โปรแกรมคอม

639 views

Published on

0 Comments
0 Likes
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

No Downloads
Views
Total views
639
On SlideShare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
2
Actions
Shares
0
Downloads
1
Comments
0
Likes
0
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

โปรแกรมคอม

  1. 1. ความหมายของโปรแกรมคอมพิว เตอร์ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ หมายถึง คำาสั่งหรือชุดคำาสั่ง ที่เขียนขึ้นมาเพื่อสังให้เครื่อง ่คอมพิวเตอร์ทำางานตามที่เราต้องการ  เราจะให้คอมพิวเตอร์ทำาอะไรก็เขียนเป็นคำาสั่งตามลำาดับขั้นตอน คำาสั่งเหล่านี้นักพัฒนาโปรแกรม จะเขียนขึ้นด้วยภาษาคอมพิวเตอร์ตามลำาดับขั้นตอนของการพัฒนาโปรแกรม ดังนี้
  2. 2. มิ่ง  (ProgrammingLanguage) ภาษาโปรแกรมมิ่ง  หมาย ถึง ภาษาใดๆ ที่ถูกออกแบบโครงสร้างขึ้นมา เพื่อใช้ในการเขียนคำาสังหรือชุดคำาสัง ส่วนใหญ่เป็นภาษา ่ ่อังกฤษที่มนุษย์เข้าใจ ประกอบด้วยโครงสร้างของภาษา (Structure) รูปแบบไวยากรณ์(Syntax) และคำาศัพท์ต่างๆ (Vocabulary หรือ Keyword) เพื่อสั่งให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำางานตามที่เราต้องการ ในงานเขียนโปรแกรมจะต้องมีการเตรียมงานเกี่ยวกับการเขียนโปแกรมอย่างเป็นขั้นตอน เรียกขั้น
  3. 3. ขัน ตอนการพัฒ นาโปรแกรม ้ 1.    การวิเคราะห์ปญหา ั การวิเคราะห์ปญหา ประกอบด้วยขั้นตอนต่างๆ ั ดังนี้    1.1   กำาหนดวัตถุประสงค์ของงาน เพื่อ พิจารณาว่าโปรแกรมต้องทำาการประมวลผล อะไรบ้าง    1.2   พิจารณาข้อมูลนำาเข้า เพื่อให้ทราบว่าจะ ต้องนำาข้อมูลอะไรเข้าคอมพิวเตอร์ ข้อมูลมี คุณสมบัติเป็นอย่างไร ตลอดจนถึงลักษณะและ รูปแบบของข้อมูลที่จะนำาเข้า
  4. 4.   1.3   พิจารณาการประมวลผล ให้ทราบว่า โปรแกรมมีขั้นตอนการประมวลผลอย่างไร มี เงื่อนไปการประมวลผลอะไรบ้าง    1.4   พิจารณาข้อสนเทศนำาออก เพื่อให้ทราบ ว่ามีข้อสนเทศอะไรที่จะแสดง รูปแบบและสือที่จะ ่ ใช้ในการแสดงผล
  5. 5. 2.  การออกแบบโปรแกรม การออกแบบขั้นตอนการทำางานของโปรแกรมเป็นขั้นตอนที่ใช้เป็นแนวทางในการลงรหัสโปรแกรม ผู้ออกแบบขั้นตอนการทำางานของโปรแกรมอาจใช้เครื่องมือต่างๆ ช่วยในการออกแบบ อาทิเช่น คำาสั่งลำาลอง (Pseudocode) หรือ ผังงาน (Flow chart) การออกแบบโปรแกรมนั้นไม่ต้องพะวงกับรูปแบบคำาสั่งภาษาคอมพิวเตอร์ แต่ให้มุ่งความสนใจไปที่ลำาดับขั้นตอนในการประมวลผลของโปรแกรมเท่านั้น
  6. 6. 3.  การเขีย นโปรแกรมด้ว ยภาษาคอมพิว เตอร์ การเขียนโปรแกรมเป็นการนำาเอาผลลัพธ์ของการออกแบบโปรแกรม มาเปลี่ยนเป็นโปรแกรมภาษาคอมพิวเตอร์ภาษาใดภาษาหนึง ผู้เขียนโปรแกรมจะต้องให้ความสนใจต่อ ่รูปแบบคำาสังและกฎเกณฑ์ของภาษาที่ใช้เพื่อ ่ให้การประมวลผลเป็นไปตามผลลัพธ์ที่ได้ออกแบบไว้ นอกจากนั้นผูเขียนโปรแกรมควร ้แทรกคำาอธิบายการทำางานต่างๆ ลงในโปรแกรมเพื่อให้โปรแกรมนันมีความกระจ่างชัดและง่าย ้
  7. 7. 4. การทดสอบและแก้ไ ขโปรแกรม การทดสอบโปรแกรมเป็นการนำาโปรแกรมที่ลงรหัสแล้วเข้าคอมพิวเตอร์ เพื่อตรวจสอบรูปแบบกฎเกณฑ์ของภาษา และผลการทำางานของโปรแกรมนั้น ถ้าพบว่ายังไม่ถูกก็แก้ไขให้ถูกต้องต่อไป ขั้นตอนการทดสอบและแก้ไขโปรแกรม อาจแบ่งได้เป็น 3 ขั้น 4.1    สร้างแฟ้มเก็บโปรแกรมซึ่งส่วนใหญ่นยมนำาโปรแกรมเข้าผ่านทางแป้นพิมพ์ ิโดยใช้โปรแกรมประมวลคำา
  8. 8. 4.2  ใช้ตัวแปลภาษาคอมพิวเตอร์แปลโปรแกรมที่สร้างขึ้นเป็นภาษาเครื่อง โดยระหว่างการแปลจะมีการตรวจสอบความถูกต้องของรูปแบบและกฎเกณฑ์ในการใช้ภาษา ถ้าคำาสังใดมีรูป ่แบบไม่ถูกต้องก็จะแสดงข้อผิดพลาดออกมาเพื่อให้ผู้เขียนนำาไปแก้ไขต่อไป ถ้าไม่มีข้อผิดพลาดเราจะได้โปรแกรมภาษาเครื่องที่สามารถให้คอมพิวเตอร์ประมวลผลได้ 4.3  ตรวจสอบความถูกต้องของการประมวลผลของโปรแกรม โปรแกรมที่ถูกต้องตามรูปแบบและกฎเกณฑ์ของภาษา แต่อาจให้ผลลัพธ์ของการประมวลผลไม่ถูกต้องก็ได้ ดังนั้นผู้เขียน
  9. 9. วิธีการหนึงก็คือ สมมติข้อมูลตัวแทนจากข้อมูลจริง ่นำาไปให้โปรแกรมประมวลผลแล้วตรวจสอบผลลัพธ์ว่าถูกต้องหรือไม่ ถ้าพบว่าไม่ถูกต้องก็ต้องดำาเนินการแก้ไขโปรแกรมต่อไป การสมมติข้อมูลตัวแทนเพื่อการทดสอบเป็นสิ่งที่มีความสำาคัญเป็นอย่างมาก ลักษณะของข้อมูลตัวแทนที่ดีควรจะสมมติทั้งข้อมูลที่ถูกต้องและข้อมูลที่ผิดพลาด เพื่อทดสอบว่าโปรแกรมที่พัฒนาขึ้นสามารถครอบคลุมการปฏิบติงานในเงื่อนไขต่างๆ ได้ครบถ้วน ันอกจากนีอาจตรวจสอบการทำางานของโปรแกรม ้ด้วยการสมมติตัวเองเป็นคอมพิวเตอร์ทีจะประมวลผล แล้วทำาตามคำาสั่งทีละคำาสั่งของโปรแกรมนั้นๆ
  10. 10. 5.  การทำา เอกสารประกอบโปรแกรม การทำาเอกสารประกอบโปรแกรมเป็นงานที่สำาคัญของการพัฒนาโปรแกรม เอกสารประกอบโปรแกรมช่วยให้ผู้ใช้โปรแกรมเข้าใจวัตถุประสงค์ข้อมูลที่จะต้องใช้กับโปรแกรม ตลอดจนผลลัพธ์ที่จะได้จากโปรแกรม การทำาโปรแกรมทุกโปรแกรมจึงควรต้องทำาเอกสารกำากับ เพื่อใช้สำาหรับการอ้างอิงเมื่อจะใช้งานโปรแกรมและเมื่อต้องการแก้ไขปรับปรุงโปรแกรม เอกสารประกอบโปรแกรมที่จัดทำา ควรประกอบด้วยหัวข้อต่อไปนี้
  11. 11. 1.    วัตถุประสงค์2.    ประเภทและชนิดของคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ที่ใช้ในโปรแกรม3.    วิธีการใช้โปรแกรม4.    แนวคิดเกี่ยวกับการออกแบบโปรแกรม5.    รายละเอียดโปรแกรม6.    ข้อมูลตัวแทนที่ใช้ทดสอบ7.    ผลลัพธ์ของการทดสอบ
  12. 12. 6.  การบำา รุง รัก ษาโปรแกรม เมื่อโปรแกรมผ่านการตรวจสอบตามขั้นตอนเรียบร้อยแล้ว และถูกนำามาให้ผู้ใช้ได้ใช้งาน ในช่วงแรกผูใช้อาจจะยังไม่คุ้นเคยก็อาจ ้ทำาให้เกิดปัญหาขึ้นมาบ้าง ดังนั้นจึงต้องมีผู้คอยควบคุมดูแลและคอยตรวจสอบการทำางาน การบำารุงรักษาโปรแกรมจึงเป็นขั้นตอนที่ผเขียน ู้โปรแกรมต้องคอยเฝ้าดูและหาข้อผิดพลาดของโปรแกรมในระหว่างที่ผู้ใช้ใช้งานโปรแกรม และปรับปรุงโปรแกรมเมื่อเกิดข้อผิดพลาดขึ้น หรือในการใช้งานโปรแกรมไปนานๆ ผู้ใช้อาจต้องการเปลี่ยนแปลงการทำางานของระบบงาน
  13. 13. ภาษาคอมพิว เตอร์ (ComputerProgramming Language) ชนิด ของภาษาคอมพิว เตอร์ ภาษาคอมพิวเตอร์เริ่มมาจากในมหาวิทยาลัย หรือในหน่วยงานของรัฐบาลที่ต้องการทำางานบางอย่างนอกจากนี้ บางภาษาเกิดขึ้นเพราะความต้องการด้านวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์และอื่น ๆ อีกมากมาย ทำาให้มีภาษาเกิดขึ้นเป็นจำานวนมาก
  14. 14. จากการที่มีภาษาจำานวนมากมายนั้น ทำาให้ต้องกำาหนดระดับของภาษาคอมพิวเตอร์ เพื่อช่วยในการแบ่งประเภทของภาษาเหล่านัน การกำาหนด ้ว่าเป็นภาษาระดับตำ่าหรือภาษาระดับสูง จะขึ้นอยู่กับภาษานั้นใกล้เคียงกับเครื่องคอมพิวเตอร์(ใกล้เคียงกับรหัส 0 และ 1 เรียกว่า ภาษาระดับตำ่า) หรือว่าใกล้เคียงกับภาษาที่มนุษย์ใช้ (ใกล้เคียงกับภาษาอังกฤษ เรียกว่า ภาษาระดับสูง)
  15. 15. ภาษาเครื่อ ง (Machine Language)ก่อนปีค.ศ. 1952 มีภาษาคอมพิวเตอร์เพียงภาษาเดียวเท่านั้นคือ ภาษาเครื่อง (MachineLanguage) ซึ่งเป็นภาษาระดับตำ่าที่สด เพราะ ุใช้เลขฐานสองแทนข้อมูล และคำาสั่งต่าง ๆทั้งหมดจะเป็นภาษาที่ขึ้นอยู่กับชนิดของเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือหน่วยประมวลผลที่ใช้ นั่นคือแต่ละเครื่องก็จะมีรูปแบบของคำาสังเฉพาะของ ่ตนเอง ซึ่งนักคำานวณและนักเขียนโปรแกรมในสมัยก่อนต้องรู้จักวิธีที่จะรวมตัวเลขเพื่อแทนคำาสั่งต่าง ๆ ทำาให้การเขียนโปรแกรมยุ่งยากมากนักคอมพิวเตอร์จึงได้พัฒนาภาษาแอสเซมบลีขึ้น
  16. 16. ภาษาแอสเซมบลี (AssemblyLanguage) ต่อมาในปีค.ศ. 1952 ได้มีการพัฒนาโปรแกรมภาษาระดับตำ่าตัวใหม่ ชื่อภาษาแอสเซมบลี (Assembly Language) โดยที่ภาษาแอสเซมบลีใช้รหัสเป็นคำาแทนคำาสั่งภาษาเครื่อง ทำาให้นักเขียนโปรแกรมสามารถเขียนโปรแกรมได้ง่ายขึ้น ถึงแม้ว่าการเขียนโปรแกรมจะยังไม่สะดวกเท่ากับการเขียนโปรแกรมภาษาอื่น ๆ ในสมัยนี้ แต่ถ้าเปรียบเทียบในสมัยนั้นก็ถือว่าเป็นการพัฒนาไปสู่ยุคของการเขียนโปรแกรมแบบใหม่ คือใช้สญลักษณ์แทนเลข 0 ัและ 1 ของภาษาเครื่อง ซึ่งสัญลักษณ์ที่ใช้จะ
  17. 17. ตัว อย่า งนิว มอนิก โคด ถึงแม้ว่านิวมอนิกโคดที่ใช้จะไม่ใช้คำาในภาษาอังกฤษ แต่ก็เป็นสัญลักษณ์ที่สื่อความหมายให้ผู้ใช้สามารถจดจำาได้ง่ายกว่าสัญลักษณ์เลข 0 และ 1 ผู้เขียนโปรแกรมภาษาแอสเซมบลียังสามารถกำาหนดชือของที่เก็บ ่ข้อมูลในหน่วยความจำาเป็นคำาในภาษาอังกฤษแทนที่จะเป็นเลขที่ตำาแหน่งในหน่วยความจำาเช่น TOTAL , INCOME เป็นต้น แต่ข้อจำากัดของภาษาภาษาแอสเซมบลี คือ จะแตกต่างกันไปในแต่ละเครื่องเช่นเดียวกับภาษาเครื่อง ผู้เขียนโปรแกรมภาษาแอสเซมบลีต้องใช้
  18. 18. ภาษาระดับ สูง (High Level Language) ในปีค.ศ. 1960 ได้มีการพัฒนา ภาษาระดับสูง (High Level Language) ขึ้น ภาษาระดับสูงจะใช้คำาในภาษาอังกฤษแทนคำาสั่งต่าง ๆ รวมทั้งสามารถใช้นิพจน์ทางคณิตศาสตร์ได้ด้วยทำาให้นักเขียนโปรแกรมสามารถใช้เวลามุ่งไปในการศึกษาถึงทางแก้ปญหาเท่านั้น ไม่ต้องเป็น ักังวลว่าคอมพิวเตอร์จะทำางานอย่างไรอีกต่อไป ภาษาระดับสูงนี้ถือว่าเป็น ภาษายุคที่สาม(third-generation language) ซึ่งทำาให้เกิดการประมวลผลข้อมูลเพิ่มมากขึ้นอย่างมหาศาลระหว่างปี ค.ศ. 1960 ถึง ค.ศ. 1970 และมีผู้
  19. 19. อย่างไรก็ตาม ภาษาระดับสูงก็ยังคงต้องการตัวแปลภาษาให้เป็นภาษาเครื่องเพื่อสัง่ให้เครื่องทำางานต่อไป ตัวแปลภาษาที่นิยมใช้งานกันโดยทั่วไปจะเป็นแบบคอมไพเลอร์ ซึ่งแต่ละภาษาก็มีคอมไพเลอร์ไม่เหมือนกัน รวมทั้งคอมไพเลอร์แต่ละตัวก็จะต่างกันไปบนเครื่องแต่ละชนิดด้วย เช่น ถ้าเขียนโปรแกรมภาษาCOBOL บนเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ ก็จะต้องเลือกใช้คอมไพเลอร์ภาษา COBOL ที่ทำางานบนเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ ซึ่งการเขียนโปรแกรมภาษาหนึ่งภาษาใดบนเครื่องที่ต่างกันอาจจะแตกต่างกันได้ เพราะคอมไพเลอร์ที่ใช้
  20. 20. ภาษาระดับ สูง มาก (Very high-levelLanguage) เป็นภาษายุคที่ 4 (fourth-generationlanguage) หรือ 4GLs จะเป็นภาษาที่ใช้เขียนโปรแกรมได้สนกว่าภาษาในยุคก่อน ๆ การ ั้ทำางานบางอย่างสามารถใช้เพียง 5 ถึง 10บรรทัดเท่านันในขณะที่ถ้าเขียนด้วยภาษา อาจ ้ต้องใช้ถึง 100 บรรทัด โดยพื้นฐานแล้ว ภาษาในยุคที่ 4 นี้มีคณสมบัติที่แยกจากภาษาในยุค ุก่อน ๆ อย่างชัดเจน กล่าวคือภาษาในยุคก่อนนันใช้หลักการของ การเขียนโปรแกรมแบบโพร ้ซีเยอร์ (procedurl language) ในขณะที่
  21. 21. ผู้เขียนโปรแกรมเพียงแต่กำาหนดว่าต้องการให้โปรแกรมทำาอะไรบ้างก็สามารถเขียนโปรแกรมได้ทันที โดยไม่ต้องทราบว่าทำาได้อย่างไร ทำาให้การเขียนโปรแกรมสามารถทำาได้ง่ายและรวดเร็ว มีนักเขียนโปรแกรมกล่าวว่า ถ้าใช้ภาษาในยุคที่ 4 นี้เขียนโปรแกรมจะทำาให้ได้งานที่เพิ่มขึ้นถึงสิบเท่าตัว ตัวอย่างเช่น ถ้าต้องการพิมพ์รายงานแสดงจำานวนรายการสินค้าที่ขายให้ลูกค้าแต่ละคนในหนึ่งเดือน โดยให้แสดงยอดรวมของลูกค้าแต่ละคน และให้ขึ้นหน้าใหม่
  22. 22. ข้อ ดีข องภาษาในยุค ที่ 4 การเขียนโปรแกรมจะเน้นที่ผลของงานว่าต้องการอะไร ไม่สนใจว่าจะทำาได้อย่างไร ช่วยพัฒนาเนื้องาน เพราะเขียนและแก้ไขโปรแกรมได้ง่ายไม่ต้องเสียเวลาอบรมผูเขียนโปรแกรม ้มากนัก ไม่ว่าผูที่จะมาเขียนโปรแกรมนั้นมีความ ้รู้ด้านการเขียนโปรแกรมหรือไม่ ผูเขียน ้โปรแกรมไม่ต้องทราบถึงฮาร์ดแวร์ของเครื่องและโครงสร้างโปรแกรม
  23. 23. ภาษาธรรมชาติ (NatureLanguage) เป็น ภาษายุคที่ 5 (fifthgeneration language) หรือ 5GLsธรรมชาติหมายถึงธรรมชาติของมนุษย์ คือไม่ต้องสนใจถึงคำาสังหรือลำาดับของข้อมูลที่ถูกต้อง ่ผู้ใช้เพียงแต่พิมพ์สิ่งที่ต้องการลงในเครื่องคอมพิวเตอร์เป็นคำาหรือประโยคตามที่ผู้ใช้เข้าใจซึ่งจะทำาให้มีรูปแบบของคำาสังหรือประโยคที่แตก ่ต่างกันออกไปได้มากมาย เพราะผู้ใช้แต่ละคนอาจจะใช้ประโยคต่างกัน ใช้คำาศัพท์ต่างกันหรือแม้กระทั่งบางคนอาจจะใช้ศัพท์แสลงก็ได้คอมพิวเตอร์จะพยายามแปลคำาหรือประโยคเหล่า
  24. 24. ตัว อย่า งภาษาคอมพิว เตอร์  ปัจจุบันนีมีภาษาคอมพิวเตอร์ให้เลือกใช้ ้ มากมายหลายภาษา แต่ละภาษาก็ถูกออกแบบมา ให้ใช้กับงานด้านต่าง ๆ กัน ตัวอย่างเช่น บาง ภาษาก็ออกแบบมาให้ใช้แก้ปัญหาทางธุรกิจ บางภาษาก็ใช้ในการคำานวณที่ซับซ้อน ซึ่งจะ กล่าวโดยสรุปถึงการใช้งานของแต่ละภาษาดังนี้
  25. 25. ภาษา BASIC เป็นภาษาที่ใช้ง่าย และติดตั้งอยู่บนเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์สวนมาก ใช้สำาหรับผู้เริ่มต้น ่ศึกษาการเขียนโปรแกรมและผู้ที่เขียนโปรแกรมเป็นงานอดิเรก นิยมใช้ในการเขียนโปรแกรมสั้นๆ ภาษา BASIC รุ่นแรกใช้ interpreter เป็นตัวแปลภาษา ทำาให้เขียนโปรแกรม ทดสอบ และแก้ไขโปรแกรมได้อย่างง่ายดาย แต่ก็ทำางานได้ช้า ทำาให้ผที่เขียนโปรแกรมเชี่ยวชาญแล้วไม่ ู้นิยมใช้งาน แต่ปจจุบนนี้มีภาษา BASIC รุ่นใหม่ ั ัออกมาซึ่งใช้ conplier เป็นตัวแปลภาษา ทำาให้
  26. 26. ภาษา COBOL เป็นภาษาระดับสูงที่ออกแบบมาตั้งแต่ปีค.ศ.1960 นิยมใช้สำาหรับการแก้ปัญหาทางด้านธุรกิจเช่น การจัดเก็บ เรียกใช้ และประมวลผลทางด้านบัญชี ตลอดจนทำางานด้านการควบคุมสินค้าคงคลัง การรับและจ่ายเงิน เป็นต้น
  27. 27. คำาสังของภาษา COBOL จะคล้ายกับภาษา ่อังกฤษทำาให้สามารถอ่านและเขียนโปรแกรมได้ไม่ยากนัก ในยุคแรก ๆ ภาษา COBOL จะได้รับความนิยมบนเครื่องระดับเมนเฟรม แต่ปจจุบนนี้ ั ัจะมีตัวแปลภาษา COBOL ที่ใช้บนเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ด้วย รวมทั้งมีภาษา COBOL ที่ได้รับการออกแบบตามแนวทางเชิงวัตถุ (ObjectOriented) เรียกว่า Visual COBOLซึ่งช่วยให้โปรแกรมสามารถทำาได้ง่ายขึ้น และสามารถนำาโปรแกรมที่เขียนไว้มาใช้ในการพัฒนางานอื่น ๆอีก
  28. 28. ภาษา Fortran เป็นภาษาระดับสูงที่ได้รับการพัฒนาโดยบริษัท IBM ตั้งแต่ปีค.ศ. 1957 ย่อมาจากคำาว่าFORmula TRANslator ซึ่งถือว่าเป็นการกำาเนิดของภาษาระดับสูงภาษาแรก นิยมใช้สำาหรับงานที่มีการคำานวณมาก ๆ เช่น งานทางด้านคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และวิศวกรรมศาสตร์ เป็นต้น
  29. 29. ภาษา Pascal เป็นภาษาระดับสูงที่เอื้ออำานวยให้ผู้เขียนโปรแกรมเขียนโปรแกรมได้อย่างมีโครงสร้างและเขียนโปรแกรมได้ง่ายกว่าภาษาอื่น นิยมใช้บนเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ เป็นภาษาสำาหรับการเรียนการสอน และการเขียนโปรแกรมประยุกต์ต่าง ๆ ภาษาปาสคาลมีตัวแปลภาษาทั้งที่เป็น interpreter และ Compilerโดยจะมีโปรแกรมเทอร์โบปาสคาล (TurboPascal) ที่ได้รับความนิยมอย่างสูงทั้งในวงการศึกษาและธุรกิจ เนื่องจากได้รับการปรับปรุงให้
  30. 30. ภาษา C และ C++ ภาษา C ถูกพัฒนาขึ้นโดย ในปีค.ศ. 1972ที่ห้องปฏิบัติการเบลล์ของบริษัท AT&T เป็นภาษาที่ใช้เขียนระบบปฏิบติการ UNIX ซึ่งเป็น ัระบบปฏิบติการที่ได้รับความนิยมคู่กับภาษาซี ัและมีการใช้งานอยู่ในเครื่องทุกระดับ ภาษา เป็นภาษาระดับสูงที่ได้รับความนิยมในหมู่นักเขียนโปรแกรมเป็นอย่างมากเนื่องจากภาษา จะเป็นภาษาที่รวมเอกข้อดีของภาษาระดับสูงในเรื่องของความยืดหยุ่นและไวยากรณ์ที่ง่ายต่อการเข้าใจ ซึ่งเป็นภาษาที่ได้รับความนิยมใช้งานพัฒนาโปรแกรมอย่างมาก
  31. 31. กับข้อดีของภาษาแอสเซมบลีในเรื่องของประสิทธิภาพและความเร็วในการทำางานทำาให้โปรแกรมที่พัฒนาด้วยภาษาซีทำางานได้เร็วกว่าโปรแกรมที่เขียนด้วยภาษาระดับสูงอื่น ๆ ในขณะที่การพัฒนาและแก้ไขโปรแกรมสามารถทำาได้ง่ายเช่นเดียวกันภาษาระดับสูงทั่ว ๆ ไปนอกจากนี้ภาษา C ยังได้มีการพัฒนาก้าวหน้าขึ้นไปอีก โดยทำาการประยุกต์แนวความคิดของการโปรแกรมเชิงวัตถุเข้ามาใช้ในภาษา ทำาให้เกิดเป็นภาษาใหม่คอ C++ (++ ในความหมาย ืของภาษาซีคือการเพิ่มขึ้นอีกหนึงนันเอง) ซึ่ง ่ ่เป็นภาษาที่ได้รับความนิยมใช้งานพัฒนาโปรแกรมอย่างมาก
  32. 32. ภาษาโปรแกรมเชิง วัต ถุ (Object-Oriented Programming Language) นักเขียนโปรแกรมบางคนคิดว่าการเขียนโปรแกรมขนาดใหญ่นั้น บางครั้งก็เป็นงานที่หนักและเสียเวลามาก จึงได้พยายามคิดหาวิธีที่จะทำาให้การเขียนโปรแกรมนั้นง่ายขึ้น และสามารถเขียนได้อย่างรวดเร็ว ทำาให้เกิดเทคนิค การโปรแกรมเชิงวัตถุ (Object-OrientedProgramming) หรือ OOP เพื่อช่วยลดความยุ่งยากของการเขียนโปรแกรม
  33. 33. Object-Oriented Programming ต่างจากการเขียนโปรแกรมโดยทั่ว ๆ ไป โดยการเขียนโปรแกรมตามปกตินั้น ผู้เขียนโปรแกรมจะพิจารณาถึงขั้นตอนการแก้ปัญหาของโปรแกรมเหล่านัน แต่เทคนิคของ OOPจะมองเป็น วัตถุ ้(object) เช่น กล่องโต้ตอบ (dialog box)หรือไอคอนบนจอภาพ เป็นต้น โดยออบเจ็คใดออบเจ็คหนึงจะทำางานเฉพาะที่แน่นอน ถ้าผู้ใช้ ่ต้องการทำางานชนิดนั้นก็สามารถคัดลอกไปใช้ในโปรแกรมที่ต้องการได้ทันที
  34. 34. การเลือ กใช้ภ าษาคอมพิว เตอร์ ในการเลือกใช้ภาษาในการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์นี้ ก็จะมีดารพิจารณาหลายอย่างด้วยกัน ดังที่จะกล่าวดังต่อไปนี้ ในบางครั้งซึ่งในงานที่ไม่ยุ่งยากนักก็อาจใช้ภาษาคอมพิวเตอร์พื้นฐานอย่างเช่น ภาษา Basicเพราะเขียนโปรแกรมได้ง่าย รวดเร็ว และก็ยังมีติดตั้งอยู่บนเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ส่วนมากอยู่ด้วย        
  35. 35. - ภาษาคอมพิวเตอร์ที่เลือกใช้ก็จะถูกจำากัดโดยนักเขียนโปรแกรม เพราะว่าเราควรใช้ภาษาที่มีผรู้อยู่บาง ู้ ้          - ผูใช้ก็ควรที่จะกำาจัดภาษา ้คอมพิวเตอร์ที่จะใช้ด้วย  ไม่ควรติดตั้งตัวแปลภาษาคอมพิวเตอร์   ทุกภาษาบนเครื่อง          -ในการเลือกภาษาในการเขียนโปรแกรม เราก็ควรเลือกโดยการดูจากคุณสมบัติหรือข้อดีของ ภาษานั้น ๆ เป็นหลักด้วย
  36. 36. ลัก ษณะของภาษา html องค์ประกอบของภาษา HTML สามารถแบ่ง ออกเป็น 2 ส่วน คือ  1) ส่วนที่เป็นข้อความทั่วๆไป 2) ส่วนที่เป็นคำาสั่งที่ใช้ในการกำาหนดรูปแบบ ของข้อความที่แสดง ซึ่งเราเรียกคำาสั่งนี้ว่า แท็ก(Tag) โดยแท็กคำาสั่งของ HTML จะอยู่ใน เครื่องหมาย < และ > ซึ่งมีหลักในการเขียน คือ ส่วนเริ่มต้นของแท็ก เรียกว่า “แท็กเปิด” และส่วน จบของแท็ก เรียกว่า “แท็กปิด” โดยส่วนของแท็ก ปิดจะต้องมีเครื่องหมาย Slash (/) ดังนี้ ในกรณี ที่ใช้แท็กซ้อนกันมากกว่า 1 แท็ก เราจะต้องใช้
  37. 37. - บางแท็กไม่ต้องมีแท็กปิดก็สามารถใช้งานได้ คือ <br> , <hr> - สามารถพิมพ์แท็กเป็นตัวเล็ก หรือตัวใหญ่ก็ได้ แต่ควรจะเลือกใช้เพียงแบบเดียว - บางแท็กจะมีตัวกำาหนดคุณสมบัติ เรียกว่าแอททริบวท์ (Attribute) และค่าที่ถูกกำาหนด ิให้ใช้แท็ก (Value) โดยจะเขียนไว้หลังแท็กเช่น <hr width=600 size=5>แท็ก <hr> เป็นการกำาหนดเส้นขั้นทางแนวนอน
  38. 38. หลัก การเขีย นภาษา HTML1. รู้จ ัก กับ ภาษา HTML (HTMLIntroduction)HTML ย่อมาจาก HyperTextMarkup Language เป็นหนึ่งในภาษาคอมพิวเตอร์ ที่มีลักษณะเป็นภาษาในเชิงการบรรยายเอกสารไฮเปอร์มีเดีย (HypermediaDocument DescriptionLanguage) เพื่อเผยแพร่เอกสารในระบบเครือข่าย WWW (WorldWide Web) มีโครงสร้างภาษาโดยใช้ตัวกำากับ(Markup Tags)
  39. 39. เพื่อทำาหน้าที่ควบคุมการแสดงผลข้อมูลรูปภาพ และวัตถุอื่น ๆผ่านทางโปรแกรมเว็บบราวเซอร์ ซึ่งในแต่ละ Tag จะมีส่วนขยาย(Attribute) เพื่อควบคุมการแสดงผล ซึ่งเป็นภาษาที่ถูกพัฒนาขึ้นโดย World Wide WebConsortium (W3C) ซึ่งมีแม่แบบคือภาษาSGML (Standard Generalized MarkupLanguage)การสร้างไฟล์ HTML จะต้องอาศัยโปรแกรมที่มีคุณสมบัติเป็นเท็กซ์เอดิเตอร์(TextEditor) โดยใช้สำาหรับเขียนคำาสั่งต่าง ๆ ที่ต้องการแสดงผลทางจอภาพ และเก็บเป็นไฟล์โดยมี
  40. 40. 2. องค์ป ระกอบของ HTML (HTMLElements) เอกสาร HTML ก็คอไฟล์เอกสาร (Text ืFile) ที่สร้างขึ้นโดยมีองค์ประกอบของ HTMLซึ่งองค์ประกอบของ HTML ก็คอ Tag ต่าง ๆ ืนันเอง ่ 3. พื้น ฐาน HTML Tags วิธีการที่จะเรียนรู้ภาษา HTML ที่ดีที่สุดก็คือการลงมือปฏิบติั
  41. 41. 4. HTML Character Entities บางกรณีตัวอักษรพิเศษเช่น © หรือ ® ถ้า ต้องการที่จะแสดงผลในเว็บบราวเซอร์ จะต้อง ใช้ Character Entity เพื่อที่จะทำาให้ตัวอักษร พิเศษเหล่านั้นแสดงผลได้ทางเว็บบราวเซอร์  5. HTML Links HTML ใช้ Hyperlink เพื่อทำาการเชือมโยงไป ่ ยังเอกสารอื่น ๆ ที่อยู่ในเว็บ
  42. 42. 6. HTML Frames Frames สามารถทำาให้แสดงเว็บเพจได้มากกว่า 1 หน้าภายในหนึ่งหน้าวินโดวส์ 7. HTML Tables Tables จะถูกกำาหนดโดย Tag <table>Table จะถูกแบ่งออกเป็นแถว (Tag <tr>) ในแต่ละแถวจะแบ่งเป็นเซลล์ข้อมูล (Data Cells)(Tag <td>) ซึ่งในเซลล์ข้อมูลนั้นสามารถที่จะเป็นได้ทั้งข้อความ รูปภาพ ฟอร์ม (Form)ตาราง และอื่น ๆ
  43. 43. 8. HTML Lists HTML จะประกอบด้วย Ordered Listsและ Unordered Lists 9. HTML Images HTML สามารถที่จะแสดงรูปภาพในเอกสารHTML 10. HTML Backgrounds HTML สามารถที่จะแสดงพื้นหลัง(Background) เป็นสี และก็สามารถแสดงเป็น
  44. 44. จัดทำาโดยน.ส. สุว ภัท ร ร่ม สายหยุด เลขที่ 29น.ส. อรฤทัย อิน ทนิล เลขที่ 33น.ส. เมทิน ี เผ่า กาญจนา เลขที่ 34น.ส. ช่อ ผกา อ่อ นเบา เลขที่ 35น.ส. ผาณิต รี ถาวรพานิช เลขที่ 36น.ส. พิม พ์ฤ ดี เพิ่ม ทอง เลขที่ 37 น.ส. อัญ ชลี จำา เริญ รัก ษา เลขที่ 38 ชัน มัธ ยมศึก ษาปีท ี่ 5/1 ้

×