ร้อยกรอง

4,044 views

Published on

0 Comments
0 Likes
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

No Downloads
Views
Total views
4,044
On SlideShare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
944
Actions
Shares
0
Downloads
21
Comments
0
Likes
0
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

ร้อยกรอง

  1. 1. ร้อยกรองกลอนสุภาพ กาพย์ฉบังกลอนสักวา กาพย์สุรางคนางค์ กาพย์ยานี โคลงสี่สุภาพ
  2. 2. • บทร้อยกรองเหมือนมาลัยดอกไม้ เป็นมาลัยคาที่นาคา ภาษาไทยซึ่งได้เลือกสรรแล้วมาเรียบเรียงให้เป็นประโยคคล้อง จอง มีความไพเราะ งดงามด้วยศิลปะของภาษาที่เรียกว่า ความสุนทรีย์ และเป็นที่ชื่นชอบประทับใจของผู้อ่าน ที่เรียกว่า เข้าถึงอารมณ์
  3. 3. การนาคาภาษาไทยมาเรียงร้อยให้เป็นระเบียบ มีศิลปะ และมีความงดงามของภาษา เรียกว่า “ ร้อย ”ส่วนการกลั่นกรองเลือกสรรคาที่มีความไพเราะเหมาะสม นามาผูกร้อยเป็นประโยคคา เรียกว่า “ กรอง”
  4. 4. ความหมายตามพจนานุกรม“ ถ้อยคาที่เรียบเรียงให้เป็นระเบียบ ตามบทบัญญัติแห่งฉันทลักษณ์ ” กลับหน้าหลัก
  5. 5. กลอน พจนานุกรมให้ความหมายไว้ว่า “ เป็นคานาม แปลว่า ไม้ หรือเหล็กขัดประตูหน้าต่าง, ดาน , ไม้แปสาหรับมุงหลังคา และลักษณะคาประพันธ์ที่นิยมสัมผัส ” ต่อไป
  6. 6. กลอน• เป็นคาประพันธ์ที่นิยมสัมผัส หมายถึง การเรียงร้อยคา ให้เป็นไปตามกฎเกณฑ์ฉันทลักษณ์และลักษณะบท กลอนประเภทนั้น ๆ คาแปลกปลอมที่ไม่ถูกต้องตาม กฎเกณฑ์ฉันทลักษณ์ หรือคาเกินจานวนจะนาเข้ามา เรียงร้อยรวมอยู่ในวรรคกลอนไม่ได้ ต่อไป
  7. 7. กลอนแปด• ได้ชื่อว่าเป็นกลอนแม่แบบ และเป็นพื้นฐานของการเขียน บทร้อยกรอง• เป็นกลอนที่ไพเราะ อ่านเข้าใจง่าย ไม่สลับซับซ้อน สมบูรณ์ด้วยรูปแบบฉันทลักษณ์ ทั้งเสียง สัมผัส และ จานวนคา• เป็นคาประพันธ์ที่มีผู้นิยมเขียนและนิยมอ่านกันมากที่สุด ต่อไป
  8. 8. โครงสร้างกลอนแปด• กลอนแปดคือ กระบวนคาหรือประโยคคาที่เกิดจากการนาคา ภาษาไทยที่ได้เลือกสรรแล้ว จานวนแปดคา หรือแปดพยางค์ นามาร้อย รวมเข้าด้วยกัน คาทั้งแปดคา หรือแปดพยางค์ ที่นามาร้อยรวมกัน เรียกว่า ๑ วรรคกลอน ดังตัวอย่าง กลอน แปด มี แปด คา ตาม กา หนด ไม่ ล่วง กฎ เขียน กลอน อัก ษร ศรี ต่อไป
  9. 9. กฎเกณฑ์นี้ไม่ตายตัวเสมอไป• ถ้าจาเป็นจริง ๆ ก็อนุโลมให้ใช้วรรคละ ๙ คา หรือ ๙ พยางค์ได้ ดัง ตัวอย่าง กลอน แปด ดี มี แปด คา ตาม กา หนด ไม่ ล่วง กฎ การ เขียน กลอน อัก ษร ศรี ต่อไป
  10. 10. ดังนันจึงต้องจาให้ดีวา ้ ่ หนึ่งวรรคมีแปดคาตามกาหนดไม่ล่วงกฎนักกลอนอักษรศรีหากขัดสนจนถ้อยร้อยวจีไม่พึงมีเกินเก้าเข้าตารา ต่อไป
  11. 11. ๑ คำกลอน หรือ ๑ บำทกลอน• หมายถึง กลอน ๒ วรรครวมกัน ดังตัวอย่าง ใครก็เขียน กลอนได้ ถ้าใจรัก ( วรรคที่ ๑ ) และรู้จัก คุณค่า ภาษาศิลป์ ( วรรคที่ ๒ ) ต่อไป
  12. 12. ๑ บทกลอน ( กลอน ๔ วรรค หรือ ๒ คากลอน )ใครก็เขียน กลอนได้ ถ้าใจรัก ( วรรคที่ ๑ )และรู้จัก คุณค่า ภาษาศิลป์ ( วรรคที่ ๒ )หมั่นฝึกเขียน ค้นคว้า อยู่อาจิณ ( วรรคที่ ๓ )จะไม่สิ้น ความหวัง ที่ตั้งใจ ( วรรคที่ ๔ ) ต่อไป
  13. 13. ชื่อวรรคใน ๑ บทกลอนวรรคที่ ๑ เรียกว่า วรรคสดับวรรคที่ ๒ เรียกว่า วรรครับวรรคที่ ๓ เรียกว่า วรรครองวรรคที่ ๔ เรียกว่า วรรคส่ง ต่อไป
  14. 14. กลอนวรรคที่ ๑ ( วรรคสดับ )• เป็นวรรคที่ต้องเริ่มเปิดเรื่องหรือเปิดความ ตามที่ได้สดับรับเรื่องราวมาจากบทต้น ๆ เพื่อดาเนินเรื่องให้ต่อเนืองเป็นกระบวน ่ ความเดียวกัน ต่อไป
  15. 15. กลอนวรรคที่ ๒ ( วรรครับ )• เป็นวรรคที่ต้องรับสัมผัสนอกต่อจากวรรค ที่ ๑ และรับสัมผัสบทเชื่อมโยงมาจากท้าย วรรคที่ ๔ ของบทต้น ต่อไป
  16. 16. กลอนวรรคที่ ๓ ( วรรครอง )• เป็นวรรคที่รองรับสัมผัสนอกต่อ เนื่องมาจากวรรคที่ ๒ แล้วส่งสัมผัสไปหา วรรคที่ ๔ ต่อไป
  17. 17. กลอนวรรคที่ ๔ ( วรรคส่ง )• เป็นวรรคที่รับสัมผัสจากวรรคที่ ๓ แล้วยัง เป็นวรรคที่จะต้องส่งสัมผัสบทโยงไปหาคา สุดท้ายของวรรคที่ ๒ ในบทถัดไปด้วย ต่อไป
  18. 18. จังหวะการอ่านกลอน• จังหวะของการอ่านกลอนแปดแต่ละวรรคได้กาหนดไว้ดังนี้ คือ ถ้ากลอนวรรคใดมี ๘ คา หรือ ๘ พยางค์ ให้ทอดจังหวะการอ่าน เป็น ๓-๒-๓ดังนี้ นั่งพากเพียร เขียนกลอน ในตอนดึก ต่อไป
  19. 19. ถ้ากลอนวรรคใดมี ๙ คา หรือ ๙ พยางค์ให้ทอดจังหวะการ อ่านเป็น ๓-๓-๓ ดังนี้ นั่งพากเพียร หัดเขียนกลอน ในตอนดึก ต่อไป
  20. 20. คาสัมผัสหรือคาคล้องจองของกลอน• สัมผัส หมายถึง คาที่ออกเสียงคล้องจองกัน ซึ่ง แบ่งลักษณะคาคล้องจองออกเป็น ๒ ประเภท คือ สัมผัสสระ สัมผัสพยัญชนะ ต่อไป
  21. 21. สัมผัสสระ• คือ คาคล้องจองที่อาศัยรูปสระบังคับเสียงตัวเดียวกันหรืออ่านออก เสียงตรงกัน ต้องเป็นคาประสมสระเสียงสั้น -สั้น ประสมสระเสียง ยาว-ยาวเท่านั้น ถ้าเป็นคาที่มีตัวสะกดต้องรับกับคาที่มีตัวสะกดอยู่ใน แม่เดียวกัน เช่น ใกล้ – ใน – สัย - ไฟ - ไกล - ใจ รัก - หัก - พรรค - ศักดิ์ นาน - หวาน - กาล - บ้าน ต่อไป
  22. 22. สัมผัสพยัญชนะ• หรือเรียก สัมผัสอักษร หมายถึง คาคล้องจองที่มี ตัวอักษรตัวหลักหรือตัวประธานเสียงเป็นตัวเดียวกันแต่ ประสมสระคนละตัว เช่น ตรม-ตรอม เรียน- รัก โศกเศร้า –สุขสันต์-สองสาม ต่อไป
  23. 23. กฎเกณฑ์การใช้สัมผัส• กฎเกณฑ์การใช้สัมผัสหรือคาคล้องจองอยู่ ๓ อย่าง คือ สัมผัสใน สัมผัสนอก สัมผัสบท ต่อไป
  24. 24. สัมผัสใน• คาสัมผัสหรือคาคล้องจองที่อยู่ในวรรคเดียวกัน ซึ่งเป็นคาคล้อง จองเชื่อมระหว่างกลุ่มคาแรกกับกลุ่มคากลางและกลุ่มคากลาง กับกลุ่มคาท้าย ของกลอนแต่ละวรรค ดังตัวอย่าง ถึงเมาเหล้า เช้าสาย ก็หายไป แต่เมาใจ นี้ประจา ทุกค่าคืน ต่อไป
  25. 25. สัมผัสนอก• คาสัมผัสหรือคาคล้องจองที่เชื่อมระหว่างวรรคหนึ่งกับอีกวรรคหนึ่ง( นอกออกไปจากวรรคของมันเอง ) ซึ่งมีกฎเกณฑ์การสัมผัสตามตาแหน่ง คาดังนี้วรรคที่ ๑ คาสุดท้าย ของวรรคที่ ๑ สัมผัสกับคาที่ ๓ หรือ ๕ ของวรรคที่ ๒ คาใดคาหนึ่ง ( กรณีกลอนวรรคที่ ๒ มี ๙ คา ให้สัมผัสกับคาที่ ๓ หรือคาที่ ๖ คาใดคาหนึ่ง ) ต่อไป
  26. 26. วรรคที่ ๒ คาสุดท้ายของวรรคที่ ๒ สัมผัสกับคาสุดท้ายของวรรคที่ ๓วรรคที่ ๓ คาสุดท้ายของวรรคที่ ๓ สัมผัสกับคาที่ ๓ หรือคาที่ ๕ ของวรรค ที่ ๔ คาใดคาหนึ่ง ( กรณีกลอนวรรคที่ ๔ มี ๙ คา ให้สัมผัสกับคาที่ ๓ หรือคาที่ ๖ คาใดคาหนึ่ง ) ผังสัมผัสนอกของกลอนแปด ต่อไป
  27. 27. หมายเหตุ• สัมผัสนอกทุกตาแหน่งและทุกคา ใช้ได้เฉพาะ สัมผัสสระเท่านั้น ( ถือเป็นกฎข้อบังคับสาคัญ ) ทุกวรรคจะต้องมีสัมผัสนอกเชื่อมโยงถึงกันและ ตรงตามตาแหน่งคาที่กาหนด ถ้า ไม่มีถือว่า ผิดฉันทลักษณ์ ต่อไป
  28. 28. ข้อควรระวังในการใช้สัมผัสนอก• อย่าใช้สัมผัสซ้า คาที่อยู่ในตาแหน่งรับสัมผัสนอกที่เชื่อมโยงถึงกันทุก ตาแหน่ง อย่าใช้คาซ้ากันเป็นอันขาดไม่ว่าคานั้นจะมีรูปแบบการเขียน หรือมีความหมายเหมือนกันหรือต่างกันอย่างไรก็ตาม ถ้าอ่านออกเสียง ตรงกันจะใช้รับสัมผัสนอกซ้ากันไม่ได้เช่น คาว่า พิษ กับ พิศ ฆ่า กับ ค่า ธรรม กับ ทา รักษ์ กับ รัก ต่อไป
  29. 29. อย่าใช้คาเสียงสั้น - ยาวรับสัมผัสกัน• คาที่ประสมสระคนละตัวและคาที่ออกเสียงสั้น – ยาวแตกต่างกัน อย่า นามารับสัมผัสนอกเชื่อมโยงถึงกันเป็นอันขาด ถือว่าผิดฉันทลักษณ์ เช่น ไอ กับ อาย คิด กับ ขีด วัน กับ วาน กิน กับ ศีล ต่อไป
  30. 30. อย่าแย่งสัมผัส หรือ อย่าชิงสัมผัส• กลอนแต่ละวรรคอย่าใช้คาที่เป็นสัมผัสนอกกับสัมผัสในปะปน กันโดยเฉพาะอย่างยิ่งวรรคที่ ๒ และวรรคที่ ๔ วิธีป้องกันและ หลีกเลี่ยงกรณีการแย่งสัมผัสหรือชิงสัมผัสก็คือ อย่านาคา ที่อ่านออกเสียงตรงกันมาใช้ซ้ากันในตาแหน่งคาที่ ๓ ๕ ๘ ( กรณีกลอนวรรคนั้นมี ๘ คา ) หรือคาที่ ๓ ๖ ๙ ( กรณีกลอนวรรคนั้นมี ๙ คา) ต่อไป
  31. 31. สัมผัสบท• คาสัมผัสหรือคาคล้องจองที่เชื่อมโยงถึงกันระหว่างบทหนึ่งไปสู่อีกบท หนึ่งซึ่งมีเพียงตาแหน่งเดียวกันเท่านั้น คือ คาสุดท้ายของวรรคที่ ๔ บทต้น ต้องสัมผัสกับคาสุดท้ายของวรรคที่ ๒ ในบทถัดไป และ ใช้ได้เฉพาะสัมผัสสระเท่านั้น ต้องคานึงอยู่เสมอว่า การเขียนกลอนแปด หรือบทร้อยกรองทุกประเภท ถ้ามีความยาวมากว่า ๑ บทขึ้นไป ต้องมี สัมผัสเชื่อมต่อกันทุกบทไปจนจบ ต่อไป
  32. 32. สัมผัสบทของกลอนแปด ต่อไป
  33. 33. การใช้เสียงท้ายวรรคของกลอนแปดถือเป็นฉันทลักษณ์บังคับที่สาคัญและเป็นทั้งข้อห้ามและข้ออนุญาตดังต่อไปนี้• คาสุดท้ายของวรรคที่ ๑ ใช้ได้ทุกเสียง ( แต่ไม่นิยมใช้เสียงสามัญเนื่องจากเสียง สามัญเป็นคาที่ออกเสียงเบาเรียบและไม่หนักแน่น )• คาสุดท้ายของวรรคที่ ๒ ใช้ได้เฉพาะเสียง เอก โท จัตวา ห้ามใช้เสียงสามัญ และเสียงตรี ( ใช้ ๓ ห้าม ๒ )• คาสุดท้ายของวรรคที่ ๓ ใช้ได้เฉพาะเสียงสามัญและเสียงตรี ห้ามใช้เสียง เอก โท จัตวา ( ใช้ ๒ ห้าม ๓ )• คาสุดท้ายของวรรคที่ ๔ ใช้ได้เฉาะเสียงสามัญและเสียงตรี ห้ามใช้เสียงเอก โท จัตวา ( เช่นเดียวกับวรรคที่ ๓ ) ต่อไป
  34. 34. บทท่องจาการใช้เสียงท้ายวรรคของกลอนแปด วรรคแรกใช้ทุกเสียง แต่ควรเลี่ยงเสียงสามัญวรรคสองนั้นสาคัญ ห้ามสามัญกับเสียงตรีเอก โท จัตวา อย่าลงวรรคสามและสี่จดจาไว้ให้ดี กลอนแปดมีกฎเกณฑ์เอย กลับหน้าหลัก
  35. 35. กลอนสักวาสักวา มีลักษณะการเขียน กฎเกณฑ์กติกา และฉันทลักษณ์บังคับ เหมือนกลอน แปดทุกประการ จะต่างเพียงรูปแบบเฉพาะ ๓ ประการ• ความยาว ๑ บทสักวา มีความยามเท่ากับกลอนแปด ๒ บท หรือ ๘ วรรค จะเขียน ยาวกว่านี้ หรือสั้นกว่านี้ไม่ได้เป็นอันขาด ตัวอย่าง สักวาความดีที่ตนสร้าง เป็นหนทางนาสุขสิ้นทุกหมอง คนทาดีดีพาสุขมาครอง ทาชั่วต้องสนองกรรมตามเวลา เหมือนหว่านพืชชนิดใดไว้เบื้องต้น ย่อมได้ผลชนิดนั้นในวันหน้า ก่อกรรมหนักสักวันผลทันตา ทาชั่วดีมีผลมาหาตนเอย ต่อไป
  36. 36. การขึ้นต้นกลอนสักวา• วรรคที่ ๑ หรือวรรคแรกของสักวา ต้องเขียนให้ครบ ๘ หรือ ๙ เช่นเดียวกับกลอนแปด และต้องขึ้นต้นวรรคแรกด้วยคาว่า “ สักวา “ เสมอ เช่น สักวาภาษาไทยใกล้วิบัติ, สักวาป่าไม้ใกล้หมดสิ้น เป็นต้น แล้วโยงสัมผัสจากคาสุดท้ายไปเชื่อมสัมผัสนอกกับวรรคที่ ๒ เหมือน กลอนแปด ต่อไป
  37. 37. การจบ... กลอนสักวา• วรรคที่ ๘ ซึ่งเป็นวรรคสุดท้ายของสักวา ต้องจบคาสุดท้ายของวรรค( คาที่ ๘ หรือ ๙ ) ด้วยคาว่า “ เอย” เท่านั้น ถ้าไม่จบด้วยคาว่าเอย ถือว่า เขียนสักวาไม่เป็น กรณีประกวดหรือแข่งขัน จะถูกคัดออก หรือถูกตัด คะแนนจนไม่มีสิทธิ์ที่จะได้รับรางวัล ต่อไป
  38. 38. แผนผังสักวาเอย• สักวา เอย กลับหน้าหลัก
  39. 39. กาพย์ยานี ๑๑• เป็นคาประพันธ์ที่นิยมอ่านและนิยมเขียนกันทั่วไป เพราะเป็นคาประพันธ์ที่แต่งง่าย ไม่มีกฎเกณฑ์ ข้อบังคับมากมายนัก ผู้ที่เริ่มฝึกเขียนกลอน สามารถเรียนรู้ได้อย่างเข้าใจง่าย ต่อไป
  40. 40. ลักษณะบังคับ• กาพย์ยานี ๑ บท มี ๒ บาท หรือ ๒ คากลอน บาทแรกเรียกบาทเอก บาทที่ ๒ เรียกบาทโท• ๑ บาท มี ๒ วรรค วรรคหน้ามี ๕ คา วรรคหลังมี ๖ คา รวมเป็น ๑๑ คา จึงเรียกว่ากาพย์ยานี ๑๑ ต่อไป
  41. 41. การแต่งกาพย์ยานี ๑๑• ต้องแต่งอย่างน้อย ๑ บท หรือ ๒ บาท ( ๔ วรรค ) และต้องมีสัมผัสนอก เชื่อมโยงระหว่างวรรค เช่นเดียวกับกลอนแปด ยกเว้นวรรคที่ ๓ กับวรรค ที่ ๕ อนุโลมให้ไม่มีสัมผัสนอกได้ สาหรับสัมผัสใน นิยมให้มีคาคล้อง จองในวรรคเหมือนกลอนแปด เพื่อความไพเราะ ส่วนเสียงท้ายวรรค และกฎเกณฑ์อื่น ๆ แม้จะไม่บังคับไว้ แต่ถ้าใช้โดยอนุโลมเหมือนกลอน แปด ก็จะทาให้กาพย์ยานีมีความไพเราะและน่าอ่านมากขึ้น ต่อไป
  42. 42. การเขียนกาพย์ยานี ๑๑ มีความยาวมากกว่า ๑ บทขึ้นไปต้องมีสัมผัสระหว่างบทเช่นเดียวกับกลอนแปด ( คาสุดท้าย ของวรรคที่ ๕ บทต้น สัมผัสกับคาสุดท้ายของวรรคที่ ๒ ในบทถัดไป )ถ้าไม่มีสัมผัสบทถือว่าเขียนผิดฉันทลักษณ์ ต่อไป
  43. 43. แผนผังกาพย์ยานี ๑๑ ต่อไป
  44. 44. ฝึกเขียนกาพย์ ฝึกเขียนกาพย์ยานี กฎเกณฑ์มีพึงจดจาหนึ่งบาทสิบเอ็ดคา วรรคหน้านาห้าคาเรียง วรรคหลังมีหกคา ท้ายลานาไม่ถือเสียงสัมผัสไม่หลีกเลี่ยง สาเนียงเพราะเสนาะเอย กลับหน้าหลัก
  45. 45. กาพย์ฉบัง ๑๖• กาพย์ฉบังบทหนึ่งมี ๓ วรรค วรรคที่ ๑ กับวรรคที่ ๓ มีวรรคละ ๖ คา วรรคที่ ๒ มี ๔ คา ฉบังสิบหกคาควร ถ้อยคาสานวน พึงเลือกให้เพราะเหมาะกัน วรรคหน้าวรรคหลังราพัน วรรคหนึ่งพึงสรร ใส่วรรคละหกคาเทอญ วรรคสองต้องสี่คาเชิญ แต่งเสนาะเพราะเพลิน ใครได้สดับจับใจ ต่อไป
  46. 46. กฎ...การแต่งกาพย์ฉบัง• คาสุดท้ายของวรรคแรกสัมผัสกับคาสุดท้ายของวรรคที่ ๒ ถ้าจะแต่งบท ต่อ ๆ ไปอีก ต้องให้คาสุดท้ายของบทต้นสัมผัสกับคาสุดท้ายของวรรคที่ ๑ ของบทต่อไป• ความไพเราะชองกาพย์ฉบังอยู่ที่การใช้คา และเสียงของคาให้มีสัมผัส สระและอักษร คาทุกคาควรเลือกให้ได้ลักษณะ “ เสียงดี ความเด่น ” ต่อไป
  47. 47. ลักษณะดีพิเศษของกาพย์ฉบัง• ให้คาที่ ๑ และคาที่ ๒ ของวรรคที่ ๓ เป็นคาตาย• ให้ ๒ คาหลังของวรรคต้น กับ ๒ คาต้นของวรรคที่ ๒ เล่นอักษรกัน• ให้คาที่ ๒ ของวรรคที่ ๓ เล่นอักษรหรือสัมผัสอักษรกับคาสุดท้ายของ วรรคที่ ๒ ลมโชยชวนชื่นรื่นรมย์ รื่นรสคาคม ขอดแคะเขี่ยกรรณหรรษา ห่มสุขทุกข์โศกสร่างซา สร่างสิ้นวิญญาณ์ เพราะยอดเยาวลักษณ์ร่วมสม ต่อไป
  48. 48. ต่อ...กฎการแต่งกาพย์ฉบัง• จะใช้คายัติภังค์ในระหว่างวรรคก็ได้ แต่ห้ามใช้ยัติภังค์ระหว่างบท• จะใช้คาในวรรคหนึ่ง ๆ เกินกว่าที่กาหนดไว้บ้างก็ได้ แต่ต้องเป็นคาลหุ และต้องไม่ยาวเยิ่นเกินไปจนขัดกับจังหวะและทานองการอ่าน• กาพย์ฉบังนิยมแต่งเกี่ยวกับตอนที่เป็นพรรณนาโวหารและนิยม แต่งเป็นบทสวดและบทพากย์โขน ต่อไป
  49. 49. แผนผังกาพย์ฉบัง ๑๖ กลับหน้าหลัก
  50. 50. กาพย์สุรางคนางค์ ๒๘• บทหนึ่งมี ๗ กลอนหรือ ๗ วรรค วรรคหนึ่งมี ๔ คา รวมเป็น ๒๘ คา• สัมผัสให้ดูตามแผน ถ้าจะแต่งบทต่อไปอีก ต้องให้คาสุดท้ายของบทต้น สัมผัสกับคาสุดท้ายวรรคที่ ๓ ของบทต่อไป• จะเพิ่มสัมผัสให้คาที่ ๔ วรรคที่ ๔ สัมผัสกับคาที่ ๒ วรรคที่ ๕ ก็ได้ จะทา ให้ไพเราะขึ้นอีกด้วย• บางกรณีอาจเพิ่มสัมผัสนอกขึ้นอีก ๓ แห่ง คือให้คาที่ ๔ ของวรรคหน้า สัมผัสกับคาที่ ๑ หรือคาที่ ๒ ของวรรคหลัง และเพิ่มสัมผัสใน ระหว่าง คาที่ ๒ กับคาที่ ๓ ไว้ทุกวรรคตามแต่ละเหมาะด้วย ต่อไป
  51. 51. แผนผัง..กาพย์สุรางคนางค์ ต่อไป
  52. 52. ตัวอย่าง...กาพย์สุรางคนางค์ ๒๘ สุรางคนางค์กาหนดบทวาง ยี่สิบแปดคาบทหนึ่งเจ็ดวรรค เป็นหลักพึงจาวรรคหนึ่งสี่คา แนะนาวิธี หากแต่งหลายบทจาต้องกาหนด บัญญัติจัดมีคาท้ายวรรคสาม ต้องตามวิถีสัมผัสกันดี ท้ายบทต้นแล กลับหน้าหลัก
  53. 53. โคลง ๔ สุภาพ อ ท ( )อ อ ท อ อ ( )อ ท อ ท ( ) ต่อไป
  54. 54. บทควรจา เสียงลือเสียงเล่าอ้าง อันใด พี่เอยเสียงย่อมยอยศใคร ทั่วหล้าสองเขือพี่หลับไหล ลืมตื่น ฤาพี่สองพี่คิดเองอ้า อย่าได้ถามเผือ ต่อไป
  55. 55. หลักการแต่งโคลงสี่สภาพ ุ• โคลงหนึ่งบทมี ๔ บรรทัด บรรทัดหนึ่งเรียกว่า บาทหนึ่ง รวม ๔ บาท นับเป็นหนึ่งบทหรือหนึ่งโคลง• บาทหนึ่ง มี ๒ วรรค วรรคหน้ามี ๕ คา วรรคหลังของบาทที่ ๑, ๒ และ ๓ มีวรรคละ ๒ คา วรรคหลังของบาทที่ ๔ มี ๔ คา รวมเป็น ๓๐ คา ต่อไป
  56. 56. สัมผัส...โคลงสี่สุภาพ สัมผัสของโคลงสี่สุภาพนอกจากในแผนผังบังคับแล้วยังต้องมีสัมผัสอีก ๒ อย่างเพื่อชูรสให้ไพเราะยิ่งขึ้น สัมผัสใน สัมผัสอักษรระหว่างวรรค ( คือให้คาสุดท้ายของวรรคหน้า สัมผัส กับคาหน้าของวรรคหลัง ) เช่น เสียงลือเสียงเล่าอ้าง อันใด พี่เอย ต่อไป
  57. 57. ๑. มีเอก ๗ โท ๔ ตามตาแหน่ง๒. ตาแหน่งเอกและโทในบาทที่ ๑ สลับกันได้ คือ เอาไปไว้ในคาที่ ๕ และเอาโทมาไว้ในคาที่ ๔ ก็ได้๓. คาที่ ๗ ของบาทที่ ๑ และคาที่ ๕ ของบาทที่ ๒ และที่ ๓ ห้ามใช้คา ที่มีรูปวรรณยุกต์๔. ห้ามใช้คาตายที่ผันด้วยวรรณยุกต์โท ในตาแหน่งโท๕. คาสุดท้ายของบท ห้ามใช้คาตายและคาที่มีรูปวรรณยุกต์ ถ้าใช้ เสียงจัตวาไม่มีรูป นิยมกันว่าไพเราะดียิ่ง๖. คาที่เป็นเอกโทษคือใช้เสียงเอกในที่ผิด ต่อไป
  58. 58. คาสร้อย• ถ้าเนื้อความยังไม่สิ้นกระแส จะเติมสร้อยลงไปในท้ายบาทที่ ๑ ๓ และที่ ๔ ก็ได้ แต่ในปัจจุบันไม่นิยมเติมคาสร้อยในบาทที่ ๔• โคลงสี่สุดภาพถือกันว่าไพเราะและนิยมแต่งและนับเป็นหลักของโคลง ทั่ว ๆ ไป เพราะถ้าแต่งได้แล้ว ก็สามารถแต่งโคลงอื่นได้ไม่ยาก กลับหน้าหลัก

×