Successfully reported this slideshow.
We use your LinkedIn profile and activity data to personalize ads and to show you more relevant ads. You can change your ad preferences anytime.

ไทยศึกษา

2,872 views

Published on

เนื้อหาวิชาไทยศึกษา

Published in: Education
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

ไทยศึกษา

  1. 1. สังคมและวัฒนธรรมไทยสังคมและวัฒนธรรมไทย 77
  2. 2. หมายถึง สัตว์ที่รู้จักใช้เหตุผล สัตว์ที่มีจิตใจสูง หมายถึง กลุ่มคนขนาดใหญ่ที่มี อำานาจเหนือกลุ่มย่อย มีดินแดน สามารถเลี้ยงตนเองได้ และมี วัฒนธรรมเป็นของตนเอง มนุษย์กับสังคมมนุษย์กับสังคม มนุษย์มนุษย์ สังคมสังคม
  3. 3. โลว์ แบ่งความต้องการของมนุษย์ออกเป็น 5 ระดับ ความต้องการ ความมั่นคงและ ปลอดภัยของ ชีวิต ความต้องการ ความมั่นคงและ ปลอดภัยของ ชีวิต ความ ต้องการ ทางสังคม ความ ต้องการ ทางสังคม ความ ต้องการที่ จะมีชื่อเสียง เกียรติยศ ความ ต้องการที่ จะมีชื่อเสียง เกียรติยศ ความ ต้องการ ความ สำาเร็จแห่ง ตน ความ ต้องการ ความ สำาเร็จแห่ง ตน ความต้องการของมนุษย์ความต้องการของมนุษย์ ความ ต้องการ ทาง สรีรวิทยา ความ ต้องการ ทาง สรีรวิทยา ของมนุษย์
  4. 4. ปัจจัยที่ช่วยมนุษย์บรรลุความต้องการปัจจัยที่ช่วยมนุษย์บรรลุความต้องการ มีปัจจัย 5 อย่าง คือมีปัจจัย 5 อย่าง คือ 1. การมีร่างกายและจิตใจที่แข็งแรงสมบูรณ์ 2. การมีสติปัญญา 3. การมีมนุษยสัมพันธ์ดี 4. การมีปัจจัยพื้นฐานในการดำารงชีพ 5. การเป็นผู้มีอารมณ์ดี
  5. 5. ลักษณะสำาคัญที่ส่งผลดีต่อมนุษย์ลักษณะสำาคัญที่ส่งผลดีต่อมนุษย์ มี 2 อย่าง คือมี 2 อย่าง คือ 1. มนุษย์มีความสามารถในการ สร้าง และใช้สัญลักษณ์เป็น เครื่องมือในการสื่อสาร 2. มนุษย์มีวัฒนธรรม
  6. 6. สาเหตุที่มนุษย์ต้องอยู่รวมกันเป็นสังคมมนุษย์สาเหตุที่มนุษย์ต้องอยู่รวมกันเป็นสังคมมนุษย สาเหตุมี 3 อย่าง คือสาเหตุมี 3 อย่าง คือ เพื่อสนองความ ต้องการขั้นพื้นฐาน เพื่อสนองความ ต้องการขั้นพื้นฐาน เพื่อเป็นที่ยอมรับ ของสังคม เพื่อเป็นที่ยอมรับ ของสังคม เพื่อสร้างความเจริญก้าวหน้าให้ กับตนเองและกลุ่ม เพื่อสร้างความเจริญก้าวหน้าให้ กับตนเองและกลุ่ม
  7. 7. องค์ประกอบของสังคมองค์ประกอบของสังคม มีองค์ ประกอบ 5 อย่าง คือ มี ประชาชน จำานวน หนึ่ง มี ประชาชน จำานวน หนึ่ง มีความ สัมพันธ์ ต่อกัน มีความ สัมพันธ์ ต่อกัน มีดินแดนที่ แน่นอน มีดินแดนที่ แน่นอน มีการกระทำาต่อ กันอย่างต่อเนื่อง เป็นกิจวัตรประจำา มีการกระทำาต่อ กันอย่างต่อเนื่อง เป็นกิจวัตรประจำา สมาชิกประพฤติ ปฏิบัติตนอยู่ใน กรอบของสถาบัน และ วัฒนธรรมอย่าง เดียวกัน สมาชิกประพฤติ ปฏิบัติตนอยู่ใน กรอบของสถาบัน และ วัฒนธรรมอย่าง เดียวกัน
  8. 8. หน้าที่ของสังคมหน้าที่ของสังคม าชิกใหม่และรักษาจำานวนสมาชิกให้อยู่ในระดับหน มาชิกใหม่ให้สามารถเรียนรู้และปฏิบัติตามกฎระเบ 3. ดำารงรักษากฎระเบียบของสังคมไว้ ปกป้องคุ้มครองคนดี รักษา กฎหมาย ลิต จำาหน่าย จ่ายแจกสินค้าและบริการ
  9. 9. วามหมายของโครงสร้างสังคมวามหมายของโครงสร้างสังคม โครงสร้างสังคม หมายถึง ความสัมพันธ์ ของกลุ่มคนที่มีบรรทัดฐานของสังคมเป็น เครื่องยึดเหนี่ยวให้คนมาอยู่รวมกันเป็น สังคม อย่างสันติสุข
  10. 10. ลักษณะโครงสร้างสังคมลักษณะโครงสร้างสังคม มีลักษณะสำาคัญ 4 ประการ คือ มีลักษณะสำาคัญ 4 ประการ คือ บุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไปติดต่อสัมพันธ์กัน 2. มีบรรทัดฐานทางสังคม 3. มีเป้าหมาย มีลักษณะเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงได้
  11. 11. ปัจจัยที่ทำาให้โครงสร้างสังคมเปลี่ยนแปลงปัจจัยที่ทำาให้โครงสร้างสังคมเปลี่ยนแปลง ขึ้นกับ ปัจจัย 3 ประการ คือ ขึ้นกับ ปัจจัย 3 ประการ คือ 1. จำานวนคนเปลี่ยนแปลง 2. แบบแผนความสัมพันธ์ระหว่างกันเปลี่ยน 3. สภาพแวดล้อมทางวัตถุเปลี่ยนแปลงไป องค์ประกอบโครงสร้างสังคมองค์ประกอบโครงสร้างสังคม มีองค์ ประกอบ สำาคัญ 2 ประการ คือ มีองค์ ประกอบ สำาคัญ 2 ประการ คือ 1. การจัดระเบียบทางสังคม 2. สถาบันทางสังคม
  12. 12. กลุ่มคนที่เป็นระเบียบ กระบวนการจัดระเบียบ มีส่วนประกอบ 3 ส่วน คือ บรรทัดฐาน สถานภาพ บทบาท การจัดระเบียบ ทางสังคม การจัดระเบียบ ทางสังคม มีความหมาย 2 อย่าง คือ มีความหมาย 2 อย่าง คือ
  13. 13. หน้าที่ของการจัด ระเบียบทางสังคม หน้าที่ของการจัด ระเบียบทางสังคม มีหน้าที่สำาคัญ 4 ประการ คือ มีหน้าที่สำาคัญ 4 ประการ คือ ร้างระเบียบที่จำาเป็นในการอยู่รวมกันเป็นสังคม อบรมสั่งสอนกฎเกณฑ์และระเบียบต่างๆ รักษา และสืบทอดกฎเกณฑ์หรือระเบียบแบบแผนข ปรุงและเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์หรือระเบียบที่เก่าล้า
  14. 14. หมายถึง กฎเกณฑ์หรือระเบียบ แบบแผนของสังคม ที่ใช้เป็น แนวทางในการประพฤติปฏิบัติหรือ การติดต่อกัน และทำาหน้าที่สนอง ความต้องการและความจำาเป็นของ สังคม าบันทางสังคม ( Institution )ถาบันทางสังคม ( Institution )
  15. 15. สถาบันทางสังคมที่สำาคัญสถาบันทางสังคมที่สำาคัญ สถาบันครอบครัว สถาบันการศึกษา สถาบัน การเมือง และ การ ปกครอง สถาบันเศรษฐกิจ สถาบันศาสนา สถาบันสื่อสารมวลชน สถาบันนันทนาการ มี 7 สถาบัน คือ มี 7 สถาบัน คือ
  16. 16. พลเมืองดีควรมีคุณสมบัติ ดังนี้พลเมืองดีควรมีคุณสมบัติ ดังนี้ มีคุณสมบัติพื้นฐาน เช่น มีความขยัน หมั่นเพียร มานะอดทน ซื่อสัตย์ กตัญญู กตเวที ตรงต่อเวลา รู้หน้าที่ มีความรับผิด ชอบ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่มีคุณสมบัติเฉพาะ เช่น บริหารจัดการเก่ง มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ มีความรู้ทาง คอมพิวเตอร์ มีความสามารถทางภาษา อังกฤษ และมีการวิจัยค้นคว้าเพื่อพัฒนา งานต่างๆ
  17. 17. หน้าที่ของพลเมืองดีหน้าที่ของพลเมืองดี รัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 กำาหนดหน้าที่ของชน ชาวไทยไว้ ดังนี้ ลมีหน้าที่รักษาไว้ซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ บุคคลมีหน้าที่ปฏิบัติตามกฎหมาย บุคคลมีหน้าที่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง . บุคคลมีหน้าที่ป้องกันประเทศ สืบสานศิลปวัฒนธรรมของชาติ นุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
  18. 18. ค่านิยมของสังคมไทยค่านิยมของสังคมไทย ความหมาย ของค่านิยม ความหมาย ของค่านิยม ค่านิยม ( Values ) หมายถึง สิ่งที่คนใน สังคมใดสังคมหนึ่งยอมรับว่าเป็นสิ่งดีมี คุณค่า ควรแก่การกระทำา น่ายกย่อง เป็น สิ่งที่ถูกต้อง ควรนำาไปเป็นแนวทางในการ ปฏิบัติในการดำาเนินชีวิต
  19. 19. ชนิดของค่านิยมชนิดของค่านิยม แบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ แบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ ค่านิยมวิถีปฏิบัติ คือค่านิยมที่เป็น แนวทางในการปฏิบัติ แบ่งออก เป็น 2 อย่าง คือ ค่านิยมปลายทาง เป็นค่านิยมที่แสดงถึง จุดหมายปลายทางของชีวิต แบ่งออกเป็น 2 อย่าง คือ ค่านิยมด้านจริยธรรม ค่านิยมสร้างตน ค่านิยมส่วนบุคคล ค่านิยมส่วนสังคม
  20. 20. ความสำาคัญของค่านิยมความสำาคัญของค่านิยม มีความสำาคัญ 3 ประการ คือ มีความสำาคัญ 3 ประการ คือ เป็นแนวทางของพฤติกรรมบุคคลในสังคม ป็นพื้นฐานทางความคิดของบุคคลในสังคม เป็นแบบแผนที่ใช้ตัดสินหรือประเมิน ค่าของสิ่งต่างๆ หรือการกระทำา ต่างๆ
  21. 21. ค่านิยมทั่วไปของสังคมไทยค่านิยมทั่วไปของสังคมไทย มีค่านิยม ทั่วไป 10 ประการ คือ มีค่านิยม ทั่วไป 10 ประการ คือ จงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ อมใสศรัทธาต่อพระพุทธศาสนา ยึดวัตถุนิยม ขาดระเบียบวินัย สนุกและชอบความสะดวกสบายเชื่อโชคลางและชอบเล่นการพ มีความกตัญญูกตเวทีสระ ไม่ชอบให้ใครบังคับจิตใจ เป็นคนสุภาพเรียบร้อย มีสัมมาค ใจดีและเป็นมิตร
  22. 22. นฐานของสำานักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมนฐานของสำานักงานคณะกรรมการวัฒนธรรม การพึ่งตนเอง ขยันหมั่นเพียร และมีความรับผิดชอบ 2. การประหยัดและอดออม 3. การมีระเบียบวินัยและเคารพกฎหมาย 4. การปฏิบัติตนตามคุณธรรมของศาสนา 5. ความรักชาติ ศาสน์ กษัตริย์
  23. 23. ค่านิยมที่ควรปลูกฝังในสังคมไทยค่านิยมที่ควรปลูกฝังในสังคมไทย มี 10 ประการ คือ มี 10 ประการ คือามรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รนิยมความเป็นไทย ภูมิใจไทยทำา ความขยันและอดทน มีความซื่อสัตย์สุจริต มีความกตัญญูกตเวที 6. มีความประหยัด อดออม 7. มีนำ้าใจไมตรี แสดงความมีน 8. มีสัมมาคารวะ รู้จักกาลเทศะ เคารพผู้อาวุโส 9. ยกย่องผู้กระทำาความดี ยกย่อ 10. มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค
  24. 24. ค่านิยมที่ควรแก้ไขในสังคมไทยค่านิยมที่ควรแก้ไขในสังคมไทย มี 10 ประการ คือ มี 10 ประการ คือกย่องผู้มีเงินและมีอำานาจ ิยมใช้สินค้าต่างประเทศ ฟุ่มเฟือยหรูหรา ความสนุกสนานและความสบาย งต่อเวลา ไม่รู้หน้าที่ ไม่มีความรับผิดชอบ ดความกระตือรือร้นในการทำางาน เชื่อเรื่องโชคลางและชอบเล่นการพน ชอบทำางานเป็นเล่น ทำาเล่นเป็นงาน เชื่อเรื่องบุญกรรม พูดมากกว่าทำา หน้าใหญ่ใจโต และจมไม่ลง
  25. 25. พระราชดำารัสของรัชการที่ 9พระราชดำารัสของรัชการที่ 9 พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลย เดช มีพระราชดำารัสถึงคุณธรรม 4 ประการ ดังนี้ พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลย เดช มีพระราชดำารัสถึงคุณธรรม 4 ประการ ดังนี้1. การรักษาความสัจ ความจริงใจต่อตนเองที่ จะประพฤติปฏิบัติต่อสิ่งที่เป็น ประโยชน์และเป็นธรรม กข่มใจตัวเอง ฝึกใจตัวเองให้ประพฤติปฏิบัติอยู่ในความสัจ 3. การอดทน อดกลั้น และอดออมที่จะไม่ ประพฤติล่วงความสัจสุจริต ไม่ว่าด้วย เหตุประการใด 4. การรู้จักละวางความชั่ว ความทุจริต และรู้จัก สละประโยชน์ส่วนน้อยของตน เพื่อ ประโยชน์ส่วนใหญ่ของบ้านเมือง
  26. 26. ความหมายของวัฒนธรรมความหมายของวัฒนธรรม วัฒนธรรม ( Culture ) หมาย ถึง ลักษณะที่แสดงถึง ความเจริญงอกงาม ความเป็นระเบียบ เรียบร้อย ความกลม เกลียวก้าวหน้าของ ทัชมาฮาลตำานานรักแห่งอินเดีย
  27. 27. ลักษณะของวัฒนธรรมลักษณะของวัฒนธรรม วัฒนธรรมมีลักษณะ สำาคัญ 5 อย่าง ดังนี้ วัฒนธรรมมีลักษณะ สำาคัญ 5 อย่าง ดังนี้ 1. วัฒนธรรมเป็นสิ่งที่ได้โดยการเรียนรู้ 2. วัฒนธรรมเป็นมรดกของสังคม 3. วัฒนธรรมเป็นวิถีชีวิตหรือแบบแผนการดำาเนินชีว 4. วัฒนธรรมมีความแตกต่างในแต่ละสังคม 5. วัฒนธรรมเป็นสิ่งที่มีการเปลี่ยนแปลงได้
  28. 28. วัฒนธรรมย่อยวัฒนธรรมย่อย วัฒนธรรมย่อย แบ่งออกเป็น 4 ด้านดังนี้ วัฒนธรรมย่อย แบ่งออกเป็น 4 ด้านดังนี้ 1. วัฒนธรรมย่อยทางเชื้อชาติ 2. วัฒนธรรมย่อยตามเกณฑ์อาย 3. วัฒนธรรมย่อยตามท้องถิ่น 4. วัฒนธรรมย่อยเชิงอาชีพ
  29. 29. ความสำาคัญของวัฒนธรรมความสำาคัญของวัฒนธรรม วัฒนธรรมมีความ สำาคัญ 4 อย่าง ดังนี้ วัฒนธรรมมีความ สำาคัญ 4 อย่าง ดังนี้ 1. เพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์ ทำาให้สังคมมีระเบียบแบบแผน มีแนวทางการปฏิบัติ นเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ เพราะมนุษย์จะเกิดการเรียนร 3. เป็นแหล่งสะสมความรู้ให้แก่มนุษย์ใน รุ่นต่อๆ ไป เพราะวัฒนธรรม เป็นมรดกของสังคม 4. ทำาให้มนุษย์เจริญกว่าสัตว์ เนื่องจาก มนุษย์มีวัฒนธรรม มีคุณธรรม
  30. 30. ประเภทของวัฒนธรรมประเภทของวัฒนธรรม วัฒนธรรม แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้ วัฒนธรรม แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้ 1. วัฒนธรรมทางวัตถุ หรือวัฒนธรรมที่ เป็นรูปธรรม เช่น วิทยาลัย เครื่องดนตรี เครื่องกีฬา คอมพิวเตอร์ เป็นต้น2. วัฒนธรรมทางจิตใจ หรือวัฒนธรรม ที่เป็น นามธรรม ได้แก่ ความคิด ความรู้ ความเชื่อ ค่านิยม อุดมการณ์ กฎหมาย
  31. 31. เนื้อหาสาระของวัฒนธรรมเนื้อหาสาระของวัฒนธรรม แบ่งออก เป็น 4 ประเภท ดังนี้ แบ่งออก เป็น 4 ประเภท ดังนี้ หมายถึง วัฒนธรรมที่สามารถจับต้องสัมผัสได้ หมายถึง วัฒนธรรมที่เกี่ยว กับหลักในการ ดำาเนินชีวิต หมายถึง วัฒนธรรมทาง กฎหมาย และ จารีตประเพณี หมายถึง วัฒนธรรมทางสังคมที่เกี่ยวกับหลัก การปฏิบัติทางสังคม เช่น มารยาท วัตถุธรรม คติธรรม เนติธรรม สหธรรม
  32. 32. องค์ประกอบของวัฒนธรรมองค์ประกอบของวัฒนธรรม วัฒนธรรมมีองค์ประกอบ 4 อย่าง ดังนี้ วัฒนธรรมมีองค์ประกอบ 4 อย่าง ดังนี้ ตถุุ หมายถึง วัฒนธรรมที่มีรูปร่างสามารถจับต้อง 2. องค์พิธีการ (Usages) หมายถึง ขนบธรรมเนียมประเพณีที่แสดงออก ในรูปของพิธีกรรม3. องค์การ ( Organization ) หมายถึง สถาบัน องค์การ สมาคม ซึ่งตั้งขึ้น อย่างมีระบบระเบียบ4. องค์มติ ( Concepts ) หมายถึง ความเชื่อ ความเข้าใจ และอุดมการณ์ เกี่ยวกับเรื่องต่างๆ
  33. 33. บ่อเกิดของวัฒนธรรมบ่อเกิดของวัฒนธรรม วัฒนธรรมมีบ่อ เกิด ที่สำาคัญ 3 อย่าง ดังนี้ วัฒนธรรมมีบ่อ เกิด ที่สำาคัญ 3 อย่าง ดังนี้ 1. ศาสนา เป็นรากฐานของวัฒนธร 2. ประเพณี ชาติต่าง ๆ ย่อมมีประเพณี ประจำาชาติ และ ถ่ายทอดจากบรรพบุรุษ ไปสู่ลูกหลาน3. ธรรมชาติ หลักของ ธรรมชาติย่อมมี การเกิด การเจริญ การตาย
  34. 34. ความแตกต่างทางวัฒนธรรมในแต่ละสังคมความแตกต่างทางวัฒนธรรมในแต่ละสังคม สังคมมีความแตกต่างกันทาง วัฒนธรรม 5 ด้าน คือ สังคมมีความแตกต่างกันทาง วัฒนธรรม 5 ด้าน คือ การสมรสและครอบครัว 2. การศึกษา 3. ศาสนา 4. เศรษฐกิจ 5. การเมืองการปกคร
  35. 35. บทบาทของวัฒนธรรมบทบาทของวัฒนธรรม วัฒนธรรมมีบทบาท สำาคัญ 4 อย่าง คือ วัฒนธรรมมีบทบาท สำาคัญ 4 อย่าง คือ ารเรียนรู้ วัฒนธรรมเป็นตัวกำาหนดการเรียนรู้ของบ 2. กำาหนดพฤติกรรมของมนุษย์ วัฒนธรรม เป็นตัวกำาหนดพฤติกรรมของ มนุษย์ 3. กำาหนดความแตกต่างของมนุษย์กับ สัตว์ มนุษย์กับสัตว์แตกต่างกันที่ มนุษย์มีคุณธรรมลักษณะและรูปแบบของสถาบัน เช่น คนไทยทักทาย
  36. 36. ที่มาของวัฒนธรรมไทยที่มาของวัฒนธรรมไทย วัฒนธรรมไทยมีที่มา สำาคัญ 5 แหล่ง ดังนี้ วัฒนธรรมไทยมีที่มา สำาคัญ 5 แหล่ง ดังนี้ กขนบธรรมเนียมประเพณีไทยโบราณ 2. จากลักษณะสังคมเกษตรกรรม 3. จากพิธีกรรมของพระพุทธศาสนา 4. จากพิธีกรรมของศาสนาพราหมณ์ - ฮ 5. จากอารยธรรมและเทคโนโลยีของ
  37. 37. ลักษณะของวัฒนธรรมที่มีอิทธิพลต่อสังคมลักษณะของวัฒนธรรมที่มีอิทธิพลต่อสังคม วัฒนธรรมบางอย่างมีผลต่อสังคม มี ลักษณะสำาคัญ 6 อย่าง ดังนี้ วัฒนธรรมบางอย่างมีผลต่อสังคม มี ลักษณะสำาคัญ 6 อย่าง ดังนี้ 1. ความล้าทางวัฒนธรรม วัฒนธรรมส่วนหนึ่งไม่ เปลี่ยนแปลงหรือเปลี่ยนแปลงช้ากว่า วัฒนธรรมอื่นงทางวัฒนธรรม โดยทั่วไปความขัดแย้งมักเกิดขึ้นระหว่าง 3. ความนิยมในวัฒนธรรมของตนดีกว่าวัฒนธรรม อื่น ทำาให้ไม่ยอมพัฒนาหรือรับ วัฒนธรรมอื่นธรรม คือ วัฒนธรรมย่อยในสังคมใหญ่ที่คนกลุ่มนั้นเป็นสมา ต่อต้าน วัฒนธรรมย่อยที่มีความแตกต่างแบบตรงกันข้ามก 6. วัฒนธรรมอุดมคติหรือวัฒนธรรมจริง วัฒนธรรมอุดมคติ คือวัฒนธรรมใน
  38. 38. ภาษาและวรรณกรรมภาษาและวรรณกรรม 22
  39. 39. พ่อขุนรามคำาแหงมหาราชโปรดเกล้าฯ ให้จารึก ไว้เมื่อ พ.ศ. 1826 “เรียกว่า ศิลาจารึกพ่อขุน รามคำาแหง ” ลักษณะศิลา เป็นแท่งศิลารูป สี่เหลี่ยม มียอดแหลมมน สูง 1 เมตร 11 เซนติเมตร กว้าง 35 เซนติเมตร มีจารึกทั้ง 4 ด้าน มสำาคัญของศิลาจารึก หลักที่ 1 ด้านที่ 1มสำาคัญของศิลาจารึก หลักที่ 1 ด้านที่ 1 ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำาแหงมหาราช เป็นหลัก ฐานสำาคัญยิ่งในด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดี และยังเป็นหลักฐานในการศึกษาค้นคว้า รวมทั้ง เป็นต้นเค้าสำาคัญที่ทำาให้คนไทยได้รู้วัฒนธรรม ประเพณี สถาปัตยกรรม ประติมากรรม และ จิตรกรรม ในสมัยสุโขทัย
  40. 40. านอักษรศาสตร์และภาษาศาสตร์ ด้านรัฐศาสตร์ ด้านนิติศาสตร์ ด้านเศรษฐกิจ ด้านประวัติศาสตร์ ทำาให้ทราบประวัติศาสตร์ความเป็นไปในสมัยสุโขทัยอย่างชัดเจน ประโยชน์ของศิลาจารึกประโยชน์ของศิลาจารึก ารึกพ่อขุนรามคำาแหงให้ประโยชน์ 5 ด้าน คือารึกพ่อขุนรามคำาแหงให้ประโยชน์ 5 ด้าน คือ ทำาให้ทราบถึงวิวัฒนาการของภาษาไทย ทำาให้ทราบว่าสมัยพ่อขุนรามคำาแหงมหาราชปกครองแบบพ่อปกคร ทำาให้ทราบว่าพ่อขุนรามคำาแหงมหาราชโปรด พระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับแรก ของไทย สดงถึงเศรษฐกิจอันมั่งคั่งของชาวสุโขทัย ราษฎรนิยมค้าขายและกา
  41. 41. อุ อู ใช้ สับสนกัน เช่น กูพู่งช้างขุนสามชน ลักษณะลายสือไทยลักษณะลายสือไทย ลายสือไทยมีลักษณะพิเศษ 10 อย่าง คือลายสือไทยมีลักษณะพิเศษ 10 อย่าง คือ ยนจะเขียนพยัญชนะและสระอยู่บนบรรทัดเดียวกัน สระวางไว้หน้าพยัญชนะ ช้ อ เคียง เช่น พ่อ เขียน พ่ และสระเอียไม่ใช้ เอ แ อ เคียง เช่น เผือ เขียน เผออ เพื่อ เขียน
  42. 42. ดัดแปลงรูปอักษรขอมหวัดและมอญ โบราณมาใช้ โดยตัดศกหรือหนาม เตยของอักษรขอมทิ้ง ะอึ ใช้สระอือแทน เช่น ขึ้น เขียน ขื๋น ว ฟ ใช้ ฝ แทน เช่น ไพร่ฟ้า เขียน ไพร่ฝ๋า ต์ใช้เพียง 2 รูป คือ วรรณยุกต์ และ ( วรร๋ ่ ลักษณะลายสือไทยลักษณะลายสือไทย หมายวรรคตอนใช้ และ นฤคหิตใช้ แทน ม เช่น ทง
  43. 43. รันต์ คือ พยัญชนะที่อยู่ท้ายคำา แต่ไม่ออกเสียง ลักษณะสำาคัญของภาษาไทยลักษณะสำาคัญของภาษาไทย ษาไทยปัจจุบันมีลักษณะ 10 อย่างคือษาไทยปัจจุบันมีลักษณะ 10 อย่างคือ พยัญชนะไทย คือ อักษรที่ใช้แทนเสียง แปร มี 44 ตัว แบ่งออกตามเสียงมี 3 หมู่ เรียกว่า ไตรยางค์สระ คือ อักษรที่ใช้เป็นเสียงแท้ สระแบ่ง ออกเป็น 2 อย่าง คือ รูปสระและเสียงสระ มี 21 รูป 32 เสียงยุกต์ คือ อักษรที่แทนเสียงดนตรี มี 4 รูป 5 เสียง ตัวสะกด พยัญชนะที่เป็นตัวสะกดมี 8 มาตรา คือ แม่ กง กน กม เกย กก กด กบ และเกอว
  44. 44. มีคำาราชาศัพท์ มีคำาที่ใช้กับภิกษุ มีภาษาราชการและ นิดของคำา แบ่งออกเป็น 7 ชนิด ยส่วนใหญ่เป็นคำาพยางค์เดียว เช่น พ่อ แม่ พี่ น้อง คำาไทยแท้ ไม่มีกลำ้ากับ ร ล ษาไทยมีสำานวน สุภาษิต และคำาพังเพย ลักษณะสำาคัญของภาษาไทย (ต่อ )ลักษณะสำาคัญของภาษาไทย (ต่อ )
  45. 45. ภาษากับการสืบทอด วัฒนธรรม ภาษาช่วยให้ มนุษย์ถ่ายทอดวัฒนธรรม ภาพสะท้อนวัฒนธรรมจากภาษาไทยภาพสะท้อนวัฒนธรรมจากภาษาไทย านวนในภาษาไทยสะท้อนให้เห็นวัฒนธรรม 6 อย่าานวนในภาษาไทยสะท้อนให้เห็นวัฒนธรรม 6 อย่า ฒนธรรมไทยนิยมใช้คำาลดหลั่นชั้นเชิง คำาที่มีมาแต่เดิมในภาษามักใช้ในลักษณะที่ ไม่เป็นทางการ แต่คำาที่มาจากภาษาอื่นมักใช้เป็นคำาสุภาพ อกรสชาติอาหารมาก เช่น เปรี้ยว หวาน มัน เป็นต้น ที่มีความหมายเฉพาะ เช่น หมู เป็ด วัว และควาย นิยมในการใช้ถ้อยคำาคล้องจอง
  46. 46. ภาษาใต้ภาษาใต้ ภาษาท้องถิ่น แบ่งออก เป็น 3 ภาค ดังนี้ ภาษาท้องถิ่น แบ่งออก เป็น 3 ภาค ดังนี้ ภาษาเหนือภาษาเหนือ ภาษาอีสานภาษาอีสาน
  47. 47. หมายถึง ศิลปะในการแต่งหนังสือ ศิลปะทางวร มหมายของวรรณกรรม วรรณคดี และ วรรณศมหมายของวรรณกรรม วรรณคดี และ วรรณศ หมายถึง งานหนังสือ หมายถึง หนังสือที่ได้รับการยกย่องว่าแต่งดี วรรณกรรมวรรณกรรม วรรณคดีวรรณคดี วรรณศิลป์วรรณศิลป์
  48. 48. ประเภทของวรรณคดีไทยประเภทของวรรณคดีไทย วรรณคดีแบ่งออกเป็น 5 ประเภท คือ วรรณคดีแบ่งออกเป็น 5 ประเภท คือ วรรณคดีศาสนาและคำาสอน วรรณคดีเกี่ยวกับพิธีกรรม วรรณคดีเกี่ยวกับเหตุการณ์บ้านเมือง วรรณคดีเกี่ยวกับการเดินทาง วรรณคดีที่มีเนื้อเรื่องเป็นนิทาน
  49. 49. วรรณคดีศาสนาและคำาสอนวรรณคดีศาสนาและคำาสอน เนื้อเรื่องในวรรณคดีนำามาจากศาสนา วรรณคดี ศาสนา วรรณคดี ศาสนา เนื้อเรื่องวรรณคดีที่นำามาจากคัมภีร์ศาสนาโดยตรง วรรณคดีคำา สอน วรรณคดีคำา สอน แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ วรรณคดีเกี่ยวกับพิธีกรรมวรรณคดีเกี่ยวกับพิธีกรรม วรรณคดีที่ให้รายละเอียด เกี่ยวกับพิธีกรรม วรรณคดีที่นำาไปใช้ในการ ประกอบพิธีกรรม แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
  50. 50. วรรณคดีเกี่ยวกับเหตุการณ์บ้านเมืองวรรณคดีเกี่ยวกับเหตุการณ์บ้านเมือง แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ วรรณคดีเกี่ยวกับการเดินทางวรรณคดีเกี่ยวกับการเดินทาง แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ วรรณคดีเกี่ยวกับการทำาสงครามและสดุดีวีรชน วรรณคดีเล่าเรื่องเหตุการณ์ในบ้านเมือง มีเนื้อเรื่องพรรณนาอารมณ์รักไปพร้อมกับการเดินทาง มีเนื้อเรื่องเล่ารายละเอียดในการเดินทาง
  51. 51. วรรณคดีที่มีเนื้อเรื่องเป็นนิทานวรรณคดีที่มีเนื้อเรื่องเป็นนิทาน วรรณคดีนิทาน แบ่งออก เป็น 2 ประเภท คือ วรรณคดีนิทาน แบ่งออก เป็น 2 ประเภท คือ วรรณคดีนิทานจักร ๆ วงศ์ ๆ เรียกว่า นิทานทรงเครื่อง นิทานประโลมโลก วรรณคดีนิทานที่มีเค้าเรื่องจริง ส่วนมาก เป็นเรื่องราวของบุคคลที่เชื่อว่ามีตัวจริง
  52. 52. รูปแบบของวรรณคดีไทยรูปแบบของวรรณคดีไทย รณคดีไทย แบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ คือรณคดีไทย แบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ คือ ร้อยแก้ว หมายถึง ลักษณะคำา ประพันธ์ที่ไม่บังคับฉันทลักษณ์ เช่น เรื่องสั้น นวนิยายร้อยกรอง หมายถึง ลักษณะคำา ประพันธ์ที่บังคับฉันทลักษณ์ เช่น โคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน
  53. 53. พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เช่น ตำานานพระแก้วมรกต ชุมนุมพระบรมราชาธิบายปฐม วงศ์ เป็นต้น ยมีกวีเอกที่สำาคัญ 9 ท่าน ดังนี้ยมีกวีเอกที่สำาคัญ 9 ท่าน ดังนี้ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก มหาราช ทรงพระราชนิพนธ์บทละครเรื่องรามเกียรติ์ อิเหนา ดาหลัง อุณรุท และกลอนนิราศรบพม่าที่ ท่าดินแดง เป็นต้นพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ได้พระ “ ”สมัญญานามว่า กวีเอกของไทย ทรงพระราช นิพนธ์เรื่องรามเกียรติ์ ( บางตอน ) อิเหนา บทเสภา เรื่องขุนช้างขุนแผน สังข์ทอง ไกรทองพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เช่น โคลง ฤๅษีดัดตน เสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน โคลง ปราบดาภิเษก เป็นต้น
  54. 54. สุนทรภู่ เป็นบิดากลอนแปด ผลงานการประพันธ์ เช่น นิราศเมืองแกลง นิราศ ภูเขาทอง นิราศพระบาท โคลงนิราศเมืองเพชร นิราศ อิเหนา พระอภัยมณี พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เช่น เงาะป่า ไกลบ้าน นิทราชาคริต พระราชพิธีสิบสอง เดือน จดหมายเหตุเสด็จประพาส กาพย์เห่เรือ เป็นต้นพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรง “ ”พระสมัญญานามว่า พระมหา ธีรราชเจ้า เช่น ศกุนตลา มัทนะพาธา หัวใจนักรบ เวนิชวาณิช โรเมโอจูเลียต เทศนาเสือป่า ท้าวแสนปม เป็นต้นพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระราชนิพนธ์เรื่องต่างๆ เช่น มหาชนก และคุณ ทองแดง เป็นต้น สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี เช่น เกล็ดหิมะในสายหมอก โรมันสัญจร คืนถิ่นจีน ใหญ่ เป็นต้น
  55. 55. วรรณคดีเรื่องเอกของไทยวรรณคดีเรื่องเอกของไทย ณคดีเรื่องเอกของไทย มี 5 เรื่อง คือณคดีเรื่องเอกของไทย มี 5 เรื่อง คือ ขุนช้างขุนแผน เป็นนิยายพื้นเมืองของจังหวัด สุพรรณบุรี มีเนื้อหาเป็นเรื่อง รักสามเส้าที่ชวน ติดตามอ่าน สำานวนโวหารที่ไพเราะกินใจรามเกียรติ์ โครงเรื่องมาจากมหากาพย์รามายณะ ของอินเดีย มีอิทธิพลทั้งด้านโขน ละคร และหนังใหญ่ อิเหนา เป็นวรรณคดีที่เขียนขึ้นมาเพื่อใช้เป็นบทละคร มีเนื้อหาสนุก มีครบทุกรส สะท้อนให้เห็นชีวิตความเป็น อยู่ของคนไทยในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น สามก๊ก เป็นเรื่องที่แปลมาจากนิทานอิงพงศาวดารจีน มีสำานวนภาษาดีเด่นลึกซึ้งพระอภัยมณี เป็นเรื่องจินตนาการเกี่ยวกับความรัก และ การผจญภัย และยังสะท้อนให้เห็นความคิดของประชาชน ชาวยุโรป
  56. 56. ศิลปกรรมศิลปกรรม 33
  57. 57. ปกรรม แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ ความหมายของศิลปกรรมความหมายของศิลปกรรม ม หมายถึง สิ่งที่เป็นศิลปะ สิ่งที่ผลิตหรือสร้างขึ้นเป็น ประเภทของศิลปกรรมประเภทของศิลปกรรม 1. วิจิตรศิลป์ 2. ประยุกต์ศิลป์
  58. 58. หมายถึง งานช่างศิลป์หรืองานศิลปะที่ สร้างขึ้นเพื่อให้เกิดความงดงามก่อให้ เกิดความสุขใจ ความพึงพอใจ แบ่งออก เป็น 5 สาขา คือ สถาปัตยกรรม คือ ศิลปะหรือวิชาที่ว่าด้วยการก่อสร้าง ประติมากรรม คือ ศิลปะในการปั้น การปั้น รูปเหมือน การทำารูปแทน การแกะสลัก จิตรศิลป์ ( Fine Art )จิตรศิลป์ ( Fine Art ) จิตรกรรม คือ ศิลปะการวาดเขียนหรือศิลปะการวาดภาพ วรรณกรรม คือศิลปะการประพันธ์ งานหนังสือ นาฏดุริยางคศิลป์ คือ ศิลปะการละครฟ้อนรำา ขับร้อง และบรรเลงดนตรี
  59. 59. หมายถึง ศิลปะที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อสนอง ความต้องการทางด้านจิตใจ เกิดความพึง พอใจและเกิดคุณค่าในการนำาไปใช้สอย อีกด้วย ะยุกต์ศิลป์ ( Applied Art )ะยุกต์ศิลป์ ( Applied Art )
  60. 60. ความสำาคัญของศิลปกรรมความสำาคัญของศิลปกรรม ปกรรมมีความสำาคัญ 5 ประการ ดังนี้ปกรรมมีความสำาคัญ 5 ประการ ดังนี้ ทำาให้เกิดความภาคภูมิใจ ผู้สร้างงานศิลปะเมื่อ ได้รับการยกย่องจากผู้อื่นและสังคมจะรู้สึกภูมิใจ ความปิติยินดี ศิลปกรรมช่วยให้ผู้ชมเกิดความอิ่มเอิบใจ ปล ทำาให้เกิดความสนุกสนานเพลิดเพลิน ศิลปกรรม ส่วนใหญ่ให้ความสนุกสนานเพลิดเพลิน ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ศิลปะเป็นอาชีพอย่างหนึ่งที่ทำาราย ามสะดวกสบาย เกิดคุณค่าในการนำาไปใช้สอย และเกิดคว
  61. 61. หมายถึงงานศิลปะ สาขาต่างๆที่ช่าง ศิลป์ไทยสร้างสรรค์ ขึ้น ซึ่งมีรูปแบบและ คุณลักษณะส่วนรวม ที่เด่นชัด ไม่ซำ้ากับ งานศิลปกรรมของ ชาติอื่น ศิลปกรรมไทยศิลปกรรมไทย
  62. 62. งานสถาปัตยกรรมเปรียบเหมือนกระจกเงาที่ สะท้อนให้เห็นถึงอารยธรรมของชาติบ้าน เมือง ชาติไทยมีผลงานด้านสถาปัตยกรรมที่ ได้รับการยกย่อง ว่ามีรูปลักษณ์ที่มีทรวดทรงงดงาม เช่น บ้าน เรือน โบสถ์ วิหาร สถูป เจดีย์ ปราสาท และ พระราชวัง เป็นต้น
  63. 63. สถาปัตยกรรมไทยมีรูปแบบที่สร้างหันหน้า ออกไปทางเข้าหลักของสถานที่นั้นๆ นิยม หันหน้าไปทางทิศตะวันออก รูปแบบของ ศาสนสถาน คือ มีผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ผนังสูง มีหลังคาซ้อนกันเป็นตับ ตับละ 2 – 3 ชั้น มีมุขลดทั้งด้านหน้าและด้านหลังเป็น แบบมุขโถง พบมากทางภาคเหนือและภาค กลาง รูปแบบของสถาปัตยกรรมไทยรูปแบบของสถาปัตยกรรมไทย
  64. 64. ทธิพลที่มีต่อการสร้างสรรค์สถาปัตยกรรมไทยทธิพลที่มีต่อการสร้างสรรค์สถาปัตยกรรมไทย วัสดุและสภาพแวดล้อมของท้องถิ่น นิยมสร้าง ด้วยไม้ ส่วนศาสนสถานส่วนมากจะก่อสร้างโดย วิธีก่ออิฐถือปูน แต่นำาไม้มาสร้างประตู หน้าต่าง และประดับตกแต่งส่วนต่างๆ ภายในนิยมโปร่ง เพื่อให้ลมพัดได้มากที่สุดปรัชญาความคิดของคนในท้องถิ่น คนไทยให้ คุณค่า แก่พระพุทธศาสนาไว้สูงส่ง การรับอิทธิพลจากดินแดนอื่น เช่น ไทยรับ ศาสนาและศิลปกรรมจากอินเดีย รับรูปแบบเจดีย์ ของลังกา ชวา ลาว รับศิลปะจีน เข้ามาในสมัย รัชกาลที่ 3 ต่อมารับอิทธิพลจากยุโรปในสมัย รัชกาลที่ 4
  65. 65. ่งออกเป็น 2 ลักษณะ คือบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ คือ ใช้บรรจุสิ่งสำาคัญ เช่น พระบรมสารีริกธาตุ หรือบุคคลทั่วไปใช้สำาหรับบรรจุสิ่งเคารพบูชา หรือของมีค่า เช่น พระพุทธรูป พระพิมพ์ เป็นต้นเพื่อประโยชน์ใช้สอย เนื้อที่ภายใน เช่น บ้านเรือน โบสถ์ วิหาร ศาลาวัด นิยมมีผังเป็น สี่เหลี่ยมผืนผ้า มีหลังคากันแดดและฝน มีฝากัน ฝนสาด และปิดกั้นสายตา ลักษณะประโยชน์ใช้สอยลักษณะประโยชน์ใช้สอย
  66. 66. สถาปัตยกรรมไทยที่เป็นเรือนพักอาศัยสถาปัตยกรรมไทยที่เป็นเรือนพักอาศัย มี 2แบบ คือมี 2แบบ คือ มีลักษณะเป็นเรือนไม้ชั้นเดียว ยกพื้นสูง ใต้ถุนโล่ง ฝาเรือนเป็น ฝาแบบขัดแตะ มีห้องเป็นห้องเอนกประสงค์ ส่วนมากเอาเตาไฟไว้กลางบ้าน ส่วนหลังคา ทรงจั่ว หลังคามุงด้วยแฝกหรือหญ้าคา เรือนเครื่องผูกเรือนเครื่องผูก เรือนเครื่องสับหรือเรือนไทยเรือนเครื่องสับหรือเรือนไทย
  67. 67. นไทยแต่ละภาค ยังมีเอกลักษณ์ของตนเอง ดนไทยแต่ละภาค ยังมีเอกลักษณ์ของตนเอง ด เรือนเครื่องผูกของภาคเหนือ เรือนเครื่องผูกของภาคกลาง เรือนเครื่องผูกของภาคใต้ เรือนเครื่องผูกของภาคอีสาน เรือนเครื่องผูกนิยมใช้เสาไม้ พื้นไม้ และฝาเป็น แบบขัดแตะ หรือแบบลำาแพน ภาคเหนือ นิยมมุง หลังคาด้วยใบตองตึง ส่วนภาคกลางมุงด้วยจาก
  68. 68. เรือนเครื่องสับหรือเรือนไทย แบ่งเป็น 3 แบบ คือ เรือนเครื่องสับหรือเรือนไทย แบ่งเป็น 3 แบบ คือ เรือนมีจั่วสูง ส่วนมากพบ ในภาคกลาง เรือนมีจั่วสูง ส่วนมากพบ ในภาคกลาง เรือนมีจั่วสูง เรียกว่า เรือนกาแล เรือนมีจั่วสูง เรียกว่า เรือนกาแล เรือนมี หลังคา ทรงปั้นหยา เรือนมี หลังคา ทรงปั้นหยา
  69. 69. ณะเรือนเครื่องสับของภาคต่างๆ ของไทยมี 4ณะเรือนเครื่องสับของภาคต่างๆ ของไทยมี 4 เรือนไทยภาคเหนือ “เรียกตามภาษาพื้นเมืองว่า ”เฮือนกาแล เป็นเรือนแฝดใต้ถุนสูง สร้างด้วยไม้สัก เรือนไทยภาคกลาง เป็นเรือนไม้ชั้นเดียว ยกพื้นสูง ใต้ถุนโปร่ง หน้าต่างเปิดเข้าภายในบ้านโดยตั้งบนเดือย ไม้ เรือนไทยภาคอีสาน สร้างด้วยไม้ใต้ถุนสูง ตัวเรือน ทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า นิยมปลูกเรือน 2 หลังติดกัน เป็น เรือนฝาปะกน มีระเบียงและชาน หลังคาทรงจั่วสูง มุง ด้วยกระเบื้อง เรือนไทยภาคใต้ ส่วนมากเป็นเรือนทรงปั้นหยา สร้างด้วยไม้ มีเรือนประธาน และเรือนรีขนาดเรือนไม่ ใหญ่นัก ใต้ถุนเรือนไม่สูงมาก ตลอดความยาวของ “ ”เรือน เรียกว่า กระดานเลียบ
  70. 70. เรือนไทยภาคเหนือ มี 3 แบบ คือ เรือนไทยภาคเหนือ มี 3 แบบ คือ เรือนชนบท หรือเรือนเครื่องผูก เรือนชนิดนี้มีหลังคา ตง พื้นทำาด้วยไม้ไผ่ ส่วนคานและเสานิยมใช้ไม้เนื้อแข็ง ฝา ทำาด้วยไม้ไผ่สาน หลังคามุงแฝกหรือใบตองตึง เรือนกาแล เป็นเรือนพักอาศัยของผู้มีอันจะกิน สร้างด้วย ไม้สัก เป็นเรือนแฝดหรือเรือนหลายหลัง หลังคาทรงจั่ว ชายคายาว มุงด้วยกระเบื้องดินเผา ใต้ถุนสูง เรือนไม้จริง ที่พัฒนารูปแบบไปจากเรือนกาแล พัฒนา มาจากเรือนกาแลผสมผสานกับแบบตะวันตก เรียกว่า “ ”เรือนทรงสะละไน นิยมเป็นเรือนของผู้สูงศักดิ์หรือคหบดี
  71. 71. องค์ประกอบของเรือนล้านนา มีดังนี้องค์ประกอบของเรือนล้านนา มีดังนี้ สาแหล่งเสมา ตัวบันไดเรือนจะหลบอยู่ใต้ชายคาบ้านด้านซ บริเวณที่ห้องโถงเปิดโล่งยกสูงจากบ้าน 1-2 คืบ อยู่ใต้ชายค า คือ หิ้งสำาหรับวางหม้อนำ้าดื่มพร้อมที่แขวนกระบวย ห้องนอน ถัดจากเติ๋นเป็นห้องนอนมีฝาปิดทั้ง 4 ด้าน มีประตู เหนือประตูจะมีไม้แกะสลัก เรือนครัว ส่วนใหญ่จะปลูกอยู่ทางทิศตะวันตก ของห้องนอนเสมอ โดยแยกออกไปต่างหาก
  72. 72. เรือนไทยภาคกลางเรือนไทยภาคกลาง เป็นเรือนของ ครอบครัวที่เพิ่งออก เรือนหรือก่อร่างสร้าง ตัวขึ้นใหม่ คือ เรือนที่ปลูกหลาย หลังในพื้นที่บริเวณ เดียวกัน อาจมีนอก แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ เรือนหอเรือนหอ เรือนหมู่เรือนหมู่
  73. 73. องค์ประกอบของเรือนไทยภาคกลาง มีดังนี้องค์ประกอบของเรือนไทยภาคกลาง มีดังนี้ เสาเรือน ทำาจากไม้ท่อนกลมยาวตลอด ลำาต้น เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 20-25 เซนติเมตร งัว ทำาจากไม้ท่อนกลมยาว ขนาดเส้น ผ่านศูนย์กลาง 15 เซนติเมตร ยาว 50-70 เซนติเมตร นไม้เหลี่ยมขนาด 5-15 เซนติเมตร ยาว 50-70 เซน แนะ) เป็นแผ่นไม้กลมแบนเส้นผ่านศูนย์กลาง 30-50
  74. 74. “ ” “ ”บ้าน หมายถึง หมู่บ้าน ส่วน เฮือน “ ”หมายถึง เรือนเป็นหลังๆ และ โฮง หมายถึง ที่พักอาศัยขนาดใหญ่กว่าเฮือน เรือนไทยภาคอีสานเรือนไทยภาคอีสาน
  75. 75. เป็นเรือนขนาดเล็กสำาหรับผู้ที่เริ่มชีวิตใหม่ ชาวอีสานเรียกว่า “ เรือนเหย้า” รูปแบบของเรือนไทยอีสาน มีดังนี้รูปแบบของเรือนไทยอีสาน มีดังนี้ “ ” “ ”ได้แก่ เถียงนา หรือ เถียงไร่ นิยม ยกพื้นสูง เสาเรือนใช้ไม้จริง แบ่งออกเป็น 3 ประเภทคือ เรือนประเภท ชั่วคราว เรือนประเภท ชั่วคราว เรือนประเภทกึ่ง ถาวร เรือนประเภทกึ่ง ถาวร เรือนเหย้ากึ่งถาวรชนิดตูบต่อเล้า เรือนเหย้ากึ่งถาวรชนิดดั้งต่อดิน เรือนเหย้ากึ่งถาวรชนิดดั้งตั้งคาน
  76. 76. เรือน ประเภท ถาวร เรือน ประเภท ถาวร แบ่งออกเป็น 3 ชนิด คือ แบ่งออกเป็น 3 ชนิด คือ เรือนเกย เรือนแฝดเรือนโข่ง
  77. 77. องค์ประกอบของเรือนไทยภาคอีสาน มีดังนี้องค์ประกอบของเรือนไทยภาคอีสาน มีดังนี้ เรือนนอนใหญ่ เกย ( ชานโล่งมีหลังคาคลุม ) เรือนแฝด เรือนโข่ง เรือนไฟหรือเรือนครัว ชานแดด
  78. 78. เรือนมุสลิมหลังคาแบบจั่วหรือแมและ เรือนไทยภาคใต้เรือนไทยภาคใต้ เรือนไทยภาคใต้หรือเรือนมุสลิม ส่วนใหญ่ เป็นเรือนแฝด สามารถต่อเติมไปได้ตาม ลักษณะของครอบครัวขยาย โดยมีชาน เชื่อมต่อกัน การกั้นห้องจะกั้นเท่าที่จำาเป็นรูปแบบของเรือนไทยภาคใต้รูปแบบของเรือนไทยภาคใต้ เรือนมุสลิมหลังคาแบบปั้นหยา เรือนมุสลิมหลังคาแบบจั่วมนิลา แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ
  79. 79. กษณะเฉพาะของเรือนไทยมุสลิม มี 7 อย่าง คกษณะเฉพาะของเรือนไทยมุสลิม มี 7 อย่าง ค งคาเป็นหลังคาสูง มีความลาดชันเพื่อให้นำ้าฝนไหลสะดวก ม่อหรือฐานเสา ที่ทำาด้วยไม้เนื้อแข็งหรือเสาอิฐฉาบปูนรองรับ ไม่นิย างตัวเรือนนิยมหันหน้าเข้าหาเส้นทางคมนาคมทั้งทางนำ้าและทางบ วิธีสร้างเรือนจะประกอบส่วนต่างๆ ของเรือนบนพื้นดิน ก่อน แล้วจึงยกขึ้นไปประกอบเป็นตัวเรือน ปลูกไม้ผล รอบบ้านเพื่อแสดงอาณาเขตของบ้าน ไม่นิยมสร้างรั้ว ยมมีฝ้าเพดาน และเว้นช่องลมใต้หลังคาให้ลมถ่ายเทได้สะดวก ะแยกจากตัวเรือนหลัก เพื่อทำาความสะอาดได้ง่ายและป้องกันไฟไห
  80. 80. สถาปัตยกรรมแบบอยุธยาตอนปลายในสมัย รัตนโกสินทร์ตอนต้น มีลักษณะเด่น คือ โบสถ์ วิหาร และปราสาทราชมณเฑียร จะทำาฐาน “แอ่นโค้งแบบ ตกท้องช้าง เรียกว่า โค้ง ”สำาเภา ประเภทอาคารและปูชนียสถานที่สร้างอยู่ ในวัด เช่น โบสถ์ วิหาร หอไตร และพระ ระเบียง เป็นต้น ส่วนประเภทปูชนียสถาน เช่น พระปรางค์ และพระสถูปเจดีย์ เป็นต้น ถาปัตยกรรมสมัยรัตนโกสินทร์ถาปัตยกรรมสมัยรัตนโกสินทร์
  81. 81. เครื่องประดับขอบจั่วเครื่องประดับขอบจั่ว มี 3 แบบ คือ มี 3 แบบ คือ แบบประดับด้วยช่อฟ้า ใบระกา และนาคสะดุ้ง บบรวยระกา มีช่อฟ้า ใบระกา แต่ไม่มีนาคสะดุ้ง ทำาช่อฟ้าและหางหงส์ด้วยปูนปั้น เป็น รูปฝรั่งสวมหมวกปีกประนมมือไหว้
  82. 82. สถาปัตยกรรมแบบสมัยรัชการที่ 3สถาปัตยกรรมแบบสมัยรัชการที่ 3 สมัยรัชการที่ 3 ได้ริเริ่มการตกแต่งกรอบ ประตูหน้าต่างแบบใหม่ คือนำาลายฝรั่งมาผูก เป็นกรอบหรือซุ้ม ถาปัตยกรรมที่เรียกว่า อย่างในและอย่างนอก สถาปัตยกรรมแบบประยุกต์สถาปัตยกรรมแบบประยุกต์ นับตั้งแต่สมัยรัชการที่ 5 ได้ผสมผสาน ดัดแปลงสถาปัตยกรรมของต่างชาติ มาใช้กับ การออกแบบก่อสร้างแบบไทย เพื่อประโยชน์ ใช้สอยตามรสนิยม
  83. 83. สมัยรัชการที่ 5 ทรงจ้างสถาปนิกและวิศวกร จากต่างประเทศมาออกแบบและควบคุมการ ก่อสร้างพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท สถาปัตยกรรมแบบตะวันตกสถาปัตยกรรมแบบตะวันตก สมัยรัชการที่ 3 ได้รับอิทธิพลแบบตะวันตก มาสร้างซุ้มประตู กำาแพง และซุ้มเสมา ชการที่ 4 ทรงสร้างพระตำาหนักของเจ้านายบางองค์ตามแ
  84. 84. สถาปัตยกรรมไทยยุคปัจจุบันสถาปัตยกรรมไทยยุคปัจจุบัน แบ่งออกเป็น 3 ลักษณะ คือ แบ่งออกเป็น 3 ลักษณะ คือ แบบที่เน้นประโยชน์ใช้สอย และความสะดวก ในการก่อสร้าง รูปแบบ จะเรียบง่ายแข็งทื่อ แบบหลังสมัยใหม่ หรือโพสท์โมเดิร์น มีรูป แบบคลาสสิกมากขึ้น ทำาให้ดูนุ่มนวล หรูหรา แบบท้องถิ่น ปรับเปลี่ยนการก่อสร้าง และรูป แบบให้เหมาะสมกับสภาพสังคมปัจจุบัน
  85. 85. มี 12 แห่ง ดังนี้ มี 12 แห่ง ดังนี้ ตุศรีจอมทอง ตั้งอยู่ ณ วัดพระบรมธาตุศรีจอมทอง จังหว พระธาตุลำาปางหลวง ตั้งอยู่ ณ วัด พระธาตุลำาปางหลวง จังหวัดลำาปาง พระธาตุช่อแฮ ตั้งอยู่ ณ วัดพระธาตุช่อแฮ จังหวัดแพร่
  86. 86. พระธาตุเจดีย์ ศรีมหาโพธิ์ ตั้งอยู่ วัดหนองบัว จังหวัด อุบลราชธานี าตุแช่แห้ง ตั้งอยู่ ณ วัดพระธาตุแช่แห้ง จังหวัดน่าน พระธาตุเจดีย์วัดพระ สิงห์ ตั้งอยู่ ณ วัดพระสิงห์ วรมหาวิหาร จังหวัด เชียงใหม่
  87. 87. ย์พระบรมธาตุ ตั้งอยู่ ณ วัดพระบรมธาตุ จังหวัดตาก พระธาตุดอยสุเทพ ตั้งอยู่ ณ วัดพระธาตุดอยสุเทพ จังหวัดเชียงใหม่ พระบรมธาตุ ตั้ง อยู่ วัดพระธาตุพนม จังหวัดนครพนม
  88. 88. พระธาตุดอยตุง ตั้งอยู่ ณ ดอยต จังหวัดเชียงราย พระธาตุหริภุญชัย ตั้งอยู่ ณ วัดพระธาตุหริภุญชัย จังหวัดลำาพูน ตุเจดีย์วัดเกตการาม ตั้งอยู่ ณ วัดเกตการาม จังหวัดเช
  89. 89. วามหมายของประติมากรรมวามหมายของประติมากรรม ประติมากรรม หมายถึง ศิลปกรรมที่ แสดงรูปทรงสามมิติ มีความสูง ความ กว้าง ความนูน ความลึก กรรมวิธีใน การทำา คือ การปั้น การแกะสลัก เพื่อ แสดงความศรัทธาต่อศาสนาและความ เชื่อและสนองความต้องการ
  90. 90. ประติมากรรมลอยตัว ประเภทของประติมากรรมไทยประเภทของประติมากรรมไทย ประติมากรรมนูนตำ่า ประติมากรรมนูนสูง แบ่งออก เป็น 3 ชนิด คือ แบ่งออก เป็น 3 ชนิด คือ
  91. 91. นิยมใช้ ดิน หิน ไม้ ปูน และโลหะ เช่น ทองแดง สำาริด มักจะใช้วิธีการปั้น การหล่อ การกดพิมพ์ การแกะสลัก การตอกและดุม การฉลุ และ การบุ เป็นต้น วิธีการทำาประติมากรรมไทยวิธีการทำาประติมากรรมไทย วัสดุที่ใช้ในงานประติมากรรมไทยวัสดุที่ใช้ในงานประติมากรรมไทย
  92. 92. สมัยศรีวิชัยสมัยศรีวิชัย ประติมากรรมสมัยต่างๆ ของ ไทยประติมากรรมสมัยต่างๆ ของ ไทย ะติมากรรมสมัยก่อนพุทธศตวรรตที่ 19 สมัยคันธารราฐสมัยคันธารราฐ สมัยคุปตะสมัยคุปตะ สมัยทวารวดีสมัยทวารวดี
  93. 93. ติมากรรมตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 19 ถึงสมัยอยติมากรรมตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 19 ถึงสมัยอย สมัยเชียงแสนสมัยเชียงแสน สมัยสุโขทัยสมัยสุโขทัย สมัยอู่ทองสมัยอู่ทอง สมัยลพบุรีสมัยลพบุรี สมัยอยุธยาสมัยอยุธยา
  94. 94. ารที่ 6- ปัจจุบัน พระพุทธรูปมีลักษณะคล้ายสามัญชารที่ 6- ปัจจุบัน พระพุทธรูปมีลักษณะคล้ายสามัญช ประติมากรรมแบบรัตนโกสินทร์ประติมากรรมแบบรัตนโกสินทร์ ารที่ 1-3 พระพุทธรูปจะเป็นแบบสุโขทัย และอยุธยารที่ 1-3 พระพุทธรูปจะเป็นแบบสุโขทัย และอยุธย สมัยรัชการที่ 4-5 พระพุทธรูปจะมี ลักษณะคล้ายคนสามัญ สมัยรัชการที่ 4-5 พระพุทธรูปจะมี ลักษณะคล้ายคนสามัญ
  95. 95. พระไตรมิกราช กรุงเทพ ฯ ประติมากรรมที่สำาคัญของไทยประติมากรรมที่สำาคัญของไทย ะพุทธชินราช จังหวัดพิษณุโลก พระพุทธไสยาสน์ กรุงเทพ ฯ พระศรีศากยมุนี กรุงเทพ ฯ พระศาสดา กรุงเทพ ฯ พระพุทธชินสีห์ กรุงเทพ ฯ พระพุทธสิหิงส์ กรุงเทพ ฯ
  96. 96. ผู้ที่เขียนภาพจิตรกรรมสีนำ้ามันคนแรก คือ พระ สรลักษณ์ลิขิต ซึ่งเริ่มมีผลงานในสมัยรัชการที่ 6 จิตรกรรม ซึ่งช่างเขียนไทยโบราณส่วนใหญ่จะ แสดงเรื่องราวทางพระพุทธ ศาสนา เช่น ทศชาติ พุทธประวัติ เป็นภาพตกแต่ง ฝาผนังภายในโบสถ์ จิตกรรมมีส่วนประกอบสำาคัญ คือ เส้น สี และนำ้า หนักของสี สีมีส่วนสัมพันธ์กับความกว้าง ความยาว และความลึกในภาพ สีช่วยสื่อความ หมายทางอารมณ์และจิตใจการเขียนบนผนัง เรียกว่า จิตรกรรมฝาผนัง ส่วน การเขียนบนผืนผ้า เรียกว่า พระบฏ และการเขียน บนกระดาษที่พับซ้อนกัน เรียกว่า จิตรกรรมสมุด ภาพ
  97. 97. ภาพประเภทลายเส้น ภาพประเภทจิตรกรรมเอกรงค์ ภาพประเภทจิตรกรรมพหุรงค์ แบ่งออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้ แบ่งออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้ เขียนระบายสีมากกว่าการใช้แต่ลายเส้น เป็นรูปภาพที่เขียนขึ้นด้วยวิธีระบายสีต่างๆ
  98. 98. รูปแบบงานจิตรกรรมไทยรูปแบบงานจิตรกรรมไทย แบ่งออกเป็น 5 แบบ ดังนี้ แบ่งออกเป็น 5 แบบ ดังนี้ รูปแบบประเภทภาพมนุษย์ รูปแบบประเภทภาพอมนุษย์ รูปแบบประเภทภาพสัตว์ รูปแบบประเภทภาพสิ่งก่อสร้าง รูปแบบประเภทภาพทิวท
  99. 99. จิตรกรรมไทยแบบประเพณี หมายถึง งานศิลปะที่เล่าเรื่องราวด้วยภาพวาดบน วัสดุที่มีผิวเรียบ เช่น ฝาผนังโบสถ์ วิหาร ผ้า กระดาษ เป็นต้น วัดเป็นศูนย์กลางในด้านศาสนา ประเพณี และการศึกษาเบื้องต้นของเด็กไทย ฉะนั้น งานจิตรกรรมจึงเป็นสื่อของการบันทึกเรื่อง ราวต่างๆ ให้แก่สังคมแทนการสอนด้วย วาจา ลักษณะของจิตรกรรมไทยแบบประเพณีลักษณะของจิตรกรรมไทยแบบประเพณี
  100. 100. ตรกรรมไทยตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 19 – ปัจจุบตรกรรมไทยตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 19 – ปัจจุบ แบ่งออกเป็น 3 สมัย คือ แบ่งออกเป็น 3 สมัย คือ จิตรกรรมไทยสมัยสุโขทัย จิตรกรรมไทยสมัยอยุธยา จิตรกรรมไทยสมัยรัตนโกสินทร์
  101. 101. จิตรกรรมไทยสมัยสุโขทัยจิตรกรรมไทยสมัยสุโขทัย จิตรกรรมไทยสมัยสุโขทัยได้รับอิทธิพลจาก พระพุทธศาสนาลัทธิเถรวาทผ่านมาทาง ลังกาและพม่า จิตรกรรมสมัยสุโขทัยที่มีชื่อ เสียง เช่น ภาพแกะสลักลายเส้นบนแผ่น หินชนวนของวัดศรีชุม จังหวัดสุโขทัยจิตรกรรมไทยสมัยอยุธยาจิตรกรรมไทยสมัยอยุธยา จิตรกรรมไทยสมัยอยุธยา แบ่ง เป็น 4 ยุค คือ จิตรกรรมไทยสมัยอยุธยา แบ่ง เป็น 4 ยุค คือ สมัยอยุธยายุคที่ 1 สมัยอยุธยายุคที่ 2 สมัยอยุธยายุคที่ 3 สมัยอยุธยายุคที่
  102. 102. สมัยรัชการที่ 5 จิตรกรรมไทยได้รับอิทธิพลจาก ศิลปะตะวันตกเพิ่มขึ้น เกิดการเปลี่ยนแปลงทาง รูปแบบและเนื้อหา พยายามเขียนภาพเหมือนคน ยิ่งขึ้น จิตรกรรมไทยสมัยรัตนโกสินทร์จิตรกรรมไทยสมัยรัตนโกสินทร์ จิตรกรรมไทยสมัยรัตนโกสินทร์ เริ่มตั้งแต่ พ.ศ. 2325 ถึงปัจจุบัน จิตรกรรม ฝาผนังที่ประดับ ผนังโบสถ์และวิหารสมัยนี้ นิยมแบ่งเนื้อที่ สำาหรับเขียนภาพออกเป็น 2 ส่วน คือ เนื้อที่ ระหว่างช่องหน้าต่าง และช่องประตูสมัยรัชการที่ 4 เริ่มมีการนำาเทคนิคการเขียน ภาพแบบตะวันตกเข้ามาใช้ ผู้ที่ริเริ่มนำาเทคนิค การเขียนภาพแบบตะวันตกมาใช้เป็นท่านแรก คือ พระอาจารย์อินโข่งหรือขรัวอินโข่ง
  103. 103. ขรัวอินโข่งได้รับการยกย่องว่าเป็น ผู้ริเริ่มงานจิตรกรรมสมัยใหม่ เพราะผลงานจิตรกรรมของท่าน แสดงอารมณ์และบรรยากาศที่เป็น อิสระ
  104. 104. บทบาทและหน้าที่ของ สถาปัตยกรรม ประติมากรรม และจิตรกรรม บทบาทและหน้าที่ของ สถาปัตยกรรม ประติมากรรม และจิตรกรรม ทอดวิถีชีวิตความเป็นอยู่ บ้านเรือน พระมหาราชวัง ถ่ายทอดคติธรรมทางศาสนาออกมาเป็นรูปธรรม ทำาให้เกิดความรู้ความเข้าใจใน เรื่องราวของศาสนา และ โน้มน้าวใจให้ผู้ชมเกิดความศรัทธา
  105. 105. ประเพณีสี่ภาคประเพณีสี่ภาค 44
  106. 106. หมายถึง ความ ประพฤติที่คนส่วน ใหญ่ปฏิบัติสืบต่อกัน มาจนเป็นแบบอย่าง เดียวกัน เป็นระเบียบ แบบแผนที่เห็นว่าถูก ต้องและดีงาม ความหมายของ ประเพณี ความหมายของ ประเพณี ประเ พณี ประเ พณี
  107. 107. หรือเดือนเจียง บุญเข้ากรรม หมาย ถึง พิธีทำาบุญแด่พระภิกษุสงฆ์ ผู้อยู่ บริวาสกรรม บุญคูณลาน คือ การทำาบุญทำาขวัญข้าวเปลือก บุญข้าวจี่ ทำาบุญภายหลังทำานาเสร็จ บุญเผวส หมายถึง การเทศน์มหาชาติ ประเพณีของภาคตะวัน ออกเฉียงเหนือ ประเพณีของภาคตะวัน ออกเฉียงเหนือ ภาคอีสาน มีประเพณีท้องถิ่น เรียกว่า ฮีตสิบ สอง หมายถึง จารีตประเพณีที่ประชาชนใน ภาคอีสานปฏิบัติกันมาในโอกาสต่างๆ ทั้ง สิบสองเดือน ดังนี้ เดือน อ้าย เดือน อ้าย เดือน ยี่ เดือน ยี่ เดือน สาม เดือน สาม เดือนสี่เดือนสี่
  108. 108. บุญบั้งไฟ บุญสงกรานต์ บุญซำาฮะ หมายถึง บุญเพื่อชำาระ ล้างสิ่งอัปมงคล อาเพศ และ เสนียดจัญไรต่างๆ บุญเข้าพรรษา บุญข้าวประดับ ดิน เป็นการ ทำาบุญเพื่ออุทิศ ส่วนกุศลให้แก่ เดือน ห้า เดือน ห้า เดือน หก เดือน หก เดือน เจ็ด เดือน เจ็ด เดือน แปด เดือน แปด เดือน เก้า เดือน เก้า
  109. 109. เริ่มตั้งแต่แรม 1 คำ่า เดือน 11 ถึงขึ้น 15 คำ่า เดือน บุญข้าวสลาก หมายถึง ข้าวสลาก หรือสลากภัต นิยมทำากันในวันขึ้น 15 คำ่า เดือน 11 ออกพรรษา ในวันขึ้น 15 คำ่า เดือน 11 เดือนสิบเดือนสิบ เดือนสิบ เอ็ด เดือนสิบ เอ็ด เดือนสิบ สอง เดือนสิบ สอง
  110. 110. – –การจัดงานตรงกับวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ สัปดาห์ที่สองของเดือนพฤษภาคมทุกปี ประเพณีของภาคตะวัน ออกเฉียงเหนือ ประเพณีของภาคตะวัน ออกเฉียงเหนือ ที่สำาคัญมี 5 ประเพณี ดังนี้ ที่สำาคัญมี 5 ประเพณี ดังนี้ จัดงานตรงกับวันแรม 1 คำ่า เดือน 8 คือ ช่วงประมาณเดือนกรกฎาคมของทุกปี พณีแห่เทียนเข้าพรรษา จังหวัดอุบลราชธานีพณีแห่เทียนเข้าพรรษา จังหวัดอุบลราชธานี ระเพณีบุญบั้งไฟ จังหวัดยโสธรระเพณีบุญบั้งไฟ จังหวัดยโสธร
  111. 111. –จัดในวันเสาร์ อาทิตย์แรกของเดือน เมษายนของทุกปี ณ บริเวณอุทยาน ประวัติศาสตร์พนมรุ้ง พณีรำาบวงสรวงพระธาตุพนม จังหวัดนครพนมพณีรำาบวงสรวงพระธาตุพนม จังหวัดนครพนม จัดขึ้นเพื่อนมัสการองค์ พระธาตุพนม ในวันขึ้น 15 คำ่า เดือน 3 ของทุกๆ ปีระเพณีผีตาโขน จังหวัดเลยระเพณีผีตาโขน จังหวัดเลย เป็นประเพณีพื้นบ้านของชาว อ.ด้านซ้าย จ. เลย ที่จัดขึ้นในงานบุญพระเวส หรืองานบุญ เดือน 6 ะเพณีขึ้นเขาพนมรุ้ง จังหวัดบุรีรัมย์ะเพณีขึ้นเขาพนมรุ้ง จังหวัดบุรีรัมย์
  112. 112. ประเพณีของ ภาคเหนือ ประเพณีของ ภาคเหนือ ประเพณีสงกรานต์ ประเพณีรดนำ้าดำาหัว ประเพณีการแอ่วสาว ทางภาคเหนือ ในเวลากลางคืนชายหนุ่มจะนำาเอา ซึง สะล้อ เปี๊ยะ หรือขลุ่ย มาทำาเพลงเรื่อยไปจนถึง บ้านหญิงสาวที่ตนรักประเพณีทานข้าวสลาก มีลักษณะเด่น 10 ประเพณี ดังนี้ มีลักษณะเด่น 10 ประเพณี ดังนี้ “ประเพณี ทานข้าวสลาก” “หรือ กิ๋นก๋วยสลาก” จะ เริ่มในราววันขึ้น 15 คำ่า เดือน 10หรือเดือนกันยายน และสิ้นสุดเอาในเดือนเกี๋ยงดับ หรือเดือนพฤศจิกายนของ
  113. 113. จัดขึ้นในช่วงเทศกาลสงกรานต์ของทุกปี จะมีการ แห่สลุงหลวงหรือขันนำ้า ไปรอบเมือง เพื่อรับนำ้าขมิ้น ส้มป่อยจากประชาชนไปสรงแด่พระแก้ว ดอนเต้า พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองลำาปาง ประเพณีตั้งธรรมหลวง ะเพณีปอยส่างลอง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ะเพณีแห่สลุงหลวง จังหวัดลำาปาง หมายถึง ประเพณีการฟังเทศน์มหาชาติ นิยมทำากัน ในวันขึ้น 15 คำ่า เดือน 12 ถึงวันขึ้น 15 คำ้า เดือนยี่ ประเพณีปอยส่างลอง หรือบวชลูกแก้วเป็นประเพณี ของคนไต หรือชาว ไทยใหญ่ในเขตจังหวัด แม่ฮ่องสอน จะจัดในราวเดือนมีนาคม ถึงเมษายน

×