Successfully reported this slideshow.
We use your LinkedIn profile and activity data to personalize ads and to show you more relevant ads. You can change your ad preferences anytime.

กัณฑ์มัทรี2๕๗

51,044 views

Published on

Published in: Education
  • Dating for everyone is here: ♥♥♥ http://bit.ly/36cXjBY ♥♥♥
       Reply 
    Are you sure you want to  Yes  No
    Your message goes here
  • Follow the link, new dating source: ❤❤❤ http://bit.ly/36cXjBY ❤❤❤
       Reply 
    Are you sure you want to  Yes  No
    Your message goes here

กัณฑ์มัทรี2๕๗

  1. 1. การพินิจ วรรณคดี (การศึกษา วรรณคดี ๑ เรื่องจะต้อง ศึกษาใน ประเด็น ต่อไปนี้ ลักษณะคำประพันธ์ วิเคราะห์เรื่อง โครงเรื่อง ตัวละคร ฉาก กลวิธีการแต่ง จุดมุ่งหมายในการแต่ง คุณค่าด้านต่างๆ ของวรรณคดี ผู้แต่ง ประวัติผู้แต่ง ผลงาน ข้อดี ข้อบกพร่อง การดาเนินเรื่อง การใช้คา ทัศนะของกวี ความคิดสร้างสรรค์ ท่วงทานองการแต่งกวี การเปิดเรื่อง ปมปัญหา ขนบธรรมเนียมในการแต่ง บทไหว้ครู บทครวญ บทชม ด้านภาษา สังคม วัฒนธรรม ประเพณี ค่านิยม ความเชื่อ ด้านวรรณศิลป์ ภาพพจน์ สัมผัสสระ สัมผัสอักษร เล่นคา ซ้าคา อุปมา อุปลักษณ์ อติพจน์ บุคคลวัต ที่ไหนดีเด่น อย่างไรที่มาของเรื่อง
  2. 2. มหาเวสสันดรกัณฑ์มัทรี เจ้าพระยาพระคลัง (หน )ผู้แต่ง ผลงาน สมัยกรุงธนบุรี ลิลิตเพชรมงกุฎ , อิเหนาคาฉันท์ แต่งในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ สามก๊ก, ราชาธิราช (เป็นผู้อานวยการแปล) กากีคากลอน ร่ายยาวมหาชาติกัณฑ์กุมารและกัณฑ์มัทรี ลิลิตพยุหยาตราเพชรพวง , โคลงสุภาษิต กลอนและร่ายจารึกเรื่องสร้างภูเขาที่วัดราชคฤห์ ลิลิตศรีวิชัยชาดก, สมบัติอมรินทร์คากลอน
  3. 3. คัดมาจากสานวนกลอน กระทรวงศึกษาธิการ ที่มาของเรื่อง ลักษณะคาประพันธ์ ร่ายยาว
  4. 4. ร่ายยาว ร่ายยาว คือ ร่ายที่ไม่กาหนดจานวนคาในวรรค แต่ละวรรคอาจมีคาน้อยมากแตกต่างกันไป การสัมผัส คาสุดท้ายของวรรคหน้าสัมผัสกับคาหนึ่งคาใด ในวรรคถัดไป จะแต่งสั้นยาวเท่าไรก็ได้เมื่อจบนิยมลงท้ายด้วย คาว่า แล้วแล นั้นแล นี้เถิด โน้นเถิด ฉะนี้ฉะนั้น ฯลฯ
  5. 5. การแต่งร่ายยาว • ต้องรู้จัก เลือกใช้ถ้อยคา และสัมผัสใน ให้มีจังหวะ รับกัน สละสลวย เมื่ออ่านแล้ว ให้เกิด ความรู้สึก มีคลื่นเสียง เป็น จังหวะๆ อย่าง ที่เรียกว่า "เสียงดิ้น" หรือ "เสียงมีชีวิต” จานวนคา ที่ใช้ในวรรคหนึ่ง ก็ไม่ควรให้ยาว เกินกว่าช่วง ระยะหายใจ ครั้งหนึ่งๆ คือ ควรให้อ่าน ได้ตลอดวรรค แล้วหยุดหายใจได้ โดยไม่ขาด จังหวะ
  6. 6. คาถา หมายถึง ฉันท์บทหนึ่ง มีถ้อยคา 4 วรรค วรรคหนึ่งมี 8 คา คาถาหนึ่งจึงมีคา 32 คาเป็นพื้น โดยบังคับครุลหุใน คาที่ ๕ ๖ และคาที่ ๗ ของแต่ละวรรค คาถาพัน คือคาถาภาษาบาลี ที่ยกขึ้นมานาความ มีจานวน ๑๐๐๐คาถา อิเม เต ชมฺพุกา รุกขา เวทิสา สินฺธุวาริตา วิวิธานิ รุกฺขชาตานิ เตกุมารา น ทิสฺสเร
  7. 7. 0000 0 0000 0 0000 0 0000 0 ฉันท์ในร่ายยาวเรียกว่า ปัฐยาวัตฉันท์ ครุ = คาที่มีสระเสียงยาว คาที่มีตัวสะกด ลหุ คาที่มีสระเสียงสั้น
  8. 8. ร่ายยาวใช้แต่งเทศน์ หรือบทสวด ที่ต้องว่า เป็นทานอง เช่น เทศน์มหาชาติ เทศน์ธรรมวัตร เป็นต้น คาว่านั้นแล นิยมใช้เมื่อ สุดกระแสความตอนหนึ่งๆ หรือจบเรื่อง เมื่อลง นั้น แล ครั้งหนึ่ง เรียกว่า "แหล่" ซึ่งเรียกย่อ มาจากคา นั้นแล เพราะเวลาทานอง จะได้ยินเสียง นั้นแล เป็น นั้นแหล่
  9. 9. ๙.กัณฑ์มัทรี ๙๐ คาถา ผู้ใดบูชากัณฑ์นี้ เกิดในโลกหน้าจะเป็นผู้มั่งคั่ง สมบูรณ์ด้วยทรัพย์สมบัติ เป็นผู้มีอายุยืน ประกอบด้วยรูปโฉมงดงามกว่าคนทั้งหลายจะ ไปในที่แห่งใดก็จะมีแต่ความสุขความเจริญ ทุกหนแห่ง พระนางมัทรีออกไปหาผลไม้แล้วถูกเทวดามา ขัดขวาง ทรงประนมกรทูลวอนไหว้เทพเจ้า 3 สัตว์ที่มากั้นทางไว้ เพื่อกลับอาศรม
  10. 10. เปิดเรื่อง ปางนั้นส่วนสมเด็จพระมัทรีศรีสุนทรเทพกัญญา จาเดิมแต่ พระนางเธอลีลาล่วงลับพระอาวาส พระทัยนางให้หวั่นหวาด พะวงหลัง ตั้งแต่พระทัยเป็นทุกข์ถึงพระเจ้าลูกมิลืมเลย เดิน พลางทางเสวยพระโศกพลาง พระนัยเนตรทั้งสองข้างไม่ขาด สายพระอัสสุชล
  11. 11. พลางพิศดูผลาผลในกลางไพรที่นางเคยได้อาศัยทรงสอยอยู่ เป็นนิตย์ผิดสังเกต เหตุไฉนไม้ที่ผลเป็นพุ่มพวง ก็กลายกลับ เป็นดอกดวงเดียรดาษอนาถเนตร แถวโน้นก็แก้วเกดพิกุล แกมกับกาหลง ถัดนั่นก็สายหยุดประยงค์และยมโดย พระพายพัดก็ร่วงโรยรายดอกลงมูนมอง แม่ยังได้เก็บดอกมา ร้อยกรองไปฝากลูก เมื่อวันวานก็เพี้ยนผิดพิสดารเป็นพวงผล ผิดวิกลแต่ก่อนมา
  12. 12. ดอกประยงค์
  13. 13. ดอกยมโดย
  14. 14. ดอกแก้ว ต้นเกด
  15. 15. พิกุล
  16. 16. กาหลง
  17. 17. ฉากแสดงอารมณ์ของตัวละครที่กาลังวิตกกังวล ลักษณะของฉากก็จะสอดคล้องกัน
  18. 18. ( สพฺพา มุยฺหนฺ เม ทิสา ) ทั้งแปดทิศก็มืดมิดมัวมนทุกแห่งหน ทั้งขอบฟ้าก็ดาษแดงเป็นสายเลือด ไม่เว้นวายหายเหือดเป็นลาง ร้ายไปรอบข้าง ( ทกฺขิณกฺขิ ) พระนัยนเนตรก็พร่าง ๆ อยู่พราย พร้อย ในจิตใจของแม่ยังน้อยอยู่นิดเดียว ทั้งอินทรีย์ก็เสียว ๆ สั่นระรัวริก แสรกคานบันดาลพลิกพลัดลงจากพระอังสา ทั้ง ขอน้อยในหัตถาที่เคยถือ ก็เลื่อนหลุดลงจากมือไม่เคนเป็นเห็น อนาถ เอ๊ะประหลาดหลากแล้วไม่เคยเลย โอ้อกเอ๋ยมหัศจรรย์ จริง ยิ่งคิดก็ยิ่งกริ่ง ๆ กรอมพระทัย เป็นทุกข์ถึงพระลูกรักทั้ง สองคน เดินพลางนางก็รีบเก็บผลาผลแต่ตามได้ใส่กระเช้า สาวพระบาทบทจรดุ่มเดินมาโดยด่วน สะท้อนความเชื่อรางร้าย
  19. 19. พอประจวบจวนพญาพาฬมฤคราช สะดุ้งพระทัยไหว หวาดวะหวีดวิ่งวนแวะเข้าข้างทาง พระทรวงนางสั่น ระรัวริกเต้นดั่งตีปลา ทรงพระกันแสงโศกาไห้พิไรร่าว่า กรรมเอ๋ยกรรม กรรมของมัทรี โอเวลาปานฉะนี้พระลูก น้อยจะคอยหาอนึ่งมรคาก็ช่องแคบหว่างคีรี เป็นตรอก น้อยรอยวิถีที่เฉพาะจร ทั้งสามสัตว์ก็มาเนื่องนอนสกัด หน้า ครั้นจะลีลาหลีกลัดตัดเดาไปทางใดก็เหลือเดิน ทั้ง สองข้างเป็นโขดเขินขอบคันข้นกั้นไว้
  20. 20. พอประจวบจวนพญาพาฬมฤคราช สะดุ้ง พระทัยไหวหวาดวะหวีดวิ่งวนแวะเข้าข้างทาง สุนทรียภาพทางภาษา การสัมผัสอักษร สื่อความให้เห็นภาพพจน์ชัดเจน คือใช้ถ้อยคาให้เห็นภาพเคลื่อนไหว
  21. 21. ( นีเจ โวลมฺพเก สุริเย ) ทั้งเวลาก็เย็นลงเย็นลงไร ๆ จะค่าแล้ว ยังไม่เห็นหน้า พระลูกแก้วของแม่เลย อกเอ๋ยจะทาไฉนดี จึ่งจะได้วิถีทางที่จะครรไล พระนางจึ่ง ปลงหาบคอนลงวอนไหว้แล้วอภิวาทน์ ข้าแต่พญาพาฬมฤคราชอันเรืองเดช ท่าน ก็เป็นพญาสัตว์ในหิมเวศวนาสณฑ์จงจงผินพักตร์ปริมณฑลทั้งสามรา มารับ วันทนาน้อมไปด้วยทศนัขเบญจางค์( เม เมาะ มยา ) แห่งน้องนางนามชื่อพระมัท รี ( ราชปุตฺตี ) น้องก็เป็นกัลยาณี หน่อกษัตริย์มัททราชสุริยวงศ์ อนึ่งน้องเป็นเอก องค์อัครบริจาริกากรแห่งพระเวสสันดรราชฤๅษี อันจาจากพระบุรีมาอยู่ไพร น้อง นี้ก็ตั้งใจสุจริตติดตามมาด้วยกตเวที อนึ่งพระสุริยศรีก็ย่าสนทยาสายัณห์แล้ว เป็น เวลาพระลูกแก้วจะอยากนมกาหนดเสวย พระเจ้าพี่ของน้องเอ๋ยพระสามรา ขอ เชิญกลับไปยังรัตนคูหาห้องแก้ว แล้วจะได้เชยชมซึ่งลูกรักและเมียขวัญ อนึ่งน้อง นี้จะแบ่งปันผลไม้ให้สักกึ่ง ครึ่งหนึ่งน้องจะขอไปฝากพระหลานน้อย ๆ ทั้งสอง รา ( มคฺค เม เทถ ยาจิตา ) พระพี่เจ้าทั้งสามของน้องเอ่ย จงมีจิตคิดกรุณาสังเวช บ้าง ขอเชิญล่วงครรไลให้หนทาง พนาวันอันสัญจร แก่น้องที่วิงวอนอยู่นี้เถิด
  22. 22. สะท้อนคุณลักษณะนางมัทรีที่มีความ อ่อนน้อมถ่อมตน เป็นผู้มีมธุรสวาจา มีเมตตาธรรมต่อสรรพสัตว์รู้จักใช้คาพูด แก้ไขสถานการณ์เป็นผู้มีหลักในการเจรจา พระนางจึ่งปลงหาบคอนลงวอนไหว้อภิวันทน์ ข้าแต่พญา พาฬมฤคราชอันเรืองเดช ท่านก็เป็นพญาสัตว์ในหิมเวศ วนาสนฑ์ จงผินพักตร์ปริมณฑลทั้งสามรามารับวันทนา น้อมไปด้วยทศนัขเบญจางค์
  23. 23. ตโย เทวปุตฺตา ) ส่วนเทพเจ้าทั้งสามองค์ได้ทรงฟังพระเสาวนีย์ พระมัทรีเธอไหว้วอนขอหนทาง พระพักตร์นางนองด้วยน้าพระ เนตร เทพพระเจ้าก็สังเวชในวิญญาณ ก็พากันอุฏฐาการคลาไคล ให้มรคาแก่นางพระยามัทรี พอแจ่มแจ้งแสงศศิธร นางก็ยกหาบ คอนขึ้นใส่บ่า เปลื้องเอาพระภูษามาคาดพระถันให้มั่นคง วิ่งพลาง นางทรงกันแสงพลาง ยะเหยาะเหย่าทุกฝีย่างไม่หย่อนหยุด พัก หนึ่งก็ถึงที่สุดบริเวณพระอาวาสที่พระลูกเจ้าเคยประพาสแล่นเล่น สะท้อนวัฒนธรรมไทย การใช้เครื่องหาบ การแต่งกายด้วยผ้าสไบ
  24. 24. สุนทรียภาพทางภาษา การใช้ภาพพจน์ ทาให้เกิดจินตภาพ สัมผัสอักษร พอแจ่มแจ้งแสงสีศศิธร นางก็ยกหาบคอนขึ้นใส่บ่า เปลื้องเอาพระ ภูษามาคาดพระถันให้มั่นคง วิ่งพลางนางทรงกันแสงพลางยะเยาะ เหย่าทุกฝีย่างไม่หย่อนหยุด
  25. 25. ประหลาดแล้วแลไม่เห็นก็ใจหาย ดั่งว่าชีวิตนางจะวางวายลงทันที จึ่ง ตรัสเรียนว่าแก้วกัณหาพ่อชาลีของแม่เอ่ย แม่มาถึงแล้ว เหตุไฉนพระ ลูกแก้วจึ่งมิมาเล่าหลากแก่ใจ แต่ก่อนแต่ไรซิพร้อมเพรียง เจ้าเคยวิ่ง ระรี่เรียงเคียงแข่งกันมาคอยรับพระมารดา ทรงพระสรวลสารวลร่า ระรื่นเริงรีบเอาขอคานแล้วก็พากันกราบกรานพระชนนี พ่อชาลีเจ้า เลือกเอาผลไม้แม่กัณหาฉะอ้อนวอนไห้ว่าจะเสวยนม ผทมเหนือพระ เพลาพลางฉอเลาะแม่นี้ต่างๆ ตามประสาทารกเจริญใจ สะท้อนการเลี้ยงดูลูกโดยการให้นม
  26. 26. แม่กัณหาฉะอ้อนวอนไห้ว่าจะเสวยนม ผทมเหนือพระเพลาพลาง ฉอเลาะแม่นี้ต่างๆ ตามประสาทารกเจริญใจ สะท้อนการเลี้ยงดูลูกโดยการให้นม
  27. 27. ( วจฺฉา พาลาว มาตร ) อุปไมยเสมือนหนึ่งลูกทรายทรามคะนอง ปอง ที่ว่าจะชมแม่เมื่อสายัณห์ โอพระจอมขวัญของแม่เอ่ย เจ้ามิเคยได้ยาก ย่างเท้าลงเหยียบดิน รินก็มิได้ไต่ไรก็มิได้ตอม เจ้าเคยฟังแต่เสียงพี่เลี้ยง เขาขับกล่อมบาเรอด้วยดุริยางค์ ยามบรรทมธุลีลมก็มิได้พัดมาแผ้วพาน แม่สู้พยาบาลบารุงเจ้าแต่เยาว์มา เจ้ามิได้ห่างพระมารดาสักหายใจ โอ ความเข็ญใจครั้งนี้นี่เหลือขาด สิ้นสมบัติพลัดญาติยังแต่ตัวต้องไปหามา เลี้ยงลูกเลี้ยงผัวทุกเวลา แม่มาสละเจ้าไว้เป็นกาพร้าทั้งสององค์ ( หสาว ) เสมือนหนึ่งลูกหงส์เหมราชปักษิน ปราศจากมุจลินท์ไปตกคลุกใน โคลนหนอง สิ้นสีทองอันผ่องแผ้ว แม่กลับมาถึงแล้วได้เชยชมชื่นสบาย ที่เหนื่อยยากก็เสื่อมหายคลายทุกข์ทุเลาลง ลืมสมบัติทั้งวงศาในวังเวียง
  28. 28. เจ้าเคยฟังแต่เสียงพี่เลี้ยงเขาขับกล่อมบาเรอด้วยดุริยางค์ ยาม บรรทม สะท้อนค่านิยมการเลี้ยงดูบุตร ที่มีพี่เลี้ยงคอยดูแล ยามบรรทมธุลีลมก็มิได้พัดมาแผ้วพาน แม่สู้พยาบาลบารุงเจ้า แต่เยาว์มา เจ้ามิได้ห่างพระมารดาสักหายใจ สะท้อนคุณลักษณะของพระนางมัทรีที่ดูแลเลี้ยงดูบุตรด้วยความ ใกล้ชิดและทรงรักลูกยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด โอพระจอมขวัญของแม่เอ่ย เจ้ามิเคยได้ยากย่างเท้าลง เหยียบดิน รินก็มิได้ไต่ไรก็มิได้ตอม
  29. 29. โอ แต่ก่อนเอยแม่เคยได้ยินแต่เสียงเจ้าเจรจาแจ้ว ๆ อยู่ตรงนี้ ( อิท ปทวลญฺช ) นั่นก็รอยเท้าพ่อชาลี นี่ก็บทศรีแม่กัณหาพระมารดายัง แลเห็น โน่นก็กรวดทรายเจ้ายังรายเล่นเป็นกอง ๆ สิ่งของทั้งหลาย เป็นเครื่องเล่นยังเห็นอยู่ ( น ทิสฺสเร ) แต่ลูกรักทั้งคู่ไปอยู่ไหนไม่ เห็นเลย ( อย โส อสฺสโม ) โอ พระอาศรมเจ้าเอ๋ยน่าอัศจรรย์ใจ แต่ ก่อนนี่ดูสดใสด้วยสีทอง เสียงเนื้อนกนี่ร่าร้องสาราญรังเรียกคู่คู ขยับขัน ทั้งจักจั่นพรรณลองไน เรไรร้องอยู่หริ่ง ๆ ระเรื่อยโรย โหย สาเนียงดั่งเสียงสังคีตขับกระโคมไพร โอ เหตุไฉนเหงาเงียบเมื่อ ยามนี้ ทั้งอาศรมก็หมองศรีเสมือนหนึ่งว่าจะโศกเศร้า ฉากแสดงอารมณ์ของตัวละครที่กาลังวิตกกังวล ลักษณะของฉากก็จะสอดคล้องกัน เช่น เศร้าหมอง ใช้เสียงดิ้น ใช้สัทพจน์ คาอัพภาพ
  30. 30. เออ ชะรอยว่าพระเจ้าลูกจะวอโยกพลัดพรากไปจากอกพระมารดา เสียจริงแล้วกระมังในครั้งนี้ นางก็กลับเข้าไปทูลพระราชสามีด้วย สงสัยว่า พระพุทธเจ้าข้า ประหลาดใจกระหม่อนฉัน อันสองกุมาร ไปอยู่ไหนไม่แจ้งเหตุ หรือพากันไปเที่ยวลับพระเนตรนอกตาแหน่ง สิงห์สัตว์ที่ร้ายแรงคะนองฤทธิ์ มาพานพบขบกัดตัดชีวิตพระลูกข้า พาไปกินเป็นอาหาร ถึงกระนั้นก็จะพบพานซึ่งกเลวระร่าง มิเลือดก็ เนื้อจะเหลืออยู่บ้างสักสิ่งอัน แต่พอแม่ได้รู้สาคัญว่าเป็นหรือตาย สุด ที่แม่จะมุ่งหมายสุดประมาณแล้ว จึ่งตรัสว่าโอ้เจ้าแว่นแก้วสุดสว่าง อกของแม่เอ่ย แม่เคยได้รับขวัญเจ้าทุกเวลา เป็นไรเล่าเจ้าจึ่งไม่มา เหมือนทุกวัน ( มตา ) หรือว่าพระลูกเจ้าอาสัญสูญสิ้นพระชนมาน อยู่ในป่าพระหิมพานต์นี้แล้วแล สะท้อนคุณลักษณะเป็นคนช่างสังเกตการคิดพิจารณาหาเหตุผล
  31. 31. เมื่อสมเด็จพระมัทรีเธอกราบทูลพระราชสามีสักเท่าใด ๆ ท้าวเธอมิได้ตรัส ปราศรัยจานรรจา นางยิ่งกลุ้มกลัดขัดพระอุราผะผ่าวร้อน ข้อนพระทรวงทรง พระกันแสงว่าเจ้าแม่เอ่ย แม่มิเคยได้เคืองแค้นเหมือนหนึ่งครั้งนี้ เมื่อจากบุรีทุเรศ มา ก็พร้อมหน้าทั้งลูกผัวเป็นเพื่อนทุกข์ สาคัญว่าจะเป็นสุขประสายากเมื่อยาม จน ครั้นลูกหายทั้งสองคนก็สิ้นคิด บังคมทูลพระสามีก็มิได้ตรัสแต่สักนิดสัก หน่อยหนึ่ง ท้าวเธอก็ขึงขังตึงพระองค์ดูเหมือนพระขัดเคืองเต็มเดือดด้วยอันใด นางก็เศร้าสร้อยสลดพระทัย ดั่งเอาเหล็กแดงมาแทงใจให้เจ็บจิตนี่เหลือทน อุปมาเหมือนคนไข้หนักแล้วมิหนายังแพทย์เอายาพิษมาวางซ้าให้เวทนา เห็น ชีวานี้คงจะไม่รอดไปสักกี่วัน พระคุณเอ่ย วาสนามัทรีไม่สมคะเนแล้ว พระ ทูลกระหม่อมแก้วจึ่งชิงชังไม่พูดจา ทั้งลูกรักดังแก้วตาก็หายไปอกเอ๋ยจะอยู่ไป ไยให้ทนเวทนาอุปมาเสมือนหนึ่งพฤกษาลดาวัลย์ย่อมจะอาสัญลงเพราะลูกเป็น เที่ยงแท้ถ้าแม้นพระองค์ไม่ทรงเลี้ยงมัทรีไว้จะนิ่งมัธยัสถ์ตัดเยื่อใยไม่โปรดบ้าง ก็จะเห็นแต่กเลวระร่างซากศพของมัทรี อัมโทรมตายกายกลิ้งอยู่กลางดง เสียเป็น สะท้อนนิสัย ที่ยอมรับความเป็นจริงพอใจในสิ่งที่ตนมี สะท้อนความเชื่อเรื่องบุญ วาสนา โวหารอุปมา
  32. 32. มหาสตฺโต ) สมเด็จพระราชสมภาร เมื่อได้สดับสารพระมัทรีเธอแสน วิโยคโศกศัลย์สุดกาลัง ถึงแม้นจะมิตรัสกับนางมั้งจะมิเป็นการ จาจะ เอาโวหารการหึงเข้ามาหักโศกให้เสื่อมลง จึ่งเอื้อนโองการตรัส ประภาษว่า ( นนุ มทฺทิ ) ดูกรนางนาฏ พระน้องรัก ( ภทฺเท ) เจ้าผู้มี พักตร์อันผุดผ่องเสมือนหนึ่งเอาน้าทองมาทาบทับประเทืองผิว ราวกะ ว่าจะลอยลิ่วเลื่อนลงจากฟ้ า ใครได้เห็นเป็นขวัญตาเต็มจะหลงละลาย ทุกข์ปลุกเปลื้องอารมณ์ชายให้เชยชื่น จะนั่งนอนเดินยืนก็ต้องอย่าง ( วราโรหา ) พร้อมด้วยเบญจางคจริตรูปจาเริญ โฉมประโลมโลก ล่อแหลมวิไลลักษณ์ ( ราชปุตฺตี ) ประกอบด้วยเชื้อศักดิ์สมมุติวงศ์พงศ์ กษัตรา แสดงความชาญฉลาด ของพระเวสสันดร เสาวรจนี
  33. 33. เบญจกัลยาณี แปลว่า หญิงผู้มีความงาม 5 ประการ คือ ผิว ผม ฟัน เนื้อ และวัย ซึ่งที่จริงคือ เครื่องหมายของความมีสุขภาพดี
  34. 34. เออก็เมื่อเช้าเจ้าจะเข้าป่าน่าสงสารปานประหนึ่งว่าจะไปมิได้ ทาร้องไห้ฝากลูกมิรู้แล้ว ครั้นคลาดแคล้วเคลื่อนคล้อยเข้าสู่ดง ปานประหนึ่งว่าจะหลงลืมลูกสละผัวต่อมืดมัวจึ่งกลับมา ทา เป็นบีบน้าตาตีอกว่าลูกหาย ใครจะไม่รู้แยบคายความคิดหญิง ถ้าแม้นเจ้าอาลัยอยู่ด้วยลูกจริง ๆ เหมือนวาจา ก็จะรีบกลับเข้า มาแต่วี่วันไม่ทันรอน เออนี่เจ้าเที่ยวพเนจรนอนตามสนุกใจ ชมนกชมไม้ในไพรวันสารพันที่จะมี ทั้งฤๅษีสิทธ์วิทยาธร คนธรรพ์เทพารักษ์ผู้มีพักตร์อันเจริญ เห็นแล้วก็น่าเพลิดเพลิน ไม่เมินได้
  35. 35. นักสิทธิ์วิทยาธร เป็นผู้วิเศษจาพวกหนึ่งที่พานักอยู่ในป่าหิมพานต์ นักสิทธิ์ แปลว่า ผู้สาเร็จ วิทยาธร แปลว่า ผู้ทรงไว้ซึ่งวิทยา ทั้งสองพวกนี้แต่งตัวคล้ายเทวดาแต่สวมชฏาเป็นดอกลาโพง หรือโพกผ้าแบบ ฤๅษี ตามภาพจิตรกรรมที่พบเห็นทั่ว ๆ ไปมักถือพระขรรค์เป็นอาวุธ บรรดาวิทยาธร ทั้งหลาย อาศัยอยู่ที่เชิงเขาสุทัสน์ อันเป็นหนึ่งในเจ็ดของเขาสัตบริภัณฑ์ที่ล้อมรอบเขา พระสุเมรุ คนธรรพ์ (อ่านว่า คน-ทัน) คือ ชาวสวรรค์พวกหนึ่ง ซึ่งมีความสามารถเชิงศิลปะทางดนตรี การขับร้อง ฟ้ อนรา นาฏกรรม นาฏศิลป์ทั้งปวง แต่ต้องเป็นไปเพื่อเป็นพุทธบูชา ถ้าเป็นไปเพื่อความ สนุกสนานเฮฮาจะต้องไปบังเกิดในนรกที่ชื่อว่า ปหาสะ
  36. 36. หรือเจ้าปะผลไมประหลาด รสสดสุกทรามเสวยไม่เคยกิน เจ้า ฉวยชิมชอบลิ้นก็หลงฉันอยู่จึ่งช้า อุปมาเสมือนหนึ่งภุมรินบินวะ ว่อน เที่ยวซับซาบเอาเกสรสุคนธมาเลศ พบดอกไม้อันวิเศษต้อง ประสงค์หลงเคล้าคลึงรสจนลืมรัง เข้าเถื่อนเจ้าลืมพร้าได้หน้า แล้วลืมหลังไม่แลเหลียว เที่ยวทอดประทับมากลางทาง ใช้ศ เข้าลิลิต ใช้สานวนไทย
  37. 37. ถึงแม้จะมิตรัสแก่นางมั่งจะมิเป็นไร จาจะเอาโวหารการหึงเข้ามาหักโศกให้เสื่อมลง เอาเจ้าเที่ยวพเนจรนอนตามสนุกใจ ชมนกชมไม้ในไพรวันสารพันที่จะมี ทั้งฤาษี สิทธิ์วิทยาธรคนธรรพ์ เทพารักษ์ผู้มีพักตร์อันเจริญ เห็นแล้วน่าเพลินเพลินไม่เมินได้ หรือเจ้าปะผลไม้ประหลาดรสสุดสุกทรามเสวยไม่เคยกิน เจ้าฉวยชิมชอบลิ้มก็หลง ฉันอยู่จึงช้า อุปมาเสมือนหนึ่งภุมรินบินวะว่อน เที่ยวซับซาบเอาเกสรสุคนธมาเลส การใช้โวหารที่ขัดต่อขนบวรรณคดีไทยคือให้ฝ่ายหญิงเป็น ผู้แสดงพฤติกรรมที่ต่างจากแนวปฏิบัติเดิม จุดเด่น
  38. 38. อันว่าพระนางสิเป็นหน่อกษัตริย์จะไปไหนก็มีแต่กลดกั้น พานจะเกรง แสงสุริยันไม่คลาเคลื่อน เจ้ารักเดินด้วยแสงเดือนชมดาวพลาง ได้ น้าค้างกลางคืนชื่นอารมณ์สมคะเน พอมาถึงก็ทาเสขึ้นเสียงเลี่ยงเลี้ยว พาโลว่าลูกหาย เออนี่เจ้ามิหมายว่าใคร ๆ ไม่รู้ทันกระนั้นกระมัง หรือ เจ้าเห็นว่าพี่นี้เป็นชีอดจิตคิดอนิจจังทิ้งพยศอดอารมณ์เสีย เจ้าเป็น เพียงแต่เมียควรหรือมาหมิ่นได้ ถ้าแม้นพี่อยู่ในกรุงไกรเหมือนแต่ก่อน เก่า หากว่าเจ้าทาเช่นนี้ กายของมัทรีก็จะขาดสะบั้นลงทันตา ด้วยพระ กรเบื้องขวาของอาตมานี้แล้วแล สะท้อนค่านิยมผู้ชายเป็นใหญ่มีสิทธิอานาจเด็ดขาด
  39. 39. มทฺที ) ส่วนสมเด็จพระยอดมิ่งเยาวมาลย์มัทรี เมื่อได้สดับคาพระราช สามีบริภาษณานาง ที่ความโศกก็เสื่อมสร่างสงบจิตเพราะเจ็บใจ จึ่ง ก้มพระเศียรลงกราบไหว้แล้ววันทนาพลาง นางจึ่งทูลสนอง พระราชบัญญัติว่า พระพุทธเจ้าข้า ควรมิควรสุดแท้แต่จะทรงพระ กรุณาโปรดที่โทษานุโทษเป็นล้นเกล้า ด้วยข้าพระพุทธเจ้ากลับมา เวลาค่า ทั้งนี้เพราะเป็นกระลีขึ้นในไพรวัน พฤกษาทุกสิ่งสารพันก็ แปรปรวนทุกประการ ทั้งพื้นป่าพระหิมพานต์ก็ผัดผันหวั่นไหวอยู่ วิงเวียนเปลี่ยนเป็นพยับมืดไม่เห็นหน ข้าพระบาทนี่ร้อนรนไม่หยุด หย่อนแต่สักอย่าง แต่เดินมายังเกิดประหลาดลางขึ้นในกลางพนาลี พบพญาราชสีห์สองเสือทั้งสามสัตว์สกัดหน้าไม่มาได้ ต่อสิ้นแสง อโณทัยจึ่งได้คลาเคลื่อน ใช่จะเป็นเหมือนพระองค์ดารินั้นก็หามิได้ การสรรคาใช้สื่อความหมาย สั้น กระชับ สัมผัส อักษรและใช้เสียง
  40. 40. พระพุทธเจ้าข้า ตั้งแต่เกล้ากระหม่อมฉันตกมาเป็นข้าน้อย พระองค์เห็นพิรุธ ร่องรอยร้าวรานที่ตรงไหน ทอดพระเนตรสังเกตไว้แต่ปางก่อน จึงเคือง ค่อนด้วยคาหยาบยอกใจเจ็บจิตเหลือกาลัง พระคุณเอ่ยจะคิดดูมั่งเป็นไรเล่า ว่า มัทรีนี้เป็นข้าเก่าแต่ก่อนมาดั่งเงาตามพระบาทาก็เหมือนกัน นอกจากนั้น ที่แน่นอนคือ นางไหนอันสนิทชิดใช้แต่ก่อนกาล ยังจะติดตามพระราช สมภารมาบ้างละหรือ ได้แต่มัทรีแสนดื้อผู้เดียวดอก ไม่รู้จักปลิ้นปลอกพลิก ไพล่เอาตัวหนี มัทรีสัตยาสวามิภักดิ์รักผัวเพียงบิดาก็ว่าได้ถึงจะยากเย็น เข็ญใจก็ตามกรรม ( วนมูลผล หาริยา ) อุตสาหะตระตรากตระตราเตร็ดเตร่ หาผลาผลไม้ถึงที่ไหนจะรกเรี้ยวก็ซอกซอนอุตส่าห์เที่ยวไม่ถอยหลัง จน เนื้อหนังข่วนขาดเป็นริ้วรอย โลหิตไหลย้อยทุกหย่อมหนามอารามจะใคร่ ได้ผลาผลไม้มาปฏิบัติลูกบารุงผัว ถึงกระไรจะคุ้มตัวก็ทั้งยากน่าหลากใจ ใช้สัมผัสอักษรเด่น ใช้คาสะบัดบิ้ง โวหารกล่าวเกินจริง ความเชื่อบุญกรรม
  41. 41. -สะท้อนค่านิยมผู้ชายมีภรรยาได้หลายคน - ผู้เป็นภรรยาจะเคารพเทิดสามีประดุจบิดา - สะท้อนคุณลักษณะของพระนางมัทรีที่มีความอุตสาหะไม่ย่อ ท้อต่อความยากลาบาก เป็นผู้มีความเสียสละ รู้จักหน้าที่ของ ภรรยา
  42. 42. ของใครจะอาภัพยับพิกลเหมือนอกของมัทรีไม่มีเนตร น่าที่จะ สงสารสังเวชโปรดปรานี ว่ามัทรีนี้เป็นเพื่อนยากอยู่จริง ๆ ช่าง ค้อนติงปริภาษณาได้ลงคอไม่คิดเลย พระคุณเอ่ยถึงพระองค์จะสงสัย ก็น้าใจของมัทรีนี้กตเวทีเป็นไม้เท้าก้าวเข้าสู่ทางที่ทดแทน ( ราม สี ตาวนุพฺพตา ) อุปมาแม้นเหมือนสีดาอันภักดีต่อสามีรามบัณฑิต ปาน ประหนึ่งว่าศิษย์กับอาจารย์พระคุณเอ่ยเกล้ากระหม่อมฉานทาผิดแต่ เพียงนี้ เพราะว่าล่วงราตรีจึ่งมีโทษ ขอพระองค์จงทรงพระกรุณา โปรดซึ่งโทษานุโทษกระหม่อมฉันมัทรี แต่ครั้งเดียวนี้เถิด สะท้อนลักษณะของพระนางมัทรีที่ไม่ใช้อารมณ์ในการตัดสินปัญหา และยอมรับความผิด รู้จักที่จะขอโทษในการทาผิดเป็นคนที่อธิบาย ด้วยเหตุและผล
  43. 43. เมื่อสมเด็จพระยอดมิ่งเยาวมาลย์มัทรี กรายทูลพระราชสามีสักเท่าใด ๆ ท้าว เธอจะได้ปราศรัยก็ไม่มี พระนางยิ่งหมองศรีโศกกาสรดสะอึกสะอื้น ถวาย บังคมคืนออกมาเที่ยวแสวงหาพระลูกรักทุกหนแห่ง กระจ่างแจ้งด้วยแสง พระจันทร์ส่องสว่างพื้นอัมพรประเทศวิถี นางเสด็จจรลีไปหยุดยืนในภาคพื้น ปริมณฑลใต้ต้นหว้า จึ่งตรัสว่า ( อิเม เต ชมฺพุกา รุกฺขา ) ควรจะสงสารเอ่ยด้วยต้นหว้าใหญ่ใกล้อาราม งามด้วย กิ่งก้านประกวดกัน ใบชอุ่มประชุมช่อเป็นฉัตรชั้นดั่งฉัตรทอง แสงพระจันทร์ ดั้นส่องต้องน้าค้างที่ขังให้ไหลลงหยดย้อย เหมือนหนึ่งน้าพลอยพร้อยๆพราย ๆ ต้องกับแสงกรวดทรายที่ใต้ต้นอร่ามวามวาวดูเป็นวงวนแวว ดั่งบุคคลเอา แก้วมาระแนงแกล้งมาโปรยโรยรอบปริมณฑลก็เหมือนกัน งามดั่งไม้ปริชาต ในเมืองสวรรค์มาปลูกไว้ลูกรัก เจ้าแม่เอ่ย เจ้าเคยมาอาศัยนั่งนอนประทับร้อน สาราญร่มรื่น ๆ สารวลเล่นเย็นสบายพระพายราเพยพัดมาฉิวเฉื่อยเรไรระรี่ เรื่อยร้องอยู่หริ่ง ๆ แต่ลูกรักของแม่ทั้งชายหญิงไปอยู่ไหนไม่เห็นเลยใช้คาอัพภาส
  44. 44. ( มหานิโค.รธชาต ) อนิจจาเอ่ยเห็นแต่ไทรทองถัดกันไป กิ่งก้านใบรากห้อย ยื่นระย้า เจ้าเคยมาห้อยโหนโยนชิงช้าชวนกันแกว่งไกว แล้วเล่นไล่ปิดตา เร้นแทบหลังบริเวณพระอาวาส (อิมาตา โปกฺขรณี รมฺมา ) เจ้าเคยมา ประพาสสรงสนานในสระศรี โบกขรณีตาแหน่งนอกพระอาวาส นางเสด็จ ลีลาสไปเที่ยวเวียนรอบ จึ่งตรัสว่าน้าเอ๋ยเคยมาเปี่ยมขอบเป็นไร จึ่งขอดขุ่น ลงหมอง พระพายเจ้าเอ่ยเคยมาพัดต้องกลีบอุบล พากลิ่นสุคนธ์ขจรรสมา รวยรื่นเป็นไรจึ่งเสื่อมหอมหายชื่นไม่เฉื่อยฉ่าฝูงปลาเอ๋ยเคยมาผุดคล่าดา แฝงฟอง บ้างก็ขึ้นล่องว่ายอยู่ลอยเลื่อยชมแสงเดือนอยู่พราย ๆ เป็นไรจึ่งไม่ ว่ายเวียนวน นกเจ้าเอ่ยเคยบินลงไล่จิกเหยื่อทุกเวลา วันนี้แปลกเปล่าตาแม่ แลไม่เห็น พระลูกเอ่ยเจ้าเคยมาเที่ยวเล่นแม่แลไม่เห็นแล้ว โอ้แลเห็นแต่ สระแก้วอยู่อ้างว้างวังเวงใจ นางก็เสด็จครรไลล่วงตาบลเที่ยวค้นหาพระลูก ตามลาเนาเนินป่า ทุกสุ่มทุมพุ่มพฤกษาสูงยูงยางใหญ่ไพรระหง พนัสแดน
  45. 45. ได้ยินแต่เสียงดุเหว่าละเมอร้องก้องพนาเวศ พระกรรณเธอสังเกตว่า สองดรุณเยาวเรศเจ้าร้องขานอยู่แว่ว ๆ ให้หวาดว่าสาเนียงพระลูกแก้ว เจ้าขานรับพระมารดา นางเสด็จลีลาเข้าไปดู เห็นหมู่สัตว์จตุบาทกลาด กลุ้มเข้าสุมนอน นางก็ยิ่งสะท้อนถอนพระทัยเทวษครวญเสด็จด่วน ๆ ดะดุ่มเดินเมิงมุ่งละเมาะไม้มองหมอบ แต่ย่างเหยียบกรอบก็เหลียวหลัง พระโสตฟังให้วาดแว่วว่าสาเนียงเสียงพระแก้วเจ้าบ่นอยู่งึม ๆ พุ่มไม้ ครึ้มเป็นเงา ๆ ชะโงกเงื้อม พระเนตรเธอแลเหลือบให้ลายเลื่อมเป็นรูป คนตะคุ่ม ๆ อยู่คล้าย ๆ แล้วหายไป สมเด็จอรไทเธอเที่ยวตะโกนกู่กู๋ ก้อง พระพักตร์เธอฟูมฟองนองไปด้วยน้าพระเนตรเธอโศกา จึ่งตรัสว่า โอ้โอ๋เวลาปานฉะนี้เอ่ยมิดึกดื่น จวนจะสิ้นคืนค่อนรุ่งเสียแล้วกระไรไม่ รู้เลย ใช้คาบุคคลวัต
  46. 46. พระพายราเพยพัดมารี่เรื่อยอยู่เฉื่อยฉิว อกแม่นี้ให้อ่อนหิวสุดล่ะ ห้อย ทั้งดาวเดือนก็เคลื่อนคล้อยลงลับไม้สุดที่แม่จะติดตามเจ้าไป ในยามนี้ ฝูงลิงค่างบ่างชะนีที่นอนหลับ ก็กลิ้งกลับเกลือกตัวอยู่ ยั้วเยี้ย ทั้งนกหกก็งัวเงียเหงาเงียบทุกรวงรัง แต่แม่เที่ยวเซซังเสาะ แสวงทุกแห่งห้องหิมเวศทั่วประเทศทุกราวป่ า สุดสายนัยนาที่แม่ จะตามไปเล็งแล สุดโสตแล้วที่แม่จะซับทราบฟังสาเนียง สุดสุ รเสียงที่แม่จะร่าเรียกพิไรร้อง สุดฝีเท้าที่แม่จะเยื่องย่องยกย่างลง เหยียบดิน ก็สุดสิ้นสุดปัญญาสุดหาสุดค้นเห็นสุดคิด จะได้พานพบ ประสบรอยพระลูกน้อยแต่สักนิดไม่มีเลย จึ่งตรัสว่าเจ้าดวงมณฑา ทองทั้งคู่ของแม่เอย หรือว่าเจ้าทิ้งขว้างวางจิตไปเกิดอื่น เหมือนแม่ ฝันเมื่อคืนนี้แล้วแล ใช้คาซ้าสะท้อนความ รักของแม่ที่มีต่อลูก
  47. 47. นกหกเป็นนกแก้วขนาดเล็กมีความยาวประมาณ 15 เซนติเมตร (5 นิ้ว)
  48. 48. บ่าง เป็นสัตว์ที่มีเสียงร้องคล้ายเสียงคนร้องไห้ และความเป็นสัตว์ที่มี หน้าตาน่าเกลียดและหากินในเวลากลางคืน จึงเป็นที่รับรู้กันดีของคนที่อาศัย อยู่ชายป่าหรือผู้ที่นิยมการผจญภัย ว่าเสียงร้องของบ่างน่ากลัวเหมือนผี
  49. 49. กฺขเว ) ดูกรสงฆ์ผู้ทรงพรหมจารี เมื่อสมเด็จพระมัทรีกาสรดแสนกัมปนาท เพียงพระสันดานจะขาดจะดับสูญ ( ปริเทวิตฺวา ) นางเสวยพระอาดูรพูนเทวษ ในพระอุรา น้าพระอัสสุชลนาเธอไหลนองครองพระเนตร ทรงพระกันแสง แสนเทวษพิไรร่า ตั้งแต่ประถมยามค่าไม่หย่อนหยุดแต่สักโมงยาม นางเสด็จ ไต่เต้าติดตามทุกตาบลละเมาะไม้ไพรสณฑ์ศิขริน ทุกห้วยธารละหานหินเหว หุบก้องคูหาวาส ทรงพระพิไรร้องก้องประกาศเกริ่นสาเนียง พระสุรเสียงเธอ เยือกเย็นระย่อทุกอกสัตว์พระพายราเพยทุกกิ่งก้านบุษบงก็เบิกบานผกากร รัศมีพระจันทร์ก็มัวหมองเหมือนหนึ่งจะเศร้าโศกแสนวิปโยคเมื่อยาม ปัจจุสมัย ทั้งรัศมีพระสุริโยทัยส่องอยู่รางๆขึ้นเรืองฟ้า เสียงชะนีเหนี่ยวไม้ไห้ หาละห้อยโหย พระกาลังนางก็อิดโรยพิไรร่าร้อง พระสุรเสียงเธอกู่ก้อง กังวานดง ใช้คาบุคคลวัต
  50. 50. เทพเจ้าทุกพระองค์กอดพระหัตถ์เงี่ยพระโสตสดับสาร พระเยาวมาลย์ เธอเที่ยวหาพระลูก พระนางเธอเสวยทุกข์แสนเข็ญ ตั้งแต่ยามเย็นจนรุ่ง เช้าก็สุดสิ้นที่จะเที่ยวค้น ทุกตาแหน่งแห่งละสามหนเธอเที่ยวหา ( ปณฺณรสโยชนมคฺค ) ถ้าจะคลี่คลายขยายมรคาก็ได้สิบห้าโยชน์โดยนิยม นางจึ่งเซซังเข้าไปสู่พระอาศรมบังคมบาทพระภัสดา ประหนึ่งว่าชีวาจะ วางวายทาลายล่วง สองพระกรเธอข้อนทรวงทรงพระกันแสงครวญคร่า แล้วราพันว่า โอ้เจ้าดวงสุริยันจันทรทั้งคู่ของแม่เอ่ย แม่ไม่รู้เลยว่าเจ้าจะ หนีพระมารดาไปสู่พาราใดไม่รู้ที่ หรือว่าข้ามนทีทะเลวนหิมเวศประเทศ ทิศแดนใด ถ้ารู้แจ้งประจักษ์ใจแม่ก็จะตามเจ้าไปจนสุดแรง นี่ก็เหลือที่ แม่จะเที่ยวแสวงสืบเสาะหา
  51. 51. เมื่อเช้าแม่จะเข้าไปสู่ป่า พ่อชาลีแม่กัณหายังทูลสั่งแม่ยังกลับหลังมา โลมลูบจูบกระหม่อมจอมเกล้าทั้งสองรา กลิ่นยังจับนาสาอยู่รวยรื่น โอ้พระลูกข้านี้จะไม่คืนเสียแล้วกระมังในครั้งนี้ กัณหาชาลีลูกรักแม่ นับวันแต่ว่าจะแลลับล่วงไปเสียแล้วหนอ ใครจะกอดพระศอเสวยนม ผทมด้วยแม่เล่า ยามเมื่อแม่จะเข้าที่บรรจถรณ์ เจ้าเคียงเรียงหมอน นอนแนบข้างทุกราตรี แต่แม่นี้จะกล่อมใครให้นิทรา โอ้แม่อุ้มท้อง ประคองเคียงเลี้ยงเจ้ามาก็หมายมั่น สาคัญว่าจะได้อยู่เป็นเพื่อนยากจะ ฝากผีพึ่งลูกทั้งสองคน มิรู้ว่าจะกลับวิบัติพลัดพรากไม่เป็นผลให้ อาเพศผิดประมาณ เจ้าเอาแต่ห่วงสงสารนี่หรือมาสวมคล้องให้แม่นี้ ติดต้องข้องอยู่ด้วยอาลัย เจ้าทิ้งชื่อและโฉมไว้ให้เปล่าอกในวิญญาณ์ สานวนไทย การเวียนว่ายตายเกิด
  52. 52. เมื่อเช้าแม่จะเข้าไปสู่ป่ายังได้เห็นหน้าเจ้าอยู่หลัด ๆ ควรและหรือมา สลัดแม่นี้ไว้เหมือนจะเตือนให้แม่นี้บรรลัยเสียจริงแล้ว ควรจะสงสาร เอ่ยด้วยนางแก้วกัลยาณี น้อมพระเกศีลงทูลถามหวังจะติดตามพระลูก รักทั้งสองรา กราบถวายบังคมลาลุกเลื่อนเขยื้อนยกพระบาทเยื้องย่าง พระกายนางให้เสียวสั่นหวั่นไหวไปทั้งองค์ ดุจชายธงอันต้องกาลังลม อยู่ลิ่ว ๆ สิ้นพระแรงโรยเธอโหยหิวระหวยทรวง พระศอเธอหงุบง่วง ดวงพระพักตร์เธอผิดเผือดให้แปรผัน จะทูลสั่งก็ยังมิทันที่ว่าจะทูลเลย แต่พอตรัสว่าพระคุณเจ้าเอ๋ยคาเดียวเท่านั้น ก็หายเสียงเอียงพระกาย บ่ายศิโรเพฐน์ พระเนตรหลับหับพระโอษฐ์ลงทันที ( เวสญฺญ หุตฺวา ) นางถึงวิสัญญีสลบลงตรงหน้าฉาน ปานประหนึ่งว่าพุ่มฉัตรทองอัน ต้องสายอัสนีฟาดขาดระเนนเอนแล้วก็ล้มลงตรงหน้าพระที่นั่งเจ้า นั้น แล ใช้สัญลักษณ์
  53. 53. อถ มหาสตฺโต ) ปางนั้นสมเด็จพระเวสสันดรอดุลดวงกษัตริย์ตรัส ทอดพระเนตรเห็นพระอัคเรศถึงวิสัญญีภาพสลบลงวันนั้น พระทัย ท้าวเธอสาคัญว่าพระนางเธอวางวายสะดุ้งพระทัยหายว่าโอ้ อนิจจามัทรีเจ้าพี่เอ๋ย บุญพี่นี้น้อยแล้วนะเจ้าเพื่อนยาก เจ้ามาตายจาก พี่ไปในวงวัด เจ้าจะเอาป่าชัฏนี่หรือมาเป็นป่าช้า จะเอาพระ บรรณศาลานี่หรือเป็นบริเวณพระเมรุทอง จะเอาแต่เสียงสาลิกาอัน ร่าร้องนั้นหรือมาเป็นกลองประโคมใน จะเอาแต่เสียงจักจั่นและ เรไรอันร่าร้องนั่นหรือมาต่างแตรสังข์และพิณพาทย์จะเอาแต่เมฆ หมอกในอากาศนั่นหรือมากั่นเป็นเพดาน จะเอาแต่ยูงยางในป่า พระหิมพานต์มาต่างฉัตรเงินและฉัตรทอง จะเอาแต่แสงพระจันทร์ อันผุดผ่องมาต่างประทีปแก้วโอภาส สะท้อนวัฒนธรรมไทย เครื่องประกอบพระอิศริยยศเชื้อ พระวงศ์ในการขึ้นพระเมรุ
  54. 54. อนิจจามัทรีเอ่ยมาตายอเนจอนาถไร้ญาติที่กลางดง ครั้นท้าว เธอค่อยคลายลงที่โศกศัลย์จึ่งผันพระพักตร์มาพิจารณาก็รู้ว่ายัง ไม่อาสัญ จึ่งเข้าไปยังพระคันธกุฎีจับเอาคนทีอันเต็มไปด้วยน้ามา ทันใด ตั้งแต่พระองค์ทรงพระผนวชไพรมาได้ถึงเจ็ดเดือนปลาย จะได้ต้องพระกายนางมัทรีก็หามิได้ เมื่อความทุกข์พ้นวิสัยที่จะ กาหนดว่าอาตมะนี้เป็นดาบสฤๅษี ยกเศียรพระมัทรีขึ้นใส่ตักวัก เอาพระวารีมาโสรจสรงลงที่อุระพระมัทรี หวังว่าจะให้ชุ่มชื่น ฟื้นสมปฤๅดีคืนมาแห่งนางพระยา นั้นแล
  55. 55. ภิกฺขเว ) ดูกรภิกษุสงฆ์ผู้ทรงศีลวิสุทธิสิกขา เมื่อสมเด็จพระมัทรีเธอ ได้สมปฤาดีคืนมา นางพระยาเจ้าละอายแก่เทพยาดานัก ด้วยตัวตัว มานอนอยู่บนตักพระราชสามีมิบังควร ( อุฏฐาย ) จึงอุฏฐาการโดย ด่วนเลื่อนพระองค์ลงจากพระราชสามี พระมัทรีจึ่งทูลถามว่า พระพุทธเจ้าข้า พระลูกรักทั้งสองเราไปอยู่ไหนนะฝ่าพระบาท ท้าว เธอจึ่งตรัสประภาษว่า ดูกรเจ้ามัทรี อันสองกุมารนี้พี่ให้เป็นทานแก่ พราหมณ์แต่วันวานนี้แล้ว พระน้องแก้วเจ้าอย่าโศกศัลย์จงตั้งจิต ของเจ้านั้นให้โสมนัสศรัทธา ในทางอันก่อกฤดาภินิหารทานบารมี ( ลจฺฉาม ปุตตฺ ชีวนฺตา ) ถ้าเราทั้งสองนี้ยังมีชีวิตสืบไป อันสอง กุมารนี้ไซร้ ก็คงจะได้พบกันเป็นมั่นแม่น ถึงแสนสัตพิธรัตน์เครื่อง อลงการซึ่งพระราชทานไปนั้นเราก็จะได้ด้วยพระทัยหวัง
  56. 56. ( ทชฺชา สปฺปุริโส ทาน ) มัทรีเอ่ย อันอริยสัตบุรุษเห็นปานดั่ง ตัวพี่ฉะนั้น ถึงจะมีข้าวของสักเท่าใด ๆ ( ทิสฺวา ยาจกมาคเต ) ถ้าเห็นยาจกเข้ามาใกล้ไหว้วอนขอไม่ย่อถ้อในทางทาน จนแต่ ชั้นลูกรักยอดสงสารพี่ยังยกให้เป็นทานได้อันสองกุมารนี้ไซร้ เป็นแต่ทานพาหิรกะภายนอกไม่อิ่มหนา พี่จะใคร่ให้อัชฌัติ กทานอีกนะเจ้ามัทรี ถ้าแม้นมีบุคคลผู้ใดปรารถนาเนื้อหนังมัง สังโลหิตดวงหทัยนัยนเนตรทั้งซ้ายขวา พี่ก็จะแหวะผ่าให้เป็น ทานไม่ย่อท้อเพียงนี้ มัทรีเอ่ย จงศรัทธาด้วยอนุโมทนาทานใน กาลบัดนี้เถิด
  57. 57. เด็จพระมัทรีทูลสนองพระโองการว่า พระพุทธเจ้าข้า แต่วันวานนี้เหตุ ไฉนจึ่งทราบเกล้า ท้าวเธอจึ่งตรัสว่าพระน้องเอ่ย พี่จะเล่าให้เจ้าฟังก็ สุดใจ ด้วยเจ้ามาแต่ป่ายังเหนื่อยนัก พี่เห็นว่าความร้อนความรักจะรุกอก ด้วยสองดรุณทารกเป็นเพื่อนไร้ เจ้ามัทรีเอ่ย จงผ่องใสอย่าสอดแคล้น อัน สองพระลูกแก้วไปไกลเนตร พระนางจึ่งตรัสว่า พระพุทธเจ้าข้าอันสอง กุมารนี้ เกล้ากระหม่อมฉานได้อุตสาหะถนอม ย่อมพยาบาลบารุงมา ขอ อนุโมทนาด้วยปิยบุตรทานบารมี ขอให้น้าพระหฤทัยพระองค์จงผ่อง แผ้วอย่ามีมัจฉริยธรรมอกุศล อย่ามาปะปนในน้าพระทัยของพระองค์เลย ท้าวเธอจึ่งตรัสว่าพระน้องเอ่ย ถ้าพี่มิได้ให้ด้วยเสื่อมใสศรัทธาแท้แล้ว ที่ ไหนเลยแผ่นดินดานจะกัมปนาทหวาดหวั่นไหวจลาจล ท้าวเธอเล่านุ สนธิ์มหัศจรรย์อันมีอยู่ในกัณฑ์กุมารบรรพ กลับมาเล่าให้พระมัทรีฟัง แต่ในกาลหนหลังนี้แล้วแล
  58. 58. สา มฺที ) ส่วนสมเด็จพระมัทรีศรีสุนทรบวรราชธิดามหาสมมุติวงศ์วิสุทธิ สืบสันดานมา ( วราโรหา ) ทรงพระพักตร์ผิวผ่องดุจเนื้อทองไม่เทียมสี ( ยสสฺสินี ) มีพระเกียรติยศอันโอฬารล้าเลิศวิไลลักษณ์ยอดกษัตริย์อันทรง พระศรัทธาโสมนัสนบนิ้วประนมน้อมพระเศียรเคารพทาน ท้าวเธอก็ก็ชื่น บานบริสุทธิ์ด้วยปิยบุตรมิ่งมกุฎทานอันพิเศษ ฝ่ายฝูงอมรเทเวศทุกวิมาน มาศมนเทียรทุกหมู่ไม้ก็ยิ้มแย้มพระโอษฐ์ ตบพระหัตถ์อยู่ฉาดฉาน ร้อง สาธุการสรรเสริญทานบารมี ทั้งสมเด็จอมรินทร์เจ้าฟ้าสุราลัยอันเป็นใหญ่ ในดาวดึงส์สวรรค์ ก็มาโปรยปรายทิพยบุปผากรอง ทั้งพวงแก้วและพวง ทองก็โรยร่วงจากกลีบเมฆกระทาสักการบูชาแก่สมเด็จนางพระยามัทรี ท้าวเธอทรงกระทาอนุโมทนาทาน ( เวสสฺสนฺตรสฺส ) แห่งพระเวสสันดร ราชฤๅษีผู้เป็นพระภัสดา ( อิติ เมาะ อิมินา ปกาเรน ) ด้วยประการดังนี้แล้ว แล
  59. 59. คุณลักษณะพระเวสสันดร ๑.มีปฎิภาณไหวพริบในการแก้ปัญหา ๒. มีคารมคมคายรู้จักพูด มีศิลปะในการเจรจา ๓. เข้าใจธรรมชาติของผู้หญิง ๔. มีความรักความเข้าใจต่อพระนางมัทรีเป็นอย่างยิ่ง ๕. มีความอดทนอดกลั้น ๖. มีความมุ่งมั่นตั้งใจในการบริจาคทาน ๗. พูดแล้วไม่คืนคา ๘. มีความเมตตา ๙.
  60. 60. ๑.เป็นกุลสตรีที่เรียกว่าเบญจกัลยาณี ๒.รู้จักหน้าที่ รู้จักวางตัว ๓.มีความมุ่งมั่นไม่หวาดกลัวอันตราย ๔.ปรับตัวให้เข้ากับสภาพความเป็นอยู่ มีความอดทนต่อความยากลาบาก ๕.มีความรักเทิดทูนสามี ๖.มีคารมคมคายรู้จักพูด ๗.ไม่ใช้อารมณ์ในการตัดสินปัญหา ๘.ช่างอธิบายมีเหตุมีผล คุณลักษณะพระนางมัทรี
  61. 61. ๙.มีความละเอียดรอบคอบ ๑๐.รักลูกดูแลใส่ใจลูกเป็นอย่างดี ๑๑.มีจิตเป็นกุศลในการบริจาคทาน คุณลักษณะพระนางมัทรี
  62. 62. เจ้ามิได้ห่างมารดาสักหายใจ โอความเข็ญใจในครั้งนี้นี่เหลือขนาด สิ้น สมบัติพลัดญาติยังแต่ตัวต้องไปหามาเลี้ยงลูกและเลี้ยงผัวทุกเวลา แม่มาสละ เจ้าไว้เป็นกาพร้าทั้งสององค์ เสมือนหนึ่งลูกหงส์เหมราชปักษิณปราศจาก มุจลินทร์ ไปตกคลุกในโคลนหนอง สิ้นสีทองอันผ่องแผ้ว โอพระอาศรมเจ้าเอ๋ยน่าอัศจรรย์ใจ แต่ก่อนดูนี่สุกใสด้วยสีทอง เสียงเนื้อนก นี่ร่าร้องสาราญรังเรียกคู่คูขยับขัน ทั้งจักจั่นพรรณลองไนเรไรร้องอยู่หริ่งๆ ระเรื่อยโรย
  63. 63. จึ่งตรัสว่าโอ้เจ้าแว่นแก้วส่องสว่างอกของแม่เอ่ย อุปลักษณ์ = เปรียบสิ่งหนึ่งเป็นสิ่งหนึ่ง
  64. 64. อันสองกุมารไปอยู่ไหนไม่แจ้งเหตุ หรือพากันไปเที่ยวลับพระเนตร นอกตาแหน่ง สิงสัตว์ที่ร้ายแรงคะนองฤทธิ์ มาพานพบขบกัดตัดชีวิต พระลูกข้าพาไปกินเป็นอาหาร ถึงกระนั้นก็จะพานซึ่งกะเลวระร่าง มิ เลือดเนื้อก็จะเหลืออยู่บ้างสักสิ่งอัน นางก็เศร้าสร้อยสลดพระทัย ดั่งใครเอาเหล็กแดงมาแทงใจให้เจ็บจิตนี่ เหลือทนอุปมาเสมือนคนไข้หนักแล้วมิหนายังแพทย์เอายาพิษมาวางซ้าให้ เวทนา
  65. 65. อันว่าพระยานางสิเป็นหน่อกษัตริย์จะไปไหนก็เคยมีแต่กลดกั้นพานจะ เกรงแสงสุริยันไม่คลาเคลื่อน เจ้ารักเดินด้วยแสงเดือนชมดาวพลาง ได้ น้าค้างกลางคืนชื่นอารมณ์สมคะเน พอมาถึงก็ทาเสขึ้นเสียงเลี่ยงพาโลว่า ลูกหาย เมื่อได้สดับคาพระราชสามีบริภาษณานาง ที่ความโศกก็เสื่อมสร่างสงบจิต เพราะเจ็บใจ จึ้งก้มพระเศียรลงกราบไหว้แล้ววันทนาพลาง
  66. 66. พบพญาราชสีสองเสือทั้งสามสัตว์สกัดหน้าไม่มาได้ ตั้งแต่เกล้ากระหม่อมฉันตกมาเป็นข้าน้อย พระองค์เห็นพิรุธ ร่องรอยร้าวรานที่ตรงไหน ทอดพระเนตรสังเกตไว้แต่ปางก่อน จึงเคืองค่อนด้วยคาหยาบยอกใจเจ็บจิต เหลือกาลัง
  67. 67. อุตสาหะตระตรากตระตราเตร็ดเตร่หาผลาผลไม้ ถึงที่ไหนจะรกเรี้ยวก็ ซอกซอนอุตส่าห์เที่ยวไม่ถอยหลัง จนเนื้อหนังข่วนขาดเป็นริ้วรอย โลหิต ไหลย้อยทุกหย่อมหนามอารามจะใคร่ได้ผลาผลไม้มาปฏิบัติลูกบารุงผัว ได้ยินแต่เสียงดุเหว่าละเมอร้องก้องพนาเวศ = บุคคลวัตร
  68. 68. มหาชาติเวสสันดรชาดกเป็นคัมภีร์สาคัญคู่บ้านคู่เมือง สอนให้รู้จักโอบอ้อม อารี เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มิเห็นแก่ตัว ซึ่งจะทาให้สังคมสงบสุข โดยมีอานิสงส์ ๕ ประการ ดังนี้ ๑. เป็นวรรณกรรมชั้นสูงที่รัตนกวีของชาติได้รจนาขึ้น ๒. เป็นแม่แบบของการปกครอง แบบประชาธิปไตย โดยมีพระมหากษัตริย์ เป็นประมุข ๓. เป็นคัมภีร์ที่สอนให้รู้ว่า การแก้ไขปัญหา แบบประชาธิปไตย (ฟังเสียง ประชาชนส่วนใหญ่) และการแก้ไขปัญหาด้วยวิธีการที่รุนแรง นอกจากไม่ สามารถแก้ไขปัญหาได้แล้ว ยังเป็นการสร้างปัญหาให้เกิดมากยิ่งขึ้นไปอีก ๔. สอนการผ่อนหนักให้เป็นเบา รู้จักประนีประนอม ผ่อนปรน ในยาม บ้านเมืองเข้าที่คับขัน เช่น เหตุการณ์รุนแรงสาคัญ ๆ ในบ้านเมือง ตัวอย่างเช่น กรณี ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเลือกปฏิบัติเยี่ยง เดียวกับพระเจ้าสัญชัย โดยให้ผู้บริหารประเทศ ออกจากบ้านเมืองไปก่อน จนกระทั่งเหตุการณ์คืนสู่ปกติ อานิสงส์การฟังเทศน์มหาชาติ
  69. 69. ๑๐.กัณฑ์สักบรรพ ๔๓ คาถา พระอินทร์จาแลงเป็นพราหมณ์มาขอนางมัทรี แล้วถวายคืน และประสาทพร 8 ประการแก่ พระเวสสันดรดังนี้ 1. ขอให้พระบิดามีเมตตา 2. ขอให้ปล่อยนักโทษ 3. ขอให้อนุเคราะห์คนยากจน 4. ขออย่าให้รู้อานาจสตรี 5. ให้พระโอรสมีอายุยืน 6. ขอให้ฝนแก้ว7 ประการตกลงในเมืองสีพี 7. ขอให้สมบัติในท้องพระคลังอย่ารู้หมดสิ้น 8. เมื่อทิวงคตแล้ว ขอให้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิต อานิสงส์ ผู้บูชากัณฑ์นี้จะได้เป็นผู้เจริญด้วย ลาภยศตลอดจนจตุรพิธภรทั้ง 4 คือ อายุ วรรณะ สุขะ พละ ตลอดการ
  70. 70. ๑๑.กัณฑ์มหาราช๖๙คาถา ผู้บูชากัณฑ์นี้จะได้มษุษย์สมบัติ สวรรค์และนิพพาน เมื่อเกิดเป็นมนุษย์ จะได้เป็นราชา เมื่อจากโลกมนุษย์ไป ก็จะได้เสวยทิพย์สมบัติในสวรรค์ มีนางอัปสรเป็น บริวาร ครั้นบารมีแก่กล้าก็จะได้นิพพานสมบัติ อันตัด เสียซึ่งชาติ ชรา พยาธิ มรณะ เทวดาจาแลงเป็นพระเวสสันดรและนางมัทรี มาอุ้มชูสองกุมารให้เสวยนมด้วยเมตตา อานิสงส์
  71. 71. • พระชาลีเห็นผู้อื่นพากันตาหนิติเตียนพระบิดาจึงทรงกล่าวว่า "เมื่อพระบิดาเสด็จไปผนวชอยู่ในป่า มิได้ทรงมีสมบัติใดติดพระองค์ไป แต่ทรงมีพระทัยแน่วแน่ที่จะสละกิเลส ไม่หลงใหลหวงแหนในสมบัติสิ่ง หนึ่งสิ่งใด แม้บุคคลอันเป็นที่รักก็ย่อมสละได้เพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่น เพราะ ทรงมีพระทัยมั่นในพระโพธิญาณในภายหน้า ความรัก ความหลง ความโลภ ความโกรธ เป็นกิเลสที่ขวางกั้นหนทางไปสู่พระโพธิญาณ พระบิดาของ หม่อมฉันสละกิเลสได้ดังนี้ จะมาตาหนิติเตียนพระองค์หาควรไม่" • พระเจ้าสญชัยได้ทรงฟังดังนั้นก็ยินดี จึงตรัสเรียกพระชาลีให้เข้าไปหา แต่พระชาลี ยังคงประทับอยู่กับชูชก และทูลว่าพระองค์ยังเป็นทาของชูชกอยู่ พระเจ้าสัญชัยจึงขอไถ่สองกุมารจากชูชก
  72. 72. ๑๒.กัณฑ์ฉกษัตริย์๓๖ คาถา ทั้งหกกษัตริย์ถึงวิสัญญีภาพสลบลง เมื่อได้พบหน้ากัน ณ พระอาศรมที่เขาวงกต อานิสงส์ ผู้บูชากัณฑ์ฉกษัตริย์ จะได้เป็นผู้เจริญด้วยพร 4 ประการ คือ อายุ วรรณะ สุขะ พละ ทุกๆชาติแล
  73. 73. ๑๓.นครกัณฑ์ ๔๘ คาถา หกกษัตริย์นาพยุหโยธาเสด็จกลับสู่พระนคร แล้วขึ้นครองนครแทนพระราชบิดา ผู้บูชา จะได้เป็นผู้บริบูรณ์ด้วยวงศาคณาญาติ ข้าทาส ชายหญิง ธิดา สามี หรือบิดามารดา อยู่พร้อมหน้ากันโดยความผาสุก ปราศจากโรคาพาธ ทั้งปวง จะทาการใดๆก็พร้อมเพรียงกัน ทาการงานใดใดก็สาเร็จลุล่วงไปด้วยดี อานิสงส์
  74. 74. เมื่อพระเวสสันดรมีพระชนม์ได้๑๒๐ ปี ก็สวรรคตไปเกิดบน สวรรค์ชั้นดุสิต เป็นท้าวดุสิตเทวราช ครั้นถึงเวลาก่อนพุทธกาลไม่นานนัก เทพยดา ในสวรรค์ต่างประชุมปรึกษากันว่าใครจะเป็นผู้ทีสมควรตรัสรู้เป็น พระพุทธเจ้า ต่างเห็นพ้องต้องกันว่า ผู้ที่บาเพ็ญบารมีอันยากยิ่งมา หลายพระชาตินั้นไม่มีใครเหมาะสมเท่าท้าวสันดุสิตเทวราช ให้จุติ ลงมาสู่โลกมนุษย์ท้าวสันดุสิตเทวราชทรงรับคาอัญเชิญ จุติเป็น เจ้าชายสิทธิธัตถะ
  75. 75. ออกเสียงอย่างไรให้เสนาะ กลุ่มสาระ: ภาษาไทย ระดับชั้น: มัธยมศึกษาปีที่ 5 การอ่านบทร้อยกรองให้ไพเราะ น่าฟัง ต้องอ่านเป็นทานองที่เรียกว่าทานองเสนาะ สามารถฝึกฝนได้โดย ผู้อ่านต้องมีความใส่ใจ มีศรัทธา ความอดทน และหมั่นหาตัวอย่างมาฝึกซ้อมเป็นประจาเพื่อให้เกิดการอ่าน ทานองเสนาะที่ไพเราะ โดยเสียงที่มีประสิทธิภาพในการอ่านมีลักษณะดังนี้ 1. เสียงดัง หมายถึง อ่านเสียงดังเหมาะสมกับสถานที่และจานวนผู้ฟังหากต้องใช้เครื่องขยายเสียงให้คานึงถึงคุณภาพของเครื่องขยายเสียงด้วย 2. ต้องมีเสียงชัดเจน หมายถึง อ่านชัดถ้อยชัดคา ถูกต้องตามอักขรวิธีของการอ่าน 3. มีเสียงนุ่มนวล ไพเราะ เหมาะสม หมายถึง เสียงมีระดับสูงต่า นุ่มนวลเป็นธรรมชาติ ไม่แข็งกระด้าง โดยเสียง นุ่มนวลนี้จะให้อารมณ์และความงามทางภาษาได้ชัดเจน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความหมายและบริบทของสาร ดังนั้น ควรออก เสียงให้เป็นธรรมชาติ เพราะเสียงที่นุ่มนวลไพเราะมีความสาคัญต่อการอ่านทานองเสนาะ

×