Successfully reported this slideshow.
We use your LinkedIn profile and activity data to personalize ads and to show you more relevant ads. You can change your ad preferences anytime.
ทฤษฎีระบบ     ระบบ คือ การรวบรวมส่วนประกอบต่างๆที่มีความสัมพันธ์กันภายในและมีปฏิสัมพันธ์กันโดยส่วนประกอบทั้งหลายนั้นจะร่วม...
5. สภาพแวดล้อ ม (Environment) สภาพแวดล้อมที่อยู่ล้อมรอบองค์การ ได้แก่ แรงผลักดัน (Forces) ทั้งด้านสังคม การเมือง และเศรษฐก...
6 .ปฏิบัติการตามทางแก้ที่เลือกไว้        7. ประเมินความสำาเร็จของการปฏิบัติตามทางเลือก       อุทัยบุญประเสริฐ ( 2539 : 14-...
5) การเลือกข้อเสนอ( Selection )6) ทดลองปฏิบัติ ( Implementation )     7) ประเมินผล( Evaluation )     8) ปรับปรุงและนำาไปใช...
สรุป ทฤษฎีห ลัก การบริห ารจัด การ การคิด อย่า งเป็น ระบบและภาวะผู้น ำา ทางการศึก ษา ทฤษฎีห ลัก การบริห ารจัด การ1. การจัดก...
3) การโน้มนำา (leading/influencing) เป็นการจูงใจ โน้มนำาพนักงานรายบุคคลและกลุ่ม ให้ปฏิบัติงาน มีการติดต่อสื่อสาร รวมถึงการ...
ตระหนักในการศึกษาหาความรู้อยู่เสมอ และผู้บริหารให้ความสำาคัญต่อการฝึกอบรมการเรียนรู้ของพนักงานองค์กรแห่งการเรียนรู้ (Learn...
แนวคิดของทฤษฎีความซับซ้อนเป็นการพัฒนาวิธีคิดที่เป็นองค์รวมเป็นการมองโลกด้วยการสังเคราะห์ (Synthetic Science) ต่างจากทัศนะท...
¨   ระบบใหญ่ไม่ใช่ผลรวมของส่วนประกอบย่อย แต่เป็นคุณภาพใหม่ที่เกิดจากปฏิสัมพันธ์ขององค์ประกอบย่อย ซึ่งไม่สามารถเข้าใจจากการ...
ต้องเข้าใจ เพื่อไม่ให้อ่านระบบผิดพลาดและก่อปัญหาขึ้น หรือที่สำาคัญกว่า สำาหรับสร้างสิ่งมหัศจรรย์จากการลงแรงเพียงเล็กน้อยเข...
พูดจา ตรงไป ตรงมาและเป็นคนฉลาด เธอศึกษาปรัชญาเมื่อตอนเป็นนักศึกษา เธอสนใจอย่างมากกับประเด็นความไม่เท่าเทียมกัน การแบ่งเขาแ...
1.ตั้งปัญหาหรือข้อสงสัย       2.กำาหนดสมมติฐาน       3.การทดลองหาข้อมูล       4.สรุปคำาตอบของปัญหา       ดิฉันคิดว่าในการพ...
ความสำาเร็จ คือ การมีทักษะในการสื่อสาร มีวิสัยทัศน์ มีทักษะในการสร้างมนุษยสัมพันธ์ มีความซื่อสัตย์ และมีคุณธรรม และประการส...
ความรับผิดชอบ ความมีประสิทธิผลในการบริหารงานของผู้บริหาร จะพิจารณาจากผลของการทำางานที่สำาเร็จลุล่วงตามที่คาดไว้เป็นหลัก ดั...
พัฒนารูปแบบภาวะผู้นำาโดยเน้นการฝึกฝนให้เกิดคุณสมบัติกับตนเองด้านการท้าทายกระบวนการ ดลบันดาลใจให้เกิดวิสัยทัศน์ร่วมสนับสนุน...
ทำาการศึกษาถึงรูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นำาทางการศึกษา เพื่อให้ได้ลักษณะของรูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นำาทางการศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา...
Upcoming SlideShare
Loading in …5
×

ทฤษฎีระบบ

68,307 views

Published on

ทฤษฎีระบบ

  1. 1. ทฤษฎีระบบ ระบบ คือ การรวบรวมส่วนประกอบต่างๆที่มีความสัมพันธ์กันภายในและมีปฏิสัมพันธ์กันโดยส่วนประกอบทั้งหลายนั้นจะร่วมกันทำางานอย่างเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเพื่อให้การดำาเนินงานนั้นบรรลุเป้าหมายที่กำาหนดไว้ วิธีระบบหรือวิถีระบบ (systems Approach) หมายถึงกระบวนการที่ทำาให้บรรลุผลสำาเร็จอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลต่อผลลัพธ์ที่กำาหนดซึ่งอยู่บนพื้นฐานหลักการความต้องการเป็นรูปแบบหนึ่งของการแก้ปัญหาเชิงตรรถวิทยา ทฤษฎีระบบพื้นฐาน (Basic Systems Theory) ขององค์การซึ่งมี 5 ส่วน คือ ปัจจัยป้อน กระบวนการแปรรูป ผลผลิต ข้อมูลย้อนกลับและสภาพแวดล้อม 1. ปัจ จัย ป้อ น (Inputs) คือทรัพยากรที่เป็นบุคคล วัสดุอุปกรณ์ เงิน หรือข้อมูลที่ใช้ในการผลิตหรือการบริการ 2. กระบวนการแปรรูป (Transformation Process) จาการใช้เทคโนโลยีและหน้าที่ในทางการบริหารตัวป้อนนำาไปสู่กระบวนการแปรรูป ในโรงเรียนปฏิสัมพันธ์ระหว่างนักเรียนกับครูเป็นส่วนหนึ่งของการแปรรูปหรือกระบวนการเรียนรู้ ซึ่งทำาให้นักเรียนกลายเป็นพลเมืองที่มีการศึกษา ซึ่งสามารถทำาประโยชน์ให้แก่สังคมต่อไป 3. ผลผลิต (Output) ได้แก่ ผลิตภัณฑ์และการบริการขององค์การ องค์การทางการศึกษาผลิตและแจกจ่ายความรู้ 4. ข้อ มูล ย้อ นกลับ (Feedback) คือ สารสนเทศเกี่ยวกับผลผลิตหรือกระบวนการขององค์การ ซึ่งมีอิทธิพลต่อการคัดเลือกตัวป้อนระหว่างวงจรต่อไป ข้อสารสนเทศเช่นนี้อาจนำาไปสู่การเปลี่ยนแปลงทั้งในกระบวนการแปรรูปและผลผลิตในอนาคต
  2. 2. 5. สภาพแวดล้อ ม (Environment) สภาพแวดล้อมที่อยู่ล้อมรอบองค์การ ได้แก่ แรงผลักดัน (Forces) ทั้งด้านสังคม การเมือง และเศรษฐกิจ ที่มาปะทะกับองค์การ ดังนั้นการสร้างกรอบแนวคิดให้องค์การเป็นระบบเปิด (OpenSystem) จึงเป็นแนวคิดรวบยอดที่สำาคัญที่สุดประการหนึ่งของทฤษฏีระบบองค์การที่เป็นโรงเรียนหรือสถานศึกษาทั้งหมดเป็นระบบเปิดขั้น ตอนของวิธ ีก ารเชิง ระบบ วิธีการเชิงระบบมีขั้นตอนที่สำาคัญเพื่อในการศึกษาวิเคราะห์เกี่ยวกับการบริหารและการแก้ปัญหาจึงขอนำาขั้นตอนวิธีการเชิงระบบของนักการศึกษา 3 ท่านที่น่าสนใจคือโอเบียนและอุทัยบุญประเสริฐและเฮนรี่เลมานซึ่งมีขั้นตอนวิธีการเชิงระบบกล่าวคือโอเบียนจากมหาวิทยาลัยอีสเทอร์นวอชิงตันได้ระบุไว้ในหนังสือ ManagementInformation Systems : A managerial and user perspective ถึงวิธีการเชิงระบบกับการแก้ปัญหาโดยทั่วไปว่าวิธีการเชิงระบบคือการปรับ (Modify ) วิธีการทางวิทยาศาสตร์ (the scientific method ) ซึ่งเน้นที่การแก้ปัญหาโดยวิธีการเชิงระบบนี้มีกิจกรรมสำาคัญ 7 สำาคัญซึ่งสัมพันธ์กับการแก้ปัญหาทั่วๆไปโดยเปรียบเทียบให้เห็นขั้นตอนทั้งสองส่วนคือ 1. ทำาความเข้าใจปัญหาระบุปัญหา/โอกาสในเชิงบริบทของระบบ 2. รวบรวมข้อมูลเพื่ออธิบายปัญหาและโอกาส 3. ระบุทางแก้/ทางเลือกในการแก้ปัญหา 4. ประเมินในแต่ละทางเลือก 5. เลือกทางแก้ที่ดีที่สุด
  3. 3. 6 .ปฏิบัติการตามทางแก้ที่เลือกไว้ 7. ประเมินความสำาเร็จของการปฏิบัติตามทางเลือก อุทัยบุญประเสริฐ ( 2539 : 14-15 ) กล่าวถึงวิธีการเชิงระบบว่า เป็นการทำางานจากสภาพที่เป็นอยู่ไปสู่สภาพที่ต้องการของงานนั้นทั้ง ระบบโดยขั้นตอนที่สำาคัญๆในเทคนิคเชิงระบบได้แก่1) กำาหนดปัญหาที่ต้องการแก้ไขและความต้องการในการพัฒนาของ ระบบให้ชัดเจน2) การกำาหนดวัตถุประสงค์ย่อยที่สัมพันธ์กับปัญหาและความต้องการใน การพัฒนาและสัมพันธ์กับวัตถุประสงค์รวมของระบบใหญ่ทั้งระบบเพื่อ สร้างกรอบหรือขอบเขตในการทำางาน (สิ่งที่ต้องการ)3) ศึกษาถึงสิ่งแวดล้อมหรือข้อจำากัดในการทำางานของระบบและ ทรัพยากรที่หามาได้4) สร้างทางเลือกในการแก้ปัญหาหรือวิธีการในการพัฒนา5) ตัดสินใจเลือกทางที่เหมาะสมด้วยวิธีการที่มีเหตุผลเป็นระบบเป็นไป ตามกฎเกณฑ์ที่เหมาะสมคำานึงถึงความเป็นไปได้ในการปฏิบัติ6) ทดลองปฏิบัติทางเลือกที่ได้ตัดสินใจเลือกไว้7) ประเมินผลการทดลองหรือผลการทดสอบ8) เก็บรวบรวมข้อมูลป้อนกลับอย่างเป็นระบบเพื่อปรับปรุงระบบนั้นให้ เหมาะสมยิ่งขึ้น9) ดำาเนินการเป็นส่วนของระบบปกติ ส่วนเฮนรี่เลมานได้เสนอขั้นตอนของวิธีการเชิงการระบบไว้ดังนี้ 1) ปัญหา( Need ) 2) วัตถุประสงค์ ( Objective ) 3) ข้อจำากัด( Constrains ) 4) ข้อเสนอทางแก้ปัญหา ( Alternatives )
  4. 4. 5) การเลือกข้อเสนอ( Selection )6) ทดลองปฏิบัติ ( Implementation ) 7) ประเมินผล( Evaluation ) 8) ปรับปรุงและนำาไปใช้ ( Modification ) จากแนวคิดจากการนำาเสนอขั้นตอนวิธีการเชิงระบบของนักการศึกษาหลายๆท่านที่กล่าวมาข้างต้นนั้นพอจะสรุปเป็นขั้นตอนหลักๆได้ 5ขั้นตอนคือ 1. ระบุปัญหาที่ต้องการแก้ไข 2. ระบุทางแก้หรือทางเลือกเพื่อแก้ไขปัญหา 3. เลือกทางแก้ไข 4. ปฏิบัติตามแนวทางที่ได้เลือกไว้ 5. ประเมินความสำาเร็จของการปฏิบัติตามทางเลือกและนำาไปปรับปรุงสรุป การศึกษาวิธีการเชิงระบบเป็นกระบวนการหนึ่งที่สามารถนำาไปประยุกต์ใช้กับการบริหารงานในองค์การประเภทต่างๆโดยที่พิจารณาการบริหารในลักษณะองค์รวมที่มีเป้าหมายกระบวนการระบบย่อยและองค์ประกอบต่างๆที่มีปฏิสัมพันธ์กันมีการปฏิบัติงานแลกเปลี่ยนข่าวสารเพื่อบรรลุเป้าหมายทางการบริหารประโยชน์จากการใช้วิธีการเชิงระบบคือวิธีการนี้จะเป็นการประกันว่าการดำาเนินงานจะดำาเนินต่อไปตามขั้นตอนที่วางไว้โดยช่วยให้การทำางานตามระบบบรรลุตามเป้าหมายโดยใช้เวลางบประมาณและบุคลากรอย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่ามากที่สุดแบบจำาลองระบบจะช่วยป้องกันการลงทุนที่ไม่จำาเป็นได้มากแนวคิดวิธีการเชิงระบบเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่จะมีบทบาทในการสร้างสรรค์งานและแก้ปัญหาในองค์การได้เป็นอย่างดี
  5. 5. สรุป ทฤษฎีห ลัก การบริห ารจัด การ การคิด อย่า งเป็น ระบบและภาวะผู้น ำา ทางการศึก ษา ทฤษฎีห ลัก การบริห ารจัด การ1. การจัดการ (Management) หมายถึง ขบวนการที่ทำาให้งานกิจกรรมต่างๆสำาเร็จลงได้อย่าง มีประสิทธิภาพและมีประสิทธิผลด้วยคนและทรัพยากรขององค์การ2. ผู้จัดการ (Manager) หมายถึง ผู้ที่ทำางานร่วมกับหรือทำาโดยผ่านพนักงานอื่นๆ ให้เกิดการประสานงาน เพื่อให้กิจกรรมต่างๆขององค์การสำาเร็จตามเป้าหมายที่กำาหนด การเปลี่ยนแปลงขององค์การในปัจจุบันทำาให้บทบาทของผู้จัดการต้องปรับเปลี่ยนไป ไม่มีเส้นแบ่ง ระหว่างผู้จัดการ กับ พนักงาน อย่างชัดเจน3. ประสิทธิภาพ หมายถึง การทำางานอย่างถูกวิธี เป็นการเปรียบเทียบระหว่างปัจจัยนำาเข้า (inputs) กับผลผลิต (outputs) หากเราสามารถทำางานได้ผลผลิตมากกว่าในขณะที่ใช้ปัจจัยนำาเข้าน้อยกว่า หรือ เท่ากัน ก็หมายความว่า เราทำางานได้มีประสิทธิภาพมากกว่า ส่วนประสิทธิผลในการจัดการหมายถึง การทำาได้ตามเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ที่กำาหนดไว้ นั่นคือ ประสิทธิภาพจะเน้นที่วิธีการในการปฏิบัติงาน ส่วนประสิทธิผลจะเน้นที่ผลลัพธ์ที่เกิดจากการปฏิบัติงาน4. ขบวนการจัดการ (management process) ประกอบด้วย กิจกรรมที่สำาคัญ 4 ประการ ได้แก่1) การวางแผน (planning) เป็นกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการกำาหนดเป้าหมาย และวางกลยุทธ์ รวมทั้งแผนปฏิบัติการ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายขององค์การ2) การจัดองค์การ (organizing) เป็นการจัดวางโครงสร้างองค์การเพื่อรองรับการดำาเนินงานตามแผนที่วางไว้
  6. 6. 3) การโน้มนำา (leading/influencing) เป็นการจูงใจ โน้มนำาพนักงานรายบุคคลและกลุ่ม ให้ปฏิบัติงาน มีการติดต่อสื่อสาร รวมถึงการรับมือกับประเด็นต่างๆเกี่ยวกับพฤติกรรมของพนักงานในองค์การ และ4) การควบคุม (controlling) เป็นกิจกรรมเกี่ยวกับการติดตามประเมินผลงาน เปรียบเทียบกับเป้าหมาย หรือมาตรฐานที่กำาหนดไว้ และทำาการแก้ไข เพื่อให้ผลการดำาเนินงานเป็นไปตามเป้าหมาย หรือมาตรฐานที่กำาหนดไว้5. ทักษะที่จำาเป็นของผู้บริหาร ได้แก่ ทักษะด้านเทคนิค (technicalskills) ทักษะด้านคน (human skills) และทักษะด้านความคิด(conceptual skills) ผู้บริหารในระดับต่างๆ ต้องการทักษะในแต่ละด้านแตกต่างกัน ผู้บริหารระดับสูงจะต้องการทักษะด้านความคิดสูงกว่าผู้บริหารระดับต้น และผู้บริหารระดับต้นจำาเป็นต้องมีทักษะด้านเทคนิคมากกว่าผู้บริหารระดับสูง ส่วนด้านทักษะเกี่ยวกับคนนั้นจำาเป็นสำาหรับทุกระดับ6. ผู้บริหารมักเป็นผู้ที่มีอำานาจในองค์การ และอาจใช้อำานาจในทางที่ขัดกับหลักจริยธรรม คือ ไม่ได้ใช้อำานาจเพื่อประโยชน์ส่วนรวม หรือเป็นไปตามเป้าหมายขององค์การ หรือใช้อำานาจซึ่งก้าวก่ายสิทธิอันชอบธรรมของผูอื่น ้การคิด อย่า งเป็น ระบบ System Thinking หมายถึง วิธีการคิดอย่างมีระบบ มีเหตุมีผล ทำาให้ผลของการคิด หรือผลของการแก้ปัญหาที่ได้นั้นมีความถูกต้อง แม่นยำา และรวดเร็ว วิธีการคิดอย่างมีระบบ จะเป็นหนทางไปสู่การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ (Learning Organization) ถ้าองค์กรนั้นๆ นำาไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพและ ยึดหลักให้ พนักงานภายในองค์กร
  7. 7. ตระหนักในการศึกษาหาความรู้อยู่เสมอ และผู้บริหารให้ความสำาคัญต่อการฝึกอบรมการเรียนรู้ของพนักงานองค์กรแห่งการเรียนรู้ (LearningOrganization) จึงทำาให้เกิด การเรียนรู้จากตัวเองของพนักงานแต่ละคน เกิดการเรียนรู้ของทีมงาน ทำาให้เกิดการสร้างวิสัยทัศน์รวม(Shared Vision) และเกิดการเรียนรู้ร่วมกันอย่างเป็นทีม (TeamLearning)หลัก การคิด หรือ การแก้ป ัญ หาอย่า งมีร ะบบ ประกอบไปด้ว ย๑.) กำาหนดประเด็นปัญหาให้ถูกต้อง อาจกำาหนดได้เป็น ปัญหาหลักและปัญหารอง๒.) ระบุตัวแปรทั้งหมด ที่ทำาให้เกิดปัญหา๓.) กำาหนดวิธีแก้ไขหรือพิจารณาทางเลือกที่เป็นไปได้ อาจมีมากกว่า 1วิธี๔.) เปรียบเทียบวิธีแก้ไข แต่ละวิธี และประเมินดูว่าวิธีการใดสามารถจะนำาไปสู่การปฏิบัติได้และจะนำาไปสู่การบรรลุผลตามเป้าหมาย๕.) เลือกวิธีแก้ไขที่ดีที่สุด๖.) นำาไปทดลองปฏิบัติ ตามระยะเวลาที่เหมาะสม๗.) ติดตามผลการปฏิบัติงานอย่างใกล้ชิด๘.) แก้ไขเปลี่ยนแปลงจุดที่พกพร่องในวิธีการปฏิบัติงาน๙.) กำาหนดมาตรฐานวิธีปฏิบัติงาน๑๐.) สั่งการให้พนักงานปฏิบัติงานตามมาตรฐานที่กำาหนดอย่างเคร่งครัด
  8. 8. แนวคิดของทฤษฎีความซับซ้อนเป็นการพัฒนาวิธีคิดที่เป็นองค์รวมเป็นการมองโลกด้วยการสังเคราะห์ (Synthetic Science) ต่างจากทัศนะทางวิทยาศาสตร์ที่ได้รับอิทธิพลจากโลกทัศน์แบบจักรกลของนิวตันที่มองโลกด้วยการวิเคราะห์อย่างแยกส่วน (Analytic Science) ซึ่งมี3 ทฤษฎีที่คล้ายกัน พัฒนาต่อยอดกันมาอย่างแยกกันไม่ออกได้แก่¨ ทฤษฎีระบบ (Systemic Theory) ได้รับการพัฒนามาก่อน จากพื้นฐานวิชา Cybernetic กลศาสตร์การควบคุมกลไก หนังสือ จุดเปลี่ยนแห่งศตวรรษ ของฟริตจ๊อฟ คาปร้า เป็นการมองอย่าง System Theoryที่ชัดเจน¨ ทฤษฎีไร้ระเบียบ ( Chaos Theory ) ตัวอย่างที่โด่งดังของทฤษฎีนี้คือ “ ผลกระทบผีเสื้อ หรือ Butterfly Effect ” กล่าวคือ ผีเสือใหญ่ตัว ้หนึ่งกระพือปีกที่ฮ่องกง สามารถทำาให้ดินฟ้าอากาศที่แคลิฟอร์เนียเปลี่ยนแปลงได้เมื่อ 1 เดือนให้หลัง หรือ สาเหตุเบื้องต้นเพียงนิดเดียวในเงื่อนไขที่เหมาะสม สามารถก่อเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่หลวงได้¨ ทฤษฎีความซับซ้อน ( Complexity Theory ) ลักษณะที่สำาคัญของระบบซับซ้อนคือ การผุดบังเกิด ( Emergence ) ซึ่งหมายถึง คุณสมบัติของระบบรวมที่แตกต่างไปจากผลรวมของส่วนประกอบย่อยทั้งหมดเช่น สมองมีเซลสมองนับล้านเซล แต่ละเซลไม่มีคุณสมบัติที่จำาอะไรได้แต่เมื่อรวมกันเป็นระบบสมองสามารถมีความจำาได้ เป็นต้น นี่เรียกว่าการผุดบังเกิด ทฤษฎีร ะบบ หรือ การคิด อย่า งกระบวนระบบ (SystemicThinking)เป็นการมองโลกอย่างเป็นองค์รวม เป็นพื้นฐานของทั้ง 3 ทฤษฎี มีคุณสมบัติที่สำาคัญ 5 ประการคือ
  9. 9. ¨ ระบบใหญ่ไม่ใช่ผลรวมของส่วนประกอบย่อย แต่เป็นคุณภาพใหม่ที่เกิดจากปฏิสัมพันธ์ขององค์ประกอบย่อย ซึ่งไม่สามารถเข้าใจจากการแยกศึกษาทีละส่วนประกอบได้¨ ระบบมีโครงสร้างที่ซ้อนกันอยู่เป็นชั้นๆ ( Hierarchy ) เช่น คนประกอบด้วยส่วนย่อยคือเซลที่รวมกันเป็นระบบ แต่คนก็เป็นองค์ประกอบย่อยของระบบนิเวศน์ ระบบซับซ้อนจะซ้อนกันเป็นชั้น และทุกอย่างสามารถเชื่อมโยงถึงกันทั้งหมด ท่าน ติช นัท ฮัน จึงตอบว่ากระดาษหนึ่งแผ่นที่ให้ดูนั้น มองเห็นดวงอาทิตย์และก้อนเมฆในกระดาษนั้นด้วย¨ การจะเข้าใจระบบนั้นต้องมองบริบท ( Context ) หรือปัจจัยแวดล้อมโดยรอบด้วย โดยเฉพาะระบบเปิดที่มีชีวิตนั้น ไม่อาจมองเป็นเส้นตรงได้ ต้องมองอย่างเชื่อมโยงและสัมพันธ์กันทั้งหมด¨ ต้องเข้าใจความสัมพันธ์และปฏิสัมพันธ์ ( Feedback ) การจะเข้าใจปรากฏการณ์ใดต้องเข้าใจถึงความสัมพันธ์ของปัจจัยต่างๆที่เข้ามาเกี่ยวข้อง¨ การย้ายวิธีคิดแบบโครงสร้าง (Structure) มาสู่กระบวนการ(Process) ถ้าประยุกต์ใช้ในเชิงสังคม การมองแบบโครงสร้างเราจะเห็นกรอบอันเข้มแข็ง ยากจะเปลี่ยนแปลง แต่ถ้าหันมามองกระบวนการ เราจะเห็นจุดอ่อน ช่องทางของความสัมพันธ์ที่จะเข้าไปปรับเปลี่ยนได้…การคิด เชิง ระบบ จะเน้นมุมมองแบบเป็นวงจร ไม่ใช่มุมมองเชิงเส้นตรง สัจธรรม 3 ประการแห่งระบบ หรืออาจเรียกว่าภาษาแห่งระบบ 3ประการ เป็นเรื่องของผลป้อนกลับหรือ feedback ซึ่งผู้คิดเชิงระบบจะ
  10. 10. ต้องเข้าใจ เพื่อไม่ให้อ่านระบบผิดพลาดและก่อปัญหาขึ้น หรือที่สำาคัญกว่า สำาหรับสร้างสิ่งมหัศจรรย์จากการลงแรงเพียงเล็กน้อยเข้าไปในระบบที่มีการป้อนกลับแบบเสริมแรง(reinforcing feedback) หรือประหยัดทรัพยากร ไม่ใส่ลงไปในระบบที่มีการป้อนกลับเชิงลบเพื่อสร้างสมดุล(balancing feedback) ในจุดที่ใกล้สมดุลอยู่แล้ว และเข้าใจสภาพที่เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงขึ้นภายในระบบ จะต้องรอเวลาช่วงหนึ่งจึงจะเห็นผล สัจธรรมเรื่องการรอ(delays)อุป สรรคของการคิด เชิง ระบบ นอกจากการคิดเชิงระบบจะมีผลดีหรือสามารถนำาไปใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างมากมายแล้ว การคิดเชิงระบบยังมีอุปสรรค หรือข้อจำากัด ตามที่สุรพร เสี้ยนสลาย, (2548.) ได้กล่าวไว้ดังนี้ : 1. ก. ขาดคุณลักษณะนักคิดที่ดี ก.1 ไม่กระตือรือร้น ไม่คิดอะไร เชื่อง่าย ไม่สงสัย ทำาตามกิจวัตรประจำาวัน ก.2 ใจแคบ ไม่เป็นธรรม โดยไม่เจตนา ไม่รู้ตัว เกิดจากจิต สร้างแบบแผนการคิดจากประสบการณ์ จิตมนุษย์ จะสร้างแบบแผนในการคิด ทำาให้คิดอยู่ในกรอบเดิม เกิดการตอบสนองตามความเคยชิน ปัญหาอื่น จะปลูกต้นไม้4 ต้นให้ระยะห่างของแต่ละต้นเท่ากัน จะแบ่ง ให้เป็นสี่สวนเท่ากันได้อย่างไร 2. การใช้เหตุผลโดยการอ้างสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในอดีต ใจแคบไม่เป็นธรรม โดยเจตนาการใช้เหตุผลโดยเอาตนเป็นศูนย์กลาง ใช้เหตุผลแบบลวงตา ไม่ฟังใครนำ้าล้นแก้ว หลีกเลี่ยงข้อเท็จจริงที่ไม่สนับสนุนตน มองเป็นสิ่งง่ายเกินไปถูกโน้มน้าวโดยคนหมู่มาก/คนน่าเชื่อถือ การโต้แย้งเพราะไม่รู้ การด่วนหาข้อสรุป เชื่อมโยงเหตุผลผิด เช่น ลินดาอายุ 31 ปี เป็นคนเปิดเผย
  11. 11. พูดจา ตรงไป ตรงมาและเป็นคนฉลาด เธอศึกษาปรัชญาเมื่อตอนเป็นนักศึกษา เธอสนใจอย่างมากกับประเด็นความไม่เท่าเทียมกัน การแบ่งเขาแบ่งเรา ความยุติธรรมในสังคมและได้เคยร่วมประท้วงการใช้อาวุธนิวเคลียร์คำาถาม : ลินดาน่าจะเป็น 1.พนักงานธนาคาร 2.พนักงานธนาคารและเข้าร่วมกลุ่มเคลื่อนไหวด้านสิทธิสตรีควรระวังการสรุปมากกว่าข้อเท็จจริง คนมองข้ามความเรียบง่ายของสิ่งปกติแต่สะดุดเหตุการณ์ที่โดดเด่นเสมอ เรื่องนกกระสากับสาวบ้านนอก 3. ข.ขาดข้อมูล/ข้อเท็จจริง ข้อเท็จจริงทางสังคมและสิ่งแวดล้อม ข้อมูลบอกเล่ามากกว่าเชิงประจักษ์ ข้อมูล/การใช้เหตุผลโดยอ้างผู้รู้ หรือคนส่วนใหญ่ ค.ขาดข้อมูลทางวิชาการ ไม่รู้จักใช้วิธีการทางวิชาการ วิธีการทางวิทยาศาสตร์(Scientific methods) ระเบียบวิธีวิจัย ( Research Methodology)วิธีการในการจัดการ : วางแผนกลยุทธ 4. ไม่สามารถนำาทฤษฎีทางวิชาการมาใช้ในการคิดอย่างมีวิจารณญาณ ไม่เข้าใจทฤษฎีคืออะไร/มีประโยชน์อย่างไร เรียนเฉพาะทฤษฎีพูดอย่างไร ไม่เรียนนำาไปประยุกต์ใช้อย่างไรเทคนิค พัฒ นาการคิด เชิง ระบบ ที่จะนำาไปสู่การพัฒนาที่เป็นรูปธรรมได้ดังนี้ : การพัฒนาตนเอง : ไม่เชื่ออะไรง่ายๆ ฝึกการคิดเชิงขัดแย้ง – วิภาษวิธี(dialectic approach) แบบ Marx การเผชิญหน้าระหว่างความคิดตรงกันข้าม Thesis Anti-thesis Synthesis ความขัดแย้งระหว่างข้อมูลใหม่กับความคิดเดิม ใช้ วิธีการทางวิทยาศาสตร์ หาข้อมูลใหม่
  12. 12. 1.ตั้งปัญหาหรือข้อสงสัย 2.กำาหนดสมมติฐาน 3.การทดลองหาข้อมูล 4.สรุปคำาตอบของปัญหา ดิฉันคิดว่าในการพัฒนาระบบคุณภาพตามแนวทางนี้จะต้องอาศัยแนวคิดสำาคัญ 3 ประการ คือ แนวคิดเชิงระบบ (system thinking)แนวคิดเชิงยุทธศาสตร์ (strategic thinking) และการเรียนรู้โดยการทำางานเป็นทีม (team learning)ภาวะผู้น ำาภาวะผู้นำาเป็นสิ่งจำาเป็นที่จะช่วยให้การบริหารจัดการต่างๆในองค์การสำาเร็จลุล่วงไปได้ ดังนั้น ประสิทธิผลของการบริหารการศึกษาที่ดีย่อมมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับภาวะผู้นำาของผู้บริหารการศึกษา จะเห็นได้จากงานวิจัยมากมายเกี่ยวกับสถาบันการศึกษา เช่น จากการศึกษาของ Kee (1991) ที่ได้ทำาการศึกษาพฤติกรรมความเป็นผู้นำาของผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษาและความพึงพอใจในงานของอาจารย์ พบว่าผู้นำาที่ใช้พฤติกรรมแบบเน้นการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจจะทำาให้ทีมอาจารย์มีความพึงพอใจในงานของคณะวิชา และผู้นำาที่คอยอำานวยความสะดวก มอบหมายงานให้รับผิดชอบ และมีการสื่อสารสองทางจะสร้างความพึงพอใจให้ทีมอาจารย์มากขึ้น นอกจากพฤติกรรมความเป็นผู้นำาแล้วคุณลักษณะของผู้นำายังเป็นปัจจัยที่มีผลต่อความสำาเร็จและล้มเหลวขององค์การได้อีกด้วย สำาหรับการศึกษาของ Bruno & O’ Brien(1997) เกี่ยวกับคุณลักษณะของคณบดีที่ประสบความสำาเร็จ พบว่าคุณลักษณะสำาคัญ 5 ประการที่ทำาให้คณบดีบริหารงานวิชาการประสบ
  13. 13. ความสำาเร็จ คือ การมีทักษะในการสื่อสาร มีวิสัยทัศน์ มีทักษะในการสร้างมนุษยสัมพันธ์ มีความซื่อสัตย์ และมีคุณธรรม และประการสุดท้ายคือ ต้องเป็นที่มีความรู้ ความสามารถ กล่าวได้ว่าคุณลักษณะของภาวะผู้นำาที่ประสบความสำาเร็จได้นั้นจะมีผลต่อประสิทธิผลของหน่วยงานหรือองค์การเช่นกัน นอกจากนี้ ยังพบว่า รุ่ง แก้วแดง (2545: คำานำา) ได้กล่าวถึง ผู้นำาทางการศึกษาหรือผู้บริหารการศึกษาที่ดีที่จะได้รับการยอมรับจากคนทั่วไปจะต้องมีลักษณะ “ เป็นผู้บริหารที่ให้ความเอาใจใส่ต่องานวิชาการ ทุ่มเทให้กับงานพัฒนาการเรียนการสอน มีคุณธรรมและภาวะผู้นำาเป็นปัจจัยสำาคัญที่จะส่งผลต่อความสำาเร็จของสถานศึกษาทำาให้ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ดี บุคลากรได้รับการพัฒนาและมีขวัญกำาลังใจในการทำางาน” และจากสำานักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ (2545: 112-114) ได้แสดงให้เห็นว่าผู้นำาทางการศึกษาต้นแบบ จะต้องมีคุณลักษณะส่วนตัวที่มีคุณธรรม จริยธรรม เป็นที่ยอมรับของสังคม และต้องมีบทบาทที่โดดเด่นในด้านการบริหารจัดการ ในการบริหารจัดการสถานศึกษาให้มีประสิทธิผลนั้นเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ ผู้บริหารจำาเป็นต้องบูรณาการทฤษฎีในการบริหารการศึกษา มาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสม รวมทั้งการสร้างสรรค์รูปแบบวิธีการขึ้นมาใหม่ให้สอดคล้องกับสภาพของสถาบันการศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่า ภาวะผู้นำาเป็นสิ่งจำาเป็นที่จะช่วยให้การบริหารจัดการต่างๆในองค์การสำาเร็จลุล่วงไปได้ และเกิดประสิทธิผลในการบริหารงานซึ่งเป็นความสามารถของผู้บริหารที่จะทำางานให้ประสบความสำาเร็จตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่สำาคัญสูงสุดของการบริหารแบบมุ่งสัมฤทธิ์ ซึ่งเป็นรูปแบบการบริหารที่เน้น
  14. 14. ความรับผิดชอบ ความมีประสิทธิผลในการบริหารงานของผู้บริหาร จะพิจารณาจากผลของการทำางานที่สำาเร็จลุล่วงตามที่คาดไว้เป็นหลัก ดังที่ Hoy & Miskel (1991)ได้ให้แนวคิดของประสิทธิผลไว้ในส่วนของความสามารถในการผลิตและการปรับเปลี่ยน มุ่งผลสัมฤทธิ์ทางวิชาการหรือความพึงพอใจในการทำางาน ซึ่งแนวทางการวัดความมีประสิทธิผลของภาวะผู้นำามีแนวทางการวัด 2 ประเด็น คือ ผู้บริหารที่มีประสิทธิผล จะต้องเป็นผู้บริหารที่สามารถทำาให้ผู้ใต้บังคับบัญชามีผลงานดี มีความพึงพอใจ ให้ความสำาคัญกับปฏิสัมพันธภาพในหน่วยงาน และผู้บริหารที่ประสบความสำาเร็จ จะเป็นผู้บริหารที่ได้รับการสนับสนุนให้เจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว เน้นปฏิสัมพันธ์จากภายนอก(ศักดิ์ไทย สุรกิจบวร,2549) จะเห็นได้ว่า ภารกิจของผู้บริหารที่มีประสิทธิผลและประสบความสำาเร็จมีความต่างกัน ดังนั้น ประสิทธิผลของกระบวนการบริหารการศึกษาที่ดีย่อมมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับภาวะผู้นำาของผู้บริหารการศึกษา จากการศึกษารูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นำาในต่างประเทศพบว่า มีการศึกษารูปแบบของภาวะผู้นำาไว้หลายรูปแบบ เช่น การศึกษาของศูนย์ภาวะผู้นำา (The Leadership Center,2000.Online) ได้แสดงให้เห็นถึงรูปแบบที่มีสมรรถภาพ (The Competency Model) มีองค์ประกอบหลัก 3 ด้าน คือ ด้านความรู้ ด้านทักษะ และด้านพฤติกรรมสำาหรับ Koestenbaum (2000) ได้เสนอรูปแบบของภาวะผู้นำา ที่เรียกว่า “ Leadership Diamond Model” ประกอบด้วย 4 ด้าน คือ ด้านจริยธรรม ด้านวิสัยทัศน์ ด้านความกล้าหาญและด้านความเป็นจริง และจาก Kouzes และ Posner (2001) จากสมาคมภาวะผู้นำาสากล ได้มีการ
  15. 15. พัฒนารูปแบบภาวะผู้นำาโดยเน้นการฝึกฝนให้เกิดคุณสมบัติกับตนเองด้านการท้าทายกระบวนการ ดลบันดาลใจให้เกิดวิสัยทัศน์ร่วมสนับสนุนให้เกิดการปฏิบัติ สร้างวิถีต้นแบบและส่งเสริมกำาลังใจนอกจากนี้ มีผู้นำาเสนอรูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นำาของ AugsburgCollege (2000) ที่เรียกว่า “ Augsburg Leadership DevelopmentModel” โดยเน้นเป้าหมายของการพัฒนาภาวะผู้นำาในด้านการดลบันดาลใจให้เกิดความร่วมมือ ส่งเสริมผลผลิตทั้งภายนอกและภายในองค์การ และปฏิบัติงานให้เกิดความก้าวหน้า ซึ่งรูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นำานี้ต้องพัฒนาคุณลักษณะ 3 ประการ คือ สำานึกของวิสัยทัศน์ การกำาหนดทิศทางสู่การปฏิบัติ และความสามารถในการชักชวน จะเห็นได้ว่ารูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นำาจากที่กล่าวข้างต้นนั้นต้องอาศัยวิธีการและแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำา ดังเช่น Vicere & Fulmer (1996) ได้ให้ทัศนะว่าแนวทางใหม่ในการพัฒนาภาวะผู้นำาในอนาคต ควรมีลักษณะเป็นการเรียนรู้ประยุกต์ (Applied learning) ที่มุ่งสร้างอนาคตที่ตอบสนองต่อเป้าหมาย และวิสัยทัศน์ของการพัฒนาภาวะผู้นำาต้องเปลี่ยนแปลงคือ บทบาทของผู้เข้าร่วมการอบรมต้องเป็นผู้เรียนรู้ การออกแบบโปรแกรมต้องเป็นกระบวนการอย่างต่อเนื่องมากกว่าการเป็นหลักสูตร เป้าหมายต้องมุ่งสู่การปฏิบัติได้ และมุ่งอนาคต และจากแนวคิดของ Yulk (2006) ได้แสดงให้เห็นถึงแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำาไว้อย่างครอบคลุม 3 ประเด็น คือ การฝึกอบรมแบบทางการ การทำากิจกรรมการพัฒนาระหว่างทำางาน และการเรียนรู้ด้วยตนเอง ซึ่งจากการเสนอรูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นำาที่กล่าวข้างต้น พบว่า มีการศึกษาเฉพาะรูปแบบภาวะผู้นำาเป็นส่วนใหญ่ แต่มีการศึกษาถึงรูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นำาไม่มาก และไม่ได้มีการศึกษาถึงรูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นำาทางการศึกษา ดังนั้น ผู้วิจัยพิจารณาแล้วเห็นสมควรที่จะ
  16. 16. ทำาการศึกษาถึงรูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นำาทางการศึกษา เพื่อให้ได้ลักษณะของรูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นำาทางการศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาเอกชนอย่างแท้จริง ทั้งนี้เนื่องจากการศึกษาทฤษฎีเกี่ยวกับภาวะผู้นำาและรูปแบบของภาวะผู้นำาแบบต่างๆ ไม่อาจสรุปได้ว่าทฤษฎีใดหรือรูปแบบผู้นำาแบบใดดีที่สุด หรือมีประสิทธิผลในการบริหารงานด้านวิชาการของสถาบันอุดมศึกษาเอกชนการพัฒนาตนเอง : ไม่เชื่ออะไรง่ายๆ ฝึกการคิดเชิงขัดแย้ง – วิภาษวิธี(dialectic approach) แบบ Marx การเผชิญหน้าระหว่างความคิดตรงกันข้าม Thesis Anti-thesis Synthesis ความขัดแย้งระหว่างข้อมูลใหม่กับความคิดเดิม ใช้ วิธีการทางวิทยาศาสตร์ หาข้อมูลใหม่

×