Successfully reported this slideshow.
We use your LinkedIn profile and activity data to personalize ads and to show you more relevant ads. You can change your ad preferences anytime.

ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์

4,234 views

Published on

ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์

Published in: Education
  • Be the first to comment

ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์

  1. 1. ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์สานักคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา1
  2. 2. ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ( COMPUTER NETWORK )หมายถึง การเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ตั้งแต่ 2 เครื่องขึ้นไปเข้าด้วยกันด้วยสายเคเบิล หรือสื่ออื่นๆ เพื่อให้ผู้ใช้คอมพิวเตอร์ในเครือข่ายสามารถติดต่อสื่อสาร แลกเปลี่ยนข้อมูลและใช้อุปกรณ์ต่างๆในเครือข่ายร่วมกันได้2
  3. 3. ประโยชน์ที่ได้จากการใช้ระบบเครือข่าย การแบ่งกันใช้ข้อมูล เพื่อให้มีการติดต่อแลกเปลี่ยนข้อมูลกันระหว่างผู้ใช้ เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือของระบบประมวลผล มีการสารองข้อมูลตลอดเวลา เพื่อให้สามารถประมวลผลแบบกระจาย เพื่อให้สามารถควบคุมและจัดสรรทรัพยากร เพื่อใช้อุปกรณ์ร่วมกันได้3
  4. 4. ประเภทของระบบเครือข่าย1. LAN (Local Area Network)2. MAN (Metropolitan Area Network)3.WAN (Wide Area Network)4
  5. 5. LAN (Local Area Network)การเชื่อมต่อระบบเครือข่ายที่เครื่องคอมพิวเตอร์อยู่ในพื้นที่ใกล้กัน เช่น การเชื่อมต่อในตึกเดียวกัน หรือห้องเดียวกัน การเชื่อมต่อในมหาวิทยาลัย การเชื่อมต่อในหน่วยงานต่างๆ โดยส่วนมากจะใช้สายเคเบิ้ลในการติดต่อสื่อสารกัน โดยคอมพิวเตอร์ที่ต่อกันอยู่นั้นสามารถที่จะแบ่งกันใช้ข้อมูล สามารถโอนย้ายข้อมูลระหว่างเครื่องได้ รวมทั้งยังสามารถใช้อุปกรณ์ต่าง ๆ ร่วมกันได้5
  6. 6. MAN (Metropolitan Area Network)เป็นการนาระบบ LAN หลายๆ LAN ที่มีพื้นที่อยู่ใกล้เคียงกันอาจตั้งอยู่ห่างไกลกันในช่วง 5 ถึง 50 กิโลเมตร มาเชื่อมต่อกัน มักจะเป็นบริษัทหรือหน่วยงานขนาดใหญ่ที่จาเป็นจะต้องติดต่อสื่อสารข้อมูลผ่านระบบคอมพิวเตอร์ด้วยความเร็วสูงมาก โดยที่การสื่อสารนั้นจากัดอยู่ภายในบริเวณเมือง หรือในจังหวัด เป็นต้น6
  7. 7. WAN (Wide Area Network)เป็นกลุ่มของคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อกันแบบกว้างขวาง อาจจะเป็นภายในประเทศหรือระหว่างประเทศ เป็นการใช้หลายๆ LAN หรือหลายๆMAN ซึ่งอยู่คนละพื้นที่เชื่อมต่อเข้าหากัน เช่น สานักงานที่ New Yorkเชื่อมต่อกับที่ Tokyo โดยการเชื่อมต่อสามารถทาได้โดยการใช้ ATM, DSL,ISDN หรือ อื่นๆ แต่การเชื่อมต่อจะมีความเร็วในการเชื่อมต่อต่ากว่าการเชื่อมต่อแบบ LAN7
  8. 8. อาจจะมีอีกประเภทหนึ่ง คือ SAN (Small Area Network)เป็นกลุ่มของคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อกันในพื้นที่ขนาดเล็กมาก อาจจะเป็นในบ้านหรือสานักงานขนาดเล็กที่มีจานวนของคอมพิวเตอร์ไม่ควรจะเกิน 10 เครื่อง8
  9. 9. 1. Peer to Peer Networkเป็นลักษณะของกลุ่มคอมพิวเตอร์ที่คอมพิวเตอร์ทุกเครื่องมีสิทธิ์เท่าเทียมกันหมด (Peer) ไม่มีเครื่องไหนทาหน้าที่เป็นศูนย์กลางของเน็ตเวิร์คเครื่องทุกเครื่องเป็นทั้งผู้ใช้ และผู้ถูกใช้ สามารถเป็นได้ทั้ง Client และ Server ไม่มีเครื่องไหนมีหน้าที่ดูแลจัดการระบบทั้งหมด เป็นต้นว่าการแชร์ทรัพยากรจะทาอย่างไร ใครเป็นผู้ดูแล ผู้ใช้งานแต่ละเครื่องจะเป็นผู้ดูแลข้อมูลและทรัพยากรของตัวเองลักษณะการทางาน การทาหน้าที่ของคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องของระบบเน็ตเวิร์คเป็นสาคัญ อาจแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ9
  10. 10. 2. Client-Serverในกรณีที่องค์กรของเรามีผู้ใช้เครื่อง มากกว่า 15-20 เครื่อง ระบบเน็ตเวิร์คแบบpeer to peer จะไม่เหมาะสม เราควรเลือกใช้ระบบ client-server จะเหมาสมกว่าเพราะมีความสามารถในการดูแลควบคุมการใช้งานของระบบเน็ตเวิร์คที่มีผู้ใช้จานวนมากได้ดีกว่า ระบบเน็ตเวิร์คแบบนี้จะเป็นระบบที่มีศูนย์กลาง มีคอมพิวเตอร์ที่ทาหน้าที่ดูแลระบบ อานวยความสะดวก จัดเก็บข้อมูล รักษาความปลอดภัยให้กับคอมพิวเตอร์ทั้งระบบ มีหน้าที่คล้ายๆเป็นหัวหน้ากลุ่ม เราจะเรียกคอมพิวเตอร์ที่ทาหน้าที่นี้ ว่า server ส่วนเครื่องที่เหลือในระบบที่ไม่ได้ทาหน้าที่นี้เราเรียกว่าclientหรือ workstation เป็นกลุ่มคอมพิวเตอร์ในระบบ ที่ทาหน้าที่รับบริการจากเครื่องserver ซึ่งจะทาหน้าที่ควบคุมการใช้งานทุกอย่างของเน็ตเวิร์ค เช่นของมูลเครื่องพิมพ์จะถูกดูแล และ แชร์โดยเครื่อง server อุปกรณ์ทุกอย่างจะถูกเชื่อมต่อโดยตรง เครื่องclient ทุกเครื่องจะใช้งานทรัพยากรต่างๆ ผ่านทาง server10
  11. 11.  Ethernet / Fast Ethernet / Gigabit Ethernet LAN Wireless LANการเชื่อมต่อเครือข่ายแบ่งตามสื่อได้ 2 ประเภทคือ11
  12. 12. Ethernet / Fast Ethernet / Gigabit Ethernet LANการเชื่อมต่อที่ใช้ในการเชื่อมต่อระบบ LAN ในปัจจุบัน โดยมีอัตรารับส่งข้อมูลสูงสุดถึง 10 Gbps โดยเชื่อมต่อผ่านสาย UTP หรือ สาย Fiber optic ระยะทางและความเร็วในการเชื่อมต่อแบบ Ethernetชนิด ระยะทางสูงสุด ชนิดของสาย ความเร็ว10BaseT 100 m UTP 10 Mbps100BaseTX 100 m UTP 100 Mbps100BaseFX 400 m (half duplex)2000 m (full duplex)Fiber Optic 100 Mbps1000BaseSX 220 m Fiber Optic(MMF)1000 Mbps1000BaseLX 3-10 Km Fiber Optic(SMF)1000 Mbps12
  13. 13. ตัวอย่างอุปกรณ์ EthernetUTP Ethernet Card Fiber Optic13
  14. 14. Wireless LANรูปแบบการเชื่อมต่อระบบเครือข่ายผ่านคลื่นวิทยุ โดยใช้คลื่นความถี่ที่จัดไว้มาตรฐานการใช้งาน Wireless ในประเทศไทย IEEE 802.11 ความถี่ 2.4~2.5GHz ความเร็วโดยรวม 2Mbps IEEE 802.11b ความถี่ 2.4~2.5GHz ความเร็วโดยรวม 11Mbps /22Mbps IEEE 802.11a ความถี่ 5.15~5.35GHz, 5.47~5.725GHz ความเร็วโดยรวม มากที่สุด 54Mbps IEEE 802.11g ความถี่ 2.4~2.5GHz ความเร็วโดยรวม 54Mbps IEEE 802.11n ความถี่ 2.4GHz / 5GHz ความเร็วโดยรวม 300Mbps14
  15. 15. วิธีการเชื่อมต่อเครือข่ายไร้สายแบ่งได้ดังนี้ การเชื่อมต่อแบบแอดฮอค (Ad-Hoc) คือ การเชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์สองตัวขึ้นไปโดยไม่จาเป็นต้องใช้ AccessPoint15
  16. 16.  การเชื่อมต่อแบบเป็นโครงสร้าง คือ การติดต่อสื่อสารโดยมีสถานีฐาน (Access Point) เป็นศูนย์กลาง โดยแต่ละเครื่องสามารถเชื่อมต่อสู่เครือข่ายภายนอกได้ผ่านทาง Access Point16
  17. 17. รูปแบบของระบบเครือข่ายหมายถึงรูปแบบในการจัดวางตาแหน่งของคอมพิวเตอร์ สายเคเบิ้ล และอุปกรณ์อื่นๆ เพื่อที่จะให้ข้อมูลได้ทางานตามทิศทางที่เราได้กาหนดไว้ โครงสร้างเน็ตเวิร์คที่ต่างกันมีความต้องการด้านอุปกรณ์ต่างๆ เช่นฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ แตกต่างกันไปด้วยโดยทั่วไปสามารถแบ่งออกได้ดังนี้17
  18. 18. รูปแบบของระบบเครือข่าย Mesh Bus Star Tree Ring18
  19. 19. ระบบเครือข่ายรูปแบบ MESH(Full Mesh) 19
  20. 20. ระบบเครือข่ายรูปแบบ MESH ข้อดีในกรณีสายเคเบิ้ลบางสายชารุด เครือข่ายทั้งหมดยังสามารถใช้ได้ ทาให้ระบบมีเสถียรภาพสูง นิยมใช้กับเครือข่ายที่ต้องการเสถียรภาพสูง และเครือข่ายที่มีความสาคัญ ข้อเสียสิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย และสายเคเบิ้ลมากกว่าการต่อแบบอื่นๆยากต่อการติดตั้ง เดินสาย เคลื่อนย้ายปรับเปลี่ยน และบารุงรักษาระบบเครือข่าย20
  21. 21. ระบบเครือข่ายรูปแบบ BUS21
  22. 22. ระบบเครือข่ายรูปแบบ BUS เป็นเน็ตเวิร์คที่ง่ายที่สุด และเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง โดยการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องด้วยการใช้สายเคเบิ้ลเป็นสายหลัก เชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องโดยมีเน็ตเวิร์คการ์ดเป็นตัวเชื่อมระหว่างสายเคเบิ้ลกับคอมพิวเตอร์ ข้อมูลจะถูกส่งออกไปตามสาย ไปยังคอมพิวเตอร์ทุกๆเครื่อง ไม่สนใจว่าเครื่องไหนคือผู้รับ คอมพิวเตอร์ทุกเครื่องจะตรวจสอบเอง ว่าข้อมูลที่ส่งออกมานั้นเป็นของเครื่องตนเองหรือไม่ ถ้าไม่ จะปล่อยข้อมูลผ่านไป แต่ถ้าใช่ ก็จะนาข้อมูลเหล่านั้นไปใช้ ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง คอมพิวเตอร์เครื่องเดียวเท่านั้นที่สามารถส่งข้อมูลได้ ในระบบนี้คอมพิวเตอร์ไม่สามารถส่งข้อมูลได้พร้อมกันหลายเครื่องในเวลาเดียวกันเป็นสาเหตุให้ประสิทธิภาพของเน็ตเวิร์คจะน้อยลงเมื่อมีจานวนคอมพิวเตอร์มากขึ้น สายเคเบิ้ลที่เป็นสายกลางที่ต้องใช้รับและส่งข้อมูล เรียกว่า backbone สายที่ใช้ส่วนมากจะเป็นสาย coaxial มีลักษณะคล้ายๆกับสายเคเบิ้ลทีวี การใช้จะต้องมีอุปกรณ์ที่ปิดหัวและท้ายของสายเคเบิ้ลด้วย เรียกว่าterminatorคอยรับสัญญาณไม่ให้สะท้อนกลับไป ซึ่งอาจจะเป็นการรบกวนสัญญาณได้ บัส เป็นวิธีที่ง่าย และสะดวกที่สุดในการติดตั้งเน็ตเวิร์ค ไม่ต้องมีฮาร์ดแวร์มากมาย มีเพียงแค่สายเคเบิ้ลเน็ตเวิร์ค-การ์ด และเทอร์มิเนเตอร์ ก็พอแล้ว มักใช้กับเน็ตเวิร์คขนาดเล็กที่มีจานวนเครื่องไม่มากนัก22
  23. 23.  ข้อดีประหยัด สะดวก ง่ายต่อการนาอุปกรณ์เชื่อมต่อเข้ากับระบบเครือข่ายใช้สายเคเบิลน้อยกว่าการต่อแบบ Star ข้อเสียระบบเครือข่ายทั้งหมดจะไม่สามารถใช้การได้ ถ้าสายหลักชารุดจาเป็นต้องมี Terminator ที่ปลายทั้ง 2 ข้างของสายหลัก เพื่อป้องกันสัญญาณสะท้อนกลับไปมาภายในสายค้นหาจุดที่เกิดปัญหาได้ยาก ถ้าระบบเครือข่ายทั้งหมดไม่สามารถใช้การได้จานวนเครื่องคอมพิวเตอร์ มีผลกับประสิทธิภาพของเน็ตเวิร์คมีการชนกันของข้อมูลที่ส่งออกไปมากจนทาให้เกิดปัญหาระบบเครือข่ายรูปแบบ BUS23
  24. 24. ระบบเครือข่ายรูปแบบ STAR24
  25. 25. ระบบเครือข่ายรูปแบบ STAR ข้อดีง่ายต่อการต่ออุปกรณ์และการเดินสายสามารถเพิ่มเติมอุปกรณ์ หรือถอดอุปกรณ์ออกได้ง่าย และไม่รบกวนส่วนอื่นง่ายต่อการตรวจสอบจุดที่เกิดปัญหา และการแยกอุปกรณ์บางส่วนออกจากระบบ ข้อเสียเปลืองสายเคเบิ้ลมากกว่าการต่อแบบ Busถ้า hub หรือ switch ที่เชื่อมอยู่ตรงกลางมีปัญหา จะทาให้ระบบเครือข่ายทั้งหมดมีปัญหาไปด้วยค่าใช้จ่ายสูงกว่าการต่อแบบ Bus เนื่องจากจาเป็นต้องมี Hub หรือ Switch เชื่อมตรงกลางเป็นลักษณะการเชื่อมต่อโดยเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องเข้าสู่อุปกรณ์ส่วนกลางที่เรียกว่า ฮับ (HUB) ข้อมูลหรือสัญญาณจะเดินทางจากเครื่องส่งไปสู่ผู้รับโดยผ่านฮับ25
  26. 26. ระบบเครือข่ายรูปแบบ TREE26
  27. 27. ระบบเครือข่ายรูปแบบ TREE ข้อดีในแต่ละส่วนย่อยๆ จะต่อถึงกันแบบ Star ทาได้รับข้อดีของการต่อแบบ Starมาด้วย ข้อเสียระยะทางในแต่ละส่วนย่อยๆ จะถูกจากัดโดยชนิดของสายถ้าสายหลักหรือ Hub ตัวกลางหลักเสีย ระบบเครือข่ายทั้งหมดจะไม่สามารถใช้การได้ยากต่อการติดตั้งและเดินสายเป็นการผสมผสานกันระหว่างการต่อแบบ Bus และ Star หรือเป็นการต่อ Star ซ้อนกันหลายชั้น27
  28. 28. ระบบเครือข่ายรูปแบบ RING28
  29. 29. ระบบเครือข่ายรูปแบบ RINGเป็นการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์เข้าด้วยกัน ในลักษณะของรูปวงแหวนโดยใช้สายเคเบิ้ล การต่อลักษณะนี้จะไม่มีจุดเริ่มต้นหรือจุดสุดท้าย การส่งข้อมูลจะวิ่งผ่านคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องเป็นรูปวงแหวนในทิศทางเดียวกัน เมื่อคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งต้องการส่งข้อมูล มันจะทาการใส่ข้อมูลตาแหน่งของเครื่องที่มันต้องการจะส่งไปให้คอมพิวเตอร์ทุกเครื่องจะนาสัญญาณมาเช็คว่าเป็นของตนเองหรือเปล่า ถ้าไม่ใช่ ก็จะส่งไปให้เครื่องต่อไป สัญญาณจะวิ่งไปจนกระทั่งเจอคอมพิวเตอร์เครื่องนั้น และรับข้อมูลนาไปใช้เนื่องจากสัญญาณจะวิ่งไปเรื่อยๆ เป็นวงกลม จึงไม่ต้องการอุปกรณ์ปิดหัวท้าย มักจะใช้กับเน็ตเวิร์คที่มีคอมพิวเตอร์อยู่ไม่ไกลกันมากนัก ใช้โทเค็นเป็นสือในการส่งสัญญาณ โทเค็นจะถูกวิ่งผ่านไปทุกเครื่องเรื่อยๆจนกว่าเครื่องที่ต้องการส่งข้อมูลจะดึงโทเค็นไปใช้และส่งสัญญาณออกมา เครื่องที่มีโทเค็นเท่านั้นที่จะส่งข้อมูลได้ 29
  30. 30. ระบบเครือข่ายรูปแบบ RING ข้อดีของระบบเครือข่ายรูปแบบ Ringการเพิ่มเติมขนาดของระบบเครือข่าย ส่งผลต่อประสิทธิภาพไม่มากลดจานวนตัวรับและส่งสัญญาณลงครึ่งหนึ่ง (ในกรณี Ring ทางเดียว)ทุกๆ อุปกรณ์ที่เชื่อมต่อจะช่วยขยายสัญญาณ ทาให้สามารถต่อเป็นวงใหญ่ได้ ข้อเสียของระบบเครือข่ายรูปแบบ Ringประสิทธิภาพต่ากว่าแบบอื่น เนื่องจากต้องผ่านอุปกรณ์หลายตัวถ้าอุปกรณ์บางตัวหรือสายเคเบิ้ลชารุด จะทาให้เครือข่ายทั้งหมดไม่สามารถใช้การได้ (ในกรณี Ring ทางเดียว)30
  31. 31. ระบบเครือข่ายรูปแบบผสม (HYBRID NETWORK) เป็นการผสมความสามารถของเครือข่ายคอมพิวเตอร์หลาย ๆ แบบโดยพิจารณาตามความเหมาะสม เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการทางานสูงสุด31
  32. 32. ประสิทธิภาพของเครือข่ายคอมพิวเตอร์ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบดังนี้• จานวนเครื่องคอมพิวเตอร์ภายในเครือข่าย• สื่อนาข้อมูล (Transmission Media)• เครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ (Hardware)• โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการสื่อสารข้อมูล (Software)32
  33. 33. โปรโตคอล (PROTOCOL)โปรโตคอล (Protocol) คือ มาตรฐานหรือข้อตกลงเกี่ยวกับการสื่อสารข้อมูลในระบบเครือข่าย ซึ่งครอบคลุมถึงวิธีการและรูปแบบการส่งข้อมูล จังหวะเวลาในการส่งข้อมูล ลาดับการรับส่งข้อมูลและวิธีจัดการป้องกันความผิดพลาดต่าง ๆ โปรโตคอลเปรียบเสมือนภาษาที่ใช้สื่อสารในระบบเครือข่าย ดังนั้นถ้าใช้โปรโตคอลที่ต่างกันก็จะคุยกันไม่รู้เรื่อง๑ภ฿ @& g)นายพูดอะไร ไม่รู้เรื่อง33
  34. 34. NETBEUI (NETWORK BASIC END USE INTERFACE)เป็น Protocol ที่เหมาะสมสาหรับเครือข่ายขนาดเล็กไม่เหมาะสมกับเครือข่ายขนาดใหญ่ เนื่องจาก Protocol นี้ไม่สามารถค้นหาเส้นทางการส่งข้อมูล (Routable) ที่เหมาะสมได้ ข้อดีของ Protocol นี้คือใช้งานง่ายไม่ต้องปรับแต่งอะไรมากTCP/IP (TRANSMISSION CONTROL PROTOCOL/INTERNET PROTOCOL)เป็นที่นิยมใช้กับระบบเครือข่ายขนาดใหญ่ เช่น ถูกใช้ในอินเทอร์เน็ต เพราะสามารถค้นหาเส้นทางการส่งข้อมูล และสามารถใช้กับระบบปฏิบัติการได้อย่างกว้างขวางแต่การติดตั้งมีขั้นตอนที่ยุ่งยากพอสมควร34
  35. 35. อุปกรณ์เครือข่ายคาศัพท์ที่ควรรู้เกี่ยวกับระบบเครือข่าย- Bit (บิต) หน่วยทางไฟฟ้า มีค่าเท่ากับ 0 หรือ 1- Bandwidth (แบนด์วิทช์) คือ ความเร็วในการส่งข้อมูลผ่านระบบเครือข่าย มีหน่วยเป็น bps (บิตต่อวินาที)35
  36. 36. Router• ใช้ในการเชื่อมต่อระบบเครือข่ายที่มีการเชื่อมต่อภายในแตกต่างกันหรือเชื่อมระหว่าง LAN และ WAN36
  37. 37. Switch•ใช้ในการเชื่อมต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์เข้าเป็นระบบเครือข่ายเดียวกัน หรือต่างกันก็ได้• Bandwidth 10/100/1000 Mbps• แต่ละพอร์ตไม่มีการใช้งานร่วมกัน37
  38. 38. Hub• ใช้ในการเชื่อมต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์ให้เป็นระบบเครือข่ายเดียวกัน• Bandwidth 10/100/1000 Mbps• แต่ละพอร์ตใช้งานร่วมกัน(เชื่อมกันหมด)38
  39. 39. ความแตกต่างระหว่าง Hub และ Switch Hub จะส่งข้อมูลที่เข้ามาไปยังทุกๆ พอร์ตของ Hub ยกเว้นพอร์ตที่ข้อมูลดังกล่าวเข้ามายัง Hub ในขณะที่ Switch จะทาการเรียนรู้อุปกรณ์ที่ต่อกับพอร์ตต่างๆ ทาให้ Switch ส่งข้อมูลไปยังพอร์ตที่มีเครื่องปลายทางอยู่เท่านั้น ไม่ส่งไปทุกๆ พอร์ตเหมือนกับ Hub ซึ่งส่งผลให้ปริมาณข้อมูลภายในระบบเครือข่ายไม่มากเกินความจาเป็น Hub เป็นเพียงตัวขยายสัญญาณข้อมูล (Repeater) เท่านั้น ในขณะที่Switch จะมีการทางานที่ซับซ้อนกว่า, มีการเรียนรู้อุปกรณ์ที่เชื่อมต่อ, การตัดสินใจส่งข้อมูลออกไปพอร์ตใด39
  40. 40. Ethernet Card• ติดตั้งบนเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อให้สามารถเชื่อมต่อเข้ากับระบบเครือข่ายผ่านทาง Switch หรือ Hub• Bandwidth 10/100/1000 Mbps40
  41. 41. ไฟสถานะของEthernet Card41
  42. 42. ไฟสถานะของEthernet Card LINK ถ้าสว่างแสดงว่า มีการเสียบสายแลนเข้ากับการ์ด และสามารถใช้งานได้ 10 ถ้าสว่างแสดงว่า อุปกรณ์นี้เชื่อมต่อด้วยความเร็ว 10 MB/s เช่นเดียวกับไฟ100 ถ้าสว่างแสดงว่าเชื่อมด้วยความเร็ว 100 MB/s ACT (Activity) ถ้ากระพริบแสดงว่ามีการส่งข้อมูลเข้า-ออกการ์ด (เนื่องมาจากกิจกรรมการใช้เครือข่ายต่างๆ เช่น การใช้อินเตอร์เน็ต, การแชร์ไฟล์ ฯลฯ ถ้ามีการส่งข้อมูลจานวนมากจะเปลี่ยนจากกระพริบมาเป็นสว่างค้างตลอดเวลา42
  43. 43. ModemInternal ModemExternal Modem• ใช้ในการเชื่อมต่อระบบเครือข่ายผ่านทางสายโทรศัพท์• Bandwidth 56 Kbps43
  44. 44. Access Point• ใช้ในการเชื่อมต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์กับระบบเครือข่ายแบบไร้สาย (wireless)• Bandwidth 11/54 Mbps44
  45. 45. Wireless CardPCMCIAPCI for PCUSB• ติดตั้งบนเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อเชื่อมต่อกับระบบเครือข่ายแบบไร้สาย• Bandwidth 11/54 Mbps45
  46. 46. สาย UTP (Unshielded Twisted Pair)• ใช้ในการเชื่อมระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์และ Ethernet Switch หรือ Hub• Bandwidth 10/100/1000 Mbps• ความเร็วในการเชื่อมต่อขึ้นอยู่กับการเข้าหัวสาย และอุปกรณ์ที่ใช้ในการเชื่อมต่อ•ระยะทางในการเชื่อมต่อ < 100m46
  47. 47. สาย UTP และหัว RJ-45 สาย UTP ที่ใช้ใน Ethernet Lan จะเข้าหัวแบบ RJ-45 ภายในสาย UTP จะมีสายทองแดงย่อยอีก 8 เส้น โดยถูกจัดกลุ่มเป็นคู่ๆทั้งหมด 4 คู่RJ-45UTP47
  48. 48. การเข้าหัว RJ-45 มีได้ 2 แบบ คือ แบบ A (Standard 568A) มีการเรียงสายจากซ้ายไปขวา ดังนี้ขาว/เขียวเขียวขาว/ส้มน้าเงินขาว/น้าเงินส้มขาว/น้าตาลน้าตาล48
  49. 49.  แบบ B (Standard 568B) เป็นแบบที่นิยมใช้กันมาก มีการเรียงสายจากซ้ายไปขวา ดังนี้ขาว/ส้มส้มขาวเขียวน้าเงินขาว/น้าเงินเขียวขาว/น้าตาลน้าตาล49
  50. 50. สาย UTP มี 2 แบบ ตามการเข้าหัว RJ-45 ดังนี้ สายตรง (UTP Straight Cable) เป็นสายที่ใช้ทั่วไป และพบมาก โดยใช้ในการเชื่อมเครื่องคอมพิวเตอร์เข้ากับอุปกรณ์เครือข่ายจาพวก Hub และ Switchโดยการเข้าหัวทั้ง 2 ปลายจะเป็นแบบเดียวกัน (A หรือ B ก็ได้) สายครอส (UTP Cross-over Cable) ใช้ในการเชื่อมต่อระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ 2 เครื่องโดยตรง ไม่ผ่านอุปกรณ์ประเภท Hub และ Switchนอกจากนี้ยังใช้เชื่อมระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ และ Router (ซึ่งถือว่าเป็นคอมพิวเตอร์อีกรูปแบบหนึ่ง) โดยการเข้าหัวที่ปลายทั้ง 2 จะไม่เหมือนกันกล่าวคือ ปลายข้างหนึ่งเข้าหัวแบบ A อีกปลายจะเข้าหัวแบบ B50
  51. 51. 51
  52. 52. สายตรง (UTP Straight Cable)52
  53. 53. สายครอส (UTP Cross-over Cable)53
  54. 54.  สาย STP (Shielded Twisted Pair)• คล้ายกับสาย UTP แต่มีชนวน และตัวนาหุ้ม จึงป้องกันสัญญาณรบกวนได้ดีนิยมใช้แทนสาย UTP ในที่ๆ มีสัญญาณรบกวนมาก เช่น โรงงานอุตสาหกรรม ฯลฯ• มีราคาแพงกว่าสาย UTP54
  55. 55.  สาย Fiber Optic• ใช้ในการเชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์เครือข่าย• Bandwidth 10/100/1000 Mbps• ระยะทางในการเชื่อมต่อ 500m – 2Kmแล้วแต่ชนิดของสาย55
  56. 56. รูปแบบการส่งข้อมูลภายในเครือข่ายDuplex หมายความถึง ความสามารถรับและส่งข้อมูลด้วยอุปกรณ์ชิ้นเดียวกัน ซึ่งแบ่งย่อยออกเป็น 2 ประเภท คือ Half Duplex จะรับและส่งข้อมูลได้ แต่ไม่สามารถทาพร้อมกันได้ กล่าวคือถ้าฝ่ายหนึ่งส่งข้อมูล อีกฝ่ายหนึ่งจะต้องเป็นฝ่ายรับ ไม่สามารถส่งได้จนกว่าอีกฝ่ายจะเลิกส่งข้อมูล และเปลี่ยนมาเป็นฝ่ายรับ เหมือนการใช้วิทยุสื่อสารได้แก่ Ethernet ประเภท 10 BaseT (10Mbps) เป็นต้น Full Duplex สามารถรับและส่งข้อมูลไปพร้อมๆ กันได้ เหมือนกันการพูดคุยผ่านโทรศัพท์ ได้แก่ Fast Ethernet (100Mbps) หรือ GigabitEthernet (1000Mbps) เป็นต้น56
  57. 57. ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ไร้สาย57
  58. 58. 58
  59. 59. ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการสื่อสารไร้สาย การสื่อสารข้อมูลในปัจจุบันมีการใช้เทคโนโลยีในการรับส่งที่มีความซับซ้อนเพิ่มขึ้น ข้อมูลทุกชนิดถูกปรับเปลี่ยนและดัดแปลงให้อยู่ในรูป digital สามารถสื่อสารและส่งถ่ายข้อมูลจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งด้วยความถูกต้องและรวดเร็ว มีประสิทธิภาพและความปลอดภัยสูง ผ่านตัวกลางหลายชนิด โดยแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ การสื่อสารข้อมูลทางสาย การสื่อสารข้อมูลไร้สาย59
  60. 60. การสื่อสารข้อมูลไร้สาย ตัวกลางที่ถูกนามาทดแทนสายสัญญาณที่นิยมใช้กันชนิดแรกก็คือ แสงอินฟราเรด การส่งผ่านข้อมูลผ่านแสงอินฟราเรดถูกนามาใช้งานอย่างแพร่หลาย เพราะสามารถส่งข้อมูลด้วยความเร็วค่อนข้างสูง มีความสะดวกในการใช้งาน เช่น รีโมทคอนโทรล ข้อด้อยของการใช้งานอินฟาเรด คือ ความจากัดด้านระยะทาง และตาแหน่งระหว่างอุปกรณ์ทั้งสองต้องเป็นเส้นตรงอยู่ในแนวเดียวกัน และจะต้องไม่มีอะไรมาตัดขวางลาแสง จากข้อด้อยทาให้เกิดความคิดที่จะนาคลื่นวิทยุมาใช้ส่งข้อมูลแทน เพราะสามารถรับส่งข้อมูลที่มีความเร็วสูง สามารถทะลุวัสดุต่างๆ ได้ และไม่จาเป็นต้องให้ตัวส่งและตัวรับอยู่ในแนวเส้นตรงเดียวกัน 60
  61. 61. การสื่อสารข้อมูลไร้สาย ปัจจุบันการนาคลื่นวิทยุมาใช้รับส่งข้อมูลสาหรับอุปกรณ์ระยะใกล้ มี 3 ระบบคือ- โฮมอาร์เอฟ (HomeRF)- บลูทูธ (Bluetooth)- ไวไฟ (Wireless Fidelity : wi-fi)61
  62. 62. โฮมอาร์เอฟ (HOMERF) HomeRF = Home Radio Frequency คือ เทคโนโลยีที่ใช้คลื่นความถี่วิทยุเพื่อใช้ควบคุม สั่งการ และเชื่อมต่อเครื่องใช้ไฟฟ้าสมัยใหม่ทุกชนิดที่อยู่ภายในบ้าน ใช้คลื่นความถี่ที่ 2.4 GHz ในการรับส่งข้อมูลด้วยอัตราเร็ว 1.6 Mbps ระยะทาการ 150 เมตร เช่น ระบบรักษาความปลอดภัยภายในบ้าน ระบบตรวจสอบและแจ้งการซ่อมแซมบ้านโดยอัตโนมัติ ระบบสุขอนามัย ฯลฯ สามารถใช้คอมฯ เชื่อมต่อกับอุปกรณ์ต่างๆ เช่น โทรศัพท์ ตู้เย็น โทรทัศน์เครื่องเสียง เครื่องปรับอากาศ เตาไมโครเวฟ เครื่องซักผ้า ชุดสุขภัณฑ์อัจฉริยะ โทรทัศน์วงจรปิด ฯลฯ ภายในบ้านเพื่อควบคุม สั่งการและใช้ข้อมูลต่างๆ ได้อย่างสะดวก โดยไม่ต้องเดินสายสัญญาณ62
  63. 63. บลูทูธ (BLUETOOTH) เป็นมาตรฐานที่กาหนดขึ้นเพื่อทดแทนการใช้สายเชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์ในระยะใกล้ ใช้คลื่นความถี่ในย่าน ISM(Industrail, Scientific, Medical) 2.4 กิกะเฮิรตซ์พื้นที่การใช้งานไม่เกิน 10 เมตร บลูทูธสามารถจัดการให้อุปกรณ์หลายชนิดสามารถติดต่อสื่อสารได้พร้อมกัน ใช้พลังงานต่า เชื่อมต่อสะดวก เช่น เชื่อมต่อ Notebook เข้าอินเตอร์เน็ตผ่านมือถือ, แบ่งข้อมูลกันระหว่างมือถือกับ Notebook, Headset ปัญหา : อุปกรณ์ที่ใช้เทคโนโลยีบลูทูธมีราคาสูงกว่าแบบใช้สาย63
  64. 64. แนวคิดที่นาไปใช้งาน- คอมพิวเตอร์ไร้สาย- คอมพิวเตอร์สวมใส่ (BWC : Body Wearable Computer) คือเป็นคอมฯขนาดเล็ก น้าหนักเบา ทางานด้วยแบตเตอร์รี่ สามารถประกบหรือสวมใส่ติดร่างกาย- ชุดหูฟัง- เมาส์ คีย์บอร์ด- อินเตอร์เน็ตบริดจ์64
  65. 65. ไวไฟ (WIRELESS FIDELITY : WI-FI)เป็นเทคโนโลยีที่เชื่อมคอมฯ เข้ากับเครือข่ายแลน (LAN : LocalArea Network) มักถูกเรียกว่า Wireless LANครอบคลุมพื้นที่ทาการ 50-100 เมตร65
  66. 66. เครือข่ายคอมพิวเตอร์ไร้สาย (WIRELESS LAN) ปัจจุบันการใช้งานคอมพิวเตอร์เปลี่ยนรูปมาเป็นงานที่ต้องเชื่อมโดยกับเครือข่าย ทั้งเครือข่ายภายในองค์กร ระหว่างองค์กร และอินเตอร์เน็ต ระบบแลนไร้สาย (Wireless LAN หรือ WLAN) เป็นการนาเอาคอมพิวเตอร์หลายเครื่องมาเชื่อมเข้าด้วยกัน ให้รับส่งข้อมูลถึงกันได้โดยไม่ต้องใช้สาย 66
  67. 67. จุดเด่นของแลนไร้สาย1) ความยืดหยุ่นในการใช้งาน2) การนาติดตัว (Mobility)3) การขยายเครือข่ายได้ง่าย4) ให้ผลคุ้มค่า5) การมีมาตรฐานที่ยอมรับกันทั่วไป67
  68. 68. พัฒนาการของแลนไร้สาย ความต้องการใช้ระบบแลนไร้สายมีลักษณะเช่นเดียวกับระบบเซลลูลาร์โฟนหรือโทรศัพท์เคลื่อนที่ ค.ศ. 1997 สถาบัน IEEE ได้กาหนดมาตรฐานแลนไร้สาย โดยให้ชื่อว่า IEEE802.11 รับส่งสัญญาณด้วยขนาดความเร็ว 2 เมกะบิต/วินาที ค.ศ. 1999 IEEE ได้พัฒนามาตรฐานใหม่ ให้ชื่อว่า IEEE 802.11b ความเร็วในการรับส่ง 11 เมกะบิต/วินาที บริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์เครือข่ายขนาดใหญ่ให้ความสนใจและเร่งการพัฒนาเป็นอย่างมาก การพัฒนาแลนไร้สายมิได้หยุดอยู่เฉพาะการทาให้เชื่อมต่อถึงกันได้ ยังมีระบบการดูแลรักษาความปลอดภัยของสัญญาณข้อมูลที่แพร่กระจายในอากาศด้วย 68
  69. 69. อุปกรณ์ของเครือข่ายแลนไร้สาย1) เครื่องคอมพิวเตอร์ : เครื่อง PC หรือ Notebook หรือ Pocket PCและมีสล็อต PCMCIA2) ไวร์เลสการ์ด : มาตรฐาน 802.11 ซึ่งมีผู้ผลิต ได้แก่ Cisco, Orinoco,Toshiba, 3Com, Linksys เป็นต้น3) แอกเซสพอยต์ (Access Point) : เป็นอุปกรณ์รับส่งไร้สาย สาหรับระบบLAN ทาหน้าที่เป็นจุดศูนย์กลางของระบบเครือข่ายไร้สาย หรือเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างเครือข่ายไร้สายและเครือข่ายมีสาย4) ไดรฟ์เวอร์ : ซอฟต์แวร์สาหรับความคุมการทางาน69
  70. 70. การเชื่อมต่อเครือข่ายแลนไร้สาย แบ่งเป็น 2 ประเภท1) การรวมตัวแบบแอดฮอค (Ad-Hoc) คือ การติดต่อสื่อสารระหว่างสถานีเคลื่อนที่ (โน๊ตบุ๊ค พีดีเอ) ตั้งแต่ 2 สถานีขึ้นไป โดยไม่ต้องใช้สถานีฐาน(Access point)2) การรวมตัวแบบเป็นโครงสร้าง (Infrastructure) คือ การติดต่อสื่อสารโดยมีสถานีฐาน (Access point) เป็นศูนย์กลาง ทุกสถานีต้องอยู่ภายในรัศมีการใช้งานของแอกเซสพอยต์70
  71. 71. ประเภทของเครือข่ายแลนไร้สาย1) WPAN (Wireless Personal Area Network) เป็นระบบเครือข่ายไร้สายส่วนบุคคล ปัจจุบันมีอยู่ 2 ระบบ คือ IR (Infra-Red) และ Bluetooth การทางานจะครอบคลุมบริเวณการสื่อสารที่ค่อนข้างจากัด เช่น อินฟาเรด ระยะประมาณไม่เกิน 3 เมตร และบลูทูธ ระยะประมาณไม่เกิน 10 เมตร2) WLAN (Wireless Local Area Network) เป็นระบบเครือข่ายท้องถิ่นที่ใช้งานในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งในระยะใกล้ ภายในหน่วยงานหรืออาคารเดียวกัน เช่นสานักงาน สถานที่จัดนิทรรศการ3) WMAN (Wireless Metropolitan Area Network) เป็นระบบเครือข่ายสาหรับเมืองใหญ่ๆ เชื่อมติดต่อกันระหว่างอาคารต่างๆ ภายในเมือง4) WWAN (Wireless Wide Area Network) เป็นระบบเครือข่ายไร้สายขนาดใหญ่สาหรับเมืองหรือประเทศซึ่งมักมีการใช้งานผ่านดาวเทียมข้ามประเทศ71
  72. 72. ความปลอดภัยของเครือข่ายแลนไร้สาย1) การใช้กาแพงไฟ (FireWall) ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์สาหรับป้องกันผู้อื่นรุกล้าเข้ามาในระบบ นิยมใช้ในบริษัท ธนาคาร หน่วยงานต่างๆ เนื่องจากมีความปลอดภัยสูง2) การแชร์ไฟล์และโฟลเดอร์ ควรจากัดการแชร์ไว้เฉพาะข้อมูลที่ต้องการใช้ร่วมกันเท่านั้น3) การกาหนดบัญชีสมาชิกและรหัสผ่าน (User Name and Password) นิยมใช้ป้องกันบุคคลภายนอกเข้ามาในระบบ ผู้ใช้ต้องป้อนชื่อที่ได้รับอนุญาตและรหัสผ่านที่ถูกต้องจึงจะสามารถเข้าสู่ระบบได้4) การใช้โพรโทคอล WEP (wired equivalency privacy key) เป็นการเข้ารหัสข้อมูลที่มีความปลอดภัยระดับกลางและระดับสูง5) Wi-Fi Protected Access (WPA) เป็นโพรโทคอลรักษาความปลอดภัยสูงกว่าWEP โดยอุปกรณ์ต่างๆ สามารถตรวจจับ Network Adapter เถื่อน และปรับเปลี่ยนกุญแจเพื่อเข้ารหัสข้อมูลแก่ทุกอุปกรณ์เป็นระยะๆ โดยอัตโนมัติ72
  73. 73. การตรวจสอบระบบเครือข่ายเบื้องต้นมีการเชื่อมต่อระบบเครือข่าย ไม่มีการเชื่อมต่อกับระบบเครือข่ายการตรวจสอบการเชื่อมต่อกับระบบเครือข่าย73
  74. 74.  การตรวจสอบ IP Address ของเครื่องคอมพิวเตอร์ดับเบิลคลิ๊กที่ จะเกิดหน้าต่างดังรูป74
  75. 75.  การตรวจสอบ IP Address ของเครื่องคอมพิวเตอร์คลิ๊กที่ “Support”75
  76. 76.  กรณีที่ไม่ได้ IP Address76
  77. 77.  การตรวจสอบระบบเครือข่ายด้วยคาสั่งต่างๆ• ipconfig ->ใช้ตรวจสอบหมายเลขไอพีแอรดเดรสของเครื่อง• Ping -> ใช้ในการตรวจสอบการเชื่อมต่อระหว่างโฮสต์• Nslookup -> ใช้ในการตรวจสอบชื่อโดเมน• Traceroute -> ใช้ในการตรวจสอบเส้นทางในการเชื่อมต่อ77
  78. 78.  ขั้นตอนในการใช้คาสั่ง Start Menu -> Run78
  79. 79.  ขั้นตอนในการใช้คาสั่ง พิมพ์ cmd79
  80. 80.  ขั้นตอนในการใช้คาสั่ง80
  81. 81.  Ping Ping IP address ที่ต้องการทดสอบ Ex ping 158.108.1.181
  82. 82.  Traceroute Tracert IP Address ที่ต้องการ Ex tracert 158.108.50.582
  83. 83.  Nslookup Nslookup ชื่อที่ต้องการตรวจสอบ Ex nslookup www.google.com83
  84. 84. การตรวจสอบ BANDWIDTH ของเครือข่าย INTERNET การตรวจสอบ Bandwidth จาก Website http://speedtest.adslthailand.com/ การตรวจสอบจากเครื่องโปรแกรม84
  85. 85. การตั้งค่าไอพีแอดเดรสการแชร์ปรินส์เตอร์และการแชร์ไฟล์ระหว่างWindows 7 กับเครื่องอื่นๆ
  86. 86. การตั้งค่า IP ADDRESSIP Address คือ หมายเลขประจาเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งประกอบด้วยตัวเลข 4 ชุด มีเครื่องหมายจุดขั้นระหว่างชุด เช่น 192.168.100.1หรือ 172.16.10.1 เป็นต้น มาตรฐานของ IP Address ปัจจุบันเป็นมาตรฐาน version 4 หรือที่เรียกกันสั้น ๆ ว่า IPv4 วึ่งกาหนดให้ ipaddress มีทั้งหมด 32 bit หรือ 4 byte แต่ล่ะ byte จะถูกคั่นด้วยจุด (.)86
  87. 87. ขั้นตอนวิธีการตั้งค่า IP ADDRESS ไปที่ Control panel แล้วคลิกลิ้ง View network status and tasks หรือจะคลิกOpen Network and Sharing Center ที่การ์ดแลนมุมขวาล่าง87
  88. 88. เลือกไปที่ Change Adapter Settings > Local area connection88
  89. 89.  คลิกปุ่ม Properties > ดับเบิ้ลคลิก Internet Protocol Version 4 (TCP/IPv4)89
  90. 90.  หากเลือก Obtain an IP address automatically แสดงว่ารับจาก DHCP แต่ถ้าเลือก Use the following IP address ตัวอย่างเช่น 192.168.1.22 เป็นการตั้งค่า IP แบบStatic หรือ เป็นการตั้งค่าแบบกาหนดเอง90
  91. 91. ขั้นตอนในการแชร์ไฟล์1. Windows 7 Start > Control Panel >เลือก Choose homegroup and sharing options
  92. 92. 2. ให้เลือก Change advaced sharing setting
  93. 93. ให้เลือก Public (Current profile)
  94. 94. หัวข้อ File and Printer sharing ให้เป็น Turn on
  95. 95. และในส่วนของ Password protected sharing ก็ให้ปรับเป็นTurn Off และทาการกด Save ในการปิดนี้เป็นการปิด Passwordในการแชร์ ซึ่งตัว Defualt ของ Windows 7 จะมี Security เพื่อป้องกันการเข้ามา Access ในไฟล์หรือ Folder นั้น
  96. 96. 1. ให้คลิกขวา ที่ Folder Share windows7 แล้วเลือก Properties2. ให้เลือก Tab Sharing3. เลือก Advanced Setting4. ให้เลือก (√) Share this folderจากนั้นให้ใส่ Sharename ขอใส่ sharewindows75. กด Permissionsเพื่อกาหนดสิทธิ์6. ให้สิทธิ์ Everyoneเป็น Full Control
  97. 97. ให้ไปที่ Drive ที่เราต้องการ Share file จากนั้นให้คลิกขวาที่ Drive เช่น Drive D จากนั้นเลือก Propreties
  98. 98. สังเกตุว่าตรง Share กดไม่ได้ แต่ให้มากด Advanced Sharing แทน
  99. 99. จากนั้นให้เราเลือกถูก Share this folder จากนั้นใส่ชื่อ Share nameใส่ชื่อที่ต้องการลงไป
  100. 100. เมื่อตั้งชื่อ Drive ที่จะแชร์เสร็จแล้วให้เลือกคลิกที่ Permissionและกาหนดสิทธิ์ของ คนๆนั้นที่สามารถเข้ามาใน Folder นี้ได้ในที่นี้ใส่เป็น Everyone และสามารถทาได้ทุกอย่างให้ เลือก Full Control
  101. 101. หลังจากนั้นจะมี Network Path ขึ้นมาแล้วมันจะปรากฎตามนี้ครับ ชื่อคอมของคุณชื่อDrive ที่แชร์
  102. 102. หลังจากเรากด Share ก็ให้ให้เราพิมพ์Everyone ลงไปแล้วกด Add
  103. 103. จากนั้นให้เลือกตรงลูกศรสีฟ้าครับ ว่าจะปรับให้ได้แค่ อ่านได้อย่างเดียวหรือ ทั้งอ่านและเขียน ลงได้ด้วย เมื่อปรับแล้วให้กด Share
  104. 104. จากนั้นมาที่เครื่อง Windows Xp My Computer ขึ้นมาพิมพ์ Ip address : 192.168.100.1
  105. 105. REMOTE DESKTOPการกาหนด ยกเลิก และเปลี่ยนรหัสผ่านยูสเซอร์ใน WINDOWS 7105
  106. 106. การเปลี่ยนรหัสผ่านของยูสเซอร์แอคเคานต์คลิกเมาส์ CHANGE YOUR PASSWORD106
  107. 107. 107- กรอกรหัสผ่านเดิมที่ใช้อยู่- ตั้งรหัสผ่านใหม่ที่ต้องการและยืนยันรหัสผ่านใหม่ที่กาหนดอีกครั้ง- คลิก Changepassword เพื่อเปลี่ยนรหัสผ่านการเปลี่ยนรหัสผ่านของยูสเซอร์แอคเคานต์
  108. 108. ทาการคลิกขวาที่ COMPUTER จากนั้นเลือก PROPERTISE108
  109. 109. ให้เราเลือกเมนู REMOTE SETTING109
  110. 110. ในหน้า SYSTEM PROPERTISE ให้เราเลือกแทบ REMOTEในส่วนของ REMOTE DESKTOP ให้เราเลือก ALLOW CONNECTIONSFOR COMPUTERS RUNNING ANY VERSION OF REMOTE DESKTOPและให้เราเลือก SELECT USER110
  111. 111. จากนั้นให้เราเลือก USER ที่สามารถเข้ามา REMOTE DESKTOP ในเครื่องของเราได้111
  112. 112. คลิกที่ START MENU > ALL PROGRAMS > ACCESSORIES >REMOTE DESKTOP CONNECTION112
  113. 113. การติดตั้ง และใช้งานโปรแกรมTEAMVIEWER REMOTE DESKTOP113www.nrru.ac.th/dl/tw.exe
  114. 114. - เลือก INSTALLหากมี TEAMVIEWER รุ่นเก่าอยู่แล้วก็ให้คลิกเลือก UNINSTALL OLDVERSION114
  115. 115. - PERSONAL / NON-COMMERCIAL USE ตามภาพด้านล่าง115
  116. 116. - คลิกเลือก I ACCEPT THE TERMS IN THE LICENSE AGREEMENT- คลิกเลือก I AGREE THAT I WILL ONLY USE TEAMVIEWER FORNON-COMMERCIAL AND PRIVATE USEจากนั้นคลิกปุ่ม NEXT116
  117. 117. - เลือก NO (DEFAULT)117
  118. 118. จากนั้นโปรแกรมจะทาการเรียกโปรแกรมขึ้นมาอัตโนมัติถ้าปรากฎหน้าจอ PROXY SETTINGS ดังภาพ118
  119. 119. เปิดโปรแกรมขึ้นมา119
  120. 120. - การเข้าใช้งานของฝั่งผู้ควบคุม ต้องมี USER ID กับ PASSWORD ของเครื่องที่เราต้องการคุมด้วย- กาหนดรหัสผ่านเข้าไปที่ EXTRAS > OPTIONS > SECURITY จะเป็นการตั้ง PASSWORD ไว้เพื่อไม่ให้ PASSWORD เปลี่ยนไปทุกครั้งที่เข้าใช้งานเหมาะสาหรับเข้าใช้งานเครื่องตัวเองจากที่บ้านมาที่ทางาน120

×