Successfully reported this slideshow.
โครงสร้าง ที่ใช้ในการเคลื่อนที่ของคน
ระบบโครงกระดูก <ul><li>☞  ระบบโครงกระดูก เป็นระบบที่ทำหน้าที่เป็นเครื่องค้ำจุนร่างกายให้คงรูปอยู่ได้ และช่วยในการเคลื่อนไห...
ระบบโครงกระดูก <ul><li>☞  โครงกระดูกทำหน้าที่เป็นโครงหลักสำหรับให้กล้ามเนื้อและเอ็นมายึดเพื่อให้ร่างกายคงรูปอยู่ได้ และป้อ...
หน้าที่ของระบบโครงกระดูก <ul><li>1.   เป็นโครงร่าง ทำให้คนเราคงรูปอยู่ได้ นับเป็นหน้าที่สำคัญที่สุด </li></ul><ul><li>2.  ...
ระบบโครงกระดูก <ul><li>โครงสร้างกระดูกของมนุษย์แบ่งออกเป็น  2   ชนิด   </li></ul><ul><li>กระดูกอ่อน  (Cartilage ) </li></u...
<ul><li>กระดูกอ่อนจะพบที่ปลายหรือหัวของกระดูกที่ประกอบเป็นข้อต่อต่างๆ  และยังเป็นต้นกำเนิดของกระดูกแข็งทั่วร่างกาย </li></ul>
ระบบโครงกระดูก <ul><li>กระดูก  (Bone)   </li></ul><ul><li>เป็นเนื้อเยื่อค้ำจุน  (Supporting tissue)  ที่แข็งที่สุด แบ่งตาม...
 
 
ระบบโครงกระดูก <ul><li>โครงกระดูกของคนมี  206  ชิ้น แบ่งออกเป็น  2  กลุ่มตามตำแหน่งที่อยู่ ได้แก่ </li></ul><ul><li>1.  โค...
 
 
 
 
ระบบโครงกระดูก <ul><li>2.  โครงกระดูกรยางค์ </li></ul><ul><li>โครงกระดูกรยางค์ในผู้ใหญ่จะมีทั้งหมด  126   ชิ้น ซึ่งจะอยู่ใ...
 
 
ข้อต่อและเอ็นยึดกระดูก
กิจกรรมที่  7.2  ชนิดของข้อต่อกับการเคลื่อนไหว <ul><li>จุดประสงค์ของกิจกรรม </li></ul><ul><li>สังเกตการเคลื่อนไหวของอวัยวะ...
ข้อต่อ <ul><li>ตำแหน่งที่กระดูกตั้งแต่  2  ชิ้น ขึ้นไปมาจรดกันโดยมีเนื้อเยื่อหรือเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน  มายึดให้ติดกันเป็นข้...
ชนิดของข้อต่อ <ul><li>โครงกระดูกของมนุษย์จะเชื่อมต่อกันด้วยข้อต่อซึ่งจะทำให้ร่างกายของมนุษย์เคลื่อนไหวได้หลายทิศทาง ข้อต่อ...
ชนิดของข้อต่อ <ul><li>1.  ข้อต่อที่เคลื่อนไหวไม่ได้  ( Immoveable Joint )  เป็นข้อต่อที่ทำหน้าที่ยึดกระดูกเอาไว้ไม่สามารถเ...
 
ชนิดของข้อต่อ <ul><li>2.  ข้อต่อที่เคลื่อนไหวได้  ( Movable Joint )  เป็นข้อต่อที่เชื่อมต่อกระดูกแล้วทำให้เคลื่อนไหวได้ซึ่...
ที่มา  :   นายแพทย์อภิชัย ชัยดรุณ  : 11 ข้อต่อแบบเดือยหมุน   พบในข้อต่อระหว่างกระดูกคอชิ้นที่  1  และ  2  โดยกระดูกคอชิ้นท...
ที่มา  :   นายแพทย์อภิชัย ชัยดรุณ  : 11 ข้อต่อแบบเลื่อน  จะมีผิวแบนเรียบ  ซึ่งจะเลื่อนไปซ้อนกันได้เล็กน้อยในทุกทิศทาง  พบไ...
ที่มา  :   นายแพทย์อภิชัย ชัยดรุณ  : 11 ข้อต่อแบบบานพับ   ข้อต่อแบบนี้  พบได้ที่บริเวณข้อศอก  ซึ่งจะเคลื่อนไหวได้แค่งอและเ...
พบที่โคนข้อนิ้วหัวแม่มือ และ โคนข้อนิ้วหัวแม่เท้าเท้า  
ข้อต่อแบบลูกกลมในเบ้า   สามารถหมุนได้เกือบทุกทิศทาง  สามารถพบได้ที่บริเวณสะโพกและหัวไหล่
<ul><li>บริเวณข้อต่อจะมีการสร้างของเหลวเป็นเมือกคล้ายไข่ขาวหล่อลื่นอยู่ เพื่อไม่ให้กระดูกเสียดสีกันและทำให้เคลื่อนไหวได้สะ...
ระบบกล้ามเนื้อ <ul><li>กล้ามเนื้อ (muscle)  เป็นตัวที่ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวโดยทำงานร่วมกับระบบโครงกระดูก </li></ul>
หน้าที่ของระบบกล้ามเนื้อ <ul><li>ทำให้เกิดความเคลื่อนไหว </li></ul><ul><li>รักษาการทรงท่า </li></ul><ul><li>ตรึงข้อต่อ </l...
ระบบกล้ามเนื้อ <ul><li>กล้ามเนื้อแบ่งออกเป็น  3   ชนิด คือ </li></ul><ul><li>1.  กล้ามเนื้อยึดกระดูก   (Skeletal muscle) <...
ลักษณะของเซลล์กล้ามเนื้อเป็นรูปทรงกระบอก   ซึ่งมีความยาวมาก   เซลล์มีขนาดใหญ่มีหลายนิวเคลียสเรียงชิดอยู่กับเยื่อหุ้มเซลล์ ...
ระบบกล้ามเนื้อ <ul><li>2.  กล้ามเนื้อหัวใจ   (Cardiac muscle) </li></ul><ul><li>กล้ามเนื้อหัวใจพบแห่งเดียวคือกล้ามเนื้อที่...
<ul><li>เซลล์กล้ามเนื้อหัวใจประกอบด้วย   หนึ่งหรือ   สองนิวเคลียสอยู่ตรงกลางเซลล์   เซลล์มีขนาดสั้นกว่าเซลล์กล้ามเนื้อ  sk...
Cardiac muscle Intercalated disc  Nucleus  อยู่กลางเซลล์
3.  กล้ามเนื้อเรียบ   (Smooth muscle) ในเซลล์กล้ามเนื้อเรียบไม่เห็นลาย   ถึงแม้ว่าภายในเซลล์จะมีแอกทิน   และ   ไมโอซิน   แ...
Smooth muscle  ที่ผนังเส้นเลือดแดง
กิจกรรมที่  7.3  การทำงานของกล้ามเนื้อยึดกระดูกที่แขน <ul><li>จุดประสงค์ของกิจกรรม </li></ul><ul><li>เปรียบเทียบความแตกต่า...
2.  เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างกล้ามเนื้อบริเวณต้นแขนด้านบนกับด้านล่างเมื่อวางหนังสือบนฝ่ามือและยกหนังสือขึ้น 3.  สรุปกา...
กล้ามเนื้อไบเซพ  ( biceps )  และกล้ามเนื้อไตรเซพ  ( triceps )   <ul><li>การเคลื่อนไหวของแต่ละส่วนของร่างกายของมนุษย์นั้น เ...
 
การทำงานของกล้ามเนื้อแบบแอนตาโกนิซึมในร่างกายมีอยู่มากมายหลายชุดแต่ละชุดก็ทำให้ส่วนต่าง ๆ ของร่างกายเคลื่อนไหวในทิศทางแตกต...
<ul><li>2.  กล้ามเนื้อที่ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวไปข้างหน้าหรือข้างหลัง ได้แก่ </li></ul><ul><li>1)  กล้ามเนื้อโพรแทรกเตอร์ ...
<ul><li>3.  กล้ามเนื้อที่ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวไปข้างหลัง ได้แก่ </li></ul><ul><li>1)  กล้ามเนื้อแอบดักเตอร์  ( Abductor )...
โครงสร้างและการทำงานของกล้ามเนื้อยึดกระดูก
โครงสร้างภายในของกล้ามเนื้อลาย
 
 
 
 
<ul><li>การจัดเรียงตัวของฟิลาเมนต์ทั้งสองชนิดในกล้ามเนื้อลายอย่างเป็นระเบียบทำให้เรามองเห็นกล้ามเนื้อลาย มีสีเข้มและจางสับ...
โมเลกุลของไมโอซินในฟิลาเมนต์ชนิดหนา ซึ่งส่วนปลายลักษณะเป็นตะขอยื่นออกมาเชื่อมต่อกับโมเลกุลของแอกทินในฟิลาเมนต์ชนิดบาง  ปลด...
<ul><li>ต่อจากนั้นแล้วจะเกิดการโค้งงอของสะพานที่เชื่อมต่อฟิลาเมนต์ทั้งสอง ทำให้เกิดการเคลื่อนที่ของฟิลาเมนต์เข้าซ้อนกันหรื...
Upcoming SlideShare
Loading in …5
×

โครงสร้างที่ใช้ในการเคลื่อนที่ของคน

16,722 views

Published on

Published in: Technology, Business
  • Be the first to comment

โครงสร้างที่ใช้ในการเคลื่อนที่ของคน

  1. 1. โครงสร้าง ที่ใช้ในการเคลื่อนที่ของคน
  2. 2. ระบบโครงกระดูก <ul><li>☞ ระบบโครงกระดูก เป็นระบบที่ทำหน้าที่เป็นเครื่องค้ำจุนร่างกายให้คงรูปอยู่ได้ และช่วยในการเคลื่อนไหวและเคลื่อนที่ </li></ul><ul><li>☞ ส่วนประกอบของระบบโครงกระดูก ประกอบด้วยกระดูกอ่อน (Cartilage) กระดูกแข็ง (Compact bone) ข้อต่อ (Joints) รวมถึงสิ่งต่างๆ ที่มาเกี่ยวพัน ได้แก่ เอ็นกล้ามเนื้อ (Tendon) เอ็นยึดข้อ (Ligament) </li></ul>
  3. 3. ระบบโครงกระดูก <ul><li>☞ โครงกระดูกทำหน้าที่เป็นโครงหลักสำหรับให้กล้ามเนื้อและเอ็นมายึดเพื่อให้ร่างกายคงรูปอยู่ได้ และป้องกันอันตรายให้แก่วัยวะบางส่วนของร่างกายนอกจากนี้ยังเป็นที่อยู่ของเนื้อสร้างเม็ดเลือดด้วย </li></ul>
  4. 4. หน้าที่ของระบบโครงกระดูก <ul><li>1. เป็นโครงร่าง ทำให้คนเราคงรูปอยู่ได้ นับเป็นหน้าที่สำคัญที่สุด </li></ul><ul><li>2. เป็นที่ยึดเกาะของกล้ามเนื้อลาย เป็น รวมทั้งพังผืด </li></ul><ul><li>3. เป็นโครงร่างห่อหุ้มป้องกันอวัยวะภายใน ไม่ให้เป็นอันตราย </li></ul><ul><li>4. เป็นแหล่งเก็บแคลเซียมที่ใหญ่ที่สุด </li></ul><ul><li>5. เป็นแหล่งสร้างเม็ดเลือดชนิดต่างๆ </li></ul><ul><li>6. ช่วยในการเคลื่อนไหว โดยเฉพาะกระดูกยาวทำให้เราสามารถเคลื่อนไหวเป็นมุมที่กว้างขึ้น </li></ul><ul><li>7. กระดูกบางชนิดยังช่วยในการนำคลื่นเสียง ช่วยในการได้ยิน </li></ul>
  5. 5. ระบบโครงกระดูก <ul><li>โครงสร้างกระดูกของมนุษย์แบ่งออกเป็น 2 ชนิด </li></ul><ul><li>กระดูกอ่อน (Cartilage ) </li></ul><ul><li>จัดเป็นเนื้อเยื่อเกี่ยวพันชนิดพิเศษ ที่มีแข็งกว่าเนื้อเยื่อเกี่ยวพันชนิดอื่นๆ ยกเว้น กระดูกแข็ง </li></ul><ul><li>หน้าที่สำคัญ ของกระดูกอ่อน คือ รองรับส่วนที่อ่อนนุ่มของร่างกาย เนื่องจากผิวของกระดูกอ่อนเรียบ ทำให้การเคลื่อนไหวได้สะดวก ป้องกันการเสียดสี </li></ul>
  6. 6. <ul><li>กระดูกอ่อนจะพบที่ปลายหรือหัวของกระดูกที่ประกอบเป็นข้อต่อต่างๆ และยังเป็นต้นกำเนิดของกระดูกแข็งทั่วร่างกาย </li></ul>
  7. 7. ระบบโครงกระดูก <ul><li>กระดูก (Bone) </li></ul><ul><li>เป็นเนื้อเยื่อค้ำจุน (Supporting tissue) ที่แข็งที่สุด แบ่งตามลักษณะโครงสร้างได้เป็น 2 พวกคือ </li></ul><ul><li>1. กระดูกฟองน้ำ (Spongy Bone) เป็นกระดูกที่มีรูพรุนคล้ายฟองน้ำ พบที่ส่วนปลายทั้งสองข้างของกระดูกยาว ส่วนผิวนอกตรงส่วนปลายกระดูก จะมีกระดูกอ่อนหุ้มอยู่ ส่วนที่เป็นรูพรุนจะมีไขกระดูกบรรจุอยู่ เป็นที่สร้างเม็ดเลือกให้แก่ร่างกาย </li></ul><ul><li>2. กระดูกแข็ง (Compact Bone) หมายถึงกระดูกส่วนที่แข็งแรง จะพบอยู่บริเวณผิวนอกส่วนกลางๆ ของกระดูกยาว มีเนื้อกระดูกมากกว่าช่องว่าง </li></ul>
  8. 10. ระบบโครงกระดูก <ul><li>โครงกระดูกของคนมี 206 ชิ้น แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มตามตำแหน่งที่อยู่ ได้แก่ </li></ul><ul><li>1. โครงกระดูกแกน </li></ul><ul><li>โครงกระดูกแกนในผู้ใหญ่ประกอบด้วยกระดูกจำนวน 80 ชิ้น ซึ่งวางตัวในแนวแกนกลางของลำตัว </li></ul>
  9. 15. ระบบโครงกระดูก <ul><li>2. โครงกระดูกรยางค์ </li></ul><ul><li>โครงกระดูกรยางค์ในผู้ใหญ่จะมีทั้งหมด 126 ชิ้น ซึ่งจะอยู่ในส่วนแขนและขาของร่างกายเพื่อช่วยในการเคลื่อนไหว </li></ul>
  10. 18. ข้อต่อและเอ็นยึดกระดูก
  11. 19. กิจกรรมที่ 7.2 ชนิดของข้อต่อกับการเคลื่อนไหว <ul><li>จุดประสงค์ของกิจกรรม </li></ul><ul><li>สังเกตการเคลื่อนไหวของอวัยวะที่เกิดจากการทำงานของข้อต่อ </li></ul><ul><li>จำแนกชนิดของข้อต่อโดยใช้เกณฑ์ที่กำหนดขึ้นเอง </li></ul>
  12. 20. ข้อต่อ <ul><li>ตำแหน่งที่กระดูกตั้งแต่ 2 ชิ้น ขึ้นไปมาจรดกันโดยมีเนื้อเยื่อหรือเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน มายึดให้ติดกันเป็นข้อต่ออาจเคลื่อนไหวได้มากหรือน้อย หรือไม่ได้เลยก็ได้ ขึ้นอยู่กับชนิดของข้อต่อนั้นๆ   แต่ประโยชน์ที่สำคัญคือ เพื่อป้องกันอันตรายต่อกระดูก และให้กระดูกที่มีความแข็งอยู่แล้ว สามารถเคลื่อนไหวหรือปรับผ่อนได้ตามสภาพและหน้าที่ของกระดูกที่อยู่ ณ ตำแหน่งนั้น ๆ </li></ul>
  13. 21. ชนิดของข้อต่อ <ul><li>โครงกระดูกของมนุษย์จะเชื่อมต่อกันด้วยข้อต่อซึ่งจะทำให้ร่างกายของมนุษย์เคลื่อนไหวได้หลายทิศทาง ข้อต่อที่เชื่อมต่อกระดูกแต่ละชิ้นในร่างกายมนุษย์แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ </li></ul>
  14. 22. ชนิดของข้อต่อ <ul><li>1. ข้อต่อที่เคลื่อนไหวไม่ได้ ( Immoveable Joint ) เป็นข้อต่อที่ทำหน้าที่ยึดกระดูกเอาไว้ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้เลย เช่น ข้อต่อกะโหลกศีรษะที่เรียกว่า Suture เป็นต้น </li></ul>
  15. 24. ชนิดของข้อต่อ <ul><li>2. ข้อต่อที่เคลื่อนไหวได้ ( Movable Joint ) เป็นข้อต่อที่เชื่อมต่อกระดูกแล้วทำให้เคลื่อนไหวได้ซึ่งมีอยู่หลายรูปแบบ </li></ul>
  16. 25. ที่มา : นายแพทย์อภิชัย ชัยดรุณ : 11 ข้อต่อแบบเดือยหมุน พบในข้อต่อระหว่างกระดูกคอชิ้นที่ 1 และ 2 โดยกระดูกคอชิ้นที่ 2 มีลักษณะเป็นเดือยตั้งให้กระดูกคอชิ้นที่ 1
  17. 26. ที่มา : นายแพทย์อภิชัย ชัยดรุณ : 11 ข้อต่อแบบเลื่อน จะมีผิวแบนเรียบ ซึ่งจะเลื่อนไปซ้อนกันได้เล็กน้อยในทุกทิศทาง พบได้ที่บริเวณระหว่างข้อกระดูกสันหลัง และที่บริเวณข้อมือ - ข้อเท้า
  18. 27. ที่มา : นายแพทย์อภิชัย ชัยดรุณ : 11 ข้อต่อแบบบานพับ ข้อต่อแบบนี้ พบได้ที่บริเวณข้อศอก ซึ่งจะเคลื่อนไหวได้แค่งอและเหยียดเท่านั้นคล้ายกับบานพับประตู
  19. 28. พบที่โคนข้อนิ้วหัวแม่มือ และ โคนข้อนิ้วหัวแม่เท้าเท้า  
  20. 29. ข้อต่อแบบลูกกลมในเบ้า สามารถหมุนได้เกือบทุกทิศทาง สามารถพบได้ที่บริเวณสะโพกและหัวไหล่
  21. 30. <ul><li>บริเวณข้อต่อจะมีการสร้างของเหลวเป็นเมือกคล้ายไข่ขาวหล่อลื่นอยู่ เพื่อไม่ให้กระดูกเสียดสีกันและทำให้เคลื่อนไหวได้สะดวก นอกจากนี้บริเวณข้อต่อยังมีเส้นเอ็น ( Tendon ) หรือลิกาเมนต์ ( Ligament ) ซึ่งเป็นเนื้อเยื่อเกี่ยวพันที่เหนียวแน่นและทนทานช่วยยึดกระดูกไว้อีกด้วย </li></ul>
  22. 31. ระบบกล้ามเนื้อ <ul><li>กล้ามเนื้อ (muscle) เป็นตัวที่ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวโดยทำงานร่วมกับระบบโครงกระดูก </li></ul>
  23. 32. หน้าที่ของระบบกล้ามเนื้อ <ul><li>ทำให้เกิดความเคลื่อนไหว </li></ul><ul><li>รักษาการทรงท่า </li></ul><ul><li>ตรึงข้อต่อ </li></ul><ul><li>กล้ามเนื้อหัวใจคลายตัวเพื่อรับเลือดและสูบฉีดเลือดออกจากหัวใจ </li></ul><ul><li>ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวของทางเดินอาหาร </li></ul><ul><li>การขับปัสสาวะออกจากกระเพาะปัสสาวะ </li></ul><ul><li>การปิดเปิดรูม่านตา </li></ul>
  24. 33. ระบบกล้ามเนื้อ <ul><li>กล้ามเนื้อแบ่งออกเป็น 3 ชนิด คือ </li></ul><ul><li>1. กล้ามเนื้อยึดกระดูก (Skeletal muscle) </li></ul><ul><li>กล้ามเนื้อในร่างกายส่วนใหญ่เป็นกล้ามเนื้อสเกเลทัล กล้ามเนื้อนี้เกาะยึดติดกับกระดูก สามารถหดตัวได้เมื่อถูกกระตุ้น และอยู่ภายใต้การควบคุมของระบบประสาทส่วนกลาง </li></ul>
  25. 34. ลักษณะของเซลล์กล้ามเนื้อเป็นรูปทรงกระบอก ซึ่งมีความยาวมาก เซลล์มีขนาดใหญ่มีหลายนิวเคลียสเรียงชิดอยู่กับเยื่อหุ้มเซลล์ มีลายตามขวางคือ มีแถบสีจางสลับกับแถบสีเข้ม ดังนั้นอาจเรียกกล้ามเนื้อชนิดนี้ได้ว่า กล้ามเนื้อลาย (striated muscle) Skeletal muscle Nucleus ของ muscle fiber Muscle fiber
  26. 35. ระบบกล้ามเนื้อ <ul><li>2. กล้ามเนื้อหัวใจ (Cardiac muscle) </li></ul><ul><li>กล้ามเนื้อหัวใจพบแห่งเดียวคือกล้ามเนื้อที่หัวใจ เป็นกล้ามเนื้อที่มีลายเช่นเดียวกับ skeletal muscle ต่างกันที่กล้ามเนื้อหัวใจอยู่นอกการควบคุมของระบบประสาทส่วนกลาง และการทำงานเกิดขึ้นติดต่อกันตลอดเวลา </li></ul>
  27. 36. <ul><li>เซลล์กล้ามเนื้อหัวใจประกอบด้วย หนึ่งหรือ สองนิวเคลียสอยู่ตรงกลางเซลล์ เซลล์มีขนาดสั้นกว่าเซลล์กล้ามเนื้อ skeleton และปลายแยกเป็นสองแฉก (bifurcate) ซึ่งจะไปต่อกับเซลล์อื่นๆในลักษณะเป็นร่างแห ที่รอยต่อของเซลล์ด้านขวางจะยึดติดกันแน่น มีลักษณะการเชื่อมโยงอย่างซับซ้อน เรียกว่า intercalated disc มองเห็นได้ชัดเจนด้วยกล้องจุลทรรศน์ธรรมดา </li></ul>
  28. 37. Cardiac muscle Intercalated disc Nucleus อยู่กลางเซลล์
  29. 38. 3. กล้ามเนื้อเรียบ (Smooth muscle) ในเซลล์กล้ามเนื้อเรียบไม่เห็นลาย ถึงแม้ว่าภายในเซลล์จะมีแอกทิน และ ไมโอซิน แต่การเรียงตัวไม่เป็นระเบียบเหมือนอย่างใน skeletal muscle และ Cardiac muscle ลักษณะเซลล์ของกล้ามเนื้อเรียบเป็นรูปกระสวย หัวท้ายแหลม และมีหนึ่งนิวเคลียสอยู่กลางเซลล์ กล้ามเนื้อเรียบอยู่นอกการควบคุมของระบบประสาทส่วนกลาง พบได้ที่ผนังของอวัยวะภายในระบบต่างๆของร่างกาย และเส้นเลือด nucleus
  30. 39. Smooth muscle ที่ผนังเส้นเลือดแดง
  31. 40. กิจกรรมที่ 7.3 การทำงานของกล้ามเนื้อยึดกระดูกที่แขน <ul><li>จุดประสงค์ของกิจกรรม </li></ul><ul><li>เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างกล้ามเนื้อบริเวณต้นแขนด้านบนกับด้านล่างเมื่อวางปลายแขนราบบนพื้นโต๊ะในลักษณะหงายฝ่ามือ </li></ul>
  32. 41. 2. เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างกล้ามเนื้อบริเวณต้นแขนด้านบนกับด้านล่างเมื่อวางหนังสือบนฝ่ามือและยกหนังสือขึ้น 3. สรุปการทำงานของกล้ามเนื้อบริเวณต้นแขน
  33. 42. กล้ามเนื้อไบเซพ ( biceps ) และกล้ามเนื้อไตรเซพ ( triceps ) <ul><li>การเคลื่อนไหวของแต่ละส่วนของร่างกายของมนุษย์นั้น เกิดจากการทำงานร่วมกันเป็นคู่ ๆ แบบแอนตาโกนิซึมของกล้ามเนื้อที่ยึดกระดูกอยู่ตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น การงอและการเหยียดแขนเกิดจากการทำงานร่วมกันของกล้ามเนื้อ 2 ชุด คือ กล้ามเนื้อ ไบเซป ( Biceps ) ซึ่งยึดติดกับกระดูกต้นแขนด้านหน้าและกระดูกเรเดียส ( Radius ) กับกล้ามเนื้อไตรเซป ( Triceps ) ซึ่งยึดติดกับกระดูกต้นแขนด้านหลังและกระดูกอัลนา ( Ulna ) เมื่อกล้ามเนื้อไบเซปหดตัวกล้ามเนื้อไตรเซปจะคลายตัวทำให้แขนงอพับขึ้น และเมื่อกล้ามเนื้อไบเซปคลายตัว กล้ามเนื้อไตรเซปก็จะหดตัวทำให้แขนเหยียดออก </li></ul>
  34. 44. การทำงานของกล้ามเนื้อแบบแอนตาโกนิซึมในร่างกายมีอยู่มากมายหลายชุดแต่ละชุดก็ทำให้ส่วนต่าง ๆ ของร่างกายเคลื่อนไหวในทิศทางแตกต่างกัน <ul><li>1. กล้ามเนื้อที่ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวแบบงอหรือเหยียด ได้แก่ </li></ul><ul><li>1) กล้ามเนื้อเฟลกเซอร์ ( Flexor ) : กล้ามเนื้อที่หดตัวแล้วทำให้อวัยวะส่วนนั้นงอพับ </li></ul><ul><li>2) กล้ามเนื้อเอกซ์เทนเซอร์ ( Extensor ) : กล้ามเนื้อที่หดตัวแล้วทำให้อวัยวะส่วนนั้นเหยียดออก </li></ul>
  35. 45. <ul><li>2. กล้ามเนื้อที่ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวไปข้างหน้าหรือข้างหลัง ได้แก่ </li></ul><ul><li>1) กล้ามเนื้อโพรแทรกเตอร์ ( Protractor ) : กล้ามเนื้อที่หดตัวแล้วทำให้อวัยวะส่วนนั้นเคลื่อนไหวไปข้างหน้า </li></ul><ul><li>2) กล้ามเนื้อรีแทรกเตอร์ ( Retractor ) : กล้ามเนื้อที่หดตัวแล้วทำให้อวัยวะส่วนนั้นเคลื่อนไหวไปข้างหลัง </li></ul>
  36. 46. <ul><li>3. กล้ามเนื้อที่ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวไปข้างหลัง ได้แก่ </li></ul><ul><li>1) กล้ามเนื้อแอบดักเตอร์ ( Abductor ) : กล้ามเนื้อที่หดตัวแล้วทำให้อวัยวะส่วนนั้นเคลื่อนไหวออกไปทางด้านข้าง เช่น แขน ขา กางออกไปทางด้านข้าง </li></ul><ul><li>2) กล้ามเนื้อแอดดักเตอร์ ( Adductor ) : กล้ามเนื้อที่หดตัวแล้วทำให้อวัยวะส่วนนั้นเคลื่อนไหวแนบเข้าลำตัว เช่น การหุบแขนหรือขาเข้าหาลำตัว </li></ul>
  37. 47. โครงสร้างและการทำงานของกล้ามเนื้อยึดกระดูก
  38. 48. โครงสร้างภายในของกล้ามเนื้อลาย
  39. 53. <ul><li>การจัดเรียงตัวของฟิลาเมนต์ทั้งสองชนิดในกล้ามเนื้อลายอย่างเป็นระเบียบทำให้เรามองเห็นกล้ามเนื้อลาย มีสีเข้มและจางสับกันอย่างมีระเบียบ กล่าวคือ บริเวณที่เห็นสีเข้มเป็นบริเวณที่มีฟิลาเมนต์ชนิดหนาอยู่ ซึ่งปลายทั้งสองข้างจะซ้อนกับฟิลาเมนต์บางด้วยทำให้ส่วนที่ซ้อนกันมีสีเข็มมากที่สุด เราเรียกแถบที่มีสีเข้มทั้งหมดว่า A - Band ( Anisotropic Band ) ส่วนบริเวณกลางฟิลาเมนต์ชนิดหนาซึ่งไม่ซ้อนกับฟิลาเมนต์ชนิดบางนั้นจะมีสีเข็มน้อยกว่า จึงเรียกว่า H - Zone ดังนั้น H - Zone จึงเป็นส่วนหนึ่งของ A - Band ส่วนบริเวณที่เห็นสีจางนั้น จะมีเฉพาะฟิลาเมนต์บางเพียงอย่างเดียว เรียกว่า I - Band ( Isotropic Band ) ตรงบริเวณกึ่งกลางของแต่ละ I - Band จะมีแนวสีเข้มเล็ก ๆ ซึ่งเป็นรอยต่อของฟิลาเมนต์ชนิดบางมาจรดกัน เรียกว่า Z - Line และช่วงระหว่าง Z - Line หนึ่งถึงอีก Z - Line หนึ่ง จะเรียกว่า ซาร์โคเมียร์ ( Sarcomere ) หรือ 1 หน่วยกล้ามเนื้อ ( Muscle Unit ) </li></ul>
  40. 54. โมเลกุลของไมโอซินในฟิลาเมนต์ชนิดหนา ซึ่งส่วนปลายลักษณะเป็นตะขอยื่นออกมาเชื่อมต่อกับโมเลกุลของแอกทินในฟิลาเมนต์ชนิดบาง ปลดปล่อย ADP + P ออกมาทำให้สะพานที่เชื่อมต่อฟิลาเมนต์ทั้งสองชนิดโค้งงอและดันให้ฟิลาเมนต์ทั้งสองเลื่อนเข้าซ้อนกัน พลังงานจาก ATP จะทำให้โมเลกุลของไมโอซินหลุดออกจากโมเลกุลของแอกทิน ส่วนปลายของโมเลกุลไมโอซิน กลับมาอยู่ตำแหน่งเดิม จับเกาะกับโมเลกุลของแอกทิน อีกครั้งที่ตำแหน่งใหม่
  41. 55. <ul><li>ต่อจากนั้นแล้วจะเกิดการโค้งงอของสะพานที่เชื่อมต่อฟิลาเมนต์ทั้งสอง ทำให้เกิดการเคลื่อนที่ของฟิลาเมนต์เข้าซ้อนกันหรือเลื่อนออกจากกันได้ ส่งผลให้กล้ามเนื้อหดตัวหรือคลายตัวและก่อให้เกิดการเคลื่อนตัวของร่างกายนั่นเอง </li></ul>

×