Successfully reported this slideshow.
We use your LinkedIn profile and activity data to personalize ads and to show you more relevant ads. You can change your ad preferences anytime.
บทที่ 2          วรรณกรรมและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง        การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาถึงปัจจัยที่มีอทธิพลต่อ              ...
121. โรคหลอดเลือดสมอง        โรคหลอดเลือดสมอง หรือ สโตร็ค (Stroke) เป็นความพร่องทางระบบประสาทที่เกิดขึ้นเนื่องจากมีความพร่...
13เกาะ ซึ่งภาวะนี้เป็นสาเหตุของการอัมพาตครึ่งซีกที่พบได้บ่อยกว่าสาเหตุอื่นๆ และมีอันตรายน้อยกว่าหลอดเลือดแตก          2. ภ...
14        ปัจจัยเสี่ยงของโรคนี้อาจแบ่งออกเป็น 2 ประการคือ ปัจจัยเสี่ยงหลัก (Major risk factors) และปัจจัยเสี่ยงรอง (Minor ...
15       ดังนั้นโรคหลอดเลือดสมองจึงมีสาเหตุจาก หลอดเลือดแดงในสมองตีบ มีการอุดตัน หรือแตก โดยมีปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคได้...
16เปลียนแปลงของเซลล์สมองอย่างถาวรก็จะทำาให้เกิดอาการอยู่    ่อย่างถาวร          3. พยาธิสภาพของโรคหลอดเลือดสมองจากการแตกขอ...
17ซีกขวาก็จะเกิดอัมพาตซีกซ้าย อาการอัมพาตมักจะเป็นอยู่นานกว่า 24 ชั่วโมงขึ้นไปและจะเป็นอยู่นานเป็นแรมเดือนแรมปีหรือตลอดชีว...
18ขึ้น การดูแลรักษาเน้นที่การฟื้นฟูเพื่อลดความพิการและป้องกันภาวะแทรกซ้อน ซึ่งในระยะนี้ยังแบ่งเป็นระยะฟื้นฟูเพื่อลดความพิก...
19        1.5 การรักษาโรคหลอดเลือดสมอง        การรักษามีจุดมุ่งหมายที่สำาคัญเพื่อช่วยให้ผู้ป่วยมีอาการทุเลาลง มีความพิการน...
20เลือดออกเพิ่มขึ้นและลดความดันในกะโหลกศีรษะ โดยเน้นการรักษาแบบประคับประคอง ส่วนยาที่นยมใช้มีดังนี้    ิ             2.1 ย...
21          3. ขนาดรอยโรค ถ้ารอยโรคมีขนาดใหญ่โอกาสฟื้นตัวมักน้อย          4. ตำาแหน่งของรอยโรค ถ้ารอยโรคอยู่บริเวณเปลือกสม...
22          3. ปอดบวมเนื่องจากการสำาลักหรือสำารอกอาหารจากการผิดปกติของการกลืนการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อช่วยหายใจและกระบังลม ห...
23            2.1 ส่งเสริมให้มีการเคลื่อนไหวแขนขา มือโดยการฝึกให้กำามือ เหยียดมือ และงอข้อมือ เหยียดและงอข้อศอก กางแขนหุบแ...
24เปลียนแปลงของร่างกายนี้ ขึ้นอยู่กับความรุนแรงและปัจจัยเสี่ยงที่      ่เกิดร่วม ซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบดังนี้           1. ...
25เดิมมากที่สุด ทังระดับความสามารถด้านร่างกาย ความรู้สึกมี                ้คุณค่า และคงไว้ซึ่งบทบาทในสังคมของผู้ป่วย (Rein...
26         รูปแบบการดูแลสุขภาพที่บาน หมายถึง แบบแผนเบื้องต้น                                   ้ทีใช้ในการดูแลสุขภาพทีบ้าน...
27ประจำาวันได้ด้วยตัวเองทั้งหมด ต้องอาศัยความช่วยเหลือจากผู้ดูแล โดยยึดหลักพยายามกระตุ้นให้ผู้ป่วยช่วยตัวเองให้มากที่สุดผู...
28สำาหรับผู้ชาย และใส่ผ้ากันซึม หรือใช้วิธีเปลียนผ้าบ่อย ๆ และ                                              ่ให้การช่วยเหล...
29            1.6 การนอนหลับ ควรให้ผู้ปวยได้เข้านอนเป็นเวลา                                            ่และควรได้รับการช่ว...
30ของกล้ามเนื้อ ลักษณะท่าทาง และการเคลื่อนไหวอย่างปกติ การฟื้นฟูสภาพต้องกระทำาไปพร้อม ๆกับการกระตุ้นเสียง การสัมผัสร่างกาย...
31ด้านดังนั้นผู้ป่วยเหล่านี้จงมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ได้                           ึมากเช่น แผลกดทับ การติดเชื้อในร...
32               3.1 การดูแลเพื่อป้องกันแผลกดทับ ผู้ป่วยที่มระยะ                                                          ...
33และลดปัจจัยที่เป็นอุปสรรคต่อการดูแลของญาติจะช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลที่ครอบคลุมซึงจะช่วยลดปัญหาความพิการ ภาวะ        ...
บทที่ 2 โรคหลอดเลือดสมอง
บทที่ 2 โรคหลอดเลือดสมอง
บทที่ 2 โรคหลอดเลือดสมอง
บทที่ 2 โรคหลอดเลือดสมอง
บทที่ 2 โรคหลอดเลือดสมอง
บทที่ 2 โรคหลอดเลือดสมอง
บทที่ 2 โรคหลอดเลือดสมอง
บทที่ 2 โรคหลอดเลือดสมอง
บทที่ 2 โรคหลอดเลือดสมอง
บทที่ 2 โรคหลอดเลือดสมอง
บทที่ 2 โรคหลอดเลือดสมอง
บทที่ 2 โรคหลอดเลือดสมอง
บทที่ 2 โรคหลอดเลือดสมอง
บทที่ 2 โรคหลอดเลือดสมอง
บทที่ 2 โรคหลอดเลือดสมอง
บทที่ 2 โรคหลอดเลือดสมอง
บทที่ 2 โรคหลอดเลือดสมอง
บทที่ 2 โรคหลอดเลือดสมอง
บทที่ 2 โรคหลอดเลือดสมอง
บทที่ 2 โรคหลอดเลือดสมอง
บทที่ 2 โรคหลอดเลือดสมอง
บทที่ 2 โรคหลอดเลือดสมอง
บทที่ 2 โรคหลอดเลือดสมอง
บทที่ 2 โรคหลอดเลือดสมอง
บทที่ 2 โรคหลอดเลือดสมอง
บทที่ 2 โรคหลอดเลือดสมอง
บทที่ 2 โรคหลอดเลือดสมอง
บทที่ 2 โรคหลอดเลือดสมอง
บทที่ 2 โรคหลอดเลือดสมอง
บทที่ 2 โรคหลอดเลือดสมอง
บทที่ 2 โรคหลอดเลือดสมอง
บทที่ 2 โรคหลอดเลือดสมอง
บทที่ 2 โรคหลอดเลือดสมอง
บทที่ 2 โรคหลอดเลือดสมอง
Upcoming SlideShare
Loading in …5
×

บทที่ 2 โรคหลอดเลือดสมอง

123,319 views

Published on

  • ขอบคุณสำหรับบทความดีๆและมีประโยชน์นะคะ
       Reply 
    Are you sure you want to  Yes  No
    Your message goes here
  • โรคเส้นเลือดสมองตีบ มีคนเป็นกันมาก น่าเห็นใจ ดิฉันจึงอยากบอกต่อ เรื่องราวดี ๆ ที่เคยได้เกิดขึ้น กับครอบครัวของดิฉันเอง
    คุณยายของดิฉันเป็นโรคนี้ และอยู่ในความดูแลของแพทย์ตลอด แต่อาการก็มีแต่ทรงกับทรุด จึงได้ทดลองทานยาน้ำสมุนไพร ฮั้วลักเซียม
    อาการจึงเริ่มดี ขึ้นเรื่อย ๆ จนตอนนี้คุณหมอที่ดูแลอยู่บอกว่าหายเป็นปกติแล้ว
    ดีใจด้วย (ซึ่งคุณหมอที่ดูแลอยู่ยังสงสัยและถามว่าได้ไปรักษาที่อื่นไหม เนื่องจากตอนแรก กลัวหมอไม่ให้ทานก็เลยไม่ได้บอก จนทุกวันนี้ ก็ปล่อยให้คุณหมองงต่อไป เพราะความซื่อของคุณยายค่ะ )

    ต้องการสอบถามโทร. 086-342-6357 ดีเจตั้ม
    หรือ 083-465-5234 จู

    www.djtumradio.com (เว็บบ้านรักสุขภาพของเราค่ะ)
    เรามีประสบการณ์และเรื่องราวดี ๆ ที่พร้อมมอบให้คุณเสมอค่ะ
    สุขภาพดี มีเงินเหลือใช้ ขอให้โชคดี ทุกท่าน
       Reply 
    Are you sure you want to  Yes  No
    Your message goes here
  • เป็นบทความที่มีประโยชน์และสามารถนำไปใช้ได้จริง ค่ะ ขอบคุณค่ะที่นำมาแบ่งปัน ^^
       Reply 
    Are you sure you want to  Yes  No
    Your message goes here

บทที่ 2 โรคหลอดเลือดสมอง

  1. 1. บทที่ 2 วรรณกรรมและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาถึงปัจจัยที่มีอทธิพลต่อ ิพฤติกรรมการดูแลผู้ป่วยที่บานของญาติผู้ดูแลผู้ปวยโรคหลอด ้ ่เลือดสมอง ในการศึกษาวรรณกรรมและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ผู้วิจัยได้ศึกษาตำารา เอกสาร บทความ และงานวิจัยต่าง ๆ เพื่อนำามาเป็นแนวทางในการศึกษาดังนี้ ١. โรคหลอดเลือดสมอง 1.1 ความหมายของโรคหลอดเลือดสมอง 1.2 สาเหตุของโรคหลอดเลือดสมอง 1.3 พยาธิสภาพของโรคหลอดเลือดสมอง 1.4 อาการและอาการแสดงของโรคหลอดเลือดสมอง 1.5 การรักษาโรคหลอดเลือดสมอง 1.6 การพยากรณ์โรค 1.7 ภาวะแทรกซ้อน 1.8 การฟืนฟูสภาพผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง ้ 1.9 ผลกระทบต่อผู้ป่วยและครอบครัว 2. แนวคิดเกี่ยวกับการดูแลผู้ป่วยทีบ้าน บทบาทและภาระ ่ของผู้ดูแล 2.1 วัตถุประสงค์การดูแลสุขภาพทีบ้าน่ 2.2 รูปแบบการดูแลสุขภาพที่บาน ้ 2.3 บทบาทและภาระของผู้ดูแล 3. บทบาทพยาบาลเวชปฏิบัติชุมชนในการดูแลครอบครัวที่มีผป่วยเรื้อรังในบ้าน ู้ 4. ทฤษฏีการปรับตัวของรอย 5. ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการดูแลผูป่วยที่บ้าน ้
  2. 2. 121. โรคหลอดเลือดสมอง โรคหลอดเลือดสมอง หรือ สโตร็ค (Stroke) เป็นความพร่องทางระบบประสาทที่เกิดขึ้นเนื่องจากมีความพร่องของระบบไหลเวียนในสมอง ในทางการแพทย์เดิมเรียกว่าCerebrovascular accident หรือ CVA แต่ปัจจุบันเรียกใหม่วา่Cerebrovascular disease หรือ CVD, สโตร็ค (Stroke) เป็นศัพท์ภาษาชาวบ้านที่พูดติดปากกันโดยทั่วไปในชาวตะวันตก ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่ ความหมายเหมือนกับคำาว่า “อัมพาต” (นิพนธ์ พวงวรินทร์, 2544: 11) ซึ่งมีความรู้ต่าง ๆเกี่ยวกับโรคดังต่อไปนี้ 1.1 ความหมายของโรคหลอดเลือดสมอง ฮิกกี (Hickey, 1986: 495) ได้ให้ความหมายว่าโรคหลอดเลือดสมองคือกลุ่มอาการซึ่งมีความผิดปกติของระบบประสาทซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงหรือโดยทางอ้อมกับสมองขาดเลือดไปเลี้ยงอาการเกิดขึ้นทันทีทันใดไม่มีอาการนำามาก่อน โมเวอร์ (Mower, 1997: 34 - 39) ได้ให้ความหมายว่าโรคหลอดเลือดสมองคือกลุ่มโรคที่มีการรบกวนต่อระบบการไหลเวียนเลือดไปที่สมอง ทำาให้เกิดการทำาลายเซลล์สมองและสูญเสียการทำาหน้าที่ของร่างกายที่สมองส่วนนั้นควบคุมอยู่ ดังนั้นโรคหลอดเลือดสมองคือ กลุมอาการของโรคที่มี ่ความผิดปกติของระบบการไหลเวียนของเลือดไปที่สมอง ทำาให้สมองขาดเลือดไปเลี้ยง เซลล์สมองถูกทำาลายและสูญเสียการทำาหน้าที่ของร่างกายที่สมองส่วนนั้นควบคุมอยู่ 1.2 สาเหตุของโรคหลอดเลือดสมอง แบ่งเป็น 3 ประการใหญ่ ๆ (สุรเกียรติ อาชานานุภาพ,2544: 374 - 378) 1. หลอดเลือดสมองตีบ (Thrombotic stroke) เกิดจากภาวะหลอดเลือดแดงแข็งและตีบ ซึ่งจะค่อย ๆเกิดขึ้นทีละน้อยในที่สุดจะมีลิ่มเลือดหรือ Thrombosis เกิดขึ้นจนอุดตันเส้นเลือดทำาให้เซลล์สมองตายเพราะขาดเลือดไปเลี้ยง พบมากในคนสูงอายุ เนื่องจากคนกลุ่มนี้มักมีภาวะหลอดเลือดแดงแข็งจากไขมัน
  3. 3. 13เกาะ ซึ่งภาวะนี้เป็นสาเหตุของการอัมพาตครึ่งซีกที่พบได้บ่อยกว่าสาเหตุอื่นๆ และมีอันตรายน้อยกว่าหลอดเลือดแตก 2. ภ า ว ะ สิ่ ง หลุ ด อุ ด ตั น ห ล อ ด เ ลื อ ด ส ม อ ง (Embolicstroke) เนื่องจากมี “ สิ่งหลุด” (Embolus) เป็นลิ่มเลือดที่เกิดขึ้นในหลอดเลือดที่อยู่นอกสมองหลุดลอยตามกระแสเลือดขึ้นไป อุดตันในหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมองทำา ให้ เ ซลล์ ส มองตายเพราะขาดเลื อ ด ที่ พ บบ่ อ ยคื อ ลิ่ มเลือดที่เกิดขึ้นในหัวใจ 3. หลอดเลือดสมองแตก หรือการตกเลือดในสมอง(Hemorrhagic stroke) ทำาให้เนื้อสมองโดยรอบตายนับว่าเป็นสาเหตุที่มีอันตรายร้ายแรงอาจทำาให้ผู้ป่วยตายได้ในเวลารวดเร็วโดยสาเหตุของเลือดออกในสมองได้แก่ (รังษี ธีระศิลป์ ในเวชศาสตร์ฉุกเฉิน, 2542: 322) 1. ภาวะความดันโลหิตสูง จะทำาให้เกิดArteriosclerotic change ภายในหลอดเลือดสมองโดยเฉพาะแขนงของ middle cerebral artery แล้วทำาให้เกิด aneurysm ที่มีชื่อเรียกว่าCharcot-Bouchard aneurysm เมื่อแตกออกทำาให้มีเลือดออกในสมอง 2.ในผู้ปวยที่ความดันโลหิตไม่สูงแต่เกิด Cerebral ่amyloid angiopathy ทำาให้ผนังหลอดเลือดอ่อนแอ และแตกออกมาได้ 3. Angiomatous malformation 4. Abnormal vessel ใน Intracranial tumor บางชนิดเช่น High grade astrocytoma 5. มีการแตกของ Burry aneurysm 6. ได้ยา หรือสารพิษบางอย่าง เช่น Amphetamineและ Cocaine 7. ใช้ Anticoagulant therapy 8.โรคเลือด เช่น Leukemia บริเวณที่เกิดเลือดออกในสมองที่พบบ่อยประกอบด้วยThalamus, Internal capsule, Basal ganglion, Pons และCerebellum ซึ่งเลือดที่ออกนี้จะไปทำาลาย Brain tissue โดยตรงและกดเบียดเนื้อสมองส่วนข้างเคียง
  4. 4. 14 ปัจจัยเสี่ยงของโรคนี้อาจแบ่งออกเป็น 2 ประการคือ ปัจจัยเสี่ยงหลัก (Major risk factors) และปัจจัยเสี่ยงรอง (Minor riskfactors) ปัจจัยเสี่ยงหลัก ได้แก่ 1. ความดันโลหิตสูง (Hypertension) เป็นปัจจัยที่เสี่ยงสำาคัญที่สุด พบว่าผู้ปวยโรคหลอด ่เลือดสมองร้อยละ 70 ความดันโลหิตสูงจะทำาให้เกิดการเสื่อมของโรคหลอดเลือดสมองผนังหลอดเลือดจะหนาและแข็งทำาให้เกิดเลือดออกในสมองและเลือดไปเลียงสมองไม่พอ นอกจากนี้ ้ความดันโลหิตสูงจะทำาให้กลไกรักษาระดับเลือดที่ไปเลี้ยงสมอง(Auto regulation) เสียไปและทำาให้เกิดภาวะหัวใจล้มเหลว ผลที่ตามมาคือเลือดไปเลี้ยงสมองน้อย 2. โรคหัวใจ (Heart disease) เป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำาคัญอีกอย่างหนึ่งของการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง พบว่าผู้ปวยทีมีภาวะ Atrail fibrillation หรือ AF มี ่ ่โอกาสเกิดโรคหลอดเลือดสมองได้มากกว่าคนปกติถึง 6 เท่า ถ้ามีภาวะหัวใจเต้นระริกร่วมกับโรค Rheumatic heart disease จะมีโอกาสเกิดโรคหลอดเลือดสมองได้สูงถึง 17 เท่าของคนปกติภาวะ Atrail fibrillation จะทำาให้มีอาการคั่งของเลือดและมีการรวมตัวกันเป็นลิ่มเลือดลอยไปอุดหลอดเลือดสมอง 3. โรคเบาหวาน (Diabetes Mellitus) ผูที่เป็นโรคเบา ้หวานมีโอกาสเป็นโรคหลอดเลือดสมองมากกว่าคนปกติ 2 - 3 เท่า กลไกของโรคเบาหวานทีทำาให้ ่เกิดโรคหลอดเลือดสมองเชื่อว่ามีความสัมพันธ์กับการเกิดAtherosclerosis และความดันโลหิตสูงซึ่งมีผลทำาให้เกิดภาวะสมองขาดเลือดไปเลี้ยง 4. ภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง (Atherosclerosis) ทำาให้การไหลเวียนโลหิตผิดปกติเกิดภาวะสมองขาดเลือดไปเลี้ยง ปัจจัยเสี่ยงรอง ได้แก่ อายุ เชื้อชาติ การสูบบุหรี่ การดื่มสุรา ภาวะไขมันในเลือดสูง โรคเลือด การรับประทานยาคุมกำาเนิด ความอ้วน ภาวะขาดการออกกำาลังกาย ประวัติครอบครัวมีบิดามารดาเสียชีวิตด้วยโรคหลอดเลือดสมอง และเคยเป็นโรคหลอดเลือดสมองมาก่อน(Prior stroke)
  5. 5. 15 ดังนั้นโรคหลอดเลือดสมองจึงมีสาเหตุจาก หลอดเลือดแดงในสมองตีบ มีการอุดตัน หรือแตก โดยมีปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคได้แก่โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคเบาหวานภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง ปัจจัยส่วนบุคคลเช่น อายุ เชื้อชาติและอื่นๆ 1.3 พยาธิสภาพของโรคหลอดเลือดสมอง 1. สมองมีระบบหลอดเลือดแดงที่ไปเลียง ้สมองส่วนหน้าและหลัง มีโครงสร้างและกลไกที่สามารถป้องกันตนเองจากการขาดเลือดไปเลี้ยงหลายอย่าง ได้แก่ การเชื่อมประสานกันของแขนงหลอดเลือดแดงและกลไกรการปรับตัว เพื่อที่จะเพิ่มเลือดไปเลียงสมอง และเพิ่มการสกัดเอากลูโคสและ ้ออกซิเจนจากหลอดเลือดไปเลี้ยงสมองมากขึ้น ในภาวะปกติสมองมีเลือดมาเลียงประมาณ 50 - 55 มล. /100 กรัมของสมอง/ ้นาที ถ้าปริมาณเลือดมาเลี้ยงส่วนใดส่วนหนึ่งลดตำ่ากว่า 18มล. /100 กรัมของสมอง/ นาที เซลล์สมองจะเสียหน้าทีทาง ่สรีระแต่ยังไม่ตายจะทำาหน้าที่ได้เป็นปกติถ้ามีเลือดมาเลียงไป ้ปริมาณเท่าเดิม ถ้าสมองได้รับเลือดน้อยกว่า 15 มล./100 กรัมของสมอง/ นาที จะเกิดการเปลี่ยนแปลงของเซลล์สมองอย่างถาวร และถ้าสมองขาดเลือดไปเลียงโดยสิ้นเชิงเกิน 3 - 8 นาที ้เซลล์สมองจะถูกทำาลายไม่สามารถฟื้นได้ (จเร ผลประเสริฐ,2528: 379-480) 2. พยาธิสภาพของโรคหลอดเลือดสมองจากการขาดเลือดไปเลี้ยง เกิดจากมีการตีบตันหรืออุดตันของหลอดเลือดใดหลอดเลือดหนึ่ง ในระยะแรกร่างกายจะสามารถปรับตัวได้ มีการไหลเวียนไปตามหลอดเลือดที่เชื่อมประสานกัน เพื่อเบนทิศทางไหลไปจากบริเวณที่อุดตัน เมื่อการตีบ หรืออุดตันมีมากขึ้นจึงทำาให้สมองมีเลือดไปเลี้ยงไม่พอความดันในกะโหลกศีรษะสูงขึ้นก็จะเกิด อาการผิดปกติทางสมองเฉพาะที่อาการที่พบจะขึ้นอยู่กับตำาแหน่งของหลอดเลือด พยาธิสภาพของการขาดเลือดไปเลี้ยงจะเปลียนไปตามระยะเวลา ถ้าสมองขาดเลือดมาเลี้ยงชั่วครู่ ่อาจจะเกิดเพียง 2 – 3 นาที ถึงนานเป็นชั่วโมงแล้วหายไปก็ได้ถ้าสมองขาดเลือดมาเลี้ยงนานก็จะเกิดอาการนานและถ้าเกิดการ
  6. 6. 16เปลียนแปลงของเซลล์สมองอย่างถาวรก็จะทำาให้เกิดอาการอยู่ ่อย่างถาวร 3. พยาธิสภาพของโรคหลอดเลือดสมองจากการแตกของหลอดเลือด เกิดจากความดันโลหิตสูงซึ่งพบมากถึงร้อยละ80 ของผู้ปวยที่มีการแตกของหลอดเลือดสมองทั้งหมดเมื่อ ่หลอดเลือดแตกเลือดจะเข้าไปในเนื้อเยื่อของสมองโดยยังไม่เข้าไปในช่องใต้อะแรคนอยด์(Subarachnoid) แต่เมื่อก้อนเลือดโตขึ้นจากการที่เลือดออกมาเรื่อยๆ ก็จะซึมเข้าไปในโพรงของสมอง (Ventricular system) ถ้าความดันโลหิตไม่สูงมากเลือดที่ออกจะก่อตัวเป็นก้อนตรงบริเวณที่แตกและปิดหลอดเลือด แต่ถ้าความดันโลหิตสูงหลอดเลือดที่แตกจะไม่สามารถปิดได้ ก้อนเลือดในสมองจะเบียดและกดเนื้อสมองที่อยู่ใกล้เคียง ทำาให้ความดันในกะโหลกศีรษะเพิ่มขึ้น หากเลือดออกมากจะทำาให้ก้านสมองถูกกดเกิดภาวะสมองเคลื่อนตัวลงมา ทำาให้ผู้ป่วยถึงตายได้ สรุปได้วาสมองจะมีระบบหลอดเลือดแดงที่เชื่อมประสาน ่กันและมีกลไกการปรับตัว ดังนั้นผู้ปวยโรคหลอดเลือดสมองที่มี ่พยาธิสภาพจากการขาดเลือดไปเลี้ยง ในระยะแรกร่างกายจะมีการปรับตัวได้ถาสมองขาดเลือดเพียงชั่วคราว แต่ถาสมองขาด ้ ้เลือดไปเลี้ยงนานจะทำาให้เกิดอาการอยู่อย่างถาวร แต่ในรายที่หลอดเลือดสมองแตก อาจทำาให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้เนื่องจากก้านสมอง ถูกกด 1.4 อาการและอาการแสดงของโรคหลอดเลือดสมอง 1. ผู้ป่วยที่เป็นอัมพาตเนื่องจากหลอดเลือดสมองตีบจะมีอาการแขนขาซีกหนึ่งอ่อนแรงลงทันทีทันใด อาจสังเกตพบอาการอัมพาตขณะตื่นนอน หรือขณะเดินหรือทำางานอยู่ก็รู้สึกทรุดล้มลงไป อาจมีอาการชาตามแขนขา ตามัว ตาเห็นภาพซ้อน พูดไม่ได้หรือพูดอ้อแอ้ ปากเบี้ยวหรือกลืนไม่ได้รวมด้วย บางรายอาจมีอาการปวดศีรษะ วิงเวียน ่หรือ มีความรู้สึกสับสนนำามาก่อนที่จะมีอาการอัมพาตของแขน ขาผู้ป่วยมักจะมีความผิดปกติที่ซีกใดซีกหนึ่งของร่างกายเพียงซีกเดียวเท่านั้น กล่าวคือถ้าการตีบตันของหลอดเลือดเกินขึ้นในสมองซีกซ้าย ก็จะมีอาการอัมพาตที่ซีกขวา และอาจพูดไม่ได้เพราะศูนย์ควบคุมการพูดอยู่ในสมองซีกซ้าย ถ้าเกิดขึ้นในสมอง
  7. 7. 17ซีกขวาก็จะเกิดอัมพาตซีกซ้าย อาการอัมพาตมักจะเป็นอยู่นานกว่า 24 ชั่วโมงขึ้นไปและจะเป็นอยู่นานเป็นแรมเดือนแรมปีหรือตลอดชีวิต 2. ผู้ป่วยที่เป็นอัมพาตเนื่องจากภาวะสิ่งหลุดอุดตันหลอดเลือดสมอง อาการอัมพาตมักเกิดขึ้นฉับพลันทันที 3. ผู้ป่วยอัมพาตเนื่องจากหลอดเลือดสมองแตก มักพบในคนหนุ่มสาวหรือวัยกลางคน อาการมักเกิดขึ้นทันทีทันใด ขณะทำางานออกแรงมากๆโดยไม่มีสิ่งบอกเหตุล่วงหน้าอาจบ่นปวดศีรษะรุนแรง หรือปวดศีรษะซีกเดียวอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน แล้วก็มีอาการปากเบี้ยวพูดไม่ได้ แขนขาค่อย ๆ อ่อนแรง อาจชัก และหมดสติในเวลารวดเร็ว ถ้าตกเลือดรุนแรง ผู้ป่วยมักมีอาการหมดสติตัวเกร็ง รูม่านตาเล็กทั้ง 2 ข้าง ซึ่งมักตายใน 1 - 2 วัน ถ้าตกเลือดไม่รุนแรงก็อาจมีโอกาสฟื้นและค่อย ๆดีขึ้น หรือถ้าได้รับการผ่าตัดได้ทันทีก็อาจช่วยให้รอดได้ (สุรเกียรติ อาชานานุภาพ,2544: 374 - 378) ระยะของโรคหลอดเลือดสมอง อาการของผู้ป่วยแบ่งได้เป็น 3 ระยะได้แก่ (นิพนธ์ พวงวรินทร์, 2544: 11 - 37) 1. ระยะเฉียบพลัน (Acute stage) หมายถึง ระยะที่ผู้ปวย ่เริ่มมีอาการ กระทั่งอาการคงที่ระยะนี้มักเกิดอาการอัมพาตขึ้นทันที มักจะใช้เวลา 24 - 48ชั่วโมง ปัญหาสำาคัญในระยะนี้ได้แก่ อาการหมดสติ มีภาวะความดันในกะโหลกศีรษะสูง ระบบการหายใจและการทำางานของหัวใจผิดปกติ เป็นระยะที่ต้องคงสภาพหน้าที่สำาคัญของอวัยวะต่าง ๆในร่างกายเพื่อรักษาชีวิตผู้ป่วยเอาไว้ 2. ระยะหลังเฉียบพลัน (Post acute stage) หมายถึงระยะที่ผป่วยเริมมีอาการคงที่ โดยที่ ู้ ่ระดับความรู้สึกตัวไม่เปลียนแปลงไปในทางที่เลว ส่วนใหญ่ใช้ ่เวลา 1- 14 วัน 3. ระยะฟื้นฟูสภาพ (Recovery stage) หมายถึง ระยะนี้อาจมีอาการไม่รู้สึกตัวร่วมด้วยหรือรู้สึกตัวแต่กล้ามเนื้อแขนขาข้างที่เป็นอัมพาตจะอ่อนปวกเปียกหลังผ่าน 48 ชั่วโมงกล้ามเนื้อที่อ่อนปวกเปียกจะค่อย ๆ เกร็งแข็ง
  8. 8. 18ขึ้น การดูแลรักษาเน้นที่การฟื้นฟูเพื่อลดความพิการและป้องกันภาวะแทรกซ้อน ซึ่งในระยะนี้ยังแบ่งเป็นระยะฟื้นฟูเพื่อลดความพิการและป้องกันภาวะแทรกซ้อน ซึงในระยะนียังแบ่งเป็นระยะ ่ ้ฟื้นฟูระยะแรก (Early recovery) และระยะฟื้นฟูระยะหลัง(Late recovery) เป็นระยะที่มีการฟืนฟูการทำาหน้าที่ของร่างกาย ้ฟื้นฟูเกี่ยวกับการพึ่งพาตนเอง ซึ่งจะเกิดขึ้นใน 3 เดือนแรกหลังเป็นโรคหลอดเลือดสมอง ระยะฟื้นฟูระยะหลัง เป็นระยะทีมีการ ่ดูแลอย่างต่อเนื่องจากระยะฟื้นฟูระยะแรก ระยะนี้การฟื้นฟูสภาพของผู้ป่วยจะมีการพัฒนาได้ดีขึ้น เช่น การเคลื่อนไหวการช่วยเหลือตนเอง การทำางานของระบบประสาท การใช้ภาษา การพูดซึ่งระยะนี้อาจใช้เวลา 4 - 6 เดือน หรือในบางรายอาจนานถึง 1 ปี สรุปได้วาผู้ป่วยที่เกิดจากสมองขาดเลือดไปเลี้ยงอาการ ่อัมพาตจะเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน ส่วนที่เกิดเนื่องจากหลอดเลือดในสมองแตกอาการมักเกิดขึ้นทันทีทันใด ขณะทำางานออกแรงมากๆ มักพบในคนหนุ่มสาว หรือวัยกลางคน
  9. 9. 19 1.5 การรักษาโรคหลอดเลือดสมอง การรักษามีจุดมุ่งหมายที่สำาคัญเพื่อช่วยให้ผู้ป่วยมีอาการทุเลาลง มีความพิการน้อยที่สุด และป้องกันการเกิดซำ้าของโรคนี้ 1. โรคหลอดเลือดสมองที่เกิดจากการขาดเลือดไปเลี้ยง การที่เนื้อสมองตาย จะไม่มีการรักษาใดที่จะทำาให้เนื้อสมองกลับคืนสู่สภาพเดิมได้ แต่ถ้าขาดเลือดไปเลียงชั่วคราวเนื้อ ้สมองก็มีโอกาสกลับคืนสู่สภาพเดิมได้ ดังนั้นจึงต้องให้สมองได้รับเลือดมากที่สุด โดยใช้วิธีการรักษาดังนี้ (อดุลย์ วิริยเวชกุล,2532: 60 - 75) 1.1 รักษาระดับความดันโลหิตให้พอเหมาะในผูป่วยที่ ้ความดันโลหิตสูงไม่ลดให้ความดันไดแอสโตลิค ตำ่ากว่า 90 - 100 ม.ม.ปรอท เนื่องจากกลไกรักษาระดับเลือดที่ไปเลียงสมองของหลอดเลือดบริเวณนั้น ้เสียไปถ้าความดันโลหิตลดตำ่าเกินไปจะทำาให้สมองขาดเลือดไปเลี้ยงและบริเวณเนื้อสมองตายจะขยายกว้างขึ้น นอกจากนี้ในรายหลอดเลือดสมองบริเวณอื่นมีพยาธิสภาพที่จะอุดตันอยู่แล้วโอกาสที่จะขาดเลือดจะเพิ่มขึ้นอีก 1.2 การให้ยากันเกล็ดเลือดเกาะกลุ่ม (Platelet anti-aggregation drug) พบว่าสามารถลดอัตราการเกิดเนื้อสมองตายจากการขาดเลือดไปเลี้ยงเป็นครั้งคราว และลดอัตราการเกิดซำ้าในกลุมผู้ป่วยที่เคยเกิดเนื้อ ่สมองตายมาแล้ว 1.3 การให้ยากันเลือดแข็ง (Anticoagulant) โดยใช้ในรายสมองขาดเลือดไปเลียง ้ชั่วคราวและในผู้ปวยที่เกิดจากลิ่มเลือดหลุดลอยมาจากอวัยวะอื่น ่ไปอุดตัน 1.4 ให้ยาลดสมองบวมที่ นิ ย มใช้ มี 2 วิธีคือ สตี ร อยด์(Steroid) และสารเข้มข้น(Hyperosmolar) ต่ า งๆ เช่ น เมนนิ ต อล (Mannital) ซึ่ ง ใช้ ใ นระยะที่สมองบวมมาก 2. โรคหลอดเลื อ ดสมองจากการแตกของหลอดเลื อ ดการรักษามีจุดมุ่งหมายป้องกัน
  10. 10. 20เลือดออกเพิ่มขึ้นและลดความดันในกะโหลกศีรษะ โดยเน้นการรักษาแบบประคับประคอง ส่วนยาที่นยมใช้มีดังนี้ ิ 2.1 ยาลดความดันโลหิตสำาหรับผูป่วยที่หลอดเลือด ้สมองแตก เนื่องจากความดันโลหิตสูง แต่การให้ยาลดความดันโลหิตต้องใช้ด้วยความระมัดระวังเพราะอาจทำาให้เลือดไปเลียงสมองน้อยลง ้ 2.2 การผ่ า ตั ด เอาก้ อ นเลื อ ดออก (Evacuation ofhematoma) ในรายที่ก้อนเลือดไปเบียดสมอง 2.3 การผ่าตัดเพื่อระบายนำ้าไขสันหลังจากโพรงสมองเข้าสู่ช่องต่าง ๆของร่างกาย(Ventricular drainage) ในรายที่มีเลือดไหลซึมเข้าไปในโพรงสมอง สรุปได้วาการรักษาผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองมีจุด ่ประสงค์เพื่อช่วยให้อาการของผู้ป่วยทุเลาลง ลดความพิการ และป้องกันการเกิดโรคซำ้า โดยในรายที่สมองขาดเลือดไปเลียงต้อง ้ให้สมองได้รับเลือดมากที่สุดจากการควบคุมความดันโลหิตให้เหมาะสม ให้ยากันการแข็งตัวของเลือด และให้ยาลดสมองบวมส่วนในรายที่เกิดจากหลอดเลือดสมองแตกเน้นการรักษาแบบประคับประคอง ป้องกันเลือดออกมากขึ้นและลดความดันในกะโหลกศีรษะโดยการให้ยาและการผ่าตัดรักษา 1.6 การพยากรณ์โรค การพยากรณ์โรคจะดีถ้ามีเลือดไปเลี้ยงบริเวณที่ขาดเลือดได้อีก ก้อนเลือดกดเนื้อสมองน้อยลง ภาวะสมองบวมลดลง ดังนั้นการพยากรณ์โรคขึ้นอยู่กับ 1. อายุ ผูที่มีอายุน้อย การพยากรณ์โรคดีกว่าผู้ป่วย ้อายุมาก 2. สาเหตุของโรค ถ้าเกิดจากการแตกของหลอดเลือดแล้วได้รับการรักษาโดยเร็วทำาให้การฟื้นตัวของสมองดีกว่าเกิดจากการขาดเลือดไปเลี้ยง ถ้ามีการอุดตันเพียงเล็กน้อยการพยากรณ์โรคจะดีกว่าการอุดตันมากการอุดตันของหลอดเลือดนอกกะโหลกศีรษะการพยากรณ์โรคจะดีกว่ามีการอุดตันของหลอดเลือดในกะโหลกศีรษะ
  11. 11. 21 3. ขนาดรอยโรค ถ้ารอยโรคมีขนาดใหญ่โอกาสฟื้นตัวมักน้อย 4. ตำาแหน่งของรอยโรค ถ้ารอยโรคอยู่บริเวณเปลือกสมอง (Cortex) การพยากรณ์โรคเลวกว่าบริเวณก้านสมอง (Brain stem) เพราะรอยโรคในเปลือกสมองจะทำาลายส่วนที่ช่วยปรับการทำางานของสมอง ถ้ารอยโรคอยู่ในสมองด้านไม่เด่น (Non-dominant hemisphere)จะพยากรณ์โรคเลวกว่าสมองด้านเด่น (Dominant hemisphere)เพราะรอยโรคด้านไม่เด่นมักทำาให้ผู้ป่วยลืมกาลเวลา บุคคล และสถานที่ และไม่เอาใจใส่ร่างกายด้านที่อ่อนแรงซึ่งเป็นอุปสรรคในการฟืนฟูสภาพและช่วยเหลือตนเองของผู้ป่วย ้ สรุปได้วาการพยากรณ์โรคขึ้นอยู่กับอายุของผู้ป่วย สาเหตุ ่การเกิดโรค ขนาดและตำาแหน่งของรอยโรค 1.7 ภาวะแทรกซ้อนที่พบในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง ผู้ป่วยที่มีภาวะเจ็บป่วยเป็นเวลานาน ญาติขาดความพร้อมในการดูแลผู้ปวยทำาให้เกิดโรคแทรกซ้อนต่าง ๆ ตามมาที่พบมาก ่ได้แก่ 1. แผลกดทับ สาเหตุใหญ่ที่ทำาให้เกิดแผลกดทับคือแรงกด โดยเฉพาะแรงกดบริเวณเนื้อเยื่อระหว่างปุ่มกระดูกกับพื้นผิวที่ร่างกายกดทับอยู่ หรือจากการเสียดทานและแรงถูไถซึ่งเป็นสาเหตุภายนอกร่างกายหรือเกิดจากสาเหตุภายในร่างกายที่ส่งเสริมให้เกิดแผลกดทับ เช่น การถูกจำากัดการเคลื่อนไหวการสูญเสียประสาทรับความรู้สึกของผิวหนังการมีการไหลเวียนโลหิตลดลง การขาดสารอาหาร การบวม การติดเชื้อ เป็นต้น (Maklebust, 1987 อ้างใน สุธาพร ขจรฤทธิ, ์2547: 17 - 18) บริเวณที่พบมากคือ จุดรับนำ้าหนักของร่างกายเช่น ก้นกบ ศอก สะบัก ท้ายทอย ใบหู สะโพก เข่า ส้นเท้า และตาตุ่ม 2. ข้อติดแข็งเนื่องจากไม่มีการเคลื่อนไหวของข้อต่อทำาให้พังผืดใกล้ข้อหดตัว หรือนำ้าไขข้อลดลง หรือมีหินปูนมาเกาะ
  12. 12. 22 3. ปอดบวมเนื่องจากการสำาลักหรือสำารอกอาหารจากการผิดปกติของการกลืนการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อช่วยหายใจและกระบังลม หรือการมีการคั่งของเสมหะในปอด 4. การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะจากการคั่งค้างของปัสสาวะ จากการที่ถุงปัสสาวะอยู่สูงกว่าระดับกระเพาะปัสสาวะในรายที่คาสายสวนปัสสาวะ จากการมีเลือดหรือนำ้าเมือกแห้งติดตรงบริเวณที่สายออกจากร่างกายหรือจากการเคลื่อนที่ไปมาของสายสวนปัสสาวะทำาให้เกิดการ เสียดสีขึ้น 5.โรคแทรกซ้อนอื่นๆ ได้แก่ อาการท้องผูก กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ ปัสสาวะรดที่นอน นิวในทางเดินปัสสาวะ ปลายเท้าตก ขา ่แบะ กระดูกกร่อนและเปราะง่าย 1.8 การฟื้นฟูสภาพผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง แกรนเกอร์ และคณะ (Granger et. al., 1989: 100 –103) ได้ทำาการศึกษาผู้ปวยสโตร์ค (stroke) จาก ่Comprehensive rehabilitation program หลังจากถูกจำาหน่าย6 เดือน ผูป่วยสโตร์ค (stroke) ร้อยละ 70 กลับไปสู่ชุมชน ้โดยทีร้อยละ 68 ใช้ชีวิตอยู่ในชุมชนได้มากกว่า 6 เดือน จากการ ่ติดตามผลพบว่าผูที่มีค่า Barthel ADL Index สูง สามารถใช้ชีวิต ้อยู่ในชุมชนได้มากกว่า ดังนั้นการฟื้นฟูสภาพจึงเป็นสิ่งสำาคัญโดยมีหลักการฟื้นฟูสภาพดังนี้ 1. วางแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ปวยภายหลังอาการ ่ทางการแพทย์คงที่ หรือภายใน 24 – 48 ชั่วโมง หลังจากมีอาการสิ่งที่สำาคัญคือพยาบาลต้องจัดให้ผู้ป่วยและผู้ดูแลคุยกับแพทย์ผู้รักษา เพื่อทราบถึงการพยากรณ์โรค และแนวทางการช่วยเหลือ 2. การช่วยให้ผู้ป่วยพึ่งพาผู้อื่นน้อยลง และให้ครอบครัวได้ช่วยเหลือในการทำากิจวัตรประจำาวัน เริ่มตั้งแต่ตื่นนอนถึงเข้านอนคือ การลุกจากที่นอนหรือจากเตียง การล้างหน้า แปรงฟัน หวีผม โกนหนวด รับประทานอาหาร เข้าห้องสุขา อาบนำ้า ขึ้นลงบันได การสวมใส่เสื้อผ้า และการกลั้นอุจจาระ ปัสสาวะ ทีมสหสาขาวิชาชีพต้องให้การช่วยเหลือและส่งเสริมการฟื้นฟูสภาพดังนี้ (นิพนธ์ พวงวรินทร์, 2544:11 - 37)
  13. 13. 23 2.1 ส่งเสริมให้มีการเคลื่อนไหวแขนขา มือโดยการฝึกให้กำามือ เหยียดมือ และงอข้อมือ เหยียดและงอข้อศอก กางแขนหุบแขนและหมุนแขน 2.2 การทำา งานของกล้ า มเนื้ อ ปาก ลิ้ น และใบหน้ าประกอบด้วยการฝึกกลืน การออกเสียง การเม้มปาก การเคี้ยว การดูด การเป่าปาก การแสดงสีหน้าต่าง ๆ 2.3 ฝึกการจัดท่าต่าง ๆ การยืน การนัง การนอน ซึ่งอาจ ่ต้องใช้เครื่องช่วยพยุง เครื่องดาม หรือการใช้ไม้เท้าและรถเข็นจากผลของโรคหลอดเลือดสมองที่ก่อให้เกิดปัญหาแก่ผู้ป่วยทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และสังคม ทำาให้ผู้ป่วยทีรอดชีวิตมีข้อจำากัด ่ในการดูแลตนเอง ดำารงชีวิตด้วยความลำาบากซึ่งได้มีแบบประเมินความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำาวันพื้นฐาน(Barthel ADL Index) ดังนี้ 1) ล้างหน้า แปรงฟัน หวีผม 2) การอาบนำ้า 3) การแต่งตัว 4) การกินอาหาร 5) การปัสสาวะ 6) การถ่ายอุจจาระ 7) การเข้าห้องนำ้า 8) การขึ้นลงจากเตียง 9) การเคลื่อนไหว นั่ง ยืน เดิน 10) การขึ้นบันได รวมทั้ง 10 ด้าน การแปลผลคะแนน 0 ถึง 100 คะแนนดังนี้ (โสรญา สุดสาระ, 2547:211) 0 – 20 คะแนน หมายถึง ระดับความรุนแรงที่พึ่งพาผู้ดูแลทั้งหมด 25 – 45 คะแนน หมายถึง ระดับความรุนแรงที่พึ่งพาผู้ดูแลมาก 50 – 70 คะแนน หมายถึง ระดับความรุนแรงที่พึ่งพาผู้ดูแลปานกลาง 75 – 95 คะแนน หมายถึง ระดับความรุนแรงที่พึ่งพาผู้ดูแลเล็กน้อย 100 คะแนน หมายถึง ระดับความรุนแรงที่ผู้ป่วยสามารถดูแลตัวเองได้ทั้งหมด 1.9 ผลกระทบต่อผู้ป่วยและครอบครัว การเจ็บป่วยของผู้ปวยเกิดจากการมีพยาธิสภาพที่สมองซึ่ง ่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อระบบต่างๆ ของร่างกาย การ
  14. 14. 24เปลียนแปลงของร่างกายนี้ ขึ้นอยู่กับความรุนแรงและปัจจัยเสี่ยงที่ ่เกิดร่วม ซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบดังนี้ 1. ผลกระทบด้านร่างกาย เมื่อผู้ป่วยเกิดภาวะสมองขาดเลือดไปเลี้ยง สมองส่วนที่ขาดเลือดจะสูญเสียหน้าที่การทำางาน ซึ่งระยะเวลาของการสูญเสียและการฟืนคืนขึ้นอยู่กับว่าสมองขาดเลือดไปเลียงนานเพียงใด ้ ้และขึ้นอยู่กับว่าสมองส่วนไดเกิดพยาธิสภาพ ผู้ปวยที่มีหลอด ่เลือดสมองซีกซ้ายผิดปกติ (Brain’s left hemisphere) ผู้ปวยจะ ่มีแขน ขาซีกขวาอ่อนแรงหรือเกิดอัมพาต มีความผิดปกติของการพูด พูดไม่ได้ (Aphasia) หรือพูดไม่ชัด (Dysarthria) อ่านและเขียนไม่ได้ มีปัญหาเกี่ยวกับสติปัญญาและมีความจำาในระยะสั้นผู้ป่วยที่มีหลอดเลือดซีกขวาผิดปกติ (Brain’s righthemisphere) ผู้ป่วยจะมีแขน ขาซีกซ้าย อ่อนแรง หรืออัมพาต มีความพร่องด้านความจำา พฤติกรรม อารมณ์ การรับรู้ตำาแหน่งของร่างกาย และความสนใจ มีความพร่องในการ กะระยะ ความผิดปกติที่เกิดกับผู้ป่วยมักทำาให้มีการสูญเสียการทำางานเกี่ยวกับการเคลื่อนไหว การรับรู้ความรู้สึก สูญเสียอำานาจการควบคุมตัวเองทำาให้ผู้ป่วยไม่สามารถดูแลตนเองได้ไม่สามารถปฏิบัติกิจวัตรประจำาวันได้ ไม่สามารถนั่งหรือเดินได้ บางรายมีปัญหาการพูดเคี้ยวและการกลืน ไม่สามารถควบคุมการขับถ่ายได้ 2. ผลกระทบด้านจิตสังคม เมื่อเกิดผลกระทบทางด้านร่างกายแก่ผู้ป่วยดังกล่าวส่งผลให้ผู้ป่วยเกิดความรู้สึกสูญเสียคุณค่าและความเป็นตัวของตัวเอง เกิดภาวะซึมเศร้า ซึงแสดง ่อาการคือการถอยหนีจากสังคมเช่น แยกตัวเอง แสดงอารมณ์หงุดหงิด หมดหวัง โกรธง่าย ก้าวร้าว (Bronstein, 1991: 1007- 1017) 3. ผลกระทบต่อครอบครัว เมื่อสมาชิกในครอบครัวเจ็บป่วยด้วยโรคหลอดเลือดสมองและต้องการความช่วยเหลือจากบุคคลอื่น ครอบครัวต้องต้องมีการเปลียนแปลงบทบาทหน้าที่ และแบบแผนการดำาเนินชีวิตเพื่อดูแล ่ผู้ป่วย ครอบครัวจะเป็นแรงสนับสนุนทางสังคมที่สำาคัญในการฟื้นฟูสมรรถภาพและการกลับเข้าสู่สังคมของผู้ป่วย (Farzan,1991: 1037 - 1047) ครอบครัวต้องช่วยให้ผู้ปวยกลับสู่สภาพ ่
  15. 15. 25เดิมมากที่สุด ทังระดับความสามารถด้านร่างกาย ความรู้สึกมี ้คุณค่า และคงไว้ซึ่งบทบาทในสังคมของผู้ป่วย (Reinhard,1994: 70 - 74)2. แนวคิดเกี่ยวกับการดูแลผู้ป่วยที่บ้าน บทบาทและภาระของผู้ดูแล การดูแลสุขภาพที่บ้าน เป็นบริการที่ให้แก่บุคคลทั้งในภาวะสุขภาพดี เจ็บป่วย พิการหรือป่วยหนัก ภายใต้สิ่งแวดล้อมที่เขาเป็นอยู่ เพื่อทุเลาความเจ็บปวดทุกข์ทรมานหรือตายอย่างสงบเป็นบริการที่ครอบคลุมการป้องกันโรค การส่งเสริมสุขภาพเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และปัจจัยที่มีผลกระทบต่อสุขภาพของบุคคล เป็นการพึ่งพาตนเองของบุคคล ครอบครัว ชุมชน เพื่อให้เขาสามารถช่วยเหลือตนเองได้ และการดำารงชีีวิตอยู่ในสังคมอย่างมีความสุข โดยเน้นการร่วมมือของสมาชิกในครอบครัวและชุมชน (ประนอม โอทกานนท์, 2536: 56 - 70) 2.1 วัตถุประสงค์การดูแลสุขภาพที่บ้าน การให้บริการดูแลสุขภาพที่บ้านมีวัตถุประสงค์ 3 ประการดังนี้ (Stewart, 1979) 1. เพื่อส่งเสริมสุขภาพและป้องกัน (Health promotionand disease prevention) เป็นการดูแลรักษาเพื่อป้องกันความพิการตั้งแต่ปฐมภูมิ ทุติยภูมิและตติยภูมิ โดยส่งเสริมความผาสุก ป้องกันไม่ให้เกิดความเจ็บป่วยแก่ผู้รับบริการ 2. เพื่อฟื้นฟูสภาพ (Health restoration) เพื่อให้ผู้รับบริการกลับคืนสู่สภาวะสุขภาพที่ดีเท่าที่เป็นไปได้ และช่วยเหลือตนเองให้ได้มากที่สุดภายใต้การเจ็บป่วยนั้น ๆ 3. เพื่อคงไว้ซึ่งสุขภาพ (Health maintenance) ทังใน ้ขณะปกติ หรือขณะเจ็บป่วยได้อย่างสูงสุด แม้จะเจ็บป่วยเรื้อรังหรือพิการให้สามารถรักษาตัวอยูที่่บ้านได้ โดยมีเจ้าหน้าที่สุขภาพระดับวิชาชีพติดตามดูแล 2.2 รูปแบบการดูแลสุขภาพที่บ้าน
  16. 16. 26 รูปแบบการดูแลสุขภาพที่บาน หมายถึง แบบแผนเบื้องต้น ้ทีใช้ในการดูแลสุขภาพทีบ้าน โดยมีการจัดอย่างเป็นระบบในการ ่ ่ให้การดูแลอย่างต่อเนื่อง เป็นการให้บริการแก่บุคคลที่เจ็บป่วยหรือพิการทีบ้าน สถานที่พักอาศัย ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อส่งเสริมสุข ่ภาพ รักษาพยาบาล และบำาบัดต่าง ๆ เพื่อช่วยให้รับบริการกลับสู่ภาวะสุขภาพทีปกติ สามารพึ่งตนเองได้มากที่สุด และดำารงชีวิต ่อยู่ในสังคมได้อย่างปกติสุขเท่าที่จะทำาได้ (พรทิพย์ เกยุรานนท์,2539: 50 - 54) รูปแบบการดูแลสุขภาพที่บานมี 3 รูปแบบดังนี้ ้ 1. การให้การดูแลที่บ้าน โดยนำาศาสตร์ทางการพยาบาลที่เกี่ยวข้องมาใช้เป็นแนวคิดในการบริการสุขภาพ 2. การให้บริการดูแลสุขภาพที่บ้าน โดยการผสมผสานบริการสาธารณสุขพื้นฐานกับสาธารณสุขมูลฐาน เพื่อให้บริการที่บ้านครอบคลุมบริการพื้นฐาน4 อย่าง คือ การป้องกัน การส่งเสริมสุขภาพ และการฟื้นฟูสภาพ 3. การใช้กรอบหรือรูปแบบทางระบาดวิทยา ประกอบกับกระบวนการพยาบาล โดยถือว่า Host คือ ครอบครัว Environment คือ บ้าน Agent คือStressor ทางร่างกาย จิตใจ และ/หรือธรรมชาติทางสังคม 2.3 บทบาทและภาระของผู้ดูแล ในผู้ปวยโรคหลอดเลือดสมองนั้นเมื่อกลับจากโรงพยาบาล ่ไปสู่บานผู้ป่วยต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด และต่อเนื่อง ญาติ ้ผู้ดูแลต้องมีกิจกรรมการพยาบาลที่บ้าน ซึงถ้ากระทำากิจกรรมการ ่พยาบาลไม่ถูกต้อง ผูป่วยอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนตามมาได้ ดัง ้นั้นครอบครัวจึงมีความสำาคัญและจำาเป็นในการดูแลการส่งเสริมการพึ่งพาตนเองของบุคคล ครอบครัว ชุมชนเพื่อให้เขาสามารถช่วยเหลือตนเองได้ ย่อมรับภาวะสุขภาพ และสามารถดำารงชีวิตอยู่ในสังคมอย่างมีความสุข โดยเน้นความร่วมมือของสมาชิกในครอบครัว ซึ่งกิจกรรมการดูแลผู้ปวยประกอบด้วย (สุดธิดา ่รัตนสมาหาร, 2542: 61 - 71) 1. การดูแลช่วยเหลือในการประกอบกิจวัตรประจำาวัน ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองส่วนใหญ่ไม่สามารถประกอบกิจวัตร
  17. 17. 27ประจำาวันได้ด้วยตัวเองทั้งหมด ต้องอาศัยความช่วยเหลือจากผู้ดูแล โดยยึดหลักพยายามกระตุ้นให้ผู้ป่วยช่วยตัวเองให้มากที่สุดผู้ป่วยควรได้รับการช่วยเหลือเฉพาะสิ่งที่ผู้ป่วยทำาเองไม่ได้ พร้อมทั้งได้รับกำาลังใจเพื่อให้ผู้ป่วยเกิดความเชื่อมั่นในตัวเองซึ่งจะทำาให้ผู้ป่วยรู้สึกมีคุณค่าในตนเอง ซึ่งส่งผลให้ผู้ป่วยประกอบกิจวัตรประจำาวันด้วยตนเองมากขึ้น การดูแลด้านกิจวัตรประจำาวันมีดังต่อไปนี้ 1.1 การรับประทานอาหาร เนื่องจากผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองบางรายมีปัญหาในการเคี้ยวและการกลืน ผู้ป่วยควรได้รับประทานอาหารอย่างน้อยวันละ 2 - 3 มื้อ/วัน และได้รบนำ้าอย่าง ัเพียงพอประมาณ 8 - 10 แก้ว ขณะรับประทานอาหารผู้ป่วยอาจสำาลักได้ เพื่อให้ผู้ป่วยได้รบอาหารครบถ้วน ผู้ดูแลควรให้การช่วย ัเหลือผู้ป่วยโดยเริ่มทดสอบรีเฟล็กซ์ในการกลืนของผูป่วย โดยเริ่ม ้จากป้อนอาหารเหลวที่มีลักษณะข้นครั้งละน้อยๆ ถ้าผู้ป่วยกลืนได้ให้กระตุ้นการกลืนโดยการป้อนของเหลวอื่น หรืออาหารที่มีลักษณะอ่อนนุ่มให้บ่อยครั้งขึ้น ต่อจากนั้นจึงให้ดื่มนำ้าเมื่อผู้ปวย ่สามารถกลืนได้ดี สำาหรับผูป่วยที่มีการอ่อนแรงในการหดตัวของ ้กล้ามเนื้อหลอดคอ จะทำาให้อาหารติดคอและสำาลักได้ง่าย ดังนั้นการกลืนควรให้ผู้ปวยนั่งในท่าก้มหัวคางชิดอก จะช่วยให้ผู้ป่วย ่กลืนนำ้าได้ เนื่องจากฝากล่องเสียงจะปิด ต้องทำาความสะอาดในช่องปากก่อนรับประทานอาหารเพื่อกระตุ้นนำ้าลาย และรู้สึกอยากรับประทานอาหาร ควรตักอาหารคำาเล็กๆ ในกรณีที่ผู้ปวยสามารถ ่ป้อนอาหารได้เองควรสนับสนุนให้ผู้ป่วยเป็นผู้กระทำาเอง โดยผู้ดูแลเป็นผู้ให้การสนับสนุนกระตุ้นให้ผู้ปวยใช้อุปกรณ์หรือการกลืน ่ทีถูกต้อง รวมทังให้เวลาผู้ป่วยในการรับประทานอาหาร เมื่อผู้ป่วย ่ ้รับประทานเสร็จแล้วควรให้ผู้ป่วยอยู่ในที่นั่งอีก 30 - 45 นาที เพื่อป้องกันการสำาลัก ในกรณีที่ผู้ปวยไม่สามารถกลืนได้จำาเป็นต้อง ่ได้รับอาหารทางสายยาง ผู้ดูแลควรดูแลให้สายอาหารอยู่ในตำาแหน่งที่กำาหนดไว้ ไม่มีการเลื่อนเข้าออก หรือหลุด ผู้ปวยควร ่ได้รับอาหารวันละ 4 - 6 มื้อหรือประมาณ 2,000 - 3,000 กิโลแคลอรี่ต่อวัน ซึ่งขึ้นอยู่กับสภาพของผู้ป่วยแต่ละราย 1.2 การขับถ่ายปัสสาวะ ผูป่วยโรคหลอดเลือดสมอง ้ส่วนใหญ่จะมีปัญหามีปัสสาวะไหลตลอดเวลา ดังนั้นผู้ดูแลต้องดูแลไม่ให้ผิวหนังบริเวณก้นเปียกชื้น อาจใส่ถุงรองรับนำ้าปัสสาวะ
  18. 18. 28สำาหรับผู้ชาย และใส่ผ้ากันซึม หรือใช้วิธีเปลียนผ้าบ่อย ๆ และ ่ให้การช่วยเหลือทำาความสะอาดบริเวณอวัยวะสืบพันธ์หลังจากขับถ่ายทุกครั้ง เพื่อป้องกันการเกิดแผลกดทับ 1.3 การขับถ่ายอุจจาระผู้ปวยควรได้รับการดูแลความ ่สะอาดหลังถ่ายอุจจาระทุกครั้ง และได้รบการกระตุ้นในการออก ักำาลังกล้ามเนื้อหน้าท้องและมีการเคลื่อนไหวร่างกายบ่อยๆ ควรหัดให้ผู้ป่วยถ่ายอุจจาระโดยนังส้วมหรือกระโถนในเวลาเดียวกัน ่ทุกวัน แม้วาจะไม่ปวดเพื่อฝึก สุขนิสัย โดยเฉพาะหลังอาหาร ่เช้าเพราะอาหารเช้าจะช่วยกระตุ้นให้ลำาไส้เคลื่อนไหว ให้รับประทานอาหารที่มีกากประเภทผัก ผลไม้เพื่อกระตุ้นการเคลื่อนไหวของลำาไส้ ให้ผู้ป่วยดื่มนำ้ามาก ๆ 2 - 3 ลิตรต่อวันสำาหรับผู้ปวยที่ไม่ถายอุจจาระ 3 - 4 วัน หรืออุจจาระอัดแน่นเป็น ่ ่ก้อนแข็ง อาจต้องใช้ยาเหน็บ หรือสวนอุจจาระหรืออาจจะล้วงทุก2 - 3 วัน และทุกครั้งที่ผู้ปวยต้องการขับถ่ายต้องรีบให้ถาย หรือ ่ ่พาไปห้องนำ้าทันที ไม่ควรให้ผู้ป่วยรอหรือพลัดเวลาออกไป เพราะจะทำาให้ผู้ปวยหายปวดและมีการดูดซึมนำ้ากลับทำาให้อุจจาระแข็ง ่ได้ การขับถ่ายจะดีขึ้นเมื่อผู้ป่วยมีสมรรถภาพทางกายดีขึ้น คือสามารถ นัง ยืน แต่งตัว อาบนำ้า เคลื่อนย้าย ออกกำาลังกายและ ่เดินได้ เพราะกิจกรรมเหล่านี้จะทำาให้ความดันในช่องท้องเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆและช่วยให้มีการเคลื่อนไหวของลำาไส้ดีขึ้น ดังนั้นการฟืนฟู ้สภาพอย่างแข็งขันแต่เนิ่นๆ จะทำาให้ผู้ป่วยมีการขับถ่ายอุจจาระอย่างปกติได้ 1.4 การดูแลสุขอนามัย การสนับสนุนให้ผู้ป่วยได้ช่วยตัวเองมากที่สุดเป็นประโยชน์แก่ผู้ป่วยอย่างยิ่ง ในผูป่วยที่ช่วยเหลือตัวเองได้น้อยหรือไม่ได้เลย ้ผู้ดูแลต้องช่วยทำาความสะอาดผิวหนังโดยใช้สบู่อ่อนๆ และนำ้าสะอาด หลังจากล้างสบู่ออกหมดซับให้แห้งด้วยผ้านุ่ม 1.5 การแต่งกาย ควรเลือกเสื้อผ้าที่สวมใส่และถอดง่ายสะดวก หลวมๆใส่สบาย เสื้อผ้าต้องโปร่งไม่ขัดขวางต่อการระบายความร้อนออกจากร่างกาย เพื่อป้องกันความอับชื้น ผู้ป่วยควรได้รับการกระตุ้นให้ช่วยตนเองให้มากที่สุดในการเปลี่ยนเสื้อผ้า และแต่งกายอื่นๆ เช่น หวีผม ทาแป้ง โกนหนวดซึ่งขึ้นอยู่กับสภาพผู้ป่วยที่เอื้ออำานวยในการทำากิจกรรม ควรสวมใส่ข้างที่เป็นอัมพาตก่อนใส่ข้างที่ดี และถอดข้างที่ดีก่อน
  19. 19. 29 1.6 การนอนหลับ ควรให้ผู้ปวยได้เข้านอนเป็นเวลา ่และควรได้รับการช่วยเหลือในการจัดเตรียมที่นอน สิ่งแวดล้อมให้สะอาด ลดสิ่งกระตุ้นที่รบกวนการนอนหลับ เช่น แสงสว่าง กลิ่น และควรได้รับการจัดท่านอนที่ถูกต้องเพื่อให้รู้สึกสุขสบาย มีการไหลเวียนของโลหิตได้ดี โดยจัดแขนข้างที่เป็นอัมพาตให้ปลายมือสูงกว่าข้อศอก และให้ข้อศอกสูงกว่าไหล่ ควรกระตุ้นให้ผู้ปวยมีกิจกรรมช่วงกลางวัน ่เพื่อให้ผู้ป่วยตื่นในช่วงกลางวันและสามารถหลับได้นานในเวลากลางคืน ผู้ดูแลควรหาสาเหตุททำาให้ผู้ปวยนอนไม่หลับ ี่ ่ 2. การฟืนฟูสภาพผู้ป่วยภาระที่ญาติผู้ดูแลต้องกระทำาต่อ ้ผู้ป่วยเมื่อกลับไปอยูบ้านก็คือ ่การช่วยให้ผู้ป่วยกลับสู่สภาพเดิมมากที่สุด คงไว้ซึ่งความสามารถด้านร่างกาย ความรู้สึกมีคุณค่า และบทบาทในสังคมของผู้ป่วย การที่ผู้ป่วยต้องพึ่งพาผู้อื่นมากขึ้น หรือระดับความสามารถของร่างกายลดลง จะส่งผลให้ผู้ดูแลมีความวิตกกังวลมากขึ้นการฟืนฟูสภาพเป็นระบบการที่ช่วยให้ผู้ปวยสามารถทำากิจกรรม ้ ่ต่าง ๆได้สูงสุดทั้งทางร่างกาย จิตใจและสังคม ภายใต้ข้อจำากัดของโรคและพยาธิสภาพที่เป็นอยู่โดยมีเป้าหมายคือ ป้องกันความพิการที่อาจจะเกิดขึ้น ดำารงรักษาอวัยวะส่วนที่ดีให้คงไว้ ช่วยฟื้นฟูการทำาหน้าที่ต่าง ๆของอวัยวะที่เสียไปให้กลับคืนมา 2.1 การฟืนฟูสภาพร่างกาย โดยมีฟื้นฟูสภาพในกิจกรรม ้ดังนี้ 1. การบริหารกล้ามเนื้อ การออกกำาลังกายแบบ Activeและ Passive range ofmotion การเคลื่อนย้ายตัวเองและการฝึกเดิน ซึ่งการฝึกเดินของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองในระยะเวลา 1 - 3 เดือน หลังเกิดโรคเป็นระยะเวลาที่ได้ประโยชน์และได้ผลดีที่สุด การออกกำาลังเคลื่อนไหวข้อต่าง ๆ เพื่อป้องกันความพิการและส่งเสริมทักษะของร่างกายด้านที่เสียไป เพื่อเสริมสร้างการทำาหน้าที่ของร่างกายด้านดีให้แข็งแรง และทำางานได้มากที่สุด สามารถปฏิบัติกิจวัตรประจำาวันได้ด้วยตนเองอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดความมั่นใจและมีคุณค่าในตัวเอง ลดการพึ่งพาผู้อื่น หลักการฟื้นฟูอยู่ที่ เน้นการลงนำ้าหนักบนส่วนร่างกายทั้งสองด้านเท่าๆ กัน พยายามฟื้นฟูสภาพส่วนที่เสียไปให้กลับมาทำาหน้าที่ได้ตามปกติ มีความตึกตัว
  20. 20. 30ของกล้ามเนื้อ ลักษณะท่าทาง และการเคลื่อนไหวอย่างปกติ การฟื้นฟูสภาพต้องกระทำาไปพร้อม ๆกับการกระตุ้นเสียง การสัมผัสร่างกาย การใช้สายตา เพื่อเป็นการกระตุ้นให้ผู้ป่วยเกิดความยากเรียนรู้ซึ่งทำาให้กระบวนการฟื้นฟูสำาเร็จ 2. การสื่อสาร ผู้ดูแลควรเข้าใจสภาพอารมณ์และจิตใจของผู้ป่วยที่เปลี่ยนไป ไม่แสดงอารมณ์โกรธ หรือแสดงความไม่พอใจต่อหน้าผู้ปวย และไม่ ่ปล่อยให้ผู้ป่วยอยู่คนเดียวนานๆ ต้องคอยสังเกตการสื่อสารและความต้องการของผู้ปวย ซึ่งหลักในการฝึกพูดหรือสื่อสารในผู้ ่ป่วยโรคหลอดเลือดสมองคือใช้ประโยคที่สั้น ง่าย ชัดเจน และพูดซำ้าถ้าไม่เข้าใจ ควรถามทีละคำาถาม การใช้หลายคำาถาม จะทำาให้ผู้ป่วยสับสนได้ ไม่คาดคั้นให้ผู้ป่วยตอบเพราะทำาให้ผู้ปวยเกิด ่ความเครียดหรือเบื่อหน่าย ไม่ควรแสดงอาการรำาคาญ 3. การกลืน ผูป่วยที่มีปัญหากับการกลืนลำาบาก ลิน ้ ้ปากข้างอัมพาตจะชา สูญเสียGag reflex ผู้ป่วยควรได้รับการฝึกการกลืนและการรับประทานอาหาร 2.2 การฟืนฟูสภาพจิตใจ โรคหลอดเลือดสมองเป็นโรค ้ที่มีความพิการเกิดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ผู้ป่วยจะเกิดความเครียดซึ่งในแต่ละคนจะแตกต่างกันออกไป โดยความเครียดจะเพิ่มขึ้นตามความสามารถในการทำาหน้าที่และภาวะพึ่งพา การเปลียนแปลงในบทบาทหน้าที่ สภาวะเศรษฐกิจทีแย่ลง อาการที่ ่ ่แย่ลง ผู้ปวยบางรายมีอารมณ์เปลี่ยนแปลงง่าย ควบคุมตนเองไม่ ่ได้ มีความอดทนต่อความเครียดน้อยลง การเผชิญความเครียดของผู้ป่วยจะเป็นแบบใดขึ้นอยู่กับโรคและภาวะคุกคามของโรค ผู้ป่วยจึงจำาเป็นต้องได้รับการประเมิน และการดูแลด้านจิตใจ โดยได้รับการช่วยเหลือให้เข้าใจถึงวิถีชีวิตและบทบาทหน้าที่ ที่เปลียนแปลงไป ได้รบการกระตุ้นและให้กำาลังใจในการทำากิจกรรม ่ ัต่างๆ มีการสื่อสารกับคนอื่นๆ พร้อมทั้งได้รบข้อมูลต่างๆเพิ่มเติม ัตามความต้องการ 3. การป้องกันภาวะแทรกซ้อน เนื่องจากผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองมีข้อจำากัดหลาย
  21. 21. 31ด้านดังนั้นผู้ป่วยเหล่านี้จงมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ได้ ึมากเช่น แผลกดทับ การติดเชื้อในระบบต่าง และภาวะข้อติดเป็นต้นดังนั้นผู้ป่วยจึงควรได้รับการดูแลต่อไปนี้
  22. 22. 32 3.1 การดูแลเพื่อป้องกันแผลกดทับ ผู้ป่วยที่มระยะ ีเวลาการเจ็บป่วยยาวนานจะมีโอกาสเกิดแผลกดทับถึงร้อยละ 45 การดูแลควรมีการป้องกันโดยเปลียนท่านอนทุก 2 ชั่วโมง ได้รับการตรวจดูผิวหนังบริเวณที่ ่ถูกกดทับทุกครั้งที่เปลียนท่า หรือขณะทำากิจกรรมให้ผู้ป่วยหลีก ่เลี่ยงท่าที่ทำาให้เลือดไหลกลับไม่สะดวก ไม่เลื่อนผู้ปวยด้วยวิธี ่ลากเพราะผิดหนังจะเกิดการเสียดสีทำาให้เกิดการระคายเคืองและเป็นแผล นอกจากนี้ผู้ป่วยควรได้รับสารอาหารอย่างเพียงพอโดยเฉพาะโปรตีน เพื่อซ่อมแซมเนื้อเยื่อในกระบวนการหายของแผล 3.2 การดูแลเพื่อป้องกันการติดเชื้อ การติดเชื้อโดยมากที่พบได้แก่ การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ และทางเดินหายใจ การดูแลคือสังเกตอาการไข้ลักษณะผิดปกติของเสมหะ และการเปลียนแปลงของระดับความ ่รู้สึกตัว รวมทั้งป้องกันการสำาลักอาหารหรือนำ้า และดูแลเพื่อลดการคั่งค้างของเสมหะเช่น การเคาะปอด การดูดเสมหะ พยายามให้ผู้ป่วยได้เคลื่อนไหวเช่น พลิกตะแคงตัวทุก 1 - 2 ชั่วโมง พยุงนั่ง เดิน ส่วนการติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะ อาจมาจากหลายสาเหตุ เช่น จากการใส่สายสวนปัสสาวะ การคั่งค้างของปัสสาวะผู้ป่วยควรได้รับการดูแลในการป้องกันการติดเชื้อโดยผู้ดูแลสังเกตอาการไข้ ลักษณะของปัสสาวะ และดูแลความสะอาดบริเวณอวัยวะ สืบพันธ์ 3.3 การดูแลเพื่อป้องกันภาวะกล้ามเนื้อลีบ และข้อติดแข็ง ผู้ปวยควรได้รับการ ่ส่งเสริมในการออกกำาลังกายเคลื่อนไหวข้อต่าง ๆ ในแต่ละท่าประมาณ 5 - 10 ครั้ง วันละ 1 - 2 ครั้งในการเคลื่อนไหวแขน ขาและมือ โดยฝึกให้กำามือ เหยียดมือ หรือหยิบจับสิ่งของ การเคลื่อนย้ายร่างกายบนเตียง โดยการขยับพลิกตะแคงตัวฝึกนั่งจากท่านอน ฝึกนั่งตัวตรงเพื่อบริหารกล้ามเนื้อลำาตัว ฝึกการยืนขึ้นและนั่งลง การดูแลที่ถูกต้องและเหมะสมสำาหรับผูป่วยโรคหลอด ้เลือดสมองที่บ้านเป็นสิ่งจำาเป็น เพราะมีผลต่อการฟื้นตัวของผูป่วย้ผู้ป่วยแต่ละคนอาจจะได้รบการดูแลที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับ ัครอบครัว และขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่น ๆ ดังนั้นการดูแลที่บานของ ้ญาติจึงเป็นสิ่งจำาเป็น การช่วยเหลือให้ญาติเกิดความรู้ความเข้าใจ
  23. 23. 33และลดปัจจัยที่เป็นอุปสรรคต่อการดูแลของญาติจะช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลที่ครอบคลุมซึงจะช่วยลดปัญหาความพิการ ภาวะ ่แทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้

×