Successfully reported this slideshow.
We use your LinkedIn profile and activity data to personalize ads and to show you more relevant ads. You can change your ad preferences anytime.

Fact About German Thai

3,434 views

Published on

Published in: Technology, Business
  • Be the first to comment

Fact About German Thai

  1. 1. สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี <ul><li>ระบบการเลือกตั้งและระบบรัฐสภาของประเทศเยอรมนี </li></ul>
  2. 2. <ul><li>เนื้อหาโดยสังเขป </li></ul><ul><li>อารัมภบท : สภาพทางภูมิศาสตร์ เศรษฐกิจ และประวัติศาสตร์ </li></ul><ul><li>ระบอบการปกครอง </li></ul><ul><li>ระบบการเลือกตั้ง </li></ul><ul><li>กฎหมายเกี่ยวกับพรรคการเมือง พรรคการเมืองและผลการเลือกตั้งทั่วไปในปีค . ศ . 2005 </li></ul>
  3. 3. สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี <ul><li>ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับประเทศเยอรมนี : </li></ul><ul><li>สภาพทางภูมิศาสตร์ เศรษฐกิจ และประวัติศาสตร์ </li></ul>
  4. 4. ประเทศเยอรมนี <ul><li>ประชาการ : 82 ล้านคน </li></ul><ul><li>เมืองหลวง : เบอร์ลิน </li></ul><ul><li>ภาษาประจำชาติ : ภาษาเยอมัน </li></ul><ul><li>ประธานาธิบดี : นายโฮร์สต์ โคห์เลอร์ </li></ul><ul><li>นายกรัฐมนตรี : แองเกลา มาร์เกล </li></ul><ul><li>จำนวนรัฐ : 16 รัฐ </li></ul>Source: INTER-NATIONES: Übersichten: Die Bundesrepublik Deutschland und Ihre Laender
  5. 5. ภูมิประเทศและภูมิอากาศ <ul><li>ประเทศเยอรมนีแบ่งตามสภาพภูมิประเทศได้เป็น 6 ส่วน ได้แก่ : </li></ul><ul><li>ที่ราบลุ่มทางตอนเหนือ ; </li></ul><ul><li>แนวเทือกเขาตอนกลาง ; </li></ul><ul><li>เขตเนินเขาและที่ราบสูงทางตะวันตกเฉียงใต้ ; </li></ul><ul><li>เนินเขาและแหลมคาบสมุทรทางตอนใต้ที่ต่อเนื่องจากเทือกเขาแอลป์ </li></ul><ul><li>ไหล่เทือกเขาบาวาเรียนแอลป์ทางตอนใต้ </li></ul><ul><li>ลักษณะอากาศในแต่ละพื้นที่ขึ้นอยู่กับเขตภูมิอากาศที่ภูมิประเทศเหล่านั้นตั้งอยู่ แต่โดยรวมก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิมากนัก ประเทศเยอรมนีมีฝนตกตลอดทั้งปี ลักษณะอากาศแบบชายทะเลแถบพื้นที่เขตตะวันตกเฉียงเหนือจะค่อยๆแปรเป็นภูมิอากาศแบบพื้นทวีปในเขตตะวันออกและตะวันออกเฉียงใต้ อุณหภูมิเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 9 องศาเซลเซียส </li></ul>Source: INTER-NATIONES: Übersichten: Die Bundesrepublik Deutschland und Ihre Laender
  6. 6. แม่น้ำและเมืองสำคัญ <ul><li>แม่น้ำสายหลักๆในเยอรมนีได้แก่ แม่น้ำดานูบ แม่น้ำเอลเบ แม่น้ำ โอเดอร์ แม่น้ำเวเซอร์ และแม่น้ำไรน์ </li></ul>เมืองใหญ่อื่นๆ ฮัมบวร์ก , 1.770.291 มิวนิค , 1.294.680 โคโลญจน์ 991.395 แฟรงเฟิร์ต 667.468 สตุตการ์ต 597.158 ดอร์ตมุนด์ , 587.137 เอสเซน 582.764 ดุสเซนดอล์ฟ 578.326 เบรเมน 548.477 ฮันโนเวอร์ 518.154 Duisburg 495.668 เมื่องที่ใหญ่ที่สุด เบอร์ลิน 3,471,418 ที่มา : INTER-NATIONES: Übersichten: Die Bundesrepublik Deutschland und Ihre Laender
  7. 7. พื้นที่ในเยอรมนี 53,5% 12,3% 1,8% 29,5% ป่าไม้ ทะเลสาป แม่น้ำ และพื้นที่สีเขียวอื่นๆ ถนน อาคารสิ่งก่อสร้าง พื้นที่เกษตรกรรม
  8. 8. ทรัพยากรธรรมชาติ & พื้นที่อุตสาหกรรม <ul><li>ถ่านหิน </li></ul><ul><li>ถ่านหิน </li></ul><ul><li>เกลือ </li></ul><ul><li>เขตอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ </li></ul><ul><li>น้ำมัน </li></ul>Source: INTER-NATIONES: Übersichten: Die Bundesrepublik Deutschland und Ihre Laender
  9. 9. เศรษฐกิจ <ul><li>เยอรมนีถือหนึ่งในประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจก้าวหน้าจากเทคโนโลยีมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก รองจากสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น . </li></ul><ul><li>มีการกระจายการพัฒนาที่สมดุลทั่วทั้งภูมิภาค </li></ul><ul><li>การกระจายรายได้ทั่วทั้งสังคมเป็นไปอย่างสมดุล กฎเกณฑ์ของตลาดแรงงานและระบบสังคมที่มีค่าใช้จ่ายสูงลดทอนความสามารถในการแข่งขันโดยรวมของประเทศเยอรมนี </li></ul><ul><li>การรวมประเทศกับเยอรมันตะวันออกและการยกระดับเยอรมันตะวันออกยังคงเป็นปัญหาระยะยาวที่สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายมาก ( ในแต่ละปี เงินที่เยอรมันตะวันตกต้องโอนไปให้ทางตะวันออกคิดเป็นมูลค่าประมาณพันล้านยูโร ) </li></ul><ul><li>การรวมกันทางด้านการเมืองและเศรษฐกิจภายในทวีปยุโรปเป็นความท้าทายและสร้างโอกาสให้แก่เศรษฐกิของเยอรมนี เช่น เมื่อรับเอาสกุลเงินยูโรของสหภาพยุโรปมาใช้ เยอรมนีก็ไม่มีสกุลเงินเป็นของตัวเองอีกต่อไป ส่งผลให้มีอำนาจในการควบคุมเศรษฐกิจลดลง เห็นได้จากการที่รัฐสภาเยอรมันไม่สามารถควบคุมอัตราดอกเบี้ยอีกต่อไป </li></ul>
  10. 10. GDP แบ่งตามอุตสาหกรรมในปี 2007
  11. 11. ประวัติศาสตร์ ค . ศ . 1945-1961 พื้นที่ประกอบอาชีพ <ul><li>เยอรมันตะวันออก </li></ul><ul><li>( เขตโซเวียตปกครอง ) </li></ul>ที่มา : INTER-NATIONES: Übersichten: Die Bundesrepublik Deutschland und Ihre Laender สงครามสิ้นสุด ค . ศ .1945 <ul><li>เยอรมันตะวันตก </li></ul><ul><li>( เขตสหรัฐฯและอังกฤษปกครอง ) </li></ul>สร้างกำแพงเบอร์ลิน ค . ศ .1961
  12. 12. กำแพงเบอร์ลิน ค . ศ . 1961-1989 <ul><li>1961 </li></ul><ul><li>ก่อสร้างกำแพงเบอร์ลิน </li></ul><ul><li>1969 </li></ul><ul><li>พรรคสังคมนิยม ประชาธิปไตย ( Social Democrat - SPD) นายวิลลี บรันท์เป็นนายกรัฐมนตรี </li></ul><ul><li>พัฒนาความสัมพันธ์กับโซเวียตและเยอรมันตะวันออก </li></ul><ul><li>1989 </li></ul><ul><li>การอพยพครั้งใหญ่ของชาวเยอรมันตะวันออก </li></ul><ul><li>กำแพงเบอร์ลินพังทลาย </li></ul>
  13. 13. การรวมประเทศเยอรมนี <ul><li>1990 </li></ul><ul><li>การรวมประเทศ </li></ul><ul><li>การเลือกตั้งทั่วประเทศเยอรมันครั้งแรก </li></ul><ul><li>( การเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่ 12 ) </li></ul><ul><li>รัฐบาลผสมพรรคซีดียู / เอฟดีพี </li></ul><ul><li>( การเข้ารับตำแหน่งครั้งที่ 3 ของนายโคห์ล ) </li></ul><ul><li>รัฐสภาปี 1991 ตั้งนครเบอร์ลินเป็นเมืองหลวงแห่งใหม่ </li></ul><ul><li>1994 </li></ul><ul><li>การเลือกตั้งทั่วไป </li></ul><ul><li>( การเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่ 13 ) </li></ul><ul><li>รัฐบาลผสมพรรคซีดูยู / เอฟดีพี </li></ul><ul><li>( การเข้ารับตำแหน่งครั้งที่ 4 ของนายโคห์ล ) </li></ul><ul><li>1998 </li></ul><ul><li>การเลือกตั้งทั่วไป </li></ul><ul><li>( การเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่ 14 ) </li></ul><ul><li>รัฐบาลผสมพรรคเอสดีพีและพรรคกรีน </li></ul><ul><li>2002 </li></ul><ul><li>การเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่ 14 </li></ul>
  14. 14. <ul><li>ระบบการเมืองการปกครอง </li></ul>สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี
  15. 15. ศัพทานุกรมศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับสถาบันด้านการปกครองในเยอรมนี <ul><li>คำเรียกในภาษาไทย / อังกฤษ : </li></ul><ul><li>Federal Assembly </li></ul><ul><li>(“ สภาล่าง ” ) </li></ul><ul><li>Federal Council </li></ul><ul><li>(“ สภาสูง ” ) </li></ul><ul><li>คณะรัฐมนตรี </li></ul><ul><li>ประธานาธิบดี </li></ul><ul><li>สภาผู้แทนราษฎร </li></ul><ul><li>ศาลรัฐธรรมนูญ </li></ul><ul><li>คำเรียกในภาษาเยอรมัน : </li></ul><ul><ul><li>Bundestag </li></ul></ul><ul><ul><li>Bundesrat </li></ul></ul><ul><ul><li>Bundeskabinett </li></ul></ul><ul><ul><li>Bundespraesident </li></ul></ul><ul><ul><li>Bundesversammlung </li></ul></ul><ul><ul><li>Bundesverfassungsgericht </li></ul></ul>
  16. 16. <ul><li>ระบอบการเมืองการปกครองของประเทศเยอรมนีจัดว่าเป็น ระบบรัฐบาลผสมแบบสัดส่วน ( mixed-member proportional representation system ) </li></ul><ul><li>ระบอบนี้พัฒนาขึ้นเพื่อแก้ไขจุดบกพร่องของระบบการปกครองก่อนหน้าซึ่งเป็นระบบที่พิสูจน์แล้วว่าขาดเสถียรภาพ : </li></ul><ul><ul><li>ระบอบ เสียงข้างมากเบ็ดเสร็จ ( The absolute majority system ) ที่ใช้ช่วงที่เยอรมนียังคงปกครองเป็นจักรวรรดิ ( German Empire ) จัดว่าเป็นระบอบที่ขาดการมีส่วนร่วมทางการเมือง อำนาจอยู่ในมือของเสียงส่วนใหญ่ของพวก “อภิสิทธิ์ชน” ( ไม่ใช่ผู้แทนปวงชน๗ </li></ul></ul><ul><ul><li>ระบอบ สภาผู้แทนแบบสัดส่วนสมบูรณ์ ( The pure proportional representation system ) ที่ใช้ช่วงที่เยอรมนีเป็นสหพันธรัฐไวมาร์ ( Weimar Republic:1919-1933) ทำให้อำนาจของรัฐอ่อนแอลง เปิดทางให้เกิดการเพิกถอนรัฐธรรมนูญในปีค . ศ . 1933 โดยอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ </li></ul></ul><ul><li>มีระบบการตรวจสอบและถ่วงดุล ( checks and balances ) ที่ซับซ้อนเพื่อป้องกันความเป็นเผด็จการ สืทธิทางการเมือง สถาบันด้านประชาธิปไตยต่างๆ และระบบสหพันธรัฐได้รับความคุ้มครองพิเศษจากรัฐธรรมนูญเยอรมนี ( กฎหมายบททั่วไป ) </li></ul>ระบบการเมืองการปกครอง
  17. 17. ข้อกฎหมายพื้นฐาน ( รัฐธรรมนูญเยอรมนี ) <ul><li>มาตรา 1 : สิทธิขั้นพื้นฐาน ( มีความเท่าเทียมกันตามกฎหมาย ; มีสิทธิส่วนบุคคล , มีสิทธิใน ทรัพย์สินและสิทธิในการศึกษา , มีเสรีภาพในการพูด การ เข้าถึงข้อมูล การแสดงออก และการเคลื่อนไหวชุมนุม เป็นต้น ) </li></ul><ul><li>มาตรา 2 : โครงสร้างและอำนาจของรัฐและมลรัฐ </li></ul><ul><li>มาตรา 3 : สถาบันต่างๆของรัฐ </li></ul><ul><li>มาตรา 4 : การออกกฎหมายระดับรัฐและการบังคับใช้กฎหมาย </li></ul><ul><li>มาตรา 5 : การจัดการด้านตุลาการ </li></ul><ul><li>มาตรา 6 : การจัดการด้านการเงินสาธารณะและระบบภาษี </li></ul>
  18. 18. <ul><li>การแบ่งอำนาจ </li></ul><ul><ul><li>อำนาจอธิปไตย : อำนาจบริหาร อำนาจนิติบัญญัติ และอำนาจตุลาการ </li></ul></ul><ul><ul><li>การแบ่งอำนาจจากบนลงล่าง : ระดับชาติ ระดับมลรัฐ และระดับท้องถิ่น </li></ul></ul><ul><li>การแบ่งอำนาจจากบนลงล่างแบ่งตามขอบเขตความรับผิดชอบที่ต่างกันไป </li></ul><ul><li>เช่น การศึกษาเป็นความรับผิดชอบของรัฐบาลระดับมลรัฐ ส่วนนโยบายด้านต่างประเทศจะเป็นความรับผิดชอบของรัฐบาลระดับชาติ </li></ul><ul><li>การจัดการเลือกตั้งก็จะแบ่งเป็นสามระดับตามระดับการแบ่งอำนาจจากบนลงล่างสามขั้น . </li></ul>การแบ่งอำนาจ (German Federalism)
  19. 19. โครงสร้างรัฐ ประชาชน รัฐบาลระดับมลรัฐ บาเดน - เวือร์ทเทมแบร์ก เฮสเซน เสรีรัฐซัคเซน เสรีรัฐไบเอิร์น นีเดอร์ซัคเซน ซัคเซน - อันฮัลท์ เบอร์ลิน เมคเคลนบวร์ก - ฟอร์พอมเมิร์น ชเลสวิก - โฮลชไตน์ บรันเดนบวร์ก นอร์ดไรน์ เวสท์ฟาเลน เธือริงเงน เบรเมน ไรน์ลันด์ - ฟัลส์ ฮัมบวร์ก ซาร์ลันด์ Federal Assembly (“ สภาล่าง ” ) Federal Council (“ สภาสูง ” ) สภาผู้แทนราษฎร ประธานาธิบดี นายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี รัฐมนตรีระดับรัฐ รัฐบาลท้องถิ่น
  20. 20. สถาบันของรัฐ ประธานาธิบดี นายกรัฐมนตรี สภาผู้แทนราษฎร BUNDESTAG BUNDESRAT รัฐบาลระดับมลรัฐ ประชาชน Source: INTER-NATIONES: Übersichten: Die Bundesrepublik Deutschland und Ihre Laender
  21. 21. แผนผังการบริหาร ประมุขของรัฐ ประธานาธิบดี (Horst Koehler) ประธานรัฐบาล นายกรัฐมนตรี (Angelika Merkel ) คณะรัฐมนตรี ( Bundeskabinett ) รัฐสภา สภาผู้แทนราษฎร มอบหมาย เลือก เลือก วาระ 5 ปี เลือก วาระ 4 ปี
  22. 22. งานด้านนิติบัญญัติ สภาคู่ ( Bicameral Parliament ) สภาผู้แทนราษฎร (Federal Assembly) “ สภาล่าง ” ผู้ได้รับการเลือกตั้ง ( เลือกโดยตรงและแบบสัดส่วน ) “ เป็นตัวแทนโดยตรง ” สภาผู้แทนจากมลรัฐ (Federal Council) “ สภาสูง ” ตัวแทนจากรัฐบาลระดับมลรัฐ “ เป็นตัวแทนโดยอ้อม ”
  23. 23. <ul><li>สภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้แทนโดยตรงของประชาชนแห่งสหพันธรัฐเยอรมนี </li></ul><ul><li>สภาผู้แทนราษฎรมี อำนาจในการกำหนดกฎหมาย ด้วยเหตุนั้นจึงถือว่าเป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดของรัฐ </li></ul><ul><li>ตัวบทกฎหมายบางประเภทต้องผ่าน สภาผู้แทนราษฎร ( ผู้แทนของรัฐต่างๆ ) </li></ul><ul><li>หน้าที่การทำงาน โครงสร้าง และกระบวนการ ของสภาผู้แทนราษฎรได้รับการพัฒนามาเป็นเวลาหลายปีจากประสบการณ์การทำงานจริง เพื่อให้เกิดการแบ่งงานในสมาชิกสภาอย่างมีประสิทธิภาพ และคุ้มค่าที่สุด </li></ul>The Bundestag ( เดอะบุนเดสทาค ) ( สภาผู้แทนราษฎร )
  24. 24. <ul><li>บทบาทของสภาผู้แทนราษฎรตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายมีดังนี้ : </li></ul><ul><ul><ul><li>แต่งตั้งรัฐบาลที่มาจากเสียงข้างมาก </li></ul></ul></ul><ul><ul><ul><li>เลือกนายกรัฐมนตรี </li></ul></ul></ul><ul><ul><ul><li>ตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหาร </li></ul></ul></ul><ul><ul><ul><li>ผ่านกฎหมาย </li></ul></ul></ul><ul><ul><ul><li>อนุมัติงบประมาณ </li></ul></ul></ul><ul><ul><ul><li>to act as a unifying force in society </li></ul></ul></ul>บทบาทของสภาผู้แทนราษฎร
  25. 25. <ul><li>สมาชิกของสภาผู้แทนราษฎรมาจากพรรคการเมืองที่แตกต่างหลากหลาย ทั้งหมดได้รับเลือกมาจากระบบการเลือกผู้แทนที่จัดเป็นแบบสัดส่วนผสมผสานจากการเลือกตั้งสองแบบ </li></ul><ul><li>สภาผู้แทนราษฎรประกอบด้วยสมาชิกอย่างน้อย 598 คน ซึ่งมาจาก </li></ul><ul><ul><li>229 คนได้รับเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนในเขตเลือกตั้งต่างๆ </li></ul></ul><ul><ul><li>229 คน ( หรือกว่านั้น ) ได้รับเลือกเข้ามาจากรายชื่อผู้สมัครของแต่ละพรรคที่พรรคการเมืองในแต่ละรัฐเลือกเข้ามา </li></ul></ul><ul><li>ปรกติแล้วผู้สมัครจะได้รับการเสนอชื่อมาจากพรรคการเมือง แต่ผู้สมัครอิสระก็สามารถลงเลือกตั้งได้ </li></ul>องค์ประกอบของสภาผู้แทนราษฎร
  26. 26. <ul><li>กลุ่มในสภาผู้แทนราษฎร ได้รับอนุญาตให้ยื่นญัตติไม่ไว้วางใจ ยื่นญัตติให้มีการทบทวนหรือเลื่อนพิจารณาร่างกฎหมาย ตั้งคณะทำงานเพื่อศึกษาประเด็น หรือตั้งกระทู้ถามต่ออำนาจเด็ดขาดขององค์ประชุม . </li></ul><ul><li>สมาชิกของ กลุ่มในสภาผู้แทนราษฎรจะต้องมาจากพรรคการเมืองเดียวกัน หรือมาจากพรรคที่มีวัตถุประสงค์เดียวกัน และไม่ได้เป็นคู่แข่งกันเองในรัฐหนึ่งรัฐใดใน 16 รัฐ เช่น นับตั้งแต่ปี ค . ศ . 1949 เป็นต้นมา พรรคซีดียูและซีเอสยูร่วมมือกันจัดตั้งรัฐบาลผสม </li></ul><ul><li>มีเพียงพรรคที่ได้คะแนนเสียงมากพอเท่านั้น ที่จะได้รับอนุญาตให้ตั้งกลุ่มในรัฐสภา . </li></ul>กลุ่มในสภาผู้แทนราษฎร
  27. 27. การสร้างกลุ่มในรัฐสภา - กฎเกณฑ์เรื่องการมีสมาชิกร้อยละ 5 <ul><li>เมื่อตั้งประเทศเป็นสาธารณรัฐ มีพรรคการเมืองต่างๆเกิดขึ้น 39 พรรค ซึ่งทำให้เกิดความคิดเห็นที่วุ่นวายจัดการได้ยาก </li></ul><ul><li>ด้วยเหตุนี้ กฎหมายด้านการเลือกตั้งจึงมีวรรคที่กำหนดเงื่อนไขเพื่อจำกัดขนาดกลุ่มทางการเมืองไว้ </li></ul><ul><li>การจะสร้างกลุ่มในรัฐสภาได้ พรรคจะต้องมีสมาชิกอย่างน้อยร้อยละ 5 ของสมาชิกทั้งหมดของสภาผู้แทนราษฎร หรือมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอย่างน้อยสามคนที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรง </li></ul>
  28. 28. <ul><li>ประธานสภาผู้แทนราษฎร โดยหน้าที่แล้วยู่ในอันดัยสองรองจากประมุขของรัฐ ( ประธานาธิบดี ). </li></ul><ul><li>เป็น ตัวแทนสาธารณะของสมาชิกสภาผู้แทน ประธานสภาผู้แทนราษฎรรับผิดชอบจัดการกิจการภายในของสภาและต้องตอบทุกข้อซักถามหรือร้องเรียนใดๆ ที่มีต่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคนหนึ่งคนใด </li></ul><ul><li>หน้าที่ที่สำคัญที่สุดของ ประธานสภาผู้แทนราษฎร คือการทำหน้าที่ประธานในการประชุมสภา รักษากฎระเบียบและดูแลการประชุมให้เป็นไปตามขั้นตอนตัวบทกฎหมาย </li></ul><ul><li>ประธานสภาผู้แทนราษฎร และรอง ประธานสภาผู้แทนราษฎร จะได้รับการ เลือกมากจากสมาชิกในสภาผู้แทนราษฎรหลังจากการเลือกตั้งเสร็จสิ้น และมีวาระปฏิบัติหน้าที่เท่ากับหนึ่งรอบการเลือกตั้ง โดยธรรมเนียมแล้ว กลุ่มเสียงข้างมากในสภาฯจะเป็นผู้เสนอชื่อประธานสภาผู้แทนราษฎร และรองประธานสภาผู้แทนราษฎรก็มักจะเลือกมาจากสมาชิกในกลุ่มทางการเมืองต่างๆ </li></ul><ul><li>สภาผู้แทนราษฎรไม่มีสิทธิถอดถอนประธานหรือรองประธานสภาผู้แทนราษฎร </li></ul>ประธานสภาผู้แทนราษฎร (President of the Bundestag) นอร์แบร์ต ลัมเมิร์ท ( Norbert Lammert ) ประธานสภาผู้แทนราษฎร จากการเลือกตั้งครั้งที่ 16 เป็นสมาชิกพรรคซีดียู
  29. 29. สภาผู้แทนจากมลรัฐ (Federal Council) <ul><li>สภาผู้แทนจากมลรัฐมีหน้าที่ เสนอประเด็นที่เป็นผลประโยชน์ของมลรัฐต่างๆ สู่ระดับรัฐ ( เป็นผู้แทนทางอ้อมของประชาชน ) ). </li></ul><ul><li>มีหน้าที่ด้านการกำหนดกฎหมายและบริหารจัดการ อันหมายรวมถึงสิทธิในการริเริ่มนำเสนอข้อกฎหมาย </li></ul><ul><li>มีอำนาจเด็ดขาดในการยับยั้ง : </li></ul><ul><ul><li>การแก้ไขข้อกำหนดหรือแก้รัฐธรรมนูญ </li></ul></ul><ul><ul><li>ข้อกำหนดหรือกฎหมายที่มีผลกระทบต่อการเงินของรัฐ รวมไปถึงข้อกำหนดเกี่ยวกับภาษีต่างๆ . </li></ul></ul><ul><ul><li>ข้อกำหนดหรือกฎหมายที่มีผลกระทบต่อ อำนาจสูงสุดของรัฐ </li></ul></ul>
  30. 30. องค์ประกอบของสภาผู้แทนจากมลรัฐ <ul><li>ตัวแทนที่ได้รับการแต่งตั้งจากรัฐบาลของรัฐแต่ละรัฐ </li></ul><ul><li>ไม่มีการเลือกตั้ง </li></ul><ul><li>องค์ประกอบของ สภาผู้แทนจากมลรัฐ จะจัดสรรจากองค์ประกอบของรัฐบาลระดับมลรัฐ และต้องมีการเปลี่ยนแปลงเมื่อรัฐทั้ง 16 รัฐมีการเลือกตั้ง . </li></ul>
  31. 31. กระบวนการนิติบัญญัติ <ul><li>บัญญัติกฎหมายใหม่จะ ได้รับการเสนอมาจากแผนกงานที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องๆนั้น จากกระทรวงต่างๆ . </li></ul><ul><li>ส่งร่างกฎหมายให้แก่สภาผู้แทนจากมลรัฐเพื่อพิจารณาเบื้องต้น . </li></ul><ul><li>การพิจารณาครั้งแรกในสภาผู้แทนราษฎร – แจ้งแก่สื่อและประชาชนทราบว่า ร่างกฎหมายอยู่ในขั้นตอนการพิจารณา </li></ul><ul><li>ที่ประชุมฟังความเห็น – ตรวจสอบตัวบทกฎหมายอย่างละเอียดโดยกลุ่มในรัฐสภาและปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญต่างๆ </li></ul><ul><li>การพิจารณาครั้งที่ 2-3 ในสภาผู้แทนราษฎร – กลุ่มในรัฐสภาตั้งกระทู้ซักถาม ทั้งในเชิงเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับตัวบทกฎหมายใหม่ </li></ul><ul><li>การประชาสัมพันธ์ทางสื่อ ด้วยการเผยแพร่ให้ประชาชนทราบ เพื่อให้มีการถกเถียง ทั้งในเชิงเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยต่อร่างกฎหมายที่อยู่ในกระบวนการพิจารณา </li></ul>
  32. 32. กระบวนการนิติ บัญญัติ ร่างกฎหมายใหม่ การพิจารณาครั้งที่ 1 ในสภาผู้แทนราษฎร การพิจารณาครั้งที่ 2 ในสภาผู้แทนราษฎร การพิจารณาครั้งแรกในสภาผู้แทนราษฎร กลุ่มในรัฐสภา ความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญ ที่ประชุมฟังความเห็น ประชาสัมพันธ์ทางสื่อ ร่างกฎหมายตกไป ผ่านกฎหมาย ประชาสัมพันธ์ทางสื่อ การพิจารณาครั้งที่ 3 ในสภาผู้แทนราษฎร
  33. 33. กระบวนการนิติบัญญัติ Consent Bills <ul><li>For legislation proposing changes to the constitution or federal structure, the consent of the Bundesrat is required. </li></ul><ul><li>กรณีที่สภาผู้แทนราษฎรและ สภาผู้แทนจากมลรัฐไม่สามารถหาข้อตกลงในกรณีขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับมลรัฐ ก็อาจมีการตั้ง คณะกรรมการไกล่เกลี่ยข้อขัดแย้ง ( Mediation Committee ) ขึ้น เพื่อให้มั่นใจว่า ความขัดแย้งอันเป็นเรื่องปรกติในโครงสร้างการบริหารงานระดับรัฐ จะได้รับการแก้ไขด้วยความประนีประนอม และตัวบทกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับทุกมลรัฐจะสามารถผ่านการรับรองของสภาได้ </li></ul>

×