Successfully reported this slideshow.
We use your LinkedIn profile and activity data to personalize ads and to show you more relevant ads. You can change your ad preferences anytime.

ศึกษาการพัฒนาภาวะผู้นำตามแนวพระพุทธศาสนา

15,207 views

Published on

ศึกษาการพัฒนาภาวะผู้นำตามแนวพระพุทธศาสนา

  1. 1. ๑ ศึกษาการพัฒนาภาวะผู้นําตามแนวพระพุทธศาสนา ผศ.ดร.จักรพรรณ วงศ์ พรพวัณ----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------ความนํา หากมี ใครสักคนมาพูดว่า คนนัน คนนี เกิ ดมาเพือเป็ นผูน ํา หรื อ มีภาวะผู ้นามาตังแต่เกิ ด ้ ํคําพูดเช่นนีถือว่าเป็ นการเข้าใจผิดอย่างสิ นเชิ ง เพราะความเป็ นจริ งแล้ว เรื องของการเป็ นผูนา หรื อ ้ ํภาวะผูนาทีเกิ ดขึนในตัวของคนๆ หนึงนัน ไม่ใช่ เป็ นเรื องทีจะสามารถเกิ ดขึนเองโดยธรรมชาติได้ ้ ํเลย การทีคนๆ หนึงจะเป็ นผูนาได้นน จะต้องเกิดจากการฝึ กฝน พัฒนา เรี ยนรู ้ และเลียนแบบทังจาก ้ ํ ัประสบการณ์ทงทางตรงและทางอ้อมทีสะสมมาในห้องเรี ยนนอกห้องเรี ยน และยิงไปกว่านัน ผูนา ั ้ ํนันก็ยงต้องตระหนักอยู่เสมอว่า ภาวะผูนา วุฒิ ความสามารถ ตลอดจนมุมมองของผูนานันยังเป็ น ั ้ ํ ้ ํสิ งทีสามารถล้าสมัยได้ ไม่มีผูนาคนใดทีจะสามารถนําได้ทุกสถานการณ์ เพราะความต้องการภาวะ ้ ํผูนาของแต่ละสถานการณ์ย่อมแตกต่างกัน ภาวะผูนาทีนําได้ดีในสถานการณ์หนึ งอาจจะใช้ไม่ได้ ้ ํ ้ ํในอีกหลายสถานการณ์ ฉะนัน การทีผูนาคนหนึ งๆ จะรั ก ษาภาวะความเป็ นผู้นาของตนเองได้ในระยะยาวนัน ก็ ้ ํ ํจะต้องได้รับการอบรมฝึ กฝนศึ กษาประเมิน และจําลองตนเองในสถานการณ์และสิ งแวดล้อมต่างๆรวมถึงสามารถปรับตัวและแนวคิดให้เ ข้ากับปั จจัยภายนอกภายในทีเปลียนไปได้อย่างทันท่ วงทีและทีสําคัญทีสุ ดคือ จะต้องยอมรับและรู ้ จกตนเองว่าสถานการณ์บางอย่างตนเองไม่มีคุณสมบัติ ัเพียงพอทีจะเข้าไปเป็ นผูนาได้ ้ ํ ในแง่ของการบริ หารทรัพยากรบุ คคล ผูนําก็ คือผู้ทีจะต้องพยายามทําให้ทุกคนในองค์กร ้เข้าใจและมุ่งมันต่ออุดมการณ์ขององค์ก ร รวมถึ งเป้ าหมายทางยุทธศาสตร์ ขององค์ก รเป็ นสําคัญทังนีและทังนัน ผูนาจะต้องทําให้ผูตามทุก คนมีค วามรู ้ สึกรับผิดชอบ แสดงความเป็ นเจ้าของและ ้ ํ ้ร่ วมหาทางแก้ไขปั ญหาต่างๆ ทีเกิ ดขึนกับงานทีตนควบคุมดูแ ลอยู่ นอกจากนี ผูน ํายังจะต้องสร้ าง ้แรงจูงใจในรู ปแบบทีเหมาะสมกับคนในองค์ ก รแต่ล ะคนและกระตุน ให้ค นเหล่ า นันสามารถ ้ดําเนินงานอย่างมีประสิ ทธิ ภาพสู งขึนและเกิ ดความสุ ขในการทํางาน ฉะนันจึงเป็ นประเด็นท้าทายสําหรับผูนาแต่ละคนว่าทําอย่างไรจึงจะสามารถสร้ างแรงจูงใจ แรงศรัทธา แรงมุ่งมัน ตลอดจนการ ้ ํอุทิศตนเพือการสนองงานให้กบองค์กรได้ ัความหมายของภาวะผู้นํา คําว่า “ภาวะผู้นํา” หมายถึง ความมีคุณธรรม มีคุณสมบัติในทางริ เริ มสร้ างสรรค์สิงใหม่ๆในการรวมเอากายรวมเอาใจของมวลชนหรื อประสานร้อยรวมเอาคนจํานวนมากให้เห็นดีเห็นชอบ  ป.ธ.๖,พธ.บ.,M.A. (Phil.),M.A. (Bud.),Ph.D. (Phil.) อาจารย์ประจําวิทยาลัยสงฆ์ เลย
  2. 2. ๒แล้วดําเนินไปสู่ เป้ าหมายทีดีงามอันเดียวกัน เป็ นผูคิดริ เริ มหรื อยืนยันสิ งทีเกิดขึนหรื อทีผ่านมาแล้ว ้ว่าเป็ นสิ งทีถูกต้อง ดีงาม พร้อมทังมีความเป็ นผูเ้ สี ยสละ กล้าคิด กล้าพูด กล้าทําในสิ งทีถูกต้องชอบธรรมก่อนบุคคลอืนๆ อีกนัยหนึง ภาวะผูนา หมายถึง คุณธรรมความดีของบุคคลในทางสร้ างสรรค์สิงทีดีงามแก่ ้ ํสังคมและมนุษยชาติ เช่ น ความมี สติปัญญา ความรู ้ ความสามารถ ความบากบันเอาจริ ง กล้าหาญเสี ยสละ ความหนักแน่น ความอดทนและรอคอยได้ ความเมตตากรุ ณา ปรารถนาดีต่อ มนุ ษย์และสรรพสัตว์ทุกรู ปทุกนาม รวมทังสามารถในการประสานงาน การชี แจงแนะนํา ชักชวนให้บุคคลหรื อกลุ่มคนทีมีความคิดเห็นแตกต่างกันออกไปให้เห็นร่ วมกัน เห็นไปในแนวทางเดียวกัน จนรวมเป็ นกลุ่มเดียวกันมีใจเดียวกันมุ่งมันทุ่มเทดําเนินไปในทิศทางเดียวกันเพือเป้ าหมายทีดี งามร่ วมกันคนทีมีคุณธรรมอย่างนีเราเรี ยกว่า "ผู้นํา" หรื อ "มีภาวะผู้นํา"๑ ภาวะผู ้น ํา ตรงกับ ภาษาอังกฤษว่า “Leadership” แปลว่า “Being a leader, Power ofleading, the qualities of a leader” ซึ งหมายถึง ผู ้ทีมีค วามสามารถในการวางแผน การจัดองค์กรการสื อสาร การตัดสิ นใจและการจูงใจให้ผูอืนปฏิบติงานให้เป็ นไปตามเป้ าหมายขององค์กรทีวาง ้ ัไว้ ๒ Leadership มาจากการรวมกันของคําเหล่ านีคือ๓ L = Love มีความรัก - ต่อตนเอง ต่องาน ต่อองค์กร E = Enthusiasm มีความกระตือรื อร้น ในการทํางาน ในการแสดงออก ในการพูด A = Ambition มีความทะเยอทะยาน D = Dream …Desire…Drive มีความใฝ่ ฝั น มีความปรารถนา และมีแรงขับสู ง E = Effort มีความพยายาม ทุ่มเทในการทํางาน R = Responsibility มีความรับผิดชอบ S = Sincerity มีความจริ งใจ ความเห็นอกเห็นใจต่อผูอืน ้ H = Helpfulness ให้ความช่วยเหลือ บุคคลทีอยูในทีมหรื อคนในองค์กร ่ I = Interest มีความสนอกสนใจในความเป็ นอยู่ของคนในองค์กร P = Planning มีการวางแผน พัฒนาเพิมพูนจุดเด่น ปรับปรุ งแก้ไขจุดด้อย ทุ่มเทสร้ างเสริ มจุดขาด พระศรี ปริ ยติโมลี (สมชัย กุสลจิ ตฺโต), สงฆ์ผ้นําสังคม (กรุ งเทพ ฯ : มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ๑ ั ู,๒๕๔๗), หน้า ๕๒. ๒ เรืองเดียวกัน, หน้า ๕๓. ๓ นิ วตร โลหะวิจิตรานนท์, ผู้นํา (กรุ งเทพ ฯ : บริ ษท A.I.A. ,ม.ป.ป.), หน้า ๔. ั ั
  3. 3. ๓ รวมความหมายทังสองประการข้างต้นพอประมวลได้ว่า ผูนาทีแท้จริ งนันจะต้องเป็ น ผูที ้ ํ ้สามารถนําองค์กรไปสู่ จุดมุ่งหมายอันเป็ นสิ งทีดีงามและเป็ นประโยชน์แ ก่ มหาชนหรื อ ส่ วนรวมและยังเป็ นผูทีเรี ยกร้องจิตสํานึกแห่งความรับผิดชอบ ไม่ใช่ แค่การชักชวนให้ผูอืนคล้อยตาม และจะ ้ ้ไม่สนใจความเห็นของผูอืนเท่ากับความจริ งแห่งเหตุและผล เขาจะใส่ ใจกับการทํางานให้สําเร็ จและ ้กระตุนให้ผูคนเข้ามาทํางานเพือเป้ าหมายทีมีคุณค่าร่ วมกัน ส่ วนการนําไปในทางทีชัว ตํา เสี ยหาย ้ ้เช่ น เป็ นหัวหน้าโจรพาลูกน้องไปปล้น ลักขโมย หรื อการตังตนเป็ นหัวหน้าพาคนไปค้ายาเสพติดตลอดจนการกดขีข่มเหงผูนอยด้วยอํานาจอคติขาดความเป็ นธรรม ลักษณะเช่น นี ก็ คงไม่นบว่าเป็ น ้ ้ ัผูนาหรื อมีภาวะผูนาตามแนวทางพุทธปรัชญา เพราะไม่สัมพันธ์ กบเป้ าหมายทีดีงาม และมิได้ตงอยู่ ้ ํ ้ ํ ั ับนพืนฐานแห่ งศี ล ธรรม และสติปัญ ญา และทีสํ าคัญก็ คือ ผู ้นา จะต้อ งทํา องค์ก รให้มีน าหนึ งใจ ํ ํเดียวกัน เพราะคนเราต่างจิตต่างใจ คนทีแตกต่างกันจะมองเห็นสิ งเดียวกันแตกต่างกัน ความสํ าคัญของการเป็ นผูนาจึงขึนอยูทีว่า ทําอย่างไรจึงจะให้คนในองค์กรมีแนวทางเดิ นไปในทิศทางเดียวกัน ้ ํ ่โดยปราศจากข้อขัดแย้งหรื อมีก็ให้นอยทีสุ ด ้การพัฒนาผู้นําตามแนวพุทธธรรม โดยพฤตินย พระพุทธศาสนาเป็ นศาสนาประจําชาติของไทยมาแต่ โบราณกาล วัฒนธรรม ัขนบธรรมเนี ยมประเพณี อ นดี ง าม ตลอดจนภาษาที ใช้ พูดใช้เ ขียนล้วนแต่ได้รั บอิ ทธิ พลมาจาก ัพระพุทธศาสนาแทบทังสิ น องค์พระมหากษัตริ ยไทยทุกยุคทุ กสมัย ล้วนแต่ทรงเป็ นพุทธมามกะ ์ดํารงมันอยู่ในทศพิธ ราชธรรม และทรงนําคําสอนในพระพุทธศาสนามาเป็ นแนวปฏิ บติในการ ัปกครองบ้านเมือง ทําให้พสกนิกรมีความสงบสุ ขและบ้านเมืองก็เป็ นปึ กแผ่นมันคง ดํารงความเป็ นชาติเอกราชอย่างภาคภูมิมาตราบทุกวันนี การนําเอาหลักคําสอนในทางพระพุทธศาสนาไปศึ กษา วิเคราะห์ แล้วประยุกต์ใช้ให้เข้ากับหลักการปกครองสําหรับภาวะผูนา ก็จะทําให้หลักพุทธธรรมมีส่วนในการเสริ มสร้างคุณธรรมและ ้ ํก่อให้เกิดการพัฒนาผูนาหรื อผูปกครองทุกระดับชันอย่างมีคุณภาพ กล่าวคือมีการพัฒนาชีวตชุ มชน ้ ํ ้ ิสังคม และประเทศชาติให้มีความเจริ ญก้าวหน้าทางด้านคุณธรรมและจริ ยธรรม เมือคนในสั งคมมีการพัฒนาชีวตของเขาให้ดีขึน เขาก็มาพัฒนาครอบครัว พัฒนาชุมชน และพัฒนาสังคมให้ดีขึนด้วย ิเช่ นกัน ดังนัน หลักพุทธธรรมจึงเป็ นพืนฐานในการพัฒนาความเป็ นผูนาหรื อผูปกครองอย่างแท้จริ ง ้ ํ ้เหมือนดังที พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) ได้กล่าวถึงภาวะผูนาไว้วา “ผู้นําทียิงใหญ่ จ ริ งๆ คือ ้ ํ ่ผู้นําทีสามารถเอาหลักความจริ งหลั กความถู กต้ อง เอาประโยชน์ มาเป็ นทีอ้ า งอิงทีจะให้ ประชาชนร่ วมแรงร่ วมใจกันในการสร้ างสรรค์ ชีวิตและสั งคมโดยไม่ ต้องอาศั ยความโลภหรื อความโกรธมา
  4. 4. ๔เป็ นเครืองกระตุ้นเร้ า”๔ ซึ งก็สอดคล้องกับหลักการปกครองของ ขงจือ ทีว่า “ผู้ป กครองจําเป็ นอย่างยิงทีจะต้องทําเรื องผลประโยชน์ และคุณธรรมความดีให้ เป็ นเรื องเดี ยวกัน เพราะคุณธรรมเป็ นเสาของการปกครอง” ดังนันหลักการปกครองจึงต้องประกอบด้วยคุณธรรม อุ ปมาดังดาวเหนื ออันมีดาวดวงอืนแวดล้อมเป็ นบริ วาร๕ เพือประดับท้องฟ้ าให้ดูสวยงาม ฉันนันการพัฒนาผู้นําตามแนวทศพิธราชธรรม คําว่า “ทศพิธราชธรรม” ความหมายโดยตรง คือธรรมะสําหรับพระราชา หรื อธรรมทีพระเจ้าแผ่นดินพึงปฏิ บติ ๑๐ ประการ หมายความว่า พระเจ้าแผ่นดิน ซึ งมีอานาจหน้าทีในการปกครอง ั ํไพร่ ฟ้าประชาชนนัน พึงดําเนิ นกุสโลบายในการปกครองด้วยธรรม ๑๐ ประการ ทีถือปฏิบติมาแต่ ัโบราณกาล ซึ งพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรั สไว้ว่า หากพระราชามหากษัตริ ย์ทรงดํารงมันอยูในธรรม ๑๐ ประการนีแล้ว จักปกครองไพร่ ฟ้าประชาชนให้เกิ ดความร่ มเย็นเป็ นสุ ข ไพร่ ฟ้า ่จะหน้าใส มีความเป็ นอยู่ปกติสุขทังกายและใจ หากพระราชาขาดคุณธรรมเหล่านีแล้วไซร้ ไพร่ ฟ้าประชาชนก็หาได้อยูเ่ ย็นเป็ นสุ ขไม่ กลับจะกลายเป็ นอยู่ร้อนนอนทุกข์ หาความสุ ขไม่ได้ คําว่า “ราชธรรม” ความหมายโดยอ้อม คือธรรมะสําหรับผูเ้ ป็ นใหญ่ หรื อผูเ้ ป็ นหัวหน้าในการปกครอง เพราะ “ราช” ศัพท์ ย่อมมีความหมายรวมไปถึ งชนผูเ้ จริ ญรุ่ งเรื องเฉพาะตนและยังบริ วารชนให้เจริ ญรุ่ งเรื องตามด้วย และหมายถึง ผู ้เป็ นศู นย์รวมจิตใจ คือ ผูเ้ ป็ นทียินยอมพร้ อมใจของชนอืน ฉะนัน “ราช” ศั พท์ นี โดยกําหนดอย่ างสู งสุ ด หมายถึ ง องค์ พระมหากษัตริ ย์ผ้ ูทรงเป็ นฉั ตรชั ยของประเทศ โดยตําสุ ด หมายถึง บุ คคลผู้เ ป็ นหั วหน้ าครอบครั ว หรื อหั วหน้ ากลุ่มชนชั นเล็กๆ๖ ผูนากลุ่มชนนันมีหลายระดับ เช่ น ผูนาคณะรัฐ บาล ผูนากระทรวง ทบวง กรม ผูนาจังหวัด ้ ํ ้ ํ ้ ํ ้ ํผูนาอําเภอ ตําบลและหมู่บาน ตลอดถึงผูนาหน่วยงานอืน ๆ แม้จนถึ ง ผูนาวัดวาอาราม ผูนาแต่ละ ้ ํ ้ ้ ํ ้ ํ ้ ํระดับนัน จะต้องมีทศพิธราชธรรมเป็ นหลักปฏิบติ จะเว้นเสี ยมิได้ เพราะผูใดเป็ นใหญ่มีคุณธรรม ั ้คื อ ทศพิ ธ ราชธรรมตังมันอยู่ ใ นตนแล้ ว ย่ อ มจะมี แ ต่ ปี ติ อ ัน เกิ ด เพราะการปฏิ บ ัติ ห น้ า ทีทศพิธราชธรรมนี ถือว่าเป็ นคุณธรรมทีโบราณบัณฑิตได้บญญัติไว้ก่อนสมัยพุทธกาล ซึ งพระราชา ัมหากษัตริ ยในอดีต ได้ทรงถือปฏิ บติมาเป็ นพระราชจริ ยาวัตร แม้บุคคลผูมิใช่พระเจ้าแผ่นดินก็ค วร ์ ั ้ ๔ พระพรหมคุณ าภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโ ต), รัฐศาสตร์ และจริ ยธรรมนัก การเมืองแนวพุทธ (กรุ งเทพ ฯ :มูลนิ ธิพุทธธรรม,๒๕๔๘), หน้า ๔๑. ๕ กฤต ศรี ยะอาจ, หลักการปกครองของขงจือ ในหนังสื อ บทความทางวิชาการ พุ ทธศาสตร์ ปริ ทัศ น์,(กรุ งเทพ ฯ : จรัลสนิ ทวงศ์การพิมพ์,๒๕๔๘), หน้า ๑๓๔. ๖ พระครู วิวิธธรรมโกศล (ชัยวัฒน์ ธมฺมวฑฺ ฒโน), มุทิตานุสรณ์ พระครูววิธธรรมโกศล (ชัยวัฒน์ ธมฺมว ิฑฺฒโน), (กรุ งเทพ ฯ : มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย,๒๕๓๔), หน้า ๓๑๒.
  5. 5. ๕เจริ ญรอยตาม โดยนําเอาหลักธรรม ๑๐ ประการนี มาเป็ นหลักปฏิ บติในการปกครอง เพือให้เกิ ด ัความเป็ นธรรมในสังคมตามอุดมการณ์แห่งการปกครองยิงๆ ขึนไป หลักทศพิธราชธรรมสําหรับบุคคลผูเ้ ป็ นหัวหน้าหรื อนักปกครอง ๑๐ ประการ คือ๗ ๑. ทาน : การให้ การแบ่ งปัน การสงเคราะห์ อนุเคราะห์ ผูปกครองต้องรู ้จกบําเพ็ญตนเป็ นผูให้ โดยมุ่งปกครองหรื อทํางานเพือให้เขาได้ มิใช่ เพือจะ ้ ั ้เอาจากเขา รู ้ จก เอาใจใส่ ดูแ ล จัดสรร สงเคราะห์ อนุ เคราะห์ ให้ป ระชาชนหรื อผูใต้บงคับบัญชา ั ้ ัได้รับประโยชน์สุข ได้รับความสะดวกปลอดภัย ตลอดจนให้ความช่วยเหลือแก่ ผูเ้ ดือดร้ อน และให้ความสนับสนุนแก่ผูบาเพ็ญคุณงามความดี เช่น ให้รางวัล ให้เลือนยศ เลือนฐานะ เพือเป็ นขวัญเป็ น ้ ํกําลังใจ ในการปฏิบติหน้าที โดยไม่ทอดทิงดูดายยามทุกข์ยาก เข้าลักษณะทีว่า “ยามปกติ ก็เรี ยกใช้ ัยามเจ็บไข้ ก็รักษา” ยามต้องการคําแนะนําปรึ กษา ก็ช่วยให้แสงสว่าง เป็ นผูแนะและนําให้ แนะ คือ ้บอกอุบายให้รู้ นํา นันคือทําให้ดูเป็ นแบบอย่าง ดังคํากล่าวทีว่า “แนะให้ ทํา นํ าให้ ดู อยู่ให้ เ ห็ น เข็นให้ รอด” ทาน แบ่งออกเป็ น ๓ ประเภท คือ๘ ๑.๑ วัตถุทานหรื ออามิสทาน หมายถึง การแบ่งปันวัตถุสิงของเครื องใช้ต่างๆ ให้แก่ ผูน้อย ้หรื อผูประสบเคราะห์กรรมในโอกาสต่างๆ เป็ นการสงเคราะห์อนุ เคราะห์ แก่ ผู ้กาลังต้องการความ ้ ํช่วยเหลือ ไม่ทอดทิงคนขัดสนยากไร้ โดยเฉพาะผูทีอยูในการดูแลของตน ้ ่ ๑.๒ ธรรมทาน หมายถึง การให้ทีไม่ตองลงทุนด้วยวัตถุสิ งของแต่เป็ นการให้แสงสว่าง ให้ ้ทางดําเนินชีวตทีถูกต้อง เช่น การให้โอวาทแนะนํา ให้คาตักเตือน ชี ผิดชี ถูกให้แก่ผูกาลังจะหลงผิด ิ ํ ้ํฉุ ดดึงผูจะตกนรกให้วกกลับขึนสวรรค์ ้ ๑.๓ อภัยทาน หมายถึง การให้ความไม่หวาดกลัวต่อกัน คนเราลงว่ามีความอาฆาตพยาบาทจองเวรต่อกันแล้ว เหมือนเอาไฟสุ มอยูภายในจิต จะนังจะนอนก็ไม่เป็ นสุ ข คอยคิดประหัตประหาร ่กันและกัน จะหาความสุ ขแต่ทีไหนได้ ฉะนันการให้อภัยจึงก่อให้เ กิ ดความสามัคคีก ลมเกลี ยวเป็ นนําหนึงใจเดียวกัน การกระทํางานใดย่อมสําเร็ จตามประสงค์ รวมความว่า ทาน คือการให้ทง ๓ ระดับ ซึ งเป็ นราชธรรมข้อต้นนี เป็ นข้อวัตรทีผูใหญ่หรื อ ั ้ผูนาองค์กรทุกระดับควรบําเพ็ญ และควรปลูก ฝั งอัธยาศัยให้ผูน้อยพอใจในการให้ดวย ถือว่าเป็ น ้ ํ ้ ้การดํา เนิ นตามเบื องพระยุ ค บาทและพระจริ ยาวัตรของพระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัวองค์ พระประมุขของชาติ พระองค์มีนาพระทัยเปี ยมไปด้วยพระกรุ ณา ทรงสงสารพสกนิกรทีเดือดร้ อน ทรง ํ ๗ เรืองเดียวกัน, หน้า ๓๗๐ – ๓๗๓. ๘ พระวิสุทธาธิบดี (ไสว ฐิ ตวีรมหาเถร ป.ธ. ๗), ทศพิธราชธรรม (กรุ งเทพ ฯ : สํานักพิ มพ์ธรรมเมธี –สหายพัฒนาการพิมพ์,๒๕๔๘), หน้า ๕.
  6. 6. ๖เสี ยสละทุกสิ งอย่างเพือบําบัดทุกข์บารุ งสุ ข เสด็จเยียมและช่วยเหลือแก่ห มู่อาณาประชาราษฎร์ มิได้ ํทรงเห็นแก่ความเหน็ดเหนื อยทุกข์ยากลําบากพระวรกาย ๒. ศีล : การรั กษากาย วาจา ให้ เรียบร้ อย เป็ นปกติ ผูปกครอง ต้องมีความประพฤติดีงาม รู ้ จกรักษาความสุ จริ ต รักษาเกียรติคุณประพฤติตนให้ ้ ัเป็ นตัวอย่าง เป็ นทีเคารพนับถือ ของประชาชนและบริ วาร มิใช่ มีขอ ที ผูใดจะดู หมิ นดู แคลนได้ ้ ้ก่อให้เกิดความไว้วางใจ เลื อมใสในผู้นา รวมความว่า การรักษาศี ล โดยเฉพาะศี ลห้านัน ความมุ่ง ํหมายก็คือให้รักษาตนเองไว้มิให้เสี ยหาย เป็ นการปิ ดช่องทางทีจะนําความเสี ย หายมาสู่ ตนได้ถึง ๕ทางด้วยกัน คือ ศีลข้อที ๑ ป้ องกันทางทีตนจะเสี ยหายเพราะความโหดร้ าย ศีลข้อที ๒ ป้ องกันทางทีตนจะเสี ยหายเพราะความมือไวหรื อเห็นแก่ตว ั ศีลข้อที ๓ ป้ องกันทางทีตนจะเสี ยหายเพราะความใจเลว ศีลข้อที ๔ ป้ องกันทางทีตนจะเสี ยหายเพราะความขีปดหรื อขาดสัจจะ ศีลข้อที ๕ ป้ องกันทางทีตนจะเสี ยหายเพราะความหมดสติ หมายความว่า ชีวตของคฤหัสถ์ทงหลายไม่วาผูใหญ่หรื อผูนอย มักจะพังทลายไปเพราะ ๕ ิ ั ่ ้ ้ ้เรื องเหล่ านี คื อ ความโหดร้ า ยในสันดาน หนึ ง ความอยากได้ทรัพ ย์สิ นของคนอื นในทางทีผิดๆหนึ ง ความฟุ้ งซ่ านในทางกามเกี ยวกับเพศตรงข้าม หนึ ง ความไม่มีสั จจะประจํา ใจ หนึ ง ความประมาทขาดสติสัมปชัญญะ หนึง รวมเรี ยกง่ายๆ ว่า “โหดร้ าย มือไว ใจเลว ขีปด หมดสติ” ถ้าปล่อยให้สังคมตกอยูในสภาพเช่นนี นานเข้าก็จะกลายเป็ นสังคมทีไร้ศีลขาดธรรมหรื อเข้าสู่ กลียุค คือ ๙ ่ ๒.๑ จะเกิ ดการข่ มเหงคะเนงร้ า ย หญิ งชายจะอวดกล้าเหียมหาญ สงครามจะเกิ ดขึ นรุ กราน โลกจะร้าวฉานซ่ านกระเซ็น (ขาดศี ลข้อที ๑) ๒.๒ ลักปล้นโจรผู ้ร้ายก็จะเกิ ด คนดี ๆ จัก เตลิดผกเผ่น จักเกิ ดการชอกชําลําเค็ญ โลกจะกลายเป็ นกลียครุ กเป็ นไฟ (ขาดศีลข้อที ๒) ุ ๒.๓ ชายจะมากชูหญิงจะสําส่ อน โลกจะเดือดร้อนแล้วจะทนอยู่อย่างไรไหว ยุค การเฟื อง ้เครื องขุ่นสักปานใด ขมขืนสาแก่ใจเพราะไร้ธรรม (ขาดศีลข้อที ๓) ๒.๔ ผูคนจะเริ มโกหกตอแหล โลกจะแย่ลงอย่างยิงเพราะสิ งชอกชํา ใครเล่าจะเป็ นผูรับ ้ ้กรรม หืนกระหายบ้าระหําเห็นตําตา (ขาดศีลข้อที ๔) ๒.๕ ผูคนจะดืมเหล้า สู บฝิ น และจะนอนดินกลางถนนเป็ นบ้า เศรษฐกิจ สั งคมจะเฉื อยชา ้เพราะฝิ น กัญชา ยาเมา (ขาดศี ลข้อที ๕) ๙ พระมหาจักรชัย มหาวีโร, เอกสารประกอบการบรรยายธรรมทางสถานีวิทยุ ๑๐๑.๒๕ MHz วัดศรีวชัย ิวนาราม (เลย : มจร.วิทยาลัยสงฆ์เลย,๒๕๔๘), หน้า ๕.
  7. 7. ๗ ถ้าบุคคลมีศีลกํากับควบคุมแล้ว กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ก็จกไม่นาความวิบติเสี ยหาย ั ํ ัมาให้แก่ตน ทังผูทีเป็ นผูนาและผูตาม สังคมก็จะอยูกนอย่างสงบสุ ข เพราะอํานาจของศี ล ทีว่า “ศี ล ้ ้ ํ ้ ่ัส่ งทําให้ สูง ศีลปรุงทําให้ สวย ศีลนําทําให้ รวย ศีลช่ วยทําให้ รอด” นีเป็ นคุณสมบัติของผูนาข้อทีสอง ้ ํ ๓. บริ จาค : การเสี ยสละประโยชน์ สุขส่ วนตน เพือประโยชน์ ส่วนรวม ผูน ําหรื อ นัก ปกครองจะต้อ งบําเพ็ญกิ จด้วยความเสี ยสละ คื อ สามารถเสี ยสละความ ้ความสุ ขความสําราญ เป็ นต้น ตลอดจนชี วตของตนได้ เพือประโยชน์สุ ขของส่ วนรวม และความ ิสงบเรี ยบร้อยของบ้านเมือง นักปกครองนัน หากเห็นแต่ประโยชน์ตน ก็เป็ นคนสกปรก ไม่สามารถทํางานเพือบ้านเมืองได้อย่างกว้างขวาง เพราะคนเห็นแก่ตนนัน เป็ นผูทีมีโลกแคบ ย่อมจักไม่ได้รับ ้ความร่ วมมือจากทุกๆ ฝ่ าย และอาจนําความเสี ยหายมาสู่ สังคมและประเทศชาติได้มาก แต่หากผู ้นา ํเป็ นนักเสี ยสละ มีจาคะธรรม ก็ย่อมสามารถทีจะเป็ นผูน ําทีบันดาลประโยชน์สุ ขให้เกิ ดได้อ ย่า ง ้ไพศาล คําว่า “บริ จาค” หมายถึงการเสี ยสละสิ งทีอยู่ภายในจิตใจ คือ บริ จาคสิ งที ไม่ควรอยู่ภ ายในตนออกไป โดยไม่ต้อ งมีผู้รับ เพราะสิ งทีสละออกไปเป็ นของไม่ดี เช่ น สละความเห็นผิ ดและยอมรับความเห็นทีถูกต้อง (สัมมาทิฏฐิ) บริ จาคนีแตกต่างจากทาน คือ ทานต้องมีผู้รับ และเป็ นการให้ทีหวัง ผลให้ผู้รั บมีความสุ ข ดังนันวิญญาณของผู ้นํา จะต้อ งเป็ นนัก เสี ยสละทังแบบทานและบริ จาค ดังพุทธพจน์ในราชธรรมข้อนีว่า “พึงสละทรั พย์ เพีอรั กษาอวัยวะ พึ งสละอวั ยวะเพือรั กษาชีวิต พึงสละชีวิตเพือรักษาธรรม” ผูบาเพ็ญได้ถึงขันนี ชื อว่าเป็ นผู้ช นะ คือชนะใจตนเอง สมดังที ้ ํพระบรมศาสดาตรัสไว้วา “ผู้ชนะคนอืนหมืนแสนในสนามรบ ยังไม่ ใช่ มีชัยชนะทียิงใหญ่ แต่ ผ้ ูชนะ ่ตนเองได้ นันแหละเป็ นผู้มีชัยชนะทียิงใหญ่ แท้ ”๑๐ เพราะการชนะเช่นนี ถือว่าเป็ นยอดแห่งชัยชนะ ทีพร้ อมจะอุทิศหรื อเสี ยสละความสุ ขส่ วนตนเพือประโยชน์สุขอันยิงใหญ่ของมวลมนุ ษยชาติ นี เป็ นคุณสมบัติของผูนาข้อทีสาม ้ ํ ๔. อาชชวะ : ความเป็ นผู้ซือตรง การปฏิบติภาระโดยซื อตรง ไม่คด ไม่โกง ไม่กอบ ไม่โกย ไม่โกง ไม่กิน ไม่เสแสร้ งแกล้ง ัมายาหาผลประโยชน์ ในทางมิ ชอบ แต่ ปฏิ บติกิ จโดยสุ จ ริ ต มี ค วามจริ งใจ ไม่หลอกตนเอง ไม่ ัหลอกลวงประชาชนและประเทศชาติ อันว่าความซือตรงทีผูนาทุกชนชันจะพึงระวังและปฏิ บติให้ ้ ํ ัได้โดยเคร่ งครัด คือ ๔.๑ ซื อตรงต่อบุคคล ได้แก่ ไม่คิดคดทรยศต่อมิตร ญาติธรรม ผูร่วมงานในหน่วยงานหรื อ ้องค์กร และผูมีพระคุณ ้ ๑๐ พระเทพโสภณ (ประยูร ธมฺ มจิ ตฺโต),วิสาขบูชา วันสํ าคัญสากลของโลก (กรุ งเทพ ฯ : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย,๒๕๔๗), หน้า ๒๓.
  8. 8. ๘ ๔.๒ ซื อตรงต่อเวลา ได้แก่ ทํางานตรงกับเวลานาทีทีกําหนดหมาย ไม่เอาเวลาราชการไปเป็ นประโยชน์ส่วนตน โดยอย่าพลัดวันประกันพรุ่ ง มิสินสุ ด ๔.๓ ซื อตรงต่อ ตน ได้แ ก่ รั บปากรั บคําไว้ก ับใครอย่างไร ก็พยายามทําให้ได้ตามนัน ไม่บิดพลิว บ่ายเบียง เพราะความเสี ยหายก็จะเกิ ดขึนทังแก่ตนเองและผูอืน ้ ๔.๔ ซื อตรงต่ อ หน้าที ได้แก่ ตังใจทํา งานตามทีได้รับมอบหมายให้เกิ ดผล ไม่ ละทิงเสี ยกลางคัน โดยอย่าเป็ นคนจับจดหรื อจับพลัดจับผลู ๔.๕ ซื อตรงต่ อ ความดี ได้แก่ รัก ษาความดี ทีเรี ยกว่า “ธรรม” ไว้มิให้เ สี ยหาย เช่ น ความเทียงธรรม ความยุติธรรม ความชอบธรรม และความเป็ นธรรม คุณธรรมเหล่านี พึงสะสมให้มีในตนเองตลอดเวลา ในการบริ หารงานในองค์กรหรื อหน่วยงานทัวไป ต้องการความซื อตรงหรื อคนตรงทังผู้นา ํและผูตาม ถ้าใช้พระเดช ก็ตองใช้ดวยความเมตตา ไม่ใช่ทาไปเพราะความลําเอียงหรื อโกรธแค้น แต่ ้ ้ ้ ํถ้าใช้พระคุณ ก็ตองใช้ดวยปั ญญากํากับไว้ด้วย มิเช่ นนันการช่ วยเหลือก็จะกลายเป็ นให้ผลร้ ายต่อ ้ ้ผูให้หรื อผูรับ องค์กรจะอยู่ได้เพราะความซื อตรง ถ้าทังผู ้นาและผูตามต่างก็ไม่ตรงหรื อซื อต่อกัน ้ ้ ํ ้(สวมหน้ากากเข้าหากัน) องค์กรก็จะเกิ ดปั ญหา และบางครังปั ญหาในองค์กรก็ขึนอยู่ก บความพยศ ัของคนตรง คือเป็ นความคดทีซ่ อนอยูในความตรง เช่น เถรตรง คือไม่หลบหลีกอะไร อย่างนี ก็เป็ น ่อันตรายต่อองค์กร เหมือนเดินถึงหน้าผาก็เดินต่อไปจนตกหน้าผาตาย อย่างนีเป็ นความโง่ทีซ่ อนอยู่ในความตรงหรื อ ขาดปั ญญา วิธี แก้คือต้อ งชําระล้างความโง่ อ อกไปจากความตรงทีว่านัน ความตรงทีแท้จริ ง จะต้องไม่เกิดความขัดแย้ง เพราะใช้ปัญญาเป็ นตัวคิดหรื อตัดสิ นในการบริ หารงาน นีเป็ นคุณสมบัติของผูนาข้อทีสี ้ ํ ๕. มัททวะ : ความเป็ นผู้อ่อนโยน อ่ อนน้ อม มีกิริยาอ่อนน้อมถ่อมตน กล่าวคือผูนาต้องเป็ นผูมีอธ ยาศัยไมตรี อ่อ นโยน ไม่ดือดึ ง ถือ ้ ํ ้ ัตนด้วยอํานาจ มีความโอนอ่อนไปด้วยเหตุผล เป็ นไปตามเหตุทีควรและมีสัมมาคารวะต่ อผูใหญ่ ผู ้ ้เจริ ญด้วยธรรม ต่อบุคคลเสมอกันและตํากว่า วางตนสมําเสมอ ไม่กระด้างปราศจากมานะ ทิฐิ มีอัธยาศัยไม่เย่อหยิงจองหองหยาบคาย ดูหมินผูอืนด้วยอํานาจมานะ เพราะชาติตระกู ล ทรั พย์สมบัติ ้หรื อตําแหน่งงาน ไม่เป็ นบุคคลประเภท “ท้ าวพระยาลืมก้ น ต้ นไม้ ลืมดิ น” มีความสง่างามอันเกิดแต่ท่วงทีกิริยาทีสุ ภาพนุ่มนวลละมุนละไม ควรได้รับความจงรักภัก ดี แต่มิข าดความเคารพยําเกรงเป็ นต้น ในสังคมปั จจุบน เรากลับพบว่า มีบุคคลบางคน มี มนุ ษย์บางกลุ่มหรื อ รวมกลุ่ม เมือได้รั บ ัตําแหน่ง มีอานาจหน้าทีในด้านการปกครองแล้ว กลับเป็ นคนเห่ อเหิ มหลงใหลในอํานาจหน้าที มี ํทิฐิมานะ ถือ ตนว่ามี อานาจแล้วไม่เกรงใจใคร ชอบแสดงอํานาจบาตรใหญ่ ดูถูก ผูอืน ปฏิ บติต น ํ ้ ั
  9. 9. ๙เสมือนหนึ งว่าเป็ นผูนาทีนังอยู่บนหัวช้าง๑๑ ผูน ําที มีพฤติ กรรมเช่ นนี ถือว่าเป็ นการประพฤติผิดต่อ ้ ํ ้หลักคุณธรรมของนัก ปกครอง ผูน ําทีได้ชื อว่าครองงานและครองใจคนอืนได้นน จะต้องบําเพ็ญ ้ ัหลักมัททวะธรรม จนทําให้เกิดเป็ นคุณธรรมประจําใจ อย่างเช่นเล่าปี ในเรื องสามก๊ ก ก็เ ป็ นผูน ําอีก ้ท่านหนึงในประวัติศาสตร์ จีนทีประสบความสําเร็ จในด้านการปกครองบริ วารด้วยการใช้หลักธรรมข้อนี คือความอ่อนน้อมถ่อมตน ดังจะเห็นได้จากเขาสามารถเชิ ญขงเบ้งผู ้หยิงทรนงมาช่วยงานจนตลอดชีวตการเป็ นผูนาของเขาอย่างน่าทึง ิ ้ ํ ขงเบ้งเป็ นนักปราชญ์ทีถือตัวมากอยู่ทีภูเขาโงลังกัง ในสมัยทีจีนแตกเป็ นสามก๊กผูมีวาสนา ้แย่งอํานาจกันเป็ นใหญ่ แต่ละก๊กก็พยายามทีจะรวบรวมคนดีมีฝีมือมีสติปัญญาไว้เป็ นพรรคพวก ขงเบ้งได้รับการติดต่อจากผูมีอานาจหลายคนแต่ไม่มีใครสมหวัง แต่แล้วอยู่ต่อมาปรากฏว่า ขงเบ้งต้อง ้ ํออกจากบ้านเดินตามหลังเล่าปี มาร่ วมวางแผนทําสงครามให้เล่าปี จนตลอดชีวต แม้เ ล่ า ปี จะหนี ตาย ิออกไปก่ อ น ขงเบ้ง ก็ไม่ยอมทอดทิงบุตรของเล่ าปี ทีเป็ นดัง นี น่ าสงสัยว่า เล่า ปี มีดี อะไรหรื อ จึ งสามารถเอาชนะจิตใจของขงเบ้งได้ สิ งทีเล่าปี สามารถเอาชนะใจของขงเบ้งได้น น ไม่ใช่ เล่ ห์ก ระ ัเท่ ห์ อ น ลึ ก ซึ ง หรื อ เวทมนต์ค าถา หรื อ กําลัง ภายในทังสิ น แต่ สิ งนันก็ คื อ “มื อ สิ บ นิ ว” ทีเล่ า ปี ัประคองประนมด้วยความรู ้สึกอันซื อสัตย์สุจริ ตนี เอง เล่าปี ได้ชือว่าเป็ นผู ้ยิงใหญ่ ทีมี มารยาทงามทีสุ ด อ่อนน้อมถ่อมตน จนได้ชือว่าผูพนนมมือสิ บทิศ จะเรี ยกว่าเล่าปี สร้ างชีวต สร้ างอํานาจวาสนา ้ ิบารมีสํ า เร็ จด้วยการพนมมือ สิ บ นิ วก็ ไ ม่ ผิ ด ๑๒ การอ่ อ นน้อ มถ่ อ มตนจึ ง ถื อ ว่า เป็ นมนต์ข ลังอันศักดิสิ ทธิ ของผูนาทังหลาย ขงเบ้งผูหยังรู ้ฟ้ามหาสมุทรทีต้องสยบต่ อเล่ าปี ก็เ พราะมนต์อนนีแหละ ้ ํ ้ ัโบราณจึงถือกันว่ า “ให้ อ่อนน้ อมเหมือนเล่ าปี ซื อสั ตย์เหมือนกวนอู รอบรู้เหมือนขงเบ้ ง เก่ งเหมือนไกรทอง คล่ องแคล่ วเหมือนอิเหนา” นีเป็ นคุณสมบัติของผูนาข้อทีห้า ้ ํ ๖. ตบะ : ความเป็ นผู้มีความเพียรเพือเผาผลาญความชัวออกจากจิตใจ การใช้ความเพียรเพือเผาผลาญกิ เลสตัณหาไม่ให้เ ข้า มาครอบงําจิต เห็นผิดเป็ นชอบ รู ้ จก ัระงับยับยังชังใจได้ ไม่หลงใหลหมกมุ่ น ในความสุ ข สํ า ราญและการปรนเปรอ มีค วามเป็ นอยู่สมําเสมอ มุ่งมันในอันทีจะบําเพ็ญเพียรทําภารกิ จในหน้าทีให้บริ บูรณ์ คําว่า “ตบะ” เป็ น คํา ทีนิ ยมใช้กันในศาสนาพราหมณ์ โดยเชื อกัน ว่า ผูใดได้ศึก ษาและ ้ปฏิบติตามคัมภีร์พระเวทอันศักดิสิ ทธิ ผูนนชือว่ามีตบะ คือมีฤทธิ เดช สามารถเหาะเหินเดินอากาศ ั ้ ัได้ พระพุทธเจ้าทรงนําตบะมาใช้ในพระพุ ทธศาสนาในลักษณะทีเป็ นความเพียรอันกําจัดเสี ย ซึ งโกสัชชะ คือความเกี ยจคร้ าน ผูใดมีความเพียรสามารถกําจัดความเกียจคร้านได้ ผูนนได้ชือว่ามีตบะ ้ ้ ั ๑๑ หนังสื อพิ มพ์ร ายวันข่าวสด ประจําวันศุกร์ ที ๔ สิ งหาคม พ.ศ. ๒๕๔๙ ปี ที ๑๖ ฉบับที ๕,๗๒๗,คอลัมน์หน้าต่างศาสนา, หน้า ๒๙. ๑๒ พระพุทธวรญาณ (มงคล วิโรจโน), เก็บเล็กผสมน้ อย (กรุ งเทพ ฯ : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย,๒๕๔๘), หน้า ๖๑.
  10. 10. ๑๐๑๒ และในชันสู งขึนไป ตบะเป็ นความเพียรเครื องเผาผลาญกําจัดบาปอกุศลทุจริ ต กล่าวคือ โลภะโทสะ โมหะ ให้เบาบางลง โดยสร้างความเพียรด้วยหลักธรรมทีชือว่า “สั มมัปปธาน” มี ๔ ประการคือ๑๓ ๖.๑ สั งวรปธาน คือความเพียรเพือละอกุศ ลทุจริ ตทียังไม่เกิ ด ไม่ให้เกิ ดขึน กล่าวคือ กําจัดโทษทียัง ไม่เ กิ ด ไม่ให้เกิ ดมีในตน เป็ นการปิ ดประตู ค วามชัวทีจะหลังไหลเข้ามาในดวงจิตของตนเอง ๖.๒ ปหานปธาน คื อ ความเพียรละบาปอกุศ ลทีมีอ ยู่แล้ว ให้ค่อ ยๆ หมดไป หรื อสิ นไปกล่าวคือประตูแรกปิ ดไม่ให้นาเข้ามา ประตูทีสองวิดนําออกไปเสี ยให้เหือดแห้ง คือบาปอกุศลทุจริ ต ํให้สินไป ๖.๓ ภาวนาปธาน คื อ ความเพียร พยายามให้กุศ ลสุ จริ ตนานาประการทียังไม่เกิ ดให้เกิ ดคล้ายๆ กับจะบอกว่าเว้นชัวแล้วต้องประพฤติดีดวย จึงจะดี ได้ ถ้าเว้น ชัวเฉยๆ ไม่ประพฤติดีก็ยงดี ้ ัไม่ได้ ดังนันจะต้องสร้ างสะสมความเพียรอย่างต่อเนืองและอย่างสร้างสรรค์ ๖.๔ อนุ รักขณาปธาน คือความเพียรพยายามรักษาความดีทีเกิ ดขึนแล้ว ไม่ให้เสื อมสลายไปให้ความดีนนคงอยู่ ตังอยูตลอดไป กล่าวคือเพียรรักษาไว้เนืองๆ เพียรรักษากุศลจิต นานาประการ ั ่ให้เกิ ดขึนแล้ว ให้ดาเนินไปเรื อยๆ และให้คงอยู่ตลอดไป ํ ผูนาหรื อผูปกครองท่านใดเจริ ญด้วยหลักสัมมัปปธาน คือความเพียร ๔ ประการ ซึ งเป็ น ้ ํ ้องค์คุณธรรมของตบะ ผูนนก็จะเกิดความเพียรอย่างแรงกล้า สามารถแผดเผาหรื อเผาผลาญกิเลส คือ ้ ัโลภะ โทสะ โมหะ ให้เบาบางลงหรื อ หมดสิ นไป ตามกําลังแห่งความเพียรนันๆ นี เป็ นคุณสมบัติของผูนาข้อทีหก ้ ํ ๗. อักโกธะ : ความเป็ นผู้มีเมตตา กรุ ณา ไม่ โกรธกริว ฉุ นเฉี ยว รู ้ จกใช้เหตุผล ไม่เกรี ยวกราดปราศจากเหตุผล และไม่ก ระทําการด้วยอํานาจความมุทะลุ ัและความโกรธ มีเมตตาประจําใจ รู ้ จก ระงับความขุ่นเคืองแห่ งจิต และวินิจฉัยความตลอดทังการ ักระทําด้วยจิตอันสุ ขม รอบคอบ เยือกเย็น และมีมโนธรรมเป็ นทีตัง ุ คําว่า “อั กโกธะ” แปลว่า ความไม่โกรธ การฆ่าความโกรธได้จึงเป็ นความดี ความโกรธเกิ ดขึนขณะใด มีสติยบยังแล้วทําใจให้เกิ ดกลับตรงกันข้ามจึงเป็ นเรื องทีน่ ายินดี การทีเขาด่านันก็ ัเป็ นเรื องของเขาๆ ด่าเราก็ปากของเขา เขานิ นทาเราก็ปากของเขา เขาไม่ชอบเราก็ใจของเขา มันสุ ดแต่เขา เราจะไปบังคับไม่ให้เขาด่าเรานินทาเราก็ไม่ได้ เขาด่าเราทางปากเขาอาจผิดกฎหมาย แต่ ๑๒ พระวิสุทธาธิ บดี (ไสว ฐิ ตวีรมหาเถร ป.ธ. ๗),อ้างแล้ ว, หน้า ๕๒. ๑๓ เรืองเดียวกัน, หน้า ๕๘ – ๕๙.
  11. 11. ๑๑เขาก็ด่าเราทางใจได้ ความโกรธจึงมีได้ทุก ๆ ส่ วนทุก ๆ อย่าง๑๔ รวมความว่า “ความโกรธลงได้ จับใครเข้ าแล้ ว จะมีอาการไม่ ปกติ เลือดสู บฉี ดแรง ทําให้ หน้ าแดง ตาแดง เขม็งเกลียว ทําให้ ห น้ า ตาไม่น่ าดู ขาดเสน่ ห์ มีกิริยาอาการคล้ ายยักษ์ มาร” โดยไม่มีความสง่างามในความเป็ นผูนา้ ํ ดังนันคนแต่ก่อนจึงเปรี ยบคนโกรธว่ามีอาการคล้ายยักษ์มาร ทีจ้องจะกินเลือดกินเนือใครก็ได้ ท่านจึงอุปมาไว้วา “ยามโกรธโปรดมองส่ องกระจก ดูวิตกอกเต้ นเมือเห็ นหน้ า ช่ างปั นยากปาก ่จมูกและลูกตา ดั งยักษาราศี ไม่ มีเลย” ถ้าฆ่าความโกรธได้จะนอนเป็ นสุ ข ดังพุทธพจน์ ทีว่ า “โกธํฆตฺ วา น โสจติ ” ความว่า “คนใดฆ่ า ความโกรธได้ เ ขาจะไม่ เ ศร้ า ใจ” คนโกรธย่ อ มเศร้ าใจ ใจหม่นหมอง ใจไม่หยุดนิงหลุกหลิกๆ เพราะมันติดปั กอยู่ตรงตัวเจ็บใจ บางครังชัวแวบเดียวของจิตทีเกิ ดความโกรธสามารถปลิดชี วตของคนมาแล้วก็ มิใช่น ้อย การยับยังความโกรธไม่อยู่ก็เพราะขาด ิสติตวนีเอง โดยนัยนีผูนาหรื อผูปกครองจะต้องรู้จกข่มหรื อฆ่าความโกรธด้วยการมีสติและมีเมตตา ั ้ ํ ้ ัอยู่เสมอ นีเป็ นคุณสมบัติของผูนาข้อทีเจ็ด ้ ํ ๘. อวิหิงสา : ความเป็ นผู้ไม่ กดขี ข่ มเหง เบียดเบียนผู้อืน ความเป็ นผู ้ไม่ หลงระเริ ง ในอํานาจ ไม่บีบ คันกดขี มี ค วามกรุ ณ า ไม่ หาเหตุเ บียดเบีย นลงโทษด้วยอาชญาแก่ประชาราษฎร์ ผูใด ด้วยอาศัยความอาฆาตเกลียดชังหรื ออคติทีมีอ ยู่ในใจของ ้ผูนา จึงคอยหาทางเบียดเบียนผูน้อยเมือเห็นว่าทําไม่ถูกใจตน ้ ํ ้ คํา ว่า “เบี ยดเบี ยน” จากจากศัพท์ ๒ ศัพ ท์ คื อ เบี ย ด กับ เบี ย น นํา มาสนธิ เ ข้ากัน เป็ นเบียดเบียน แปลว่า ทําให้ตกทําให้ตาย เบียด คือทําให้ตก เบียน คือทําให้ตาย ทีว่าเบียดทําให้ตก เช่นเด็กแย่งเก้าอีกันนัง คนหนึงนังอยู่ก่อนแล้ว อีกคนหนึงอยากได้หรื ออยากนังบ้าง ก็เลยแทรกแล้วนังเบียดโดยขยับเข้าไปๆ จนคนทีนังก่ อนได้ตกจากเก้าอีไปเสี ยแล้วตนก็นงแทน นีเป็ นลักษณะทีเด็ก ัเบียดกัน แต่ถาผูใหญ่เบียดกัน แทนทีจะทําให้ตกจากเก้าอีก็เบียดให้ตกจากตําแหน่ง ตกจากงาน ตก ้ ้จากหน้าที ตกจากบัลลังก์ ตกจากอํานาจ ตกจากมิตรภาพ ตกจากความรัก ตกจากกองมรดก ตกจากพินยกรรม ตกจากกรรมสิ ทธิ เมือเบียดจนผูอืนตกแล้ว ตัวก็เข้าครอบครองแทน หรื อบางทีตวเองไม่ ั ้ ัเสี ยบแทนก็ให้พรรคพวกเพือนฝูงเข้าครองแทน นีคือลักษณะของผูนาทีขาดคุณธรรมโดยแท้ ้ ํ ส่ วนการเบียน ทีว่าทําให้ตายนัน หมายความว่า ตนไม่พอใจ หรื อไม่ชอบหน้าใครแล้วแกล้งหาทางให้เขามีอนเป็ นไปเสี ย อาจเป็ นการให้ตายจากความนิ ยมของผูอืน ตายจากศรั ทธาของ ั ้ประชาชน ตายจากเกี ยรติยศชื อเสี ยง ตายจากคุณงามความดี ตายจากหน้าทีการงาน หรื อสุ ดท้ายตายไปจากโลกจริ งๆ ก็ได้ อาจเป็ นการทําให้ตายจากความสวยงาม เช่น เอานํากรดสาดหน้าให้เสี ยโฉมทําให้เสี ยชือเสี ยงขาดความนิ ยมของประชาชน หรื อ ปั นข่าวเท็จใส่ ร้ายให้เสี ยคน ฉะนันผูนาหรื อ ้ ํ ๑๔ เรืองเดียวกัน, หน้า ๖๓.
  12. 12. ๑๒ผูปกครองทีต้อ งการครองทังงานและใจคน จะต้องเป็ น ผู ้ไม่ เ บียดเบี ยน คือ ไม่แกล้งทําให้ผู้อื น ้เดือดร้ อนทังกายและใจ นีเป็ นคุณสมบัติผูนาข้อทีแปด ้ ํ ๙. ขันติ : ความเป็ นผู้อดทน อดกลันต่ ออุปสรรค ความเป็ นผูอดทนต่องานทีตรากตรํา อดทนและอดกลันต่อความเหนือยยาก ถึ งจะลําบาก ้กายน่าเหนื อยหน่ ายเพียงไรก็ ไม่ทอถอย หมดกําลังใจเสี ยก่ อ น ไม่ละทิงกิ จการงานทีทําโดยชอบ ้ธรรม ผูนาจะต้องบําเพ็ญคุณธรรมข้อนีให้มาก สมดังพุทธภาษิตทีตรัสไว้วา “ขนฺติ ปรมํ ตโป ตี ติกฺ ้ ํ ่ขา” ความว่า “ความอดทน อดกลัน เป็ นตบะอย่างยิง” คําว่า “อด” หรื อ “กลัน” คือการห้ามใจไว้ไม่ให้เป็ นไปตามใจหรื อตามสิ งทีตนชอบ เช่ น มีใครให้สินบนเป็ นแสนเป็ นล้าน ซึ งความจริ งแม้จะอยากได้ แต่ไม่ลุอานาจแก่ ความอยาก สู ้ อดใจไม่ ํไว้ไม่รับ การเพลิดเพลินในการเล่นการพนัน ในกามารมณ์ มีคนบําเรอเอาใจมากๆ แม้เราจะชอบแต่อดใจไว้ไม่ทา รวมความว่า อด คือยังใจไว้ไม่ยอมทําในสิ งไม่ดีทีตัวชอบ อาการอย่างนี เรี ยกว่า “อด ํกลัน” ส่ วนคําว่า “ทน” คือ ทาน เป็ นการทนเผชิญกับสิ งทีตนไม่ชอบซึงมากระทบ เพือยึดมันในทางดี เช่ น ทนแดด ทนฝน ทนเหนื อย ทนหนาว ทนต่ อ คํา ด่ า ว่ าเสี ยดสี เป็ นต้ น อย่ างนี เรี ยกว่ า“ทนทาน” ความอดกลัน และความทนทาน เวลาพูดเรามักนิย มพูดย่อ ๆ ว่า อดทน รวมทังอดทังทนเรี ยกว่า ขันติ ผูใดต้องการเป็ นผูนาหรื อผูปกครองคนอืน ต้อ งฝึ ก คื อหัดอดหัดทนมากๆ หัดรัก ษา ้ ้ ํ ้ปกติภาวะของตนไว้ ไม่วาจะถูกกระทบกระทังด้วยสิ งอันพึงปรารถนาหรื อไม่พึงปรารถนาก็ตาม มี ่ความหนักแน่นมันคง เหมือนแผ่นดินทีเราอยูอาศัย อะไรจะถมทับก็ทนได้ ไม่ทรุ ด ไม่สลาย ถ้าขาด ่ขันติเสี ยแล้วจะไม่มีงานชินใดในโลกสําเร็ จขึนมาได้เลย เพราะขัน ติ เป็ นคุ ณธรรมสําหรั บต่อ ต้านความท้อ ถอยหดหู่ เร่ ง เร้ า ให้เ กิ ด ความขยัน และทํา ให้เ ห็น อุ ปสรรคต่ า งๆ เป็ นเครื องท้า ทายความสามารถ นีเป็ นคุณสมบัติของผูนาข้อทีเก้า ้ ํ ๑๐. อวิโรธนะ : ความเป็ นผู้ประพฤติปฏิบัติไม่ ผิดพลาด ความเป็ นผูประพฤติมิให้ผิดพลาดจากศีลธรรม กฎหมาย ระเบียบ วินย ประเพณี อันดี งาม ้ ัของบ้านเมือง ถือประโยชน์สุข ความดี งามของรัฐ และประชาราษฎร์ เป็ นที ตังสถิตมันในธรรมทังส่ วนยุติธ รรม คื อความเทียงธรรมก็ดี นิ ติธ รรม คือระเบียบแบบแผนหลักการปกครอง ตลอดจนขนบธรรมเนียมประเพณี อนดีงามดังกล่าวแล้วก็ดี ไม่ประพฤติให้เคลือนคลาดวิบติไป ั ั คําว่า “อวิโรธนะ” หมายถึง การทีบุคคลเป็ นผูประพฤติไม่ผดพลาดในหน้าทีกิจการงานของ ้ ิตน กล่าวคือ อวิโรธนะธรรมนี เป็ นคุณธรรมสําหรับผูทีเป็ นใหญ่ หรื อเป็ นผูนาคนแล้วต้องไม่ทาผิด ้ ้ ํ ํในเรื องใดๆ ทังสิ น ไม่ว่าจะผิดมารยาท ผิดวัฒนธรรม ผิ ดศี ลธรรม ผิ ดจารี ตประเพณี ผิ ดระเบียบแบบแผน ผิดกติกา ผิดข้อบังคับ ผิดวินย ผิดกฎหมาย หรื อ ผิดอย่างใดอย่างหนึ งทีเป็ นอันตรายต่อ ัองค์กร ราชธรรมข้อนี เป็ นข้อรวบยอด กํากับราชธรรมข้ออืนๆ ทุกข้อ ให้อยูในขอบเขตทีชอบทีควร ่
  13. 13. ๑๓นอกจากนียังหมายถึง การไม่แสดงอาการพิรุธ หรื อพิโรธโกรธกริ ว การแสดงอาการพิรุธ เช่ น การตืนเต้น เกิ นไปเมื อได้ดี หรื อตีโพยตีพายแสดงอาการโกรธจัดเมือถูก ขัดใจ๑๕ อาการเหล่าเป็ นต้นล้วนอยูในลักษณะแห่งการกระทําทีผิดพลาดหรื อผิดปกติของผูดารงตําแหน่งภาวะผูนาทังสิ น ่ ้ ํ ้ ํ เหตุผลทีห้ามมิให้ผูนาประพฤติผิดพลาดตามราชธรรมข้อ นี นัน เพราะเหตุว่าการมีอานาจ ้ ํ ํเหนื อคนอืนเป็ นสิ งหนึงทียัวใจให้ผูใหญ่หรื อผูปกครองอยากทําผิด โดยคิดหรื อเข้าใจว่า ้ ้ ๑๐.๑ ไม่มีใครกล้าตําหนิติเตียนตนได้ ๑๐.๒ ไม่มีใครกล้าทีจะเอาโทษ ๑๐.๓ แม้ผิดแล้วก็มีทางปลดเปลืองให้พน โทษได้ เพราะตนมีอานาจ ้ ํ ด้วยเหตุนี จึงมีผูหลักผูใหญ่ นักบริ หาร นักปกครอง กระทําความผิด หรื อทําอะไรผิดๆ ทัง ้ ้ทีรู้ อยู่ พฤติกรรมของผูนาเหล่านี ในทางพุทธศาสนาเรี ยกว่า “ความหลง” คือสิ งทีทําให้เกิ ดความมัว ้ ํเมา เพลิดเพลิน ระเริ งร่ า ขาดความยังคิดด้วยความลืมตัว บางครังอาจทําอะไรลงไปโดยไม่รู้ตว ไม่ รู้ ัว่าตัวเองกําลังทําอะไรอยู่ ทังทีการกระทําหรื อคําทีพูดนันเป็ นสิ งชัว เป็ นสิ งเลวหรื อ เป็ นคํา ทีหยาบคาย ก่ อความทุกข์ความเดือดร้อนให้แก่ พวกพ้อง แก่สถาบันหรื อแม้แก่ ตนเอง ทําไปโดยปราศจากสัมปชัญญะขาดความยับยังชังใจ เพราะความหลงซึ งเปรี ยบดังเมฆทึบมาบดบังความดีงามแห่งจิตใจดังเดิมเสี ยสิ น หรื อบางคราวก็หลงในลาภยศตําแหน่ง แล้วทําให้เกิ ดความพองตัวความอหังการเทียวกดขีข่มเหงรังแกผูทีอ่อนกว่าให้เดือดร้ อน เป็ นเหตุชกนําเวรภัยเข้ามาหาตนโดยไม่รู้สึกตัว๑๖ อาการ ้ ัของเหล่าผูนาทีหลงอยู่กบสิ งได้มีได้เป็ นเหล่านี ล้วนเป็ นวิโรธนะ คือเป็ นการกระทําทีผิดพลาด แต่ ้ ํ ัก็หลงผิดไปว่า ฉันเป็ นผูนาคน เป็ นผูใหญ่ ย่อมกระทําได้ ไม่ มีใครกล้าเอาผิด โดยเอาพฤติกรรมที ้ ํ ้ตนกระทําความผิดพลาดนันมาวัดความเป็ นผูนาของตน ้ ํ เมือว่าโดยหลักการแล้ว ผูใหญ่หรื อผูนาควรบําเพ็ญตนอยู่ใน อวิโรธนปฏิ ปทา คือ พยายาม ้ ้ ํไม่กระทําผิดพลาดใดๆ ในองค์กรหรื อหน่วยงานของตน ไม่วาผิดมากหรื อผิดน้อย ดังนัน คุณธรรม ่ข้อนีจะแสดงออกแต่พฤติกรรมของบุคคลภายนอก คือเป็ นคนเคร่ งครัดในระเบียบ แบบแผน ซึ งก็เป็ นวิธีหนึงทีจะนํามาซึ งความปลอดภัยแก่ตน เป็ นการป้ องกันความผิด อันเกิ ดจากการมุ่ งร้ ายของฝ่ ายอริ ทีคอยจับผิดอยู่ตลอดเวลา นีเป็ นคุณธรรมของผูนาข้อสุ ดท้าย ้ ํ ๑๕ พระครู วิวิธธรรมโกศล (ชัยวัฒน์ ธมฺมวฑฺ ฒโน), อ้ างแล้ ว, หน้า ๓๖๓. ๑๖ พระธรรมกิตติวงศ์,อัปปมัตตกถา ในหนังสื อ ปูชากถา ๑๐๐ เทศนา บู ชาพระพุท ธวรญาณ วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร (กรุ งเทพ ฯ : หจก. สามลดา,๒๕๔๙), หน้า ๔๐.
  14. 14. ๑๔ลักษณะของการเป็ นผู้นําทีดี ลักษณะของการเป็ นผูนาทีดี ทีควรแก่ การสักการบูชา นับถือ ยกย่อง และเป็ นทียอมรับของ ้ ํผูน้ อยหรื อ ผู ้ใต้บงคับบัญชาตลอดจนคนทัวไปนัน ผูน ําจะต้อ งเป็ นผู้ทีมี ภูมิธ รรมและคุณ ธรรม ้ ั ้ประจําตน ซึงคนในสมัยก่อนเรี ยกว่า “เป็ นร่ มโพธิร่ มไทร” คําว่า “ร่ มโพธิ” หมายความว่า ใครอยู่ใกล้ ใครได้อาศัยบุคคลนันจะเป็ นคนไม่โง่ เพราะว่าคําว่า “โพธิ ” แปลว่า ความรู ้ ความสามารถ ความเฉลียวฉลาด ผูนาทีเป็ นเหมือนร่ มโพธิ ใครอยู่ในร่ ม ้ ํเงาการปกครองการดูแล บุคคลเหล่านันจะเป็ นคนทีไม่โง่เขลาเบาปั ญญา คําว่า “ร่ มไทร” หมายความว่า ให้ความร่ มเย็นแก่ผูทีอยู่ในปกครองด้วยคุณธรรม ปกครอง ้ด้วยความเมตตา กรุ ณา มุทิตา อุเบกขา ให้ความอบอุ่น ให้ความเบาใจ ความสุ ขสบายได้ จึงได้ชือว่าเป็ นเหมือนร่ มไทรทีใครเข้าไปพักอาศัยก็ จะมีแต่ค วามอุ่ นใจ มีความสบายใจคลายจากความทุกข์ความร้ อนต่างๆ ได้๑๗ ซึ งลักษณะดังกล่าวมีอยู่ ๔ ประการ คือ๑๘ ๑. เป็ นผู้นําทีเป็ นหลัก คําว่า “เป็ นหลัก ” หมายถึ ง การทํา ตัวให้ส ามารถเป็ นทีพึงพิง เป็ นที พํานัก อาศัยของผูน้อยได้ กล่าวคือมีความยุติธรรมไม่เอนเอียงไปด้วยอคติทง ๔ คือ ไม่เอนเอี ยงเพราะความรัก ไม่ ้ ัเอนเอี ย งเพราะชั ง ไม่ เ อนเอี ย งเพราะกลัว และไม่ เ อนเอี ย งเพราะหลง มี ค วามเทียงตรงต่ อผูใต้บง คับบัญชาต่อผู ้น้อย หรื อ ต่อผูทีอยู่ในการดูแ ลหรื อปกครองของตน อย่า งนี เรี ยกกันว่าเป็ น ้ ั ้หลักได้ โดยเฉพาะในเวลาทีมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึนทีร้ ายแรง ก็ไม่หนีเอาตัวรอดแต่ เพียงฝ่ ายเดี ยวสามารถเป็ นทีพึง เป็ นทีพัก เป็ นทีพึง อิงอาศัยได้ สามารถจะยืนหยัดต่อสู ้ร่วมกับผูนอยได้้ ้ ผู้ใหญ่ทีเป็ นหลักไม่เ อนเอียง ไม่มีอคติ มีความยุติธ รรม ผูใหญ่ ทีปกครองผูน้อย ด้วย ้ ้คุณธรรม ด้วยความสุ จริ ตใจ อย่างนีเรี ยกว่าเป็ นหลัก เป็ นภาวะของผู ้นาประการทีหนึ ง ผูทีมีภ าวะ ํ ้ผูน ําคื อ เป็ นหลักได้จดว่าเป็ นผูน ําทียอดเยียม ผูทีมี ภ าวะผู ้นา ทีเป็ นหลัก เรี ยกกันว่า เป็ นผู ้มีวาจา ้ ั ้ ้ ํศักดิสิ ทธิ มีคนเชือ มีคนฟั ง มีคนทําตาม ก็เพราะว่าเป็ นหลักได้ มีคนจดจํา นําเอาไปประพฤติ นําเอาไปปฏิบติ ไม่ดือรันด้วยประการทังปวง เพราะถือว่าเป็ นหลักได้ ผูนาทีเป็ นหลักได้ดงนี ชื อว่าเป็ น ั ้ ํ ัผูนาทีมีคุณสมบัติควรแก่ การบูชา ้ ํ ๑๗ พระราชนันทมุนี, ปูชากถา ในหนังสื อ ๑๐๐ เทศนา บู ชาพระพุทธวรญาณ วัดประยุร วงศาวาสวรวิหาร,อ้างแล้ว, หน้า ๒๙ - ๓๐. ๑๘ พระครู ปลัดอาทิตย์ อตฺ ถเวที, ปูชากถา ในหนังสื อ ๑๐๐ เทศนา บูชาพระพุทธวรญาณ วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร,อ้างแล้ว, หน้า ๗๓๔ – ๗๓๗.

×