Successfully reported this slideshow.
We use your LinkedIn profile and activity data to personalize ads and to show you more relevant ads. You can change your ad preferences anytime.

Computer

378 views

Published on

คอมพิวเอตร์เบื้องต้น

Published in: Education
  • Be the first to comment

Computer

  1. 1. 1 ความหมาย บทบาทและความสําคัญของคอมพิวเตอร คอมพิวเตอรคืออะไร ปจจุบันจะพบวาคอมพิวเตอรมีหลากหลายรูปแบบ ทั้งขนาดคอมพิวเตอรพกพา คอมพิวเตอรแบบตั้งโตะ คอมพิวเตอรแบบกกระเปาหิ้ว คอมพิวเตอรขนาดใหญ เชน คอมพิวเตอร เมนเฟรม หรือซุปเปอรคอมพิวเตอร แตไมวาจะเปนรูปแบบใดก็ตาม คอมพิวเตอรก็มีความหมายที่ ชัดเจนในตัวของมันเองคือเครื่องคํานวณ ในรูปของอุปกรณอิเล็กทรอนิกส ที่สามารถรับขอมูลและ คําสั่งนั้นไปประมวลดวยหนวยประมวลผลเพื่อใหไดผลลัพธที่ตองการ และแสดงผลผานอุปกรณ แสดงผลตลอดจนสามารถบันทึกรายการตาง ๆ ไวเพื่อใชงานไดดวยอุปกรณบันทึกขอมูลสํารอง คอมพิวเตอรจึงสามารถมีรูปรางอยางไรก็ได ไมจําเปนตองเปนรูปรางอยางที่เราคุนเคยหรือ พบเห็น ตัวอยางเชน เครื่องฝากถอดเงินอัตโนมัติ หรือ ATM ก็ถือวาเปนเครื่องคอมพิวเตอรรูปแบบ หนึ่ง เหตุผลที่นําคอมพิวเตอรมาใชงาน 1. สามารถบันทึกขอมูลตาง ๆ ไดรวดเร็ว เชน การใชเครื่องอานหัสแทง (Bar - Code) อานเวลา เขา-ออก ของพนักงานและคิดราคาสินคา ในหางสรรสินคา 2. สามารถเก็บขอมูลจํานวนมาก ๆ ไวฐานขอมูล (Database) เพื่อใชงานไดทันที 3. สามารถนําขอมูลที่เก็บไวมาคํานวณทางสถิติ แยกประเภท จัดกลุม ทํารายงานลักษณะ ตาง ๆ ไดโดยระบบประมวลผลขอมูล (Data Processing) 4. สามารถสงขอมูลจากที่หนึ่งไปยังอีกทีหนึ่งไดอยางรวดเร็ว 5. สามารถจัดทําเอกสารตาง ๆ ไดอยางรวดเร็ว ดวยระบบประมวลผลคํา(Word Processing) ซึ่งเปนสวนของระบบสํานักงานอัตโนมัติ(Office Automation) 6. การนํามาใชงานทั้งดานการศึกษา การวิจัย
  2. 2. 2 7. การใชงานธุรกิจ งานการเงิน ธนาคาร และงานของภาครัฐตาง ๆ เชน การนําคอมพิวเตอร มาใช กับงานบัญชี งานบริหารสํานักงาน งานเอกสาร งานจองตั๋วเครื่องบิน รถไฟ 8. การควบคุมระบบอัตโนมัติตางๆ เชน ระบบจราจร ระบบเปด/ปดน้ําของเขื่อน 9. การใชงานเพื่อวิเคราะหตาง ๆ เชน การวิเคราะหสภาวะดินฟาอากาศ สภาพของดิน น้ํา เพื่อการเกษตร 10. การใชคอมพิวเตอรเพื่อจําลองรูปแบบ เชน การจําลองในงานวิทยาศาสตร จําลองโมเลกุล จําลองรูปแบบการฝกขับเครื่องบิน 11. การใชคอมพิวเตอรนันทนาการ เชน การเลนเกม การดูหนัง การฟงเพลง 12. การใชคอมพิวเตอรรวมกับเทคโนโลยีล้ําสมัยอื่นๆ เทคโนโลยีสื่อสารขอมูล เกิด เครือขายอินเทอรเน็ต เปนตน หลักการทํางานของคอมพิวเตอร การทํางานของคอมพิวเตอรประกอบดวยหนวยสําคัญ 4 หนวย คือ 1. หนวยรับขอมูลจะรับขอมูลโดยผูใชเปนผูปอนคําสั่งแลวสงไปยังหนวยประมวลผล 2. หนวยประมวลผลโดยทําตามโปรแกรมที่เก็บไวในหนวยความจําหลัก หนวยความจําหลัก ซึ่งเปนหนวยความจําที่ประมวลผลสามารถอานเขียนไดรวดเร็วมาก ขอมูลจะถูกเก็บไวที่ หนวยความจําหลักเพื่อประมวลผลตีความและกระทําตามไดอยางรวดเร็ว สวนหนวยความจําสํารอง มีไวสําหรับเก็บขอมูลหรือโปรแกรมที่มีจํานวนมากและหากจะใชงานก็มีการถายจากหนวยความจํา สํารองมายังหนวยความจําแลวนําขอมูลที่เก็บไวมาประมวลผล 3. หนวยสงออกหรือแสดงผล เปนหนวยที่นําขอมูลที่ไดรับการประมวลมาแสดงผล ลักษณะและประเภทของงานคอมพิวเตอร ประมาณป พ.ศ. 2500 คอมพิวเตอรที่อยูในโลกนี้ไมมากนัก สวนใหญจะเปนเครื่องในระบบ เมนเฟรมซึ่งมีขนาดใหญและราคาแพง ใชกับงานทางดานวิทยาศาสตรเทานั้น ซึ่งจะไมเกี่ยวของกับ ชีวิตประจํามากนักแต ในปจจุบันคอมพิวเตอรไดมีขนาดเล็กลง และ ราคาไมแพงนัก คนทั่วไป สามารถซื้อหามาใชไดเหมือนกับเรื่องใชไฟฟาโดยทั่วไป งานที่คอมพิวเตอรทํา ตัวอยางเชน 1. งานที่ตองจัดเก็บขอมูลเปนจํานวนมาก เชน เก็บขอมูลงานทะเบียนราษฎร เปนตน 2. งานที่ตองอาศัยการประมวลผลที่รวดเร็ว มีความถูกตองและแมนยํามากที่สุด เชน งาน ดานวิทยาศาสตร 3. งานที่ไมตองการหยุดพัก คือทํางานไดตลอดเวลา ในขณะที่ยังมีไฟฟาอยู 4. งานที่คนไมสามารถเขาไปทําได เชน ในสภาพแวดลอมที่เปนอันตรายตอสุขภาพรางกาย เชน ที่มีกาซพิษ กัมมันตภาพรังสี หรือในงานที่มีความเสี่ยงสูงในโรงงานอุตสาหกรรม
  3. 3. 3 งานคอมพิวเตอรกับงานการศึกษา ปจจุบันตามสถานศึกษาตางๆ ไดมีการนําคอมพิวเตอรมาใชในการเรียนการสอนอยาง มากมายรวมทั้งใชคอมพิวเตอรในงานบริหารของโรงเรียน เชน การจัดทําประวัตินักเรียน ประวัติครูอาจารย การคัดคะแนนสอบ การทําตารางสอน ใชคอมพิวเตอร ในงานหองสมุด เปนตน คอมพิวเตอรยุคที่ 1 (พ.ศ. 2547 - 2501) คอมพิวเตอรในยุคนี้ใชหลอดสุญญากาศ (Vacuum tube) เปนวงจรอิเล็กทรอนิกส เครื่องยัง มีขนาดใหญมากกระแสไฟฟาจํานวนมาก ทําใหเครื่องมีความรอนสูงจึงมักเกิดขอผิดพลาดงาย คอมพิวเตอรในยุคนี้ ไดแก VACI, IBM600 เครื่องคอมพิวเตอร Mark1 เครื่องคอมพิวเตอรENIAC คอมพิวเตอรยุคที่ 2 (พ.ศ. 2502 - 2507) คอมพิวเตอรยุคนี้ใชทรานซิสเตอร(Transistor) เปนวงจรอิเล็กทรอนิกส และใชวงแหวน แมเหล็กเปนความจํา คอมพิวเตอรมีขนาดเล็กมากกวายุคแรก ตนทุนต่ํากวา ใชกระแสไฟฟานอยกวา และมีความแมนยํา คอมพิวเตอรยุคที่ 3 (พ.ศ. 2508 - 2513) คอมพิวเตอรยุคนี้ใชวงจรไอซี(Integrated Circuit) เปนสารกึ่งตัวนําที่สามารถบรรจุวงจรทาง ตรรกะไวแลว แผนซิลิกอน (Silicon) เรียกวา “ชิป” คอมพิวเตอรยุคที่ 4 (พ.ศ. 2514 - 2523) คอมพิวเตอรยุคนี้ใชวงจร LSI (Large-Scale Integrated Ciruit) เปนการรวบรวมวงจรไอซี จํานวนมากลงในกอนชิป 1 แผน สามารถบรรจุไดมากกวา 1 ลานวงจรดวยเทคโนโลยีใหมทําใหเกิด แนวคิดในการบรรจุสําคัญสําหรับการทํางานพื้นฐานของคอมพิวเตอรนั้นคือ CPU ลงชิปตัวเดียว เรียก “ไมโครโปรเชสเซอร” คอมพิวเตอรยุคที่ 5 (พ.ศ. 2524 - ปจจุบัน) คอมพิวเตอรยุคนี้ใชวงจร VLSI (Very Large-Scale Integrated Ciuit) การพัฒนา ไมโครโปรเชสเซอร สิทธิภาพมากขึ้น
  4. 4. 4 ลักษณะและประเภทของคอมพิวเตอร การจัดแบงประเภทเครื่องคอมพิวเตอรอาจจะแบงไดหลายกรณีดวยกัน แตในที่นี้จะอาศัย หลักการโดยใชความเร็วและขนาดของหนวยความจําบันทึกขอมูลเปนหลักของการแบงลักษณะและ ประเภทเครื่องคอมพิวเตอร ซึ่งสามารถแบงได 4 ประเภทไดแก 1. Super Computer 2. Mainframc Computer 3. Mini Computer 4. Micro Computer Super Computer เปนคอมพิวเตอรที่มีประสิทธิภาพสูง มีความเร็วในการประมวลผลที่สูงประมาณ 100 คําสั่ง ตอวินาที และมีขนาดความจําปริมาณมาก ตองการหองที่สามารถปรับอุณหภูมิได และมักจะใช งานวิจัยตาง ๆ เชนการวิจัยเกี่ยวกับดินฟาอากาศ(อุตุนิยมวิทยา) การวิเคราะหภาพถาวดาวเทียม การ วิเคราะหดานโมเลกุลของสารตาง ๆ Mainframc Computer เปนคอมพิวเตอรที่มีประสิทธิภาพรองมาจาก Super Computer มีความตองการการ บํารุงรักษาคลาย ๆ กับ Super Computer แตมักจะพบในองคกรขนาดใหญ เชน ธนาคาร บริษัท ธุรกิจการบิน และมหาวิทยาลัยตาง ๆ เพราะเปนคอมพิวเตอรที่สามารถเชื่อมโยงกับเครื่องปลายทางได จํานวนมาก ทําใหสามารถตอบสนองการใชงานระหวางผูใชไดพรอมกันหลาย ๆ คน Mainframc Computer Mini Computer Mini Computer เปนคอมพิวเตอรขนาดกลางที่มักจะพบในหนวยงานบริษัทที่ใชงานดานเฉพาะ เชน ประมวลผลงานบัญชีสามารถนําไปเชื่อมตอกับเครื่องปลายทางไดหลายเครื่อง โดยมีลักษณะการ ทํางานแบบ การประมวลผลกระทําสวนกลางแลวนําไปประมวลผลที่ปลายทาง โดยที่เครื่อง ปลายทางไมตองประมวลผลเอง(Centralized)
  5. 5. 5 Micro Computer คอมพิวเตอรใชงานที่พบไดอยางแพรหลายโดยอาจจะพบไดทั้งในรูปของเครื่องคอมพิวเตอร สวนบุคคล แบบตั้งโตะ(Personal Computer)หรือแบบพกพา(Portable Computer)ลักษณะตาง ๆ ลักษณะการใชงานของเครื่องคอมพิวเตอร คอมพิวเตอรสวนบุคคล(PC) ไมโครคอมพิวเตอรเปนเครื่องคอมพิวเตอรที่มีขนาดเล็ก บาง คนเห็นวาเปนเครื่องคอมพิวเตอรที่ใชงานสวนบุคคล หรือเรียกวาพีซี (personal Computer : PC) สามารถใชเปนเครื่องตอเชื่อมในเครือขาย หรือใชเปนเครื่องปลายทาง (tcrminal) ซึ่งอาจจะทําหนาที่ เปนเพียงอุปกรณรับและแสดงผลสําหรับเขียนขอมูลและดูผลลัพธโดยการดําเนินการประมวลผลบน เครื่องอื่นในเครือขาย อาจจะกลาวไดวาไมโครคอมพิวเตอร คือเครื่องคอมพิวเตอรที่มีหนวย ประมวลผลกลางเปนไมโครคอมโพรเซสเซอร ใชงานงาย ทํางานในลักษณะสวนบุคคลได สามารถ แบงแยกไมโครคอมพิวเตอรตามขนาดของเครื่องไดดังนี้ Desktop Laptop Notebook Palmtop คอมพิวเตอรแบบตั้งโตะ (Desktop Computer) เปนไมโครคอมพิวเตอรที่มีขนาดเล็กถูก ออกแบบมาใหตั้งโตะ มีการแยกชิ้นสวนประกอบเปน ซีพียู จอภาพ และแผงแปนอักขระ แล็ปท็อปคอมพิวเตอร (Labtop Computer) เปนไมโครคอมพิวเตอรขนาดเล็กที่วางใชงาน บนตักได ภาพที่ใชเปนแบบแบนราบชนิดจอภาพผนึกเหลว (liquid Crystal Display : LCD) น้ําหนักของเครื่องประมาณ 18 กิโลกรัม โนตบุคคอมพิวเตอร (Notebook Computer) เปน ไมโครคอมพิวเตอรที่มีขนาดและมีความหนามากกวาแล็บท็อป น้ําหนักประมาณ 1.5-3 กิโลกรัม จอภาพแสดงผลเปนแบบราบชนิดมีทั้งแบบแสดงผลสีเดียว หรือแบบสีโนตบุคที่มีขายทั่วไปมี ประสิทธิภาพและความสามารถเสมือนแล็ปท็อป ปาลมท็อปคอมพิวเตอร (Plamptop Computer) เปนไมโครคอมพิวเตอรสําหรับทํางาน เฉพาะอยางเชนเปนพจนานุกรม เปนสมุดจดบันทึกประจําวัน บันทึกการนัดหมายและการเก็บขอมูล เฉพาะบางอยางที่สามารถพกพาติดไปมาไดสะดวก
  6. 6. 6 คอมพิวเตอรเครือขาย คอมพิวเตอรเครือขายกอใหเกิดความสมารถในการปฏิบัติรวมกัน ซึ่งหมายถึงการใหอุปกรณ ทุกชิ้นตออยูบนเครือขายทํางานรวมกันไดทั้งหมดในลักษณะที่ประสานรวมกัน โดยผูใชเห็นเสมือน ระบบเดียวกัน ทั้ง ๆ ที่ อุปกรณเหลานั้นอาจจะมาตางยี่หอ ตางบริษัทก็ได
  7. 7. 7 องคประกอบของคอมพิวเตอรสวนบุคคล สวนประกอบภายนอกและการการใชงาน • จอภาพ (Monitor) • เคส (Casc) • คียบอรด (Keyborad) • เมาส (Mouse) • ลําโพง (Speaker) • เครื่องสํารองไฟ (UPS) สวนประกอบภายในและการการใชงาน • หนวยประมวลผลกลาง (Contral Processing Unit : CPU) • หนวยความจําสําหรับเก็บขอมูลและคําสั่ง (Data & Programming Memory) • เมนบอรด (Mainborad) • ฮารดดิสกไดรฟ (Harddisk Drive) • ซีดีรอมไดรฟ (CD-ROM Drive) • ฟล็อปปดิสกไดรฟ (Floppy Disk Drive) • ชองขยาย (Slot) • แหลงจายไฟ (Power Supply) อุปกรณตอพวง • เครื่องพิมพชนิดตาง ๆ (Printer) • เครื่องสแกนภาพ (Scanner) • โมเด็ม (Modem)
  8. 8. 8 สวนประกอบภายในและการทํางาน หนวยประมวลผลกลาง (Central Processing Unit : CPU) หนวยประมวลผลกลางเปรียบไดกับสมองของคอมพิวเตอร เปนสวนที่สําคัญที่สุด ทําหนาที่ เปนศูนยกลางในการประมวลผลและควบคุมระบบตาง ๆ ของคอมพิวเตอร ใหทุกหนวยทํางาน สอดคลองสัมพันธกัน หลายทานคงสงสัยวาไมโครโพรเซสเซอร(Microprocessor) , ชิป(Chip) , โพรเซสเซอร (Processor) เหมือนหรือตางจาก CPU หรือไม อยางไร ? คําตอบคือเหมือนกัน จะเรียกชื่ออะไรก็ได เนื่องจากสวนประกอบภายในวงจรอิเล็กทรอนิกสที่ซับซอนจํานวนมาก มีทรายซิสเตอรประกอบกัน เปนวงจรหลายลานตัว แตละชิ้นมีความกวาง 0.35 ไมครอน (ขณะที่เสนผมคนเรามีเสนผาศูนยกลาง 100 ไมครอน ผานกรรมวิธีการผลิตที่สะอาดในโรงพยาบาลเสียอีก สําหรับยี่หอหรือแบรนด ของ ซีพียูที่ใชในปจจุบัน คือ Intel , AMD , Cyrix) หนวยประมวลผลกลาง ประกอบดวยหนวยยอย ดังนี้ • หนวยควบคุม (Control Unit) • หนวยคํานวณและตรรกะ (Arithmetic and Logic unit;ALU) • หนวยความจําหลัก (Main Memory Unit) สื่อสารระหวางหนวยงานตาง ๆ ใน CPU จะใชสายสัญญาณที่เรียกวา Bus Line หรือ Data Bus หนวยควบคุม (Control Unit) หนวยควบคุมทําหนาที่ควบคุมการทํางานของทุก ๆ หนวยใน CPU และอุปกรณอื่นที่ตอพวง เปรียบเสมือนสมองที่ควบคุมการทํางานสวนประกอบตาง ๆ ของรางกายมนุษย เชน แปลคําสั่งที่ ปอน ควบคุมใหหนวยรับขอมูลเขามาเปนตัวหารประมวลผล ตัดสินใจวาจะใหเก็บขอมูลไวที่ไหน ถูกตองหรือไม ควบคุม ALU ทําการคํานวณขอมูลเขามา ตลอดจนควบคุมการแสดงผลลัพธ เปนตน หนวยคํานวณและตรรกะ (Arithmetic and Logic unit;ALU) หนวยคํานวณแลตรรกะ ทําหนาที่คํานวณทางคณิตศาสตร (Arithmetic operations) และการ คํานวณและคณิตศาสตร (Logical operations) โดยปฏิบัติการเกี่ยวกับการคํานวณไดแก การบวก (Addition) ลบ (Subtraction)
  9. 9. 9 คูณ (Multiplication ) หาร (Division) สําหรับการคํานวณทางตรรกศาสตร ประกอบดวย การ เปรียบเทียบคาจริงหรือคาเท็จ โดยอาศัยปฏิบัติการพื้นฐาน 3 คา คือ • เงื่อนไขเทากับ ( = , Equal to condition ) • เงื่อนไขนอยกวา ( < , Less than condition) • เงื่อนไขมากกวา ( >, Greater than condition ) สําหรับตัวปฏิบัติทางตรรกะ สามารถนํามาผสมกันไดทั้งหมด 6 รูปแบบ คือ • เงื่อนไขเทากับ (=, Equal to condition ) • เงื่อนไขนอยกวา (< , Less than condition ) • เงื่อนไขมากกวา ( >, Greater than condition ) • เงื่อนไขนอยกวาหรือเทากับ (< = , Less than or equal condition ) • เงื่อนไขมากกวาหรือเทากับ ( <>, Less than or grater than condition ) ซึ่งเปนเงื่อนไขที่มีคา คือ “ไมเทากับ ( not equal to) ” นั่นเอง หนวยความจําหลัก ( Main Memory Unit) หนวยความจําหลัก ซึ่งมีชื่อเรียกหลายชื่อ ไดแก Main Memory Unit ,Primary Starage Unit ,Internal Storage Unit เปนหนวยที่ใชเก็บขอมูล และคําสั่งที่ใชในการประมวนผล และเก็บขอมูลในการ ประมวลผล และเก็บขอมูลตลอดจนคําสั่งชั้วคราวเทานั่น ขอมูลและคําสั่งจะถูกสงมาจากหนวย ควบคุม สามารถแบงไดเปน 2ประเภท คือ • หนวยความจําสําหรับเก็บคําสั่ง (Program Memory) • หนวยความจําสําหรับเก็บขอมูลและคําสั่ง (Data & Programming Memory) หนวยความจําสําหรับเก็บขอมูลและคําสั่ง (Data & Programming Memory ) หรือที่เรียกวา (RAM ; Random Access Memory) เปนหนวยความจําที่ใชเก็บขอมูล และคําสั่งจากหนวยรับขอมูล แตขอมูล และคําสั่งเหลานั่น สามารถหายไปได เมื่อมีการรับขอมูลหรือคําสั่งใหม หรือปดเครื่อง หรือกระแสไฟฟาขัดของ หนวยความจํา แรม เปนหนวยความจําที่สําคัญที่สุดของคอมพิวเตอร จําเปนจะตองเลือกซื้อใหมีขนาดใหญพอสมควร มิ เชนนั้นจะทํางานไมสะดวกแรมในปจจุบันแบงไดเปน 1. SRAM ( Static RAM ) ทํางานไดโดยไมตองอาศัยนาฬิกา เปนหนวยความจําที่ สามารถอานและเขียนขอมูลไดเร็วกวา DRAM เนื่องจากไมตองมีการรีเฟรชอยูตลอดเวลา แต หนวยความจําชนิดนี้มีราคาแพงและจุขอมูลไดไมมาก จึงนิยมใชเปนหนวยความจําแครชซึ่งเปน อุปกรณชวยเพิ่มความเร็วในการทํางานของ DRAM 2. DRAM (Dynamic Ram ) ทํางานโยสัญญานาฬิกามากระตุน แตก็มีจุดเดนคือ มีขนาด เล็กกวา DRAM และสินเปลืองพลังงานนอยกวา ยังบงยอยไดเปน - PRM DRAM (Fast Page Mode Dynamic RAM)
  10. 10. 10 - EDO RAM ( Extened - Data - Out RAM) - SDRAM (Synchronous Dynamic RAM) - DDR SDRAM ( Double data Rate Syncronous Dynamic RAM) - RDRAM ( Rambys Dynamic RAM ) - เมนบอรด ( Mainboard ) เมนบอรดเปนอุปกรณที่สําคัญรองมาจากซีพียู เมนบอรดทําหนาที่ควบคุม ดูแลและจัดการๆ ทํางาน ของอุปกรณตางๆ แทบทั้งหมด ในเครื่องคอมพิวเตอร ตั้งแตซีพียูไปจนถึงหนวยความจําแคช หนวยความจําหลัก ฮารดดิสก ระบบบัส บนเมนบอรดประกอบดวยชิ้นสวนตางๆ มากมายแตสวนสําคัญๆประกอบดวย ชุดชิพเซ็ต ชุดซิพเซ็ตเปนเหมือนหัวใจของเมนบอรดอีกทีหนึ่ง เนื่องจากอุปกรณตัวนี้จะมีหนาที่หลัก เปนเหมือนทั้งอุปกรณแปลภาษาใหอุปกรณตางๆ ที่อยูบนเมนบอรดสามารถทํางานรวมกันได และทํา หนาที่ควบคุม อุปกรณตางๆ ใหทํางานไดตามตองการโดยชิพเซ็ตนั้นจะประกอบดวยชิพ 2 ตัวคือ ชิพ System Controller และชิพ PCI to SA Bridge ชิพ SyStem Controller หรือ AGPSET หรือ NORTH bridge เปนชิพที่ทําหนาที่เปนอุปกรณ เชื่อมตอกันระหวางระบบบัสแบบ PCI กับอุปกรณอื่นๆ ที่มีความเร็วในการทํางานต่ํากวาเชนระบบ บัสแบบ ISA ระบบบัสอนุกรมแบบ
  11. 11. 11 USB ชิพ คอนโทรลเลอร IDE ชิพ หนวยความจํารอมไบออส ฟล็อบปดิสก คียบอรด พอรตอนุกรม และพอรตขนาน ชุดชิพเซ็ตจะมีอยูดวยกันหลายรุนหลายยี่กอโดยลักษณะการใชงานจะขึ้นอยูกับซีพียู ที่ใช เปนหลัก เชน ชุดชิพเซ็ต ตระกูล 430 ของอินเทล เชน ชิพเซ็ต 430FX, 430HX,430VX, และ 430TX จะใชงานรวมกับซีพียู ตระกูลเพนเทียม เพนเทียม MMX, K5, K6, 6X86L, 6X86MX (M II) และ IDT Winchip C 6 ชุดชิพเซ็ตตระกูล 440 ของอินเทล เชน ชิพเต 440 FX ,440LX,440EXและ ชิพเซ็ต 440BXจะใชงานรวมกับ ซีพียูตระกลูเพนเที่ยมโปรเพนเทียมทู และเซลเลอรอน และชุดชิพ เช็ท450GXและ450NXก็จะใชงานรวมกับซีพียูตระกลูเพนเทียมทูซีนอนสําหรับเครื่องคอมพิวเตอร ระดับServer และ Workstation นอกจากนี้ยังมีชิพเซ็ตจากบริษัทอื่นๆอีกหลายรุนหลายยี่หอที่ถูกผลิต ออกมา แขงกับอินเทล เชน ชุดชิพเซ็ต Apollo VP2 , Apollo VP3และ Apollo mvp3 ของ VIA , ชุดชิพเซ็ต Aladin IV+และAladin V ของ Ali และชุดชิพเซ็ต 5597/98,5581/82 และ5591/92 ของ SiS สําหรับ ซีพียูตระกลูเพนเทียม เพนเทียม MMx, K5 , K 6 ,6X86L, 6X86MX (M II) และ IDT Winchip C 6 ชุดชิพเซ็ต Apollo BX และ Apollo Pro ของ VIA , ชุดชิพเซ็ต Aladin Pro II M162/M1543C ของ Ali ของ ชุดชิพเซ็ต 5601 ของ SiS สําหรับซีพียูตระกูลเพนเทียมทู และเซล เลอรอน ซึ่งชิพเซ็ตแตละรุน แตละยี่หอนั้นจะมีจุดดีจุดเดนแตกตางกันไป หนวยความจํารอมไบออส และแบตเตอรี่แบ็คอัพ ไบออส BIOS ( Basic Input Output Sytem ) หรือ อาจเรียกวา ซีมอส (CMOS) เปน ชิพ หนวยความจําชนิดหนึ่งที่ใชสําหรับเก็บขอมูล และโปรแกรมขนาดเล็กที่จําเปนตอการบูตของระบบ คอมพิวเตอร โดยในอดีตสวนของชิพรอมไบออสจะประกอบดวย 2 สวนคือ ชิพไบออส และชิพ ซีมอส ซึ่งชิพไบออสจะทําหนาที่ เก็บขอมูลพื้นฐานที่จําเปนตอการบูตของระบบคอมพิวเตอรสวน ชิพซีมอสจะทําหนาที่ เก็บโปรแกรมขนาดเล็กที่ใชในการบูตระบบและสามารถเปลี่ยนขอมูลบางสวน ภายในชิพได ชิพไบออสใชพื้นฐานเทคโนโลยีของรอม สวนชิพซีมอสจะใชเทคโนโลยีของแรม ดังนั้นชิพไบออสจึงไมจําเปนใชเทคโนโลยีพลังงานไฟฟา ในการเก็บรักษาขอมูลแตชิพซีมอสจะตอง การพลังงานไฟฟาในการเก็บรักษาขอมูลตลอดเวลาซึ่งพลังงานไฟฟา ก็จะมาจากแบตเตอรี่ แบ็คอัพที่ อยูบนเมนบอรด ( แบตเตอรี่แบ็คอัพจะมีลักษณะเปนกระปองสีฟา หรือเปนลักษณะแบนกลมสีน้ําเงิน ซึ่งภายในจะ บรรจุแบตเตอรี่แบบลิเธียมขนาด 3 โวลลไว ) แตตอมาในสมัย ซีพียูตระกูล 80386 จึงไดมีการรวม ชิพทั้งสองขางไวดวยกันและเรียกชื่อวา ชิพรอมไบออสเพียงอยางเดียว และที่การชิพรอมไบออสเปน การรวมกันของชิพไบออส และชิพซีมอสจึงทําใหขอมูลบางสวนที่อยูภายใน ชิพรอมไบออสตองการ พลังงานไฟฟาเพื่อรักษาขอมูลไวแบตเตอรี่แบ็คอัพ จึงยังคงเปนสิ่งจําเปนอยูจนถึงปจจุบัน จึงเห็นได วาเมื่อแบตเตอรี่แบ็คอัพเสื่อม หรือหมดอายุแลวขอมูลที่คุณเซ็ตไว เชน วันที่ จะหายไป เปนพื้นฐาน จากโรงงานและก็จะเซ็ตใหมทุกครั้งที่เปดเครื่องเทคโนโลยีรอมไบออสในอดีต หนวยความจํารอม ชนิดนี้จะเปนแบบ EPROM ( Electrocal Programmable Read Only Memory ) ซึ่งเปนชิพ
  12. 12. 12 หนวยความแคชระดับสอง หนวยความจําแคชระดับสองนั้นเปนอุปกรณ ตัวหนึ่งที่ทําหนาที่เปนเสมือนหนวยความจํา บัฟเฟอรใหกับซีพียู โดยใชหลักการที่วา การทํางานรวมกับอุปกรณที่ความเร็วสูงกวา จะทําให เสียเวลาไปกับการรอคอย ใหอุปกรณที่มีความเร็วต่ํา ทํางานเสร็จสิ้นลง เพราะซีพียูมีความเร็วในการ ทํางานสูงมาก การที่ซีพียูตองการขอมูลซักชุดหนึ่งเพื่อนําไปประมวลผลถาไมมีหนวยความจําแคช ฮารดดิสกไดรฟ ( Harddisk Drive ) เปนที่สําหรับเก็บขอมูลขนาดใหญ มีความจุสูงถึงหนวยเมกะไบต จนถึงกิกะไบต และมีความเร็ว สูงในการทํางาน และการสงผานขอมูลมากกวา Secondary Storage ทั่วไปซึ่ง Harddisk จะประกอบ ไปดวยจาน Disk หรือที่เรียกวา Platters หลายๆแผนรวมกัน ซึ่งแตละดานของ Platters จะถูกปกคลุม ไปดวยสารประกอบ Oxide เพื่อใหสามารถบันทึกขอมูล Harddisk จะอยูภายในเครื่องคอมพิวเตอรซึ่ง ไมสะดวกในการเคลื่อนยาย บางทีถูกเรียกวา Fixed Disk การทํางานของ Harddisk ก็มีลักษณะคลายๆกับแผนดิสกโดยที่จะทําการบันทึกขอมูลจําเปนตอง Farmat เพื่อใหมีการกําหนด Track , Cylinder ตางๆขึ้นมากอนเพื่อใชในการอางตําแหนง นอกจากนี้แลวมันยังสามารถจัดแบง partition กลาวคือ Hard Disk ตัวหนึ่งสามารถแบงไดหลาย partition ขึ้นอยูกับการแบง partition กอนการ Format (การกําหนด partition สามารถทําไดโดยใช คําสั่ง FDISK ) นอกจากนี้ยังขึ้นอยูกับเครื่องคอมพิวเตอรวาใชระบบ PCI หรือไม ถาไมใชระบบ PCI ในเครื่องจะมองเห็นฮารดดิสกขนาดสูงสุดเพียง 540 MB แตถาเปน PCI จะตองมาตรวจสอบ OS (Operation System) ดูอีกทีวาใชอะไร เชน ถาเปน Window 95 จะสามารถมองเห็น Hard Disk สูงสุด 1.27 GB 9ตอ 1 partition ซึ่งถาเรามี Hard Disk 1 ตัว
  13. 13. 13 แตเปน 2 GB ก็ตองจัดแบงมันเปน 2 partition ถาเปนระบบ Window 95 OSR2 จะสามารถมองเห็น ได 2 GB เปนตน ระบบควบคุมการทํางานของ Hard Disk ที่มีการใชงานอยูในคอมพิวเตอรสามารถจําแนกตาม จุดตอประสาน ( Interface ) ไดเปน 4 ระบบ คือ ระบบ ST – 506/412 ระบบ ESDI ระบบ SCSI และ ระบบ IDE ซึ่งในปจจุบัน 2 ชนิดแรกไมมีใชแลวซึ่งขอกลาวถึงสองชนิดหลักดังนี้ • SCSI ( Small System Interface) เปนระบบที่ใชกันมากในขนาดนี้ เพราะนอกจากจะสามารถ ควบคุมฮารดดิสกแลว ยังสามารถควบคุมเสนทางการสงถาย ขอมูลเกี่ยวกับอุปกรณอื่นๆที่มีโพรเซสเซอรอยูในตัวเอง ทําใหเปนสวนเพิ่มขยายสําหรับ แผงวงจรใหมและสามารถใชควบคุมอุปกรณเสริมอื่นๆไดดวย เชน โมเด็ม ซีดีรอม เปนตน • IDE ( Integrated Drive Electronics ) เปนระบบใหมที่มีความใกลเคียงกับ SCSI แตมีราคาต่ํา กวาปจจุบันนิยมบรรจุ IDE รวมอยูในแผงวงจรของซีพียู ทําใหมีชองวางใหใชงานอื่นๆ เพิ่มขึ้น ซีดีรอมไดรฟ (CD- ROM Drive) CD-ROM เปนอุปกรณที่ทําหนาที่อานขอมูล จากแผนซีดีรอมและทําการแปลงสัญญาณขอมูล แลวสงไปยังหนวยประมวลผลของคอมพิวเตอร การทํางานของซีดีรอมภายในซีดีรอมจะแบงเปนแทร็กและเซ็คเตอรเหมือนกับแผนดิสก แตเซ็คเตอร ในซีดีรอมจะมีขนาดเทากัน ทุกเซ็คเตอรทําใหสามารถเก็บขอมูลไดมากขึ้น เมื่อไดรฟซีดีรอมเริ่ม ทํางานมอเตอรจะเริ่มหมุนดวยความเร็ว หลายคา ทั้งนี้เพื่อใหอัตราเร็วในการอานขอมูลจากซีดีรอม คงที่สม่ําเสมอทุกเซ็คเตอร ไมวาจะเปนเซ็คเตอร ที่อยูรอบนอกหรือวงในก็ตาม จากแสงเลเซอรจะฉาย ซีดีรอม โดยลําแสงจะถูกโฟกัสดวยเลนสที่เคลื่อนที่ดวยตําแหนงได โดยการทํางานของขดลวด ลําแสงเลเซอรจะทะลุไปที่ซีดีรอมแลวถูกสะทอนกลับที่ผิวหนาของซีดีรอมจะเปน หลุมเปนบอ สวน ที่เปนหลุม ลงไปเรียกวา “แลนด” สําหรับบริเวณที่ไมมีการเจาะลึกลงไปเรียกวา “พิต” ผิวสอง รูปแบบนี้เราใชแทนการเก็บขอมูลในรูปแบบของ 1 และ 0 แสงเมื่อถูกพิตจะกระจายไปไมสะทอน กลับ แตเมื่อแสงถูกเลนสจะสะทอยกลับผานแทงปริซึม จากนั้นผานแทงปริซึมไปยัง ตัวตรวจจับแสง อีกที ทุก ๆ ชวงของลําแสงที่กระทบตัวตรวจจับแสงจะกําเนิดแรงดันไฟฟา หรือเกิด 1 และ 0 ที่ทําให คอมพิวเตอรสามารถเขาใจได สวนการบันทึกขอมูลลงแผนซีดีรอมนั้นตองแสงเลเซอรเชนกัน โดยมี ลําแสงเลเซอรจากหัว
  14. 14. 14 บันทึกของเครื่อง บันทึกขอมูลสองไปกระทบพื้นผิวหนาแผน ถาสองไปกระทบบริเวณใดจะทําให บริเวณนั้นเปนหลุมขนาดเล็ก บริเวณที่ไมถูกบันทึกจะมีลักษณะเปนพื้นเรียบสลับกันไปเรื่อยๆตลอด ทั้งแผน แผนซีดีรอมเปนสื่อในการเก็บขอมูลแบบออปติคอล(Optical Storage) ใชลําแสงเลเซอรอาน ขอมูลแผนซีดีรอม ทํามาจากพลาสติกเคลือบดวยอลูมิเนียม เพื่อสะทอนแสงเลเซอรที่ยิงมา เมื่อแสง เลเซอรที่ยิงมาสะทอนกลับไปที่ตัวอานขอมูลที่เรียกวา Photo Detector ก็อานขอมูลที่ไดรับกลับมาวา เปนอะไรและสงคา 0 และ 1 ไปใหกลับซีพียูเพื่อนําไปประมวลผลตอไป ฟล็อปปดิสกไดรฟ ( floppy Disk Drive) ในการเลือกใชแผนดิสกแตละชนิดนั้น จะตองมีตัวขับดิสก ( Floppy Disk Drive: FDD) ที่ สนับสนุนการทํางานเหลานี้ดวย โดยดิสกไดรฟตัวแรก พัฒนาโดย Alan Shugat บริษัท ไอบีเอ็มใน ป ค.ศ. 1967 เปนดิสกไดรฟ สําหรับแผนบันทึกขอมูลขนาด 8 นิ้ว ( แผนดิสก – Diskette 8”) จากนั้นมีการพัฒนาขนาดลงมาเพื่อ สนับสนุนแผนดิสกขนาด 5 ¼ นิ้ว และ 3 ½ นิ้ว ในปจจุบัน ดังนั้นดิสกไดรฟจึงมี 2 ขนาดตามแผนดิสกที่ใชในปจจุบัน คือ ดิสกไดรฟขนาด 3.5 นิ้ว และ 5.25 นิ้ว ( ปจจุบัน พบ ดิสก 5.25 นิ้วนอยมาก ) และแตละประเภท ยังแบงตามประเภทความจุของแผนดิสก ไดอีกเปน • ดิสกไดรฟ สําหรับแผนดิสก 3.5 นิ้ว ความจุ 740 KB • ดิสกไดรฟ สําหรับแผนดิสก 3.5 นิ้ว ความจุ 1.44 MB- HD: high density • ดิสกไดรฟ สําหรับแผนดิสก 5.25 นิ้ว ความจุ 640 KB • ดิสกไดรฟ สําหรับแผนดิสก 5.25 นิ้ว ความจุ 1.2 MB-HD: high density ชองขยาย (Slot) การมีชองเพิ่มขยาย หรือเรียกอีกอยางวาระบบบัสเพิ่มขยายนั้น จะชวยใหเราสามารถปรับแตง หรือเพิ่มขยายความสามารถของระบบ โดยผานทาง Plug – in Board หรือเรียกวาเปน Card เพิ่มขยาย Expransion Card เชน เมื่อตองการให Computer มีเสียง อยากให Computer เลนเพลงได ก็ตอง หาซื้อได Sound Card และลําโพง มา
  15. 15. 15 ตอเพิ่ม โดยแคนํามา Piug ลงใน Expension slot บน Mainboard และทําการ Config ก็สามารถใช งานได โดยไมจําเปนตองมาเดินสายไฟ รื้อ Mainboard ใหมไหยุงยากประเภทของชองเพิ่มขยายจะมี ดังนี้ • แบบ PCI เปนชองเสียบอุปกรณเพิ่มเติมสวนใหญจะเปนสีขาวเรียงตอกัน 2-5 ชอง ใชเสียบ อุปกรณเพิ่มเติม เชน การดเสียบ การดแสดงผล โมเด็มแบบติดตั้งภายในและการดแลนเปน ตน • แบบ ISA เปนชองเสียบอุปกรณเพิ่มเติมเชนเดียวกับแบบ PCI แตเปนรุนเกากวามีสีดําขนาด ยาวกวาแบบ PCI เมนบอรดในปจจุบันสวนใหญไมมีชองเสียบแบบนี้แลว • แบบ AGP เปนชองเสียบอุปกรณแสดงผลความเร็วสูง • แบบ EISA • แบบ MCA แหลงจายไฟ ( Power Supply ) แหลงจายไฟ ( Power Supply ) เปนสวนสําคัญเชนกันเพราะถาไมมี แหลงจายไฟ ( Power Supply ) แลวนั้นคอมพิวเตอรจะทํางานอยางไร แหลงจายไฟจะมีรูปทรงและการทํางานที่เปนไปตาม ระบบปฏิบัติการของเมนบอรดเชนกัน แหลงจายไฟแบบ ATX นั้นมีการทํางานที่ดีกวาและเหนือกวาการทํางานดวยแหลงจายไฟ ( Power Supply ) แบบ AT เพราะการปดเปดเครื่องดวยระบบ ATX นั้นจะมีการทํางานดวยซอฟแวร เปนตัวกําหนดการทํางานสําหรับการปดเปดเครื่องและเคส ATX นั้นจะมีการใหแหลงจายไฟ ( Power Supply )มาใหที่มากกวาแหลงจายไฟ ( Power Supply ) แบบ AT สวนมากที่เคสแบบ ATX ใหมา นั้นมักจะอยูที่ 250 watt ถึง 400 watt ซึ่งเปนพลังงานที่มากกวาระบบ AT ทําใหมีความเสถียรภาพ มากขึ้นนั้นเอง
  16. 16. 16 อุปกรณตอพวง เครื่องพิมพชนิดตางๆ (Printer) เครื่องพิมพ เปนอุปกรณที่เชื่อมตอเขากับคอมพิวเตอรเพื่อทําหนาที่ในการแปลผลลัพธที่ได จาก การประมวลผลของเครื่องคอมพิวเตอร ใหอยูในรูปอักขระหรือรูปภาพที่จะไปปรากฏอยูบน กระดาษ นับเปนอุปกรณแสดงผลที่นิยมใช เครื่องพิมพแบงออกเปน 4 ประเภท 1. เครื่องพิมพดอตเมทริกซ (Dot Matrix Printer) เครื่องพิมพแบบนี้เปนที่นิยมและใชกันอยางกวางขวาง เนื่องจากสามารถพิมพไดทั้งตัว อักขระและรูปภาพ และมีราคาคอนขางถูกเมื่อเทียบกับเครื่องพิมพแบบอื่น การพิมพจะใชหัวพิมพที่มี ลักษณะเปนเข็มซึ่งเรียกวา Pin เรียงกันเปนแถวในแนวตั้ง กระทบลงบนผาหมึกเพื่อใหเกิดจุดบน กระดาษทีละแถวตัวหนังสือจะถูกสรางจากชุดของรอยจุดที่เกิดจากหัวเข็มพิมพนี้ ดังนั้นตัวอักษรที่ได จะมีลักษณะเปนจุดๆที่ตอเนื่องกันความหยาบหรือความละเอียดจะขึ้นอยูกับหัวเข็มพิมพและโหมดที่ ใชในการพิมพ โดยทั่วไปแลวในการพิมพจะมีโหมดของการพิมพ 2 โหมดคือ โหมด Draft และโหมด NLQ (Near Quality Mode) การพิมพในโหมด draft ในแตละแถวของกระดาษจะถูกพิมพเพียงเทียวเดียว ทํา ใหไดตัวหนังสือไม คมชัดโดยเฉพระอยางยิ่งถาเปนเครื่องพิมพแบบ 9 หัวเข็ม เนื่องจากมีชองวาง ระหวางจุดอยู จึงไดมีการปรับปรุงโหมดการพิมพขึ้นเปนโหมดเรียกวา NLQ ในโหมดนี้จะมีการสั่ง ใหหัวพิมพทําการพิมพ 2 เที่ยวในแตละแถวโดยจุดที่พิมพในเที่ยวที่ 2 จะพิมพในระหวางที่พิมพไป แลวครั้งแรก ดังรูป 5.17 (ข) ซึ่งลักษณะการพิมพแบบนี้จะทําใหตัวอักษรมีความคมชัดขึ้นและมีความ สม่ําเสมอขึ้นอีกเทาตัวแตขอเสียคือจะใชเวลาในการพิมพมากขึ้น ดังนั้นจึงไดมีการปรับปรุงหัวพิมพ ใหมีจํานวนหัวเข็มพิมพมากขึ้น ซึ่งแตเดิมมีเพียง 9 หัวเข็ม ก็ไดพัฒนา 18 หรือ 24 หัวเข็ม ทําใหการ พิมพทั้งในโหมด Draft และโหมด NLQ สามารถพิมพเทียวเดียว ซึ่งจะเทียบเทากับกับแบบ 9 หัวเข็ม สั่งพิมพ 2 เที่ยว ตัวพิมพจึงสวยงามและมีความเร็วเพิ่มขึ้นกวาเดิมมาก
  17. 17. 17 2. เครื่องพิมพแบบพนละอองหมึก(Ink Jet Spray Printer) เครื่องพิมพแบบนี้จะมีความเร็วในการทํางานมากเครื่องหนึ่ง โดยการพิมพจะใชหัวเข็มแบบ ปน ฉีดหมึกเปนจุดเล็กๆบนกระดาษเพื่อประกอบกันเปนตัวหนังสือ โดยไมตองกดหัวเข็มลงไปจริงๆ และเนื่องจากแตละจุดของน้ําหมึกบนกระดาษจะมีขนาดเล็กมากเมื่อเทียบกับจุดที่เกิดจากเครื่องพิมพ แบบดอตเมทริกซ ดังนั้นความคมชัดของการพิมพจึงมีมากกวาแบบดอตเมทริกซ และโดยทั่วไป เครื่องพิมพชนิดนี้ถูกออกแบบมาสําหรับการพิมพภาพสีโดยเฉพาะ ดังนั้นจึงเหมาะสําหรับการพิมพ ภาพดานกราฟฟก นอกจากนี้ความเร็วในการพิมพก็คอนขางสูง ราคาก็ใกลเคียงกับเครื่องพิมพแบบ ดอตเมทริกซ ดังนั้นเครื่องพิมพประเภทนี้จึงไดรับความนิยมมากกวาแบบเครื่องพิมพแบบใชความ รอน – ไฟฟา 3. เครื่องพิมพแบบเลเซอร(Laser Printer) เปนเครื่องพิมพที่มีความเร็วสูงเมื่อเทียบกับเครื่องพิมพชนิดอื่น เดิมทีถูกออกแบบมาใชกับ เครื่องคอมพิวเตอรขนาดใหญ เชน เมนเฟรม แตเนื่องจากความสามารถในการพิมพผลงานที่มี คุณภาพสูง และราคาที่ลดลง จึงทําใหเครื่องพิมพชนิดนี้ไดรับความนิยมจากคอมพิวเตอรเกือบทุก ประเภท และมีแนวโนมวาจะเปนเกรดมาตรฐานของเครื่องพิมพพีซีในอนาคตอีกดวย เครื่องพิมพเลเซอรนี้จะใชเทคโนโลยีของเครื่องถายเอกสาร คอมพิวเตอรสงสัญญาณบอก เครื่องพิมพวาจะใหพิมพผงหมึกลงบนกระดาษตําแหนงใดบาง ซึ่งจะเริ่มจากการใชเลเซอรวาดภาพที่ จะพิมพนี้ลงบนแทงทรงกระบอกที่เรียกวา ดรัม (Drum) กอน โดยตัวประมวลผลของคอมพิวเตอรจะ ควบคุมใหมีการยิงแสงเลเซอรไปยังกระจกสะทอนแสงที่หมุนไดไปตกทบดรัมตามรูปรางที่จะพิมพ แสงเลเซอรจะทําใหดรัมที่ถูกแสงประจุไฟฟาเปนบวกเหมือนกับแผนกระดาษ สวนบริเวณที่ไมถูก แสงจะยังคงมีประจุเปนลบอยู เมื่อดรัมหมุนถึงตัวปลอยผงหมึก ผงหมึกซึ่งมีประจุเปนลบก็จะเกาะ ดรัมเฉพาะบริเวณที่มีประจุไฟฟาเปนบากเทานั้น ทําใหเปนรูปภาพหรือตัวอักษรขึ้นบนดรัม หลังจาก นั้นกลไกจัดกระดาษจะปอนกระดาษเขามายังดรัมซึ่งยังคงหมุนอยู
  18. 18. 18 ประจุไฟฟาบวกที่มีความแรงกวาประจุไฟฟาบวกบนดรัมจะเกิดการผลักกันและดึงผงหมึกที่มีประจุ ไฟฟาลบจากดรัมตกลงมายังกระดาษจนเปนรูปรางตัวอักษรหรือรูปภาพ หลังจากนั้นกระดาษก็จะ เคลื่อนที่ไปสูกลไกอบกระดาษซึ่งจะใชความรอนอบละลายใหผงหมึกที่มีสวนประกอบของไขละลาย ติดกระดาษ และกลไกการจัดกระดาษก็จะนํากระดาษออกมาจากเครื่องพิมพ ซึ่งจะสังเกตไดวา กระดาษมีความรอนหลังจากที่ออกจากเครื่องพิมพใหมๆ เครื่องพิมพเลเซอรจะเปนเครื่องพิมพที่ทํางานไดเร็วมาก ความเร็วในการพิมพอาจ สูงถึง 10 – 12 แผนตอนาที การทํางานจะคอนขางเงียบและตัวหนังสือก็สวยงามมาก ซึ่งลักษณะ ตัวหนังสือจะลักษณะที่เรียกวา NLQ (Near Quality Mode) เนื่องจากภาพหรือตัวอักษรที่ไดจะเกิดจาก จุดเล็กๆของลําแสงเลเซอร จึงมีความละเอียดสูงกวาแบบดอตเมทริกซมากมายนัก 4. พล็อตเตอร(Plotter) พล็อตเตอร เปนเครื่องพิมพที่ใชปากกาในการเขียนขอมูลตางๆลงบนกระดาษเหมาะสําหรับ งานเขียนแบบทางวิศวกรรม(เขียนลงบนกระดาษไข) และตกแตงภายใน สําหรับวิศวกรรมและ สถาปนิก พล็อตเตอร ทํางานโดยใชเลื่อนกระดาษ โดยสามารถใชปากกาได 6 – 8 สี ความเร็วในการ ทํางานของพล็อตเตอร มีหนวยวัดเปนนิ้วตอวินาที (Inches Per Secon: IPS) ซึ่งหมายถึงจํานวนนิ้วที่ พล็อตเตอร สามารถเลื่อนปากกาไปบนกระดาษ เครื่องสแกนภาพ (Scaner) สแกนเนอร คืออุปกรณซึ่งจับภาพและเปลี่ยนแปลงภาพจากรูปแบบของแอนาลอกเปนดิจิตอล ซึ่งคอมพิวเตอร สามารถแสดง เรียบเรียง เก็บรักษาและผลิตออกมาได ภาพนั้นอาจเปนรูปถาย ขอความ ภาพวาด หรือแมแตวัตถุสามมิติ สามารถใชสแกนเนอรทํางานตางๆไดดังนี้ ในงานเกี่ยวกับงานศิลปะหรือภาพถายในเอกสาร- บันทึกขอมูลลงในเวิรดโปรเซสเซอร-
  19. 19. 19 แฟคเอกสาร ภายใตดาตาเบส และเวิรดโปรเซสเซอร- เพิ่มเติมภาพและจินตนาการตางๆลงไปในผลิตภัณฑโฆษณาตางๆ- โดยพื้นฐานการทํางานของสแกนเนอร ชนิดของสแกนเนอรและความสามารถของ สแกนเนอรแบงออกไดดังตอไปนี้ ชนิดของเครื่องสแกนเนอร สแกนเนอรสามารถจัดแบงตามลักษณะทั่วๆไปได 2 ชนิด คือ 1. Flatbed scanners ซึ่งใชสแกนภาพถายหรือภาพพิมพตาง ๆ สแกนเนอร ชนิดนี้มีพื้นผิว แกวบนโลหะที่ตัวสแกน เชน ScanMaker III 2. Transparency and slide scanners ซึ่งถูกใชสแกนโลหะโปรง เชน ฟลมและสไลด สิ่งที่จําเปนสําหรับการสแกนภาพมีดังนี้ สแกนเนอร- สาย SCSI สําหรับตอกับสแกนเนอรไปยังเครื่องคอมพิวเตอร- ซอฟตแวรสําหรับสแกนภาพ ซึ่งทําหนาที่ควบคุมการทํางานของสแกนเนอรใหสแกน- ภาพตามที่สั่ง สแกนเอกสารเก็บไวเปนไฟลที่นํากลับมาแกไขไดอาจตองมีซอฟตแวรที่สนับสนุนดาน- OCR จอภาพที่เหมาะสําหรับการแสดงภาพที่สแกนมาจากสแกนเนอร- เครื่องมือสําหรับแสดงพิมพภาพที่สแกน เชน เครื่องพิมพแบบเลเซอรหรือสไลด- โปรเจคเตอร ประเภทของภาพที่เกิดจากการสแกน แบงเปนประเภทดังนี้ 1. ภาพ Single Bit เปนภาพที่มีความหมายมากที่สุดใชพื้นที่ในการเก็บขอมูลนอยที่สุด และ นํามาใชประโยชนอะไรไมคอยได แตขอดีของภาพประเภทนี้ คือ ใชทรัพยากรของเครื่องนอยที่สุด ใชพื้นที่ในการเก็บขอมูลนอยสุด ใชเวลาในการสแกนภาพนอยที่สุด Single Bit แบงออกไดเปนสอง ประเภทคือ - Line Art ไดแกภาพที่มีสวนประกอบของภาพเปนขาวดํา ตัวอยางของภาพนี้ ไดแก ภาพที่ ไดจากการสแกน - Halftone ภาพเหลานี้จะเปนสีโทนสีเทามากกวา แตโดยทั่วไปยังถูกจัดวาเปนประเภท Single bit เนื่องจากเปนภาพแบบหยาบๆ
  20. 20. 20 2. ภาพ Gray Scale ภาพพวกนี้จะมีสวนประกอบมากกวาภาพขาวดํา โดยจะประกอบดวย เฉดสีเทาเปนลําดับขั้น ทําใหเห็นรายละเอียดดานแสงเงา ความชัดลึกมากขึ้นกวาเดิมภาพพวกนี้แตละ พิกเซลหรือแตละจุดของภาพ อาจประกอบดวยจํานวนบิตมากกวา มีพื้นที่เก็บขอมูลมากขึ้น 3. ภาพสี หนึ่งพิกเซลของภาพสีจะประกอบดวยจํานวนบิตมหาศาล และใชพื้นที่เก็บขอมูล มาก ความสามารถในการสแกนภาพออกมาไดละเอียดขนาดไหนนั้นขึ้นอยูกับวาใชสแกนเนอรขนาด ความละเอียดเทาไร 4. ตัวหนังสือ ตัวหนังสือในที่นี้ไดแก เอกสารตางๆ เชน ตองเก็บเอกสารโดยไมตองพิมพลง บนแฟมเอกสารของเวิรดโปรเซลเซอร ก็สามารถใชสแกนเนอรสแกนเอกสารดังกลาว และเก็บไวใน เอกสารได นอกจากนี้เทคโนโลยีในปจจุบันสามารถใชโปรแกรมที่สนับสนุน OCR (Optical Characters Reconize) มาแปลงแฟม เอกสารดังกลาวออกมาเปนแฟมขอมูลที่สามารถแกได โมเด็ม (Modems) เปนอุปกรณสําหรับคอมพิวเตอรอยางหนึ่งที่ชวยใหคุณสัมผัสกับโลกภายนอกไดอยาง งายดาย โมเด็มเปนงานโทรศัพทสําหรับคอมพิวเตอร ที่จะชวยใหระบบของคอมพิวเตอรของคุณ สามารถสื่อสารกับเครื่องคอมพิวเตอรอื่นๆทั่วโลก โมเด็ม จะสามารถทํางานของคุณใหสําเร็จไดก็ ดวยการเชื่อมตอระหวางคอมพิวเตอรของคุณเขา คูสายโทรศัพทธรรมดาคูหนึ่ง ซึ่งโมเด็มจะทําการ แปลงสัญญาณดิจิตอล (digital signals) จากเครื่องคอมพิวเตอรใหใชสัญญาณอนาล็อก (analog signals) เพื่อใหสามารถสงไปบนคูสายโทรศัพท คําวา โมเด็ม (Modems) มาจากคําวา (modulate/demodulate) ผสมกัน หมายถึง กระบวนการแปลงขอมูล ของดิจิตอล ใหอยูในรูปของอนาล็อก แลวจึงแปลงสัญญาณกลับเปน ดิจิตอลอีกครั้งหนึ่ง เมื่อโมเด็มของคุณตอกับโมเด็มตัวอื่น ความแตกตางของโมเด็มแตละประเภทจะมี คุณสมบัติดังนี้ โมเด็มแตละประเภทจะมีลักษณะที่แตกตางกันดังนี้
  21. 21. 21 โมเด็มสามารถทําการแลกเปลี่ยน ขอมูลกับโมเด็มอื่นๆมีหนวยเปนบิต /วินาที(bps) หรือ กิโลบิต/ วินาที(kbps) ในการบอกความเร็วของโมเด็ม เพื่อใหงายตอการพูดและจดจํา มักจะตัดเลขศูนยออก แลวใชตัวอักษรแทน เชน โมเด็ม56000 bps จะเรียกวา โมเด็มขนาด 56 k 2. ความสามารถในการบีบอัดขอมูล ขอมูลขาวสารที่สงออกไป บนโมเด็มนั้นสามารถทําใหมี ขนาดกะทัดรัด ดวยวิธีการบีบอัดขอมูล (Compression) ทําใหสามารถสงขอมูลไดครั้งละเปนจํานวน มากๆ เปนการเพิ่มความเร็ว ของโมเด็มในการรับ – สงสัญญาณ 3. ความสามารถในการใชเปนโทรสาร โมเด็มรุนใหมๆสามารถสงและรับโทรสาร (Fax capabilities) ไดดีเชนดีกับการรับ – สงขอมูล หากคุณมีซอฟทแวรที่เหมาะสมแลวคุณสามารถใช แฟคซโมเด็มเปนเครื่องพิมพ ไดเมื่อคุณพิมพเขาไปที่แฟคซโมเด็ม มันจะสงเอกสารของคุณไปยัง เครื่องโทรสารที่ปลายทางได 4. ความสามารถในการควบคุมความผิดพลาด โมเด็มจะใชวิธีการควบคุมความผิดพลาด (error control) ตางๆมากมายหลายวิธี ในการตรวจสอบเพื่อการยืนยันวาจะไมมีขอมูลใดๆสูญหายไป ระหวางการสงถายขอมูลของคอมพิวเตอรเครื่องหนึ่งไปยังอีกเครื่องหนึ่ง 5. ออกแบบใหใชไดทั้งภายในภายนอก โมเด็มที่จําหนาย ในทองตลาดทั่วๆไป จะมี 2 รูปแบบ คือ โมเด็มแบบติดตั้งภายนอก (external modems) และแบบติดตั้งภายใน (internal modems) 6. ใชเปนโทรศัพทได โมเด็มบางรุนมีการใสวงจรโทรศัพทธรรมดาเขาไป พรอมกับ ความสามารถในการรับขอมูล และโทรสารดวย
  22. 22. 22 การพัฒนางานคอมพิวเตอรภายในองคกร ภายในองคกรมีสิ่งที่จะตองพิจารณา และจัดเปนโครงสรางพื้นฐานที่สนับสนุนการใชไอที หลายอยางแตละอยางมีความสําคัญไมยิ่งหยอนไปกวากัน การพัฒนาตองพัฒนาไปทั้ง “หา องคประกอบ” นี้ ไดแกฮารดแวรซอฟตแวร ขอมูล ขาวสาร ,คน และระเบียบวิธีปฏิบัติ ฮารดแวร (Hard ware) ฮารดแวร เปนเครื่องมือที่จะเขามาชวยเพิ่มประสิทธิภาพ และอํานวยความสะดวกในการ ทํางาน การวางรากฐานการใชเครื่องมือสมัยใหม ใชระบบการประมวลผลที่ทําใหทํางานไดอยาง รวดเร็วแมนยํา มีระบบการเชื่อมโยงสื่อสาร เพื่อใหขอมูลขาวสารเดินทางไปถึง และประสานการ ทํางานอยางเปนระบบได ฮารดแวรจึงรวมไปถึงอุปกรณคอมพิวเตอรและระบบสื่อสารขอมูลตางๆ ซอฟตแวร(Software) ซอฟตแวร (Software) หมายถึงชุดคําสั่งหรือโปรแกรมที่ใชสั่งงานใหคอมพิวเตอร ทํางาน ซอฟตแวรจึงหมายถึง ลําดับขั้นตอนการทํางานที่เขียนขึ้นดวยคําสั่งคอมพิวเตอร คําสั่งเหลานี้ เรียงกันเปนโปรแกรมคอมพิวเตอร จากที่ทราบมาแลววาคอมพิวเตอรทํางานตามคําสั่ง การทํางาน พื้นฐานเปนการทํางานกับขอมูลที่เปนตัวเลขฐานสอง ซึ่งใชแทนขอมูลตัวเลข ตัวอักษร รูปภาพ หรือแมแตเปนเสียงพูดก็ได โปรแกรมคอมพิวเตอรที่ใชสั่งงานคอมพิวเตอรจึงเปนซอฟตแวร เพราะ เปนลําดับขั้นตอนการทํางานของเครื่องคอมพิวเตอร คอมพิวเตอรเครื่องหนึ่งทํางานไดแตกตางกัน ไดมากมายดวยซอฟตแวรที่แตกตางกัน ซอฟตแวรจึงหมายรวมถึงโปรแกรมคอมพิวเตอรทุกประเภท ที่ทําใหคอมพิวเตอรทํางานได โปรแกรมประเภทตางๆ ขอมูลขาวสาร(Content) คือเนื้อหาสาระที่สําคัญ การดําเนินการขององคกรเกี่ยวของกับการผลิต การประมวลผล การสรุปผล การดําเนินการสื่อสารระหวางกัน การกระทําเหลานี้เกิดขึ้นกับเนื้อหาของขาวสาร ดังนั้นในองคกรตองใหความสําคัญในเรื่องขอมูลขาวสาร ทําอยางไรจึงจะใหขอมูลขาวสารเขาไป โลดแลนอยูในระบบและใชงานไดอยางเต็มที่
  23. 23. 23 บุคลากร(People ware) บุคลากร คือ บุคลที่สําคัญ และเปนบุคลที่เกี่ยวของกับการใชเทคโนโลยีคอมพิวเตอร และ หากใหงานมีประสิทธิผลมากที่สุด จําเปนตองพัฒนาบุคลากร มีการฝกอบรมหรือดําเนินการให บุคลากรหันมาใหความสําคัญ และการใชเทคโนโลยีสมัยใหมเพื่อประโยชนตอการพัฒนาองคกร ความสามารถของบุคลากรจึงเปนฐานสําคัญในการใชไอทีเพื่อประโยชนตอองคกรโดยรวม ประเภทของบุคลากรในงานคอมพิวเตอร ▪ ระดับผูบริหาร(Administration)ไดแก Electronic Data Processing manager : EDP ▪ ระดับวิชา(Technical)ไดแก System Analyst and Designer,Programme ▪ ระดับปฏิบัติการ (Operation) Computer Operator,Keypunch Operator,Data Entry ระเบียบวิธีปฏิบัติ (Procedure) บางอยางอาจเปลี่ยนแปลงไป จําเปนตองมีการปรับปรุงใหสอดคลองกับการใชเทคโนโลยี สอดคลองกับวิถีการทํางานแนวใหม กําหนดขั้นตอนการทํางานอยางเปนระบบ หรืออาจจําเปนตองมี การปรับเปลี่ยนวิถีการทํางานบางอยางขององคกร บางองคกรจึงมีการปรับเปลี่ยนองคกรอยางรุนแรง ถึงขั้นหรือปรับระบบ (Re-en-gineering) เพื่อใหสอดคลองกับการทํางานแนวใหมที่มีไอทีเขามา สนับสนุน พัฒนาการทั้ง “หาองคประกอบ” นี้ตองไปดวยกัน จะเลือกองคประกอบใดองคประหนึ่งไมได หากองคประกอบ หนึ่งองคประกอบใดไมไดรับการพัฒนา ยอมทําใหองคประกอบขององคกรมีปญหา เชน มีการซื้อ คอมพิวเตอร และอุปกรณสื่อสารขอมูลที่ทันสมัย มีซอฟตแวรที่ทํางานไดเปนเลิศ แตขาดการ ดําเนินการกับขอมูลขาวสารที่ดี หรือเกือบจะไมมีขอมูลขาวสารใด การลงทุนนั้นก็จะดูสูญเปลา
  24. 24. 24 ปฏิบัติการติดตั้งเครื่องคอมพิวเตอร การเชื่อมตอระบบคอมพิวเตอรสวนบุคคล การตอระบบไฟฟาและสายเมาส-คียบอรด การตอสาย Power ดานหลังควรจะเสียบใหแนน ๆ สวนสายเมาสกับคียบอรดอยาใหสลับกัน ถา ใสสลับกันกับคียบอรดอาจจะไมติดเลยก็ไดครับ จากนั้นก็ใสสายจอภาพกับสายลําโพงไดตามลําดับ เทานี้ก็เทากับเรียบรอยจากนั้นก็ลองเปดเครื่อง ทดสอบกันเลยและกันวาจะออกมาในลักษณะอยางไรแตคงไมมีปญหาอะไรหรอกครับถาไดปฏิบัติ ตามที่ผมไดพูดมาทั้งหมดก็เรียบรอยถาเกิดปญหาขึ้นมาตอนเปดเครื่องอยาตกใจครับ ลองเริ่มตน ตรวจเช็คดูใหดีๆวาเราผิดพลาดตรงไหน การตอสายสัญญาณ การตอสายสัญญาณใหพิจารณาพอรตหรือชองทางที่จะตอตามภาพ ดังนี้ • วีจีเอ พอรต (VGA Port) พอรตนี้สําหรับตอคอมพิวเตอรเขากับมอนิเตอร เปนพอรตขนาด 15 พิน ในคอมพิวเตอรบางเครื่องอาจจะติดตั้งการดสําหรับถอดรหัสสัญญาณ MPEG เพิ่มเขามาซึ่งลักษณะ ของพอรตนั้นจะคลาย ๆ กันแตการด MPEGจะมีพอรตอยูสองชุดดวยกันสําหรับเชื่อมไปยังการด แสดงผลหนึ่งพอรต และตอเขากับมอนิเตอรอีกหนึ่งพอรต ดังนั้นเครื่องใครที่มีพอรตแบบนี้ ก็ควร จะบันทึกไวดวย เพราะไมงั้นอาจจะใสสลับกันจะทําใหโปรแกรมบางตัวทํางานไมได • พอรตอนุกรม (Serial Port) เปนพอรตสําหรับตอกับอุปกรณอินพุตและเอาตพุต โดยสวนใหญเราจะใชตอกับเมาสใน กรณีที่คอมพิวเตอรเครื่องนั้นไมมีพอรต PS/2 หรือเปนเคสแบบ AT นอกจากนั้นเรายังใชสําหรับเปนชองทางการติดตอโมเด็มดวยในคอมพิวเตอรหนึ่งเครื่องจะมีพอรอนุ กรมใหอยูสองพอรต เรียกวาพอรตคอม 1 และพอรตคอม 2 นอกจากนั้นอาจจะมีฮาดแวรบางตัว เชน จอยสติ๊กรุนใหมๆ มาใชพอรตอนุกรมนี้เชนกัน • พอรตอนุกรมจะมีหัวเข็ม 9 เข็ม หรือ 25 เข็ม (พอรตนี้จะเปนตัวผู เพราะมีเข็มยื่นออกมา) • พอรตนี้จะตอกับอุปกรณตางๆ เชน เมาส โมเด็ม สแกนเนอร เปนตน • สามารถตอความยาวไดถึง 6 เมตร และราคาสวยก็ไมแพงนัก

×