วารสารศึกษาศาสตร์ ปีท่ี 14 ฉบับที่ 2 เดือน พฤศจิกายน 2545-มีนาคม 2546                          หน้า 31                 การ...
หน้า 32                                           วารสารศึกษาศาสตร์ ปีท่ี 14 ฉบับที่ 2 เดือน พฤศจิกายน 2545-มีนาคม 2546ขัน...
วารสารศึกษาศาสตร์ ปีท่ี 14 ฉบับที่ 2 เดือน พฤศจิกายน 2545-มีนาคม 2546                                    หน้า 33          ...
หน้า 34             วารสารศึกษาศาสตร์ ปีท่ี 14 ฉบับที่ 2 เดือน พฤศจิกายน 2545-มีนาคม 2546ขันตอนเฉพาะของการวิจยเพือพัฒนาการ...
วารสารศึกษาศาสตร์ ปีท่ี 14 ฉบับที่ 2 เดือน พฤศจิกายน 2545-มีนาคม 2546                                       หน้า 35       ...
หน้า 36                     วารสารศึกษาศาสตร์ ปีท่ี 14 ฉบับที่ 2 เดือน พฤศจิกายน 2545-มีนาคม 2546                   - ปัญห...
วารสารศึกษาศาสตร์ ปีท่ี 14 ฉบับที่ 2 เดือน พฤศจิกายน 2545-มีนาคม 2546                                 หน้า 37             ...
หน้า 38                 วารสารศึกษาศาสตร์ ปีท่ี 14 ฉบับที่ 2 เดือน พฤศจิกายน 2545-มีนาคม 2546              3.3.6 บุคลากรที...
วารสารศึกษาศาสตร์ ปีท่ี 14 ฉบับที่ 2 เดือน พฤศจิกายน 2545-มีนาคม 2546                  หน้า 39            กิจกรรมการปฏิบติ...
หน้า 40                  วารสารศึกษาศาสตร์ ปีท่ี 14 ฉบับที่ 2 เดือน พฤศจิกายน 2545-มีนาคม 2546         4. ปฏิบตตามแผน     ...
วารสารศึกษาศาสตร์ ปีท่ี 14 ฉบับที่ 2 เดือน พฤศจิกายน 2545-มีนาคม 2546                               หน้า 41วิจยทังหมดถ้าพบ...
หน้า 42             วารสารศึกษาศาสตร์ ปีท่ี 14 ฉบับที่ 2 เดือน พฤศจิกายน 2545-มีนาคม 2546                                 ...
Upcoming SlideShare
Loading in …5
×

การวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนการสอน

1,922 views

Published on

0 Comments
0 Likes
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

No Downloads
Views
Total views
1,922
On SlideShare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
3
Actions
Shares
0
Downloads
21
Comments
0
Likes
0
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

การวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนการสอน

  1. 1. วารสารศึกษาศาสตร์ ปีท่ี 14 ฉบับที่ 2 เดือน พฤศจิกายน 2545-มีนาคม 2546 หน้า 31 การวิจยเพือพัฒนาการเรียนการสอน ั ่ ดร. วิชต สุรตน์เรืองชัย* ิ ับทนำ มีหนังสือเกียวกับการวิจยในชันเรียนพิมพ์จำหน่าย ่ ั ้ จากการทีพระราชบัญญัตการศึกษาแห่ง ่ ิ ทั ่ ว ไปมี ป ริ ม าณเพิ ่ ม ขึ ้ น เท่ า ที ่ ไ ด้ ศ ึ ก ษาจากชาติ พ.ศ. 2542 มาตราที่ 30 ได้กำหนดให้ เอกสารต่างๆเหล่านั้น พบว่ามีสาระสำคัญและสถานศึกษาพัฒนากระบวนการเรียนการสอนทีมี ่ กระบวนการวิจยทีแตกต่างกันไป แล้วแต่จดเน้น ั ่ ุประสิทธิภาพ รวมทังส่งเสริมให้ผสอนสามารถ ้ ู้ และมุมมองของนักวิชาการแต่ละท่าน ผู้เขียนวิจยเพือพัฒนากระบวนการเรียนรูทเ่ี หมาะสมกับ ั ่ ้ คิดว่าการวิจัยในชั้นเรียน หรืออาจเรียกชื่ออื่นๆผูเ้ รียนในแต่ละระดับการศึกษา (กระทรวงศึกษา เช่น การวิจยของครู การวิจยเพือพัฒนาการเรียนรู้ ั ั ่ธิการ, 2542 หน้า 23) การวิจยในชันเรียนจึงได้ ั ้ เป็นต้น ล้วนแล้วแต่ มีความหมายไปในทำนองรับความสนใจและให้ความสำคัญอย่างจริงจังอีก เดียวกัน คือการวิจัยที่ครูผู้สอนเป็นผู้ทำวิจัยครั้งหนึ่ง มีการจัดอบรมเกี่ยวกับการวิจัย และนำมาใช้เพื่อปรับปรุงและพัฒนาการเรียนในชันเรียนจากบุคคล กลุมบุคคล และองค์กรต่างๆ ้ ่ การสอนในชันเรียนของตนเอง ส่วนวิธการและ ้ ี* รองศาสตราจารย์ ประจำภาควิชาหลักสูตรและการสอน คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
  2. 2. หน้า 32 วารสารศึกษาศาสตร์ ปีท่ี 14 ฉบับที่ 2 เดือน พฤศจิกายน 2545-มีนาคม 2546ขันตอนอาจแตกต่างกันได้ ผูเ้ ขียนจึงขอเสนอ ้ ไปใช้ได้ผลเป็นทีนาพอใจในเรืองของการพัฒนา ่ ่ ่รูปแบบการวิจยประเภทหนึง ทีเ่ รียกว่า การวิจย ั ่ ั หลักสูตรท้องถิน การพัฒนาวิชาชีพครู การพัฒนา ่เชิงปฏิบติ (action research) ซึงมีความเหมาะสม ั ่ และเสริมสร้างคุณลักษณะทีพงประสงค์ของนักเรียน ่ ึกับการนำไปใช้พัฒนาการเรียนการสอน ใน และครูระดับชันเรียน มีขนตอนและวิธดำเนินการวิจย ้ ้ั ี ั ลักษณะสำคัญของการวิจยเชิงปฏิบติ ั ัไม่ยงยากสลับซับซ้อนมากนัก ครูผสอนสามารถ ุ่ ู้ การวิ จ ั ย เชิ ง ปฏิ บ ั ต ิ ม ี ล ั ก ษณะเฉพาะดำเนินการวิจัยได้ด้วยตนเอง โดยใช้เวลาการ ที่ควรทราบตามที่ เคมมิสและแมคแทกการ์ทปฏิบัติงานตามปกติไม่ต้องเดินทางไปศึกษา (Kemmis and McTagart, 1990) ได้สรุปไว้เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องที่อื่น ไม่ต้อง ดังต่อไปนี้เดินทางไปทดลองหรือเก็บรวบรวมข้อมูลทีใด ่ 1.เป็นวิธีสำหรับปรับปรุงการปฏิบัติความหมายและความเป็นมาของการวิจยเชิงปฏิบติ ั ั งาน การวิจยเชิงปฏิบติ หมายถึง กระบวนการ ั ั โดยทำให้ เ กิ ด การเปลี ่ ย นแปลงและเรี ย นรู ้ศึกษาค้นคว้าเพือแก้ปญหาทีเ่ กิดขึนจากการปฏิบติ ่ ั ้ ั จากการเปลียนแปลงนัน ่ ้งานหรือเพือปรับปรุงและพัฒนาการปฏิบตงาน ่ ั ิ 2.เป็นการดำเนินงานของผู้ปฏิบัติงานให้บรรลุผลตามที่ต้องการ โดยผู้ปฏิบัติงาน เอง เพื่อพัฒนางานของตนเองและกลุ่มอาชีพเป็นผูดำเนินการวิจยในสถานทีทตนเองปฏิบตอยู่ ้ ั ่ ่ี ัิ ของตนเองภายใต้สภาพแวดล้อมและบรรยากาศที่แท้จริง 3.เป็นกระบวนการอย่างเป็นระบบและเมือนำการวิจยเชิงปฏิบตมาใช้กบการเรียนการสอน ่ ั ัิ ั ต่อเนืองเป็นวงจร โดยเริมจากการวางแผนการ ่ ่จึงเรียกการวิจยเชิงปฏิบตวา การวิจยเพือพัฒนา ั ัิ่ ั ่ ปฏิบตตามแผน การสังเกตและการสะท้อนผล ัิการเรียนการสอน หรือการวิจยในชันเรียน ซึง ั ้ ่ เป็นวงจรเช่นนีไปเรือย ๆ จนกว่างานนัน จะได้รบ ้ ่ ้ ัเป็นการศึกษาค้นคว้าเพือแก้ปญหาทีเ่ กิดขึนจาก ่ ั ้ การปรับปรุงตามทีตองการ ่้การปฏิบตการสอนของครูหรือเพือปรับปรุงและ ัิ ่ 4. ต้องอาศัยความร่วมมือจากฝ่ายต่าง ๆพัฒนาการปฏิบตการสอนให้บรรลุผลตามทีตอง ัิ ่้ ทีเ่ กียวข้อง เน้นกระบวนการกลุม ่ ่การ โดยครูผู้สอนเป็นผู้ดำเนินการวิจัยในชั้น 5. เกิดจากความเต็มใจและเห็นความเรียนทีตนเองปฏิบตการสอนอยู่ ่ ัิ สำคัญของการปรับปรุงและพัฒนางานของตนเอง การวิจยเชิงปฏิบตเิ กิดขึนตามแนวคิด ั ั ้ 6.การอธิบายปรากฏการณ์ตาง ๆ ทีเ่ กิด ่ของ Kurt Lewin นักจิตวิทยาสังคม ชาวอเมริกน ั ขึน ใช้ความรูและประสบการณ์ของผูปฏิบตงาน ้ ้ ้ ัิเมือประมาณปี ค.ศ. 1946 ได้รบการยอมรับและ ่ ั หรือกลุ่มวิชาชีพของผู้ปฏิบัติงานเอง ภายใต้นำไปใช้อย่างกว้างขวางในการพัฒนาและปรับปรุง เงือนไขและสภาพแวดล้อมทีเ่ ป็นอยูจริงมากกว่า ่ ่การปฏิบัติงานในองค์กรและชุมชนต่าง ๆ โดย ทีจะเชือตามหรืออ้างอิงทฤษฎีจากภายนอกเพียง ่ ่เฉพาะในวงการศึกษาได้มการนำการวิจยเชิงปฏิบติ ี ั ั อย่างเดียว
  3. 3. วารสารศึกษาศาสตร์ ปีท่ี 14 ฉบับที่ 2 เดือน พฤศจิกายน 2545-มีนาคม 2546 หน้า 33 7. เป็นกระบวนการทีมความยืดหยุนสูง ่ ี ่ ไปใช้ปรับ ปรุงการปฏิบตงานในวงจรต่อไป ัิมีการปรับปรุงเปลียนแปลงการปฏิบตได้ตลอดเวลา ่ ัิ 15. การวิจยเชิงปฏิบตไม่ใช่กระบวนการ ั ัิขึนอยูกบข้อมูลและสถานการณ์ในขณะนัน ้ ่ั ้ แก้ปัญหาง่าย ๆ ที่เกิดขึ้นในชั้นเรียน แต่เป็น 8.เน้นการสังเกตและบันทึกข้อมูลทีเ่ กิด กระบวนการเรียนรู้ทำความเข้าใจปัญหาและแก้ขึนจริงในแต่ละช่วงเวลาเพือวิเคราะห์และสรุปผล ้ ่ ปัญหาเพือปรับปรุงเปลียนแปลงการปฏิบตให้ดขน ่ ่ ั ิ ี ้ึทีถกต้อง ู่ 16. การวิจัยเชิงปฏิบัติไม่ใช่การวิจัยที่ 9.เน้นทั้งผลที่เกิดขึ้นและกระบวนการ นักวิชาการหรือนักวิจัยภายนอกที่อ้างตนว่าเป็นปฏิบตงานัิ ผูเ้ ชียวชาญเข้ามาศึกษาวิจยในชันเรียน แล้วสรุป ่ ั ้ 10. เน้นวิธีการเชิงคุณภาพมากกว่าเชิง เป็นองค์ความรูเ้ พือให้ครูนำไปปฏิบติ ่ ัปริมาณ 17. การวิจัยเชิงปฏิบัติไม่ใช่วิธีการทาง 11. บริบท (context) เป็นสิ่งสำคัญที่ วิทยาศาสตร์ ไม่ใช่การทดสอบสมมุตฐานด้วยวิธี ินักวิจยในชันเรียนต้องคำนึงถึงทุกขันตอน โดย ั ้ ้ การทางสถิตจากการเก็บรวบรวมข้อมูลเพือหาข้อสรุป ิ ่เฉพาะในการสรุ ป ผลการวิ จ ั ย ต้ อ งคำนึ ง ถึ ง ไม่อางผลจากกลุมตัวอย่างไปสูประชากรเหมือนการ ้ ่ ่บริบทเสมอ วิจัยอื่น ๆ แต่การวิจัยเชิงปฏิบัติเน้นวิธีการทาง 12. เริมวิจยจากจุดเล็ก ๆ โดยการเปลียน ่ ั ่ สังคมศาสตร์หลาย ๆ วิธรวมกันเพือก่อให้เกิดการ ี่ ่แปลงตนเองก่อน จากนันจึงเปลียนแปลงชันเรียน ้ ่ ้ ปรับปรุงเปลียนแปลงของสถานการณ์มากกว่าการ ่และโรงเรียนได้ อธิบายหรือตีความสถานการณ์ 13. เป็นการปฏิบตของตนเองหรือกลุม ั ิ ่ ขันตอนทัวไปของการวิจยเชิงปฏิบติ ้ ่ ั ัเล็ก ๆ แต่เปิดโอกาสให้กลุมใหญ่ชวยเหลือ ่ ่ การวิจัยเชิงปฏิบัติมีขั้นตอนสำคัญ 4 14. เป็นวงจรเดียวกับการปฏิบัติงาน ขันตอน ได้แก่ ขันวางแผน (plan) ขันปฏิบตตาม ้ ้ ้ ัิตามปกติ เพียงแต่เพิ่มการสังเกตการปฏิบัติงาน แผน (act) ขั้นสังเกตผล (observe) และขั้นและสะท้อนผลทีเ่ กิดขึนทุกขันตอนและนำผลนัน ้ ้ ้ สะท้อนผล (reflect) (Zuber-Skerrit, 1992 : 11) วางแผน วางแผน สะทอนผล ปฏิบัติตามแผน สะทอนผล ปฏิบัติตามแผน สังเกตผล สังเกตผล แผนภาพที่ 1 ขันตอนทัวไปของการวิจยเชิงปฏิบติ ้ ่ ั ั
  4. 4. หน้า 34 วารสารศึกษาศาสตร์ ปีท่ี 14 ฉบับที่ 2 เดือน พฤศจิกายน 2545-มีนาคม 2546ขันตอนเฉพาะของการวิจยเพือพัฒนาการเรียนการสอน (ขันปฏิบติ จริงทีปรับจากขันตอนทัวไป) ้ ั ่ ้ ั ่ ้ ่ เพื่อให้กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติมี ความเหมาะสมและสอดคล้องกับลักษณะการปฏิบัติการสอนของครูไทย และง่ายต่อการทำความ เข้าใจ ผูเ้ ขียนจึงปรับขันตอนการวิจย เป็น 7 ขัน ดังนี้ ้ ั ้ กำหนดปัญหา -ประเด็นปัญหา -สิงทีตองการแก้ไข ปรับปรุง พัฒนา ่ ่ ้ ศึกษาข้อมูลเบืองต้น ้ -บรรยายข้อเท็จจริงเกียวกับปัญหา ่ -อธิบายสาเหตุของปัญหา วางแผนปฏิบติ ั -กำหนดทางเลือกหลากหลาย -ตัดสินใจเลือกวิธีที่เหมาะสมที่สุด -กำหนดรายละเอียดการปฏิบตตามวิธนนๆ ั ิ ี ้ั ปฏิบตตามแผน ั ิ สังเกตผล สรุปผล สะท้อนผล แผนภาพที่ 2 แผนภูมขนตอนการทำวิจยเชิงปฏิบตหรือการวิจยเพือพัฒนาการเรียนการสอน ิ ้ั ั ัิ ั ่
  5. 5. วารสารศึกษาศาสตร์ ปีท่ี 14 ฉบับที่ 2 เดือน พฤศจิกายน 2545-มีนาคม 2546 หน้า 35 1. กำหนดปัญหา จากตัวอย่าง จะเห็นได้วา เป็นปัญหา ่ จุ ด เริ ่ ม ของการวิ จ ั ย เชิ ง ปฏิ บ ั ต ิ คื อ ในเชิงแก้ไขทั้งสิ้น กล่าวคือมีปัญหาและข้อกำหนดแนวคิดให้ได้ว่ามีปัญหาอะไรที่ต้องการ ขั ด ข้ อ งเกิ ด ขึ ้ น แล้ ว และส่ ง ผลต่ อ คุ ณ ภาพแก้ไข หรือประเด็นใดทีตองการพัฒนา โดยเริม ่้ ่ ของการจัดการเรียนการสอนแล้ว ต้องรีบแก้ไขจากการสำรวจสภาพทั่วไปของการเรียนการ แต่ในบางกรณีปัญหายังไม่เกิดขึ้น เพียงแต่มีสอนทีเ่ กิดขึนในชันเรียนว่ามีปญหาเกิดขึนหรือไม่ ้ ้ ั ้ แนวโน้มว่ากำลังจะเกิดขึ้น ผู้วิจัยก็สามารถกำหนดประเด็นปัญหาที่ต้องการแก้ไขกว้าง ๆ กำหนดปัญหานั้นเป็นประเด็นปัญหาเช่นกันจากนันพิจารณาให้ชดเจนว่าปัญหาทีแท้จริงคืออะไร ้ ั ่ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาขึ้น เรียกว่าปัญหาเป็นปัญหาสำคัญหรือไม่ แก้ไขได้หรือไม่ ปัญหา เชิงป้องกัน หรือในบางกรณี ไม่มแนวโน้มว่าจะมี ีที่กำหนดนั้นอาจเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับตนเอง ปัญหาเกิดขึ้น ผู้วิจัยหรือครูผู้สอนก็สามารถเพียงคนเดียว หรือเป็นปัญหาร่วมของกลุ่มก็ได้ กำหนดประเด็นหรือจุดที่ต้องการพัฒนาให้มีเทคนิคในการกำหนดปัญหาทีชดเจนคือ พยายาม ่ั คุณภาพยิ่งๆขึ้นไปได้ เพื่อหางทางพัฒนาให้กำหนดแยกเป็น 2 ประเด็น สิ่งนั้นเกิดขึ้น เรียกว่า ปัญหาเชิงพัฒนา ดังนั้น 1.1 ประเด็นปัญหา ได้แก่ ประเด็น จะเห็นได้วาประเด็นปัญหาทีกำหนด ในขันตอน ่ ่ ้ปัญหาทีเ่ กิดขึนจริงในชันเรียน ตัวอย่างเช่น ้ ้ แรกของการวิจัยนั้น อาจเป็นไปได้ทั้งปัญหา - ปัญหานักเรียนขาดเรียนบ่อย เชิงป้องกัน ปัญหาเชิงแก้ไข และปัญหาเชิง - ปัญหานักเรียนไม่สงการบ้าน ่ พัฒนา ที่สำคัญคือต้องเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจริง - ปัญหานักเรียนคิดไตร่ตรองไม่เป็น หรื อ คาดว่ า จะเกิ ด ขึ ้ น หรื อ เป็ น ปั ญ หาที ่ จ ะ - ปัญหานักเรียนไม่สนใจการเรียน ก่ อ ให้ เ กิ ด การพั ฒ นาขึ ้ น ได้ ใ นชั ้ น เรี ย นจริ ง -ปัญหานักเรียนมีพฤติกรรมก้าวร้าว เป็นปัญหาสำคัญ ไม่ใช่ปญหา ทีกำหนดขึนมาเอง ั ่ ้ -ปัญหานักเรียนซึมเศร้าโดดเดียว ่ เพือเป็นหัวข้อทำวิจย ปัญหานันอาจเป็นปัญหา ่ ั ้ตนเอง ใหญ่ ปัญหาเล็ก ปัญหารายบุคคล หรือปัญหา -ปัญหานักเรียนไม่ชอบวิชาคณิต- ของกลุมก็ได้ ่ศาสตร์ 1.2 ประเด็นทีตองการแก้ไข ปรับปรุง ่ ้ - ปัญหานักเรียนมีผลสัมฤทธิ์การ พัฒนา ได้แก่ สิ่งที่ต้องการแก้ไขปรับปรุงหรือเรียนวิชาภาษาไทยต่ำ พัฒนาให้เกิดขึน โดยคาดว่าเมือสิงนันเกิดขึนแล้ว ้ ่ ่ ้ ้ - ปัญหานักเรียนใช้เวลาว่างไม่เป็น จะแก้ปัญหาได้ ตัวอย่างเช่น ประเด็นปัญหาประโยชน์ ทังหมดตาม ข้อ 1.1 สามารถกำหนดเป็นประเด็น ้ - ฯลฯ ทีตองแก้ไข / ปรับปรุงได้ดงนี้ ่้ ั
  6. 6. หน้า 36 วารสารศึกษาศาสตร์ ปีท่ี 14 ฉบับที่ 2 เดือน พฤศจิกายน 2545-มีนาคม 2546 - ปัญหานักเรียนขาดเรียนบ่อย ทำ ทุกแง่ทุกมุม โดยใช้วิธีการต่าง ๆ เพื่อบรรยายอย่างไรนักเรียนจึงจะขาดเรียนน้อยลง ข้อเท็จจริงของปัญหาให้ได้มากที่สุด และเพื่อ - ปัญหานักเรียนไม่สงการบ้าน ทำ ่ อธิบายว่าปัญหานั้นเกิดจากสาเหตุใด ในขั้นนี้อย่างไรนักเรียนจึงจะส่งการบ้านตรงเวลา ต้องมีการตรวจสอบสาเหตุที่แท้จริงของปัญหา - ปัญหานักเรียนคิดไตร่ตรองไม่เป็น โดยมีการคาดเดาสาเหตุของปัญหาอย่างมีเหตุผลทำอย่างไรนักเรียนจึงจะคิดเป็น และมีการตรวจสอบสาเหตุที่คาดเดาด้วยวิธีการ - ปัญหานักเรียนไม่สนใจการเรียน หลากหลาย โดยใช้ความรู้และประสบการณ์ในทำอย่างไรนักเรียนจึงจะสนใจการเรียน การสอนของตนเองและเพื่อนครูที่สั่งสมมาเป็น - ปัญหานักเรียนมีพฤติกรรมก้าวร้าว เวลานานรวมทั ้ ง ขอคำแนะนำจากผู ้ ร ู ้ ผู ้ ม ีทำอย่างไรนักเรียนจึงจะมีพฤติกรรมไม่กาวร้าว ้ ประสบการณ์ และศึกษาข้อมูลอืน ๆ ประกอบ ่ - ปัญหานักเรียนซึมเศร้าโดดเดี่ยว รายละเอียดของขันตอนที่ 2 มี ดังนี้ ้ตนเอง ทำอย่างไรนักเรียนจึงจะร่าเริง เข้าสังคม 2.1 บรรยายข้อเท็จจริง โดยครูผสอน ู้ปกติ เป็นผูเ้ ก็บรวบรวมข้อมูลทีเ่ กียวข้องกับปัญหา ่ - ปัญหานักเรียนไม่ชอบวิชาคณิต ทังหมดอย่างละเอียด โดยใช้วธสงเกต สอบถาม ้ ิี ัศาสตร์ ทำอย่างไรนักเรียนจึงจะชอบเรียนวิชา สั ม ภาษณ์ ศึ ก ษาเอกสาร อั ต ชี ว ประวั ต ิคณิตศาสตร์ ทะเบียนประวัติ ฯลฯ จากนั้นจดบันทึกข้อมูล - ปัญหานักเรียนมีผลสัมฤทธิ์การ ทั้งหมด เช่น ตัวอย่างปัญหานักเรียนไม่สนใจเรียนวิชาภาษาไทยต่ำ ทำอย่างไรนักเรียนจึงจะมี การเรี ย น ครู ต ้ อ งศึ ก ษาและบรรยายข้ อ เท็ จผลสัมฤทธิการเรียนวิชาภาษาไทยสูงขึน ์ ้ จริงให้ได้วา ่ - ปัญหานักเรียนใช้เวลาว่างไม่เป็น -มีผไม่สนใจการเรียนกีคนใครบ้าง ู้ ่ประโยชน์ ทำอย่างไรนักเรียนจึงจะใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ -ไม่สนใจการเรียนวันใดบ้าง ช่วง จะเห็นได้ว่าการกำหนดประเด็นที่ เวลาใดต้องการปรับปรุงหรือพัฒนานี้ จะช่วยให้ครู มอง -ไม่สนใจการเรียนวิชาอะไร ใครเห็นเป้าหมายที่ชัดเจนว่าการวิจัยในชั้นเรียน เป็นผูสอนในวิชานัน ้ ้ครั ้ ง นี ้ ท ำเพื ่ อ อะไร ผลที ่ จ ะเกิ ด ขึ ้ น คื อ อะไร -นักเรียนแต่ละคนที่ไม่สนใจการแนวทางดำเนินการเป็นอย่างไร เรียนมีประวัตและข้อมูลส่วนตัวอย่างไร มีปญหา ิ ั 2. ศึกษาข้อมูลเบืองต้นเกียวกับประเด็น ้ ่ ส่วนตัว ปัญหาสุขภาพ ปัญหาอืน ๆ หรือไม่ ่ปั ญ หา เป็ น การคิ ด พิ จ ารณาทบทวนค้ น หา ฯลฯข้อเท็จจริงเพือทำความเข้าใจปัญหานันอย่างชัดเจน ่ ้
  7. 7. วารสารศึกษาศาสตร์ ปีท่ี 14 ฉบับที่ 2 เดือน พฤศจิกายน 2545-มีนาคม 2546 หน้า 37 2.2 อธิบายสาเหตุของปัญหา เมือครู ่ หลังจากพิสจน์สมมุตฐานแล้วสรุปได้วา สาเหตุ ู ิ ่เก็บข้อมูลข้อเท็จจริงได้มากพอสมควรแล้วต้อง สำคัญที่ทำให้นักเรียนไม่สนใจการเรียน คือพยายามหาสาเหตุให้ได้ว่าปัญหานั้นๆ เกิดจาก พฤติกรรมการสอนของครูไม่นาสนใจ บรรยากาศ ่สาเหตุใด ทั้งนี้ครูต้องใช้ความรู้ความ สามารถ การเรียนเฉือยชา ซึงเป็นไปตามสมมุตฐานทีตง ่ ่ ิ ่ ้ัและความช่วยเหลือจากกลุ่มเพื่อนครู ศึกษา ไว้นิเทศก์หรือผู้เชี่ยวชาญ เพื่อช่วยกันวิเคราะห์ 3. วางแผนปฏิบติ ัสาเหตุทแท้จริงของปัญหา มีขนตอนย่อย ๆ ดังนี้ ่ี ้ั เป็นการกำหนดวิธีการหรือกิจกรรม 2.2.1 พิจารณาข้อเท็จจริงทุกแง่มม ุ การปฏิบตทจะนำไปใช้แก้ปญหาตามสาเหตุของ ั ิ ่ี ัได้แก่ ข้อมูลของนักเรียนรายบุคคลทีเ่ ก็บรวบรวม ปัญหาที่พบในขั้นตอนก่อน วิธีการในขั้นนี้มาได้ในขันตอนก่อน ้ ส่ ว นมากจะเริ ่ ม จาก การคิ ด พิ จ ารณาหาทาง 2.2.2 ตังสมมุตฐาน (คาดเดาสาเหตุ ้ ิ เลือกในการแก้ปญหาทีนาจะเป็นไปได้ให้มากทีสด ั ่ ่ ุ่ของปัญหาอย่างมีเหตุผล) วิธีพิจารณาอาจต้อง จากนั้นพิจารณาเปรียบเทียบแต่วิธี จนในที่สุดใช้กลุ่มเพื่อนครูหรือผู้มีความรู้ช่วยกันพิจารณา ตัดสินใจเลือกวิธใดวิธหนึงหรือหลายวิธผสมกัน ี ี ่ ีและคาดเดาถึงสาเหตุ จากตัวอย่างอาจคาดเดาว่า จากนั้นจึงกำหนดรายละเอียดของวิธีนั้นให้เป็นสาเหตุสำคัญของการไม่สนใจการเรียน เนืองมา ่ กิจกรรมทีชดเจนเป็นลำดับสามารถนำไปปฏิบติ ่ั ัจากพฤติ ก รรมการสอนของครู ไ ม่ น ่ า สนใจ จริงได้ ควรกำหนดระยะเวลาไว้ดวย จัดทำหรือ ้บรรยากาศการเรียนเฉื่อยชา ทำให้นักเรียน เขียนเป็นแผนปฏิบัติการ รายละเอียดของการเบือหน่าย ไม่มแรงจูงใจในการเรียน เป็นต้น ่ ี วางแผนปฏิบตมดงนี้ ัิ ีั 2.2.3 พิสจน์สมมุตฐานนัน โดยใช้ ู ิ ้ 3.1 กำหนดทางเลือกในการแก้ปญหา ัวิธการต่าง ๆ ส่วนใหญ่จะใช้การสังเกต สอบถาม ี หลายวิธีสัมภาษณ์ในชั้นเรียนจริง จากตัวอย่างปัญหา 3.2 พิจารณาเลือกวิธทเ่ี หมาะสมทีสด ี ่ ุนักเรียนไม่สนใจการเรียน ครูผสอนต้องคอยู้ เพียง 1 วิธี หรือหลายวิธผสมกัน ีสั ง เกตพฤติ ก รรมนั ก เรี ย นในระหว่ า งเรี ย น 3.3 จัดทำแผนปฏิบตการประกอบด้วย ัิมอบหมายงานให้นกเรียนเขียนเรียงความเกียวกับ ั ่ 3.3.1 หลักการและแนวคิดตนเอง สนทนากับนักเรียนในเวลาว่าง สอบถาม 3.3.2 วัตถุประสงค์ (สิงทีตองปรับ ่ ่้จาก เพือน เยียมเยียนและสนทนากับผูปกครอง ่ ่ ้ ปรุงหรือพัฒนา) 2.2.4 สรุปสาเหตุของปัญหา เมือถึง ่ 3.3.3 เป้าหมาย (เชิงปริมาณและขั้นตอนนี้แล้วครูน่าจะรู้สาเหตุที่แท้จริงของ คุณภาพ)ปัญหาว่าคืออะไร ซึ่งสาเหตุของปัญหาของ 3.3.4 กิจกรรมการปฏิบติ ันักเรียนแต่ละรายอาจไม่เหมือนกันหรือเหมือนกันก็ได้ 3.3.5 ระยะเวลาทีดำเนินการ ่ตัวอย่าง ปัญหานักเรียนไม่สนใจการเรียนนี้
  8. 8. หน้า 38 วารสารศึกษาศาสตร์ ปีท่ี 14 ฉบับที่ 2 เดือน พฤศจิกายน 2545-มีนาคม 2546 3.3.6 บุคลากรทีตองการ ่้ 4 เปลียนวิธสอนเป็นแบบเพือนสอน ่ ี ่ 3.3.7 สือ วัสดุ อุปกรณ์ งบประมาณ ่ เพื่อนทีตองใช้ ่้ 5 ใช้สอการสอนทีทนสมัย น่าสนใจ ่ื ่ ั 3.3.8 แนวทางการวัดและประเมิน เช่น คอมพิวเตอร์ผล 6 ใช้การเสริมแรงในห้องเรียนด้วย จากตัวอย่างปัญหานักเรียนไม่สนใจ การให้เบียอัตถกร (token) ้การเรี ย นเนื ่ อ งจากพฤติ ก รรมการสอนของ 7 กำหนดบทลงโทษผูทชอบขาดเรียน ้ ่ีครูไม่นาสนใจ บรรยากาศการเรียนเฉือยชา อาจ ่ ่ เกินกำหนดอย่างเด็ดขาดสามารถกำหนดวิธีการแก้ปัญหาไว้หลากหลายดังนี้ จากนันตัดสินใจเลือกวิธทเ่ี ห็นว่าเหมาะ สมทีสด ้ ี ่ ุ 1 ปรับกิจกรรมการเรียนการสอนโดย จากตั ว อย่ า งเลื อ กสมมุ ต ิ ว ่ า เลื อ กใช้ ก ารยึดผูเ้ รียนเป็นสำคัญมากขึน ้ เสริมแรงในห้องเรียนด้วยวการให้เบี้ยอัตถกร 2 จัดทำบทเรียนสำเร็จรูปให้นกเรียน ั เพื่อจูงใจให้นักเรียนสนใจและเรียนรู้อย่างมีนำไปเรียนด้วยตนเอง ความสุข โดยใช้วธนกบนักเรียนทังชัน แต่สงเกต ิ ี ้ี ั ้ ้ ั 3 จั ด กิ จ กรรมเสริ ม หลั ก สู ต รให้ ผลที ่ เ กิ ด ขึ ้ น กั บ นั ก เรี ย นที ่ ม ี ป ั ญ หาเท่ า นั ้ นนักเรียนเข้าร่วม จากนันจัดทำแผนปฏิบตการเพือแก้ไขปัญหาตาม ้ ัิ ่ สาเหตุ ตัวอย่างรายละเอียดของแผน มีดงนี้ ั แผนการวิจยเชิงปฏิบตเิ พือแก้ปญหานักเรียนไม่สนใจการเรียน ั ั ่ ั หลักการและแนวคิด การเสริมแรงด้วยการใช้เบี้ยอัตถกร (token ) เป็นวิธีการทางจิตวิทยาที่ช่วยโน้มน้าวความสนใจและปรับพฤติกรรม ของนักเรียนอย่างได้ผลในระยะเวลาอันรวดเร็ว… วัตถุประสงค์ เพือแก้ปญหานักเรียนไม่สนใจการเรียนในชันเรียน ่ ั ้ เป้าหมาย นักเรียนทีไม่สนใจการเรียน มีความสนใจการเรียนเพิมขึนทุกคน ่ ่ ้
  9. 9. วารสารศึกษาศาสตร์ ปีท่ี 14 ฉบับที่ 2 เดือน พฤศจิกายน 2545-มีนาคม 2546 หน้า 39 กิจกรรมการปฏิบติ และ ระยะเวลา ั สัปดาหที่ กิจกรรมการปฏิบัติ ระยะเวลา 1 - ทําความตกลงกับนักเรียนทั้งชันวาจะมีโครงการเสริมแรง ้ ดวย เบี้ยอัตถกร โดยมีหลักการวา ใครมาเรียนสม่ําเสมอ ตั้ง ใจเรียน ทํางานที่ไดรับมอบหมายจนสําเร็จ ฯลฯ จะไดรบ ั เบี้ยอัตถกร เพื่อสะสมไวแลกของรางวัลได - ใหนักเรียนอภิปรายแสดงความคิดเห็นและรวมกันกําหนด หลักเกณฑการไดรบเบี้ยอัตรถกร ั 1-4 - แจกเบี้ยอัตถกร ใหกับผูท่ทําตามหลักเกณฑ ี - ประกาศราชื่อผูไดรบเบี้ยอัตรถกร และจะนวนที่ไดรบใหนัก  ั ั เรียนทราบโดยทั่วกันทุกวัน 5-6 - ปรับลดการเสริมแรงดวยเบี้ยอัตถกร ลงทีละนอย ๆ ใชการ เสริมแรงดวยวาจาแทน 7 - หยุดการใหเบี้ยอัตรถกร - -สรุปผลที่เกิดขึ้น บุคลากรทีตองการ ่ ้ ไม่ตองการบุคลากรเพิม ้ ่ สือ วัสดุ อุปกรณ์ ทีตองใช้ ่ ่ ้ เหรียญพลาสติกกลมคล้ายเหรียญบาท แนวทางการวัดและประเมินผล 1. สังเกตพฤติกรรมการเรียน 2. สนทนากับนักเรียนอย่างไม่เป็นทางการ
  10. 10. หน้า 40 วารสารศึกษาศาสตร์ ปีท่ี 14 ฉบับที่ 2 เดือน พฤศจิกายน 2545-มีนาคม 2546 4. ปฏิบตตามแผน ั ิ เรียน การสนทนาอย่างไม่เป็นทางการถึงความ เป็นการปฏิบตตามแผนทีกำหนดไว้ใน ัิ ่ รูสกความสนใจของนักเรียน เป็นต้น ้ ึชั้นเรียนจริง นักเรียนจริง สภาพแวดล้อมจริงทำได้โดยครูผสอนยังคงดำเนินการจัดกิจกรรมการ ู้ 6. สรุปผลเรียนการสอนตามปกติ เพียงแต่ว่าปรับเปลี่ยน เป็นการนำข้อมูลที่ได้จากการสังเกตพฤติกรรมการสอนของตนเองจากเดิมที่ไม่ค่อย ผลมาพิจารณาเปรียบเทียบกับประเด็นปัญหาทีกำหนด ่สนใจนักเรียนเท่าใดนัก มาเป็นการให้ความ เพือตัดสินใจว่าปัญหาได้รบการแก้ไขแล้วหรือไม่ ่ ัสนใจเอาใจใส่ดูแล และเสริมแรงตามแผนที่ สมบูณณ์เพียงใด ยังมีปัญหาอะไรบ้างที่ต้องกำหนดไว้ จากตัวอย่างแผนจะเห็นได้วา วิธการ ่ ี แก้ไขต่อไป จากตัวอย่าง หากเวลาผ่านไป 1 เดือนหลักที่จะนำไปใช้คือ เทคนิคการเสริมแรง ความสนใจในการเรียนมากขึน แสดงว่าปัญหา ้ด้วยการใช้เบียอัตถกร โดยคาดว่าเทคนิคดังกล่าว ้ ได้รบการแก้ไขแล้ว แต่หากผลทีเ่ กิดขึนยังไม่ ั ้ร่วมกับการสอนตามปกติอยู่แล้วนั้น จะส่งผล ชัดเจน อาจต้องเพิ่มเวลาการปฏิบัติในแผนให้นกเรียนมีความสนใจในการเรียน ขจัดความ ั ให้มากขึน ทังนีขนอยูกบผลการสังเกตทีทำเป็น ้ ้ ้ ้ึ ่ ั ่เบือหน่ายการเรียนของนักเรียน ่ ระยะ ว่าสรุปผลได้หรือไม่ 5. สังเกตผล 7. สะท้อนผล เป็ น การสั ง เกตผลที ่ เ กิ ด ขึ ้ น จากการ เป็นการนำข้อสรุปและข้อสังเกตต่าง ๆปฏิบตตามแผน (การประเมินผล) โดยครูผปฏิบติ ัิ ู้ ั ไปใช้สำหรับปรับปรุงแก้ไขแผนต่อไป กรณีเป็นผู้สังเกตเอง ขั้นตอนนี้ดำเนินการช่วงเดียว ทีสรุปว่าปัญหายังไม่ได้รบการแก้ไข หรือประเด็น ่ ักับการปฏิบตตามแผน คือ ปฏิบตไปสังเกตผลไป ัิ ัิ ที ่ ต ้ อ งการพั ฒ นายั ง ไม่ เ กิ ด ขึ ้ น ให้ ป รั บ ปรุ งใช้วธการต่าง ๆ ทีเ่ หมาะสม เช่น สังเกต สอบถาม ิี แผนใหม่โดยใช้ข้อมูลที่ได้รับ จากนั้นนำแผนสัมภาษณ์ ตรวจผลงาน (วิธการเชิงคุณภาพมักใช้ ี ไปปฏิบติ สังเกตผล และสะท้อนผล ทำเช่นนีไป ั ้ได้ผลดี) เน้นการสังเกตผลทีเ่ กิดขึนตามสภาพจริง ้ เรือย ๆ จนกว่าจะสำเร็จผล จึงเริมกระบวนใหม่ ่ ่ครอบคลุ ม ทุ ก ประเด็ น ทั ้ ง ผลที ่ เ กิ ด ขึ ้ น และ แก้ปญหาใหม่ พัฒนาประเด็นใหม่ จากตัวอย่าง ักระบวนการปฏิบัติของตนเอง พยายามบันทึก เรืองปัญหานักเรียนไม่สนใจการเรียน หลังจาก ่เหตุการณ์ สภาพแวดล้อม บรรยากาศ ผลทีเ่ กิดขึน ้ สรุปผลแล้ว หากแก้ปญหาได้กคงมีประเด็นที่ ั ็และข้อสังเกตต่าง ๆ ให้มากทีสด จากนันสรุปผล ่ ุ ้ น่าสนใจอื่น ๆ เกิดขึ้นมากมายที่จะต้องนำมาที่เกิดขึ้นว่าแก้ปัญหาได้หรือไม่ จากตัวอย่างที่ อภิปรายกัน เช่น แก้ปัญหาได้ถาวรหรือไม่กล่าวมานั้น จะห็นได้ว่าวิธีการสังเกตที่น่าจะ วิธการนีกอให้เกิดปัญอืนๆ ตามหรือไม่ หรือถ้า ี ้่ ่ใช้ได้ผล คือ การสังเกตพฤติกรรมในระหว่าง แก้ไขไม่ได้ อาจต้องมีการทบทวนและปรับการ
  11. 11. วารสารศึกษาศาสตร์ ปีท่ี 14 ฉบับที่ 2 เดือน พฤศจิกายน 2545-มีนาคม 2546 หน้า 41วิจยทังหมดถ้าพบว่าการวิเคราะห์สาเหตุของปัญหาผิด ั ้ - ผลการศึกษาข้อเท็จจริงต้องวิเคราะห์ใหม่และวางแผนใหม่ ปฏิบตใหม่ ัิ บทที่ 3 การวางแผนแก้ปญหา ัหรืออาจปรับเพียงเล็กน้อย - วิธการกำหนดแผน ี โดยสรุป จะเห็นได้ว่า การวิจัยในชั้น - รายละเอียดของแผนทีกำหนด ่เรียนก็คอ การแก้ปญหาและปรับปรุงพัฒนาการ ื ั บทที่ 4 การปฏิบัติตามแผนและการเรียนการสอนในชั้นเรียนนั่นเอง และมีความ สังเกตผลยืดหยุนสูงมาก ่ - วิธปฏิบตตามแผนและการสังเกต ี ัิ ผลการเขียนรายงานการวิจย ั - ตารางการปฏิบัติงานและสังเกต ตามปกติไม่มการกำหนดหัวข้อไว้อย่าง ี ผลชัดเจนว่าต้องเขียนอย่างไร แต่ควรเขียนให้ - ผลการสังเกตเข้าใจง่าย สั้น กะทัดรัด ข้อพึงเข้าใจไว้ก็คือ บทที่ 5 สรุป อภิปรายผลและข้อเสนอเขียนเพื่อบันทึกเหตุการณ์เรื่องราวของการแก้ แนะปัญหาทีเ่ กิดขึนในชันเรียน เพือเป็นหลักฐานไว้ ้ ้ ่ - สรุปผลการแก้ปญหาัศึกษา ไม่ใช่เขียนเพื่อส่งไปเผยแพร่หรือให้ใคร - ข้อสังเกตต่าง ๆ ทีพบ ่อ้างอิงผลไปใช้เพราะการวิจยในลักษณะนีไม่ยนยันว่า ั ้ ื - ข้อเสนอแนะในการปรับปรุงแผนจะเอาไปใช้กับกลุ่มอื่นได้ผลหรือไม่อย่างไร ต่อไปมีลักษณะเช่นเดียวกับกรณีศึกษา(case study) บทที่ 6 ภาคผนวกอย่างไรก็ตามขอเสนอแนะว่าควรเขียนรายงาน - ผลงานของครูเรียงตามขันตอนการทำวิจย ดังนี้ ้ ั - ผลงานนักเรียน บทที่ 1 ปัญหาทีเ่ กิดขึน ้ - หลักฐานอืน ๆ ่ - สภาพปัจจุบันของโรงเรียน ชั้นเรียน นักเรียน การจัดการเรียนการสอน ฯลฯ สรุป - ปัญหาทีเ่ กิดขึน (ปัญหา) ้ การวิ จ ั ย เชิ ง ปฏิ บ ั ต ิ เ ป็ น การวิ จ ั ย ที ่ - สิ่งที่ต้องแก้ไข ปรับปรุงหรือ เหมาะสมกับการพัฒนาการเรียนการสอนของครูพัฒนา (วัตถุประสงค์) ในทุกระดับ ครูผสอนสามารถดำเนินการวิจยได้ ู้ ั บทที่ 2 การศึกษาข้อมูลเบืองต้น ้ พร้อมๆ กับการปฏิบตหน้าทีในชันเรียน ไม่ตอง ัิ ่ ้ ้ - ข้อเท็จจริงเกียวกับปัญหาทีตองการ ่ ่้ ใช้เงินงบประมาณมากมาย ไม่ตองเสียเวลามาก ้ทราบ นัก แต่ประโยชน์ทได้คมค่า เป็นการพัฒนาครูไป ่ี ุ้ - วิธศกษาเพือให้ได้ขอเท็จจริงเกียว ีึ ่ ้ ่ สูครูวชาชีพชันสูงอย่างแท้จริง ่ ิ ้กับปัญหา
  12. 12. หน้า 42 วารสารศึกษาศาสตร์ ปีท่ี 14 ฉบับที่ 2 เดือน พฤศจิกายน 2545-มีนาคม 2546 เอกสารอ้างอิงศึกษาธิการ, กระทรวง. (2542). พระราชบัญญัตการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542. กรุงเทพฯ : ิ คุรสภาลาดพร้าว. ุKemmis, S and , McTagart. (1990). The Action Research Planner. Geelong : Deakin University Press.Elliot, John. (1997). Action Research for Education Change. Philladelphia : Prentice Hall .Zuber-Skerrit, O. (1992). Action Research in Higher Education. London : Kogan Page,

×