนั้นถ้ าให้ แสงขาวผ่ านเกรตติงจะพบว่ าแถบสว่ างของแสงสีต่ าง ๆ จะเกิดขึน ณ ตาแหน่ งต่ างๆ กัน ้ 30
  31. 31. ตัวอย่ าง4. ถ้ าฉายแสงสี ม่วงผ่ านเกรตติงทีมีขนาด ่2000 ช่ อง/cm อยากทราบว่ า เราจะเห็นแสงสี ม่วงจุดแรกเบนจากแนวกลางเป็ นมุมเท่ าไร กาหนดความยาวคลืนแสงสี ม่วง ่450 nm 31
  32. 32. แบบฝึ กหัด1. เมื่อให้ แสงสี แดงผ่ านช่ องสลิตเดียวและ ่ต้ องการให้ แถบมืดแถบแรกอยู่ห่างจากแถบสว่ างกลางคิดเป็ นระยะทางมุม 30 0จงหาความกว้ างของช่ องสลิต กาหนดให้แสงสี แดงมีความยาวคลืน 680 nm ่ 32
  33. 33. แบบฝึ กหัด2. ช่ องสลิตคู่ห่างกัน 0.3 mm วางห่ างจากฉาก 1 m เมื่อฉายด้ วยแสงซึ่งมีความยาวคลืน 600 nm ในแนวตั้งฉากให้ ผ่านช่ อง ่แคบไปยังฉาก จงหาระยะห่ างของตาแหน่ งของแถบสว่ างถัดจากแนวกลาง 33
  34. 34. แบบฝึ กหัด3. เกรตติงอันหนึ่งมี 4,000 ช่ อง/cm ถ้ าให้แสงมีความยาวคลืน 640 nm ส่ องผ่ านจะ ่เห็นแถบสว่ างบนฉากทั้งหมดกีแถบ ่ 34
  35. 35. การเคลือนทีและอัตราเร็วของแสง ่ ่1. วิธีของกาลิเลโอ จับเวลาการเดินทางของแสงระหว่ างยอดเขา 2 ลูก และสรุปได้ ว่าแสงมีอตรา ัเร็วสูงมาก แต่ ไม่ สามารถจับเวลาได้ 35
  36. 36. การเคลือนทีและอัตราเร็วของแสง ่ ่2. วิธีของโรเมอร์ E2 E1 คานวณอัตราเร็วแสงได้ 2.2 x 10 8 m/s 36
  37. 37. การเคลือนทีและอัตราเร็วของแสง ่ ่3. วิธีของฟิ โซ 37
  38. 38. การเคลือนทีและอัตราเร็วของแสง ่ ่ในการทดลองของฟิ โซใช้ ฟันเฟื อง 720 ซี่จานวนรอบทีหมุนเฟื อง 12.80 รอบ/วินาที ่ระยะจากเฟื องถึงกระจก 8.6 km คานวณอัตราเร็วแสงได้ 3.14 x 10 8 m/s 38
  39. 39. การเคลือนทีและอัตราเร็วของแสง ่ ่4. วิธีของไมเกลสั นคานวณอัตราเร็วแสงได้ 2.997 x 10 8 m/s 39
  40. 40. ในการทดลองของไมเกลสั น โดยส่ งลาแสงจาก Mt. Wilson ไปยัง Mt. San Antonioซึ่งอยู่ห่างออกไป 35.426 km แล้ วสะท้ อนมายังล้ อที่มีกระจกติดรอบเป็ น 8 เหลียม ่โดยหมุนล้ อด้ วยความถี่ 528.76 รอบ/sจะสามารถเห็นแสงจากแหล่ งกาเนิดแสงได้ คานวณอัตราเร็วแสงได้ 2.997 x 10 8 m/s 40
  41. 41. การเคลือนทีและอัตราเร็วของแสง ่ ่ - อัตราเร็วของแสงในสุ ญญากาศมีค่า เท่ ากับ 299,792,458 m/s หรือประมาณ 3x10 8 m/s- เรียกระยะทางทีแสงเคลือนที่ได้ ใน 1 ปี ่ ่ ว่ า 1 ปี แสง เท่ ากับ 9.5x10 15 m 41
  42. 42. การเกิดเงา เงาคือ อาณาเขตหลังวัตถุซึ่งแสงทีฉาย ่ไปตกกระทบวัตถุน้ันไม่ สามารถเดินทางไปถึง แบ่ งออกเป็ น 2 ชนิด คือ 1.เงามืด 2.เงามัว 42
  43. 43. การเกิดเงา 43
  44. 44. ตัวอย่ าง1. โป๊ ะไฟหน้ ากระจกฝ้ าทรงกลมรัศมี10 cm และลูกเทนนิสรัศมี 2 cm วางโดยจุดศูนย์ กลางทั้งสองห่ างกัน 1 m เกิดเงามืดและเงามัวบนฉากทีวางใกล้ ลูกเทนนิส ่พอควร จงหาตาแหน่ งทีใกล้ ทสุดทีไม่ ่ ี่ ่สามารถมองเห็นเงามืดเลย 44
  45. 45. ตัวอย่ าง2. จุดกาเนิดแสงวางอยู่ทางซ้ ายมือของแผ่ นกลมทึบแสงเป็ นระยะ 42 cm แผ่ นกลมมีเส้ นผ่ านศูนย์ กลาง 1.5 cm ทางด้ านขวามือห่ างจากแผ่ นกลมออกไป 1.26 cmเป็ นฉากซึ่งมีระนาบขนานกับแผ่ นนี้จงหารัศมีของเงาทีเ่ กิดบนฉาก 45
  46. 46. ตัวอย่ าง3. ทรงกลมลูกหนึ่งมีเส้ นผ่ านศูนย์ กลาง10 cm วางหน้ าแหล่ งกาเนิดเป็ นจุดห่ าง20 cm จะต้ องนาฉากไปกั้นด้ านหลังห่ างจากวัตถุเท่ าไร เพือให้ ขนาดของเงามืด ่บนฉากมีเส้ นผ่ านศูนย์ กลาง 4 เท่ าของวัตถุ 46
  47. 47. ตัวอย่ าง4. แหล่ งกาเนิดแสงทรงกลมรัศมี 3 cmห่ างจากวัตถุทรงกลมเป็ นระยะ 60 cmทาให้ เกิดเงามืดเส้ นผ่ านศูนย์ กลาง 2 cmและรัศมีของเงามัวเท่ ากับ 4 cm แล้ วรัศมีของวัตถุทรงกลมเป็ นเท่ าไร 47
  48. 48. สมบัติของแสงเชิงเรขาคณิต 1. กฎการสะท้ อนของแสง เส้ นแนวฉาก มุมสะท้ อนมุมตกกระทบรังสี ตกกระทบ ir รังสี สะท้ อน 48
  49. 49. สมบัติของแสงเชิงเรขาคณิต โดยทัวไปการสะท้ อนจะขึนอยู่กบ ่ ้ ัลักษณะผิวของวัตถุ 49
  50. 50. สมบัติของแสงเชิงเรขาคณิต สาหรับวัตถุระนาบทีมผวเรียบ ่ ี ิเป็ นมัน เช่ นกระจก รังสี สะท้ อนจะไปทิศเดียวกัน 50
  51. 51. สมบัติของแสงเชิงเรขาคณิต สาหรับวัตถุระนาบทีมผวขรุขระ ่ ี ิเช่ นผ้ า กระดาษ รังสี สะท้ อนจะมีทศ ิต่ าง ๆ กัน 51
  52. 52. สมบัติของแสงเชิงเรขาคณิต ถ้ าให้ รังสี ของแสงตกกระทบทีผวราบ ่ ิผิวโค้ งเว้ า หรือโค้ งนูน การสะท้ อนทีแต่ ่ละผิวก็ยงให้ ผลเช่ นเดิม คือ ั รังสี ตกกระทบ รังสี สะท้ อน และเส้ นแนวฉากจะอยู่บนระนาบเดียวกันและมุมตกกระทบเท่ ากับมุมสะท้ อน 52
  53. 53. สมบัติของแสงเชิงเรขาคณิต 53
  54. 54. สรุปกฎการสะท้ อนของแสง1. ณ ตาแหน่ งทีแสงตกกระทบ รังสี ตก ่กระทบ รังสี สะท้ อน และเส้ นแนวฉากอยู่ในระนาบเดียวกัน2. มุมตกกระทบเท่ ากับมุมสะท้ อน 54
  55. 55. การเกิดภาพในกระจกเงาราบ 55
  56. 56. การเกิดภาพในกระจกเงาราบ เมือวางวัตถุไว้ หน้ ากระจกเงาราบ ซึ่ง ่เป็ นผิวราบทีสะท้ อนแสงได้ ดี จะมองเห็น ่ภาพของวัตถุซึ่งเกิดจากการสะท้ อนของแสงทีกระจก ระยะทีลากจากวัตถุไปตั้ง ่ ่ฉากกับผิวกระจก เรียกว่ า ระยะวัตถุ 56
  57. 57. การเกิดภาพในกระจกเงาราบ และระยะทีลากจากภาพไปตั้งฉากกับ ่ผิวกระจก เรียกว่ า ระยะภาพ 57
  58. 58. การเขียนรังสี สะท้ อนจากกระจกเงาราบ1. ลากรังสี ตกกระทบจากจุดหนึ่งๆ ของวัตถุ ไปตกกระทบยังจุดใด ๆ บนกระจก2. ลากรังสี สะท้ อนโดยใช้ กฎการสะท้ อนของแสง3. ลากเส้ นต่ อจากรังสี สะท้ อนออกมาด้ านหลังกระจก 58
  59. 59. การเขียนรังสี สะท้ อนจากกระจกเงาราบ4. ทาเช่ นเดิมโดยเปลียนตาแหน่ งทีรังสี ่ ่ ไปตกกระทบกระจก5. จุดตัดกันของรังสี ทลากจาก ี่ รังสี สะท้ อน คือตาแหน่ งทีเ่ กิดภาพ 59
  60. 60. Q r B i=r i a = a h P a a P S A S tan a = hStan a = h S S=S 60
  61. 61. Q r B i h a a P S A S P 61
  62. 62. สรุป ขนาดของภาพทีได้ จากการวางวัตถุ ่ไว้ หน้ าผิวสะท้ อนราบใด ๆ จะเท่ ากับขนาดของวัตถุ และระยะภาพเท่ ากับระยะวัตถุเสมอ 62
  63. 63. ตัวอย่ างให้ เขียนภาพทีเ่ กิดขึนในแบบต่ างๆ ้ 1. 63
  64. 64. ตัวอย่ างให้ เขียนภาพทีเ่ กิดขึนในแบบต่ างๆ ้ 2. 64
  65. 65. ตัวอย่ างให้ เขียนภาพทีเ่ กิดขึนในแบบต่ างๆ ้ 3. 65
  66. 66. ตัวอย่ างให้ เขียนภาพทีเ่ กิดขึนในแบบต่ างๆ ้ 4. 66
  67. 67. ตัวอย่ างให้ เขียนภาพทีเ่ กิดขึนในแบบต่ างๆ ้ 5. 67
  68. 68. สรุป ภาพของวัตถุในกระจกเงาราบนั้น เป็ นภาพทีเ่ กิดจากรังสี สะท้ อนมาเข้ า ตาโดยเสมือนว่ า รังสี น้ันมาจากภาพ ซึ่งอยู่ด้านหลังของกระจก และถ้ านา ฉากไปวาง ณ ตาแหน่ งนั้นจะไม่ มีภาพ ปรากฏบนฉาก ภาพที่เกิดขึนในลักษณะ ้ เช่ นนีเ้ รียกว่ าภาพเสมือน 68
  69. 69. B B QE F PA A S S 69
  70. 70. B B QE O F S S 70
  71. 71. E O F P AA S S 71
  72. 72. B QE 1 PQ  AB 2 PA S S 72
  73. 73. ตัวอย่ าง 8 ชายคนหนึ่งสู ง 170 cm ยืนอยู่หน้ ากระจกทีต้งในแนวดิง โดยตาอยู่สูง ่ ั ่จากพืน 160 cm เขาเห็นภาพเต็มตัวพอดี ้ก. กระจกต้ องมีความสู งอย่ างน้ อยเท่ าใดข. ขอบกระจกล่ างอยู่สูงจากพืนเท่ าใด ้ค. ขอบกระจกบนอยู่สูงจากพืนเท่ าใด ้ 73
  74. 74. ตัวอย่ าง 9 ตั้งกระจกแนวดิง ดูต้นไม้ ซึ่ง ่ห่ างจากกระจก 10 m จะเห็นต้ นไม้ ท้งต้ นัถ้ ากระจกสู ง 5 cm ต้ นไม้ จะสู งเท่ าใด 30cm 74
  75. 75. 1.ชายคนหนึ่งยืนหน้ ากระจกเงาราบโดยห่ างจากกระจกเป็ นระยะ x เมตร ถ้ าเขาถอยออกห่ างจากตาแหน่ งเดิม y เมตร (y < x ) ภาพของชายคนนั้นจะอยู่ห่างจากตาแหน่ งทีเ่ กิดภาพเดิมเท่ าใด และถ้ าชายคนนียนที่เดิมแต่ ้ืเลือนกระจกห่ างออกไปจากตาแหน่ งเดิม y ่เมตร ภาพของชายคนนั้นจะอยู่ห่างจากตาแหน่ งเดิมเท่ าใด 75
  76. 76. 2.ชายคนหนึ่งวิงเข้ าหากระจกราบใน ่แนวตั้งฉากกับผิวกระจก เขาเห็นภาพของเขาวิงเข้ าหาเขาด้ วยความเร็ว x ่เมตร/วินาที เขาวิงด้ วยความเร็วเท่ าไร ่ในหน่ วย เมตร/วินาที 76
  77. 77. 3.ในการเลือนกระจกหนีคนด้ วยความ ่เร็ว 2 เมตร/วินาที ในเวลา 2 วินาทีภาพในกระจกจะเคลือนที่ได้ ระยะทาง ่เท่ าใด 77
  78. 78. 4.ชายคนหนึ่งยืนบนยอดเขาสู ง 10 mห่ างจากฝั่ง 20 m สามารถมองเห็นยอดเขาฝั่งตรงข้ ามทีสะท้ อนจากผิวนาได้ ่ ้พอดีถ้ายอดเขาฝั่งตรงข้ ามห่ างจุดสะท้ อนในแนวราบเป็ นระยะทาง4000 m ยอดเขาฝั่งตรงข้ ามจะสู งเท่ าใด 78
  79. 79. ถ้ าแสงตกกระทบกระจกราบทามุมqเส้ นปกติ ถ้ าเบนกระจกไปจากเดิม a แสงสะท้ อนจะเบนไปจากเดิมเท่ าไร N1 N 2 A C1 a C2 ? q q a B 79
  80. 80. กระจกเงา 2 บานวางทามุมกัน 60 0 นาวัตถุมาวางระหว่ างกระจกทั้งสองนั้นถ้ ามองภาพของวัตถุผ่านกระจกบานใดบานหนึ่งจะเห็นภาพกีภาพ ่ 80
  81. 81. กระจกโค้ งR 81
  82. 82. R R C O C O จุด C คือจุดศูนย์ กลางของทรงกลม ซึ่งเป็ นศูนย์ กลางความโค้ งของกระจกด้ วยรัศมีของทรงกลม R เรียกว่ ารัศมีความโค้ งของกระจก เส้ นทีลากผ่ านจุด C ไปหา ่กระจก ณ ตาแหน่ ง O ทีเ่ ป็ นจุดใจกลางบนผิวโค้ ง เรียกว่ า เส้ นแกนมุขสาคัญ 82
  83. 83. R R C O C O และจุดใจกลางบนผิวกระจกโค้ งเรียกว่ าจุดยอด ถ้ าผิวโค้ งเว้ าเป็ นผิวสะท้ อนแสงจะเรียกว่ า กระจกเว้ า ถ้ าผิวโค้ งนูนเป็ นผิวสะท้ อนแสงจะเรียกว่ ากระจกนูน 83
  84. 84. การเขียนรังสี ตกกระทบ และรังสี สะท้ อน C O1.เมื่อมีรังสี มาตกกระทบทีผวโค้ งเส้ น ่ ิแนวฉากจะต้ องมีทศตั้งฉากกับผิวของ ิกระจกทีจุดนั้น ่ 84
  85. 85. การเขียนรังสี ตกกระทบ และรังสี สะท้ อน F C O2.เมื่อให้ รังสี ตกกระทบขนานกับเส้ นแกนมุขสาคัญของกระจกเว้ า รังสี สะท้ อนจะมาตัดกันทีจุด ๆ หนึ่ง ซึ่งอยู่หน้ ากระจก ่และอยู่บนเส้ นแกนมุขสาคัญ ห่ างจากจุด 85
  86. 86. การเขียนรังสี ตกกระทบ และรังสี สะท้ อน R F f C O 2ห่ างจากจุดยอดของกระจกเท่ ากับครึ่งหนึ่งของรัศมีความโค้ งของกระจก จุดนี้เรียกว่ า จุดโฟกัส และระยะทางจากจุดยอดถึงจุดโฟกัส เรียกว่ า ความยาวโฟกัส 86
  87. 87. การเขียนรังสี ตกกระทบ และรังสี สะท้ อน C O ในทานองเดียวกัน ถ้ าวางแหล่ งกาเนิดแสงไว้ ทจุดโฟกัส รังสี สะท้ อนออกจาก ี่กระจกเว้ าจะเป็ นลาแสงขนาน 87
  88. 88. การเขียนรังสี ตกกระทบ และรังสี สะท้ อน C O ในกรณีของกระจกนูน รังสี ตกกระทบของแสงขนานกับแกนมุขสาคัญ รังสีสะท้ อนจะเบนออกตามกฎการสะท้ อน 88
  89. 89. การเขียนรังสี ตกกระทบ และรังสี สะท้ อน C O ถ้ าต่ อแนวรังสี สะท้ อนย้ อนกลับไปพบกัน จะได้ จุดตัดกันของรังสี ทจุดเสมือน ี่จุดโฟกัส หลังกระจก บนแกนมุขสาคัญ 89
  90. 90. ในกรณีทลาแสงขนานกัน แต่ ไม่ ขนาน ี่กับเส้ นแกนมุขสาคัญ ลาแสงจะไปตัดกันทีจุด ๆ หนึ่ง บนระนาบของจุดโฟกัส ่ O 90
  91. 91. การหาตาแหน่ งภาพของวัตถุ ทีวางหน้ ากระจกเว้ า ่กรณีทวตถุเป็ นจุดวางอยู่บนแกนมุขสาคัญ ี่ ั1. s > 2f C F O 2f > s’ > f 91
  92. 92. การหาตาแหน่ งภาพของวัตถุ ทีวางหน้ ากระจกเว้ า ่กรณีทวตถุเป็ นจุดวางอยู่บนแกนมุขสาคัญ ี่ ั2. s = 2f C F O s’ = 2f 92
  93. 93. การหาตาแหน่ งภาพของวัตถุ ทีวางหน้ ากระจกเว้ า ่กรณีทวตถุเป็ นจุดวางอยู่บนแกนมุขสาคัญ ี่ ั3. 2f > s > f C F O s’ > 2f 93
  94. 94. การหาตาแหน่ งภาพของวัตถุ ทีวางหน้ ากระจกเว้ า ่กรณีทวตถุเป็ นจุดวางอยู่บนแกนมุขสาคัญ ี่ ั4. s = f C F O s’ =  94
  95. 95. การหาตาแหน่ งภาพของวัตถุ ทีวางหน้ ากระจกเว้ า ่กรณีทวตถุเป็ นจุดวางอยู่บนแกนมุขสาคัญ ี่ ั5. s < f C F O 95
  96. 96. การหาตาแหน่ งภาพของวัตถุ ทีวางหน้ ากระจกนูน ่กรณีทวตถุเป็ นจุดวางอยู่บนแกนมุขสาคัญ ี่ ั1. s > 2f C F O F C 2f > s’ > f 96
  97. 97. การหาตาแหน่ งภาพของวัตถุ ทีวางหน้ ากระจกนูน ่กรณีทวตถุเป็ นจุดวางอยู่บนแกนมุขสาคัญ ี่ ั2. s = 2f C F O F C 2f > s’ > f 97
  98. 98. การหาตาแหน่ งภาพของวัตถุ ทีวางหน้ ากระจกนูน ่กรณีทวตถุเป็ นจุดวางอยู่บนแกนมุขสาคัญ ี่ ั3. 2f > s > f C F O F C 2f > s’ > f 98
  99. 99. การหาตาแหน่ งภาพของวัตถุ ทีวางหน้ ากระจกนูน ่กรณีทวตถุเป็ นจุดวางอยู่บนแกนมุขสาคัญ ี่ ั4. s = f C F O F C 2f > s’ > f 99
  100. 100. การหาตาแหน่ งภาพของวัตถุ ทีวางหน้ ากระจกนูน ่กรณีทวตถุเป็ นจุดวางอยู่บนแกนมุขสาคัญ ี่ ั5. s < f C F O F C 100
  101. 101. การหาตาแหน่ งภาพของวัตถุ ทีวางหน้ ากระจกเว้ า ่1. s > 2f C F O 2f > s’ > f 101
  102. 102. การหาตาแหน่ งภาพของวัตถุ ทีวางหน้ ากระจกเว้ า ่2. s = 2f C F O s’ = 2f 102
  103. 103. การหาตาแหน่ งภาพของวัตถุ ทีวางหน้ ากระจกเว้ า ่3. 2f > s > f C F O s’ > 2f 103
  104. 104. การหาตาแหน่ งภาพของวัตถุ ทีวางหน้ ากระจกเว้ า ่4. s = f C F O s’ =  104
  105. 105. การหาตาแหน่ งภาพของวัตถุ ทีวางหน้ ากระจกเว้ า ่5. s < f C F O F C 105
  106. 106. การหาตาแหน่ งภาพของวัตถุ ทีวางหน้ ากระจกนูน ่1. s > 2f C F O F C 106
  107. 107. การหาตาแหน่ งภาพของวัตถุ ทีวางหน้ ากระจกนูน ่2. s = 2f C F O F C 107
  108. 108. การหาตาแหน่ งภาพของวัตถุ ทีวางหน้ ากระจกนูน ่3. 2f > s > f C F O F C 108
  109. 109. การหาตาแหน่ งภาพของวัตถุ ทีวางหน้ ากระจกนูน ่4. s = f C F O F C 109
  110. 110. การหาตาแหน่ งภาพของวัตถุ ทีวางหน้ ากระจกนูน ่5. s < f C F O F C 110
  111. 111. C F O 111
  112. 112. 1.ชายคนหนึ่งยืนหน้ ากระจกเงาราบโดยห่ างจากกระจกเป็ นระยะ x เมตร ถ้ าเขาถอยออกห่ างจากตาแหน่ งเดิม y เมตร (y < x ) ภาพของชายคนนั้นจะอยู่ห่างจากตาแหน่ งทีเ่ กิดภาพเดิมเท่ าใด และถ้ าชายคนนียนที่เดิมแต่ ้ืเลือนกระจกห่ างออกไปจากตาแหน่ งเดิม y ่เมตร ภาพของชายคนนั้นจะอยู่ห่างจากตาแหน่ งเดิมเท่ าใด 112
  113. 113. 2.ชายคนหนึ่งวิงเข้ าหากระจกราบใน ่แนวตั้งฉากกับผิวกระจก เขาเห็นภาพของเขาวิงเข้ าหาเขาด้ วยความเร็ว x ่เมตร/วินาที เขาวิงด้ วยความเร็วเท่ าไร ่ในหน่ วย เมตร/วินาที 113
  114. 114. 3.ในการเลือนกระจกหนีคนด้ วยความ ่เร็ว 2 เมตร/วินาที ในเวลา 2 วินาทีภาพในกระจกจะเคลือนที่ได้ ระยะทาง ่เท่ าใด 114
  115. 115. 4.ชายคนหนึ่งยืนบนยอดเขาสู ง 10 mห่ างจากฝั่ง 20 m สามารถมองเห็นยอดเขาฝั่งตรงข้ ามทีสะท้ อนจากผิวนาได้ ่ ้พอดีถ้ายอดเขาฝั่งตรงข้ ามห่ างจุดสะท้ อนในแนวราบเป็ นระยะทาง4000 m ยอดเขาฝั่งตรงข้ ามจะสู งเท่ าใด 115
  116. 116. ถ้ าแสงตกกระทบกระจกราบทามุมqเส้ นปกติ ถ้ าเบนกระจกไปจากเดิม a แสงสะท้ อนจะเบนไปจากเดิมเท่ าไร N1 N 2 A C1 a C2 ? q q a B 116
  117. 117. กระจกเงา 2 บานวางทามุมกัน 60 0 นาวัตถุมาวางระหว่ างกระจกทั้งสองนั้นถ้ ามองภาพของวัตถุผ่านกระจกบานใดบานหนึ่งจะเห็นภาพกีภาพ ่ 117
  118. 118. ตัวอย่ าง 10 เมือนาวัตถุสูง 5 cm วาง ่หน้ ากระจกเว้ าความยาวโฟกัส 10 cmห่ างจากกระจก 15 cm จงหาตาแหน่ งความสู งและชนิดของภาพ 118
  119. 119. ตัวอย่ าง 11 เมือนาวัตถุสูง 5 cm วาง ่หน้ ากระจกนูนความยาวโฟกัส 10 cmจงหาตาแหน่ ง ความสู งและชนิดของภาพ เมื่อ1. วางวัตถุห่างกระจก 5 cm2. วางวัตถุห่างกระจก 20 cm 119
  120. 120. 5. วางวัตถุอนหนึ่งหน้ ากระจกโค้ ง ัซึ่งมีความยาวโฟกัส 20 cm ปรากฏว่ าได้ ภาพเสมือน โดยมีกาลังขยาย 0.1ระยะวัตถุจะเป็ นเท่ าใด 120
  121. 121. 6. ถ้ าอยากเห็นหน้ าของตัวเองในกระจกห่ างจากกระจก 12 cm ให้ ขยายขึนเป็ น ้2 เท่ า จะต้ องใช้ กระจกชนิดใดความยาวโฟกัสเท่ าใด 121
  122. 122. 7. จงหารัศมีความโค้ งของกระจกนูนซึ่งทาให้ เกิดภาพทีมีขนาดเป็ น 1/5 ของ ่วัตถุ เมือวัตถุอยู่ห่างจากกระจก 15 cm ่ 122
  123. 123. 8. ดินสอยาว 30 cm วางไว้ ตามแนวแกนหน้ ากระจกเว้ าซึ่งมีรัศมีความโค้ ง 60 cmโดยให้ ปลายใกล้ อยู่ทจุดศูนย์ กลางของ ี่ความโค้ งของกระจก ภาพที่เกิดจะมีความยาวเท่ าใด 123
  124. 124. เมื่อแสงผ่ านผิวรอยต่ อระหว่ างอากาศกับแท่ งพลาสติก หรือระหว่ างพลาสติกกับอากาศ แสงจะเบนออกจากแนวเดิมเรียกปรากฎการณ์ นีว่า การหักเหแสง ้ q1 q2 q3 q4 124
  125. 125. ดังนั้นจึงสรุปได้ ว่า แสงจะมีการหักเหเมื่อแสงเคลือนที่จากตัวกลางหนึ่งไปยัง ่อีกตัวกลางหนึ่ง และในขณะเดียวกันก็มีการสะท้ อนของแสงทีผวรอยต่ อด้ วย ่ ิ 125
  126. 126. สาหรับมุมตกกระทบค่ าหนึ่ง อัตราส่ วนระหว่ างไซน์ ของมุมตกกระทบกับไซน์ ของมุมหักเหมีค่าคงตัว ความสั ม-พันธ์ นีเ้ รียกว่ า กฎของสเนลล์1 q1 sin q12 n q2 sin q 2 126
  127. 127. ค่ าคงตัวนีเ้ รียกว่ า ดรรชนีหักเหของวัตถุ หรืออาจเรียกว่ า ดรรชนีหักเหของวัตถุเทียบกับตัวกลางแรก 1 q1 sin q1 2 n q2 sin q 2 127
  128. 128. โดยทัวไปนิยมกาหนดดรรชนีหักเห ่ของวัตถุ หรือตัวกลางต่ าง ๆ เทียบกับสุ ญญากาศ เช่ นอากาศมีค่าดรรชนีหักเหของอากาศเทียบกับสุ ญญากาศประมาณ1.0003 128
  129. 129. สรุปกฎการหักเหของแสง1. รังสี ตกกระทบ รังสี หักเห และเส้ นแนวฉาก อยู่บนระนาบเดียวกันเสมอ2. สาหรับตัวกลางคู่หนึ่ง อัตราส่ วนระหว่ างไซน์ ของมุมตกกระทบในตัวกลางหนึ่งกับไซน์ ของมุมหักเหในอีกตัวกลางหนึ่งมีค่าคงตัวเสมอ 129
  130. 130. ดรรชนีหักเหของตัวกลางคือ อัตราส่ วนระหว่ างความเร็วแสงในสุ ญญากาศต่ อความเร็วแสงในตัวกลางนั้น c n= v n2 = sin q 1 = v1 = l1 1 n2 = n sinq 2 v2 l2 1 130
  131. 131. -เมื่อแสงเดินทางจากตัวกลางหนึ่งไปยังอีกตัวกลางหนึ่ง ปริมาณใดทีไม่ เปลียน ่ ่แปลง-ให้ แสงเคลือนทีผ่านตัวกลาง อากาศ นา ่ ่ ้และแก้ ว ในตัวกลางคู่ใดทีจะทาให้ เกิด ่มุมวิกฤติมค่าน้ อยทีสุด ี ่ 131
  132. 132. -จงเปรียบเทียบดัชนีหักเหของตัวกลาง 1 2 3 132
  133. 133. ตัวอย่ าง 1 แสงเคลือนทีจากแท่ งแก้ วไป ่ ่สู่ อากาศมีมุมตกกระทบกับผิวรอยต่ อเป็ น 30 0 ปรากฏว่ าแสงหักเหออกมาทามุม 45 0 จงหาดรรชนีหักเหของแท่ งแก้ วนี้ 133
  134. 134. ตัวอย่ าง 2 แสงเดินทางจากตัวกลาง Aไปยังตัวกลาง B โดยมีมุมตกกระทบ 37 0และมุมหักเห 53 0 จงหาดัชนีหักเหของตัวกลาง A เทียบกับ B 134
  135. 135. ตัวอย่ าง 3 ให้ รังสี ของแสงทามุมตกกระทบ 60 0 กับแท่ งแก้ ว ซึ่งมีดชนีหักเห ัเป็ น 3 รังสี หักเหจะทามุมกับผิวแก้ วเท่ าไร 135
  136. 136. ตัวอย่ าง 4 เมื่อให้ แสงเดินทางจากนาไป ้สู่ แก้ วโดยมีมุมตกกระทบ 30 0 จงหามุมหักเหในแก้ ว 136
  137. 137. ตัวอย่ าง 5 แสงความยาวคลืน 589 นาโน ่เมตร เดินทางจากสุ ญญากาศเข้ าสู่ ซิลกา ิด้ วยความเร็ว 2.06 m/s ดรรชนีหักเหของซิลกาเป็ นเท่ าใด ิ 137
  138. 138. ตัวอย่ าง 6 ตัวกลางทีมีดชนีหักเหของแสง ่ ัเท่ ากับ n2 และ n3 วางซ้ อนกันอยู่บนพืน ้ห้ อง เมือฉายไฟเข้ าสู่ ตวกลางทีมดชนี ่ ั ่ ี ัหักเห n2 แสงจะเดินทางหักเหดังรู ปจงหา n3 0 453n 300 n2 600 138
  139. 139. ตัวอย่ าง 7 แท่ งแก้ วหนา 0.6 cm มีดชนี ัหักเห 1.55 cm จงหาเวลาที่แสงเดินทางผ่ านแท่ งแก้ วนี้ 139
  140. 140. การสะท้ อนกลับหมด 140
  141. 141. การสะท้ อนกลับหมด เรียกมุมตกกระทบทีทาให้ รังสี หักเห ่ขนานไปกับผิวรอยต่ อว่ า มุมวิกฤต qCและถ้ ามุมตกกระทบโตกว่ ามุมวิกฤตจะไม่ มีรังสี หักเหออกมาแต่ จะมีเฉพาะรังสีสะท้ อนเท่ านั้น ปรากฏการณ์ นีเ้ รียกว่ าการสะท้ อนกลับหมด 141
  142. 142. ตัวอย่ าง 8 เพชรเทียมมีดชนีหักเหเป็ น ั2.0 มุมวิกฤต หรือมุมตกกระทบในเพชรต้ องเป็ นเท่ าใดจึงจะเกิดการสะท้ อนกลับหมด 142
  143. 143. ตัวอย่ าง 9 ถ้ ามุมวิกฤตของเพชรเท่ ากับsin -1 0.413 แสงจะเดินทางในเพชรด้ วยความเร็วเท่ าใด 143
  144. 144. ตัวอย่ าง 10 เมือแสงผ่ านจากวัตถุหนึ่ง ่ไปยังนาซึ่งมีดชนีหักเห 4/3 ปรากฏว่ า ้ ัเกิดมุมวิกฤต 30 0 ค่ าดัชนีหักเหของวัตถุนีเ้ ป็ นเท่ าไร 144
  145. 145. ความลึกจริงลึกปรากฎn2 = ลึกปรากฎ cosq 1n1 ลึกจริง cosq 2 q2 ลึกปรากฎ q1 ลึกจริง 145
  146. 146. ความลึกจริงลึกปรากฎn2 = ลึกปรากฎn1 ลึกจริง ลึกปรากฎ ลึกจริง 146
  147. 147. ตัวอย่ าง 11 ปลาอยู่ในนาทีระดับความลึก ้ ่จากผิวนา 2m ความลึกปรากฎของปลา ้เป็ นเท่ าใด เมือผู้สังเกตมองปลาในแนวดิง ่ ่ตรงตัวปลา กาหนดให้ ดรรชนีหักเหของนาเป็ น 4/3 ้ 147
  148. 148. ตัวอย่ าง 12 สะพานข้ ามคลองสู งจากผิวนา 3 m ชายคนหนึ่งดานาอยู่ใต้ สะพาน ้ ้ในแนวดิง เขาจะเห็นสะพานอยู่สูงจาก ่ผิวนาเท่ าใด ้ 148
  149. 149. ตัวอย่ าง 13 แท่ งแก้ วแท่ งหนึ่งหนา dวางทับตัวหนังสื อ เมื่อมองตรง ๆ จะเห็นตัวหนังสื อลอยขึนมาเท่ าใด ้ 149
  150. 150. ตัวอย่ าง 14 ปลามองเห็นนกเกาะบนกิงไม้ ่สู ง10 m ขณะทีปลาอยู่ลกจากผิวนา 3 m ่ ึ ้ถ้ าดัชนีหักเหของนาเป็ น 4/3 ปลาและนก ้จะอยู่ห่างกันเท่ าไร 150
  151. 151. ตัวอย่ าง 15 จากรู ป จงหา air 300 370 1 2 450 air q 1.มุม q เป็ นเท่ าไร 2. ดัชนีหักเหในตัวกลางที่ 1 3. 1n2 มีค่าเท่ าไร 151
  152. 152. ตัวอย่ าง 16 จากรู ป มองเหรียญทีอยู่ใน ่แก้ วทีมีนาและนาแข็งซึ่งมีดชนีหักเห ่ ้ ้ ั1.33 และ 1.31 ตามลาดับ จะรู้ สึกว่ าเหรียญอยู่ห่างจากผิวบนของนาแข็ง ้เท่ าไร 3.45 นา ้ นาแข็ง ้ 6.65 152
  153. 153. ตัวอย่ าง 17 แท่ งแก้ วหนา 9 cm อยู่ใต้ ผว ินาโดยผิวบนลึก 10 cm แท่ งแก้ วทับวัตถุ ้บาง ๆ อยู่ เมือมองดูจะเห็นวัตถุบาง ๆ ่แผ่ นนั้นอยู่สูงจากเดิมเท่ าไร กาหนดให้ ดรรชนีหักเหของแก้ ว และนาเป็ น 3/2 และ 4/2 ตามลาดับ ้ 153
  154. 154. ตัวอย่ าง 20 เมือมองดูปลาในบ่ อ โดย ่มองตรงตั้งฉากกับผิวนาเห็นปลาว่ ายนา ้ ้ขึนมาตรง ๆ ด้ วยอัตราเร็ว x m/s ถ้ าดัชนี ้หักเหของนา n ปลาจะว่ ายนาขึนมาด้ วย ้ ้ ้อัตราเร็วจริงเท่ าใด 154
  155. 155. การหักเหของแสงที่ผวโค้ งของเลนส์ ิ 155
  156. 156. เมื่อให้ แสงเคลือนทีผ่านเลนส์ จะมี ่ ่การหักเห เมื่อแสงเคลือนที่ผ่านผิวรอย ่ต่ อเข้ าไปในเลนส์ และจะหักเหอีกครั้งเมือแสงเคลือนทีออกจากเลนส์ สู่ อากาศ ่ ่ ่ 156
  157. 157. เมือให้ แสงขนาผ่ านเลนส์ นูนรังสี ่หักเหจะไปตัดกันจริงทีจุด ๆ หนึ่ง บน ่เส้ นแกนมุขสาคัญ เรียกจุดนีว่าจุดโฟกัส ้ซึ่งเป็ นตาแหน่ งทีเ่ กิดภาพของวัตถุที่อยู่ไกลจากเลนส์ มาก F 157
  158. 158. และเมื่อให้ แสงขนาผ่ านเลนส์ เว้ ารังสีหักเหจะถ่ างออก และเมื่อต่ อแนวรังสีหักเหผ่ านเลนส์ เว้ า จะมาตัดกันทีจุดหนึ่ง ่บนเส้ นแกนมุขสาคัญ ซึ่งเป็ นจุดโฟกัสของเลนส์ เว้ า F 158
  159. 159. การหาตาแหน่ งของภาพทีเ่ กิดจากเลนส์1. ลากรังสี ตกกระทบขนานกับเส้ นแกนมุขสาคัญ เมือหักเหผ่ านเลนส์ แสงจะ ่ผ่ านจุดโฟกัสของเลนส์ R F O F R 159
  160. 160. การหาตาแหน่ งของภาพทีเ่ กิดจากเลนส์2. ลากรังสี ตกกระทบให้ ผ่านศูนย์ กลางเลนส์ และเมื่อผ่ านเลนส์ แล้ วรังสี หักเหจะออกไปในแนวเดิม R F O F R 160
  161. 161. การหาตาแหน่ งของภาพทีเ่ กิดจากเลนส์3. เมื่อลากให้ รังสี ตกกระทบผ่ านระยะโฟกัส เมื่อผ่ านเลนส์ แล้ วรังสี หักเหจะขนานกับเส้ นแกนมุขสาคัญ R F O F R 161
  162. 162. การหาตาแหน่ งของภาพทีเ่ กิดจากเลนส์1. ลากรังสี ตกกระทบขนานกับเส้ นแกนมุขสาคัญ เมือหักเหผ่ านเลนส์ แสงเบน ่ออก และลากเส้ นต่ อแนวรังสี ผ่านจุดโฟกัส R F O F R 162
  163. 163. การหาตาแหน่ งของภาพทีเ่ กิดจากเลนส์2. ลากรังสี ตกกระทบให้ ผ่านศูนย์ กลางเลนส์ และเมื่อผ่ านเลนส์ แล้ วรังสี หักเหจะออกไปในแนวเดิม R F O F R 163
  164. 164. การหาตาแหน่ งของภาพทีเ่ กิดจากเลนส์3. เมื่อลากให้ รังสี ตกกระทบผ่ านระยะโฟกัส เมื่อผ่ านเลนส์ แล้ วรังสี หักเหจะขนานกับเส้ นแกนมุขสาคัญ R F O F R น ว 164
  165. 165. จากการหาตาแหน่ งภาพทีเ่ กิดขึน ้ภาพทีเ่ กิดขึนด้ านหลังเลนส์ เป็ นภาพที่ ้เกิดจากรังสี หักเหมาตัดกันจริง และภาพทีเ่ กิดขึนทีตาแหน่ งนีเ้ รียกว่ า ภาพจริง ้ ่ส่ วนภาพทีเ่ กิดด้ านหน้ าเลนส์ เป็ นภาพที่เกิดจากรังสี หักเหเสมือนมาตัดกัน เรียกภาพทีเ่ กิด ณ ตาแหน่ งนีว่าภาพเสมือน ้ 165
  166. 166. การคานวณเรื่องเลนส์ความยาวโฟกัสของเลนส์ นูนเป็ น +ความยาวโฟกัสของเลนส์ เว้ าเป็ น -ระยะวัตถุหน้ าเลนส์ เป็ น +ระยะวัตถุหลังเลนส์ เป็ น -ระยะภาพหน้ าเลนส์ เป็ น -ระยะภาพหลังเลนส์ เป็ น + 166
  167. 167. ตัวอย่ าง 21 วัตถุอนหนึ่งตั้งอยู่หน้ าเลนส์ ันูนความยาวโฟกัส 10 cm ห่ างจากเลนส์60 cm จงหาระยะภาพของวัตถุชิ้นนี้ตัวอย่ าง 22 จากข้ อ 21 จงคานวณหาอัตราเร็วของภาพทีเ่ คลือนที่จากเดิม ่เมือเลือนวัตถุเข้ าหาเลนส์ จนห่ างจาก ่ ่เลนส์ เป็ นระยะ 30 cm ในเวลา 10 s 167
  168. 168. ตัวอย่ าง 23 เลนส์ เว้ าความยาวโฟกัส10 cm เมือนาวัตถุสูง 5 cm วางหน้ า ่เลนส์ ห่างจากเลนส์ 20 cm จงหาตาแหน่ ง ขนาด และชนิดของภาพทีเ่ กิดจากเลนส์ เว้ า 168
  169. 169. ตัวอย่ าง 24 วางวัตถุห่างจากเลนส์ Aเป็ นระยะ 20 cm ได้ ภาพขยายขนาดใหญ่ กว่ าวัตถุ 4 เท่ า เลนส์ A ควรเป็ นเลนส์ ชนิดใด และมีความยาวโฟกัสเท่ าใด 169
  170. 170. 170
  171. 171. ตัวอย่ าง 25 เลนส์ นูน A และ B มีความยาวโฟกัส 10 และ 15 cm วางห่ างกัน 30 cm ถ้ านาวัตถุวางไว้ หน้ าเลนส์นูน A ห่ างเลนส์ 20 cm จงหาตาแหน่ งของภาพสุ ดท้ าย 171
  172. 172. ตัวอย่ าง 26 วัตถุอยู่ทางซ้ ายมือของเลนส์ นูน ความยาวโฟกัส 5 cm เป็ นระยะทาง 10 cm และมีเลนส์ เว้ าความยาวโฟกัส 10 cm อยู่ทางขวามือของเลนส์ นูนเป็ นระยะทาง 5 cmภาพสุ ดท้ ายจะเป็ นอย่ างไร 172
  173. 173. ตัวอย่ าง 27 กระจกเว้ าและกระจกนูนมีความยาวโฟกัส 10 cm เท่ ากัน วางหันด้ านสะท้ อนเข้ าหากัน และห่ างกัน 40cmนาวัตถุสูง 2 cm วางไว้ ระหว่ างกระจกทั้ง 2 ห่ างจากกระจกเว้ า 15 cm ถ้ าให้ แสงสะท้ อนทีกระจกเว้ าก่ อน ภาพทีสะท้ อน ่ ่ครั้งที่ 2 จะมีลกษณะอย่ างไร ั 173
  174. 174. ตัวอย่ าง 28 เลนส์ นูนความยาวโฟกัส 30cm อยู่ห่างจากกระจกเว้ ารัศมีความโค้ ง20 cm เป็ นระยะ 80 cm ถ้ าวางวัตถุหน้ าเลนส์ นูนเป็ นระยะ 60 cm ภาพสุ ดท้ ายอยู่ห่างจากวัตถุเท่ าใด 174
  175. 175. การทาให้ เกิดภาพซ้ อนที่ตาแหน่ งเดิม F1 175
  176. 176. การทาให้ เกิดภาพซ้ อนที่ตาแหน่ งเดิม F1 C 176
  177. 177. การทาให้ เกิดภาพซ้ อนที่ตาแหน่ งเดิมO 177
  178. 178. การทาให้ เกิดภาพซ้ อนที่ตาแหน่ งเดิมO C 178
  179. 179. การทาให้ เกิดภาพซ้ อนที่ตาแหน่ งเดิมO 179
  180. 180. ตัวอย่ าง 25 วางวัตถุห่างจากเลนส์ นูนความยาวโฟกัส 10 cm เป็ นระยะ 30 cmและถ้ าวางกระจกเว้ าห่ างจากเลนส์ นูน35 cm คนละด้ านกับวัตถุจะเกิดภาพจริงทีเ่ ดียวกับวัตถุ รัศมีความโค้ งของกระจกเว้ ามีค่าเท่ าใด 180
  181. 181. ตัวอย่ าง 26 วางเลนส์ เว้ าไว้ หน้ ากระจกเว้ าซึ่งมีความยาวโฟกัส 20 cm โดยวางห่ างกัน 25 cm ถ้ าตั้งวัตถุไว้ หน้ าเลนส์เว้ าห่ าง 60 cm จากเลนส์ ปรากฏว่ าภาพทีเ่ กิดอยู่ทเี่ ดียวกับวัตถุพอดี จงหาความยาวโฟกัสของเลนส์ เว้ า 181
  182. 182. ทัศนอุปกรณ์เครื่องฉายภาพนิ่ง กล้ องถ่ ายรู ป กล้ องจุลทรรศน์กล้ องโทรทัรรศน์ 182
  183. 183. ความสว่ าง เรียกปริมาณพลังงานแสงทีส่องออก ่จากแหล่ งกาเนิดแสงใด ๆ ต่ อหนึ่งหน่ วยเวลา หรืออัตราการให้ พลังงานแสงของแหล่ งกาเนิดแสงมีหน่ วยการวัดเป็ นลูเมน (lumen) lx 183
  184. 184. ถ้ าพิจารณาพืนทีใด ๆ ทีรับแสง ความ ้ ่ ่สว่ างบนพืนทีน้ันหาได้ จาก ้ ่ความสว่ าง = อัตราพลังงานแสงที่ตกบนพืน ้ พืนที่รับแสง ้ F E=A 184
  185. 185. ความสว่ าง = อัตราพลังงานแสงที่ตกบนพืน ้ พืนที่รับแสง ้ F E=A E คือความสว่ าง มีหน่ วยเป็ นลักซ์ lux 185
  186. 186. ตัวอย่ างที่ 27 ติดหลอดไฟฟาฟลูออเรส- ้เซนต์ 40 วัตต์ จานวน 3 หลอด โดยมีตัวสะท้ อนแสง ให้ พลังงานแสงทั้งหมดตกลงบนพืนโต๊ ะทีมีพนที่ 10 m ้ ่ ื้ 2 ให้ หาความสว่ างบนพืนโต๊ ะนี้ ้ 186
  187. 187. ตัวอย่ างที่ 28 ติดหลอดไฟฟาฟลูออเรส- ้เซนต์ 40 วัตต์ ทีมีอตราการให้ พลังงาน ่ ัแสง 2,700 ลูเมน ไว้ ในห้ องสี่ เหลียมทีมี ่ ่ขนาด 3x2x2 m ความสว่ างของห้ องนี้โดยเฉลียจะมีค่าเท่ าไร ถ้ าอัตราการให้ ่พลังงานแสงสู ญเสี ยไปเนื่องจากตัวสะท้ อนแสง 500 ลูเมน 187
  188. 188. การเกิดรุ้ง 188
  189. 189. การเกิดรุ้ง 189
  190. 190. การเกิดรุ้ง 190
  191. 191. การเกิดรุ้ง 191
  192. 192. ตา 192
  193. 193. ตา 193
  194. 194. ตา 194
  195. 195. การมองเห็นสีการมองเห็นสี ต่าง ๆ ได้ต้ องอาศัยการทาหน้ าที่ของ เรตินาเซลล์รูปแท่ ง จะไวต่ อแสงทีมความเข้ มน้ อย ่ ีเซลล์รูปกรวย จะไวต่ อแสงทีมความเข้ มน้ อย ่ ี 195
  196. 196. การมองเห็นสีเซลล์ รูปกรวยแบ่ งออกเป็ น 3 ชนิด 1. เซลล์ที่ไวต่ อแสงสี นาเงิน ้ 2. เซลล์ที่ไวต่ อแสงสี เขียว 3. เซลล์ที่ไวต่ อแสงสี แดง 196
  197. 197. การมองเห็นสีตาของคนบางคนอาจเห็นสี ไม่ ครบทุกสี ทั้งนีเ้ ซลล์ รูปกรวยชนิดใดชนิดหนึ่งทางานบกพร่ อง เช่ นถ้ าเซลล์ รูปกรวยไวต่ อแสงสี แดงบกพร่ องก็จะมองไม่เห็นสี แดง เราเรียกความผิดปกตินีว่า ้การบอดสี 197
  198. 198. สี 198
  199. 199. สี1.วัตถุโปร่ งใส หมายถึง วัตถุทให้ แสง ี่ผ่ านไปได้ เกือบทั้งหมดอย่ างเป็ นระเบียบเราจึงสามารถมองผ่ านวัตถุชนิดนีได้ ้ชัดเจน ตัวอย่ างเช่ น กระจกใส แก้ วใส 199
  200. 200. สี2. วัตถุโปร่ งแสง หมายถึง วัตถุทให้ แสง ี่ผ่ านไปได้ อย่ างไม่ เป็ นระเบียบ ดังนั้นเราจึงไม่ สามารถมองผ่ านวัตถุนีได้ ้ชัดเจน เช่ น นาขุ่น กระจกฝ้ า กระดาษไข ้ 200
  201. 201. สี3. วัตถุทบแสง หมายถึง วัตถุทไม่ ยอม ึ ี่ให้ แสงผ่ านเลย แสงทั้งหมดจะถูกดูดกลืนไว้ หรือสะท้ อนกลับ เราจึงไม่สามารถมองผ่ านวัตถุชนิดนีได้ เช่ น ้ไม้ ผนังตึก 201
  202. 202. สีในกรณีทแสงขาวตกกระทบวัตถุทบแสง ี่ ึวัตถุน้ันจะดูดกลืนแสงแต่ ละสี ทประกอบ ี่เป็ นแสงขาวนั้นไว้ ในปริมาณต่ าง ๆ กันแสงส่ วนทีเ่ หลือจากการดูดกลืนจะสะท้ อนกลับเข้ าตา ทาให้ เราเห็นวัตถุเป็ นสี เดียวกับแสงทีสะท้ อนเข้ าตามากทีสุด ่ ่ 202
  203. 203. สี ตามปกติวตถุมสารทีเ่ รียกว่ าสารสี ั ีซึ่งทาหน้ าทีดูดกลืนแสง วัตถุทมสีต่างกัน ่ ี่ ี จะมีสารสี ต่างกันการเห็นใบไม้ สีเขียวเพราะ ใบไม้ มคลอโรฟิ ลเป็ นสารทีดูดกลืน ี ่ แสงสี ม่วง และสี แดง 203
  204. 204. สี 204
  205. 205. สีสารสี ทไม่ อาจสร้ างขึนได้ จากการผสม ี่ ้ สารสี ต่าง ๆ เข้ าด้ วยกันมี 3 สี คือสี เหลือง สี แดงม่ วง และสี นาเงินเขียว ้ เรียกว่ าสารสี ปฐมภูมิ 205
  206. 206. สารสี 206
  207. 207. สารสี สีถ้ านาสารสี ปฐมภูมท้งสามมาผสมกัน ิ ัด้ วยปริมาณทีเ่ ท่ ากัน จะได้ สีผสมทีมี ่ คุณสมบัตดูดกลืนแสงสี ทุกสี ิ สารสี ทผสมนีคอสี ดา ี่ ้ื 207
  208. 208. แสงสี สี 208
  209. 209. แสงสี ถ้ าเรานาแสงสี แดง สี เขียว สี นาเงิน มาผสมกันบนฉากขาว ้ ในสั ดส่ วนทีเ่ ท่ า ๆ กัน จะให้ ผลเหมือน กับเราฉายแสงขาวลงไปบนฉากเราเรียกแสงสี ท้งสามนีว่าแสงสี ปฐมภูมิ ั ้ 209

×