Ip address

452 views

Published on

0 Comments
0 Likes
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

No Downloads
Views
Total views
452
On SlideShare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
1
Actions
Shares
0
Downloads
11
Comments
0
Likes
0
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

Ip address

  1. 1. หมายเลข IP Address คือ? IP Address คือหมายเลขประจาเครื่องที่ต้องกาหนดให้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องและ อุปกรณ์ทุกชิ้นในเครือข่ายเน็ตเวิร์ค โดยมีข้อแม้ว่าหมายเลข IP Address ที่จะกาหนดให้กับคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องหรืออุปกรณ์ต่างๆจะต้องไม่ซ้าซ้อนกัน ซึ่งเมื่อกาหนดหมายเลข IP Address ได้อย่างถูกต้องจะช่วยให้คอมพิวเตอร์ทุกเครื่องและอุปกรณ์ต่างๆในเครือข่าย รู้จักกันรวมถึงสามารถรับส่งข้อมูลไปมาระหว่างกันได้อย่างถูกต้อง โดย IP Address จะเป็นตัวอ้างอิงชื่อที่อยู่ของคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่อง ตัวอย่างเช่น หากคอมพิวเตอร์ A ต้องการส่งไฟล์ข้อมูลไปให้คอมพิวเตอร์ B คอมพิวเตอร์ A จะต้องรู้จักหรือมองเห็นคอมพิวเตอร์ B เสียก่อน โดยการอ้างอิงหมายเลข IPAddress ของคอมพิวเตอร์ B ให้ถูกต้อง จากนั้นจึงอาศัยโปรโตคอลเป็นตัวรับส่งข้อมูลระหว่างทั้ง 2 เครื่อง IP Address จะประกอบไปด้วยตัวเลขจานวน 4 ชุด ระหว่างตัวเลขแต่ละชุดจะถูกคั่นด้วยจุด “.” เช่น10.106.59. โดยคอมพิวเตอร์จะแปลงค่าตัวเลขทั้ง 4 ชุดให้กลายเป็นเลขฐาน 2 ก่อนจะนาค่าที่แปลงได้ไปเก็บลงเครื่องทุกครั้ง และนอกจากนี้หมายเลข IP Address ยังแบ่งออกเป็น 2 ส่วนดังนี้ 1.ส่วนที่ใช้เป็นหมายเลขเครือข่าย (Network Address) 2.ส่วนที่ใช้เป็นหมายเลขเครื่อง (Host Address) ซึ่งหมายเลขทั้ง 2 ส่วนนี้สามารถแบ่งออกตามลักษณะการใช้งานได้ 5 Class ด้วยกันได้แก่ Class A, B, C, Dและ E สาหรับ Class D และ E ทางหน่วยงาน InterNIC (Internet Network Information Center: หน่วยงานที่ได้รับการจัดตั้งจากรัฐบาลสหรัฐ ซึ่งทาหน้าที่เกี่ยวกับการออกมาตรฐานและจัดสรรหมายเลข IP Address ให้กับคอมพิวเตอร์ในเครือข่ายทั่วโลก) ได้มีการประกาศห้ามใช้งาน Class A หมายเลข IP Address จะอยู่ในช่วง 0.0.0.0 ถึง 127.255.255.255 มีไว้สาหรับจัดสรรให้กับองค์กรขนาดใหญ่ที่มีคอมพิวเตอร์เชื่อมต่อภายในเครือ ข่ายจานวนมากๆ Class B หมายเลข IP Address จะอยู่ในช่วง 128.0.0.0 ถึง 191.255.255.255 มีไว้สาหรับจัดสรรให้กับองค์กรขนาดกลาง ซึ่งสามารถเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ในเครือข่ายได้มากถึง 65,534 เครื่อง Class C หมายเลข IP Address จะอยู่ในช่วง 192.0.0.0 ถึง 223.255.255.255 มีไว้สาหรับจัดสรรให้กับองค์กรขนาดเล็กและใช้กับคอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่ในเครือ ข่ายอินเตอร์เน็ตสามารถต่อเชื่อมกับคอมพิวเตอร์ในเครือข่ายได้ 254 เครื่อง Class D หมายเลข IP Address จะอยู่ในช่วง 224.0.0.0 ถึง 239.255.255.255 สาหรับหมายเลข IPAddress ของ Class นี้มีไว้เพื่อใช้ในเครือข่ายแบบ Multicast เท่านั้น Class E หมายเลข IP Address จะอยู่ในช่วง 240.0.0.0 ถึง 254.255.255.255 สาหรับหมายเลข IPAddress ของ Class นี้จะเก็บสารองไว้ใช้ในอนาคต ปัจจุบันจึงยังไม่ได้มีการนามาใช้งานPublic IP และ Private IP แตกต่างกัน? บนเครือข่ายอินเตอร์เน็ตเราจะได้รับการจัดสรร IP Address จากผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต (ISP: InternetService Providers) ที่ใช้อยู่ ซึ่งเป็น IP Address ของจริงหรือที่เรียกว่า “Public IP” แต่สาหรับการต่อเครือข่ายเพื่อใช้งานภายในบ้านหรือออฟฟิศต่างๆ เราจะใช้ IP Address ของปลอม หรือที่เรียกว่า “Private IP” ซึง Class ที่ ่นิยมใช้กันก็คือ Class C ที่อยู่ในช่วง 192.168.0.0 ถึง 192.168.255.0 โดยผู้ใช้หรือผู้ดูแลระบบจะสามารถเป็นผู้กาหนดหมายเลข IP Address แบบ Private IP ด้วยตนเองได้
  2. 2. Public IPPrivate IP
  3. 3. IPConfig คาสั่งสาหรับเรียกดูหมายเลข IP Address ภายในเครื่อง คาสั่ง IPConfig เป็นคาสั่งที่ใช้สาหรับเรียกดูหมายเลข IP Address ของเครื่องที่ท่านใช้งานอยู่ ซึ่งถ้าหากท่านไม่ทราบว่าหมายเลข IP Address ของเครื่องที่ท่านใช้งานอยู่นั้นเป็นหมายเลขอะไรหรือมีรายละเอียดอะไรที่เกี่ยวข้องกับหมายเลข IP Address บ้าง ก็สามารถใช้คาสั่งนี้เรียกดูผ่านหน้าต่าง Command Prompt ได้เลยครับโดยเข้าไปที่1.ถ้าหากต้องการดูหมายเลข IP Address ซึ่งบอกรายละเอียดทั้งหมดก็สามารถดูได้โดยคลิกปุ่ม Start > Run > พิมพ์cmd วรรค /k วรรค ipconfig วรรค /allจะได้ผลลัพธ์ออกมาดังรูปและนอกจากนี้ยังมีตัวเลือกเพิ่มเติมที่นิยมใช้ร่วมกับคาสั่ง IPConfig ได้แก่ipconfig [/? | /all | /renew [adapter] | /release [adapter] | /flushdns | /displaydns | /registerdns |/showclassid adapter | /setclassid adapter [classid] ] Options:/? แสดง help ของคาสั่งนี้/all แสดงรายละเอียดทั้งหมด/release ยกเลิกหมายเลข IP ปัจจุบัน
  4. 4. /renew ขอหมายเลข IP ใหม่ ในกรณีที่เน็ตเวิร์คมีปัญหา เราอาจจะลองตรวจสอบได้โดยการใช้คาสั่งนี้ ซึ่งหากคาสั่งนี้ทางานได้สาเร็จ แสดงว่าปัญหาไม่ได้มาจากระบบเครือข่าย แต่อาจจะเกิดจากซอฟท์แวร์ของเรา/flushdns ขจัด DNS Resolver ออกจาก cache./registerdns ทาการ Refreshes DHCP ทั้งหมด และ registers DNS names ใหม่/displaydns แสดง DNS Resolver ทั้งหมดที่มีในอยู่ Cache./showclassid แสดง class IDs ทั้งหมดที่ DHCP ยอมให้กับการ์ดแลนใบนี้/setclassid แก้ไข dhcp class id.การใช้คาสั่ง Ping ตรวจสอบการเชื่อมต่อเครือข่าย คาสั่ง Ping เป็นคาสั่งที่ใช้ในการตรวจสอบการเชื่อมต่อกับเครือข่ายระหว่างคอมพิวเตอร์ แต่ละเครื่องที่อยู่ในเครือข่าย โดยคาสั่ง Ping จะส่งข้อมูลที่เป็นแพ็คเกจ 4 ชุดๆละ 32 Byte ไปยังคอมพิวเตอร์ปลายทางที่ต้องการตรวจสอบ หากมีการตอบรับกลับมาจากคอมพิวเตอร์เป้าหมายก็แสดงว่าการเชื่อมต่อเครือข่าย ยังเป็นปกติ แต่หากไม่มีการตอบรับกลับมาก็แสดงว่าคอมพิวเตอร์ปลายทางหรือเครือข่ายอยู่ใน ช่วงหนาแน่น ดังนั้นจะเห็นว่าคาสั่ง Ping มีประโยชน์อย่างมากในการตรวจสอบสถานะการเชื่อมต่อเครือข่ายเบื้องต้นได้เป็น อย่างดี ขั้นตอนการเรียกใช้งานมีดังนี้ 1.คลิกปุ่ม Start > Run > พิมพ์ cmd เพื่อเรียกใช้งาน Command Prompt ดังรูป2.เมื่อปรากฏหน้าต่าง Command Prompt ให้พิมพ์คาสั่ง ping ตามด้วยหมายเลข IP Address ของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ต้องการเข้าไปตรวจสอบลงไป จากนั้นกดปุ่ม Enter
  5. 5. 3.หากมีการตอบรับกลับมาจากคอมพิวเตอร์ปลายทาง จะปรากฏคาสั่งเหมือนในกรอบสีแดง แสดงว่าคอมพิวเตอร์ทั้ง2 เครื่องสามารถติดต่อสื่อสารกันได้ตามปกติ4.แต่ถ้าปรากฏคาสั่ง “Request timed out” นั่นแสดงว่าคอมพิวเตอร์ทั้ง 2 เกิดปัญหาขัดข้องไม่สามารถติดต่อสื่อสารถึงกันได้ ซึ่งจะต้องทาการตรวจสอบการเชื่อมต่อเครือข่ายรวมถึงการตั้งค่าต่างๆให้ถูก ต้อง แล้วลองใช้คาสั่ง Ping ตรวจสอบอีกครั้งครับตัวเลือกเพิ่มเติมที่นิยมใช้ร่วมกันกับคาสั่ง PingUsage: ping [-t] [-a] [-n count] [-l size] [-f] [-i TTL] [-v TOS] [-r count] [-s count] [[-j host-list] | [-k host-list] | [-w timeout] target_nameOptions:-t Ping ไปยัง Host ตามที่ระบุเรื่อยๆ จนกว่าจะสั่งยกเลิกโดยกดแป้น Ctrl-C.และหากต้องการดูสถิติให้กดแป้น Ctrl-Break-a เปลี่ยนหมายเลข IP Address ของ Host เป็นชื่อแบบตัวอักษร-n count Ping แบบระบุจานวน echo ที่จะส่ง-l size กาหนดขนาด buffer-f ตั้งค่าไม่ให้แยก flag ใน packet.-i TTL Ping แบบกาหนด Time To Live โดยกาหนดค่าตั้งแต่ 1-255-v TOS กาหนดประเภทของบริการ (Type of service)-r count Ping แบบให้มีการบันทึกเส้นทางและนับจานวนครั้งในการ hops จนกว่าจะถึงปลายทาง-s count Ping แบบนับเวลาในการ hop แต่ละครั้ง-j host-list Loose source route along host-list.-k host-list Strict source route along host-list.-w timeout Ping แบบกาหนดเวลารอคอยการตอบรับ
  6. 6. วิธีสังเกต ว่า IP Address นี้อยู่ Class อะไร• ถ้า Byte แรก ซ้ายสุดเป็น ตัวเลข 1-126 แสดงว่าเป็นหมายเลข IP Address ที่อยุ่ใน Class A (IP address 127 นั่น จะเป็น Loopback Address ของ Class นี้น่ะครับหรือ ของคอมท่านเอง )• ถ้า Byte แรก ซ้ายสุดเป็น ตัวเลข 128-191 แสดงว่าเป็นหมายเลข IP Address ที่อยุ่ใน Class B• ถ้า Byte แรก ซ้ายสุดเป็น ตัวเลข 192-223 แสดงว่าเป็นหมายเลข IP Address ที่อยุ่ใน Class C• ส่วน 224 ขึ้นไปจะเป็น Multicast Address ที่กล่าวไว้ข้างต้น Subnet mask เป็น Parameter อีกตัวหนึ่งที่ต้องระบุควบคู่กับหมายเลข IP Address หน้าทีของ subnetคือ ตัวที่แบ่ง IP address ที่ได้มาให้เป็นกลุ่มย่อย ช่วยในการแยกแยะว่าส่วนใดภายในหมายเลข IP Address เป็นNetwork Address และส่วนใดเป็นหมายเลข Host Address ดังนั้น ท่านจะสังเกตได้ว่า เมื่อเราระบุ IP Addressให้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ เราจาเป็นต้องระบุ Subnet mask ลงไปด้วยทุกครั้ง ์Default Subnet mask ของแต่ล่ะ Class ดั้งนี้• Class A จะมี Subnet mask เป็น 255.0.0.0 หรือเลขฐานสองดัง้นี้11111111.00000000.00000000.00000000(รวม เลข 1 ให้หมด ก็จะได้เท่ากับ 255)• Class B จะมี Subnet mask เป็น 255.255.0.0 หรือเลขฐานสองดัง้นี้11111111.11111111.00000000.00000000• Class C จะมี Subnet mask เป็น 255.255.255.0 หรือเลขฐานสองดัง้นี้11111111.11111111.11111111.00000000"ตาแหน่ง ของ Bit ไหน ในหมายเลข IP Address ที่ถูกกันไว้ให้เป็น Network Address หรือ Subnet Address จะมีค่าของ Bit ตาแหน่งที่ตรงกันใน Subnet mask เป็น 1 เสมอ"หลักการพื้นฐานของการทา Subnetหลักการ ทางานมีอยู่ว่า เราจะต้องยืม bitในตาแหน่งที่แต่เดิมเคยเป็น Host Address มาใช้เป็น Sub-networkAddress ด้วยการแก้ไขค่า Subnet mask ให้เป็นค่าใหม่ที่เหมาะสมสูตรการคานวณ 2 ยกกาลัง n - 2 = ??ูการวางแผน คานวณ Subnet1. หาจานวน Segment ทั้งหมดที่ต้องการ Subnet address จานวนใน Segment ในที่นี้ นับจานวน networkที่อยุ่ในแต่ล่ะฝั่งอขง Router หรือของ switch Layer 3 หรือ หากมีการ implement VLAN จะนับจานวนของVLANก็ได้2. จานวนเครื่อง computer ทั้งหมดในแต่ล่ะ Segment (ในที่นี้เราสมมุติ ว่าจานวนเครือง มีจานวนใกล้เคียงกัน) ์3. หาจานวน bit ที่จะต้องยืมมาใช้เป็น Subnet Address โดยพิจารณาจาก ข้อ.1 และ ข้อ.2 โดยอาศัยสูตรง่าย ๆถ้ายืมมาจานวน x bit แล้ว ถ้านาเอา 2 มายกกาลังด้วย x แล้ว หักลบออกอีก 2 แล้วได้ค่ามากกว่า หรือ เท่ากับจานวน Subnet address ที่เราต้องการขั้นต่อมา ก้ต้องนา bit ที่เหลือจากการยืมมา เข้าสูตรเดิมคือ 2 ยกกาลัง n -2 = ??4. นา subnet mask ที่ได้มาคานวณร่วมกับหมายเลข Network Address เดิมเพื่อหา Subnet Address ทั้งหมดที่เป็นไปได้ เพื่อที่จะนาไปกาหนดให้กับ Network แต่ล่ะ Segment
  7. 7. 5. คานวณหมายเลข IP Address ที่เป็นไปได้ทั้งหมดในแต่ล่ะ Subnet แล้วนาไป กาหนดให้กับเครื่อง computerเครื่อง server และแต่ล่ะ interface ของ router จนครบคือถ้าสมมุติเราได้ IP ที่มีชุดหมายเลข Network เป็น 20.0.0.0 ซึ่งทางเทคนิคจะเห็นว่าเป็นหมายเลข IP Class Aที่ เป็น Private IP Address สามารถกาหนดให้เครื่อง ได้ตั้งแต่หมายเลข 20.0.0.1 - 20.255.255.254 โดยมีหมายเลข Network เป็น 20.0.0.0 และหมายเลข Broadcast เป็น20.255.255.255 แล้วถ้าเรานามาใช้จริงก็จะเห็นว่ามันจะเห็นกันทั้งหมดเพราะว่า มันอยู่ใน network เดียวกันเพราะฉะนั้นเวลาเราจะทา subnet เราก็แบ่งไปตามที่เราต้องการเช่นเราอยากให้ byte ที่ 2 เป็นแผนก byte ที่ 3 เป็นหน่วยในแผนกประโยชน์ของ subnet ก็คือเผื่อทาให้การบริหารจัดการมีประสิทธิภาพและเพื่อประโยชน์ในด้าน ระบบความปลอดภัยของข้อมูลNAT เป็นการแก้ปัญหาจากการที่อินเตอร์เนตมีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว ทาให้ IP ไม่เพียงพอต่อการใช้งาน โดย NATสามารถแปลง IP หลายๆ ตัวที่ใช้ภายในเครือข่ายให้ติดต่อกับเครือข่ายอื่นโดยใช้ IP เดียวกัน ซึ่งวิธีการทางานก็คือเมื่อมีการเริ่มทางาน มันจะสร้างตารางไว้เก็บข้อมูล IP address ของเครื่องในเครือข่ายภายในที่ส่ง packet ผ่าน NATdevice และจากนั้นมันก็จะสร้างตารางไว้เก็บข้อมูลหมายเลขพอร์ต ที่ถูกใช้ไปโดย outside IP address เมื่อมีการส่งpacket จากเครือข่ายภายในไปยังเครือข่ายภายนอก NAT device จะมีกระบวนการทางานคือ1. มันจะบันทึกข้อมูล source IP adress และ source port number ไว้ในตารางที่เกี่ยวข้อง2. มันจะแทนที่ IP ของ packet ด้วย IP ขาออกของ NAT device เอง (ในที่นี้คือ 203.154.207.76)3. มันจะ assign หมายเลขพอร์ตใหม่ให้กับ packet และบันทึกค่าพอร์ตนี้ไว้ในตาราง และกาหนดค่านี้ลงไปในsource port number ของ packet นั้น4. จากนั้นจะคานวณหา IP, TCP checksum อีกครั้งเพื่อตรวจสอบความถูกต้องและ เมื่อ NAT device ได้รับ packet ย้อนกลับมาจาก external network มันจะตรวจสอบ destination portnumber ของ packet นั้นๆ แล้วนามาเปรียบเทียบกับข้อมูล source port number ในตารางที่บรรจุข้อมูลไว้ ถ้าเจอข้อมูลที่ตรงกันมันก็จะเขียนทับ destination port number, destination IP address ของ pakcet นั้นๆ แล้วจึงส่ง packet นั้นไปยังเครื่องอยู่ภายในเครือข่ายภายในที่เป็นผู้สร้าง packet นี้ขึ้นมาในครั้งแรกprefer คือ DNS ตัวแรกคับจะใช้ในการ resolve เป็นอันดับแรก ถ้าใช้งานได้ก็จะใช้อันนี้ประจา หากใช้งานไม่ได้ก็จะใช้ตัวที่สองที่เรียกว่า alternate dns หละคับDNS ServerDomain Name Service Serverยกตัวอย่างเวลาเราจะเข้าเว็ปไซต์ www.google.co.th เราก็จะจาง่ายเราจาแต่คาว่า google.co.th แต่การทางานคอมพิวเตอร์นั้นมันไม่ได้ติดต่อกันด้วย google.co.th แต่มันติดต่อกันด้วย IP Addressดังนั้น DNS Server จึงทาหน้าที่แปลงจากชื่อ google.co.th เป็น IP ที่มันค้นหาจากฐานข้อมูล (ฐานข้อมูลจะมีการเชื่อมต่อกันทั่วโลก)อย่างเช่น www.google.co.th แปลงเป็นไอพีได้ 10.11.1.20 ทานองนี้น่ะครับ ถ้าเราจาได้ว่า IP address ของเว็ปไซต์คืออะไร
  8. 8. DNS Server ก็ไม่มีความจาเป็น เราก็พิมพ์ไปได้เลย เช่น www.10.11.120 น่ะครับPrimary DNS หรือ Preferred DNS ก็คือชื่อ Domain Name Service ตัวหลักที่เราจะขอใช้บริการ (จาเป็นต้องมีเพราะเราจาชื่อ IP ของเว็ปต่างๆ ไม่ได้)Secondary DNS หรือ Alternat DNS ก็คือชื่อDomain Name Service ตัวสารอง (เหมือนทางเบี่ยงเวลาสะพานขาด หรือชารุด) ไม่ต้องมีก็ได้ ถ้ามั่นใจว่า DNS หลักไม่มีวันล่ม

×