Successfully reported this slideshow.
We use your LinkedIn profile and activity data to personalize ads and to show you more relevant ads. You can change your ad preferences anytime.

ทักษะกระบวนการวิทย์

566 views

Published on

  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

ทักษะกระบวนการวิทย์

  1. 1. เรื ่ อ ง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนทักษะทางวิทยาศาสตร์และพฤติกรรมการทำางานกลุ่ม วิชาเคมี เรื่องปริมาตรของก๊าซของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้รูปแบบการสอนแบบร่วมมือ บทที ่ 11 ความเป็นมาและความสำาคัญของปัญหา เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปแล้วว่าวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีมีบทบาทสำาคัญยิ่งต่อการพัฒนาประเทศ ซึ่งสังคมปัจจุบันนี้มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การศึกษาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นับว่าเป็นเครื่องมือที่มี ความสำาคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และเป็นพื้นฐานในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ในการที่จะส่งเสริมให้ประเทศชาติพึ่งตนเองได้ จากแผนการศึ ก ษา ระยะที่ 8 ได้ กำา หนดเป้ า หมายในการพัฒนาการเรียนการสอน คือ ปรับ กระบวนการเรีย นการสอนให้ ผู้เรี ย นเป็ น ศู น ย์ ก ลาง รวมทั้ ง มี รู ป แบบการเรี ย นการสอนที่ ห ลากหลาย เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้ เหมะสมกับกลุ่มเป้าหมาย มีการผลิ ต แ ละพั ฒ นา สื่ อ ทุ ก ประ เภท รวมทั้ ง สื่ อสิ่ งพิ มพ์ สื่ ออิเล็กทรอนิกส์ สื่อคอมพิวเตอร์ สื่อผสมและอุปกรณ์การสอนต่างๆเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของครูและการเรียนด้วยตัวเองของผู้เรียนในวั ย ต่ า งๆ การปรั บ ปรุ ง การจั ด กระบวนการเรี ย นการสอนให้ มีประสิทธิภาพ โดยครูผู้สอนปรับวิธีการเรียนการสอนให้ผู้เรียนเป็นศู นย์ กลางเน้ นกระบวนการคิ ดอย่ า งมี ร ะบบและมี เ หตุ ผ ล มุ่ ง ให้ ผู้เรียนรักการเรียนรู้ รู้จักวิเคราะห์ สังเคราะห์ แสวงหาความรู้และรู้จักแก้ปัญหาด้วยตัวเอง รวมทั้งการรู้จักการทำางานร่วมกันเป็นหมู่คณะ เพื่ อ เป็ น การพั ฒ นาทั ก ษะพื้ น ฐานของการมี ส่ ว นร่ ว มที่ มีคุ ณ ภ า พ ข อ ง ส ม า ชิ ก สั ง ค ม วิชาวิทยาศาสตร์เป็นวิชาที่มีความสำาคัญและจำาเป็นอย่างยิ่งซึ่ ง ผู้ เ รี ย นต้ อ งศึ ก ษาเล่ า เรี ย นทั้ ง ในระดั บ ประถมศึ ก ษา ระดั บมั ธ ยมศึ ก ษาตอนต้ น ระดั บ มั ธ ยมศึ ก ษาตอนปลาย และระดั บอุดมศึกษา ดังนั้นหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนปลายพุทธศักราช 2524(ฉบั บ ปรั บ ปรุ ง พ.ศ. 2533 )ได้ กำา หนดให้ ผู้ เ รี ย นที่ ต้ อ งการเรี ย นเน้ น หนั ก ทางวิ ท ยาศาสตร์ ที่ เ ลื อ กเรี ย นในรายวิ ช าเคมีชี ว วิ ท ยา และฟิ สิ ก ส์ มี วั ต ถุ ป ระสงค์ ใ นการเรี ย นเหมื อ นกั น คื อ (
  2. 2. สถานบันส่งเสริมการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ,2533) ١.เพื่อให้มีความเข้าใจในหลักการ และทฤษฎีที่เป็นพื้นฐานข อ ง วิ ช า วิ ท ย า ศ า ส ต ร์ ٢. เพื่ อให้มี ความเข้า ใจในลัก ษณะ ขอบเขต และข้ อจำา กั ด ข อ ง วิ ท ย า ศ า ส ต ร์ ٣. เพื่ อ ให้ มี ทั ก ษะที่ สำา คั ญ ในการค้ น คว้ า และคิ ด ค้ น ทาง วิ ท ย า ศ า ส ต ร์ แ ล ะ เ ท ค โ น โ ล ยี ٤. เ พื่ อ ใ ห้ มี เ จ ค ติ ท า ง วิ ท ย า ศ า ส ต ร์ ٥. เพื่ อ ให้ ต ระหนั ก ถึ ง ความสั ม พั น ธ์ ร ะหว่ า งวิ ท ยาศาสตร์ เ ท ค โ น โ ล ยี ม ว ล ม นุ ษ ย์ แ ล ะสภาพแวดล้ อ มในเชิ ง ที่ มี อิ ท ธิ พ ลและผลกระทบซึ่ ง กั น และกั น 6. เพื่ อ ให้ ส ามารถนำา ความรู้ ความเข้ า ใจในเรื่ อ งวิ ท ยาศาสตร์ แ ละเทคโนโลยี ไ ปใช้ ป ระโยชน์ ต่ อ สั ง คมและดำา รงชี วิ ต อ ย่ า ง มี คุ ณ ค่ า วิชาเคมี เ ป็ น สาขาหนึ่ง ในกลุ่ มวิ ช าวิท ยาศาสตร์ ที่ ผู้ เ รี ย นจะต้องอาศัยทักษะการคิดการจินตนาการอย่างมีเหตุมีผลเป็นอย่างมากจึงจะทำา ให้เข้าใจในหลักกการและทฤษฎีต่างๆได้ การเลือกวิธีการสอนที่ดีและถูกต้องจะเป็นเครื่องช่วยนำาไปสู่ผลสัมฤทธิ์ของการเรี ย นการสอนวิ ท ยาศาสตร์ อ ย่ า งแท้ จ ริ ง (จำา นง พรายแย้ มแข,2516) วิธีการสอนและกิจกรรมการเรียนการสอน จึงเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำา ให้การเรี ยนการสอนวิช าเคมี บรรลุ ตามจุ ดประสงค์ ที่ตั่งเ อ า ไ ว้ ไ ด้ การสอนวิ ชาเคมี เป็ น การสอนแบบสื บ เสาะหาความรู้ ตามหลักสูตรของ สสวท. การสอนแบบนี้จะเน้นการใช้คำา ถามเป็นสื่อสำาคัญในกระบวนการแสวงหาความรู้(ประจวบจิต คำาจัตุรัส,2537)ในทางปฏิบัติไม่ สามารถที่จะจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้เป็นแบบสื บ เสาะหาความรู้ ไ ด้ อ ย่ า งเต็ ม ที่ ทั้ ง ๆที่ ห ลั ก สู ต รตั้ ง ใจให้นักเรีย นได้พัฒนาการสร้า งแนวคิดจากกระบวนการหาความรู้ทั้งมวล(สุ นี ย์ คล้ า ยนิ ล ,2533) ผู้ เ รี ย นไม่ ค่ อ ยให้ ค วามสำา คั ญ กั บคำาถามของครู ที่ครูใช้สืบเสาะหาความรู้ เนื่องจากผู้เรียนต้องการเฉพาะเนื้อหาวิชาเคมี เพื่อใช้ในการสอบแข่งขันเพื่อคัดเลือกเข้าศึ ก ษาต่ อ ในระดั บ อุ ด มศึ ก ษา นั ก เรี ย นจึ ง ไม่ ใ ห้ ค วามสนใจในกระบวนการหรือวิธีการที่ได้มาของความรู้เท่าที่ควร ครูเป็นบุคคลที่สำา คั ญที่ สุดในการจัดกิจ กรรมการเรี ย นการสอน โดยครู จั ดการเรียนการสอนที่ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง เนื้อหาวิชาวิทยาศาสตร์มี
  3. 3. การค้นคว้าแสดงหาความรู้ต่างๆอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเป็นการพัฒนาความคิดของเด็กให้กว้างขึ้น โดยลักษณะความคิดหรือความรูที่ได้ ้มาจะเกิ ด ขึ้ น จากกิ จ กรรมในชั้ น เรี ย น โดยนั ก เรี ย นค้ น พบความรู้ด้วยตนเองจากการทำา กิจกรรมร่วมกันเป็นกลุ่ม ซึ่งความรู้ที่ได้จะเกิ ด จากการแลกเปลี่ ย นความคิ ด เห็ น ระหว่ า งสมาชิ ก ในกลุ่ มลักษณะการแบ่งกลุ่มนักเรียนในการเรียนการสอนจะจัดเป็นกลุ่ มใหญ่ ไม่คำานึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ กีรติศักดิ์ เพ็ชรแก้ว(2535) ในเรื่องการจัดกลุ่ม การเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ ไม่กำา หนดลัก ษณะและกฎเกณฑ์ใ ดๆ ที่ใ ช้แบ่งกลุ่มว่าจะแบ่งเด็กอย่างไรและในลักษณะไหนนอกจากนั้นเมื่อเสร็ จ การสอนหรื อ การทำา กิ จ กรรมในแต่ ล ะครั้ ง ครู ผู้ ส อนจะเริ่ มทำา การสอนในเนื้อหาใหม่ต่อไปโดยไม่คำา นึงถึงความแตกต่างในการรับรู้ของนักเรียนแต่ละคน ซึ่ งในการพัฒนากิจ กรรมการเรีย นการสอนควรปรับเปลี่ยนวิธีการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับความสามารถของนักเรียนโดยการเปลี่ยนวิธีสอนจากการเรียนกลุ่มใหญ่มาเป็ น การเรี ย นกลุ่ ม ย่ อ ย และยึ ด ความแตกต่ า งระหว่ า งผู้ เ รี ย นแต่ ล ะคนเป็ น หลั ก ซึ่ ง ลั ก ษณะกการเรี ย นการสอนที่ มี ก ารแบ่ งนักเรียนเป็นกลุ่มอย่างมีกฏเกณฑ์และเป็นระบบและคำานึงถึงความสามารถและความแตกต่างของแต่ละบุคคล เป็นลักษณะการเรียนแบบร่ ว มมื อ กั น เรี ย นรู้ (Cooperative Learning)โดยมี ก ฎเกณฑ์และเป้าหมายของกลุ่ม ซึ่งลักษะการจัดกลุ่มแต่ละกลุ่มจะมีสมาชิกในกลุ่มจำา นวน 4-5 คน และมีความสามารถที่แตกต่างกัน คือเด็กเก่ง เด็กปานกลาง เด็กอ่อน ในอัตราส่วน 1:2:1 คน เป้าหมายในการเรียนจะคำานึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลและเป็นวิธีการที่ช่วยในผู้เรียนได้ใช้ความสามารถและศักยภาพของตนเองในการแก้ปัญหาต่างๆร่วมกัน สมาชิกในกลุ่มได้แลกเปลี่ยนเสนอแนะแนวความคิด รับผิ ดชอบ พู ดคุ ย ชี้แนะสิ่ งต่ างๆร่ วมกั น ภายในกลุ่ ม มีรางวั ล หรื อ เป้ า หมายใ น การ เรี ย น เป็ น ตั ว เสริ มแ ร ง สุ ลั ดดาลอยฟ้ า (2539) ตั ว ผู้ วิ จั ย มี ค วามคิ ด ที่ จ ะใช้ เ ทคนิ ค การแบ่ ง กลุ่ มของการเรีย นแบบร่วมมื อกั นเรีย นรู้ไปเป็ นเกณฑ์ใ นการแบ่ ง กลุ่ มของนั ก เรี ย นในการเรี ย นการสอนวิ ช าเคมี โดยมี ก ารกำา หนดเป้ าหมายหรือการให้รางวัลแก่นักเรียนเพื่อเป็นตัวเสริมแรงในการเรียนม า ใ ช้ ใ น ก ร ะ บ ว น ก า ร เ รี ย น ก า ร ส อ น ลักษณะการเรียนการสอบแบบร่วมมือกันเรียนรู้ Salvin(1990)(อ้างใน สุลัดดา ลอยฟ้า,2539) เป็นวิธีที่ช่วยให้ผู้เรียนได้ใช้ความสามารถเฉพาะตัวและศักยภาพในตนเอง ร่วมกันเรียนรู้
  4. 4. และแก้ปัญหาต่างๆ ให้บรรลุผลสำาเร็จได้โดยสมาชิกในกลุ่มตระหนักว่าแต่ละคนเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม ดังนั้น ความสำาเร็จหรือความล้มเหลวของกลุ่ม สมาชิกในกลุ่มต้องรับผิดชอบร่วมกันสมาชิกจะมีการพูดคุยช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ผูเรียนได้รับความรู้ ้จากเพื่อน ซึ่งแต่ละคนจะมีบทบาทสำาคัญต่อความสำาเร็จของกลุ่มและเมื่อประสบผลสำาเร็จในการทำางานหรือความเข้าใจกับเนื้อหาวิชาแล้วก็ยิ่งเพิ่มความสนใจในการทำากิจกรรมการเรียนรู้มากขึ้นซึ่งจะเป็นผลให้ผู้เรียนได้รู้สึกถึงคุณค่าของตนเองในชั้นเรียนนอกจากนั้นการสอนแบบร่วมมือกันเรียนรู้ยังก่อให้เกิดบรรยากาศที่นักเรียนได้พูดคุยกัน ซึ่งเป็นการช่วยให้นักเรียนและเพื่อนเข้าใจปัญหาชัดเจนยิ่งขึ้น แม้ว่าจะไม่สามารถหาคำาตอบได้ แต่ระดับการติดตามในปัญหาจะสูงกว่าการที่ครูเป็นผู้กำาหนดให้นักเรียนทำากิจกรรมและตัดสินใจคนเดียวเป็นการยกระดับความเข้าใจให้สูงถึงระดับการถ่ายทอดความคิด สำาหรับบทบาทของครูจะเปลี่ยนไปจากเดิม ไม่ได้เป็นผู้ถ่ายทอดความรู้เพียงอย่างเดียว แต่เป็นการสร้างสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการค้นคว้าหาความรู้ ซึ่งเกิดจากการกระทำาของตนเองและสมาชิกในกลุ่ม จากการศึกษางานวิจัยที่ใช้รูปแบบการสอนแบบร่วมมือกันเรียนรู้ ในวิชาวิทยาศาสตร์แลในวิชาอื่น สรุปได้ว่า การสอนแบบร่วมมือการเรียนรู้ทำาให้ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เจตคติและพฤติกรรมการทำางานกลุ่มสูงขึ้น จากการศึกษาหลักการผลทฤษฎีในการเรียนการสอนแบบร่วมมือกันเรียนรู้ ซึ่งเป็นการแบ่งบันประสบการณ์การเรียนรู้ของแต่ละบุคคลไปสู่กลุ่ม ช่วยให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนได้ทั่วถึง ทั้งเด็กเก่ง เด็กปานกลาง เด็กอ่อน นักเรียนที่เรียนอ่อนจะได้รับความเอาใจใส่จากครูหรือเพื่อน และยังเป็นรูปแบบที่กระตุ้นให้ผู้เรียนมีความกระตือรือล้นในการเรียนตลอดเวลานอกจากนั้นยังเป็นการพัฒนาทักษะทางสังคมส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างตัวนักเรียนกับกลุ่มเพื่อนได้ ด้วยเหตุนี้ผู้วิจัยจึงสนใจที่จะศึกษาผลการจัดการเรียนการสอนวิชาเคมีโดยใช้รูปแบบการสอนแบบร่วมมือกันเรียน ร่วมกับชุดการสอนทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งจะทำาให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้และทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์รวมไปถึงพฤติกรรมการทำางานกลุ่มของนักเรียนสูงขึ้น ผู้วิจัยเลือกใช้การสอนแบบร่วมมือกันเรียนรู้แบบ STAD (Student TeamsAchievement Division) เพราะเป็นรูปแบบการสอนสามารถ
  5. 5. ประยุกต์ใช้กับวิชาเคมีได้ซึ่งมี 5 ขันตอน 1) การนำาเสนอบทเรียน ้ต่อทั้งชั้น 2) การศึกษากลุ่มย่อย 3) การทดสอบย่อย 4)คะแนนความก้าวหน้าของสมาชิกในกลุ่ม 5) กลุ่มที่ได้รับการยกย่อง และสอดแทรกวิธีการสอนเข้าไปในขั้นเสนอบทเรียนทั้งชั้น ซึ่งผู้วิจัยได้พิจารณาถึงความเหมาะสมของเนื้อหาเป็นเกณฑ์ในการเลือกใช้รูปแบบการสอน โดยแผนการสอนที่ใช้รูปแบบการสอนเพื่อให้เกิดมโนมติ (Concept Attainment Model) จะนำาไปใช้กับบทเรียนที่มีเนื้อหาสามารถบ่งบอกถึงคุณลักษณะเฉพาะของสิ่งนั้นๆและสามารถยกตัวอย่างได้หลายตัวอย่าง แผนการสอนที่ใช้รูปแบบการสอนโดยให้สิ่งช่วยจัดมโนมติล่วงหน้า (AdvanceOrganizer Model) ไปใช้กับบทเรียนที่มีเนื้อหาสาระมากๆ ในการสอนวิทยาศาสตร์ให้มีประสิทธิภาพ และบรรลุเป้าหมายจะต้องมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความหมายและขอบเขตของคำาว่าวิทยาศาสตร์เป็นอย่างดี ครูต้องตระหนักถึงความสำาคัญของกระบวนการแสวงหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ไม่น้อยไปกว่าเนื้อหาการจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ที่ดีและถุกต้องให้ผู้เรียนได้รับทั้งเนื้อหาความรู้ซึ่งเป็นผลผลิตทางวิทยาศาสตร์ และปลูกฝังการแสวงหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งหมายถึงทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ และเจตคติทางวิทยาศาสตร์ ให้แก่ผู้เรียนด้วนในเวลาเดียวกัน(นิดา สะเพียรชัยและคณะ 2523)2. วั ต ถุ ป ระสงค์ ข องการวิ จ ั ย 2.1 เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธ์ทางการเรียนโดยใช้รูปแบบการสอนแบบร่วมมือกันเรียนรู้ 2.2 เพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ที่ได้รับการสอนตามหลักการสอนแบบร่วมมือกันเรียนรู้ 2.3 เพื่อพัฒนาพฤติกรรมการทำางานกลุ่มของนักเรียนจากการใช้แผนการสอนวิชาเคมีที่สร้างขึ้นตามหลักการสอนแบบร่วมมือกันเรียนรู้3. ขอบเขตการวิ จ ั ย 3.1ประชากร ประชากรที่ใช้ในการวิจัยเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2545 โรงเรียนกมลาไสย อำาเภอกมลาไสย จ. กาฬสินธุ์
  6. 6. 3.2กลุ ่ ม ตั ว อย่ า ง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2545โรงเรียนกมลาไสย อำาเภอกมลาไสย จ. กาฬสินธุ์ โดยใช้นักเรียน1 ห้อง จำานวน 30 คน 3.3 ตั ว แปรในการศึ ก ษา 3.3.1 ตัวแปรต้น ได้แก่ วิธีการสอนแบบร่วมมือกันเรียนรู้ 3.3.2 ตัวแปรตาม ได้แก่ 3.3.2.1ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 3.3.2.2ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ 3.3.2.3พฤติกรรมการทำางานกลุ่ม4. คำ า จำ า กั ด ความนิ ย ามศั พ ท์ เ ฉพาะ 4.1 นักเรียน หมายถึง นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2545 โรงเรียนกมลาไสย อำาเภอกมลาไสยจ. กาฬสินธุ์ 4.2 รูปแบบการสอนแบบร่วมมือกันเรียนรู หมายถึง การสอนแบบร่วมมือกันเรียนรู้แบบ STAD (Student TeamsAchievement Division) ตามแผนการสอนแบบร่วมมือกันเรียนรู้ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นมีลักษณะเป็นการสอนที่มีเป้าหมายต้องการให้ผู้เรียนได้พัฒนาทักษะทางสติปัญญา ทักษะทางสังคม และความรู้ในด้านการเห็นถึงคุณค่าของตนเอง การที่จะให้ผู้เรียนบรรลุเป้าหมายดังกล่าวข้างต้นต้องคำานึงถึงหลักการ 3 ประการ คือ 4.2.1 รางวัลหรือเป้าหมายของกลุ่ม ซึ่งในการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยกำาหนดรางวัล คือ อุปกรณ์การเรียน เช่น ดินสอน สมุด 4.2.2 ความสามารถของแต่ละบุคคล ความสามารถในการเรียน การรับรู้ของบุคคลย่อมจะมีความแตกต่างกัน ในการเรียนโดยใช้รูปแบบนี้ บุคคลที่มีความสามารถทางการเรียนสูงจะช่วยเหลือบุคคลที่มความสาารถทางการเรียนตำ่าให้เรียนรู้ได้ดีขึ้น 4.2.3 ผู้เรียนมีโอกาสในการช่วยเหลือให้กลุ่มประสบผลสำาเร็จเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะเป็นบุคคลที่มีความสามารถทางการเรียนสูง ปานกลาง ตำ่า และการที่จะให้ผู้เรียนบรรลุเป้าหมายต้องคำานึงถึงหลัก 3 ประการนี้ เพื่อกระตุ้นให้ผุ้เรียนพยายามในการ
  7. 7. เรียนรู้มากยิ่งขึ้นและพยายามปรับพฤติกรรมเพื่อความสำาเร็จของกลุ่ม การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนมีขั้นตอนดังนี้ 4.2.3.1 ขันการเสนอบทเรียนต่อทั้งชั้น โดย ้เนื้อหาที่จะเรียนต่อนักเรียนทั้งห้อง โดยเลือกใช้รูปแบบการสอนที่เหมาะสมกับเนื้อหาในการเรียนการสอนแต่ะจรั้ง ผูวิจัยใช้รูปแบบ ้การสอน 2 รูปแบบได้แก่รูปแบบการสอนเพื่อให้เกิดมโนมติ(Concept Attainment Model) รูปแบบการสอนโดยให้สิ่งช่วยจัดมโนมติล่วงหน้า (Advance Organizer Model) ไปใช้กับบทเรียนที่มีเนื้อหาสาระมากๆ 4.2.3.2 ขันการศึกษากลุ่มย่อย นักเรียนแต่ละ ้กลุ่มจะประกอบด้วยสมาชิก 4-5 คน ซึ่งมีความแตกต่างกันในแง่ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและเพศ ภายในกลุ่มหนึ่งจะประกอยด้วยสมาชิกที่เป็นนักเรียนเก่ง 1 คน คนเรียนปานกลาง 2 คน คนเรียนอ่อน 1 คน ช่วยกันทำากิจกรรมที่กำาหนดโดยเน้นการช่วยเหลือกันในการเรียนและความรับผิดชอบร่วมกันของสมาชิกทุกๆคนในกลุ่ม 4.2.3.3 ขันการตรวจสอบเป็นการทำาแบบ ้ทดสอบด้วยตนเอง โดยไม่มีการช่วยเหลือกันต่างคนต่างทำา ตามความเข้าใจและความสามารถของตนเองเป็นหลักจากการที่ได้รับการสอนและการทำากิจกรรมกลุ่มแล้ว ซึ่งแต่ละคนต้องทำาคะแนนให้ได้มากที่สุด เพื่อส่งผลให้ตัวเองและกลุ่มประสบความสำาเร็จให้มากที่สุด 4.2.3.4 นำาคะแนนที่ได้จากการทดสอบย่อยของสมาชิกแต่ละคนในกลุ่มมาเปรียบเทียบหาความแตกต่างกับคะแนนพื้นฐานของสมาชิกแต่ละคนในกลุ่ม เพื่อคิดเป็นคะแนนพัฒนาของสมาชิกแต่ละคนในกลุ่ม 4.2.3.5 นำาคะแนนพัฒนาการ มาปรับเป็นคะแนนความก้าวหน้าของนักเรียนแต่ละกลุ่ม ซึ่งกลุ่มที่ได้รับการยกย่องบรรลุเป้าหมายของกลุ่ม จะมีคะแนนความก้าวหน้าตามเกณฑ์ที่ได้แจ้งไว้ 4.3 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง คะแนนระหว่างทดสอบหลังเรียนและการทดสอบก่อนเรียนที่ได้จากการตอบแบบสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาเคมี เรื่อง ปริมาตรของก๊าซ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 4.4 ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ หมายถึง พฤติกรรมที่เกิดจากการปฏิบัติและการฝึกความนึกคิดอย่างมีระบบ เป้
  8. 8. นทักษะทางสติปัญญาในการเลือกและใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์เพื่อแก้ปัญหาและค้นพบคำาตอบ ในการวิจัยครั้งนี้คะแนนทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ระหว่างทดสอบหลังเรียนและการทดสอบก่อนเรียนที่ได้จากการตอบแบบวัดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียน 4.5 แบบวัดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ หมายถึงแบบวัดความสามารถของนักเรียนในการใช้ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นแบบทดสอบที่ได้นำามาจาก 4.5.1ทักษะการสังเกต 4.5.2ทักษะการวัด 4.5.3ทักษะการจำาแนกประเภท 4.5.4ทักษะการคำานวณ 4.5.5ทักษะการจัดกระทำาและการสื่อความหมายของ ข้อมูล 4.5.6ทักษะการลงความคิดเห็นจากข้อมูล 4.5.7ทักษะการพยากรณ์ 4.5.8ทักษะการตั้งสมมติฐาน 4.5.9ทักษะการกำาหนดนิยามเชิงปฏิบัติการ 4.5.10ทักษะการกำาหนดและการควบคุมตัวแปร 4.5.11ทักษะการทดลอง 4.5.12ทักษะการตีความหมายของจ้อมูลและการลงข้อ สรุป 4.6 แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง แบบวัดความ สามารถของนักเรียนในการเรียนเรื่อง ปริมาตรของก๊าซ ซึ่งผู้วิจัยได้สร้างขึ้นเอง 4.7 พฤติกรรมการทำางานกลุ่มที่บุคคลแสดงออกในการปฏิบัติงาน หรือทำางานโดยมีเป้าหมายร่วมกันมีการติดต่อสื่อสารการประสานงาน เพื่อในงานกลุ่มบรรลุผลสำาเร็จตามเป้าหมาย5. ประโยชน์ ท ี ่ ค าดว่ า จะได้ ร ั บ 5.1 เป็นการเผยแพร่การสอนโดยใช้รูปแบบการสอนแบบร่วมมือกันเรียนรู้ในรายวิชาเคมี 5.2 เป็นแนวทางให้ครูผู้สอนได้ศึกษาและทดลองสร้างบทเรียนแบบร่วมมือกันเรียนรู้ในวิชาเคมี 5.3เป็นแนวทางและวิธีการพัฒนาความรู้ความสามารถส่วน บุคคลให้เกิดขึ้นแก่ผู้เรียน

×