วิธีคิดในการคิดกระบวนระบบ โดย ชัยวัฒน์ ถิระพัฒน์1) คิดแบบปฏิจจสมุปบาท (Inter-dependent) เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ทฤษฎีวงแหวนห...
Upcoming SlideShare
Loading in …5
×

วิธีคิดในการคิดกระบวนระบบ โดย ชัยวัฒน์ ถิระพัฒน์

472 views

Published on

0 Comments
0 Likes
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

No Downloads
Views
Total views
472
On SlideShare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
3
Actions
Shares
0
Downloads
6
Comments
0
Likes
0
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

วิธีคิดในการคิดกระบวนระบบ โดย ชัยวัฒน์ ถิระพัฒน์

  1. 1. วิธีคิดในการคิดกระบวนระบบ โดย ชัยวัฒน์ ถิระพัฒน์1) คิดแบบปฏิจจสมุปบาท (Inter-dependent) เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ทฤษฎีวงแหวนหรือสัมพันธภาพ คือคิดแบบสืบสาวเหตุปัจจัย จะอธิบายว่า สิ่งต่าง ๆ เป็นปัจจัยซึ่งกันและกัน ตัวเหตุจะมีหลายองค์ประกอบ เมื่อกล่าวถึงสิ่งใดจะต้องอธิบายให้เป็นปัจจัยซึ่งกันและกัน พระพุทธเจ้าจะไม่อธิบายว่า อะไรเป็นเหตุของอะไรโดยตรง คือ ไม่บอกว่าอะไรคือ first cause แต่จะอธิบายในแง่ของปัจจัยที่เป็น condition โดยอธิบายถึง origin และ because of ของสิ่งนั้น2) คิดแบบขันธวิภังค์ (Analysis) เป็นการคิดแบบวิเคราะห์แยกแยะองค์ประกอบ ว่าคนประกอบด้วยขันธ์ 5 การแยกย่อยออกไปอย่างละเอียด เมื่อวิเคราะห์แล้ว จะเป็นอนัตตา คือ ไม่มีตัวตน เช่น ชะลอม ถ้าดึงส่วนประกอบออกทีละเส้นจนหมดก็จะไม่มีชะลอม3) คิดแบบสามกระแส (Three Streams) คือคิดแบบไตรลักษณ์ (อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา) คือคิดแบบรู้เท่าทันธรรมดา เปรียบเหมือนน้ํา 3 สาย ที่ไหลออกจากน้ําตก น้ําที่ไหลนั้นไม่นิ่ง มีการเปลี่ยนแหลง น้ําจะมาใหม่อยู่ตลอดเวลา ชีวิตของคนเราก็เป็นเช่นนี้ เป็นอนิจจัง ถ้าเราศึกษาอย่างจริงจัง จะทําให้เข้าสภาวะสังคมว่ามันเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ถ้ามีทฤษฎีนี้อยู่ในใจ จะไม่เกิดทุกข์ สามารถเท่าทันต่อกระแส4) คิดแบบอริยสัจ 4 (Problem Solving) คิดแบบแก้ปัญหา/แก้ทุกข์ คือการพิจารณาทุกข์ (ปัญหามีอะไรบ้าง) สมุทัย (เหตุอยู่ที่ใด) นิโรธ (แนวทาง/เป้าหมายของการแก้ปัญหาที่ตั้งไว้) มรรค (พิจารณาวิธีการดําเนินงานเพื่อบรรลุเป้าหมาย) ซึ่งเราสามารถใช้เป็นหลักยึดในการพิจารณาสิ่งต่าง ๆ ได้5) คิดแบบคุณค่าแท้-เทียม (True & Artificial Value) คิดแบบรู้คุณค่าแท้-คุณค่าเทียม ตัวอย่างคือ ถ้าสามารถรู้คุณค่าเทียมของปัจจัย 4 ได้ จะทําให้ประหยัดเงินไปได้มาก เช่น เสื้อผ้าราคาแพง ใส่ 3 วัน ก็มีกลิ่นเหมือกับเสื้อผ้าราคาถูก จึงควรพิจารณาถึงคุณค่าที่แท้จริงด้วย6) คิดแบบกุศลภาวนา (Moral Development) คิดแบบปลุกเร้าคุณธรรมหรือชุความดี คือการบําเพ็ญความดี ซึ่งจะต้องกระทําให้ถึงที่สุด อย่าหยุดนิ่ง อย่าสันโดษในเรื่องทําความดี เวลาความเพียรต้องไม่ย่อท้อ เวลาศึกษาหาความรู้ ทําวิจัยต้องทุ่มเทเต็มที่ ไม่เฉยเมย หรือถือสันโดษ ในขณะทํางานหรือทําความดี7) คิดแบบสามมิติ (Three Dimensions) คือการพิจารณาอะไรนั้น อย่าพิจารราเพียงด้านเดียว ต้องพิจารณาทั้งแม่ดี แม่เสียและพิจารณา วิธีเข้าไปเกี่ยวข้องอย่างปลอดภัย กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ พิจารณาทั้งคุณ-โทษ-ทางออก8) คิดแบบอรรถธรรมสัมพันธ์ (Cause Effect Relation Theory) หรือทฤษฎีเสาสภา เป็นการคิดแบบสัตบุรุษ หรือมีสัปปุริสธรรม อันเป็นคุณสมบัติของคนดี คือให้รู้จักเหตุ (รู้หลักความจริง รู้กฎแห่งธรรมดา) รู้จักผล (รู้ความหมาย รู้ผลที่จะเกิดสืบเนื่องจากการกระทํา) รู้จักตน (รู้ฐานะ กําลังความสามารถ คุณธรรม เป็นต้น) รู้จักประมาณ (คือความพอดี) รู้จักกาล (รู้กาลเวลาอันเหมาะสม) รู้จักบริษัท (คือรู้จักชุมชนและที่ประชุม รู้กริยาที่จะประพฤติต่อชุมชนนั้น) และรู้จักบุคคล (รู้ความแตกต่างระหว่างบุคคลและรู้จักปฏิบัติต่อบุคคลนั้นด้วยดี) ก่อนที่จะทํางานอะไร9) คิดแบบสติปัฏฐาน (Now Theory) หรือทฤษฎีจันทร์เพ็ญ คิดแบบอยู่ในปัจจุบัน แนวนี้ต้องมีวิปัสสนากรรมฐานเป็นเครื่องมือ เมื่อจะทําสิ่งใดต้องมีการตั้งสติ กําหนดพิจารณาสิ่งทั้งหลายให้รู้เห็นตามความเป็นจริง10) คิดแบบวิภัชชวาท (Dialectic Theory) คือคิดแบบด้าน แยกแยะประเด็นต่าง ๆ ไม่ทําแบบตาบอดคลําช้าง ที่มองแง่เดียวการคิดแบบกระบวนการระบบดังกล่าวล้วนเป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดสัมมาทิฐิหรือความคิดที่ถูกต้อง อันเป็นก้าวสําคัญในการดํารงชีวิตบนทางายกลาง สรุปรวมความแล้วก็คือ คิดถูกทาง ถูกวิธี มีเหตุผล และการคิดนั้นก่อให้เกิดการกระทําที่เป็นกุศลแหล่งที่มา http://www.ldinet.org/2008/index.php?option=com_content&task=view&id=70&Itemid=32 เข้าถึงเมื่อ 17 มิถุนายน 2556

×